True story: ผู้หญิง โชคดี กับชีวิตที่ โชกโชน

True story: ผู้หญิง โชคดี กับชีวิตที่ โชกโชน แม้ชีวิตของฉันจะเริ่มต้นจาก “ความไม่พร้อม” ของพ่อและแม่ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังถือว่าตัวเองเป็นคน โชคดี  เพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกและได้รู้จักชีวิตในแง่มุมต่างๆ…ในขณะที่เด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสนั้น หลังฉันลืมตาดูโลกเพียงสามเดือนพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน พ่อนำฉันมาทิ้งไว้กับปู่และย่า แล้วก็ไปขับรถสิบล้อที่ต่างจังหวัด นาน ๆ ครั้งถึงจะกลับบ้าน แต่พอกลับมาพ่อก็ไปอยู่กับภรรยาใหม่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ชีวิตฉันจึงกลายเป็นว่า “มีพ่อก็เหมือนไม่มี” แต่อะไรก็ยังไม่ช้ำใจมากเท่ากับที่ท่านไม่เคยให้ฉันเรียกว่า “พ่อ” เลยตั้งแต่เกิดมา สั่งให้เรียก “พี่” ตลอด บ้านที่ฉันอยู่ เราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีย่าและสามีใหม่ของย่า ลุง อาผู้ชาย และหลาน ๆ อีก 2 – 3 คน ทุกคนดูมีอิสระในการใช้ชีวิตเต็มที่ จะมีก็แต่ฉันที่ถูกเคี่ยวเข็ญมากกว่าใคร ซึ่งนั่นอาจจะด้วยความที่ฉันเป็นหลานสาวคนโตของบ้าน ผิดนิดผิดหน่อยก็มีทั้งบ่น ทั้งด่า รวมทั้งลงไม้ลงมือทำโทษแรง ๆ เพื่อให้หลาบจำไม่มีใครรู้หรอกว่าการลงโทษแต่ละครั้งฉันไม่ได้เจ็บแค่กาย แต่กลับบาดลึกลงไปถึงหัวใจ และทำให้ฉันบอกตัวเองว่า “ต่อไปอย่าพูดมากนะ ใครให้ทำอะไรอย่าปฏิเสธนะ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องโดนลงโทษแน่ ๆ ” ความหวาดกลัวที่ว่านี้ติดตัวฉันมาตลอดจนเข้าเรียน ป.1 จำได้แม่นว่าวันนั้นฉันปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำมาก แต่ก็ไม่กล้าบอกครู อึกอัก ๆ จนในที่สุดก็อึราดในห้องเรียน นับจากวันนั้นฉันก็โดนเพื่อน ๆ ล้อมาจนจบ ป.6 แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังคงนิ่ง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง…เหมือนเดิม พอขึ้นชั้น ม.2 แววเกเรก็เริ่มออก ฉันประเดิมด้วยการโดดเรียนไปดูหนังกับเพื่อนแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน ปรากฏว่า วันนั้นพ่อเกิดกลับมาพอดี พอรู้ว่าฉันไม่ได้กลับบ้านเท่านั้นแหละ พ่อเที่ยวออกตามหาทั้งคืน แต่กว่าจะเจอฉันก็ตอนเย็นของวันรุ่งขึ้นแล้ว พ่อไม่พูดพร่ำทำเพลง กระหน่ำทั้งกำปั้นและฝ่ามือใส่ฉันทันทีด้วยความโกรธ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสั่งห้ามไม่ให้ฉันไปโรงเรียนอีกต่อไป ความเป็นเด็กทำให้ฉันต้องก้มหน้ายอมรับคำตัดสินของผู้ใหญ่แต่โดยดี ทั้งที่เรื่องก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่ฉันต้องออกจากโรงเรียนทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบชั้น ม.2 เพื่อมาช่วยงานที่บ้าน หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พบกับ “รักแรก” ในชีวิต ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราคบหากัน แต่ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันรู้สึกว่าเขาคือผู้ชายที่ฉันรักและต้องการมากที่สุดในโลก เพียงแค่เขายิ้มให้ฉัน เรากอดกันเบา ๆ จับมือกันแน่น ๆ หัวใจของฉันก็ล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้ว ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่า สิ่งที่ฉันขาดหายและกำลังตามหาอยู่ก็คือ…“ความรัก” นั่นเอง แต่จะด้วยความเป็นเด็กของเราทั้งคู่ก็ดี หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่นานนักเราทั้งคู่ก็เลิกรากันไป หัวใจของฉันว่างอยู่ได้ไม่นาน ฉันก็พบกับรักครั้งที่สอง รักครั้งนี้ทำให้ฉันมีความสุขและคิดถึงอนาคตจนตัดสินใจไปเรียน กศน. แต่เรียนไปได้สักพักฉันก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา! เหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนละครน้ำเน่าไม่มีผิด เมื่อฝ่ายชายบอกกับฉันด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “ผมยังมีอนาคตอีกไกล คงจะรับผิดชอบเธอและลูกในท้องไม่ได้ เอาเด็กออกเถอะ” ถึงฉันจะเสียใจกับคำตอบของชายคนรักคนที่กำลังจะเป็นพ่อของลูกมากเพียงใดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่มากเท่ากับคำพูดจากครอบครัวของฉันเองที่สนับสนุนให้เอาเด็กออกท่าเดียว ไม่มีทีท่าจะห้ามปรามยับยั้งใด ๆ เลย ดังนั้น ไม่กี่วันต่อมา แฟนของฉันก็มารับฉันไปที่คลินิกแห่งหนึ่ง ความรู้สึกตอนที่ขึ้นขาหยั่งมันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ ฉันกลัวจนตัวสั่นไปหมด ไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และทันทีที่หมอเริ่มใช้เครื่องมือควานหาเด็ก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้ฉันภาวนาขอให้มีคนมาช่วยฉันออกไปจากตรงนี้ที รวมทั้งอยากได้ยินใครสักคนบอกฉันว่า “ไม่เป็นไรนะ เข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น อย่าทำอย่างนี้เลย ลงมาเถอะลูก” แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น ร่างของฉันยังคงอยู่บนขาหยั่งและทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปด้วยความเจ็บปวด โชคดีที่ฉันผ่านฝันร้ายนั้นมาได้โดยไม่มีอาการตกเลือดหรือติดเชื้อตามมา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น แฟนคนนี้ก็โบกมือลาฉันไป ถึงจะเสียใจแค่ไหน แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป คราวนี้ฉันตัดสินใจไปร้องเพลงที่คาเฟ่ตามที่เพื่อนชวน เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง จนกระทั่งสามารถเรียนจบ กศน.ได้วุฒิ ม.3 มา จากนั้นฉันก็พบรักครั้งที่สาม แฟนคนนี้ดูจะเป็นคนดีกว่าใคร เขาสนับสนุนให้ฉันเรียนต่อ ม.4 ยอมเจียดค่าขนมของตัวเองเพื่อให้ฉันได้ไปโรงเรียนทุกวัน ๆ แต่ไม่นานนักหนังม้วนเดิมก็ย้อนกลับมาฉายใหม่อีกครั้ง นางเอกตั้งท้อง พระเอกไม่พร้อมด้วยเหตุผลเดิม ๆ “ผมยังไม่พร้อม ผมยังต้องมีอนาคตต่อไป” ถึงจะปวดใจแค่ไหน แต่ฉันก็ตัดใจไปจากเขาไม่ได้จริง ๆ ถึงต้องเจ็บต้องเสี่ยงฉันก็ยอม ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้เหมือนครั้งก่อน จะต่างกันก็ตรงที่ว่า ครั้งนี้มดลูกของฉันเกิดอักเสบขึ้นมา โชคดีว่ามีคุณหมอใจดีช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ ฉันจึงผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ต่อจากนั้นทุกอย่างก็เข้ารอยเดิม ด้วยความกลัวว่าแฟนจะไม่รัก กลัวแฟนไปมีคนอื่น ฉันจึงละเมิดคำเตือนของคุณหมอด้วยการยอมตามใจแฟน…ในที่สุดก็ตั้งท้องอีกครั้งในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงแค่เดือนเดียว! ถึงจะรู้ว่าการทำแท้งติด ๆ กันจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงชนิดเป็น–ตายเท่ากัน แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เพราะถ้าไม่ทำ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาเลี้ยงเด็กที่เกิดมาได้อย่างไร สุดท้ายคุณหมอท่านเดิมก็ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้จนสำเร็จ เหลือทิ้งไว้แต่มดลูกที่บอบช้ำอย่างหนัก…จนฉันรู้ดีว่าต่อไปนี้คงจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว หลังจากหายดี ฉันก็ได้รับข่าวร้ายว่าครอบครัวของแฟนสั่งให้เราเลิกคบกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งแฟนก็ยอมแต่โดยดี คราวนี้เมื่อไม่มีเขาอีกแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ฉันหันกลับมาหางานทำเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ต้องเผชิญทั้งการถูกหลอก ถูกดูถูกต่าง ๆ นานา เพราะฉันมีวุฒิติดตัวแค่ ม.3 เท่านั้น สุดท้าย เมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้วจริง ๆ ฉันจึงตัดสินใจไป “ขายบริการ” ที่หาดใหญ่พร้อมกับเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน อาชีพนี้ทำให้ฉันขยะแขยงตัวเองไม่น้อย เพราะไหนจะต้องยุ่งเกี่ยวกับคนแปลกหน้า ไหนจะต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา แต่เพื่อ “รายได้” เลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว ฉันจำเป็นต้องยอม เชื่อไหมว่า แม้จะทำอาชีพอย่างนี้ก็ยังนับว่าตัวเองโชคดี เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาซื้อบริการในลักษณะ “เพื่อนเที่ยว” ฉันจึงได้ไปกิน ดื่ม เที่ยวมาแล้วเกือบทั่วภาคใต้ และที่ถือว่าโชคดีที่สุดก็คือ ตั้งแต่ทำงานนี้มา ฉันป้องกันตัวเองอย่างดีมาตลอด ได้เจอแขกที่ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่อย่างนั้นแล้วฉันอาจจะโชคร้ายเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปีเท่านั้น การจากไปของเพื่อนในครั้งนั้น ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันต้องรีบผลักตัวเองออกมาจากอาชีพนี้ให้เร็วที่สุด ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนงานเพื่อตัวเองและเพื่อแฟนใหม่ (เพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันทำงานอะไร) ทว่าไม่นานนัก รักที่เคยหวานก็เริ่มขมลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เลิกรากันไป คราวนี้ฉันเสียใจอย่างหนัก เอาแต่ร้องไห้ เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่กิน ไม่นอน เครียดมากจนอยากฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่ฉันมีสติพอที่จะโทรศัพท์กลับไปหาคุณอา ขอให้ท่านมารับกลับบ้าน ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆ ลงไป หลังกลับมาอยู่กรุงเทพฯ พอฟื้นฟูสภาพจิตใจได้สักพัก ฉันก็กลับไปร้องเพลงในคาเฟ่อีกครั้ง ส่วนหัวใจก็ยังเรียกร้องหาความรักอีกเหมือนเคย คราวนี้เรียกว่าเนื้อหอมที่สุด เพราะมีทั้งแฟน ทั้งกิ๊กวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไปหมด จนกระทั่งได้มาเจอกับแฟนอีกคน ซึ่งเปลี่ยนชีวิตฉันให้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง คราวนี้ฉันตัดสินใจเลือกเรียนอาชีวะ เพราะอยากได้วุฒิการศึกษาที่สามารถใช้ทำงานได้เลย ฉันตั้งหน้าตั้งตาเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง ผลปรากฏว่า แค่เทอมแรกฉันก็สามารถคว้าที่หนึ่งมาได้ ไม่ใช่ที่โหล่หรือรองสุดท้ายของห้องอย่างที่เคยได้มาตลอด ความสำเร็จเล็ก ๆ นี้ทำให้ฉันรู้ว่า “คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ ถ้าตั้งใจจริง ฉันก็เรียนได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน” ด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยมตลอดสามปีทำให้ฉันเริ่มคิดจะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก แต่ก็ติดขัดว่าสาขาที่ฉันต้องการเรียนนั้นไม่มีเปิดสอน สุดท้ายฉันก็ระหกระเหินกลับไปทำงานคาเฟ่บ้าง เปิดร้านเหล้าบ้าง แม้กระทั่งเปิดคาร์แคร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการมีความรักที่ต้องจบลงด้วยความเศร้าและการเลิกราทุกทีไป […]

