” คนทำชั่วได้ดีมีจริงไหม ” ตอบคำถามที่หลายคนสงสัย โดย ท่านปิยโสภณ

คนทำชั่วได้ดีมีจริงไหม พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ตอบว่า ไม่มีแน่นอน และทำดีได้ชั่วก็ไม่มี มันอยู่ที่คำจำกัดความของคำว่า “ดี” ว่าใครพูด

10 คติธรรมคำสอนของ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่ชาวพุทธควรน้อมนำมาปฏิบัติ

10 คติธรรมคำสอนของ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่ชาวพุทธควรน้อมนำมาปฏิบัติ   1. อย่ารอให้ทุกข์มาถึงตัว “บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัวมักไม่เห็นคุณพระศาสนา มัวเมาประมาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มีนั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่ก็เป็นเวลาที่สายไปแล้ว “ความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตายจึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด เหตุว่าคนเจ็บจิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้นจึงจะระลึกได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว แต่ส่วนมากใกล้ตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล ส่วนคนตายแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้นร่างกายจิตใจจะไม่รับรู้ใด ๆ แล้ว แต่ก็ดีไปอย่าง เหมือนพระเทวทัต ทำกรรมจนถูกแผ่นดินสูบ เมื่อลงไปถึงคางจึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ขอถวายคางเป็นพุทธบูชา พระเทวทัตยังมีสติระลึกถึงได้ จึงมีผลดีในภายภาคหน้า “แม้เปรตตนนั้นก็เหมือนกัน (หลวงปู่หมายถึงเปรตในถ้ำเชียงดาว) ตายไปแล้วจึงมาขอส่วนบุญ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ทำอันตรายแม้พระพุทธรูป แผ่เมตตาให้ไปได้รับหรือไม่ก็ไม่รู้ สู้เราทำเองไม่ได้ เราทำของเรา ได้มากน้อยเท่าไรก็มีความปีติอิ่มเอิบใจเท่านั้น”   2. ทางบุญ – […]

อย่าให้ ” ลมปาก ” ทำร้ายตัวเอง บทความเตือนสติจาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 

คนจะรักหรือทะเลาะกันอยู่ที่คำพูด หรือลมปาก จุดสำคัญของคำพูด คือหางเสียง แม้ตอนต้นจะพูดดีเพียงใด แต่ถ้าหางเสียงไม่ปลอดภัย ก็อันตราย

Dhamma Daily : เจอเรื่องเลวร้ายแต่ไม่อยาก โทษเวรกรรม ทำอย่างไรดี

ช่วงชีวิตตอนนี้เจอเรื่องที่ส่งผลกระทบใจหลายเรื่อง ไม่อยากโทษเวรกรรมเลยค่ะทำอย่างไรเราถึงจะประคับประคองใจได้คะ

คาถามหาเมตตาใหญ่ แผ่เมตตาให้ไพศาลทั่วทั้ง 10 ทิศ

คาถามหาเมตตาใหญ่ แผ่เมตตาให้ไพศาลทั่วทั้ง 10 ทิศ คาถามหาเมตตาใหญ่ มาจากเรื่องราวและบทพระธรรมเทศนาที่สำคัญตอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏในเมตตาสูตร การสวดภาวนาคาถาบทนี้ทำให้ผู้สวดได้กระทำเมตตาภาวนา ซึ่งเหมาะสมกับผู้ที่มีอารมณ์โกรธรุนแรง (โทสะจริต) เพื่อให้พลังแห่งความเมตตาขัดเกลาให้จิตของเขาอ่อนโยน คาถาหรือบทสวดนี้ควรสวดเป็นบทสุดท้ายเพื่อเป็นการแผ่เมตตา หรือเจริญเมตตาเพื่อสร้างสมาธิ และอุทิศเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย บทคาถามหาเมตตาใหญ่ เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขา ฯ คำแปล […]

อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า

อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า ดอกไม้เป็นตัวแทนของความงดงาม และถูกประเมินค่าให้เป็นสิ่งมีคุณค่า กลายเป็นเครื่องบูชาที่ศาสนาต่าง ๆ เลือกใช้เป็นเครื่องบูชา พระพุทธศาสนาเองก็นิยมใช้ดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเล่าถึง อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ บูชาพระพุทธเจ้าไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอยกมานำเสนอดังนี้ พระจุนทเถระหลังจากบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้อุทานขึ้นพร้อมเล่าถึงผลบุญที่ส่งผลให้เกิดในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้าว่า ครั้งสมัยพระสิทธัตถะพุทธเจ้า ท่านได้นำดอกไม้เข้าไปถวายถึงเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์ผู้เป็นพระขีณาสพ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า     “ผู้ใดมอบดอกไม้อันมีค่าและมีกลิ่นหอมฟุ้งแก่เรา เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ขอท่านทั้งหลายในที่นี้โปรดฟังการพยากรณ์ของเรา ผู้นี้หลังจากสิ้นบุญจากโลกไปแล้วจะไปสู่สรวงสวรรค์ เป็นมิตรกับเหล่าเทพยดา มีวิมานทองคำที่วิจิตรตระการตาด้วยอัญมณี แวดล้อมด้วยบริวารนางฟ้า เสวยทิพยสมบัติเช่นนี้ถึง 74 ชาติ (คือเกิดเป็นเทวดาอย่างต่อเนื่องถึง 74 ชาติ) หลังจากนั้นจะเกิดเป็นพระราชาปกครองแผ่นดินถึง 300 ชาติ จากนั้นจะเกิดเป็นพระมหาจักรพรรดิราชถึง 75 ชาติ เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวง มีนามว่า “ทุชชยะ” เป็นเช่นนี้ไม่มีทางไปสู่อบายภูมิ จากนั้นเขาจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นบุตรชายของวังคันตพราหมณ์กับนางสารีพราหมณ์ มีปัญญามาก ต่อมาบวชในศาสนาของพระอังคีรส ได้เป็นสาวกของพระศาสดานามว่า “จูฬจุนทะ” ”     จากคำอุทานของพระจุนทเถระ ทำให้ทราบว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่า […]

วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก

วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนับว่าเป็นแหล่งคลังทางปัญญา สามารถแสวงหาความรู้ได้ในหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ แม้กระทั่งศาสตร์ทางการแพทย์ พระพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ผู้รักษาเวไนยสัตว์ให้หายจากการหลงในอวิชชาด้วยยาคือคำสอนของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีวิธีรักษาโรคทางกายด้วยวิธีทางการแพทย์ มาดูกันค่ะว่า วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก มีอะไรกันบ้าง พระพุทธเจ้าทรงจำแนกผู้ป่วยออกเป็น 3 ประเภท คือ  (1) ผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย (2) ผู้ป่วยที่รักษาหายเป็นปลิดทิ้ง และ (3) ผู้ป่วยที่เดี๋ยวหายเดี๋ยวไม่หาย วิธีการรักษาโรคทางกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท (1) การรักษาด้วยสมุนไพร (2) การรักษาด้วยเทคนิค (3) การรักษาด้วยพุทธมนต์ และ (4) การรักษาด้วยการบำเพ็ญภาวนาทางจิต แต่ในวันนี้เราจะนำเสนอเพียงการรักษาโรคด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมิใช่น้อย การรักษาโรคด้วยสมุนไพรในสมัยพุทธกาล ประกอบด้วยสมุนไพรจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ และสมุนไพรหลายตัวมารวมกัน การรักษาโรคด้วยสมุนไพรมีปรากฏในพระไตรปิฎกว่า ครั้งพระพุทธเจ้าประทับยังเมืองสาวัตถี มีภิกษุหลายรูปอาพาธ บางรูปต้องการฉันรากไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันน้ำฝาดเพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันใบไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันผลไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยางไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยาดองเพราะป่วยเป็นโรคลมในท้อง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บัญญัติพระวินัยว่าภิกษุฉันรากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ […]

