วงการบันเทิง สูญเสียศิลปินแห่งชาติ สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์

วงการบันเทิง สูญเสียศิลปินแห่งชาติ สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ สูญเสียศิลปินแห่งชาติ ไปอีกหนึ่งท่าน สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โทรทัศน์-ภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ. 2557 ในวันที่ 6 มกราคม 2562  วัย 86 ปี เวลา 08.04 น. ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด ที่โรงพยาบาลวชิระ ครอบครัวจะตั้งศพสวดพระอธิรรมที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ศาลากุฏิ 2000 ฝั่งเจดีย์   เส้นทางชีวิต สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ชื่อเล่น “เล็ก” เรียนจบระดับป.1-ม.3 จากโรงเรียนอำนวยศิลปธนบุรี และศึกษาต่อที่พาณิชยการบพิธพิมุข     เข้าสู่เส้นทางบันเทิง เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่ออายุได้ 23 ปี จากการชักชวนของจำนง รังสิกุล เป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกด้านการจัดรายการ ในปีแรกของการทำการไทยทีวี […]

ฤาจะเป็น ผลกรรม … ที่ตามทันในชาตินี้

ฤาจะเป็น ผลกรรม … ที่ตามทันในชาตินี้ “…แบบนี้เสียงปลุกเพิ่มให้ดังขึ้นได้อีกครับ ส่วนแบบนี้มี 3 สีให้เลือก ทั้งแดง น้ำเงิน ดำ แบบโน้นมีเสียงปลุก 3 เสียง วิธีตั้งเสียงปลุกให้กดปุ่มนี้ครับ” เสียงแนะนำสินค้าที่ตั้งโชว์บนท้ายรถกระบะคันโต พร้อมสาธิตการใช้งานนาฬิกาดิจิทัลแบบตั้งโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ทำให้ฉันอดหันไปมองไม่ได้ เชื่อไหมคะ ท่าทางขายของคล่องแคล่วและน้ำเสียงที่ดังกังวานฟังชัดนี้ เจ้าของเป็นชายสูงวัย รูปร่างผอมเล็ก แต่ไม่มีมือทั้งสองข้าง แต่สามารถขับรถกระบะมาขายของได้ด้วยตนเอง ฉันแวะดูและช่วยอุดหนุนสินค้า 2 – 3 อย่าง จึงได้รู้เรื่องราวของคุณลุง คุณลุง อายุ 73 ปี เคยเป็นอดีตช่างไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย ประมาณ 18 ปีก่อน ขณะคุณลุงกำลังบังคับกระเช้าที่ขึ้นไปซ่อมสายไฟกลับลงมายังพื้นดิน จู่ ๆ รถกระเช้าก็ทรุดตัวเอียงเข้าหาสายไฟฟ้าแรงสูง คุณลุงรู้สึกว่ามีกระแสไฟฟ้าแรงสูงกำลังวิ่งไปทุกอณูของร่างกายจากแขนทั้งสองข้างจนรู้สึกชาไปทั้งตัว ตอนนั้นคุณลุงไม่สลบ จึงรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แขนทั้งสองข้าง การถูกไฟช็อตคือการที่กระแสไฟฟ้าวิ่งออกจากสายไฟเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นสื่อไฟฟ้า แล้ววิ่งไปสู่พื้นดิน เมื่อกระแสไฟฟ้าแรงสูงมาพร้อมกับความร้อนที่มากกว่า 100 องศาเซลเซียสที่ทำให้น้ำเดือดได้ ในกรณีของคุณลุงชลอ จึงทำให้แขนทั้งสองข้างของเขาไหม้เกรียมทันที ผู้เห็นเหตุการณ์รีบส่งคุณลุงไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คุณหมอวินิจฉัยว่าต้องตัดแขนเหนือข้อมือขึ้นมาประมาณ […]

เคนซาบุโร โอเอะ พ่อผู้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืด

แม้ชื่อของ เคนซาบุโร โอเอะ จะเป็นที่รู้จักไม่แพร่หลายนักในบ้านเรา…แต่ในญี่ปุ่น นักเขียนผู้นี้เปรียบเสมือน “”พระเจ้า”” รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี พ.ศ. 2537 คือเครื่องการันตีความสามารถและอิทธิพลที่ชายผู้นี้มีต่อสังคมโลก   งานเขียนส่วนใหญ่ของเคนซาบุโรรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงของชีวิต ผลงานของเขาแม้จะหนักหน่วงไปด้วยความจริงอันไม่สวยงาม ทว่ากลับมอบพลังและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้อ่านอย่างประหลาด อย่างไรก็ดี เคนซาบุโรจะยิ่งใหญ่อย่างที่เขาเป็นทุกวันนี้ไม่ได้เลย หากขาดฮิคาริ ลูกชายผู้ที่แม้จะได้ใช้ชื่อที่แปลว่า “แสงสว่าง” แต่กลับได้สร้างความมืดมนอันใหญ่หลวงให้ชีวิตของผู้เป็นพ่อ ลูกชายคนแรกของเขาถือกำเนิดขึ้นพร้อมสมองที่ผิดปกติ และอาจต้องใช้ชีวิตเยี่ยง “”ผัก”” ไปทั้งชีวิต ความผิดหวังและสับสนเรื่องลูกทำให้เคนซาบุโรเกือบโยนความเป็นพ่อทิ้งไปพร้อมกับชีวิตของลูกชาย     วันหนึ่งเคนซาบุโรได้รับเชิญให้ไปที่ฮิโระชิมะหลังการทิ้งระเบิดปรมาณู เพื่อเยี่ยมเยียนคนเจ็บและผู้รอดชีวิต นายแพทย์คนหนึ่งกล่าวกับเขาว่า “”แม้ว่าจะมีคนตายเพิ่มขึ้นเป็นพันคนทุกๆ วัน แต่ผมก็ยังคงทำหน้าที่ของผมต่อไป เพราะนอกจากนั้นแล้ว ผมจะทำอะไรได้อีกเล่า …ในเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือของเรา และตอนนี้ลูกชายของคุณก็กำลังต้องการความช่วยเหลือจากคุณอยู่ รู้ไหมว่าในโลกนี้ไม่มีใครต้องการคุณเท่ากับลูกชายของคุณอีกแล้ว” ” คำพูดนั้นทำให้เคนซาบุโรรุดกลับมาโตเกียวเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง     ““เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นจุดพลิกผันของชีวิตผม”” นับแต่นั้น เคนซาบุโรได้ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยความทุกข์ รวมทั้งปลุกจิตสำนึกแห่งความเป็นพ่อของตนเองให้ตื่นขึ้นทีละน้อย ผลงานเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่เขาเขียนจึงมีชีวิตของฮิคาริเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ความผิดปกติทางสมองทำให้ฮิคาริไม่ยอมรับรู้สิ่งรอบตัวใดๆ นอกจากเสียงนกร้องเท่านั้น เคนซาบุโรและภรรยาจึงกว้านซื้อเทปบันทึกเสียงนกมาเปิดให้ฮิคาริฟัง ด้วยหวังว่าวันหนึ่งเด็กน้อยจะหันมาสื่อสารกับพ่อแม่ของตนบ้าง แล้ววันหนึ่งขณะที่เคนซาบุโรกำลังเดินเล่นอยู่ในป่าละเมาะ จู่ๆ ฮิคาริวัยหกขวบที่นั่งอยู่บนไหล่ของผู้เป็นพ่อ […]

