หลักการฝึกสติพื้นฐาน ด้วยการหายใจเพื่อระงับอารมณ์

หลักการ ฝึกสติ พื้นฐาน ด้วยการหายใจเพื่อระงับอารมณ์ คุณสนใจไหม ถ้าวันนี้เราจะบอกคุณว่า เพียงแค่การหายใจที่ดีก็เป็นการ ฝึกสติ ที่ช่วยให้เราเกิดปัญญาอันชาญฉลาดที่จะหลุดพ้นจากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นด้านลบทั้งปวง เริ่มสนใจแล้วใช่ไหม ลองมาดูกันว่าการฝึกสติด้วยลมหายใจ เขาทำกันอย่างไร เมื่อเราพร้อมด้วยสติและการพิจารณาภายใน ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะนำการฝึกหายใจมาใช้กับสถานการณ์ใดก็แล้วแต่ที่เราคิดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าพอใจ เรื่องที่ไม่น่าพอใจ เรื่องที่เจ็บปวด หรือเรื่องที่ทำให้จิตใจว่อกแว่ก ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะกำลังเกิดขึ้น หรือบางอย่างที่ผุดขึ้นในใจเป็นความทรงจำหรือความคิดที่เราไม่อาจปล่อยวางได้ แม้แต่ในระหว่างที่เรานั่งปฏิบัติ จิตใจของเราก็ยังถูกรุมเร้าด้วยความทรงจำในอดีต ความรู้สึกในปัจจุบันและความคิดถึงเรื่องอนาคต ความคิดและอารมณ์ของเราถูกปลุกปั่นด้วยลมหายใจ ซึ่งเป็นเสมือน “ตัวบงการ” ที่พาจิตใจให้เคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น มากกว่าที่จะเป็นผลจากสถานการณ์ภายนอก หาไม่แล้ว จิตใจก็คงสงบได้เพียงอยู่ในห้องเงียบ ๆ ปราศจากสิ่งรบกวน     จำไว้ว่า สิ่งที่อยู่ภายนอกเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่อยู่ภายใน เราสามารถดึงสติมาใช้ในเวลาใดก็ได้ เพื่อช่วยสงบลมหายใจที่แปรปรวนจากอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขณะที่นั่งอยู่บนเบาะหรือเดินไปมาในชีวิตประจำวัน สติเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนอารมณ์ของเราได้อย่างดีเยี่ยม หากเรารู้จักบ่มเพาะสติอย่างเหมาะสม เพื่อให้เข้าใจว่าสติและการฝึกลมช่วยตัดวงจรการตอบสนองทางอารมณ์ที่ไม่ดีได้อย่างไร เราจะใช้ตัวอย่างความคิด หรือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความโกรธอันเนื่องมาจากลมหายใจ เริ่มแรก เราเห็น หรือใจเราเกิดจดจำ หรือนึกถึงบางสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ขึ้นในทันทีทันใด สมมติว่าเราทุ่มเทวางแผนและปรุงอาหารมื้อพิเศษให้คนที่เรารัก แต่เมื่อเรานำมาให้ พวกเขากลับผลักจานออกแล้วบอกว่าไม่ชอบอาหารที่เราทำ และจะโทร.สั่งอาหารอื่นแทนดีกว่า   คลิกเลข 2 […]

ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง โดย หลวงพ่อโพธินันทะ

ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง โดย หลวงพ่อโพธินันทะ เป้าหมายของการปฏิบัติภาวนาคือ การบรรลุถึงบรมธรรมสูงสุด ทั้งในความมืดและสว่าง ทั้งความสับสนวุ่นวายและความสงบศานติ จะต้องรู้ชัดต่อบรมธรรมให้ชัดเจนอยู่เสมอ และถ้าปรารถนาให้สัจธรรมแสดงตนอยู่ยาวนานก็จะต้องคอยเฝ้ารักษาจิตประภัสสรของตนเองอยู่เสมอ ๆ “จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี” ปราชญ์ย่อมตามรักษาจิตของตน ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง พระพุทธองค์มุ่งชี้แนะให้มนุษย์บรรลุถึงความหลุดพ้นจากความยึดถือทั้งปวง สำเร็จมรรคผล เข้าถึงบรมธรรมอันสมบูรณ์ รู้แจ้งในความสมบูรณ์แห่งการดำเนินชีวิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ถึงพร้อมในความบริบูรณ์แห่งสัจธรรมในการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน “วันนี้อากาศร้อนจัง” ปรมาจารย์ตั๊กม้อบอกว่า “อยากเห็นปลาให้มองน้ำ อยากเป็นพุทธะให้เฝ้ามองจิตใจ” เป็นการชี้แนะในการปฏิบัติที่ดีมาก แต่อย่าแสวงหาความเป็นอนัตตาด้วยการรับรู้อย่างแบ่งแยกแล้วใช้ความคิดระดับเหตุผลพิจารณาหาสิ่งที่ตรงข้ามกับความมีตัวตน จิตเดิมที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งมันปกติอยู่แล้ว เป็นไปได้ไหมที่เราจะคอยรักษาจิตที่ปกติของเราไว้ ดังนั้นการฝึกฝนหรือปฏิบัติภาวนาก็เพื่อการดำรงอยู่บนวิถีของจิตที่ปกตินี้แหละ มันเป็นการฝึกฝนที่มหัศจรรย์และมีศิลปะอย่างยิ่ง ถ้าเรามีความศรัทธาต่อจิตประภัสสรของเราอย่างแรงกล้า แล้วใช้จิตประภัสสรเป็นฐานของการปฏิบัติภาวนา จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ปัญญาญาณก็จะหยั่งลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจ เข้าถึงความเป็นเองแล้วแสดงออกร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอันเป็นวิถีของธรรมชาติแห่งพุทธะ แล้วรู้ชัดในความเป็นองค์รวมของสรรพสิ่งในทุกขณะของการดำรงอยู่ นี่คือ “เอกายนมรรค” นี่คือวิถีของความเป็นเอกภาพของโพธิจิตแห่งพุทธะ เราไม่อาจเข้าถึงความเป็นศิลปะของการดำรงอยู่ได้เลย หากเรายังดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกว่า มีตัวเราเป็นศูนย์กลางของการรับรู้อย่างแบ่งแยก แล้วเห็นสรรพสิ่งแตกต่างกัน นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่งที่เราจะต้องขจัดหรือไปให้พ้นมัน (ผู้รู้-สิ่งที่ถูกรู้ : นามรูป) การศึกษาที่แท้จริง การศึกษาที่แท้จริงจะทำให้เราเข้าใจตัวเองและทำให้เกิดปัญญาญาณ เข้าใจโลกจากประสบการณ์จริง ด้วยการรู้แจ้งชัดว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของสรรพสัตว์คือสุญญตา […]

10 เหตุผลที่เราทุกคนควรมีเมตตา ข้อคิดสะกิดใจโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำไมพระบรมศาสดาของทุกศาสนาจึงเน้นย้ำให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกอยู่กันด้วย เมตตา เพื่อจะตอบคำถามนี้ ขอให้เราลองมาพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ร่วมกัน (1) มนุษยชาติ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ อาจเคยเป็นญาติพี่น้องหรือวงศาคณาญาติกันมาแต่ชาติปางก่อน เพราะในสังสารวัฏอันยาวไกลที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่พบนี้ เราล้วนเคยเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วนับชาติภพไม่ถ้วนตลอดเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจเคยเกี่ยวข้องกันมาแล้วในฐานะต่าง ๆ บ้างเคยเป็นมารดา บ้างเคยเป็นบิดา บ้างเคยเป็นบุตรธิดา บ้างเคยเป็นสามีภรรยา บ้างเคยเป็นเพื่อน พี่ น้อง บริวาร อาจารย์ ศิษย์ ฯลฯ กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เมตตาต่อคน ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นพี่น้องวงศาคณาญาติของเราเอง (2) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นสัตว์โลกซึ่งดำรงความเป็นสมาชิกของโลกนี้ประเภทหนึ่งเหมือนกันกับเรา จริงอยู่ แม้คน สัตว์ เทวดา จะมีความแตกต่างกันโดยอัตภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกบ้าง แต่เมื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว เราทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในสังกัดเดียวกัน คือเป็นสัตว์โลกผู้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ เมตตา ต่อกันและกัน (3) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นผู้ตกอยู่ในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกันกับเรา กล่าวคือ มนุษย์ สัตว์ เทวดา แม้จะเกิดมาแตกต่างกัน แต่ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอาณัติของกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสากลที่เรียกว่า […]