อานิสงส์แห่งการเลื่อมใสและบูชา รอยพระพุทธบาท

อานิสงส์แห่งการเลื่อมใสและบูชา รอยพระพุทธบาท สิ่งที่ชาวพุทธมักรำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท สังเวชนียสถาน และพระธรรมคำสอน การรำลึกถึงพระพุทธคุณจัดว่ามีอานิสงส์ ซึ่งพระไตรปิฎกกล่าวถึงอานิสงส์ไว้อย่างน่าสนใจ อานิสงส์ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้คือ อานิสงส์แห่งการเลื่อมใสและบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ พระปทสัญญกเถระ และ พระปทปูชาเถระ     หลังจากพระปทสัญญกเถระสำเร็จอรหันตผลได้อุทานเรื่องราวในอดีตชาติของท่านออกมาว่า ครั้งสมัยพระติสสะพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ (พระอาทิตย์ในที่นี้หมายถึงสัญลักษณ์ของปัญญา หรือเป็นตัวแทนของความสว่างทางปัญญา) พระองค์ทรงเหยียบรอยพระบาทไว้ เมื่อท่านเห็นรอยพระพุทธบาทแล้ว จิตเกิดโสมนัส ยินดี บังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เมื่อท่านระลึกถึงความรู้สึกในตอนที่เกิดความเลื่อมใสในพระติสสะพุทธเจ้า ส่งผลให้หลังจากสิ้นบุญก็ไม่เคยตกอบายภูมิอีกเลย จนกระทั่งถึงกัลปที่ 7 เกิดเป็นพระมหาจักรพรรดิราชมีนามว่า “สุเมธ” สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ ได้แก่ ดวงแก้ว จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว และขุนคลังแก้ว หลังจากนั้นจึงมาเกิดในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้าเป็นปทสัญญกะแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องของอานิสงส์เกี่ยวกับรอยพระพุทธบาท คือ อานิสงส์แห่งการบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตชาติของพระปทปูชกเถระ     หลังจากท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุทานเรื่องราวในอดีตชาติอย่างปีติว่า ครั้งสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นเผ่าแห่งพระจันทร์ […]

หัวใจแห่งการรับใช้เพื่อนมนุษย์ บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

