อุบายในการ ทำสมาธิ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

อุบายในการ ทำสมาธิ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เมื่อนั่งสมาธิจนจิตสงบ ให้เข้าไปกำหนดดูและพิจารณาร่างกายเวลาจิตสงบแล้ว ก็พุทโธบ้าง พิจารณาบ้าง (แต่ถ้าเราจะให้จิตสงบอย่างเดียวก็ไม่ต้องพิจารณา) พอสงบก็เริ่มพิจารณา หรือบางทีมันฟุ้งซ่านไม่สงบก็พิจารณาไปได้โดยอาศัยปัญญาอบรมสมาธิ พิจารณาอยู่ในกายไปตลอด เมื่อจิตสงบได้แล้วจะละเอียด จะเห็นชัดขึ้น การกำหนดอยู่ในกายเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เรียกว่ากายานุปัสสนา หรือกายคตาสติ มีสติอยู่กับกายก็เกิดความสงบได้ มีสติอยู่กับลมหายใจก็เกิดความสงบได้ ทำสมาธิและปัญญาพร้อมกัน คือการเข้าไปกำหนดรู้กายและพิจารณากายพร้อมกัน ลองฝึกอย่างนี้ก็ใช้ได้ หรือเวลานั่งสมาธิให้สงบอย่างเดียวก็คือหายใจกำหนดพุทโธ ถ้าพุทโธห่างมันไม่สงบ ก็ให้กำหนดพุทโธถี่ ๆ ไม่คิดเรื่องอื่น ให้นึกในใจว่า พุทโธ ๆๆ อยู่ในจิตเรา อยู่ในกายเรา อย่าให้จิตแวบออกไป พอจิตจะแวบออกไปให้ดึงมาที่พุทโธ ๆ ไม่นานก็สงบ นี่เป็นอุบายสำหรับจิตพยศ เปรียบได้เหมือนกับเราฝึกม้าพยศ เมื่อไม่เชื่องก็ต้องหวดต้องตี จิตของเราก็เหมือนฝึกม้า ต้องเอาพุทโธเข้าไปตีบ่อย ๆ เอาพุทโธไปแนบ เราคิดแต่พุทโธแล้วจิตจะไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร พอจิตจะไปโน่นไปนี่ ดึงมันมาพุทโธถี่ ๆ สมมติจิตจะไปอเมริกานี่เราดึงมาพุทโธถี่ ๆ พอรู้สึกว่าจิตสงบแล้วเราก็หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ ไปตามปกติ […]

ฝึกสมาธิภาวนา : สัจธรรมสากลสำหรับคนทั้งโลก โดย ว.วชิรเมธี

การ ฝึกสมาธิภาวนา นี้ เรามักเข้าใจว่าเป็นของชาวพุทธ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมที่มีอยู่ในโลกก่อนการมาถึงของพระองค์

การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกัน สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี?

การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกันเลย สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี เพราะแต่และสำนักก็ล้วนแต่กล่าวว่าตรงตามทางตถาคตทั้งสิ้น

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควร ยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควรยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก ถาม: ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับคำสอนที่ว่าคนเราไม่ควร ยึดติด ตัวเรา ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดติดความสุข ความทุกข์ หรือยึดติดในอารมณ์ใดๆ และไม่ควรมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดให้มาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตคงจะราบเรียบมาก แล้วเราจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรกันคะ ตอบ: คำสอนเรื่อง “การไม่ยึดติด” นั้นเป็นคำสอนขั้นลึกของพุทธศาสนา ถ้าหากคนไม่เข้าใจความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสอนเรื่องนี้ก็จะปฏิบัติไม่ถูก พอปฏิบัติไม่ถูก แทนที่จะมีความสุขก็อาจจะมีความทุกข์ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจมองเห็นไปว่าคำสอนเรื่องนี้ไม่น่าจะดีหรือไม่น่าจะมีประโยชน์ เบื้องต้นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมท่านจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ทุกความ ยึดติด จะมีผลข้างเคียงเป็นความทุกข์เสมอ ถามต่อไปว่า ทำไมจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใครไป ยึดติด เข้า พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทุกข์เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่มียศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร แล้วยึดติดว่าสิ่งนี้จะอยู่กับตัวเองไปตลอดเวลา แต่วันหนึ่งพอถูกถอดยศ กลายเป็นคนเคยรวย พอชื่อเสียงเริ่มลดลง พอบริวารหดหาย  จิตใจที่ยึดติดก็จะรับความจริงไม่ได้ ครั้นไม่ยอมรับความจริงคือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ความทุกข์ตรมขมไหม้ก็ตามมา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความเข้าใจว่ายศ ทรัพย์อำนาจ ชื่อเสียง บริวารเป็น “อนิจจัง” เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา เมื่อสิ่งเหล่านี้แสดงความไม่จีรังให้เห็น แทนที่จะทุกข์เพราะหลงยึดติดก็กลับกลายเป็นว่าสามารถยอมรับความจริงได้ ไม่ทุกข์ ยิ้มรับความผันผวนปรวนแปรได้อย่างสงบ และไม่ตีโพยตีพายมองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจเหมือนคนที่ยืนมองดูน้ำไหลอยู่บนตลิ่ง ไม่นึกเสียดายน้ำที่ไหลผ่านไปแม้จะมากมายเพียงไหนก็รู้สึกเฉยๆ คนที่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งว่าตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไร แต่คำว่า “ไม่ยึดติดกับอะไร” ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องมีอะไร ตรงกันข้าม เขายังคงมี ยังคงเกี่ยวข้องกับยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร บ้าน รถ ครอบครัว ลูก เมีย สมบัติข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างคนที่ “รู้เท่าทัน” เปรียบเหมือนคนที่กินปลาทูโดยรู้อยู่ว่าปลาทูนั้นมีก้าง แต่ไม่ยอมให้ก้างตำคอ ตำมือ เพราะเขา “รู้เท่าทัน” มันเสียแล้วนั่นเอง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ท่านสอนให้ไม่ยึดติดก็เพราะเราไม่อาจยึดอะไรเอาไว้ได้อย่างถาวร ที่ไม่อาจยึดเอาไว้ได้อย่างถาวรก็เพราะสิ่งต่างๆ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง (อนิจจตา) การไม่ยึดติดไม่ได้หมายความว่าไม่มี ไม่ใช้ ไม่เกี่ยวข้องแต่ยังคงมี ยังคงใช้ ยังคงเกี่ยวข้อง แต่เป็นการมีใช้และเกี่ยวข้องอย่างคนที่มีปัญญา ไม่หลง ไม่ยึดติดอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ของเหล่านั้นอย่างคนที่ใช้ไฟฉายสำหรับส่องทาง พอใช้เสร็จก็วาง ไม่ยึดไว้ ถือไว้ตลอดเวลา จำกันง่ายๆ ว่า “สรรพสิ่งคือของใช้  อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน” ส่วนการไม่ยึดติดจะทำให้ชีวิตจืดหรือไม่ คำตอบก็คือเปล่าเลย ตรงกันข้าม คนที่ไม่ยึดติดเพราะรู้ทันความจริงของสิ่งต่างๆ นั้น กลับมีชีวิตที่มีชีวาอย่างยิ่ง มีความสุขความเจริญอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงครองเป็นปกติอยู่ได้ ยังคงยิ้มได้ ไม่ทุกข์ ไม่ห่อเหี่ยว ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาสิ้นหวัง หดหู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มรับอย่างมีชีวิตชีวาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะมี จะเป็น จะบริโภค จะเผชิญกับอะไรก็ตามเขาก็รู้เท่ารู้ทัน ปล่อยลง ปลงได้ ชีวิตจึงไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ พอปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็ยิ่งมีความสุขความเจริญ ไม่ใช่กลายเป็นคนเฉยๆ อย่างที่เข้าใจกันมาแต่อย่างไร ลองดูพระ-พุทธเจ้าสิ ท่านไม่ยึดติดอะไรเลย แต่ถามว่าพระองค์มีความสุขไหม คำสอนเรื่องการไม่ยึดติดนั้นต้องใช้ปัญญาจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง หากปราศจากปัญญา พอทำท่าว่าจะไม่ยึดติดก็อาจจะกลายเป็นการ “ยึดติด” ในความ “ไม่ยึดติด” ก็เป็นได้   ธรรมะจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) […]