เส้นทางของผู้มีบุญที่แท้จริงเป็นอย่างไร โดย ส.ชิโนรส

เส้นทางของ ผู้มีบุญ ที่แท้จริงเป็นอย่างไร โดย ส.ชิโนรส ท่าน ส.ชิโนรส หรือ พระอาจารย์มหาสุภา ชิโนรโส ได้บอกเล่าถึง ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เข้าใจเรื่อง ผู้มีบุญ ผิด ซึ่งท่านได้ให้ความกระจ่างเรื่องเส้นทางของผู้มีบุญพึงเป็นอย่างไร หน้าที่การงานเครื่องบ่งชี้ความเป็นผู้มีบุญ ขอเรียกว่า “ท่าน” ท่านเคยรับราชการอยู่ในกรมกรมหนึ่ง ตำแหน่งสูงสุดคือ เลขานุการกรม ช่วงอยู่ในตำแหน่งนั้น มีบารมีมาก ลูกน้องบริวารมากมาย การเงินคล่องตัว ชีวิตช่างมีความสุข ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยเป็นประธานทอดกฐินและผ้าป่าหลายครั้ง คงเป็นเพราะบุญกุศลนี้กระมัง จึงทำให้ได้นั่งตำแหน่งเลขานุการ ชีวิตมนุษย์ไม่มีเหตุบังเอิญ ความสำเร็จและสุขล้วนเกิดจากบุญที่เคยทำไว้ บุญที่มนุษย์แต่ละคนเคยทำเป็นผู้เปิดสะพานให้มนุษย์เดินไปสู่จุดสูงสุดที่ตนต้องการ   เส้นทางของผู้มีบุญเป็นอย่างไร เส้นทางของผู้มีบุญเป็นดังนี้ มีผู้หนุนให้เข้าสู่วงการที่ทำให้แจ้งเกิดได้ วงการส่งเสริมความสามารถของบุคคลผู้นั้นให้เป็นที่ประจักษ์ เขาได้พบปะและคลุกคลีกับคนที่เป็นมืออาชีพในวงการนั้น ได้รับการศึกษาและอบรมจากผู้รู้หรือกูรูในวงการที่อยู่ จนกระทั่งมีความสามารถและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ ประสบความสำเร็จด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน ชื่อเสียง และอื่น ๆ     เส้นทางประสบความสำเร็จของผู้มีบุญทั้งทางโลกและทางธรรม เส้นทางผู้ที่เคยทำบุญไว้ดังกล่าว เป็นเส้นทางประสบความสำเร็จทางโลก ส่วนเส้นทางธรรมสำหรับผู้เคยทำบุญไว้ก็คล้าย ๆ […]

ซีเคร็ตรีวิว : งานวัดน้อย ๆ ลอยฟ้า ธรรมเทศกาลขนาดมินิใจกลางเมือง เพื่อความสุขน้อย ๆ กลางใจคุณ

ซีเคร็ตรีวิว : งานวัดน้อย ๆ ลอยฟ้า ธรรมเทศกาลขนาดมินิใจกลางเมือง เพื่อความสุขน้อย ๆ กลางใจคุณ   วันนี้แอดมินมาเที่ยว งานวัดน้อย ๆ ลอยฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพ ใช้พื้นที่ชั้น 5 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเนรมิตเป็นงานวัดเล็ก ๆ ที่นอกจากความรื่นเริงแล้วยังได้ธรรมะและข้อคิดกลับบ้านไปด้วย ตรงตามสโลแกนของงานนี้ที่ว่า “ธรรมเทศกาลขนาดมินิใจกลางเมือง เพื่อความสุขน้อย ๆ กลางใจคุณ” กิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ กิจกรรมหลักที่จัดในออดิทอเรียมมีทั้งหมด 5 กิจกรรม ได้แก่ (1) งานเปิดตัวสารคดีเรื่อง “ตามรอยพระพุทธเจ้า 2”  (2) ภาวนากับหมู่บ้านพลัม (3) ทิดทอล์ค TID TALKS (4) เห็นธรรมเมื่อฮัมเพลง และ (5) ดูหนังหาแก่นธรรม ในหัวข้อ “บนทางเถื่อน พบทางธรรม” กิจกรรมมีตติ้งอีก 2 กลุ่ม […]

สวดมนต์เป็นนิจและคิดให้ถูกทาง

ทุกวันนี้คุณ สวดมนต์ บ้างไหมคะ การสวดมนต์เป็นกิจวัตรที่ชาวพุทธทุกคนควรปฏิบัติ เพื่อเป็นการฝึกหัดร่างกายและขัดเกลาจิตใจให้แนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น เข้มแข็ง เกิดสติปัญญา และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลวงพ่อจรัญ แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี บันทึกไว้ว่า ขณะจำวัดในคืนหนึ่ง ท่านนิมิตเห็นสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา มาสั่งความให้เดินทางไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจดคาถาบทหนึ่งในพระเจดีย์ เมื่อตื่นขึ้น หลวงพ่อจรัญแน่ใจว่าเรื่องราวที่เห็นในนิมิตนั้นเป็นความจริง เพราะท่านนอนกรรมฐานทุกคืนจึงไม่เคยฝันฟุ้งซ่าน อีกทั้งยังทราบด้วยว่า ขณะนั้นวัดใหญ่ชัยมงคลกำลังบูรณะพระเจดีย์อยู่ และจะทำการปิดยอดบัวเจดีย์ในวันนั้นพอดี ท่านจึงโทรศัพท์ไปขอร้องดอกเตอร์กิ่งแก้ว อัตถากร ซึ่งเป็นผู้ดูแลการบูรณะในครั้งนั้น ให้เลื่อนวันปิดยอดบัวไปอีกหนึ่งวัน เมื่อไปถึงวัดใหญ่ชัยมงคล หลวงพ่อจรัญพบว่าที่พระเจดีย์มีโพรงทางเข้าสำหรับลงไปด้านล่าง เมื่อเดินลงไปก็พบลานทองคำ 13 ลานที่ฐานเจดีย์ ซึ่งพระพนรัตน์ได้จารึกชัยมงคลคาถาเอาไว้ คำจารึกในใบลานที่ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ค้นพบในพระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล ระบุไว้ว่า บทสวดชัยมงคลคาถานี้เป็นพระคาถาที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระคาถาบทนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้สวดเป็นประจำทั้งเวลาอยู่ในพระบรมมหาราชวังและในสนามรบ ทำให้ทรงชนะศึกสงครามมาโดยตลอด แม้จะออกรบคู่กับสมเด็จพระอนุชาเพียงสองพระองค์ ก็ยังสามารถต้านทหารพม่าทั้งกองทัพไว้ได้ ดังนั้นผู้ที่หมั่นสวดบทชัยมงคลคาถาเป็นประจำทุก ๆ วันจะมีพลังใจที่เข้มแข็ง มีสติปัญญาเฉียบคม สามารถต่อต้านมาร คือความชั่ว […]