ดาราและจิตอาสา รวมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติปาบึก ที่นครศรีธรรมราช

ดาราและจิตอาสา รวมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยพิบัติปาบึก ที่นครศรีธรรมราช แม้ทางภาคใต้ของเราจะประสบกับ ภัยพิบัติปาบึก โดยมีจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดแรกที่เผชิญภัยพิบัตินี้ ในช่วงเย็นของวันที่ 4 มกราคม 2562 ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา มีหลายชีวิตต้องล้มหายตายจากไป บ้านเรือนเสียหาย ตกอยู่ในภาวะที่ลำบาก แต่ในความเลวร้ายนั้นทำให้เราได้เห็นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “น้ำใจ”     คนดังในวงการบันเทิง และผู้มีจิตอาสาหลายคนมอบน้ำใจ และส่งกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวภาคใต้ที่กำลังประสบภัยพิบัติปาบึก ซีเคร็ตซาบซึ้งในความเมตตาและน้ำใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงขอเก็บรวบรวมร้อยเรียงมานำเสนอเป็นเรื่องราวดี ๆ ของวันนี้ค่ะ   จิมมี่ ชวาลา เศรษฐีแขกเมืองนครมอบขนมช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติปาบึก     เฟซบุ๊กชื่อว่าSurin Sirichayanonโพสต์รูปถ่าย จิมมี่ ชวาลา ชาวอินเดียที่เติบโตในเมืองไทย และประกอบธุรกิจค้าขายผ้าในนาม “จิมมี่ คลังผ้า” จนร่ำรวยเป็นเศรษฐีระดับต้น ๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และทีมงานมอบขนมเต็มคันรถบรรทุกส่งไปช่วยผู้ประสบภัย พร้อมข้อความว่า   “ขอบคุณ.. ท่านจิมมี่​ มอบขนมจำนวน​ 2,000​ ปีบ​มูลค่า​ 520,000​ บาทให้แก่ผู้​ประสบภัย​ชาวนครศรี​ธรรมราช..”     […]

มามูดู กัสซามา ได้ดีเพราะยอมเสี่ยงตายปีนตึกช่วยชีวิตเด็กน้อย

มามูดู กัสซามา (Mamoudou Gassama) คือชายหนุ่มใจกล้า ที่ปีนตึกด้วยมือเปล่าขึ้นไปช่วยเด็กน้อยที่กำลังห้อยต่องแต่งอยู่ที่ระเบียงชั้นสี่โดยไม่ลังเล เรื่องมีอยู่ว่า เด็กชายวัย 4 ขวบคนนี้ เพิ่งย้ายจากเกาะเรอูนียง มาอยู่กับพ่อในกรุงปารีส โดยแม่และน้องจะตามมาทีหลัง ในวันเกิดเหตุพ่อของเด็กชายออกไปซื้อของ ทิ้งลูกไว้ในห้องพักชั้น 6 คนเดียว ปรากฏว่า หนูน้อยซึ่งสวมชุดสไปเดอร์แมนก็ออกมาเล่นที่ระเบียงแล้วพลัดตกจากระเบียง แต่คว้าระเบียงชั้นสี่เอาไว้ได้ หนูน้อยจึงห้อยต่องแต่งอยู่อย่างนั้น คู่สามีภรรยาที่อยู่ห้องตรงนั้น รีบออกมาช่วย แต่หนูน้อยห้อยเกาะอยู่ตรงระเบียงห้องข้าง ๆ ซึ่งมีผนังกั้นระเบียงอยู่ ตัวสามีจึงทำได้เพียงยื่นมือไปจับมือดึงไว้เท่านั้น แต่ทำอะไรมากกว่านี้ได้ไม่ถนัด ฝูงชนที่อยู่ข้างล่างส่งเสียงตื่นตกใจอย่างเสียวไส้ ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายหลายคนพยายามปีนข้ามกำแพง เพื่อหาทางขึ้นไปช่วย ในเวลานั้นเป็นบ่ายวันเสาร์ มามูดูกำลังเดินจากสถานีรถไฟ Gare du Nord เพื่อกลับบ้าน เขาเดินข้ามถนนมายังฝูงชนที่กำลังแตกตื่น และพากันแหงนดูเด็กชายห้อยต่องแต่งอยู่ชั้นสี่ชวนหวาดเสียว เมื่อเห็นดังนั้น มามูดูก็รีบปืนขึ้นระเบียงตึกไปทีละชั้น ๆ อย่างรวดเร็วราวกับมืออาชีพ เขาไม่มีทีท่าลังเลหรือหยุดคิดสักวินาทีเดียว ท่ามกลางเสียงฮือฮาอื้ออึง จนกระทั่งถึงชั้นสี่ มามูดูก็คว้าตัวเด็กน้อยมาจากมือของชายเจ้าของห้องตรงนั้น ฝูงชนที่ลุ้นสุดตัวอยู่ด้านล่างพากันปรบมือร้องตะโกนอย่างชื่นชมดังก้องถนน     เพียงเสี้ยววินาทีที่มามูดูตัดสินใจปืนตึกขึ้นไปอย่างไม่คิดชีวิต นั่นคือจุดหักเหที่ทำให้ชีวิตของมามูดูเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล หลังจากคลิปปีนตึกของมามูดูแพร่ออกไปจนเป็นไวรัลแบบไม่ทันข้ามคืน เขาก็กลายเป็นคนสำคัญที่สื่อต่างแห่แหนมาทำข่าวเพื่อยกย่องคุณความดีของเขา […]

เจ เจตริน ช่วยเหลือนักร้องชายตาบอด แฟนเพลงเจตัวจริง

เจ เจตริน ช่วยเหลือนักร้องชายตาบอด แฟนเพลงเจตัวจริง เจ เจตริน วรรธนะสินมอบเครื่องทำมาหากินและปัจจัยจำนวนหนึ่งช่วยปลดหนี้แฟนเพลงตัวจริง ชายตาบอดที่ร้องเพลงของเจ เจตริน เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ เจตริน วรรธนะสิน โพสต์คลิปตนเองและภรรยา ปิ่น เก็จมณี นั่งสนทนากับนักร้องชายตาบอดคนหนึ่ง พร้อมข้อความว่า “มีคนส่งคลิปชายผู้พิการทางสายตา ร้องเพลงของเจตริน เป็นแฟนตัวจริง ในที่สุดแฟนคลับผมก็ช่วยตามหากันจนเจอ ได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับแก จึงขอมอบสิ่งของให้แกได้ไว้ใช้ทำมาหากิน และปัจจัยจำนวนนึงให้นำไปปลดหนี้บางส่วน”   https://www.instagram.com/p/Br-FqIAl00v/   เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2561 นายเสถียร ศรีโสภา นักร้องตาบอดที่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ เจตรินเผยกับอมรินทร์ทีวีว่า ชีวิตของตนลำบากมาก ขณะนี้ต้องอยู่ห้องเช่ารวมค่าน้ำ ค่าไฟ โดยมีค่าใช้จ่ายรวมแล้วต่อเดือนไม่ต่ำว่า 3,000 บาท แต่ก่อนภรรยา ตนเคยเปิดร้านขายส้มตำไก่ย่าง แต่ต่อมาภรรยาล้มป่วยไม่สามารถทำงานได้ ตนเองจึงต้องเดินร้องเพลงหาเลี้ยงครอบครัว ภรรยาที่ป่วย ลูกสาวอีก 2 คน โดยลูกสาวคนโต อายุ 18 […]