3 ลัทธิ ที่ชาวพุทธพึงทราบว่า “ไม่ใช่พระพุทธศาสนา” – ว.วชิรเมธี

ลัทธิ ทั้งสามต่อไปนี้ เป็นลัทธิที่ชาวพุทธนิยมนำไปปะปนเข้ากับพุทธศาสนา จนแยกแยะไม่ออก ได้แก่ ลัทธิกรรมเก่า ลัทธิพระเจ้าบันดาล ลัทธิบังเอิญ

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ แม้การปฏิบัติธรรมจะเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อฝึกจิตให้พร้อมที่จะมีสติทุกเมื่อ แต่ก็มีนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่ยังปฏิบัติผิดทาง ทำให้แทนที่จะได้สติ กลายเป็นขาดสติยิ่งขึ้น พวกที่หนึ่ง เป็นพวกชอบเผลอ เหม่อ เอ๋อ ใจลอย จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ หลงดู หลงฟัง หลงกลิ่น หลงรส หลงสัมผัสทางกาย และหลงหรือไหลไปกับความคิด อยู่ในโลกแห่งความคิดจินตนาการเพ้อฝันต่าง ๆ การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางไปสู่ภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน พวกที่สอง เป็นพวกชอบบังคับกาย บังคับใจ เกร็ง เพ่ง บังคับทั้งกายและใจ ต้องการเอาชนะ ต้องการจะควบคุมให้ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นตามที่ต้องการ ไม่อยู่ในอำนาจ ก็เกิดโทสะ หงุดหงิด โมโห อึดอัด ลนลาน ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย กระวนกระวาย จิตใจกลัดกลุ้มรุ่มร้อน และเมื่อรู้ว่าโทสะเกิดก็จะพยายามเข้าไปบังคับโทสะเพื่อให้โทสะดับไป หายไป กลายเป็นเกิดโทสะกับโทสะที่เกิดขึ้นอีกทีหนึ่ง โมโหกับความโมโห หงุดหงิดกับความหงุดหงิด อึดอัดกับความอึดอัด เป็นต้น การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางสู่ภพภูมิสัตว์นรก พวกที่สาม […]

เคล็ดลับ การภาวนา “พุท – โธ” ให้จิตรวมตัวอย่างฉับพลัน โดย ส. ชิโนรส

อยากเร่งให้จิตสงบไวด้วย การภาวนา “พุท – โธ” เราควรรู้เคล็ดลับ 2 ประการ คือ ศรัทธาที่แรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะต้องเชื่อมั่นในพระพุทธองค์อย่างแรงกล้า แม้กระทั่งชีวิตก็ยอมมอบให้ได้ เรียกว่า “ตถาคตโพธิศรัทธา” ศรัทธาชนิดนี้จะมีปาฏิหาริย์ที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง ดึงจิตผู้ปฏิบัติให้รวมตัวนิ่งเป็นสมาธิได้อย่างฉับไว แต่หากผู้ปฏิบัติไม่มีศรัทธาชนิดนี้แล้ว การนึกถึงพุทธคุณจะสำเร็จได้ยาก ภาวนาในเวลาคับขัน ผู้ปฏิบัติอยู่ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น อยู่ต่อหน้าเสือ อยู่ในถ้ำที่เสืออยู่ หรือถูกฝูงช้างป่าล้อม เป็นต้น การภาวนา “พุท – โธ” หรือนึกถึงพุทธคุณในสถานการณ์เช่นนี้ได้ผลดีวิเศษสุด จิตจะรวมตัวพรึบลงอย่างฉับพลัน เคล็ดลับนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ใช้เสมอในการอบรมพระเณร เช่น ให้ไปภาวนาในถ้ำที่มีเสือ หรือให้ไปภาวนาในป่าเปลี่ยวอันตรายรอบด้าน ลูกศิษย์ลูกปู่มั่นหลายรูปจึงสำเร็จสมาธิชั้นสูง พบกับความมหัศจรรย์ทางจิตอย่างไม่มีประมาณ ผู้เขียนคุยกับอุบาสิกาที่สำเร็จสมาธิขั้นสูงคนหนึ่ง นางเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “สำเร็จสมาธิขั้นสูงเพราะภาวนาพุทโธขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขั้นชีวิต” ตัวนางไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ไม่รู้ว่าฌานเป็นอย่างไร วันหนึ่งนางอุ้มลูกน้อยแบเบาะเข้าไปหากินในป่าลึกทางจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเดินหาของป่าจนเมื่อย นางจึงแวะนั่งพักอยู่บนขอนไม้แห่งหนึ่ง วางลูกน้อยไว้ข้างตัว นางหลับตาพักผ่อนได้พักใหญ่ก็ได้กลิ่นสาบสางของสัตว์ร้ายกระทบเข้าที่จมูก รู้ว่าใกล้เพียงแค่วาเดียวเท่านั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นก็ตกใจจนช็อก ผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้านางแค่ 2 เมตรคือเสือโคร่งตัวเบ้อเร่อนั่นเอง […]