อุ่นท้อง อุ่นใจ! Food Truck สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพในวงการ บันเทิงเกาหลี

คนไทยอินกับ บันเทิงเกาหลี มาเป็นสิบๆ ปี ข้อนี้น่าจะรู้กันอยู่ในวงกว้าง  แต่สิ่งที่เรายังรู้กันไม่มากคือธรรมเนียมปฏิบัติสุดน่ารักที่แสดงถึงมิตรภาพ ไมตรีจิต ที่เหล่าคนในแวดวงบันเทิงเกาหลีเขามีให้กัน หรือบางครั้งก็เป็นบรรดาแฟนคลับมอบให้ศิลปินที่เขาชื่นชอบ และบางทีก็เป็นศิลปินเองนั่นแหละที่ทำให้เพื่อขอบคุณแฟนคลับ ธรรมเนียมที่ว่านั้นก็คือการส่งรถอาหารเคลื่อนที่ หรือ Food Truck ไปตามกองถ่าย หรือสถานที่ปฏิบัติงานนั่นเอง ว่ากันว่าธรรมเนียมการส่งฟู้ดทรัค เพื่อเป็น Food support ให้กองถ่ายเกาหลีเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน โดยเหตุผลในการส่งนั้นมาจากว่าห้วงเวลาเปิดกองละครหรือภาพยนตร์ของเกาหลี ถ้าไม่เป็นช่วงออทั่ม ใบไม้เปลี่ยนสี ก็มักเป็นวินเทอร์ หิมะโปรยปราย เพื่อให้ภาพที่ถ่ายออกมาสวยงาม ดูแล้วเพลินตา บ่อยครั้งข้าวกล่องที่กองถ่ายเตรียมไว้ให้ทีมนักแสดงและทีมเบื้องหลังเลยมักเย็นชืดไปตามสภาพอากาศ เมื่อรวมกับกำหนดการถ่ายทำที่มักจะล่วงเลยไปจากเวลาที่กำหนด ทำให้ทีมงานไม่ได้รับประทานตรงตามมื้อ จะออกไปภัตตาคารก็พาลเสียเวลาทำงานไปอีก เผลอๆ โลเกชั่นถ่ายทำบางแห่งก็ห่างไกลร้านอาหารเอามากๆ เหล่านี้เป็นปัญหาให้สุขภาพของดาราและทีมงานเข้าสู่โหมดย่ำแย่ ประมาณว่ากินกันตายพอให้มีอะไรลงท้อง อย่าหวังหาความอร่อยอะไรแบบนั้น ธรรมเนียมการส่งฟู้ดทรัคไปกองถ่ายจึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเริ่มแรกก็เพื่อนดาราด้วยกันนี่แหละส่งให้กันเอง โดยนอกจากบ่งถึงมิตรภาพที่มีให้กันแล้ว นัยหนึ่งยังเป็นความหมายถึงการ Cheer Up ให้ทำงานราบรื่น หรือถ้าส่งกันในวันเปิดกอง นัยยะก็จะเป็นแสดงความยินดีกับงานชิ้นใหม่ แต่ที่ดีสุดยอดคือ ทีมงานในกองก็พลอยได้อานิสงส์ กินอาหาร อุ่นๆ กันถ้วนหน้าด้วย ต่อมาบริการนี้ก็ฮอตฮิตขยายวงกว้างเป็นว่า แฟนคลับส่งฟู้ดทรัคให้ศิลปินที่เขาชื่นชอบ และบางทีก็เป็นศิลปินเองนั่นแหละที่ส่งให้บรรดาแฟนคลับที่ไปเฝ้ารอเขาทำงานนานหลายชั่วโมง นัยก็เพื่อขอบคุณแฟนคลับ อย่างที่เล่าในตอนต้น พร้อมๆ […]

เพื่อนรักสุดซี้คบกันมานานกว่า 60 ปี เพิ่งรู้ความจริงว่าที่แท้เป็น พี่น้อง กัน

เพื่อนรักสุดซี้คบกันมานานกว่า 60 ปี เพิ่งรู้ความจริงว่าที่แท้เป็น พี่น้อง กัน เมื่อคุณเป็นเพื่อนกับใครเป็นระยะเวลานาน ความสนิทสนมที่เพิ่มพูนจนกลายเป็นเหมือนญาติ พี่น้อง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แต่การมารู้ทีหลังว่าเพื่อนสนิทที่คบกันมาตลอดชีวิตกลายเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต นี่คงต้องหาต้นสายปลายเหตุกันหน่อยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร วอลเตอร์ แมคฟาร์เลน (Walter Macfarlane) กับ อลัน โรบินสัน (Alan Robinson) ซึ่งอาศัยอยู่ที่โฮโนลูลู ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา รู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ทั้งคู่โตมาด้วยกัน คบหากันสนิทสนมชิดเชื้อเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันมากกว่าเป็นเพียงเพื่อน ตอนเรียนมัธยมที่ Punahou School โรงเรียนเอกชนไฮโซบนเกาะที่มีศิษย์เก่าอย่างอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทั้งสองเล่นอเมริกันฟุตบอลทีมเดียวกันและเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ถึงแม้วอลเตอร์และอลันมักจะชอบอะไรเหมือน ๆ กัน หรือมีคนทักบ่อย ๆ ว่าหน้าตาเหมือนกัน ทั้งสองก็ไม่เคยคิดว่า จะมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย เมื่อแต่งงานมีครอบครัวลูก ๆ ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ไปมาหาสู่ ไปเที่ยวด้วยกันเสมอ ส่วนประวัติครอบครัวนั้นวอลเตอร์รู้เพียงว่ามารดายกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวแมคฟาร์เลน แต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร ส่วนอลันก็รู้เพียงว่าเขาถูกครอบครัวโรบินสันรับมาเลี้ยง อลันบอกว่า ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน เขาก็มักรู้สึกว่าวอลเตอร์เป็นเหมือนพี่ชาย ทั้งคู่จะเล่นกันเหมือนพี่น้อง เช่น ไปดำน้ำด้วยกัน […]