ดีเจเอกกี้ แชร์ประสบการณ์เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็นเอกกี้ในวันนี้

ดีเจเอกกี้ แชร์ประสบการณ์เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็นเอกกี้ในวันนี้ ดีเจเอกกี้ – เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ ดีเจและพิธีกรฝีปากกล้า ที่เริ่มต้นก้าวย่างเข้าสู่ถนนสายบันเทิงด้วยการเป็นนักร้องหนุ่มในสมาชิกบอยแบนด์ ยูเอชที ในนาม “เอก ยูเอชที”  จากวันนั้นถึงวันนี้ กว่าเอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐจะเป็นดีเจและพิธีกรที่มีชื่อเสียงในนาม “เอกกี้” ได้ขนาดนี้ เขาไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบ     ดีเจเอกกี้บอกเล่าประสบการณ์ชีวิตเคยดรอปเรียนเพราะสนใจทำแต่งานและติดแฟน จนสุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาพาตนเองกลับมาเรียนจนจบโดยใช้ระยะเวลา 12 ปี “ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยต้องดรอปเรียนยาวไปถึง 8 ปี เพราะตอนนั้นต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัว บวกกับบ้าเรื่องความรักโดยขาดสติ มีหมอดูทักว่า “ถ้าคุณเรียนจบ ชีวิตคุณจะสบาย จะรวยมาก” (หัวเราะ) เราเลยถามหมอดูท่านนั้นว่า ” ผมจะเรียนจบไหม” ซึ่งในใจตอนนั้นคิดถอดใจเรื่องเรียนแล้ว ยังไงก็จะไม่เรียน มันยาก แถมยังไม่ค่อยมีเวลาอีก บวกกับขี้เกียจเรียน มีแฟน อยากทำแต่งาน งานเล็กงานน้อย เงินน้อยมากก็ไม่เกี่ยง หมอดูบอกว่า “จบแน่นอน แต่จบช้าหน่อย จบแล้วชีวิตจะสบาย เราจะรวยด้วยปาก” “ช่วงที่ไม่ได้เรียนเป็นช่วงที่ทำงานหนักได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น แถมยังเหลวไหล ติดแฟน […]

เมื่อฉันได้พบ อาวุธฟาดฟันความทุกข์

 เมื่อฉันได้พบ อาวุธฟาดฟันความทุกข์ – เรื่องเล่าของคนที่รู้เท่าทันความทุกข์ บ้าน… สำหรับใครต่อใครหลายคนอาจเป็นที่ที่อบอุ่น‹ และเป็นสุข แต่ส‹ำหรับฉัน บ้านไม่เคยให้คŒวามรู้สึกอย่างนั้น เพราะบ้านเป็นเพียงสถานที่ที่ตอกย้ำความขมขื่นโดดเดี่ยวของชีวิตในวัยเด็กที่ครอบครัวล่มสลาย หลายครั้งที่ใครๆ ถามว่า ทำไมฉันจึงไม่ค่อยกลับบ้าน ฉันตอบไปตามที่กระบวนการทางความคิดได้ไตร่ตรองไว้แล้วว่า ฉันไม่ค่อยมีเวลา มันเป็นเหตุผลที่เหมาะสมและทำให้ตัวเองไม่ดูแย่ในสายตาของคนถาม และกับเพื่อนรักที่คบหาสนิทสนมกันมายาวนาน คำตอบที่แท้จริงก็คือ เพราะฉันไม่เคยรักและผูกพันกับบ้าน ฉันรู้สึกว่าไม่เคยมีบ้าน นับตั้งแต่วันที่แม่แต่งงานมีครอบครัวใหม่ ฉันรู้ว่าแม่คงเสียใจกับคำตอบของฉัน ฉันเองก็เสียใจและเจ็บเหมือนกัน และยิ่งเจ็บมากกว่า หากต้องกลับไปเห็นฉากตอนต่างๆ ของชีวิตวันวานเหล่านั้นอีก ฉันจึงเลือกที่จะเติบโตและเบ่งบานในที่ที่ห่างไกลจากครอบครัว หัวเราะ…หรือร้องไห้…ตามลำพัง การกลับบ้านของฉันครั้งสุดท้ายจึงผ่านมานานมากแล้ว …นานมากจนฉันแทบนึกย้อนไปไม่ถึง ช่องทางการรับรู้ข่าวคราวสุขทุกข์ของกันและกันระหว่างฉันกับแม่มีเพียงเสียงตามสายโทรศัพท์กับคำพูดซ้ำเดิมไม่กี่คำว่า แม่สบายดีนะ…มีอะไรก็โทร.มานะ…หนูสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง… จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยโอกาสและวาสนาได้โน้มนำให้ฉันไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเขาดินหนองแสงร่วมกับสมาชิกนิตยสาร Secret สิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการปฏิบัติก็คือ การเป็นอิสระจากความทุกข์และหัวใจที่สุขสงบจากการรู้เท่าทันจิตเฉกเช่นผู้ร่วมปฏิบัติคนอื่นๆ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้แตกต่างจากคนอื่นคือ ฉันได้บ้านที่ฉันแกล้งทำเป็นลืมและละทิ้งไปยาวนานกลับคืนมา บ้านที่เป็นเพียงภาพเก่าๆ สีซีดจางที่ฉันตั้งใจเก็บซุกซ่อนไว้ในซอกหลืบเล็กๆ ของกล่องความทรงจำ เพียงหวังว่าจะลืม แต่แล้ว…ภาพสวนยางพาราที่ยืนต้นสูงสล้างสองข้างทาง กลับเกี่ยวกระหวัดความทรงจำที่อยากจะลืมให้หวนคืนกลับมา ภาพเก่า ๆ ภาพแล้วภาพเล่าวิ่งวนอยู่ในเงาตา ความเจ็บและขมขื่นเดือดพล่านอยู่ในใจ ความทุกข์เกาะกุมหัวใจของฉันอีกแล้ว ไม่ว่าเมื่อไร ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ว่าฉันจะซุกจะซ่อนอย่างไร ความทุกข์ก็ตามหาฉันจนเจอเสมอ […]

“ผมสุขใจที่ได้ช่วย” นัทโอนไว มอบเงินช่วยเหลือหนุ่มใหญ่ที่ป่วยเป็น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

