วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ถ้าเราฝึกสติได้แล้ว อาตมาภาพรับรองได้ว่า ทุก ๆ วันที่เราตื่นนอนขึ้นมาจนหัวถึงหมอนในตอนค่ำเป็น วันแห่งความสุข อาตมาภาพหวังว่าเราทุกคนมีหนทางพ้นจากความทุกข์ มีบางคนว่า วันจันทร์วินาศ เพราะว่าเป็นวันแรกของสัปดาห์ วันอังคารวอดวาย วันพุทธหายนะ วันพฤหัสบดีร่อแร่ วันศุกร์นี่เดชะบุญ รอดไปได้อีกอาทิตย์หนึ่ง เสาร์อาทิตย์นอน ก็เป็นเช่นนี้แหละมนุษย์เรา อาตมาภาพปรารถนาให้ทุกวันเป็นวันแห่งสติ เป็นวันแห่งความสุข พระพุทธเจ้าบอกว่า “สติมโต สุเว เสยโย” “คนมีสติดีขึ้นทุกวัน ” ดังนั้นเราต้องฝึกสติ เพราะฉะนั้นลงมือเลยนะ     ต่อไปนี้ลองนั่งตามสะดวก หากนั่งขัดสมาธิก็นั่งต่อไป ถ้าไม่ได้ก็พับเพียบ การนั่งขัดสมาธิก็เอาเท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง แล้วก็หลับตา หลับตานั้นให้หลับพอดี อย่าให้สนิทมากจนปวดตา มือก็วางไว้ให้พอดี อย่าถึงกับเกร็ง วิธีทำสมาธิเบื้องต้น วิธีแรก ให้เอาสติของเราไปจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจช้า ๆ หายใจเข้ากำหนดว่า “พุท” หายใจออกกำหนดว่า “โธ” แล้วตามดูลมหายใจ […]

ขจัดความคิดฟุ้งซ่านด้วยการฝึกสติเพียงแค่ 10 วินาที

ขจัดความคิดฟุ้งซ่านด้วยการ ฝึกสติ เพียงแค่ 10 วินาที  การทำสมาธิต่อเนื่อง 10 วินาที จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านหายไป และปลุกความตื่นตัวขึ้นมา โดยพื้นฐานแล้วไม่ต่างจากการ ฝึกสติ ในเวลา 10 วินาที นั่นคือ เลือกบริเวณที่เราจะทำความรู้สึกถึง และรู้สึกถึงมันในขณะปัจจุบัน ขอยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของท้องมาอธิบาย ขั้นตอนที่ 1 ประกาศเริ่มต้นจะทำ  ประกาศว่า “จากนี้ไปจะฝึกสมาธิ” การประกาศจะเพิ่มพลังในการรู้สึกตัว และเพิ่มพลังสมาธิด้วย     ขั้นตอนที่ 2 รู้สึก  รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของท้องที่เป็นไปตามจังหวะของการหายใจ รู้สึกถึงอาการที่ท้อง “พอง” และ “ยุบ” ถ้าหากเรามีสมาธิดี ความคิดฟุ้งซ่านจะลดลงไปในชั่วขณะหนึ่ง ในระหว่างนั้นให้เรารู้สึกแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ สักพัก สมาธิที่เกิดขึ้นมาเมื่อสักครู่จะค่อย ๆ หายไป การมีสติรู้สึกตัวก็จะเริ่มน้อยลง แล้วในที่สุดความคิดฟุ้งซ่านก็จะเข้ามาแทนที่ เมื่อรู้สึกถึงความคิดฟุ้งซ่านแล้วก็ตั้งชื่อให้มันว่า “ความคิดฟุ้งซ่าน” แล้วนำความคิดนี้ไป “แยกเก็บเป็นส่วนๆ” และหยุดคิด จากนั้นให้กลับไปมุ่งความสนใจไปที่ท้อง และให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอีกครั้ง การแยกความคิดเก็บเป็นส่วน ๆ […]

ทำไมเราจึงฝัน สาเหตุของความฝัน 4 ประการตามหลักพุทธศาสตร์

ความฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในทางวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยพบว่า ความฝันเกิดจากการทำงานของจิตใต้สำนึก ในทางพุทธศาสตร์กล่าวว่าความฝันเกิดจากเหตุปัจจัย 4 อย่าง