ต้องทำสิ่งที่ท้าทายแล้วจะกลายเป็น คนพิเศษ ลูกปัดแก้ว – วริพันธ์ โชคงามวงศ์

ต้องทำสิ่งที่ท้าทายแล้วจะกลายเป็น คนพิเศษ ลูกปัดแก้ว – วริพันธ์ โชคงามวงศ์ นักกีฬาทีมชาติไทย ประเภทเรือพาย (เรือคายัค) หากอยากเป็น คนพิเศษ ก็ต้องทุ่มเททำเรื่องที่ท้าทายกว่าคนทั่วไป เป็นเรื่องที่สาวน้อยคนนี้ตระหนักและยอมรับมาตั้งแต่ต้น “หนูเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูแบบให้มีอิสระทางความคิด หนูกล้าพูดกับคุณพ่อคุณแม่ว่าหนูคิดแบบนี้ ผิดถูกอย่างไรคุณพ่อคุณแม่จะอธิบายให้ฟัง หนูเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่อนุบาล 2 เพราะคุณแม่ว่ายน้ำไม่เป็น เคยเกือบจมน้ำ จึงอยากให้หนูว่ายน้ำให้เป็น ก็เลยส่งเสริมการว่ายน้ำเป็นพิเศษ หนูเป็นนักกีฬาว่ายน้ำจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วก็หยุดไป เพราะโรงเรียนมัธยมไม่มีสระว่ายน้ำ “ช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีรุ่นพี่ที่เคยว่ายน้ำด้วยกันมาชวนไปพายเรือคายัค คนที่เล่นเรือต้องว่ายน้ำเป็น หนูก็ตกลง พอได้ลองเล่นก็ชอบ เพราะมันต้องคิดตลอดว่าใบพายเราจับน้ำได้มากขนาดไหน ต้องคิดมุม องศาต่าง ๆ เรือคายัคเป็นการพายที่ต้องใช้เทคนิคเยอะมาก หนูชอบอะไรที่มันยาก เพราะถ้าเราทำอะไรที่มันง่าย คนอื่นก็คงทำได้ แต่อะไรที่ยาก ๆ ถ้าเราทำได้ จะรู้สึกพิเศษขึ้นมาทันที “หนูเริ่มลงแข่งจนมาเป็นนักกีฬาเขต มีพี่ขวัญ (คุณวิชญ์ธินันต์ ขาลสุวรรณ) เป็นโค้ช เขาเป็นโค้ชที่เก่งมาก ๆ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมีการเปิดคัดตัวทีมชาติไทย หนูตัดสินใจทิ้งการเรียนชั่วคราวเพื่อไปคัดตัวทีมชาติ อาจารย์ […]

True Story : ในวันที่ลูกคิดได้…เมื่อเป็นแม่…เรื่องของผู้หญิงที่จำต้อง ทิ้งลูก

เรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกเก็บมาเลี้ยงแต่เด็ก และเมื่อถึงคราวตัวเองจำต้อง ทิ้งลูก บ้าง จึงเข้าใจหัวอกของแม่แท้ ๆ ที่ทิ้งเธอไป “แม้พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นพ่อแม่แท้ๆ ของฉัน แต่ท่านเลี้ยงฉันมาจนถึงขนาดนี้ นับเป็นบุญคุณมากมายแล้ว” นั่นคือความคิดของฉันเมื่อตัดสินใจออกจากบ้านตอนอายุ 13 ปี พ่อกับแม่เอาฉันมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ พออายุสองขวบ แม่ก็คลอดลูกคนแรกและอีกหนึ่งปีถัดมาท่านก็มีน้องคนที่สอง ตั้งแต่เล็กจนโตฉันต้องทำงานบ้านและดูแลน้องทั้งสองคน ถ้าทำผิดฉันจะถูกล่ามโซ่และถูกตีอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดทางกายไม่นานก็หาย แต่การถูกด่าว่าว่าเป็น “เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีใครเอา” ต่างหากที่ทำให้รู้สึกน้อยใจ เสียใจเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อเรียนถึงชั้น ป.6 พ่อบอกว่า “จบ ป.6 แล้วก็เลิกเรียนเถอะ น้อง ๆ ยังต้องเรียนอีกตั้ง 2 คน” แม้จะเสียใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะพ่อแม่ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายนัก ยังติดหนี้ร้านค้าอยู่ไม่น้อย ฉันจึงบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปเป็นกรรมกรที่กรุงเทพฯ ได้ค่าแรงวันละ 250 บาท พ่อกับแม่บอกให้ฉันดูแลตัวเองให้ดีฉันมาอาศัยอยู่ในบ้านพักคนงานแถวลาดกระบังเพื่อเป็นกรรมกรก่อสร้าง เมื่ออายุได้ 15 ปีและมีบัตรประจำตัวประชาชน ฉันจึงสมัครงานโรงงานซึ่งให้รายได้ดีเพราะทำงานรอบกลางคืนและขยันทำโอที  เงินเดือนที่ได้มาหมดไปกับการเที่ยว ดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูง ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้ง แม้ภายหลังจะกลับมาอยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยังรู้สึกต่อต้านและไม่ไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองทุกครั้งที่เขาตัดพ้อถึงชีวิตที่รันทด ทุกครั้งที่เขาร้องไห้เสียใจเพราะเรื่องในวัยเด็ก ฉันเข้าใจความรู้สึกเขาเป็นอย่างดี เราชอบพอจนคบหากันเป็นแฟน และคิดว่าความเข้าใจ ความเห็นใจที่มีต่อกันมากจะสามารถสร้างครอบครัวขึ้นมาได้ ฉันย้ายมาอยู่กับครอบครัวของสามีซึ่งเปิดร้านขายของชำ เพราะคิดว่าจะทำให้เราช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วขึ้น แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน ชีวิตคู่กลับตกต่ำ เมื่อเขาเริ่มเสพยาบ้าจนไม่สามารถทำงานได้และยังตามไปหึงหวงฉันถึงที่ทำงานจนฉันต้องลาออกจากงาน เมื่อไม่มีรายได้ ฉันกับสามีก็ยิ่งทะเลาะกัน ฉันเครียดจนบางวันไม่อยากพูดกับใครเลย และฉันก็เลือกหลีกหนีความทุกข์ความกังวลไปชั่วคราวด้วยการร่วมเสพยาบ้ากับสามี แม้ต่อมาฉันจะตั้งท้อง แต่ก็ยังไม่เลิกเสพยา จนกระทั่งคลอดลูก ทันทีที่เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง น้ำตาของฉันก็ไหลอาบแก้ม เขาทำให้ฉันมีความหวัง ฉันเสพยาน้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เลิกขาด ฉันกลับไปทำงานโรงงานอีกครั้งเพราะอยากมีเงินไว้เลี้ยงดูลูก แต่สามีก็ยังตามไปอาละวาดหึงหวงจนฉันต้องลาออกจากงานอีกครั้ง ฉันจึงไปรับจ้างเลี้ยงเด็กอ่อนและช่วยพ่อแม่สามีขายของชำอยู่ที่บ้าน ฉันกับสามียังคงทะเลาะกันเป็นประจำ เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งท้องลูกคนที่สองได้สองเดือน ฉันรวบรวมความกล้าบอกกับสามีว่า “เลิกยาเถอะ เพื่อลูกนะ” “มึงมันพูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวกูฆ่าให้ตายเลย” เขาสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวก่อนลุกไปหยิบมีดจากครัวจะมาฟันฉันต่อหน้าลูกสาววัยขวบเศษที่ยังพูดไม่ได้และนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ นาทีที่เขาเงื้อมีดจะฟันลงมาที่ตัวฉัน ลูกน้อยก็วิ่งเข้ามากอดขาฉันพร้อมกับกรีดร้องลั่นบ้าน สามีชะงักไปชั่วขณะ ฉันรีบอุ้มลูกหลบเข้าไปในห้องนอน ขณะที่ฉันกำลังร้องไห้และกอดปลอบลูกอยู่ในห้อง สามีก็พังประตูห้องเข้ามากระชากตัวฉันออกจากลูกและลากฉันไปหน้าบ้าน ขณะที่เขากำลังง้างเท้าจะกระทืบฉัน เพื่อนบ้านก็เข้ามาห้ามและบอกให้ฉันหลบไปอยู่ที่วัดใกล้บ้านและปล่อยให้สามีสงบสติอารมณ์อยู่ที่นี่ ฉันหลบอยู่ที่วัดจนพ่อแม่สามีกลับมาบ้านแล้ว แต่แม่สามีกลับต่อว่าฉันว่าไม่อยู่ดูแลร้านค้า ฉันจึงพาลูกสาวหนีไปอยู่บ้านเพื่อน แต่อยู่ได้เพียงสามวัน สามีก็พาพ่อแม่มาตามฉันกับลูกกลับบ้าน ฉันยืนยันว่าจะไม่กลับไปอีก สามีกับฉันแย่งลูกกันพัลวัน ลูกร้องไห้โยเย ส่วนพ่อแม่สามีก็ด่าทอต่อว่าฉันอยู่หน้าบ้านเพื่อนว่า “ตัวเองยังไม่มีปัญญาเลี้ยง เ-ือกจะเอาลูกไปด้วย แม่ดี ๆ ที่ไหนเขาทำกัน” สุดท้ายฉันต้องปล่อยให้ลูกกลับไปอยู่กับครอบครัวของสามี ส่วนฉันไม่กลับไปด้วย เพราะไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ กลัวว่าลูกในท้องอีกคนจะเป็นอันตราย หลังจากอยู่บ้านเพื่อนได้ไม่นาน ฉันก็ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี จึงได้เข้ามาพักพิงที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯจังหวัดปทุมธานี การอยู่ห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมทำให้ฉันมีสติ คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันคิดถึงพ่อกับแม่บุญธรรมที่เลี้ยงฉันมา ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร ท่านก็ห่วงใยฉันอย่างแท้จริง เมื่อออกมาอยู่เอง ฉันจึงรู้ว่าจะหาคนที่หวังดีจริง ๆ ได้ยากเต็มที เรื่องสามี ฉันสรุปได้เพียงว่า ฉันเริ่มต้นชีวิตคู่กับเขาด้วยความสงสาร แต่เราไม่ได้รักและหวังดีต่อกัน ฉันสงสารเขามากเกินไปจนกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฉันลูบคลำท้องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็คิดถึงลูกสาวที่อยู่กับสามีและรู้สึกเสียใจหากวันหนึ่งข้างหน้าลูกจะคิดว่าฉันตั้งใจทอดทิ้งเขาไป ฉันอยากบอกเขาว่า ไม่ว่าพ่อแม่ของเขาจะเลวร้ายเพียงใด แต่เขาเกิดจากความรักอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ความรักจากแม่คนนี้ที่อุ้มท้องเขามาด้วยความยากลำบากทุกคืนฉันภาวนาขอให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองและไม่ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่ผิดพลาดเฉกเช่นฉันและสามี สำหรับพ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งฉันโหยหามาทั้งชีวิตนั้น ฉันอยากบอกท่านว่าฉันรักท่านแม้ว่าเราจะไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็ตาม และเมื่อมีลูก ฉันเข้าใจแล้วว่า บางครั้งชีวิตก็ไม่มีทางเลือก ท่านคงมีเหตุผลของท่าน และที่สำคัญ เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ “ฉันเป็นเด็กที่ถูกทิ้ง” นั่นคือความทรงจำที่เลือกจำเพียงด้านเดียวซึ่งทำให้ฉันเจ็บปวดเสมอมา แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ฉันลืมไปก็คือ เมื่อเกิดมา ฉันมีชีวิตเป็นของตัวเอง ฉันกับพ่อและแม่เป็นคนละคนกัน และที่สำคัญ “ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเดินตามรอยเท้าที่ผิดพลาดของใคร” ฉันจะหมั่นย้ำประโยคนี้กับตัวเองทุกวัน… ดับทุกข์ทางโลกด้วยธรรมะ ข้อคิดจากพระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน มองชีวิตที่เคยผิดพลาดให้เป็นครู…มองชีวิตที่เหลืออยู่ให้เห็นโอกาสความผิดพลาด ความไม่สมหวัง คือ ต้นตอความทุกข์ของชีวิตที่ผ่านมาการยึดติดกับความทุกข์ในวันวานนั้นอาจทำให้เราสูญเสียวันพรุ่งนี้  เมื่อโยมท่านนี้มาถึงวันที่คิดได้ นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การยึดติดความทุกข์ในอดีตไม่เคยช่วยให้วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้ หากแต่การปรับความคิด ปรับจิตใจให้มีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยจิตใจให้แกว่งไปกับความทุกข์ที่เราฉุกคิด ไม่ปล่อยให้ความทุกข์เข้ามาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคิดขึ้นมา นี่คือการก้าวผ่านความทุกข์ในขั้นต้น และจงเริ่มต้นชีวิตใหม่ ให้โอกาสตัวเองนับจากนี้ด้วยการคิดใหม่ ทำใหม่ การคิดใหม่คือการดับทุกข์ทางใจคิดแต่ในทางดี ไม่ปรุงแต่งจิต อยู่กับปัจจุบันขณะ และปล่อยวางสิ่งที่นึกคิดตอกย้ำอยู่ตลอด คิดถึงเป้าหมายในชีวิตให้มากขึ้นด้วยความมีสติเพื่อให้เกิดปัญญาและลงมือทำ การทำใหม่คือการดับทุกข์ทางกายคิดแล้วลงมือทำด้วยสติ ดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ แม้อาจเป็นการก้าวไปอย่างช้า ๆ ที่ยังไม่พบจุดที่ดีที่สุด แต่ชีวิตจะดีขึ้นในทุกวันอย่างแน่นอน จึงขอให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่ง สามารถดูแลทั้งชีวิตตนเองและลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมาบนโลกใบนี้ “จิต เงียบลง ปลง คิดได้…ใจ นิ่งไว้ มองเห็น ชัดเจน”   เรื่อง สาวช่างยนต์ เรียบเรียง Ametal  Secret Magazine (Thailand) Photo by MMPR on […]