อย่าอยู่อย่างคนรกโลก ข้อคิดเตือนสติ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อย่าอยู่อย่าง คนรกโลก โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีพระบาลีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า  คนรกโลก นะ สิยา โลกะ วัฑฒะโน อย่าเป็นคนรกโลก หรือจมโลก ติดข้องอยู่ในโลก ที่ว่า “คนรกโลก” นั้นก็หมายเอาคนที่มาอยู่ในโลกแล้ว เกิดมาบนโลกแล้วมีแต่จะมาเอา มากอบ มาโกย มาโกง มากิน มาเก็บ มากัก มากำ มากก มากอด รวมทั้งเกรี้ยวกราดและโกรธเกลียดโลกด้วย แต่ไม่เคยให้อะไร ๆ กับโลกเลย ไม่เคยแม้คิดที่จะทำประโยชน์ต่อโลกเลย หรือถ้าจะให้อะไร ๆ แก่โลกหรือแก่ใคร ๆ ก็ต้องมีเงื่อนไข มีผลประโยชน์ที่ตัวองจะได้รับเป็นการตอบแทน เสมือนเป็นการลงทุน การให้แบบนั้นแท้จริงแล้วจึงไม่เรียกว่าการให้ แต่เรียกว่าเป็นการเอารูปแบบหนึ่งนั่นเอง คนประเภทนี้มักจะมีคำพูดในทำนองที่ว่า “จะให้กันฟรี ๆ ได้อย่างไร” หรือ “ของฟรีไม่มีในโลก” ฯลฯ แต่ แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างในโลกนั้นล้วนได้มาฟรี ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของฟรี โลกหรือธรรมชาติให้เรามาฟรี ๆ […]

“ถ้าอยากเกิดเป็นคน” บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ

ถ้าอยาก เกิดเป็นคน บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ กรรมที่มีส่วนสำคัญกับการที่จะให้วิญญาณแต่ละดวงไปเกิดที่ไหน คือจะไปสุคติภูมิ หรือไปอบายภูมิ จะมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ ครุกกรรม อาจิณณกรรม และอาสันนกรรม เกิดเป็นคน ครุกกรรม (หรือครุกกรรม) คือกรรมหนักที่รุนแรงไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดีก็ตาม มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของวิญญาณดวงนั้น ๆ เป็นอันดับแรก นอกเสียจากว่าคนคนนั้นไม่เคยทำกรรมหนักอะไรไว้ อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำเป็นนิสัย ก็จะได้สิทธิ์เป็นตัวกำหนดภพภูมิวิญญาณดวงนั้น โดยปกติจิตของคนเราก็มักจะคุ้นชินกับสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย หรือทำอยู่เป็นประจำ เช่นตลอดชีวิตทำแต่บุญทำแต่กุศล จิตควรจะเป็นกุศลมากกว่าเป็นอกุศล ตายไปก็น่าจะได้ไปเกิดในสคติภูมิ แต่หากทำกรรมชั่วตลอดหรือทำอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเป็นอกุศล เมื่อตายไปก็น่าจะไปเกิดในอบายภูมิ นี่ว่ากันโดยเหตุโดยผล แต่จะถือเป็นกฎตายตัวไม่ได้ เพราะความเที่ยงแท้แน่นอนแทบไม่มีอยู่ในโลกนี้ คนที่ทำกรรมดีเป็นอาจิณ แต่ตอนจิตใกล้จะดับ กลับพลาดไป จิตเกิดเป็นอกุศล ไปนึกห่วง วิตกกังวล หรือนึกโกรธ นึกแค้นอะไรเข้า อาสันนกรรมจะมาช่วงชิงสิทธิ์นั้น พาไปเกิดในอบายภูมิทันที ไม่ใส่ใจว่าจะทำกรรมดีอยู่เป็นประจำหรืออย่างไร เช่นเดียวกัน คนที่ทำแต่กรรมชั่ว หากตอนจิตจะดับเกิดทำจิตให้เป็นกุศลได้ ก็จะได้ไปเกิดในสุคติ […]

จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ คือยานอวกาศแบบวาร์ปไดรฟ์

จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ คือยานอวกาศแบบวาร์ปไดรฟ์ ดร.สรกานต์ ศรีตองอ่อนเสนอความเห็นว่า จักรแก้วของพระมหาจักรพรรดิ อาจเป็นยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟ ไว้ในงานเขียนที่มีชื่อว่า “พุทธจักรวาล” พุทธจักรวาล เป็นหนังสือธรรมะที่อธิบายเรื่องจักรวาลวิทยาผ่านมุมมองของฟิสิกส์และดาราศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสมมติฐานได้ออกมาน่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็น เช่น การอธิบายว่าโลกธาตุที่พระพุทธเจ้าตรัสน่าจะเป็นเอกภพ หรือตำแหน่งที่ตั้งของทวีปทั้ง 4 ในคติไตรภูมิ น่าจะเป็นดาวที่อยู่ในกาแล็กซี แม้กระทั่งอิทธิฤทธิ์ของพระเถระที่เหาะไปยังที่ต่าง ๆ เพียงช่วงแวบเดียวแล้วมาถึงที่หมายทันที เรื่องนี้ก็สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์     หลายท่านอาจคุ้นว่า พระมหาจักรพรรดิจะครอบครองรัตนะ 7 ประการ จักรแก้วก็เป็น 1 ใน 7 รัตนะเช่นกัน ทำไมดร.สรกานต์จึงตั้งข้อสังเกตว่า จักรแก้ว อาจเป็นยานอวกาศแบบวาร์ปไดร์ฟ ในอรรถกถามหานิทานสูตรระบุว่า พระมหาจักรพรรดิราชทรงใช้จักรแก้วเป็นพาหนะไปในทวีปทั้ง 3 ซึ่งได้มีมนุษย์ในดินแดนนั้นเดินทางมายังชมพูทวีปด้วย จากนั้นพระองค์ทรงท่องเที่ยวไปในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชยอมแพ้พระบารมีมอบราชสมบัติอันเป็นทิพย์ให้ครอบครอง เมื่อพำนักเสวยกามทิพย์อยู่นานจนกระทั่งร่างกายของมนุษย์กลายเป็นทิพย์แบบเทวดา พอเสด็จกลับไปโลกมนุษย์ เมื่อความเป็นมนุษย์กลับมา ก็ทรงไม่สามารถปรับสภาพได้จึงทำให้พระองค์สวรรคตทันที เมื่อพระมหาจักรพรรดิสวรรคต จักรแก้วก็หายไปด้วย ทำให้มนุษย์ในทวีปทั้ง 3 ที่ติดตามมาไม่สามารถกลับบ้านเกิดของตนได้ ต้องอาศัยอยู่ในชมพูทวีปต่อไป   คลิกเลข […]

ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

ยิ่ง เรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงเรื่อง “ยิ่ง เรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ” ไว้ใน “เมื่อผีหัวเราะ” ท่านแสดงธรรมนี้ไว้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2509 เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมท่านพุทธทาสภิกขุถึงมองว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ในแวบแรกทำให้นึกถึงพระเถระสมัยพุทธกาลซึ่งปรากฏในอรรถกถาธรรมบทชื่อว่า “โปฐิลเถระ” พระเถระรูปนี่้เป็นพระภิกษุที่เก่งมาก เพราะสามารถจำพระไตรปิฎกและอรรถกถาได้ทั้งหมด แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเรียกพระรูปนี้ว่า “คุณใบลานเปล่า” เมื่อพระพุทธองค์ทรงเรียกพระโปฐิลเถระด้วยฉายานี้มากขึ้น พระเถระจึงคิดขึ้นได้ว่าคงต้องปฏิบัติบ้างเสียแล้ว จึงจัดบาตรและของใช้เท่าที่จำเป็นออกธุดงค์พร้อมกับกลุ่มพระภิกษุ พระโปฐิลเถระขอร้องให้พระสังฆเถระช่วยลดมานะ (ความถือว่าตนสำคัญ) ของตน พระสังฆเถระจึงให้พระโปฐิลเถระไปยังสำนักของพระอนุเถระ และท่านก็บอกให้ไปสู่สำนักของสามเณรที่มีอายุเพียง 7 ขวบ ให้เป็นอาจารย์ สังเกตว่าพระโปฐิลเถระผู้ถือว่าตนเก่งทรงพระไตรปิฎกและอรรถกถาได้ทั้งหมด พระผู้ใหญ่ 2 รูปทราบกิตติศัพท์ของพระโปฐิลเถระดีว่าเป็นผู้มีมานะอย่างไร ทางเดียวคือต้องลดมานะด้วยการไปเป็นศิษย์ของผู้ที่ต่ำกว่าคือสามเณร     และในที่สุดมานะก็ได้หายไป สามเณรชี้แนะพระโปฐิลเถระโดยกล่าวว่า “ตัวเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในจอมปลวกที่มีช่อง 6 ช่อง คนหมายจะจับมัน จึงอุดทุกช่องไว้จนเหลือช่องเดียว แล้วจับมันจากช่องที่มันเข้าไป จอมปลอกก็เหมือนร่างกายของคนเรา การอุดช่องที่ 5 คือการปิดอายตนะ ตา […]