“รู้แล้ววาง” คือ “ทางพ้นทุกข์” ข้อธรรมให้แง่คิดโดย ส. ชิโนรส

ท่าน ส. ชิโนรส ได้แสดงข้อธรรมให้แง่คิดในเรื่องของการพ้นทุกข์ไว้ดังนี้ ธรรมชาติของกายและใจตามเป็นจริง คือ “มันเป็นอย่างนั้นเอง” กายและใจ รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด มีแต่เกิดกับดับ เกิดกับตายทุกวินาที (อนิจจัง) มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ บีบคั้น บีบบังคับให้ต้องเกิด – ดับอยู่ตลอดเวลา (ทุกขัง) และไม่มีใครมีอำนาจสั่งให้เป็นไปตามความต้องการ ไม่มีตัวกูของกูที่แน่นอน ไม่มีค่าที่ตายตัวเที่ยงแท้ ว่างเปล่าจากตัวตน (อนัตตา) “อนิจจัง – ทุกขัง -อนัตตา” คือ ธรรมชาติแท้ของกายและใจมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ผู้เจริญวิปัสสนาเคยเห็นธรรมชาตินี้มาแล้ว ก่อนที่ยังไม่พ้นวิปัสสนูปกิเลส แต่ตอนนั้นสติปัญญายังไม่แจ่มแจ้งเต็มร้อย เพราะวิปัสสนูปกิเลสทำให้เขว และยังมีความสงสัยคลำหาทางออกไม่พบ แต่ตอนนี้มองเห็นได้แจ่มแจ้งแล้วว่า “กายและใจมันเป็นอย่างนี้เอง เราหนีธรรมชาตินี้ไม่พ้น ต้องยอมรับมัน” การเห็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาได้ชัดเจนกว่ากันหรือไม่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บุญใครบุญมัน ผู้ที่มีความเชื่อเลื่อมใสมาก (ศรัทธา) จะเห็นการเกิด – ดับได้ชัดเจน ผู้ที่มีความเพียรมาก (วิริยะ) จะเห็นความทุกข์ได้ชัดเจน ส่วนผู้ที่มีปัญญามาก (ปัญญา) จะเห็นอนัตตาความว่างได้ชัดเจน […]

ในวัดควร มีสัตว์เลี้ยง หรือนําสัตว์เลี้ยงเข้าไปหรือไม่ โดย ณัฐพบธรรม

ณ วัดแห่งหนึ่ง ปกติในวัดไม่ มีสัตว์เลี้ยง ใดๆ และที่หน้าประตูวัดก็มีป้ายห้ามนําสัตว์เลี้ยงเข้ามาในวัด แต่ช่วงหลังผมเริ่มเห็นทั้งแมวและสุนัขในวัด คาดว่าน่าจะเป็นคนที่ไปอยู่วัดเลี้ยงเอาไว้ด้วยใจที่มีเมตตา 1 นอกจากนี้เราคงเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับสุนัขแสนรู้ที่ช่วยพระบิณฑบาต ภาพที่ดูน่ารักดังกล่าวนํามาสู่ความอยากเล่าให้ฟังว่า ในวัดควรมีสัตว์เลี้ยงหรือไม่ เราควรนําสัตว์เลี้ยงเข้าวัดหรือไม่ เพราะอะไร 2 แน่นอนว่า หากมองในมุมของการช่วยเหลือสัตว์ การได้บุญและความมีเมตตา การให้อาหารและที่อยู่อาศัยกับสัตว์ก็เป็นสิ่งที่สมควรทําอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หากนําเรื่องสถานที่มาพิจารณาร่วมด้วย การกระทําที่ถือว่าดีต่อสัตว์ อาจไม่ใช่การให้พวกเขาอยู่ในวัด 3 หลายคนพอได้อ่านประโยคดังกล่าว อาจเกิดความรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะพระพุทธศาสนาสอนเรื่องความเมตตาและการทําบุญ วัดซึ่งเป็นสถานที่เผยแผ่คําสั่งสอนจึงควรมีเมตตาด้วยการเลี้ยงสัตว์และให้ที่พักอาศัย และหากสัตว์เลี้ยงบางตัวมีจิตอนุโมทนาในขณะที่มีคนทําบุญ หรือฟังธรรมและจิตน้อมตามบทธรรมเขาก็จะได้บุญด้วย การนําสัตว์เลี้ยงเข้าวัดจึงเป็นสิ่งที่ควรทํา 4 ก่อนอื่นผมต้องขอสนับสนุนว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับความเมตตาและเรื่องบุญนั้นถูกต้องแล้วแต่ความเข้าใจดังกล่าวทําให้ลืมพิจารณาองค์ประกอบอื่นซึ่งมีความสําคัญเช่นกัน จึงทําให้เจตนาที่ดีนั้นกลับกลายเป็นการทําร้ายสรรพสัตว์โดยไม่รู้ตัว 5 องค์ประกอบสําคัญที่ผมกล่าวถึงคือ บาปที่สรรพสัตว์มีโอกาสได้รับเมื่ออยู่ในวัด เพราะสัตว์เหล่านี้ต้องขับถ่าย ซึ่งทําให้วัดสกปรก หรือสัตว์บางตัวอาจกัดหรือข่วนทําให้ทรัพย์สินของวัดเสียหาย การกระทําดังกล่าว ได้บาปหนักมาก ๆ เพราะเป็นการทําให้ของสงฆ์สกปรกเสียหาย 6 บางครั้งการส่งเสียงของสัตว์ตามสัญชาตญาณทั่วไปก็รบกวนการปฏิบัติธรรมหรือการจําวัดของพระ บางครั้งสัตว์อาจกัดหรือทําร้ายพระ ซึ่งก็จะได้บาปหนักมาก 7 ในขณะเดียวกันสัตว์บางตัวอาจรบกวนหรือกัดคนที่ไปทําบุญ หรือการที่ในวัดมีสัตว์บางชนิดอาจทําให้บางคนที่ไม่ชอบสัตว์ดังกล่าวไปวัดอย่างไม่มีความสุข ขาดความสงบและไม่อยากไปทําบุญ การขัดขวางการทําบุญดังกล่าวก็ทําให้สัตว์เหล่านั้นมีโอกาสได้บาปเช่นกัน (สัตว์ทําบุญก็ได้บุญ […]

เบญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ เล่าขานตํานาน หลวงพ่อลอยน้ำ 5 องค์

เบญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ เล่าขานตำนาน หลวงพ่อลอยน้ำ 5 องค์ ตามตํานานกล่าวว่า พี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา และสําเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน จึงพร้อมใจกันตั้งสัจอธิษฐานว่า “เกิดมาชาตินี้จะขอบําเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน” 1 เมื่อพระอริยบุคคลทั้ง 5 ดับขันธ์แล้ว ก็เข้าสถิตอยู่ในองค์พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ ด้วยปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนที่อยู่ทางใต้ จึงลอยน้ำลงมาตามแม่น้ํา 5 สาย 2 เมื่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ํำเห็นพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ลอยน้ํำมา ต่างพากันเลื่อมใส จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นประดิษฐานที่วัดใกล้กับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ํำ ดังนี้ 3 • หลวงพ่อโสธร ลอยมาตามแม่น้ํำบางปะกง ประดิษฐานที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อําเภอเมืองฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา 4 • หลวงพ่อโต ลอยมาตามแม่น้้ำเจ้าพระยา ประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ในอําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 5 • หลวงพ่อบ้านแหลม ลอยมาตามแม่น้ํำแม่กลอง ประดิษฐานที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) อําเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม 6 • […]

หมอชีวกโกมารภัจจ์ คนที่สังคมต้องการ

เมื่อพิจารณาประวัติของบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาล ชีวิตของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ดูจะเป็นเรื่องราวที่ตอกย้ำคำพูดที่ว่า“ปัญญาเหนือโชคชะตา”ได้เป็นอย่างดี

Dhamma Daily : สาเหตุของ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดจากอะไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดจากอะไร และในทางพระพุทธศาสนา ภัยพิบัติเหล่านี้มีที่มาอย่างไร ซีเคร็ตมีคำตอบมาฝาก

วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร แหล่งปฏิบัติธรรม ชำระจิตใจ กลางกรุง

วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2396 เป็นวัดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง

Dhamma Daily : วิธีฝึกนั่งสมาธิ เบื้องต้น สำหรับคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ง่าย

ถาม : ผมเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ง่ายๆ ชอบโทษตัวเอง อยากหาวิธีแก้ และ วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น รบกวนขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ด้วยครับ

สิทธิที่จะตายอย่างสงบ – ธรรมะของพระไพศาล วิสาโล

สิทธิที่จะตายอย่างสงบ – ธรรมะของพระไพศาล วิสาโล เขมานันทะ นักเขียนและศิลปินที่หลายคนนับถือเป็นครูทางจิตวิญญาณ ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งประทับใจมากในวัยเด็ก คือเมื่อทวดของท่านสิ้นลม ตอนที่ท่านจากไปนั้น “ท่านนั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือน ใบหน้าอิ่มเอิบ ผิวงามผู้ใหญ่บอกให้ผมเข้าไปกราบใกล้ๆ ผมไม่รู้สึกกลัวเลย” เขมานันทะยังเล่าถึงป้าวัย 93 เมื่อจะสิ้นลม ท่านรู้ตัวดีสั่งให้ไปตามพระเก้ารูปมาสวดชยันโต ท่านจากไปโดยพนมมืออยู่บนอกขณะที่พระกำลังสวดมนต์   การตายอย่างสงบนั้นมิใช่สิ่งเหนือวิสัยของปุถุชน และไม่ได้จำกัดเฉพาะภิกษุผู้ทรงศีลเท่านั้น   แม้คนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงความสงบในวาระสุดท้ายได้ จะเรียกว่านี่เป็นสิทธิของทุกคนก็ว่าได้ แต่ไม่มีสิทธิอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ต่อเมื่อทำหน้าที่ครบถ้วน เราจึงจะได้สิทธินี้มา   การตายนั้นเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต หากเราทำหน้าที่นี้ด้วยดี   เราจึงจะได้สิทธิในการตายอย่างสงบ ปัญหาก็คือคนทุกวันนี้ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีหน้าที่ดังกล่าว หรือถึงจะยอมรับแต่ก็พยายามบ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยง หรือผัดผ่อนตลอดเวลา เพียงแค่ระลึกถึงความตายที่จะต้องเกิดขึ้นกับตน คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากทำแล้ว อ้างว่าเป็นเรื่องไกลตัวบ้าง เป็นอัปมงคลบ้าง ผลก็คือเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงตายอย่างกระสับกระส่ายทุรนทุราย   การทำหน้าที่ต่อความตาย ประการแรกหมายถึง การยอมรับว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องตาย   ความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น เขมานันทะเล่าถึงป้าผู้ชราว่า เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีญาติวิ่งตื่นตกใจมาบอกว่าหลานผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ท่านฟังจบก็พูดเบาๆว่า“มึงเคยเห็นคนไม่ตายบ้างเหรอ” ประการต่อมาคือ การเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายอยู่เสมอ เพราะความตายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ “เตรียมตัว”หมายถึงการทำสิ่งสำคัญในชีวิตให้แล้วเสร็จ […]