“ผมสุขใจที่ได้ช่วย” นัทโอนไว มอบเงินช่วยเหลือหนุ่มใหญ่ที่ป่วยเป็น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง นัทโอนไว หรือ สรฉัตร ผลวัฒนา หนุ่มที่โดนสาวสวมรอยเป็นสาวสวย แชตผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ หลอกให้โอนเงินไปให้ ได้มอบเงินช่วยเหลือหนุ่มใหญ่ชาวจันทบุรีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 เวลา 13.46 น. เพจเฟซบุ๊ก 123 คนดีมีน้ำใจ โพสต์รูปถ่ายและข้อความขอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ บริจาคเงินเป็นค่ารักษาหนุ่มใหญ่ชาวจันทบุรีคือ นายเชษฐชัย ธีระนุกูล วัย 40 ปีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรงจนกลายเป็นเนื้อร้ายบริเวณด้านซ้ายของใบหน้าว่า   #วอนผู้ใจบุญ #มะเร็งต่อมน้ำเหลือง #วอนผู้ใจบุญ ช่วยหนุ่มใหญ่ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรง ความคืบหน้ากรณี นายเชษฐชัย ธีระนุกูล อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี โพสต์คลิป ระบุว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรง เป็นก้อนเนื้อร้ายโตเร็ว บริเวณด้านซ้ายของใบหน้า ต้องการขอให้ผู้ใจบุญ ช่วยบริจาคเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว ล่าสุด เมื่อวันนี้ (26 ธ.ค.) เพจ “123 คนดีมีน้ำใจ” ตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ นายเชษฐชัย ถูกส่งเข้ารอรับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า […]

ปู่เย็น ผู้เป็นต้นแบบของชีวิตพอเพียง

ปู่เย็น ผู้เป็นต้นแบบของชีวิตพอเพียง ถ้านัยของคำว่า “”พ่อ”” หมายถึงผู้ชายสักคนที่เรายึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ผู้เฒ่าแห่งลำน้ำเพชรบุรีนามว่า ““ปู่เย็น” ”คนนี้ คงมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะในครั้งแรกที่วิถีชีวิตของปู่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ครั้งแรกผ่านรายการ ““คนค้นฅน”” เมื่อปี 2548 ปู่ก็กลายเป็นต้นแบบของชีวิตที่คนทั้งประเทศเห็นพ้องต้องกันทันทีว่า…ทั้งน่าอิจฉา ทั้งน่าเอาอย่าง น่าอิจฉา…เพราะปู่มีสิ่งให้ยึดติดอยู่น้อยเหลือเกิน นอกจาก ““กินให้อิ่ม นอนให้อุ่น” ”แล้ว ก็ไม่เห็นว่าปู่จะต้องทุกข์ต้องร้อนเรื่องอะไรอีก น่าเอาอย่าง…เพราะรูปแบบชีวิตเช่นนี้ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร นับแต่วันที่ภรรยาคู่ยากตายจาก คำว่า “”ครอบครัว”” ของ“ “นายเย็น แก้วมะณี”” หรือ “”ปู่เย็น”” ก็หมดความหมายลง ความที่ปู่เป็นหมัน จึงไม่มีลูกหลานสืบสายเลือด มีเพียงแต่ลูกบุญธรรมที่เติบโตแยกย้ายไปมีชีวิตของตนเอง เมื่อไม่มีบุคคลอันเป็นที่รักร่วมชายคา ““บ้าน”” ก็หมดความหมายลงไปด้วย ปู่จึงตัดสินใจหอบเสื่อ หมอน และหิ้วรูปของคนรักลงมาอยู่ในเรือ อาศัยแม่น้ำเพชรบุรีช่วยเห่กล่อมให้นอนหลับ ปู่เย็นรักสันโดษมาแต่ไหนแต่ไร บทบัญญัติของศาสนาอิสลามที่ปู่เย็นนับถือทำให้ปู่กินเขียมอยู่เขียม ตกค่ำวางข่ายดักปลา ตื่นเช้ามาแกงปลากิน ปลาเหลือก็หิ้วไปขาย ได้เงินมาเล็กน้อย ปู่ก็เก็บไว้ซื้อพริกซื้อกระเทียมมาแกงปลากินในวันต่อไป ชีวิตปู่มีตรรกะอยู่เท่านี้…มีก็อิ่ม ไม่มีก็อด ขอใครไม่เป็น กู้เงินไม่เป็น อย่าว่าแต่จะโป้ปดคดโกงใคร แต่ถ้าพูดถึงเรื่องน้ำจิตน้ำใจ ปู่เย็นกลับมีไว้แจกจ่ายใครๆ […]

อลัน นายแมน เบื้องหลัง “ความงก” คือหัวใจอันยิ่งใหญ่

อลัน นายแมน (Alan Naiman) ได้ชื่อว่าเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวสุด ๆ ถึงขั้นที่ใคร ๆ ให้ความเห็นว่า “งก” เลยทีเดียว แต่ทว่าไม่มีใครหรือแม้แต่ครอบครัวญาติพี่น้องที่สนิทที่สุด ล่วงรู้ถึงทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เขาเก็บงำไว้มานาน และแผนการระยะยาวที่เขาวางไว้เพื่อจัดการกับเงินเหล่านั้น อลันทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์อยู่ที่รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัย 63 เมื่อเดือนมกราคม ปี 2561 ก่อนจากไปเขาได้ทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการทำพินัยกรรมบริจาคทรัพย์สิน 11 ล้านเหรียญให้กับองค์กรการกุศล 6 แห่ง ที่ช่วยเหลือเด็กยากไร้ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และถูกทอดทิ้ง ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้สร้างความเซอร์ไพรซ์สุด ๆ ให้กับบรรดาผู้ได้รับผลประโยชน์และเพื่อนฝูงคนสนิทของเขา จะไม่ให้งงได้อย่างไร เพราะอลันชาวเมืองซีแอตเติลผู้นี้ใช้ชีวิตสุดแสนประหยัดมาก เช่น ใช้เทปกาวแปะรองเท้าเวลารองเท้าชำรุด คอยหาส่วนลดเพื่อไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตตอนช่วงใกล้ปิด และพาเพื่อนซี้ไปกินมื้อกลางวันตามร้านฟาสต์ฟู้ด ไม่เคยไปกินร้านดี ๆ เรียกได้ว่าเขาเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์และที่สำคัญ เขาเกลียดการเป็นหนี้ อลันเป็นชายโสด เขาเป็นคนรักเด็กมาก เขาจะหางานพิเศษทำนอกเหนือจากงานประจำตลอดเวลา เพื่อเก็บออมเงิน และแทบจะไม่ใช้จ่ายเพื่อตัวเองเลย นั่นเป็นเพราะเขาได้เห็นความอยุติธรรมของชีวิตที่เกิดกับเด็ก ๆ ที่อ่อนแอ อีกสาเหตุหนึ่งคือ อลันอุทิศตนมาตลอดชีวิตในการดูแลพี่ชายของเขาซึ่งมีความบกพร่องทางด้านพัฒนาการ และเรื่องนี้มีอิทธิพลกับชีวิตของอลันมาก แต่อลันแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย […]