ดับความโกรธ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า

อบรมตนเองเพื่อ ดับความโกรธ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า โดย พระมหาบุญส่วน ปุญฺญสิริ หากสอนใจตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้ว ยังไม่อาจดับเพลิงแห่งความโกรธที่ลุกไหม้เผาใจอยู่ลงได้ วิธีต่อมาให้ลองใช้วิธีอบรมใจตนเองด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากโจรใจเหี้ยมพึงเอาเลื่อยมาเลื่อยเธอให้ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ถ้าผู้ใดยังคิดประทุษร้ายโจรนั้นอยู่ ผู้นั้นยังหาชื่อว่าทำตามโอวาทเราไม่” พระองค์ทรงเตือนพวกเราว่า แม้จะถูกทำร้าย แต่ถ้าไม่โกรธ ความเจ็บนั้นจะอยู่เพียงแค่กายภายนอก แต่หากโกรธ ความเจ็บจากการถูกทำร้ายนั้นซึมลึกเข้าไปเป็นความทรมานของจิตใจ และฝังแน่นอยู่ในใจเป็นความเจ็บทรมานข้ามภพข้ามชาติ นั่นคือความพยาบาทอาฆาตจองเวรอย่างไม่มีวันจบ เพียงไม่โกรธเท่านั้น ชีวิตก็เป็นอิสระแล้วจากการเป็นทาสของความพยาบาทจองเวร อีกพระโอวาทหนึ่ง พระองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดโกรธตอบ ผู้นั้นเลวกว่าผู้โกรธก่อน ผู้ไม่โกรธตอบชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธตัวแล้ว แต่ส่วนตนเป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยมอยู่ ชื่อว่าประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่คนทั้งสองฝ่าย คือทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น” พระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้ตอบโต้คนที่กำลังโกรธอยู่ด้วยการโกรธตอบ แต่ทรงสอนให้อภัย ให้รีบดับความโกรธในใจของตนนั้นลงเสีย เป็นที่พึ่งแก่ตน ทั้งยังเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ด้วย เพราะเมื่อเราไม่โกรธตอบ ไม่ทะเลาะตอบ ก็เหมือนไม่ยื่นมือออกไปรับการปรบของเขา เสียงปรบมือก็ไม่มี ปรบเมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง เมื่อไม่มีคู่ทะเลาะด้วย ไม่ช้าเขาก็เย็นลงได้เอง อย่าเป็นนักเสียสละไม่เข้าท่า ที่จะขอเย็นเป็นคนสุดท้าย หลังจากคนอื่น ๆ เย็นลงแล้ว …มีคำสอนของพระพุทธองค์ที่ควรนำมาอบรมตนอีก เช่น […]

ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ธรรมะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ เป็นธรรมเทศนาที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แสดงไว้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2523 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงแม้ท่านจะแสดงไว้นานแล้ว แต่ธรรมเทศนานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง   ธรรมะเป็นเครื่องวัด ยิ่งกว่านั้นวัฒนธรรมและอารยธรรมที่บรรพบุรุษมนุษยชาติได้สั่งสมสืบทอดมาก็จะบังเกิดผลงอกเงย ไม่ว่างเปล่าเป็นหมันเสีย อาจกล่าวได้โดยไม่ผิดว่า ธรรมะซึ่งหมายถึงการนำมนุษย์เข้าถึงความจริง และการยังความดีงามให้เป็นไปในสังคมนี้ เป็นเครื่องวัดหรือเป็นตัวกำหนดความสำเร็จผลที่แท้จริงแห่งวัตถุประสงค์ทั้งหมดของมหาวิทยาลัย และการมีมหาวิทยาลัย เท่าที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมะมีคุณค่าต่อชาวมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในทางปฏิบัติคุณค่าของธรรมย่อมขึ้นกับความต้องการ กล่าวคือ ความต้องการธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่าของธรรม แต่บางคราวความต้องการอาจมีอยู่โดยที่ผู้มีความต้องการไม่รู้ตัวว่าตนมีความต้องการก็ได้ เหมือนอย่างคนจำนวนมากไม่รู้ตระหนักถึงคุณค่าของอากาศที่ตนหายใจหล่อเลี้ยงชีวิต   0 สังคมต้องการธรรม ความต้องการนั้นมักแสดงออกมาให้เห็นในบางโอกาสและบางส่วนบางแง่ที่ขาดแคลน เช่น บางคราวมีคนร่ำร้องหาความชอบธรรม ความเป็นธรรม ความยุติธรรม บางแห่งเราเห็นคนต้องการเมตตาธรรม ไมตรีธรรม มนุษยธรรม บางทีเรารู้สึกกันว่าสังคมต้องการศีลธรรม สุจริตธรรม สันติธรรม บางคนว่าเขาต้องการขันติธรรมและคารวธรรม รวมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยคำว่าธรรม เช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเผื่อแผ่ แบ่งปัน สติสัมปชัญญะ […]