หัวใจแห่งการรับใช้เพื่อนมนุษย์  โดย ท่าน ว.วชิรเมธี เราเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คนอย่าง แม่ชีเทเรซา คนอย่าง ทอมัส แอลวา เอดิสัน คนอย่าง เอบราแฮม ลิงคอล์น คนอย่าง พระพุทธเจ้าพระเยซู หรือคนอย่าง มหาตมาคานธี หรือ องค์ทะไลลามะจึงได้รับความรักความนับถือจากคนทั่วโลก ชื่อของบุคคลที่กล่าวมานี้ ถูกเอ่ยอ้างถึงมาอย่างยาวนานและคงจะเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้บุคคลที่กล่าวมากลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก  หรือกลายเป็น “บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจ” ให้กับคนร่วมยุคสมัยและคนรุ่นหลังมาอย่างต่อเนื่องยาวนานข้ามกาลเวลา คำตอบ (ซึ่งมีได้หลายนัย) หนึ่งซึ่งขอนำเสนอไว้ในที่นี้ก็คือ การที่บุคคลดังกล่าวมาข้างต้นกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่ส่งอิทธิพลอย่างกว้างไกลไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ นั่นเป็นเพราะว่าบุคคลเหล่านั้นล้วน “เบิกบานกับการรับใช้เพื่อนมนุษย์”โดยถือหลัก “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์มาก่อนประโยชน์ส่วนตัว” นั่นเอง ไอน์สไตน์ เคยได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศอิสราเอลแต่เขาปฏิเสธ เพราะต้องการอุทิศตนให้กับการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม่ชีเทเรซา เคยสอนอยู่ในโรงเรียนชั้นนำ แต่แล้วกลับทอดทิ้งความสะดวกสบายในรั้วโรงเรียนไปอยู่กับผู้ป่วยโรคเรื้อน เอดิสัน ก็เคยถูกทอดทิ้ง เพราะเขาผิดหวังจากการวิจัยนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยล้มเลิกกลางคัน จนในที่สุดหลังการทดลองนับหมื่นครั้ง จึงค้นพบวิธีผลิตไส้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างยาวนานอันเป็นต้นแบบของหลอดไฟทุกวันนี้ ในวันที่เขาเสียชีวิต บางรัฐในสหรัฐอเมริกาถึงกับปิดไฟทั้งเมืองเพื่อไว้อาลัยและให้เกียรติเขา เอบราแฮม ลิงคอล์น ดำเนินนโยบายเลิกทาสเพื่อปลดแอกมนุษยชาติจากความอยุติธรรมทางสังคม แม้ในตอนปลายของชีวิตจะถูกลอบสังหาร แต่เขาก็นำสังคมอเมริกันก้าวสู่ยุคสว่างเรืองรอง ทำให้ทาสนับล้านคนได้รับอิสรภาพ และประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกาหยั่งรากลึกจนมั่นคงสืบมาถึงทุกวันนี้ พระพุทธเจ้า พระเยซู ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งสองพระองค์ที่มีทรงวางชีวิตลงเป็นเดิมพันเพื่อมอบแสงสว่างทางปัญญาและจิตวิญญาณให้กับมนุษยชาติ แม้จนนาทีสุดท้ายพระพุทธองค์ก็ยังทรงสอนศิษย์ที่มาขอฟังธรรม ส่วนพระเยซูเจ้านั้น แม้จะถูกตรึงอยู่บนกางเขน พระองค์ก็ยังทรงเทศนาเรื่องความรักอันไร้ขีดจำกัด การทรงสละพระองค์เองเพื่อปลุกมนุษยชาติให้ตื่นจากความหลับใหล นั่นแหละคือความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ    มหาตมาคานธี ก็สู้สละความสะดวกสบายส่วนตนทุกประการเพื่ออุทิศศักยภาพทั้งหมดให้กับการกู้เอกราชของอินเดีย องค์ทะไลลามะ ทรงเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ทั่วโลก เพื่อป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าประชาชนในประเทศของพระองค์ถูก “กระทำ”อย่างไร้มนุษยธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร แม้จะต้องทรงเดินทางตลอดชีวิตเหนื่อยหนักหนาสาหัสแค่ไหน พระองค์ก็ยังไม่ยอมหยุดภารกิจที่ทรงถือปฏิบัติตลอดมา ในฐานะที่ทรงเป็น “กระบอกเสียงของผู้ทุกข์ยาก” นับแสนนับล้าน การเป็นคนของโลกไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นล้วนอุทิศตนช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์อย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างต่อเนื่องและอย่างยาวนาน โลกของเราดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น ก็เพราะบุคคลที่ทอดตนลงเป็นสะพานให้เพื่อนมนุษย์ได้ก้าวข้ามไป เราทุกคนก็สามารถเป็นคนของโลกได้ขอเพียงแค่เราถือคติ “ส่วนไหน ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าส่วนรวม” ส่วนในทางปฏิบัติ ขอเพียงเราถือคติ “ขอให้เธอเบิกบานกับการรับใช้เพื่อนมนุษย์”เพียงถือปฏิบัติตามหลักสองประการนี้เท่านั้นเราก็กำลังดำเนินอยู่บนหนทางของมหาบุรุษแล้ว ชีวิตของเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ได้เพราะอิงอาศัยคนอื่นสิ่งอื่นอย่างมากมายนับไม่ถ้วนชีวิตที่เราได้มา บ้านที่เราอาศัย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เรานุ่งห่ม อาหารที่เรารับประทาน อากาศที่เราหายใจ ความรู้ที่เราได้รับ เก้าอี้ที่เราได้นั่ง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ที่เราได้ใช้ ฯลฯ หากปราศจากการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนอื่นหากปราศจากความลำบากตรากตรำของคนอื่นอีกนับหมื่นนับแสนนับล้าน ไหนเลยเราจะมีชีวิตที่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกับคนอื่นสิ่งอื่นมากมายในลักษณะ “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน” ดังกวีนิพนธ์ที่ว่า “เราต่างมีกันและกันในสรรพ์สิ่ง เราต่างอิงองค์อื่นอีกหมื่นหมายเราต่างถ้อยธำรงจึงทรงกายเราต่างคล้ายเป็นส่วนหนึ่งที่ถึงกัน…” คนอื่นให้เรามามากมาย สิ่งอื่นให้เรามานับไม่ถ้วน แล้วเราเล่าจะให้คืนกับคนอื่นสิ่งอื่นได้อย่างไร หรือเราเกิดมาเพียงเพื่อ “ประโยชน์ของตัวเอง” ล้วน ๆ แล้วก็จากไปเท่านั้น ในหนังสือรวมกวีนิพนธ์ จักรวาลในถ้วยชา เราแต่ละคนได้รับอะไรต่อมิอะไรมามากแล้ว เราควรจะถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับโลกนี้ได้อย่างไร เราจะเป็นผู้ให้แก่สังคมได้อย่างไร อย่ารอให้ตัวเองถึงพร้อมจึงจะเป็นผู้ให้ เราควรจะให้เท่าที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้ เหมือนพระโพธิสัตว์ยินดีช่วยเหลือคนโดยไม่ต้องรอให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน เพราะหากเรารอให้ตัวเองสมบูรณ์เสียก่อน แต่วันนั้นกลับมาไม่ถึง เราก็คงไม่ได้คืนอะไรให้กับสังคมและโลกนี้เลย ทุกครั้งทุกขณะที่เราได้รับอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เราควรถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับผู้ที่ให้เราได้อย่างไร   เรื่อง ท่าน ว.วชิรเมธี  photo by Ben_Kerckx on pixabay Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

มรดกธรรมจากสมเด็จโต

มรดกธรรมจากสมเด็จโต มรดกทางธรรมที่เราได้จากสมเด็จโตนั้น มีมากกว่าแค่เรื่องราวความเป็นมาและเหตุการณ์ที่แสดงถึงปัญญาอันมากของท่าน ในทางรูปธรรมแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธรูปไว้หลายที่เพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยส่วนมากท่านจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่โตตามชื่อของท่าน ชาวบ้านก็พากันเรียกว่า “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” ดังนี้   1. พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ที่วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามว่า “พระพุทธไสยาสน์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโต ก่ออิฐถือปูน องค์พระยาว 1 เส้น 6 วา สูง 8 วา ส่วนฐานยาว 1 เส้น 10 วา กว้าง 4 วา 2 ศอก สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2413 เล่ากันว่า ท่านให้พวกทาสช่วยกันสร้างอยู่ราว ๆ 2 ปี เมื่อแล้วเสร็จท่านก็ช่วยให้พวกทาสเหล่านั้นพ้นจากความเป็นทาสทุกคน และว่ากันว่า ท่านสร้างพระนอนที่นี่เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าท่านเกิดที่นี่   2. พระพุทธรูปปางสมาธิ […]

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ คนส่วนใหญ่มัก ถูก ความหลง ครอบครองจิตใจ จิตของคนส่วนใหญ่เปรียบเหมือนห้องที่ มืดสลัวๆ เหมือนกับมีเทียนอยู่เล่มสองเล่มปักอยู่กลางห้อง แต่บางคนก็เปรียบเหมือนห้องที่มืดสนิท ถ้าจิตของใคร มืดสนิทก็เรียกได้ว่าเป็นคนบ้าหรือคนคลุ้มคลั่งไปแล้ว เพราะว่าไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย ตัวรู้กับตัวหลงมันขับเคี่ยวกัน ตัวหลงพยายามครองจิตครองใจเรา โดยขับไล่ตัวรู้ให้หายไป ถ้า เราเห็นความสำคัญของการสร้างความรู้สึกตัว ก็จะต้องหาทาง ป้องกันไม่ให้ตัวหลงมาครองใจ ที่จริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรกับ ตัวหลงเลย เพียงแค่เพิ่มตัวรู้ให้มากขึ้นก็พอแล้ว เหมือนกับ ความมืด เราไม่ต้องไล่มัน เพียงแต่เราเพิ่มความสว่างให้มากขึ้น ความมืดก็หายไปเอง     อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าตัวหลงเป็นนักฉวยโอกาส มันฉลาดมาก เราจำเป็นต้องรู้ธรรมชาติ รู้นิสัย รู้อุบายของ ตัวหลง แต่ถ้าเราไม่รู้ธรรมชาติ ไม่รู้นิสัย ไม่รู้อุบาย เราก็อาจ จะโดนตัวหลงเล่นงาน ส่วนตัวรู้ที่สร้างขึ้นก็หดหายไปเพราะถูก ตัวหลงเข้ามาครอบงำ ความเป็นนักฉวยโอกาสของตัวหลงเราคงจะเห็นแล้ว ทั้งๆ ที่เรามาวัด ตั้งใจจะมาเพิ่มความรู้สึกตัว แต่ก็โดนความหลงเล่นงานอยู่บ่อย ๆ ขณะยกมือสร้างจังหวะเพื่อสร้างตัวรู้ให้ มากขึ้นก็ยังโดนตัวหลงเข้ามารังควาน มาครอบงำจิตใจ เวลา […]