Dhamma Daily : ธรรมะข้อใดช่วยให้ลูกหายจาก โรคสมาธิสั้น

มีธรรมะข้อใดบ้างไหมคะที่จะสามารถช่วยให้ลูกสาว หายจากโรคสมาธิสั้น ได้ ? เรื่องนี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำแนะนำ

อยู่คนเดียวให้ได้ แง่คิดธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

อยู่คนเดียวให้ได้ แง่คิดธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ เห็นท่านนะ ไม่เหมือนฆราวาส ฆราวาสอายุเยอะขึ้น แค่เกษียณอายุก็แย่แล้วละ เกษียณอายุใจก็เศร้าหมองแล้ว เคยมีอํานาจก็ไม่มี รายได้ก็ลดลง อะไรอย่างนี้ ลําบาก กลุ้มใจ กลุ้มใจแล้วก็เลยคิดมาก 1 ทําไมลูกไม่มาเยี่ยม หลานไม่มาเยี่ยม โกรธมันอีก พอมันมาก็ด่ามัน มันก็ยิ่งกลัวหนักใหญ่ มันไม่มาเลย คราวนี้ไม่มาก็เที่ยวด่ามันลับหลังอีก ใจเต็มไปด้วยโทสะ ไม่มีความสุข พวกเราเตรียมตัวไว้นะ วันข้างหน้าตอนที่เราแก่ มันไม่มีแล้ว ระบบครอบครัวแบบโบราณ อยู่ตัวคนเดียวแทบทั้งนั้น อยู่กันสองคนบ้าง อยู่คนเดียวบ้าง 2 วันข้างหน้าเราจะเหงา เราจะว้าเหว่ “ถ้าเราภาวนาไม่เป็น” เหมือนพวกฝรั่งแก่ ๆ ถึงมีเงินก็เหงา คุยกับหมา คุยกับแมวไปวัน ๆ คุยกับคนไม่ได้ ไม่มีใครคุยด้วย ต่างคนต่างอยู่ 3 วันข้างหน้าพวกเราก็จะเหงามากนะ “ต้องฝึก” ฝึกการอยู่คนเดียวให้ได้ ที่จริงเราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่กับธรรมะ 4 […]

สนทนาธรรมร่วมสมัย ระหว่าง “พระนักเผยแผ่รุ่นใหม่” และ “ลูกศิษย์สุดแนว”

ฉบับนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ได้มาให้ความรู้ทางธรรมและตอบข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้โดยมีลูกศิษย์สุดแนว ป๊อด – ธนชัย อุชชิน เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามสุดจี๊ด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งทางโลกและทางธรรมกับพระอาจารย์ ก่อนการสนทนาธรรม Secret ได้ซักถามถึงความเป็นมาในการทำงานร่วมกันทั้งทางโลกและทางธรรมระหว่างพระอาจารย์และลูกศิษย์ ย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณป๊อดและพระอาจารย์พบกันได้อย่างไรคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : เจอกันครั้งแรกที่สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ประเทศเนปาล เมื่อก่อนอาจารย์ก็แทบไม่รู้จักป๊อดเลย แต่เคยได้ยินชื่อบ้าง เพราะเราเป็นพระสายปฏิบัติความเคลื่อนไหวทางโลกหายไป ช่วงที่อาจารย์พาคณะลูกศิษย์ไปอินเดีย และเดินทางไปที่เมืองลุมพินี ในประเทศเนปาลได้มาเจอป๊อดที่ที่พักโดยบังเอิญ หนึ่งในลูกศิษย์ที่ไปด้วยกันเป็นรุ่นพี่ของป๊อดที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ จึงชวนป๊อดมารู้จักพระอาจารย์ ป๊อด : ครับ รุ่นพี่คนนั้นชื่อ พี่ใหญ่ เจอกันโดยบังเอิญที่ที่พัก พี่เขาชวนมากราบพระอาจารย์ ผมก็เข้าไปกราบท่านพอได้เจอท่าน ท่านก็ชวนคุย แล้วพี่ใหญ่ก็แนะนำว่า “คนนี้ชื่อป๊อด เป็นนักร้องที่เรานำเพลงเขามาใช้ในคอร์สปฏิบัติธรรมครับ” ผมดีใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าเพลงของเรานำไปใช้ในสถาน-ปฏิบัติธรรมได้ด้วย จากนั้นท่านได้มอบหนังสือที่ท่านเขียนให้ผมนี่เป็นครั้งแรกที่พบท่านครับ วันนั้นคุณป๊อดก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดวันเดียวกับพระอาจารย์ด้วย ป๊อด : วันนั้นอยู่ ๆ พระอาจารย์ก็ถามว่าผมเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร ปีอะไร ผมตอบไปว่า 24 พฤษภาคม 2514 ท่านก็ว่า “อ้าว ตรงกับอาตมาเลย” เลยได้รู้ว่าเกิดวันเดียวกับท่าน คุณป๊อดเข้ามาช่วยงานพระอาจารย์ได้อย่างไรคะ ป๊อด : หลังจากนั้น คุณจอม (ปรียวิศว์ โยธีพิทักษ์) ลูกศิษย์ท่านก็โทร.มาหา บอกว่าพระอาจารย์เชิญไปแลกเปลี่ยนมุมมองในคอร์สปฏิบัติธรรมของท่าน และให้เอากีตาร์มาเล่นดนตรีด้วยปกติผมเล่นคอนเสิร์ตให้คนสนุก กระโดดตัวลอย เฮฮาครั้งนั้นเล่นให้ผู้ชมที่ใส่ชุดขาว นั่งกับพื้นดู และทุกคนดูสงบถือเป็นมิติใหม่ในการแสดงดนตรีของผมมาก (หัวเราะ) พระอาจารย์ให้คุณป๊อดมาช่วยงานด้านไหนคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเขาก็เหมือนเทศน์กัณฑ์บทเพลง บทธรรม ถ้าฟังดี ๆ ก็เหมือนเทศน์กัณฑ์หนึ่งเลยนะคนทั่วไปอาจไม่ได้สนใจหรือตรึกตรองตรงนี้เท่าไร แต่พอทีมงานนำเพลงมาใช้ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม เราเอาเพลงเขามาทำเป็นสื่อการสอน เช่น เพลง “มา” ที่มีเนื้อร้องว่า “ทุกอย่างแล้วก็ว่างเปล่า ทุกสิ่งเพียงแค่ชั่วคราว เมื่อเห็นทุกข์ในเรื่องราวและรู้ว่าทุกสิ่งต้องปวดร้าว” นี่เป็นหลักธรรมตั้งแต่ไตรลักษณ์หลักอริยสัจ เชื่อมโยงไปถึงวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงมองว่าน่าจะมาทำงานเผยแผ่ธรรมะร่วมกันได้ เพื่อเสริมให้คนทั่วไปเห็นว่าธรรมะแฝงอยู่ทั่วไป ทั่วทุกอณูในชีวิต และทุกอย่างในโลก ในฐานะศิลปินเขาก็แฝงบทธรรมเหล่านี้ไว้ จึงขอให้เขามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางธรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นเวลามีคอร์สปฏิบัติธรรมจึงเชิญเขามาเสริมด้านเนื้อธรรม แก่นธรรม โดยเฉพาะหลัง ๆ มีคนรุ่นใหม่มาเข้าคอร์สกันมาก ถ้าเขาได้ฟังบทเพลงธรรมะประกอบก็จะปรุงจิตให้อ่อนโยน นี่แค่เพลงเดียวเองนะ เพลง “มา” ที่พระอาจารย์พูดถึงนี้ คุณป๊อดได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากไหนคะ ป๊อด : หลังจากผมบวชประมาณ 4 เดือนครึ่ง เมื่อกลับมาเป็นฆราวาสก็ตรึกตรองดูว่าเราเข้าใจอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนบ้าง จึงได้เขียนเพลง “มา” ซึ่งผมซ่อนความหมายในเนื้อเพลงไว้ว่า “(พระพุทธเจ้า) มาทำให้ฉันมีความสุข ในโลกที่ไม่เคยหยุด และไม่เคยรู้มาก่อน มาทำให้ฉันมองดูใหม่ ลึกลงไปในจิตใจ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ผมซ่อนความหมายนี้เอาไว้เนียน ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเราแต่งเพื่อบอกตัวเอง ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปสอนใคร เราแค่เข้าใจอะไรก็เขียนเป็นเพลง เพื่อสอนใจตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มา” “ตาสว่าง” หรือเพลงอื่น ๆ ผมเพียงคิดว่าหากเพลงนี้ไปตรงกับชีวิตใคร แล้วทำให้เขาตาสว่างขึ้นด้วยนับเป็นเรื่องดี จนกระทั่งลูกศิษย์พระอาจารย์มาถอดรหัสและนำไปใช้ ซึ่งผมก็ดีใจที่สุดท้ายแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาปฏิบัติธรรม การสนทนาธรรม ป๊อด : ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานในวงการบันเทิงมักได้ยินคำถามที่ว่า คนที่ทำอาชีพแบบนี้ คือในวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดง ทำให้คนเกิดกิเลส ผิดศีล พระอาจารย์เห็นอย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ลองตัดคำว่า “อาชีพแบบนี้” ออกไปก่อน และมองว่าอกุศล กาม หรือแม้แต่โทสะ หรือกิเลสอื่น ๆ ล้วนเกิดขึ้นที่ ใจเรา ไม่ได้เกิดขึ้นที่การเป็นนักร้องนักแสดง สิ่งสวยงามในโลกนี้ไม่ใช่กาม ทุกอย่างเป็นกลาง ๆและเป็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เราเน้นดูที่ “ข้างใน”เพราะเรายังต้องอยู่กับโลก ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คนส่วนมากมองว่า การละเล่น การแสดง การละครทำให้คนเกิดกิเลส เกิดอกุศล ถ้าตอบว่า “ใช่” แล้วอาชีพอื่นและสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้ล่ะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เกิดอกุศลเลยหรือ นอกจากนักร้อง นักดนตรี และนักแสดงแล้วสิ่งอื่น ๆ คุณไม่เคยมองเห็นโทษเลยใช่ไหม เช่น การช็อปปิ้งการกิน ไม่เป็นกิเลสเลยหรือ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราดูเจตนาข้างใน แม้แต่ผู้ที่ทำอาชีพบันเทิงก็ต้องดูว่ามีจุดมุ่งหมาย ความตั้งใจจะสื่ออะไรให้ผู้ชม ผู้ฟัง มีเจตนาที่จะมอมเมาหรือยั่วให้คนที่ยังไม่เกิดโลภะให้มีโลภะ หรือที่ยังไม่เกิดโทสะก็ทำให้เกิดโทสะ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นอกุศล ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีเจตจำนงสนับสนุนให้เกิดการตื่น ตาสว่าง เกิดปัญญา เข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรมว่า ทุกสิ่งเพียงชั่วคราว ทุกอย่างแล้วว่างเปล่า หากเป็นเช่นนี้ตอบได้เลยว่าไม่ผิดศีล เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเรามีเจตนาเช่นไร   ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมสำหรับคนในวงการบันเทิงหรือทำงานกลางคืนอย่างไรบ้างครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : อาจารย์พูดเสมอว่า การปฏิบัติธรรมไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ทำอะไรก็ทำไป แต่ไม่ไปจากธรรม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอะไร แต่อยู่ที่ว่ามีธรรมอยู่หรือเปล่าถ้าธรรมไม่อยู่แล้วก็ไม่น่าทำ เพราะธรรมไม่อยู่แล้วจะเป็นกรรม ถ้ายังเลิกทำอาชีพแบบนี้ไม่ได้ก็ให้มีธรรมประจำใจ เช่นสมาธิ สติ หรือกุศลอื่น ๆ โดยเฉพาะธรรมภาคปฏิบัติ เช่นการกลับมาดูลมหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างการทำงาน ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือทำอาชีพอะไรก็ตาม แม้จะไม่ได้บริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาที่กลับมาอยู่กับลมหายใจ จิตก็มีที่ตั้ง มีสติ มีสมาธิ เรียกว่า ธรรมยังประกบอยู่กับโลก ต่อให้อาชีพนั้นเป็นบาป เป็นอกุศล แต่ถ้าคุณไม่ได้เอาจิตไปอยู่กับงานตรงนั้นทุกวินาที ทุกนาที หรือทุกชั่วโมง โดยมีบางช่วงที่ถอนจิต ถอนความรู้สึกให้มาอยู่กับกุศล ให้ใจสงบ ร่มเย็นธรรมก็ยังมีส่วนร่วมกับโลก เมื่อธรรมอยู่กับโลก ธรรมก็คุ้มครองโลก ป๊อด : การปฏิบัติเช่นนี้น่าจะเหมาะกับทุกคนทุกอาชีพใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ส่วนมากจะเน้นอาชีพที่ล่อแหลมเมื่อเรายังไม่หลุดพ้นและยังต้องอยู่ในโลก ก็ไม่ควรหนีไปจากโลก แต่ขอแค่ให้ธรรมได้มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของคุณ ขอให้ธรรมมีส่วนแทรก แหวก เจาะ ทะลุทะลวง แทรกเข้าไปในเวลาที่คุณประกอบกิจนั้น ๆ ให้ธรรมะภาคปฏิบัติ เช่น การดูลมหายใจชะแว้บเข้ามา ในช่วงที่อยู่กับลมหายใจจะไม่มีความคิดคำนึงถึงใคร ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่จิตจะว่าง ว่างจากอารมณ์ ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ว่างจากอกุศล ว่างจากกิเลส เมื่อจิตกลับมาอยู่กับกุศลได้มากเท่าไหร่ ก็จะลดปริมาณของการเกิดอกุศลได้มากขึ้นเท่านั้น ป๊อด : ถ้ายกตัวอย่างคนทำอาชีพโฆษณาล่ะครับบางครั้งต้องโกหก อวดอ้างสรรพคุณสินค้าการกระทำแบบนี้เป็นบาปหรือเปล่า พระอาจารย์นวลจันทร์ : แค่ “บางครั้ง” ดีแล้ว น่าอนุโมทนาแต่ถ้าไม่ใช่บางครั้ง แล้วเป็นทุกครั้ง อันนี้ไม่น่าอนุโมทนาเมื่อเรายังอยู่ในโลกิยะ อยู่ในวงการธุรกิจ วงการตลาดที่ต้องใช้กิเลสมาปรุงแต่งย้อมจิต ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่าบาปไหม ก็ตอบว่าเป็นบาปแน่นอน แต่ไหน ๆ จะบาปแล้วก็ต้องมีความฉลาด หรือเรียกว่าการบริหารจัดการ ต้องฉลาดในการทำบาป คือนาน ๆ ทำที ไม่ได้ทำถี่ ๆ หากทำเพียงบางครั้งก็ถูกต้องแล้ว น่าอนุโมทนา ป๊อด : การทำบาปที่พระอาจารย์กล่าวถึงนี้ คือผิดศีลข้อ 4 ใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ถ้าทำงานอยู่ในวงการโฆษณา รักษาศีลข้อ 4 หรือข้อมุสายากมาก คุณก็ไม่ต้องสมาทานศีลข้อนี้เลยแต่อีกสี่ข้อก็ต้องรักษาอย่าให้ขาด ต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดความผิดพลาด ความบกพร่องมีอยู่หนึ่ง แต่ส่วนที่ดีมีประโยชน์มีอีกสี่ เราควรมามองที่สี่ข้อที่เหลืออยู่ ต้องรักษาไว้ให้ดี ป๊อด : ตอนนี้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยห่วงว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนสูงอายุเป็นเรื่องเชย พระอาจารย์มีกลยุทธ์อย่างไรให้เด็กวัยรุ่นหันมาสนใจธรรมะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ง่ายนิดเดียว กลยุทธ์อยู่ที่ “การนำเสนอ” ต้องให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วแต่หลายคนไม่เข้าหาธรรมะเพราะรูปแบบการนำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่ถูกจริต ไม่เร้าใจ จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้แก่นธรรมถ้าเราหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะ อาจลองเปลี่ยนจากฟังพระเทศน์มาฟังเพลงธรรมะบ้างก็ได้ ป๊อด : พระอาจารย์ใช้วิธีการไหนในการนำเสนอธรรมะครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : หลักของอาจารย์อยู่ที่กลุ่มผู้ฟังหรือผู้รับ สมมุตินั่งฟังกันอยู่ แล้วเริ่มเห็นว่าบรรยากาศไม่ไหวแล้วก็พาเขาเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นบ้าง จริง ๆ แล้วอาจารย์ก็ดำเนินตามรอยพุทธจริยา พระพุทธเจ้าทรงมองดูกลุ่มผู้รับเป็นหลักเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเขาเอง ไม่ใช่ว่าเราให้ในสิ่งที่เราอยากจะให้ แต่ควรคำนึงว่าเขาต้องการอะไรต้องมีศิลปะในการให้ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้าวัด ต้องถามว่าวัดน่าเข้าไหมมีอะไรที่เด็กสนใจไหม จะไปโทษเด็กฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องมองตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ก็มีนิมิตหมายอันดี น่าอนุโมทนาที่มีนักเผยแผ่รุ่นใหม่หลายท่านปรุงวิธีการนำเสนอธรรมะได้อย่างลงตัว