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก สันติภาพเป็นสิ่งสวยงาม ที่ใดไม่มีสันติภาพ ที่นั้นย่อมมีแต่ความเศร้าโศกและความเดือดร้อนกระจายอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า มาร์ตติ อาห์ติซารี (Martti Ahtisaari) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟินแลนด์ วัย 81 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2008 คือผู้ทำหน้าที่สลายความขัดแย้งทางการเมือง ยุติสงครามและความรุนแรงในดินแดนสามทวีป คือ แอฟริกา เอเชียและยุโรป ได้สำเร็จ เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรณีพิพาทในเรื่อง เอกราชของโคโซโว ซึ่งยืดเยื้อมานานเกือบ 20 ปียุติลง นับเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างจากอีกหลายสิบผลงานการสร้างสันติภาพของบุรุษผู้นี้ ชีวิตนับล้าน หลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา กลับมามีรอยยิ้มสดใสได้ในวันนี้ ด้วยเพราะปณิธานที่อาห์ติซารียึดมั่นมากว่าสี่ทศวรรษว่า “เขาจะ“ทำงานเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน”” อาห์ติซารีกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “นักรณรงค์เพื่อสร้างสันติภาพ” ว่ามีที่มาจากช่วงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งเขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในฐานะพลเมืองของดินแดนปกครองตนเอง (ฟินแลนด์) ภายใต้จักรวรรดิโซเวียต และประสบกับพิษภัยสงครามที่ทำให้พ่อต้องจากบ้านไปเพื่อรับใช้ชาติ แม่ต้องพาเขาระหกระเหินอพยพไปยังเมืองเอาลู (Oulu) ทางตะวันออกของฟินแลนด์ เพื่อโอกาสทางอาชีพและการศึกษาที่ดีกว่า     อาห์ติซารีสำเร็จการศึกษาด้านศึกษาศาสตร์ และเดินทางไปเป็นครูเพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาในปากีสถานอยู่ถึง 3 ปี แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่า ““นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง”” […]

ชะตาชีวิตที่ถูกกำหนด

ชะตาชีวิตที่ถูกกำหนด – เรื่องเล่าลึกลับ นานกว่า 5 ปีที่ฉันไม่ได้ข่าวคราวน้องหนุงหนิง ลูกสาวเพื่อนพ่อที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เธออ่อนกว่าฉันประมาณหนึ่งปีเห็นจะได้ แม่ของหนุงหนิงย้ายไปสอนหนังสือที่จังหวัดหนองบัวลำภู และตั้งแต่นั้นฉันก็ไม่ได้รับข่าวคราวเธออีกเลย เมื่อก่อนเรามักพบกันบ่อย ๆ เมื่อหนุงหนิงตามแม่ไปที่โรงเรียนในช่วงวันหยุดหรือมีการจัดงานเลี้ยงที่โรงเรียน ฉันเองก็ตามพ่อไปเหมือนกัน ด้วยความที่เราทั้งคู่เป็นคนขี้อาย เวลาพบกันจึงได้แต่ยิ้มให้กันเท่านั้น แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าเธอเป็นเด็กดี เรียบร้อย น่ารัก ไม่ค่อยพูด นั่นคือภาพที่ฉันจดจำเธอได้ จนกระทั่งได้ฟังเรื่องราวของเธออีกครั้งจากพ่อ พ่อเล่าเรื่องน้องหนุงหนิงให้ฉันฟังหลังจากห่างหายกันไปนาน…เรื่องที่เล่าไม่ใช่เรื่องที่ฉันอยากรู้ อย่างตอนนี้เธอเรียนที่ไหนเป็นอย่างไรบ้าง ตามประสาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เรื่องที่ฉันได้ฟังกลับเป็นว่า เธอได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต! หนุงหนิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างทางที่เธอนั่งรถกลับจากโรงเรียนจะกลับบ้าน วันนั้นเธอนั่งรถมาพร้อมกับญาติ แต่เคราะห์ร้าย รถที่เธอนั่งมาเสียหลัก เพราะมีรถอีกฟากถนนพุ่งข้ามเกาะกลางมาชนเข้ากับรถของหนุงหนิงอย่างจัง เธอต้องจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 17 ปี หนุงหนิงเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เพราะรถพุ่งชนด้านที่เธอนั่งพอดี แต่การเสียชีวิตของเธอมีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นหลายอย่างสอดคล้องกัน จนนำไปสู่ความคิดของพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดว่าการสูญเสียในครั้งนี้คงเป็นวันเวลาที่เธอต้องจากไปแล้วจริง ๆ เพราะเธอมีเรื่องเกี่ยวพันกับเลข 17 มาตลอดคือ เธอเกิดวันที่ 17 วันที่เกิดอุบัติเหตุก็เป็นวันที่ 17 และเวลาที่เธอเสียชีวิตก็เป็นเวลา 17 นาฬิกาพอดี และที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นคือ เลขทะเบียนรถของรถที่พุ่งเข้าชนลงท้ายด้วยเลข 17 เช่นเดียวกัน การเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้มีเพียงหนุงหนิงเท่านั้นที่เสียชีวิต […]