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย สำหรับบางคนที่ชีวิตดูจะผูกพันกับการเดินทางมากเป็นพิเศษ จะเดินทางใกล้หรือไกล นอกจากประสบการณ์ที่จะได้รับจากการเดินทาง ภาพประทับใจต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่นักเดินทางหลายคนใฝ่หา ก็คือ การเดินทางที่ปลอดภัย ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังขอพึ่งตัวช่วย ด้วย คาถาเดินทางไกล หรือการสร้างหลักประกัน ให้แก่ตนเองและคนที่อยู่ข้างหลัง เช่น การทำประกันอุบัติเหตุและ ประกันชีวิตเอาไว้ เพราะหากพลาดพลั้งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ระหว่างเดินทาง ก็ยังพอจะมีหลักให้ยึดไว้ได้บ้าง     ขจัดอุปสรรค ความยากลำบาก และโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ตลอดจนความผันผวน ทางเศรษฐกิจ สังคม และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ อีกอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา บทสวดที่ขอแนะนำสำหรับช่วยคลายความกังวลจากปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ บทรัตนปริตร ซึ่งเป็นพระปริตรที่กล่าวถึง เหตุการณ์ครั้งพุทธกาล ในคราที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงหลายอย่าง ขึ้นในเมืองเวสาลี เช่น ฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง โรคระบาด โจรผู้ร้ายชุกชุม ภัยเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อยาวนานถึงเจ็ดรัชสมัย โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ชาวเมืองจึงประชุมกันและลงความเห็น […]

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ เราจะรู้ อริยสัจ 4 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ต่ออริยสัจ และปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้ หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน พระพุทธเจ้าตรัสกิจหรือหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 ไว้ครบถ้วน แล้วแต่ละอย่างดังนี้ หน้าที่ต่อทุกข์ คื อ“ปริญญา” แปลว่ากำหนดรู้รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ หน้าที่ต่อสมุทัย คือ “ปหานะ” แปลว่า ละหรือกำจัด หน้าที่ต่อนิโรธ “สัจฉิกิริยา” แปลว่า ทำให้แจ้ง คือบรรลุถึงนั่นเอง หน้าที่ต่อมรรค เรียก “ภาวนา” แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น     1) ทุกข์… เรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกขัง ปริญเญยยัง” ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เท่าทัน ภาษาพระ แปลกันว่า “กำหนดรู้” ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ปริญเญยยัง […]

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม – คราวหนึ่งในเมืองราชคฤห์เกิดอหิวาต์ระบาดหนัก สัตว์น้อยใหญ่และผู้คนพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก เศรษฐีและภรรยาคู่หนึ่งจึงบอกกับลูกชายของตนว่า “กุมภโฆสกลูกรัก การหนีโรคชนิดนี้ ท่านว่าต้องพังฝาเรือนไป (ออกทางประตูปกติไม่ได้) เจ้าจงทำอย่างนั้นเถิด อย่าห่วงใยพ่อแม่เลย และหากเจ้ายังไม่ตาย ก็จงกลับมาขุดเอาทรัพย์ซึ่งพ่อแม่ฝังไว้หาเลี้ยงชีพต่อไป” เด็กน้อยเชื่อฟัง ร้องไห้ไหว้พ่อแม่แล้วพังฝาเรือนหนีไปอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่งเป็นเวลาถึง 12 ปี เมื่อกลับมาเขาโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงไม่มีใครจำเขาได้ เขาเข้าบ้านไปขุดดูที่ฝังทรัพย์สมบัติ เห็นยังเรียบร้อยดีอยู่ เงินทั้งหมดมีอยู่ถึง 400 ล้านกหาปณะ เขาจึงคิดว่า “ใครๆ ก็จำเราไม่ได้ ถ้าเราขุดเงินออกมาใช้ ชาวบ้านจะสงสัยว่าเราเอาเงินมาจากไหน แล้วเดี๋ยวก็จะมาจับเรา เราควรเก็บเงินไว้ แล้วไปหางานทำดีกว่า” กุมภโฆสกได้งานเป็นยามปลุกคนงานตอนเช้ามืด มีเรือนพักเล็กๆ หลังหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียว เช้าวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารได้ยินเสียงของเขา โดยปกติพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้รู้เสียงสัตว์ทุกชนิด เมื่อได้ยินเสียงของเขา จึงตรัสว่า “นั่นเป็นเสียงของคนมีทรัพย์มาก” นางสนมคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ คิดว่าพระราชาคงไม่ตรัสอะไรเหลวไหล จึงให้คนไปสืบดู แต่กลับพบว่าเป็นเสียงของยามจนๆ คนหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารฟังเรื่องที่นางบอกแล้วก็นิ่งเฉยเสีย วันต่อมาพระองค์ยังคงตรัสเช่นเดิม นางสนมจึงทูลขอทรัพย์จากพระองค์หนึ่งพันกหาปณะเพื่อจะนำไปทำอุบายเอาทรัพย์จากชายผู้นั้นมาถวาย พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงมอบให้นางไป เมื่อได้เงินมาแล้ว นางสนมพร้อมกับลูกสาวก็แกล้งแต่งตัวปอนๆ ทำทีเป็นคนยากจนแล้วไปยังที่อยู่ของพวกคนรับจ้างและเข้าไปขอพักอาศัยในเรือนหลังหนึ่ง แต่เจ้าของปฏิเสธว่ามีคนอยู่มาก […]