อับราฮัม ลินคอล์น จากลูกชาวนาก้าวสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

อับราฮัม ลินคอล์น จากลูกชาวนาก้าวสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เชื่อว่ามีหลายท่านที่คุ้นกับชื่อนี้ “ อับราฮัม ลินคอล์น ” เพราะเขาเป็นบุคคลในอดีตที่มีชื่อเสียงในด้านรัฐศาสตร์ เขาเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาที่มีหัวใจแห่งนักสิทธิและเสรีภาพ เขาเป็นคนที่ทำให้สิทธิและเสรีภาพเบินบานในอเมริกา   เรื่องราวของเขาเป็นที่จดจำในฐานะบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ทำให้เลิกทาสผิวสีสำเร็จในสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอร์นผู้มีหัวใจรักในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ที่พึงมี กว่าเขาจะมาเป็นประธานาธิบดีได้ จนสามารถผลักดันนโยบายในฝันของเขาคือ การเลิกทาส เพื่อทำให้สหรัฐกลายเป็นดินแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพ ให้เป็นจริงได้ เพราะเขามีแผนการนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายตัวน้อยๆ   รักความเสมอภาพตั้งแต่ยังเด็ก ลินคอล์น เกิดในครอบครัวชาวนา เป็นลูกชายชาวนา แต่เผยหัวใจแห่งความเสมอภาคออกมาตั้งแต่ยังเด็กมาก วันหนึ่งในขณะที่เขาเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์กับครอบครัว เขาเห็นการแบ่งแยกไม่ให้คนทาสผิวสี และคนยากจนเข้าโบสถ์ เขาเห็นว่าการกระทำเช่นนี้จากโบสถ์เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เขาจึงปฏิเสธที่จะตามพ่อแม่เข้าโบสถ์ตั้งแต่นั้นมา และรวมไปถึงไม่ยอมไปเรียนหนังสืออีกด้วย เขาแยกออกจากสังคม เพราะมันขาดความเสมอภาค ทั้งที่ทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เด็กน้อยลินคอล์นศึกษาหาความรู้จากหนังสือ เขาทำงานตัดฟืนไปขาย และแอบอ่านหนังสือในตอนที่พักเหนื่อย เขากลายเป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และด้วยความรู้ที่เขาสะสมมาจึงสามารถสอบเทียบชั้นได้ และสามารถนำการสอบเทียบชั้นนี้ไปยื่นสมัครเรียนระดับปริญญาได้ ซึ่งเขาเลือกเรียนทางด้านกฎหมาย   เริ่มเข้าสู่เส้นทางเล่นการเมือง ลินคอล์นเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยสมัครเข้าสังกัดพรรควิก (Whig Party) เพื่อแข่งขันเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 23 ปี แต่ก็แพ้การเลือกตั้ง ต่อมาเขาจึงผันมาเปิดร้านขายของชำที่นิว […]

” ลุงหมีวีลแชร์ ” ปั่นวีลแชร์เพื่อน้องผู้พิการโรงเรียนปัญญานุกูลถึงลำปางแล้ว

” ลุงหมี วีลแชร์ ” ปั่นวีลแชร์เพื่อน้องผู้พิการโรงเรียนปัญญานุกูลถึงลำปางแล้ว เขาลุกขึ้นสู่เพื่อน้องผู้พิการ ด้วยการปั่นวีลแชร์จากสงขลาไปเชียงใหม่ เพื่อระดมทุมช่วยเหลือน้องๆ ใครๆก็เรียกเขาว่า ” ลุงหมีวีลแชร์ ”     ลุงหมีวีลแชร์ หรือ นายสาธิต จันทรังษี อายุ 55 ปี ผู้ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง กลับมาลุกขึ้นสู้เพื่อน้องๆโรงเรียนปัญญานุกูล โรงเรียนสำหรับผู้พิการที่มีอยู่ทั่วประเทศถึง 48 แห่ง คุณลุงจึงตั้งโครงการ “ปันน้ำใจให้น้อง โรงเรียนปัญญานุกูล สงขลา-เชียงใหม่” เขาปั่นวีลแชร์ด้วยใจที่อยากระดมทุนจากผู้ใจบุญ เป็นทุนการศึกษาและทำนุบำรุงโรงเรียนปัญญานุกูล จึงไม่ท้อแท้ที่จะตั้งเส้นชัยไว้ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่คุณลุงเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก แต่ที่เริ่มต้นที่จังหวัดสงขลา เป็นเพราะเพื่อให้เป็นการเดินทางจากภาคใต้ไปสู่ภาคเหนือของประเทศนั่นเอง     ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 ที่ลุงหมีปั่นล้อวีลแชร์ออกจากจุดเริ่มต้นที่สนามกีฬาจิระนคร (สนามกีฬากลางจังหวัด) จังหวัดสงขลา ผ่านมาร่วมเดือนกว่า ตอนนี้วันที่ 16 สิงหาคม 2561 ลุงหมีปั่นวีลแชร์มาถึงจังหวัดลำปางแล้ว จังหวัดลำพูนคือสถานีต่อไปที่คุณลุงจะไปถึง และคงเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ในไม่ช้า ขณะนี้เงินที่มีผู้ร่วมบริจาคผ่านลุงหมีร่วมสามล้านบาทแล้ว     การทำเช่นนี้ของคุณลุงหมี […]

พลังแห่งสติ แมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย)