ท่าน ว.วชิรเมธี กับข้อคิดกระตุกสติ “ความรู้” ที่ท่านอาจจะ “ยังไม่รู้”

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวไว้ในหนังสือ ธรรมะคลายใจ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ไว้ตอนหนึ่งว่า ความจัดเจนในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนต้องแสวงหาเอง…

มีทุกอย่างแต่ยังทุกข์… ความสุขที่ขาดหาย โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ตอบคำถามของผู้ที่ “ใจยังพร่อง” ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร ดังนี้ ปุจฉา ผมเป็นคนที่ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ประสบความสําเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ไม่ว่าใครก็อิจฉา แต่ทําไมลึก ๆ แล้วผมถึงยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร คือไม่ถึงกับทุกข์แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร และจะขจัดความรู้สึกนี้ได้อย่างไรครับ วิสัชนา คุณเคยอ่านประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไหม ผู้ชายคนนี้เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ทรัพย์สินที่เขามีมากกว่าทรัพย์สินที่คนไทยทั้งประเทศมีอยู่เสียอีก แต่เขาบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีซึ่งเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกหลายสมัยติดต่อกัน เขาบริจาคเงินมหาศาลกว่าหมื่นล้านเหรียญ แต่ไม่ต้องการแม้แต่หนังสืออนุโมทนาบัตร ชีวิตส่วนตัวนั้นเป็นที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ทำตัวแสนจะธรรมดา ทั้งเสื้อผ้า อาหาร และรถยนต์ที่ใช้ ล้วนเป็นของธรรมดาพื้น ๆ เขานิยมชีวิตที่เรียบง่าย นั่นเป็นเรื่องซึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาของมหาเศรษฐีของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เล่าเรื่องคล้ายกัน คือ มหาเศรษฐีคนหนึ่งของเม็กซิโก เมื่อเขาทำธุรกิจจนรวยล้นฟ้าแล้ว วันหนึ่งก็ขายกิจการทุกอย่าง แล้วกลับออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเงียบ ๆ แถมให้อีกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริง วันหนึ่งมีคนสัมภาษณ์อดีตประธานาธิบดีท่านหนึ่งของติมอร์ว่า […]

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ทำไมพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ทำไมพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง อมรินทร์ธรรมะผลิตหนังสือธรรมะน่าสนใจออกมาอีกแล้ว แค่เห็นชื่อเรื่องก็คิดเลยว่า ” ทำไมพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง ” น่าจะตอบข้อสงสัยอะไรหลาย ๆ ของชาวพุทธ และผู้กระหายความรู้ทางพระพุทธศาสนาได้ดีทีเดียว ได้ข่าวมาว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ โรเบิร์ต ไรท์ เก่งไม่เบา งานเขียนของเขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และติด New York Time Bestseller ด้วย เขาเป็นคนที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ จะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนถึงจะเชื่อ ซึ่งพออ่านงานเขียนเรื่องนี้ของเขาแล้ว ทำให้เห็นว่าเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความจริง คงด้วยความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาตะวันตกของเขาจึงทำให้ตั้งคำถามต่อพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ทั้งคำสอน วิธีการปฏิบัติ และการหลุดพ้นจากความทุกข์ สังเกตจากวิธีการเขียนที่มักยกทฤษฎี ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาที่มีการทดลองแล้วมาเป็นหลักฐาน ทำให้งานเขียนของเขามีเสน่ห์น่าติดตาม ผู้อ่านจะเพลิดเพลินกับข้อมูลเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว เขาชอบยกเรื่องอาหารการกิน เช่น โดนัทน้ำตาลไอซิ่ง ทำให้เห็นถึงสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะที่อ่าน ซึ่งโรเบิร์ต ไรท์กำลังเล่นกับกิเลสของผู้อ่านอยู่     ความจริงโดยธรรมชาติ หรือตามที่คนทั่วไปรับรู้ ความจริงจะมีเพียงความจริงเดียว ไม่สามารถมีความจริงของความจริงผุดขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน แต่สำหรับพระพุทธศาสนากลับมองว่าความจริงมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ สมมติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ […]

ความหลงที่มีโทษยิ่ง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)