หากเขาไม่ได้สนใจพระ ไม่เข้าหาพระ เราก็ไม่ต้องเอาพระไปหาเขา หรือถ้าไม่อยากไปวัด ก็ไม่ต้องไปวัด สมัยนี้จึงมีสวนธรรม มีบ้านปฏิบัติธรรม อย่างน้อยคนที่รู้สึกไม่ดีกับวัดและพระก็ไปปฏิบัติธรรมได้ ตอนนี้ก็มีประยุกต์จัดบ้านจัดสวน จัดบรรยากาศโรงหนัง โรงละครในการเสนอธรรมะอย่างการจัดงานวัดลอยฟ้าที่สยามพารากอนที่ผ่านมา ทำให้คนได้ความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสียตอนหลังก็มีการนำเสนอช็อปปิ้งบุญ ธนาคารออมศีล กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ป๊อด : เรื่องวัยรุ่นชอบยกพวกตีกันก็เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เรื่องนี้พระอาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรครับ และทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดทุกยุคทุกสมัย พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเกิดจากการปลูกฝังจากผู้ใหญ่และการเห็นชอบตามกันรุ่นต่อรุ่น เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่สืบต่อกันมา เช่น เด็กรุ่นใหม่เห็นว่ารุ่นพี่ทำอะไรกันมาก็โอ้โห ฮีโร่ สุดยอด ซึ่งที่จริงแล้วการนำเสนอและการป้อนข้อมูลก็สำคัญ หากมีการให้ข้อมูลที่ไม่ดี แต่นำเสนอว่าดี เด็กรุ่นใหม่ไปเห็นก็กลายเป็นว่าข้อมูลที่ไม่ดีกลับเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ถ้าเข้าอาชีวศึกษา ไม่ยกพวกตีกันเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นว่าเขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ป๊อด : ผมเคยพูดในคอนเสิร์ตเวลาที่มีการตีกันว่า “ยุคนี้ยังตีกันอีกเหรอ เชยมาก” เขาจะรู้สึกอายว่าสิ่งที่เขาทำมันเชยเพราะอาจเคยคิดว่าทำแล้วเท่ แต่พอเราบอกไปว่ามันไม่ใช่ของเท่เลยนะ เขาเลยหยุดตีกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : วิธีที่ป๊อดพูดคือการป้อนข้อมูลใหม่ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหานี้ได้ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี แต่เราต้องสร้างค่านิยมที่ว่าอย่าตีกันเลย เชยแล้ว ซึ่งเราต้องหาทางออกให้เขาด้วย ถ้าเราไม่บอกทางออก ไม่บอกวิธีทำ แต่ไปโทษเขาว่าไม่ดี ๆ แล้วดีคืออย่างไรล่ะ มีใครบอกไหมว่าดีคืออย่างไร ทำแบบไหน ไม่เห็นมีใครบอกเลย ป๊อด : อีกคำถามที่น่าสนใจคือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เรียกร้องและไม่คาดหวังกับความสัมพันธ์บาปไหม ในเมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : ประเด็นนี้ดี ที่ว่า “เมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน”ถามว่า เมื่อใคร ๆ ทำกัน แล้วเราต้องทำตามหรือ ไฉนเราต้องทำตามใคร ๆ เพราะเห็นใคร ๆ เขาทำ เราจึงต้องทำหรือ ทำไมไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง ถ้าสิ่งที่ใคร ๆ ทำกันไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรม จะทำอย่างไร กลายเป็นว่าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเหมือนที่ใครเขาทำกันน่ะสิ ฉลาดนักเหรอ เช่นเราเห็นคนโดดลงนรกไปเป็นหมื่นเป็นล้าน เรายังจะกระโดดลงไป อย่างนี้ฉลาดนักหรือ ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำสำหรับคนที่กิเลสหนา ทั้งโลภ โกรธ หลง ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้อย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : คนเรามีกิเลสเท่ากันหมดนั่นแหละทุกคนกิเลสหนา ปัญญาทึบ ที่เรากลับมาเกิดเป็นปุถุชนอีกเพราะไม่มีใครกิเลสบางกว่าใครหรอก ตามพุทธวิธี ท่านจึงประทานหลักปฏิบัติมาให้ คือ มรรคมีองค์ 8 เป็นธรรมนูญชีวิต เอามรรคทั้ง 8 ไปใช้ ไปสวมชีวิต แจกแจงและน้อมนำมาใช้ทีละข้อ เอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน น้อมนำมาใช้เท่าที่จะใช้ได้ บางวันอาจไม่ครบทั้ง 8 องค์ บางครั้งอาจนำมาใช้แค่ข้อใดข้อหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระศาสดา เพราะเมื่อปฏิบัติตามหลักมรรคแล้ว จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด พ้นจากกิเลส หากบางคนไม่เข้าใจเรื่องมรรคมีองค์ 8 ก็ลองฟังแบบเป็นคีตะก็ได้ ลองให้ป๊อดเล่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องมรรคมีองค์ 8 ออกมาเป็นเพลงให้ฟัง ป๊อด : พอดี พี่เอก – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ทำโปรเจ็กต์“ด้วงแมงแสดงธรรม” โดยน้อมนำธรรมะ เช่น บทปฏิจจสมุปบาทและมรรคมีองค์ 8 มาแจกแจงให้อยู่ในท่วงทำนองเพลง ผมในฐานะนักร้องก็ต้องอ่านบทมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมด ต้องทำความเข้าใจแต่ละประโยค เรียกว่าเริ่มจากผู้ส่งสารต้องซึมซับความหมายก่อนเลย และเชื่อว่าสารนี้จะเข้าไปแทรกอยู่ในสมองของคนฟัง หลังจากดูโชว์แล้วบางคนอาจนำมรรคไปใช้ อย่างน้อยถือเป็นการซึมซับโดยใช้ดนตรีเป็นพาหนะในการสื่อสาร โดยนำโอวาทของพระพุทธเจ้ามาสื่อถึงปุถุชน โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรมถือเป็นไอเดียหนึ่งในการนำเสนออย่างที่พระอาจารย์กล่าวมาครับ เมื่อผมได้มาถ่ายทอดเพลงนี้ ทำให้คิดถึงมรรคมีองค์ 8ได้คล่องขึ้น และได้เห็นความสัมพันธ์ของศีล 5 และมรรคมีองค์ 8 ว่ามีความทับซ้อนกันอยู่ ก่อนหน้านี้เราอาจมองแยกกันแต่เมื่อเข้าใจแล้วจะรู้ว่ามรรคมีองค์ 8 ก็คือศีล 5 ที่นำมาขยายความอีก เช่น ข้อมุสาของศีล 5 ขยายได้ไปถึงการไม่พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น ป๊อด : โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรม อาจารย์คิดไว้นานหรือยังครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) ไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะ ทุกอย่างมาตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความลงตัวเป็นธรรมะจัดสรร แม้แต่คนที่มาร่วมก็ไม่ได้คิดว่าวันนี้จะไปเจอใคร ที่ไหนทุกอย่างเป็นความประจวบเหมาะพอดี […]

keyboard_arrow_up