พระนางสุปปวาสา ขัตติยนารีผู้มีบุญมาก

พระนางสุปปวาสา ขัตติยนารีผู้มีบุญมาก พระนางสุปปวาสา ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งพระเจ้าโกลิยะ และยังเป็นพระมารดาของพระอรหันต์ที่ได้รับความเคารพมากที่สุดพระองค์หนึ่งคือ “พระสีวลี” นอกจากพระสีวลีจะ เป็น “ผู้มีลาภมาก” ด้วยผลบุญที่สร้างไว้ในอดีตชาติตามที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งเป็นเอตทัคคะแล้ว พระมารดาของพระสีวลีเองก็เป็นผู้มีบุญมากอีกด้วย ตอนที่พระนางสุปปวาสาเจริญพระเยาว์วัยเป็นเจ้าหญิงน้อย พระญาติได้นำกระเช้าที่ใส่หน่อพืชมาให้เจ้าหญิงน้อยสัมผัส เมื่อเจ้าหญิงใช้พระหัตถ์สัมผัสที่กระเช้า ปรากฏว่าหน่อของพืชเหล่านั้นกลับออกผลมากมายอย่างมหัศจรรย์ พระญาติทดสอบบุญของเจ้าหญิงด้วยการให้พระนางสัมผัสที่เกวียนอีกครั้ง ปรากฏว่าข้าวในเกวียนเพิ่มพูนขึ้น จากนั้นพระญาติให้เจ้าหญิงสัมผัสที่ประตูยุ้งฉาง ข้าวก็เพิ่มพูนขึ้นมามากมาย บรรดาพระญาติเชื่อสนิทพระทัยแล้วว่า เจ้าหญิงน้อยเป็นผู้ที่มีบุญจริง เมื่อพระนางเจริญวัยเป็นสาว ได้อภิเษกกับเจ้าชายศากยวงศ์ พระนางตั้งพระครรภ์นานถึง 7 ปี และทรงทรมานกับอาการเจ็บพระครรถ์อยู่ 7 วัน พระนางคิดว่าพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์อย่างแน่นอน พระนางทรงอยากถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนสิ้นพระทัย จึงขอให้พระสวามีอาราธนาพระพุทธเจ้ามาที่วัง พระพุทธเจ้าได้เห็นอาการของพระนางสุปปวาสา จึงตรัสว่า “ขอให้พระนางสุปปวาสา จงมีความสุข จงมีความสบาย ไม่มีโรค จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด” จากนั้นพระนางให้ประสูติพระโอรสได้อย่างง่ายดายราวกับเทน้ำออกจากหม้อ และตั้งพระนามให้พระโอรสว่า “สีวลี” พสกนิกรที่ทราบข่าวการทรงครรภ์นานถึง 7 ปี ต่างเป็นห่วงพระนางสุปปวาสาอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อทราบว่าพระนางให้กำเนิดพระโอรสแล้ว ถึงกับหัวเราะไปพร้อมกับร้องไห้ด้วยความดีใจ พระราชาได้อาราธนาให้พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกรับอาหารที่วังเป็นเวลา 7 วัน เจ้าชายสีวลีประทับอยู่ในพระครรภ์นานถึง 7 ปี ทำให้ได้รับความทุกขเวทนานานัปการ […]