True Story : สึนามิ กับความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

ผมเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมาตลอด ยิ่งเมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ร้ายจาก สึนามิ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ก็ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า ตัวเองคงทำกรรมร่วมกันมา ทั้งกับ “คน” และ “ไม่ใช่คน” อย่างแน่นอน! 14 ปีมาแล้วที่วันที่ 26 ธันวาคมทำให้ผมหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น พร้อมกับหลายความรู้สึกระคนกัน ทั้งหวาดกลัวขวัญผวา น้ำตาซึมกับภาพติดตาที่ยากจะลบเลือนออกไปจากความทรงจำ และอดซาบซึ้งใจไม่ได้เมื่อนึกถึงว่า ครั้งหนึ่งผมรอดตายมาได้เพราะใคร ไม่น่าเชื่อว่าเราไม่ได้สื่อสารกันด้วย “คำพูด” แต่เขากลับรู้ว่าผมต้องการความช่วยเหลือและสามารถมาช่วยผมได้ทันเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะจิตของผมกับจิตของเขาเคยทำกรรมร่วมกันมา ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร… ผมเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ที่บ้านทำสวนผลไม้ ผมเป็นน้องคนสุดท้องและขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก คนในบ้านจึงต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคุณยายที่มักจะพาผมไปวัดด้วยเสมอ และพร่ำสอนให้ผมทำความดี เมื่อโตขึ้นผมจึงคิดเสมอว่าจะไม่ทำร้ายใคร ไม่เอาเปรียบคนอื่น และไม่คดโกง หลังเรียนจบคณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมได้งานแรกเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)  ต่อด้วยการเป็นพนักงานธนาคารที่ก้าวหน้าในอาชีพจนได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริการเงินฝากที่สำนักงานใหญ่ แต่ด้วยบรรยากาศการทำงานที่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้ผมรู้สึกเบื่อจึงตัดสินใจลาออก ทิ้งเงินเดือนมากมายไปทำอาชีพใหม่ หลังลาออกจากงานธนาคาร ผมก็ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 2 คนไปประมูลสายเคเบิลที่หมดอายุขององค์การโทรศัพท์นำพวกทองแดงไฟเบอร์มาขาย แรก ๆ ธุรกิจของเราก็เป็นไปด้วยดี แต่สุดท้ายเพื่อนผู้หญิงที่ร่วมหุ้นด้วยกันก็แอบนำสายเคเบิลที่เราซื้อมาไปขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้นอกระบบ ครั้งนั้นนอกจากผมจะเสียเพื่อนแล้ว ผมยังสูญเสียธุรกิจนี้ไปอีกด้วย แม้เพื่อนจะคืนเงินบางส่วนมาให้แต่สรุปแล้วก็คือไม่ได้กำไร ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้ผมเครียดมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ จากนั้นเมื่อตั้งหลักได้ ผมก็เริ่มมองหาอาชีพใหม่ที่ตัวเองรัก นั่นคือการรับจัดสวนเพราะผมชอบปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะทำอาชีพนี้ บังเอิญไปจัดสวนหน้าร้านกาแฟให้กับพี่ของเพื่อนใครผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วชอบ ทำให้ผมมีงานเรื่อยมา จากงานหลักหมื่นเป็นหลักแสน และหลังสุดเป็นหลักล้าน ผมกับเพื่อนคาดกันว่าเราจะได้กำไรเยอะเลยทีเดียว และครั้งนี้เราคงยิ้มได้อีกครั้ง แต่งานหลักล้านชิ้นแรกนี้เองที่ชักนำให้ผมก้าวเข้าไปสู่บ่วงกรรมที่มีผู้คนอีกนับร้อยต้องมาจบชีวิตลงด้วยกัน เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมได้รับงานจัดสวนในรีสอร์ตเปิดใหม่ที่เขาหลัก ตัวโครงสร้างรีสอร์ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่การจัดสวนที่ผมกับเพื่อนต้องเข้าไปจัดการครั้งนั้นเราไปพักที่ตะกั่วป่า ห่างจากรีสอร์ตไปประมาณ 30 กิโลเมตร เช้าวันที่เกิดสึนามิ พวกเรายังเปิดทีวีในห้องพักดูกันอยู่เลย เรารู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเล็กน้อยแต่ไม่คิดว่าเป็นแผ่นดินไหว เพราะข้าง ๆ ที่พักกำลังมีการก่อสร้างหลังจากนั้นเราก็ออกมาทานอาหารเช้ากันที่ร้านขนมจีนที่อยู่ระหว่างทางไปรีสอร์ต ความจริงแล้วเราตั้งใจจะเดินทางกลับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม แต่คงเป็นเพราะกรรมเก่าของพวกเรา ทำให้เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอยากกลับไปที่รีสอร์ตอีกครั้งตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เพราะรู้สึกว่าไฟในสวนที่จัดไว้เมื่อวานยังไม่สวย เราก็เลยตั้งใจจะย้อนกลับไปดูอีกครั้งก่อนกลับ เช้าวันนั้นขณะที่ผมกำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าของรีสอร์ตที่สระว่ายน้ำหลังทำงานเสร็จ สักพักก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากชายหาดว่าน้ำแห้ง ผมมองไปก็เห็นน้ำทะเลแห้งลงไปจริง ๆ แห้งหายไปจากชายหาดประมาณ 2 กิโลเมตร ไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นโขดหินใต้น้ำโผล่ขึ้นมามีปลาในทะเลกระโดดดิ้นอยู่บนพื้นทราย เรือหลวงที่จอดอยู่ใกล้ ๆ ก็พลิกคว่ำ ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ เพื่อนผมเดินไปที่รถเพื่อนำกล้องมาถ่ายภาพ ส่วนพี่ชายของเพื่อนกลับเดินลงไปดูใกล้ ๆ และทันใดนั้นเอง น้ำทะเลก็ตีกลับเข้ามาเป็นคลื่นแตกฟองสีขาว ๆ  แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ พร้อมกับความสูงของคลื่นที่เพิ่มจาก 2 เมตรเป็น 3 เมตร คราวนี้เริ่มมีคนตะโกนบอกให้วิ่ง ผมพยายามวิ่งจากสระว่ายน้ำเข้ามายังรีสอร์ต วิ่งไปก็หันกลับไปมอง  เห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ และคนรู้จักที่อยู่แถวนั้นโดนคลื่นซัดเข้าหารีสอร์ต ในขณะที่ตัวผมเองก็วิ่งหนีอย่างสุดชีวิต! ที่สุดคลื่นก็ซัดเข้ามาหาผม โชคดีที่ผมเกาะต้นมะพร้าวที่เพิ่งปลูกต้นหนึ่งซึ่งโดนกระแสน้ำพัดพามาเอาไว้ได้ แต่ผมก็เกาะไว้ได้ไม่นาน เพราะกระแสน้ำเชี่ยวกรากเหลือเกิน ทำให้ต้นมะพร้าวหลุดมือไป ผมไหลไปตามกระแสน้ำตามยถากรรม รู้สึกเจ็บที่หลัง เพราะคลื่นซัดไปโดนเสาบ้างต้นไม้บ้าง แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ผมก็จมลงไปใต้น้ำเมื่อโผล่ขึ้นมาหายใจได้สักพักก็เจอคลื่นอีกเป็นอย่างนี้อยู่ 4 รอบจนผมเริ่มถอดใจรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานสิ่งใดได้อีกต่อไป เมื่อจมลงไปในน้ำอีกครั้ง ผมยกมือไหว้ท่วมหัว พูดในใจว่า “พ่อจ๋า แม่จ๋าลูกลาก่อน เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว” ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองคงตายแน่ ๆ แต่แล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดันตัวผมขึ้นจากน้ำ แล้วบังเอิญมีฝาของลังโฟมลอยมาพอดี ผมจึงเกาะไว้ได้ จังหวะนั้นผมเงยหน้าไว้เพื่อให้ตัวเองหายใจได้อย่างเดียว ไม่สนใจแล้วว่าน้ำจะซัดไปทางไหน มารู้ทีหลังว่าผมถูกน้ำพัดพามาไกลจากชายฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร  ข้ามถนนเพชรเกษมอีกฝั่งเข้าไปอยู่ในชายป่า สักพักผมก็ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือศีรษะ ส่วนตาของผมมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เพราะแว่นที่ใส่ประจำหลุดหายไปแล้ว ตอนนั้นผมรู้แต่ว่าตัวเองไปนอนอยู่ที่พื้นดินที่มีลักษณะเป็นแอ่งรอบ ๆ ตัวมีเศษซากข้าวของ รวมถึงคนนอนทับนอนหงายกันอยู่มากมาย และส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ผมพยายามขยับตัวแต่ขยับไม่ได้เจ็บแปลบที่ไหปลาร้าและกระดูกสันหลังขาเจ็บไปหมด เพราะถูกของแข็งกระแทกส่วนหน้าตาเป็นอย่างไรตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดถึง ในจังหวะที่ผมอ่อนแรงและขยับตัวไม่ได้นั้น ความหวังที่จะมีชีวิตรอดก็เหมือนริบหรี่ตามลงไปด้วย ผมนึกในใจว่า กว่าใครจะหาผมเจอ ผมคงนอนตายด้วยความเจ็บปวดทรมานไปแล้ว นาทีนั้นเอง ผมมองเห็นลาง ๆ ว่ามีหมาตัวหนึ่งเดินอยู่แถวนั้น ผมพยายามชูมือขึ้นพร้อมกับร้องตะโกนขอความช่วยเหลือเพราะคิดว่าอาจมีคนมาด้วย แต่ปรากฏว่ามีแต่หมาตัวเดียว มันค่อย ๆ เดินมาชะโงกดูผม แววตาของมันเหมือนจะบอกผมว่า “ฉันเห็นเธอแล้ว ไม่ต้องกลัว” ผมไม่ได้พูดอะไร ในขณะที่มันส่งเสียงเห่าเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง ผมรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าหมาตัวนี้ต้องกลับมาช่วยผมแน่นอน ประมาณ 20 นาทีผ่านไป หมาตัวนั้นก็พาคนมาช่วยผมจริง ๆ ผมรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จากนั้นผมก็ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล ครั้งแรกที่เห็นหน้าตัวเองผมถึงกับช็อก เพราะริมฝีปากของผมฉีกขาดจนเกือบหลุดออกมา ผมต้องพยายามรวบรวมสติให้หมอเย็บแผลสด ๆ เพื่อแผลจะได้ติดสนิท โชคยังดีที่เพื่อนสนิทของผมรอดชีวิต แต่ที่น่าใจหายคือ พี่ชายของเขาสูญหายไป ไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย คืนหนึ่งระหว่างที่ผมนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผมจำได้ดีว่าไม่ได้ฝันเพียงแค่สะลึมสะลือ ประมาณเที่ยงคืนผมก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู 3 ครั้ง และมีคนเดินเข้ามาในห้อง ผมมองดูก็รู้ว่าเป็นพี่ชายของเพื่อน เขามายืนตรงปลายเตียงและพูดว่า “แจ๊บ พี่ดีใจนะที่แจ๊บกับจักรปลอดภัย แต่พี่ไม่รอด พี่มาลาน้องทั้งสองคน ยังไงฝากลูกกับเมียพี่ด้วยนะ” หลังจากนั้น 7 วันเขาก็มาหาผมอีก และบอกว่า “ตอนนี้หนาวมาก อยู่ในบ่อลึก” หลังจากวันนั้นไม่นาน เราก็พบศพเขาในบ่อแห่งหนึ่งจริง ๆ สภาพของเขาเหมือนกับที่ผมเห็นตอนสะลึมสะลือไม่มีผิด คือนุ่งกางเกงขาสั้นและไม่สวมเสื้อ …ทุกวันนี้ผมไม่ได้รับงานจัดสวนในต่างจังหวัดอีกแล้ว แต่ยังรับจัดดอกไม้ในงานต่าง ๆ และมีหน้าที่หลักในการดูแลคุณพ่อที่ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ และดูแลหลานสาวตัวน้อยที่หน้าตาเหมือนกับผมยังกับแกะ ชีวิตโดยรวมมีความสุขสงบอย่างน้อยผมก็ภูมิใจที่ได้ดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ จนถึงตอนนี้ แม้จะผ่านเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกหวาดผวาทุกครั้งที่เห็นทะเล…ภาพคนนอนตายเกลื่อนกลาดยังคงติดตา แม้แต่หน้าและแววตาของหมาตัวนั้น ผมก็ยังจำได้แจ่มชัดเสมอ…ไม่เคยลืม และคงจะไม่ลืมไปจนตาย… กฎแห่งกรรม โดยพระชาญชัย อธิปญฺโญ พระพุทธองค์ตรัสว่า การกระทำที่มีเจตนานั้นเรียกว่า “กรรม” ซึ่งจะได้รับผลตอบสนองกลับเรียกว่า “วิบาก” หากทำกรรมดีก็ได้รับผลดีตอบสนอง หากทำกรรมชั่วก็ได้รับผลร้ายตอบสนอง คนที่ตั้งใจฆ่าผู้อื่น (รวมถึงสัตว์ใหญ่) ให้ตายด้วยน้ำ วิบากกรรมจะทำให้จมน้ำตาย หากฆ่าด้วยไฟ เช่น เผาทั้งเป็น ก็จะถูกไฟครอกตาย และหากฆ่าโดยฝังทั้งเป็น  ก็จะตายโดยถูกฝังทั้งเป็นเช่นกัน ผู้ที่ไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยดังกล่าวก็ไม่ต้องตายด้วยเหตุนั้น แม้จะเผชิญกับภยันตรายทางน้ำ ไฟ และแผ่นดินไหว หรือตึกถล่ม ก็รอดตายมาได้หาใช่ปาฏิหาริย์ไม่ การที่มีผู้มาช่วยเราให้รอดตาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ มีเหตุมาจากในอดีต(รวมถึงอดีตชาติด้วย) เราเคยช่วยเหลือเกื้อกูลเขาไว้ เมื่อมีโอกาสเขาก็มาช่วยเหลือเรากรรมจึงมีความสำคัญยิ่ง และให้ผลอย่างเที่ยงธรรม ทั้งดีและชั่ว ด้วยเหตุนี้สิ่งใดไม่ดีอย่าไปทำเลย ทำแล้วก็เท่ากับทำร้ายตนเองในภายหลัง จงทำแต่ความดีเถิดจะได้ผลดีอย่างแน่นอน   เรื่อง สุนทร […]