ครั้งหนึ่ง คุณแมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย) เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่าง แล้วธรรมะก็ตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงจุด “แมคเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเข้าวัดทำบุญเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ส่วนเรื่องงานท่านพาไปโรงงาน ไปประชุมด้วย ทำให้แมคซึมซับเรื่องธุรกิจ อยากทำธุรกิจ ชอบค้าขาย ช่วงเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ก่อนปัจฉิมนิเทศมีหลักสูตรพานิสิตไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นครั้งแรกที่รู้จักการทำวิปัสสนา แต่ก็ยังเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับธรรมะ” หลังจากเรียนจบ คุณจุฑาทิพย์เข้ามาทำงานที่บริษัทคุณพ่อ เรียนรู้งานด้านการตลาดจากพี่ ๆ ที่เชี่ยวชาญในองค์กร แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารที่ต่างประเทศการต้องอยู่ตัวคนเดียวทำให้รู้สึกกลัว เธอจึงกำจัดความกลัวด้วยการสวดมนต์ เพราะเคยได้ยินคนบอกว่าสวดมนต์แล้วดี แม้จะสวดมนต์บ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอสักเท่าไรจนกระทั่งกลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้ง “กลับมาทำงานไปได้สักพัก รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรบางอย่างขาดหายไป แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อย่างเวลาเราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง พอเราได้มันมา เราดีใจแค่ชั่วครู่ แล้วความดีใจนั้นก็หายไป เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนต้องถามตัวเองว่า มันใช่หรือ ไม่เห็นมีความสุขเลย อะไรคือสิ่งที่ขาด พอเกิดคำถาม จู่ ๆ ก็คิดถึงตอนไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ จึงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เข้าคอร์สของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย 8 วัน 7 คืน “คอร์สนี้เป็นคอร์สกลุ่มใหญ่ มีการจัดกลุ่มแล้วพูดคุยกับวิทยากร สิ่งที่แมคเห็นชัดเจนที่สุดเป็นอย่างแรกคือ ทุกคนมีปัญหาจริง ๆ บางคนมีปัญหาลูกติดยา บางคนมีปัญหาเรื่องสามี เขาทุกข์กันจริงจังมาก แมคถามตัวเองทันทีว่า แล้วเรามีทุกข์อะไร เราสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ส่วนอีกเรื่องที่แมคได้เรียนรู้ก็คือ แมคได้รู้จักการทำวิปัสสนาอย่างจริงจังว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร   “กลับจากการไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นก็ได้คำตอบของโจทย์ที่ว่าชีวิตขาดอะไร จริงๆแล้วเราไม่ได้ขาดอะไร ถ้าจะขาดคือขาดสติ คิดไปเองว่าขาด ไม่มีความสุข ต้องหาอะไรมาเติมเต็ม แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถเติมเต็มด้วยตัวเองได้ เรามีความสุขได้กับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน”   การไปปฏิบัติธรรมเหมือนกับได้ชาร์จพลังให้ชีวิต เธอเปรียบว่า เวลาเดินบนถนนแล้วเจอฝุ่น เราก็ต้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เป็นการชำระล้างจิตใจ เธอจึงพยายามไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่เธอเรียนรู้อีกหนึ่งอย่างก็คือธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปนั่งปฏิบัติในคอร์สเท่านั้นแต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกวัน “แมคให้ความสำคัญเรื่องการมีสติมากอย่างถ้าเราวางของไว้ตรงนี้ แล้วคุยไปด้วยเสร็จแล้วลุกไปโน่นนี่ สักพักเดียว อ้าววางของไว้ที่ไหน ถ้ามีสติเราจะไม่มีคำถามว่าของอยู่ตรงไหน แต่เราจะรู้ว่าวางมันไว้ตรงไหน “เวลาทำงานยิ่งต้องมีสติให้มาก ครั้งหนึ่งมีงานด่วนเข้ามา แมคสั่งงานลูกน้อง เอทำอันนี้ แล้วบีทำอันนั้น พอถึงเวลาแมคโทร.ตามงาน บีบอกว่ายังไม่เสร็จ เราถามเหตุผลว่าทำไมยังไม่เสร็จ เขาบอกว่าเอาไปให้ซีทำ ที่แมคไม่เลือกให้ซีทำตั้งแต่แรกเพราะซีทำงานดีแต่ช้า แต่เราต้องการคนทำงานเร็ว ตอนนั้นแมคอยากตำหนิบี แต่มีสติคิดทันว่าถ้าตำหนิไปตอนนั้นจะยิ่งทำให้งานช้าลงไปอีก จึงบอกว่าไม่เป็นไร รีบทำให้เสร็จก่อน สติใช้ได้กับทุกอย่างจริง ๆ”    อยากให้ชีวิตดีไม่ต้องไปร้องขอที่ไหนเพราะชีวิตจะดีแค่มีสติเท่านั้นเอง    ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 190 เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ:สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จักรยานให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จากการปั่นจักรยาน “สังคมแบ่งปัน” สิ่งดีๆ ที่แฝงมากับ “ วัฒนธรรมจักรยาน ” บริษัทดัง กับ “เทรนด์ปฏิบัติธรรม” เอสแอนด์พี ธรรมะคือหัวใจของบริษัท แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ […]

เผยมุมธรรมะของดาราวัยรุ่น ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เรื่องราวๆดีๆ ของการเผยมุมธรรมะของ ต่อ ธนภพ หรือปืน โอเนกาทีฟ จากเด็กหนุ่มเกเรที่คิดว่าตนเองกับศาสนาห่างไกลกันมาก แต่แล้ววันหนึ่งพุทธศาสนากลับทำให้ชีวิตของ

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก”