ชีวิตดีขึ้นด้วยการฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ

ชีวิตดีขึ้นด้วย การฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ การฝึกสติ คือ การรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันขณะ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” ตามที่เป็นจริง ไม่ปล่อยจิตใจให้เสียเวลาเปล่า และฟุ้งซ่านไปกับเรื่องสมมติในหัว ซึ่งมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หรืออนาคต การรู้สึกตัวในช่วงเวลานี้ คือเดี๋ยวนี้ และรู้โลกตามความเป็นจริง คือที่นี่ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่กับ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ก็คือการฝึกสติ คำตรงข้ามกับคำว่า “ฝึกสติ” คือคำว่า “ภาวะไร้สติ” ซึ่งใกล้เคียงกันมากจนคนเข้าใจผิด ผมขอให้คำว่า ฝึกสติในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ ขณะที่จิตใจเราห่างจาก “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” และในหัวมีแต่เรื่องสมมติ ก็มีความเสี่ยงที่จะโดนครอบงำจากความรู้สึกด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่งานยุ่ง แบกรับความกดดัน และกำลังรู้สึกเครียด ใจของเราจะรู้สึกด้านลบได้ง่าย ๆ ช่วงเวลาที่ใจกำลังขับเคลื่อนด้วยโหมดอัตโนมัติ คือ ทำอย่างไร้สตินั้น หากเรากลับมาอยู่กับ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” หรืออยู่ในสภาวะที่มีสติได้แล้ว ความรู้สึกด้านลบก็จะได้รับการเยียวยา ผลก็คือเราจะมีสมาธิกับงานที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ     จิตของพวกเราจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แม้ว่าเรากำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยพลังสมาธิที่ยอดเยี่ยมก็ตาม แต่โทรศัพท์เพียงสายเดียวก็อาจทำลายสมาธินั้นลงได้ เพราะหากมีการร้องเรียนจากลูกค้า หรือได้รับการแจ้งว่าคนในครอบครัวป่วยหนัก คงจะมีไม่กี่คนที่จะคงสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้ตลอด […]

พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ก่อนเชื่อก่อนแชร์ในโลกโซเชียล

หยุดเชื่อ หยุดแชร์ ถ้าไม่ชัวร์ ในยุคที่สมาร์ทโฟนดูจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อดีอย่างหนึ่งคือการเชื่อมโลกทั้งโลก (โลกจริงบ้าง โลกสมมุติบ้าง) ให้มาอยู่ในมือเรา อยากรู้อะไร อยากหาข้อมูลอะไร อยากซื้ออะไร ก็ใช้เวลาไม่กี่วินาที อยากแชร์ หรืออยากประกาศอะไรให้โลก (โซเชียล) รู้ก็ง่ายนิดเดียว (พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ) ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เพราะนอกจากข้อดี (หากใช้เป็น) แล้ว ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย หากว่าเราใช้ผิด ๆ หรือใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น พอได้ข้อมูลอะไรมาก็อ่าน อ่านแล้วก็เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แชร์ต่อโดยไม่มีสติ บางครั้งก็ทำตามวิธีนั้น ๆ จนเกิดผลเสียตามมา หรือบางครั้งหลงเชื่อจนไปคอมเมนต์ให้ผู้อื่นเสียหาย หรือแม้ตัวเราเองที่ต้องเสียเงินทองไปก็มี อย่างที่เห็นเป็นคดีความตามสื่อต่าง ๆ กันบ่อย ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์อะไรง่าย ๆ รวมถึงการคอมเมนต์ต่าง ๆ ต้องมีสติ และใช้ปัญญาไตร่ตรองเสียก่อน ขอแนะนำ บทสวดกาลามสูตร (บางส่วน) ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยแสดงแก่ชาวกาลามะ ณ […]

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของพรานเบ็ดที่ชื่อว่า “อริยะ”

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของ พรานเบ็ด ที่ชื่อว่า “อริยะ” ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านทางตอนเหนือของกรุงสาวัตถี โดยทรงแวดล้อมไปด้วยพระภิกษุ ในหมู่บ้านแห่งนั้น มี พรานเบ็ด คนหนึ่งชื่อว่า “อริยะ” เขาพึงพอใจในชื่อของเขามาก เพราะมีความหมายว่า “ผู้ประเสริฐ” เมื่อคณะสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้ผ่านมาถึงบริเวณที่พรานอริยะกำลังลงเบ็ดเพื่อจับปลาอยู่นั้น  พรานอริยะทราบว่าเป็นคณะพระสาวกของพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งเบ็ดของตน แล้วเข้าไปกราบนมัสการ เขาได้ถามชื่อพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีละรูป จนทราบว่ามีพระสาวกผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่หลายรูปด้วยกัน เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น แต่แปลกที่พระเถระไม่ถามชื่อของพรานเบ็ดกลับเลย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทัศนะว่าพรานผู้ปลื้มในชื่อของตน ต้องการให้พระสาวกถามชื่อกลับ เพื่อที่จะได้บอกชื่ออันประเสริฐนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพรานว่า “พราน ท่านมีชื่อว่าอะไร” พรานเบ็ดจึงรีบตอบทันทีว่า “ชื่อของข้าพเจ้าคือ อริยะ พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “พราน เธอเป็นผู้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เธอจะเป็นอริยะไม่ได้ เพราะอริยะคือผู้ที่ไม่เบียดเบียนใคร”  เรื่องเล่าจบเพียงแค่นี้ ถึงจะเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ ช่วงพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เป็นธรรมะที่ได้จากพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นคือ การเป็นอริยะที่แท้จริงคือผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ได้เบียดเบียนแค่ชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ท่านจะไม่เบียดเบียนตนเอง เพราะได้กระทำให้ตนแจ้งในธรรม เมื่อแจ้งในธรรมแล้วยังไม่เบียดเบียนตนเองให้ตกอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป   ที่มา […]