ช่างธันวา Homeboy ความสุขของเขาคือการตัดผมให้กับคนไร้บ้าน

ช่างธันวา Homeboy ความสุขของเขาคือการตัดผมให้กับคนไร้บ้าน วันนี้ซีเคร็ตพาทุกท่านมาสัมผัสกับช่างตัดผมจิตอาสาของคนไร้บ้าน ช่างธันวา Homeboy – ทัศนัย แทนรินทร์ หนุ่มวัย 27 ปี ผู้หลงใหลในการตัดผมประหนึ่งเป็นงานศิลปะ เขาค้นพบตัวเองได้อย่างไรว่าการตัดผมฟรีให้คนไร้บ้านคือความสุขของเขา ตอนแรกไม่ได้เรียนมาทางสายอาชีพ ผมเรียนสาขาประชาสัมพันธ์โฆษณา ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 4 เป็นช่วงที่นักศึกษาต้องฝึกงานเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การทำงาน เลยเลือกเป็นผู้ช่วยช่างภาพที่เวดดิ้งสตูดิโอ ช่วงที่กำลังฝึกงานเกิดความรู้สึกอยากทำอะไรที่มันแปลกใหม่ และได้ยินว่าการตัดผมเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง จึงตัดสินใจมาเรียนตัดผมที่ศูนย์ฝึกอาชีพช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ พอตัดผมเป็นแล้วก็รู้สึกว่านี่แหละคืองานที่ชอบ เพราะเป็นงานที่มีเสน่ห์ ท้าทาย และทำให้ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลา     ตอนเรียนทางศูนย์ฝึกอาชีพพาออกไปตัดผมให้กับคนในชุมชนฟรี ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มาก เกิดความอิ่มเอมใจที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ผมไม่รู้จัก รอยยิ้มของเขาทำให้ผมรู้ว่า เขาชอบทรงผมที่ตั้งใจตัดให้ คนที่เข้ามาใช้บริการตัดผมฟรีของศูนย์ฝึกอาชีพจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้น และมีคนไร้บ้านเข้ามาใช้บริการบ้าง และตอนนั้นเองที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับคนไร้บ้านเป็นครั้งแรก ผมคิดว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มคนที่น่าสงสาร เขาไม่กล้าเข้ามาหาพวกเรา ผมเห็นคนไร้บ้านมีผมยาว บางคนไม่อาบน้ำสระผมจนผมแข็งเป็นสังกะตังดูสกปรก ผมคิดอยากเข้าไปตัดผมให้เขานะ เขาจะได้สบายโล่งหัว แต่ก็ได้แต่คิดไปเท่านั้น พอผมเรียนจบหลักสูตรของศูนย์ฝึกอาชีพแล้ว ประจวบกับฝึกงานเสร็จพอดี ผมก็มุ่งมั่นว่าต้องเดินเส้นทางสายนี้คือเป็นช่างตัดผมอาชีพ ผมสมัครเป็นช่างตัดผมประจำที่ร้านบาร์เบอร์แห่งหนึ่งแถวรามคำแหง ร้านบาร์เบอร์แห่งนี้คือสนามจริงที่ทำให้ผมเรียนรู้และพยายามพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น ตอนแรก ๆ ก็ฝึกฝนจากหัวของเพื่อนผมนี่แหละ อาศัยลองตัดและคิดทรงผมใหม่ ๆ ตัดผิดถูกบ้างเพื่อนกันคงไม่ว่าอะไร […]