ฆ่าอะไรแล้วเป็นสุข – บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ส.ชิโนรส

ฆ่าอะไรแล้วเป็นสุข – บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ส.ชิโนรส “งู” แม้เป็นสัตว์ที่มีพิษ แต่มันก็ไม่พ่นพิษอย่างพร่ำเพรื่อ เมื่อมันพ่นพิษครั้งใด หากไม่เพื่อฆ่าสัตว์เป็นอาหาร ก็เพราะความโกรธของมัน เราก็ไม่แตกต่างอะไรกับงูพิษมากนัก เรามักจะโกรธเวลาถูกคนอื่นกลั่นแกล้งยั่วยุ หรือเมื่อต้องเข้าแย่งชิงผลประโยชน์ แต่ไม่ว่าเราจะโกรธด้วยเหตุผลกลใด ความโกรธที่เรามีแต่ละครั้งจะทำให้ชีวิตเราสั้นลง ดร.เรดฟอร์ด วิลเลียมส์ (Redford Williams) แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ก ชี้ถึงผลการศึกษาคนที่ชอบโกรธว่า “คนที่โกรธอยู่เสมอมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้มากกว่าคนไม่ค่อยโกรธ” ดร.เรดฟอร์ดยังบอกอีกว่า “ผู้ที่โกรธเป็นประจำ มีอัตราการเสียชีวิตเร็วกว่าผู้ที่โกรธน้อย ผู้ที่โกรธบ่อยมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้โกรธน้อยมีอัตราการตายเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” ดร.เรดฟอร์ดได้ศึกษาและติดตามหาสาเหตุการเสียชีวิตของนักศึกษาแพทย์กว่า 20 ปี ก็พบผลเช่นเดียวกัน คือ “กลุ่มแพทย์ขี้โกรธมีแนวโน้มตายก่อนกลุ่มที่ไม่ค่อยโกรธ ในบรรดาแพทย์ 136 คน กลุ่มแพทย์ขี้โกรธตายถึง 16 คน ส่วนกลุ่มไม่ค่อยโกรธตายเพียง 3 คนเท่านั้น” ฉะนั้น งานศึกษาข้างต้นจึงบอกเราได้อย่างชัดเจนว่า “ความโกรธคือหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ความตายสำหรับมนุษย์” ความโกรธยังก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงต่าง ๆ ต่อชีวิตมนุษย์ […]

สมเด็จโตเทศน์เรื่อง 12 นักษัตรและอริยสัจ 4

สมเด็จโตเทศน์เรื่อง 12 นักษัตรและอริยสัจ 4 แท้ที่จริงแล้วธรรมเนียมการนับวัน เดือน ปี นักปราชญ์โบราณตั้งแต่ครั้งชมพูทวีปต่างบัญญัติขึ้นไว้ หมายเอาชื่อดวงดาวในอากาศมาตั้งแต่ชื่อ ดังนี้ 1. เอาชื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ รวม 7 ดวง มาตั้งแต่ชื่อวันทั้ง 7 วัน และให้วนไปวนมาทุกเดือนปี 2. เอาชื่อดวงดาวรูปสัตว์และดาวรูปสิ่งอื่น ๆ มาตั้งเป็นชื่อเดือนทั้ง 12 เดือน ดังนี้ เดือนเมษายน ดาวรูปเนื้อ เดือนพฤษภาคม ดาวรูปวัวผู้ เดือนมิถุนายน ดาวรูปคนคู่หนึ่ง เดือนกรกฎาคม ดาวรูปปูป่าหรือปูทะเล เดือนสิงหาคม ดาวรูปราชสีห์ เดือนกันยายน ดาวรูปนางสาวที่น่ารักใคร่ เดือนตุลาคม ดาวรูปคันชั่ง เดือนพฤศจิกายน ดาวรูปแมงป่อง เดือนธันวาคม ดาวรูปธนู เดือนมกราคม ดาวรูปมังกร เดือนกุมภาพันธ์ ดาวรูปหม้อ (จระเข้) […]