ทำไม พระมหากัจจายนะ จึงเป็นที่เคารพและรักของเทวดา 

ทำไม พระมหากัจจายนะ จึงเป็นที่เคารพและรักของเทวดา พระมหากัจจายนะ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี เดิมท่านมีชื่อว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปร่างลักษณะงามสง่า เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เรียนจบพระเวททั้ง 3  และได้ขึ้นเป็นปุโรหิตแทนบิดาที่เสียชีวิตไป อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงอยากอาราธนาพระพุทธเจ้ามายังกรุงอุชเชนี จึงมอบหมายให้ปุโรหิตเป็นผู้ไปอาราธนา กัจจายนพราหมณ์พร้อมด้วยบริวารทั้ง 7 ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงแล้วได้ฟังธรรมก็บรรลุอรหัตตผลกันทั้งหมด จึงทูลขอบวชในสำนักของพระองค์ และอาราธนาพระพุทธเจ้ามายังกรุงอุชเชนี ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในที่แห่งนี้ ด้วยพระมหากัจจายนะเป็นปราชญ์มาตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาส ท่านได้ใช้ความสามารถที่มีอธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้าได้โดยย่อ แล้วผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ พระพุทธเจ้าทรงสถาปนาพระมหากัจจายนะว่าเป็นเอตทัคคะคือผู้อธิบายความย่อโดยพิสดารนั่นเอง ตามจริงแล้วชาวพุทธคุ้นเคยกับพระเถระรูปนี้เป็นอย่างดี เพราะได้รับการเคารพนับถือในทุกหลังคาเรือน และในวัดวาอารามก็มีรูปเคารพของท่านในรูปลักษณ์ของพระอ้วน ซึ่งแต่เดิมพระมหากัจจายนะไม่ได้อ้วนเหมือนอย่างในรูปเคารพ เหตุที่ท่านต้องจำแลงกายให้อ้วนมีเหตุมาจาก เวลาที่พระมหากัจจายนะเดินทางไปที่ใด เหล่าเทวดาและมนุษย์ที่ได้เห็นท่าน ต่างคิดว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า เพราะมีรูปลักษณ์ที่เปล่งปลั่งเหมือนพระองค์ เพื่อไม่ให้เป็นการเทียบเสมอพระบรมศาสดา ท่านจึงจำแลงกายเป็นคนอ้วน นอกจากเรื่องที่เล่ามาของพระมหากัจจายนะแล้ว ท่านยังเป็นพระเถระที่เทวดารักและเคารพ ครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่บุพพาราม อันเป็นวัดที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างถวาย ในวันนั้นท้าวสักกะเทวราช (หรือพระอินทร์) ได้เสด็จจากสวรรค์มานมัสการพระพุทธเจ้า แต่ไม่พบพระมหากัจจายนะจึงรำพึงขึ้นว่า “ทำไมไม่พบพระอาจารย์หนอ” ตอนนั้นพระมหากัจจายนะอาศัยอยู่ที่อวันตีชนบท ได้เดินทางมาถึง เมื่อพระเถระนั่งลงบนอาสนะ ท้าวสักกะเทวราชได้เข้าไปนวดบีบข้อเท้าของพระเถระแล้วกล่าวว่า “พระอาจารย์ของเรามาแล้ว เรายินดียิ่งในการมาของท่าน” พอนวดข้อเท้าเสร็จ ท้าวสักกะเทวราชก็บูชาพระมหากัจจายนะด้วยดอกไม้และเครื่องหอมทิพย์ แล้วไปยืนอยู่ในจุดหนึ่งอย่างสงบเพื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พระภิกษุบางรูปในอารามแห่งนี้ยังเป็นปุถุชนจึงกล่าวประกาศขึ้นว่า […]

อานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า

อานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงเวสาลี เพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้นในดินแดนนั้น พุทธานุภาพได้บังเกิดขึ้น ทำให้ชนทั้งหลายที่พบเห็นต่างสงสัยในปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เป็นเพราะอานิสงส์แห่งการบูชา พระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่พระองค์สร้างไว้ในอดีตชาติ หลังจากพระพุทธเจ้าได้แสดงรัตนสูตร และโปรดให้พระอานนท์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วกรุงเวสาลี ทำให้อมนุษย์ที่เข้ามาในกรุงเวสาลีพากันหนีออกไปจนหมด ทำให้กรุงเวสาลีกลับมาสงบสุขอีกครั้งด้วยพุทธบารมี ในขณะที่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุบิณฑบาตอยู่ในกรุงเวสาลี ปรากฏว่าเทพพรหมบนท้องฟ้า พญานาคในแม่น้ำคงคาต่างสักการะพระองค์ด้วยดอกไม้ ทิวธง และฉัตรอย่างตระการตา พระราชาทั้งหลายต่างเกลี่ยผืนทรายให้เรียบเสมอกัน และตกแต่งพื้นทรายนั้นด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ชนทั้งหลายคิดว่านี่คือพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์กลับตรัสว่า เป็นอานิสงส์ที่พระองค์ได้ทำไว้ในอดีตชาติ ครั้งอดีตนานมาในเมืองตักกศิลา พระองค์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่งมีชื่อว่า “สังขะ” นิยมเรียกกันว่า “สังขพราหมณ์” มีบุตรชายเป็นหนุ่มรูปงาม มีชื่อนามไพเราะว่า “สุสิมะ” ใครต่างเรียกหนุ่มน้อยคนนี้ว่า “สุสิมมาณพ” เมื่อสุสิมมาณพอายุได้ 16 ปี ก็ขออนุญาตบิดาไปเรียนมนต์ที่กรุงพาราณสี บิดาจึงแนะนำให้บุตรชายไปเรียนกับสหายเก่าของตน จากนั้นหนุ่มน้อยก็ออกเดินทางไปสู่สำนักแห่งสหายของบิดาที่กรุงพาราณสี เจ้าสำนักรับมาณพน้อยไว้ทันทีเพราะเป็นลูกชายของสหายเก่าแก่ เจ้าสำนักถ่ายทอดวิชามนต์จนหมดไส้หมดพุงแก่ แต่หนุ่มน้อยกลับยังอยากเรียนรู้อีก เจ้าสำนักจึงแนะนำให้ไปเรียนกับเหล่าฤษีในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แต่ทว่าในป่าแห่งนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ ชายหนุ่มไม่ทราบจึงฝากตนเป็นศิษย์กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าได้บวชให้กับมาณพ ไม่นานนักมาณพก็ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่อมาก็ดับขันธปรินิพพาน ชาวเมืองพาราณสีนำพระธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ สังขพราหมณ์เห็นว่าบุตรชายหายไปนานมากแล้ว ไม่กลับมาบ้านเลย จึงเดินทางมาตามหากรุงพาราณสี จึงถามผู้คนไปทั่วว่ามีใครรู้จักบุตรของตนบ้างไหม ชาวเมืองรู้จักมาณพน้อยผู้นี้ดี […]