ฟิล์ม – ธนภัทร หรือ บอสวศิน จากเมีย 2018 ถ่ายปฏิทินปีใหม่ หารายได้บริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก 

ฟิล์ม – ธนภัทร หรือ บอสวศิน จากเมีย 2018 ถ่ายปฏิทินปีใหม่ หารายได้บริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ฟิล์ม – ธนภัทร กาวิละ ถ่ายปฏิทิน 2019 เพื่อหารายได้บริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ได้ใหญ่-อมาตย์, หนุ่ม-อภิวัฒน์ และ โต้ง-ชัชวิน กูรูสายแฟชั่นและการถ่ายภาพร่วมปั้นโครงการการกุศลครั้งนี้ให้กลายเป็นจริง พระเอกหนุ่ม ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ ขึ้นแท่นเป็นสามีแห่งชาติ หลังจากแจ้งเกิดในบทของบอสวศิน จากละครเรื่อง เมีย 2018 และมีผลงานการแสดงล่าสุดเป็นพระเอกในละครเรื่องหน้ากากแก้ว ฉายออนแอร์ทางช่องวัน     ฟิล์ม ธนภัทร จัดทำปฏิทิน “ฟิล์ม 2019” ขึ้นเพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปีต้อนรับปีใหม่แก่แฟนคลับที่คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้มาโดยตลอด ทั้งนี้ยังจำหน่ายปฏิทินฟิล์ม 2019 แล้วนำรายได้บริจาคให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก โครงการงานการกุศลนี้ได้รับเกียรติจาก 3 กูรูของวงการแฟชั่นและบันเทิง เช่น  ใหญ่ – อมาตย์ มากดชัตเตอร์ถ่ายภาพให้ภาพของหนุ่มฟิล์มออกมาหล่อเหลา หนุ่ม-อภิวัฒน์ เป็น Stylist&Costume และ […]

ความลับอันยิ่งใหญ่ของแม่ในวัน คริสต์มาสอีฟ

ลูกชายไม่เคยรู้ว่าแม่หายไปไหนทุกวัน คริสต์มาสอีฟ หลังจากแม่เสียชีวิตความจริงจึงปรากฏ ซูซาน ดอร์โรห์ (Susan Dorroh) วัย 63 ปี แม่ของจอห์นนี ดอร์โรห์ เป็นผู้หญิงที่มีระเบียบและพิถีพิถัน เธอไม่เหมือนอีกหลายคนตรงที่ เธอไม่เคยรอจนวินาทีสุดท้ายถึงจะออกจากบ้านไปซื้อของขวัญคริสต์มาส เธอจะช้อปปิ้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเลย ดังนั้นเมื่อซูซานหายออกไปนอกบ้านทุก ๆ วันคริสต์มาสอีฟ (เท่าที่จอห์นนีจำความได้) ทุกคนในครอบครัวจึงงุนงงสงสัยมาก เพราะก่อนจะออกไปซูซานจะพึมพำเพียงว่า “ออกไปทำธุระ” แล้วก็หายไปเลย     หลังจากซูซานเสียชีวิตความจริงก็ถูกเปิดเผยในที่สุด จากจดหมายของที่คนแปลกหน้าชื่อ โรเบิร์ต ส่งมาถึงจอห์นนี ปรากฏว่าโรเบิร์ตเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของซูซาน แต่เมื่อจอห์นนีอ่านจดหมายฉบับนั้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าแม่และโรเบิร์ตเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไป ซูซานจะหายตัวไปในวันคริสต์มาสอีฟแบบไม่เคยพลาดเลยราวกับตั้งเวลาไว้ หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 – 3 ชั่วโมงเธอก็จะกลับมาบ้าน ดังนั้นทุกคนครอบครัวจึงมองข้ามเรื่องนี้ไป แต่ทว่าซูซานได้ปกปิดความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ไม่ให้ครอบครัวรู้     ความลับคือ ซูซานได้กระทำภารกิจที่สำคัญมากในทุก ๆ เทศกาลคริสต์มาส และจะต้องทำให้เสร็จภายในวันนั้น นั่นคือ ซูซานจะต้องแต่งตัวเป็นมิสซิสคลอส (ภรรยาของซานต้าครอส) และไปที่บ้านของโรเบิร์ตเพื่อมอบของขวัญให้ลูก ๆ […]

ซานตาคลอสเมืองระยอง มุ่งขึ้นเหนือ ตระเวนแจกของขวัญให้เด็ก ๆ 

ซานตาคลอสเมืองระยอง มุ่งขึ้นเหนือ ตระเวนแจกของขวัญให้เด็ก ๆ ชายวัย 62 ปีในชุดซานตาคลอสสีแดงสดคนนี้คือ นายยงยุทธ แสงดี เป็นชาวบ้านเพ จังหวัดระยอง สวมบทบาทเป็นซานตาคลอสในช่วงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ จนใคร ๆ ต่างตั้งฉายาให้ว่า ซานตาคลอสเมืองระยอง คุณลุงยงยุทธเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ใจมุ่งสู่ภาคเหนือ เพื่อมอบความสุขให้กับเด็ก ๆ ที่นั่นเป็นครั้งที่ 25 แล้ว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (ที่ผ่านมา) คุณลุงซานตาคลอสยงยุทธขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจ ยี่ห้อฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน 1กฎ 2590 ระยอง แทนรถลากเลื่อน บรรทุกของขวัญวันคริสต์มาส และปีใหม่ไว้มากมาย หน้ารถมีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ส่งมอบของขวัญให้แก่เด็ก ๆ ในจังหวัดระยอง ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปมอบของขวัญให้เด็ก ๆ ในจังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยของขวัญจำนวนหนึ่งส่งไปที่จังหวัดนั่น ๆ ล่วงหน้าแล้ว […]

keyboard_arrow_up