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก” ครอบครัว ของฉันเป็นชนชั้นกลาง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่บ้าน มีพี่สาวและพี่ชายรวม 4 คน ทุกคนที่เอ่ยมานี้ล้วนมีชีวิตออกแนวอนุรักษนิยม อยู่ในกรอบ และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ มีแต่ฉัน “พลอย” ลูกสาวคนเล็กของบ้านเท่านั้นที่ดูจะ  “ต่าง” ออกมาจากกลุ่ม ความ “ต่าง” ของฉันเริ่มตั้งแต่การที่ฉันเป็น “ลูกหลง” ของบ้าน ซึ่งแค่เทียบอายุกับพี่คนที่ 4 เราสองคนก็ห่างกันถึง 13 ปีแล้ว ทุกคนในบ้านจึงประคบประหงมฉันอย่างดีไม่ต่างจากไข่ในหิน ยิ่งพอพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้แค่ 5 ขวบ ทุกคนก็ยิ่งทวีความรักความใส่ใจฉันมากยิ่งขึ้นแต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่การ “สปอยล์” พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พี่ ๆ ก็เริ่มให้ฉันหัดทำงานพิเศษเพื่อให้รู้จักคุณค่าของเงิน แรก ๆ ก็เหนื่อย แต่พอได้เงินก็มีแต่ความดีใจ ภูมิใจ และมั่นใจเข้ามาแทนที่ว่า “ฉันเป็นคนเก่ง หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย” ต่อมาก็เรื่องการเรียน พี่ ๆ ของฉันทุกคนเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย แต่ฉันเรียนไม่เก่ง หนีเรียน แต่กลับชนะเลิศด้านกิจกรรมมาตั้งแต่ประถมจนชั้นมหาวิทยาลัยด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นที่รักของอาจารย์ รุ่นพี่และเพื่อน ๆ ยิ่งกับรุ่นน้องด้วยแล้ว ฉันเป็น “ไอดอล” ของพวกเขาก็ว่าได้ ชีวิตช่วงนั้นเรียกว่า “เต็มอิ่มทุกอย่าง” จะขาดอยู่เรื่องเดียวที่ฉันยังไม่เคยมีก็คือ “ความรักแบบหนุ่มสาว” ฉันไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรู้ว่าเขาจีบกันอย่างไร กระทั่งขึ้นชั้นปีที่ 2 ความเป็นนักกิจกรรมพาให้ฉันไปรู้จักนักเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งเข้า และคนนี้เองคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร เขาคนนี้ดูแลฉันอย่างดี ทุกอย่างระหว่างเราดูเพอร์เฟ็กต์ไปหมดจนใคร ๆ อิจฉา ทว่าหลังจากคบกันได้เกือบ 4 ปี พอเขาเริ่มติดยศร้อยตำรวจโท ทุกอย่างระหว่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไป…เมื่อฉันจับได้ว่าเขาแอบมีคนอื่น แถมนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่นอกใจเพราะตั้งแต่คบหากันมา เขาก็แอบคบคนอื่นไปพร้อม ๆ กับฉันด้วย ความรู้สึกช็อก เสียใจ และผิดหวังประดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าเขาจะพยายามขอโอกาส แต่ฉันก็ปฏิเสธกลับไปเพราะมั่นใจว่าผู้หญิงเก่งอย่างฉันต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน ฉันตัดสินใจหั่นผมยาวสลวยที่ฟูมฟักมานานปีทิ้งทันที ราวกับว่า “นี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นชีวิตใหม่” และจากนี้ไปอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นเคยขอร้องไม่ให้ทำเพราะไม่ชอบ แต่ขอให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันก็ทำมันหมดทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวแรง ๆเที่ยวกลางคืน ฯลฯ เพราะไม่ต้องแคร์อะไรหรือใครอีกต่อไป…ชีวิตนี้เป็นของเรา อยากทำอะไรก็ทำ คนรอบข้างต่างตกใจในความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือของฉัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไร ยิ่งคนที่บ้านด้วยแล้วยิ่งไม่มี แต่ฉันเองก็พอจะรู้ว่า แม่และพี่ ๆ พลอยทุกข์ใจไปกับฉันมากแค่ไหน หลังจากว่างเว้นจากความรักไปพักใหญ่ในที่สุดฉันก็พบรักใหม่ที่ต่างจากการเป็น“ว่าที่คุณนายตำรวจแบบสุดขั้ว” เพราะเขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็น “มาเฟียใหญ่ที่พัทยา” เราคบกันได้สักพักถึงได้รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วฉันจึงตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตของเขาทันที เพราะไม่อยากทำร้ายครอบครัวใคร แล้วชีวิตของฉันก็เดินทางต่อไป วันหนึ่งความเป็นนักเที่ยวกลางคืนก็พาฉันมาพบความรักอีกครั้ง ทว่าผู้ชายคนนี้ก็มีภรรยาอยู่แล้ว (อีกแล้ว!) แต่กำลังจะเลิกกับภรรยา น่าแปลกว่าคราวนี้ฉันกลับตัดสินใจให้โอกาสเขา ทั้งที่บรรดาเพื่อนสนิทต่างไม่เห็นชอบด้วยเลย แม้แต่เจ้านายที่รักฉันที่สุดก็ยังออกปากเตือนว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องผิดศีลห้านะพลอย เพราะโปรไฟล์ชีวิตมันจะเสีย แล้วมันก็บาปด้วย” ถึงจะสะอึกกับคำพูดนี้ แต่ฉันก็ยังให้โอกาสผู้ชายคนนี้ ในที่สุดแม้จะรอมานานเกือบสามปีแล้ว เขาก็ยังไม่เลิกรากับภรรยาฉันจึงตัดสินใจบอกลา…จบสิ้นกันทีการรอคอยที่ไร้ความหวัง แต่ถึงอย่างนั้นมิตรภาพของเราสองคนก็ยังคงอยู่ เขายังคงไว้ใจและมอบหมายให้ฉันช่วยเป็นผู้จัดการร้านเหล้าให้เหมือนเดิม (ตอนกลางวันฉันทำงานออฟฟิศ) ที่ร้านแห่งนี้เองที่ฉันได้พบกับ “ติ๊ก” ผู้ชายคนที่สองซึ่งยอมเปิดเผยตัวว่า “ไม่มีแฟน” ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีสักทีที่ได้เจอคนไม่มีเจ้าของ หลังจากฉันกับติ๊กคบหาเป็นแฟนกันได้ไม่นาน อยู่ ๆ ติ๊กก็ถูกไล่ออกจากงานความที่ไม่เคยเก็บเงินไว้ เมื่อไม่มีงานติ๊กจึงแทบไม่ต่างจากคนตัวเปล่า ไปไหนมาไหนฉันก็ต้องเป็นคนจ่าย เท่านั้นยังไม่พอ ติ๊กยังอยากได้โน่นนี่อยู่เรื่อย ๆ และแน่นอนว่าเป็นฉันที่ต้องคอยรับหน้าที่ “ผ่อนชำระ” ให้ พักหลัง ๆ ฉันเริ่มปฏิเสธ เราจึงทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนในที่สุดติ๊กก็หายไป 4 วันพอย่างเข้าวันที่ห้าติ๊กโทร.มาบอกฉันสั้น ๆ ว่า “พลอย เราคงไปกันไม่ได้แล้ว ผมจะกลับไปหาครีม (แฟนเก่า) นะ” นาทีนั้นแม้ความผิดหวัง เสียใจโกรธ แค้นจะผสมกันยุ่งไปหมด แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า “คนไม่ดีอย่างนี้เลิกดีกว่าอย่าเสียเวลาอีกเลย เพราะแค่สี่เดือนที่คบกันมายังถือว่ามากไปด้วยซ้ำ” ทว่าเรื่องร้าย ๆ กลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะจากนั้นไม่ถึงเดือน ประจำเดือนของฉันก็เริ่ม “ขาด” ฉันกังวลไปสารพัด กลัวจะท้องเป็นที่สุด และแล้วสิ่งที่ฉันกลัวก็เป็นจริง เมื่อคุณหมอแจ้งว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว ต้องทานโฟเลตเสริมนะคะ” นาทีนั้นหูของฉันอื้อไปหมด ตาสองข้างพร่ามัวทันทีเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเสียใจ ขณะที่ในหัวก็คิดไปสารพัด“จะทำอย่างไรดี” จะบอกคนที่บ้านให้รู้ก็ไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ใครมาเสียใจด้วยฉันตัดสินใจโทร.หาเพื่อนสนิท ก่อนจะได้รับคำแนะนำว่า “เธอต้องบอกพ่อแม่ผู้ชายให้รับรู้เรื่องนี้ ห้ามปล่อยผ่าน” แม้สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ฉันบอกพ่อแม่ของเขาคือ ติ๊กกลับมาขอโทษ มาบอกรักแต่ตอนนั้นหัวใจของฉันตายด้านไปแล้วนอกจากจะไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ฉันยังหมดรักเขาไปแล้วด้วย คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ฉันต้องแต่งงานให้เร็วที่สุด” ก่อนที่ท้องจะโตไปกว่านี้ เพราะไม่อยากให้แม่กับพี่ ๆ ต้องอับอายคนอื่น จากนั้นวิญญาณเวดดิ้งแพลนเนอร์(จำเป็น) ก็เข้าสิงทันที ฉันจัดแจงให้พ่อแม่ฝ่ายชายมาสู่ขอ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ออกแบบการ์ดแต่งงาน สั่งพิมพ์ ไปหาซื้อของชำร่วย หาสถานที่จัดงาน ไม่ใช่“ลงแรง” เท่านั้น แต่ยังต้อง “ลงทุน”ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่แค่พาตัวมาร่วมงานให้ได้เท่านั้น งานแต่งในวันนั้นดูเหมือนจะราบรื่นดี ทว่า “ซองเงินช่วย” จากฝ่ายชายกลับหายไปเกินครึ่ง! แถมยังทิ้งซองเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้าในถังขยะหลังร้านอีกด้วย เรื่องที่เกิดคงเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากสามีตัวแสบ นอกจากจะไม่ช่วยงานไม่ช่วยเงินแล้ว มันยังกล้ามาเอาเงินก้อนนี้ไปอีก สรุปลงทุนไปสามแสน แต่ได้เงินช่วยกลับมาแค่เก้าหมื่น ขาดทุนย่อยยับ!อย่างที่บอก ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเดือดร้อนไปด้วย ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ เร่งหาเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการคลอดเจ้าตัวน้อยในอีก 4 เดือนข้างหน้า วันหนึ่งโชคชะตาดูจะเข้าข้าง เมื่อฉันได้งานพิเศษที่มีค่าเหนื่อยสูงถึง 70,000 บาทพอเหมาะพอดีกับที่ฝันไว้เป๊ะ แต่แล้วทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า เพราะเมื่อถึงวันรับเงินจริง ๆ ผู้จ้างกลับอ้างว่าเขาสามารถจ่ายได้เต็มที่เพียง 15,000 บาทเท่านั้น โดยที่ฉันไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องอะไรได้เลย เพราะไม่ได้เซ็นสัญญากันเอาไว้ ส่วนติ๊กก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้จะย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวฉัน ติ๊กก็ยังเป็นชาวเกาะเหมือนเดิม กลางวันเล่นเกม กลางคืนไปกินเหล้าแถมยังมีเรื่องผู้หญิงมากวนใจเป็นระยะ ๆ จนถึงวันกำหนดคลอด ติ๊กก็ยังแอบออกจากโรงพยาบาลไปกินเหล้า…กลับมาอีกทีก็ตอนฉันคลอดลูกแล้ว หลังคลอดลูกฉันพยายามประหยัดเงินทุกวิถีทาง แต่สถานการณ์การเงินของฉันก็ยังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะต้องเลี้ยงทั้งลูกและสามีไปพร้อม ๆ กัน สุดท้ายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออยู่ ๆ “ทอง” ของแม่ที่เก็บมาทั้งชีวิตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย กรณีนี้ไม่มีใครน่าสงสัยเท่าสามีตัวแสบของฉันอีกแล้ว ฉันพยายามจะทวงถามหาความจริงจากติ๊กให้ได้ แต่พี่ ๆ ทุกคนก็บอกว่า “ติ๊กไม่ได้เอาไป ไม่ใช่ติ๊ก ๆ” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะไม่อยากให้ฉันทะเลาะกับสามีนั่นเอง ส่วนแม่นั้นใครจะรู้ว่าภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย ท่านซ่อนความเครียดไว้มากแค่ไหน จนกระทั่งแม่ล้มป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แม้จะโกรธแสนโกรธ แต่ฉันก็ไม่กล้าทำร้ายเขาหรือบอกเลิก อย่างดีก็แค่ไล่ออกจากบ้าน เพราะคิดว่าสักวันเขาจะ “เปลี่ยน” ตัวเองได้ แต่วันนั้นก็ยังมาไม่ถึง กลับมีแต่เรื่องร้าย ๆ ตามมาไม่หยุดหย่อน ที่ร้ายที่สุดก็คือ ติ๊กเมาแล้วขับรถไปชนจนพังยับถึงขั้นต้องขายซากทิ้ง ซึ่งฉันก็ต้องเป็นธุระจัดการคดีและเป็นหนี้อีกหลายแสน คราวนี้เมื่อรถไม่มีใช้ก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงานแทน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น ฉันจึงตัดสินใจเอาทองที่แม่ซื้อให้ไปขาย แล้วก็ต้องอึ้ง เมื่อทางร้านบอกว่าฉันเอาทองปลอมมาขาย! เคราะห์ดีที่เคลียร์กันรู้เรื่อง ฉันจึงรอดมาได้หวุดหวิด ความสังหรณ์ใจทำให้ฉันรีบย้อนกลับไปที่บ้านแล้วก็ต้องช็อก เพราะแหวนแต่งงานของฉันก็หายไปด้วย ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ต้องเป็นฝีมือติ๊กแน่ ๆ ฉันเอาโจรเข้ามาอยู่ในบ้านชัด ๆ สถานการณ์ระหว่างฉันกับติ๊กเลวร้ายลงทุกที เมื่ออยู่ ๆ ติ๊กก็ขอย้ายออกไปอยู่หอ เพราะอ้างว่าใกล้ที่ทำงานใหม่มากกว่า ตอนนั้นฉันอดใจหายไม่ได้ว่าครอบครัวเราแตกแล้วจริง ๆ ใช่ไหม แต่ก็แอบคิดว่า บางทีความห่างอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ได้ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะเขาไม่กลับมาอีกเลย ฉันร้องไห้กับความล่มสลายของชีวิตรักครั้งนี้อยู่ถึง 3 วัน เสียใจที่คิดว่าตัวเองเก่งแน่ และเจ๋ง ที่สามารถจัดการทุกอย่างได้เสียใจที่คิดน้อยเกินไป ไม่มีสติ จนทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนและพลอยทุกข์ไปด้วย ทว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ […]