Dhamma Daily : ปกติคนเรากินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร

Dhamma Daily : โดยปกติ คนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร ถาม: พระอาจารย์ขอรับ โดยปกติคนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษาศีลข้อหนึ่งได้อย่างไร ตอบ: ถ้าจะรักษาศีลข้อนี้ก็ต้องไม่ฆ่าสัตว์ โดยต้องดูว่าเป็นสัตว์เป็นหรือสัตว์ตาย ต้องดูว่าเรามีเจตนาฆ่าหรือเปล่า คือถ้าซื้อสัตว์เป็นมาฆ่าทำอาหารเป็นปาณาติบาต ถ้าซื้อสัตว์ตายมาทำก็ไม่เป็นปาณาติบาต นอกจากนั้นก็ยังต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ ๕ ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง ปาโณ สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ สอง ปาณสญฺญิตา เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต สาม วธกจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะฆ่า สี่ อุปกฺกโม เราพยายามเพื่อจะฆ่า ห้า เตน มรณํ สัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้นๆ ถ้าครบทั้งหมดก็ถือเป็นปาณาติบาต ถาม: ถ้าเช่นนั้นคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ต้องรับบาปข้อนี้ไปเต็มๆ สิขอรับ ทั้งๆ ที่เขาประกอบอาชีพสุจริต ตอบ: ถ้าเราฆ่าสัตว์จะเป็นอาชีพหรือไม่ก็ผิดศีล เป็นปาณาติบาตทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่ได้ฆ่ามากินหรือไม่ได้จงใจฆ่าเพื่อเอาชีวิต มันก็ไม่ถือเป็นปาณาติบาต ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่เป็นตำรวจหรือทหารที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องประเทศ เมื่อมีข้าศึกมาก็ต้องป้องกันแผ่นดิน บางครั้งจึงอาจเกิดความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันกันอย่างนี้ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าผิดศีลหรือไม่จึงต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ถาม: […]

องค์ประกอบของ ชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนา

องค์ประกอบของ ชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนา การทำงานขององค์ประกอบทั้งหลายใน ชีวิตมนุษย์ มีลักษณะพิเศษกว่าวัตถุต่างๆ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ปัญญา เป็นต้น ทำให้มนุษย์มีการปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง และจัดการกับสิ่งอื่นภายนอกได้ด้วย ระบบการทำงานของชีวิตมนุษย์มีความพิเศษ ต่างออกไปจากระบบการทำงานของวัตถุต่างๆ เช่น รถยนต์ เป็นต้น แม้จะเคลื่อนไหวได้ แต่ก็ ไม่มีชีวิต ไม่มีเจตจำนงหรือเจตนา มันจะเคลื่อนไปไหนก็ต้อง มีคนมาขับขี่บังคับ ลำพังตัวมันองค์ประกอบทั้งหลายทั้งระบบ ก็ทำงานเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นๆ เท่าเดิม     แต่ระบบการทำงานของชีวิตมนุษย์ไม่ได้วนอยู่ในวงจรเท่าเดิม อย่างนั้น มนุษย์มีเจตจำนงหรือมีเจตนา และมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ปัญญา เป็นต้น ทำให้การเคลื่อนไหวของชีวิตมนุษย์มีการ ปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานของตัวมันเอง และจัดการ กับสิ่งอื่นภายนอกได้ด้วย   ชีวิตมนุษย์ ที่เป็นอยู่หรือดำเนินไปทั้งระบบนี้แยกองค์ประกอบ ได้ 3 ส่วนใหญ่ คือ   1. พฤติสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกโดยใช้ตา […]

keyboard_arrow_up