ความหลง ที่มีโทษยิ่ง พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) โมหะ หรือ ความหลง อันเป็นโทษอย่างยิ่ง คือโมหะที่เป็นเหตุให้คิดผิดเห็นผิดไปว่า ผลของการกระทำไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ความจริงทั้งหมดแล้วจะทรงสอนว่า การกระทำทุกอย่างมีผล ผู้ใดทำดีจักได้รับผลดี ผู้ใดทำชั่วจักได้รับผลชั่ว แต่โมหะหรือความหลงก็สามารถทำให้คิดผิดเห็นผิดเป็นอย่างอื่นไปได้ ทำให้ไม่เชื่อพระพุทธองค์ได้ ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงมีดวงพระเนตรเป็นทิพย์แล้ว ด้วยพระปัญญาคุณอันไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน และทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นผู้มีดวงตามืดมัวด้วยปราศจากแสงแห่งปัญญา อันผู้ขาดปัญญาก็คือผู้มีโมหะความหลงผิด ขาดปัญญาประกอบความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ก็ย่อมมีโมหะในการคิด ในการเห็น ในการเชื่อ ในการรู้ คือมีความคิดที่หลงผิดจากความจริง มีความเห็นที่หลงผิดจากความจริง มีความเชื่อที่หลงผิดจากความจริง มีความรู้ที่หลงผิดจากความจริง ผู้มีปัญญามากในเรื่องใดก็มีโมหะความหลงผิดน้อยในเรื่องนั้น หรือผู้มีโมหะความหลงผิดน้อยในเรื่องใดก็มีปัญญามากในเรื่องนั้น ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดก็ไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องนั้น หรือผู้ไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องใดก็มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องนั้น แต่สามัญชนที่จะไม่มีโมหะความหลงผิดเลย มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่มี พระอริยบุคคลเท่านั้นที่มีปัญญาบริบูรณ์ได้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องนั้น และพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกทั้งหลายเท่านั้นที่ทรงมีพระปัญญาและมีปัญญาบริบูรณ์ ไม่ทรงมีและไม่มีโมหะความหลงผิดเลยในเรื่องทั้งปวง   กดเลข 2 ด้านล่างเพื่ออ่านหน้าถัดไป>>>

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา ประกอบด้วยองค์ธรรม 3 ประการคือ ศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัติตามคำสอนนี้ต้องเริ่มต้นจากศีล ไปสมาธิ และปัญญาหรือไม่ วันนี้พระราชญาณกวีจะมาไขความกระจ่างเรื่อง การทำงานของไตรสิกขา ปุจฉา : ไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา องค์ธรรมที่ 2 และ 3 (สมาธิและปัญญา) เป็นองค์ธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะทำสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา แต่ทำไมศีลจึงเป็นองค์ธรรมแรก หรือบันไดขั้นแรกของไตรสิกขา ซึ่งศีลไม่น่าจะทำให้เกิดสมาธิและปัญญาได้เลย วิสัชชนา : สังคมไทยเป็นเมืองพุทธ ศึกษาและรู้จักไตรสิกขามาอย่างยาวนาน พระพุทธศาสนายกย่องไตรสิกขาว่าเป็นคำสอนที่มีความสำคัญมาก ไตรสิกขาเริ่มต้นที่ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าไตรสิกขานี้ทำงานแบบขั้นบันได เริ่มจากศีล กลายเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิแล้วจึงเกิดปัญญาตามมา   แต่ที่จริงแล้วองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ทำงานพร้อมกัน ไม่มีอะไรเริ่มก่อนกัน แต่เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะทำงานไม่ได้ จะเปรียบก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ต้องมีซิมการ์ด […]

อยู่ด้วยการรู้เท่าทันว่าเป็นธรรมดาของชีวิต โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อยู่ด้วยการ รู้เท่าทัน ว่าเป็นธรรมดาของชีวิต โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) การอยู่ด้วยการ รู้เท่าทัน ตรงกับคำว่า สัมปชัญญะ คำนี้มีความหมายว่า “รู้ตัวทั่วพร้อม” เป็นองค์ธรรมที่เกื้อกูลกับสติ หรือเรียกได้ว่า เป็นธรรมที่เอื้อกับสติ จึงเรียกสององค์ธรรมนี้ติดกันว่า “สติสัมปชัญญะ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แสดงธรรมเรื่อง “การอยู่ด้วยการรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิต” ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในหัวข้อเรื่อง “ระลึกถึงความตาย และวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องต่อความตาย” ท่านกล่าวถึงเรื่องการอยู่ด้วยการรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิตไว้ว่า พระพุทธศาสนาสอนและฝึกฝนมนุษย์ เพื่อให้พัฒนาศักยภาพตนเองจากปุถุชนไปสู่ความเจริญก้าวหน้า (อริยบุคคล) ต้องอาศัยคุณธรรมเป็นอนุสติ (การระลึก) เพื่อให้เตือนใจตนเอง และพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดคือ การรู้เท่าทันว่าเป็นธรรมดา และ  การมีปัญญารู้เท่าทันตามเหตุและปัจจัย     สำหรับมรณานุสติ หรือมรณสติ ทำให้เข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่คู่กับความเกิด เกิดแล้วต้องดับ เมื่อเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็จะทำให้สบายใจ คลายทุกข์ เมื่อเข้าใจความตายเป็นแบบนี้แล้ว ควรระลึกได้ว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน แต่จะมาถึงเราในวันไหนนั้นยังไม่แน่นอน อาจช้าหรือเร็วก็ได้ ฉะนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ขอให้เร่งขวนขวายทำกิจหน้าที่ และความดีต่าง ๆ […]

keyboard_arrow_up