“คุณค่าของเป้าหมาย ยิ่งใหญ่กว่าจะยอมแพ้” หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขา เอเวอเรสต์

“คุณค่าของเป้าหมาย ยิ่งใหญ่กว่าจะยอมแพ้ ” หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขา เอเวอเรสต์ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 หลายคนคงได้เห็นภาพของ หมออีม – ทพญ.นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หญิงไทยคนแรกที่พาธงชาติไทย และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปโบกสะบัดอยู่บนยอดเขา เอเวอเรสต์ ได้สำเร็จ จนกลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมาย หมออีม…ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีหัวใจและความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่สามารถทลายข้อจำกัดของคำว่า “สตรี” ในความคิดของคนทั่วไป เล่าถึงเรื่องราวของการเดินทางสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทยว่า “สมัยเรียนอีมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เรียนอย่างเดียว จนกระทั่งเรียนจบ มีเวลาว่างมากขึ้น จึงอยากลองทำอะไรที่เราเคยอยากทำ “เมื่อ 7 ปีที่แล้ว อีมเริ่มต้นจากการเดินเขาที่พูนฮิลล์ในประเทศเนปาลก่อน ตอนนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ทั้งเหนื่อย ทั้งทรมาน แต่มีความสุข เพราะได้เห็นความสวยงามของทิวทัศน์และรายละเอียดต่าง ๆ ระหว่างทางที่ไม่สามารถบันทึกได้ด้วยภาพถ่าย ตอนนั้นเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับอีมเลยค่ะ มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราได้อยู่กับตัวเอง และต่อสู้กับตัวเอง ทำให้อีมรู้สึกมีความสุขมาก “หลังจากนั้นมาอีมก็เริ่มหาข้อมูลทริปเดินป่าปีนเขา เพราะอยากไปปีนเขากีนาบาลูในประเทศมาเลเซีย ที่สูง 4,101 […]

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ”

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ” โรงเรียนแห่งหนึ่งในบัลติมอร์ใช้ ธรรม มาเปลี่ยนวิธีทำโทษเด็ก ๆ ที่ไม่อยู่ในระเบียบวินัยหรือเกเรจากการกักบริเวณไว้ในห้อง เป็นการส่งเข้าห้องเจริญสติเพื่อฝึกสมาธิแทน ตามปกติโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีลงโทษนักเรียนด้วยการสั่งพักการเรียน หรือกักบริเวณไว้ในห้องรวมกัน โดยมีจุดประสงค์ให้เด็กได้ใช้เวลาคิดทบทวนการกระทำของตัวเอง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล เพราะเด็ก ๆ ก็จะนั่งมองเพดาน หรือมองเหม่ออย่างไร้จุดหมายด้วยความเบื่อหน่าย บางคนก็แอบคุยกันโดยไม่ให้ครูจับได้ เพราะห้ามคุยกัน หรือบางคนก็แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ แต่จริง ๆ แค่ฆ่าเวลาเท่านั้น ซึ่งเด็ก ๆ ส่วนใหญ่บอกว่า เป็นมาตรการที่งี่เง่าและน่าเบื่อมาก ดังนั้นโรงเรียนประถม Robert W. Coleman Elementary School ในบัลติมอร์ จึงสร้างความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีลงโทษซะใหม่ด้วยการส่งนักเรียนเข้าห้องเจริญสติ ซึ่งห้องนี้จะไม่เหมือนห้องกักบริเวณที่ไม่มีหน้าต่าง ห้องเจริญสติจะมีการตบแต่ง เช่น มีโคมไฟ เบาะรองนั่ง เมื่อเข้าห้องเจริญสติ เด็ก ๆ จะถูกสอนให้ทำสมาธิโดยการดูลมหายใจ ให้หายใจเข้า หายใจออกลึก ๆ ซึ่งช่วยให้นักเรียนจอมดื้อจอมซนทั้งหลายรู้สึกผ่อนคลายลง สงบขึ้น รวมถึงช่วยให้พวกเขาจัดการกับอารมณ์โกรธหรือความวิตกกังวลของตนเองได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการให้เด็ก […]

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่พ่อแม่ เพราะถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีเรา เมื่อเติบใหญ่จงอย่าลืมทดแทนคุณแต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็อย่าทำให้ท่านทุกข์ อย่าทำให้ท่านเสียใจ “ สิ้นเสียงเทศน์สอนนาค ผมหรือนาคท็อป ณ ตอนนั้นก็ถึงกับสะกดอารมณ์ไม่อยู่“น้ำตาร่วง” ต้องรีบก้มหน้าลง เอามือเช็ดเป็นพัลวัน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าผมกำลังร้องไห้ น้ำตาที่ร่วงในวันนั้นไม่ใช่แค่ซาบซึ้งใจแต่เพราะผมรู้สึกผิดที่เคยทำให้แม่ร้องไห้ เคยทำให้พ่อเสียใจมาหลายต่อหลายครั้ง…เรื่องมีอยู่ว่า ผมเติบโตมาในครอบครัวทหาร ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเข้มงวดและกวดขันลูกๆ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะลูกชายคนโตอย่างผม “ยิ่งโดนหนัก” นัยว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อง ตอนนั้นสิ่งที่คุณแม่ย้ำเสมอๆ คือเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะการแต่งกายที่ถึงขั้น “เป๊ะเว่อร์” เช่น ผมต้องตัดให้สั้น ดูสะอาดตาเสมอ ถ้าออกจากบ้านก็ต้องเอาเสื้อใส่ในกางเกง ใส่ถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบทุกครั้งห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด นอกนั้นก็มีเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น เสาร์ – อาทิตย์ห้ามไปเที่ยวเล่น ห้ามไปนอนค้างบ้านเพื่อน     ด้วยข้อจำกัดมากมายนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเด็กเก็บกดหน่อยๆ ดังนั้นพอถึงโรงเรียน ไกลหูไกลตาคุณพ่อคุณแม่ปั๊บผมก็รีบสลัดกรอบพวกนี้ออกจนหมด ตอนนั้นคิดแบบเด็กๆ ว่า “เกเร” แล้วเท่ชะมัด เพื่อนที่ผมเลือกคบจึง ออกแนวนี้หมดเลย เราจะพากันไปนั่งหลังห้อง นั่งคุย นั่งเล่น […]

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สตรีชั้นสูงผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนางพยาบาล

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล สตรีชั้นสูงผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนางพยาบาล ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ชื่อที่แสนจะไพเราะนี้เป็นนามของสตรีคนหนึ่ง ที่ทำตามความฝันในวิชาชีพพยาบาล จนนำไปสู่การปฏิวัติแผนพยาบาลสมัยใหม่ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เธอคือ มารดาแห่งพยาบาลศาสตร์สมัยใหม่ นางพยาบาลชุดขาวบริสุทธิ์ สุภาพ เรียบร้อย เป็นนางฟ้าของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ใครจะล่วงรู้ว่าก่อนที่พยาบาลจะมีลักษณะเช่นนี้นั้น มีสตรีชั้นสูงคนหนึ่งผู้มีนามว่าฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ชื่อของเธอมาจากเมืองแห่งหนึ่งในอิตาลี เพราะเธอเกิดที่เมืองนี้ ในขณะที่มารดาของเธอมาพักอาศัยเพื่อรอคลอด     อาชีพพยาบาล งานที่ใครก็รังเกียจ แต่กลับเป็นงานในฝันของเธอ ในสมัยนั้น อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่ใครๆก็รังเกียจ เพราะต้องอยู่กับคนป่วย คนที่มาทำงานนี้ มักเป็นคนที่สิ้นหนทางทำมาหากิน แต่ในสายตาและความฝันของคุณหนูฟลอเรนซ์ที่เติบโตในครอบครัวชนสูงของอังกฤษ ตระกูล ไนติงเกล เธอบ่มเพาะความปรารถนาอยากช่วยเหลือผู้อื่นในฐานะนางพยาบาล เพื่อได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในความทุกข์จากโรคภัย แต่ครอบครัวของเธอไม่ยินยอม เพราะสตรีชั้นสูงไม่ควรเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนางพยาบาล     เมื่อเธออายุได้ 25 ปี เธอเดินตามความฝัน เธอไม่ฟังเสียงของครอบครัวที่พยายามห้ามปราม เธอไม่สมัครเป็นนางพยาบาล แต่เธอเข้าไปเป็นนางพยาบาลในฐานะจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือคนอนาถาที่ล้มป่วย ภายในสถานกักกันของประเทศอังกฤษขณะนั้น เธอมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เธอปรารถนา เธอไม่ดูแลผู้ป่วยสมความอยากที่คอยมานาน เธอซึมซับวิธีการดูแลผู้ป่วย แถมยังคิดวิธีการดูแลผู้ป่วยอย่างสุขอนามัยจนเธอเชี่ยวชาญ จนกระทั่งเปิดอบรมให้กับสตรีคนอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และเปิดสถาบันฝึกสอนหลักสูตรพยาบาลขึ้น  กลายเป็นการปฏิวัติอาชีพนางพยาบาลจากหน้ามือเป็นหลังมือ […]

ซาดาโกะ ซาซากิ ขอให้เรื่องของหนูเป็น อุทาหรณ์เตือนใจ โลก

ซาดาโกะ ซาซากิ ขอให้เรื่องของหนูเป็น อุทาหรณ์เตือนใจ โลก  ซาดาโกะ ซาซากิ เธอพยายามพับนกกระดาษให้ครบพันตัว เพื่ออธิษฐาน ขอให้เธอหายจากโรคร้าย ที่เป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็สายไปเสียแล้ว เด็กหญิงหมดลมก่อนที่นกกระดาษจะพับครบ จึงขอให้เรื่องจนนี้เป็น อุทาหรณ์เตือนใจ ภาพหนึ่งของชั้นหนังสือขณะที่กำลังไล่ตากวาดหาหนังสือเล่มที่อยากอ่าน ก็ไปหยุดกับหนังสือเล่มผอมบาง ที่ถูกหนังสือเล่มที่หนากว่าทั้งสองข้างเบียดจนจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับหนังสือที่ประกบ ด้วยความสงสัยจึงหยิบหนังสือเล่มที่น่าสงสารนี้ออกมาดู กว่าจะดึงมันออกมาได้ ก็เล่มเอาเหนื่อยจนเหงื่อตก หน้าปกเป็นภาพของเด็กหญิงในชุดกิโมโนสวยงาม กำลังพับนกกระดาษ ใช่ชื่อของเรื่องคือ “ซาดาโกะ ซาซากิ” เป็นหนังสือนิทานเล่มเล็กปกสีส้มทอง พอเปิดอ่านก็ทำให้นึกถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ต่างมีอัตตาจึงคิดประหัตประหารกัน แต่อย่างว่า เราคงไปโทษใครไม่ได้ เพราะเรื่องราวในอดีตย่อมเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว เราทำได้เพียงแต่พยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเท่านั้นเป็นพอ อยากให้เรื่องของเด็กหญิงผู้น่ารักคนนี้เป็นอุทาธรณ์อีกครา จึงขอนำเรื่องราวของเธอมาบอกเล่า เพื่อหวังให้เป็นอีกเหตุการณ์ย้ำเตือนมนุษย์ อย่าได้ยึดอัตตาสูงจนทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง       เด็กหญิงผู้อาบพิษปรมาณู ผลสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูสองลูกลงที่ ฮิโรชิม่า และ นางาซากิ ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นและพลเมืองญี่ปุ่นมีชีวิตที่เปลี่ยนไป เด็กหญิงซาดาโกะในวัย 2 ขวบ ก็ได้รับผลกระทบจากระเบิดครั้งนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนนั้นเธอจะไม่ได้พิการหรือป่วยหนักเหมือนคนอื่น แต่ครอบครัวของเธอก็ดีใจที่ลูกน้อยไม่เป็นอะไร แต่ทว่าร่างกายของเธอได้อาบสารพิษจากระเบิด (สารกัมมันตรังสี) […]

โทมัส อัลวา เอดิสัน จากเด็กปัญญาทึบ สู่ผู้ให้แสงสว่างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

โทมัส อัลวา เอดิสัน จากเด็กปัญญาทึบ สู่ผู้ให้แสงสว่างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โทมัส อัลวา เอดิสัน ราชานักประดิษฐ์ ผู้ถูกจดจำในฐานะผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ สิ่งประดิษฐ์ของเขายังอยู่คู่โลกใบนี้ไปอีกนาน จนกว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งไฟฟ้า ผู้เขียนรู้จักโทมัส อัลวา เอดิสัน ครั้งแรกไม่ใช่จากตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือป้ายนิทรรศการเรื่องนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ที่ครูจัดให้ความรู้ในงานวันวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักจากหนังสือการ์ตูน นักวิทยาศาสตร์ ที่คุณพ่อซื้อให้ในวัยเด็ก ยังจำได้ดีว่าเขาเป็นผู้ที่คิดประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่ตามจริงแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์นี้เป็นคนแรก เขาเพียงค้นพบสื่อนำไฟฟ้าที่มันดีกว่าเดิม โทมัส (ขออนุญาตเรียกชื่อเขาสั้นๆ) ไม่ได้ประดิษฐ์เพียงหลอดไฟเท่านั้น เขายังเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์พันกว่ารายการ พอย้อนกลับไปในวัยเด็กของเขา ในช่วงที่การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์กำลังเบินบาน หนูน้อยโทมันก็ซุกซนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และหลงรักในการประดิษฐ์สิ่งของเป็นชีวิตจิตใจ เรื่องราวของเขาน่านำมาปลุกให้คนอื่นเกิดแรงบันดาลใจ จึงอยากชวนทุกท่านมารู้จักเรื่องราวของเขาให้ลึกกว่านี้  นั่งทามแมกซีนไปทัวร์ชีวิตของโทมัส อัลวา เอดิสันกันทุกท่าน     เด็กปัญญาทึบของครูและเพื่อน โทมัส เป็นลูกคนสุดท้ายจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน ครอบครัวของเขามีฐานะที่ยากจนและเลี้ยงชีพด้วยการทำนา เมื่อฐานะครอบครัวของเขาไม่ค่อยดี โทมัสจึงทำงานช่วยครอบครัวหาเงินตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สวรรค์มอบความสงสัยให้แก่เขา ซึ่งมันเป็นของดีสำหรับนักคิดค้น แต่กลับเป็นสิ่งที่ครูและเพื่อนๆดูถูก เขาซักถามครูถึงข้อสงสัยต่าง ๆ แต่ครูจะพยายามต่อว่าว่าทำไมเพื่อนคนอื่นไม่เห็นสงสัยเหมือนเธอเลย มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น ครูจึงตัดสินว่าโทมัสมีศักยภาพที่ไม่เท่าเทียมเพื่อนๆ […]

 True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นคิดว่าเลวร้าย แต่ฉันไม่เคยคิดท้อใจสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้ ช่วงแรกอาจดูเหมือนไม่ใช่ รักแท้ เพราะหลังจากแต่งงานกันมา 25 ปี มีลูก ด้วยกัน 8 คน ลอรี่ (Lorrie) และ เจฟฟ์ เอแกน (Jeff Agan) ชีวิตคู่เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหนัก ต่างคนต่างสาดคำพูดแย่ ๆ ใส่กันตลอดเวลา จนในที่สุดไม่มีทางออกไหนดีไปกว่าหย่าขาดจากกัน ในเวลานั้นเด็ก ๆ จำต้องกล้ำกลืนยอมรับสภาพครอบครัวที่แตกสลายอย่างขมขื่น เพราะหากฝืนต่อไป ลูกก็รังแต่จะได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน บ้านลุกเป็นไฟไม่ได้หยุดหย่อน เป็นเวลาเกือบสี่ปีที่อดีตสามีภรรยาแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย ทั้งสองต่างคนต่างแยกย้ายไปดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับปรุงตัวเองใหม่และสร้างทัศนคติใหม่ ๆ เจฟฟ์ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นคนขับรถบรรทุกไปจนถึงเป็นบุรุษพยาบาลในศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโทลีโด ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เริ่มปรับสภาพจิตใจ ด้วยการเขียนบทกวีและไปออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการสร้างความสงบให้ตัวเองโดยการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติและฝึกสมาธิไปพร้อม ๆ กัน และเมื่อไม่กี่เดือนก่อนทั้งลอรี่และเจฟฟ์ก็กลับมาคบกันอีกครั้งและเริ่มเดตกันเหมือนสมัยรักกันใหม่ ๆ จนกระทั่งถ่านไฟเก่าร้อนระอุจนต้านทานไม่ไหว เจฟฟ์จึงตัดสินใจขออดีตภรรยาแต่งงานกันอีกครั้ง เริ่มด้วยเจฟฟ์มอบของขวัญให้ลอรี่เป็นบทกวีที่เขาบรรจงแต่งให้เธอชื่อ “Love Burns Anew” ใส่กรอบห่อของขวัญอย่างดี หลังจากลอรี่แกะห่อเสร็จ เธอก็อ่านบทกวีของเขาออกมาดัง ๆ ในระหว่างนั้นเจฟฟ์ก็คุกเข่าถือกล่องแหวนโดยไม่ให้เธอเห็น […]

keyboard_arrow_up