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นเหตุให้ถือว่าเป็นเรา เช่น การหลงใหลในรูปลักษณ์ของตนเอง ดังเช่น เจ้าหญิงอภิรูปนันทา และเจ้าหญิงสุนทรีนันทาที่ทรงหลงใหลในความงามของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐานทำให้เจ้าหญิงทั้งสองทรงสามารถละสักกายทิฏฐิได้ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด ผู้ที่ละจากสักกายทิฏฐิได้นั้นคือพระโสดาบัน และพระอริยบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สักกายทิฏฐิสูตรว่า “ผู้ที่จะละสักกายทิฏฐิได้คือผู้ที่เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์” สอดคล้องกับกรณีของเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์อยู่เหมือนกัน ขัตติยนารีในสมัยพุทธกาลมีหลายพระองค์ที่ทรงหลงในรูปโฉมอันงดงามของพระองค์เอง แต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ปราบพยศลงได้เช่นกัน และส่งเสริมให้พระนางทั้งหลายสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ อาทิเช่น พระนางเขมา พระมเหสีแห่งพระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน ซึ่งเป็นป่าที่มีนางยักษ์ชื่อว่า “เภสกฬา” อาศัยอยู่ เป็นเขตให้อภัยทานของกวาง อยู่ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท นกุลคหบดีได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยไม้เท้า เมื่อมาถึงเบื้องพระพักรตร์แล้วได้นั่งลงและกราบอภิวาทพระองค์อยู่ข้างหนึ่ง นกุลคหบดีผู้นี้เป็นเศรษฐีเฒ่า ครองรักกับภรรยามานานเป็นสิบปี ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งกลับเรียกพระองค์ว่า “ลูก” สร้างความแตกตื่นให้กับพระภิกษุ และประชาชนที่กำลังใส่บาตรพระองค์อยู่  พระพุทธเจ้าได้ตรัสเฉลยว่า นกุลคหบดี และภรรยาเคยเป็นบิดาและมารดาของพระองค์มาหลายร้อยชาติ จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะจดจำพระองค์ในฐานะลูก แต่ที่จริงในภพชาตินี้พระบิดาและพระมารดาที่แท้จริงคือ พระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ผู้อธิษฐานเป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา […]

“กรรมชั่ว” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร

“ กรรมชั่ว ” ความเผ็ดร้อนที่สืบเนื่องไปถึงชาติหน้า โดยพระมหาวรพรต กิตฺติวโร พระพุทธองค์ตรัสเรื่องกรรมไว้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม เช่น จิตที่คิดเบียดเบียน คิดทำร้าย เพราะด้วยเจตนานี้กรรมจึงได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรารู้ผลที่จะตามมา จะไม่มีใครกล้าทำ กรรมชั่ว เลย ในอดีตกาลมีพราหมณ์คนหนึ่ง จะจับแพะเพื่อบูชายัญ เขาก็ไปเจอแพะตัวหนึ่ง ก็เลยให้ลูกน้องรุมจับ หมายที่จะจับแพะไปเชือดเพื่อบูชายัญ แพะมันก็หัวเราะดีใจ โลดเต้นขึ้นมา จากนั้นมันก็ร้องไห้เสียใจ พราหมณ์ก็งงว่า แพะมันเป็นอะไร ถูกจับจนบ้าแล้วหรือ อยู่ดี ๆ ก็ดีใจโลดเต้น แล้วเดี๋ยวก็ร้องไห้ สมัยนั้นมนุษย์กับสัตว์สามารถสื่อสารพูดคุยกันได้ มันมียุคสมัยที่ทำแบบนี้ได้อยู่ แพะเลยบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะดีใจโลดเต้นเพราะว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วที่ข้าพเจ้าจะถูกตัดคอ ข้าพเจ้าเลยดีใจว่าจะได้พ้นจากวิบากกรรมนี้เสียกที แต่ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเพราะเสียใจแทนท่าน ท่านจะต้องได้รับผลกรรมแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้าโดน เมื่อในอดีตกาลนานมาข้าพเจ้าเคยจับแพะมาบูชายัญ ผลจากการเชือดไปหนึ่งตัว ส่งให้ข้าพเจ้าต้องตกอบายภูมิ เสวยความเผ็ดร้อนอยู่ในนรกอย่างแสนสาหัสเป็นเวลายาวนาน สิ่งที่เราทำครั้งหนึ่งกลับส่งผลสืบต่ออย่างยาวนาน หลังจากแพะตัวนั้นชดใช้กรรมในนรกแล้วขึ้นมาเป็นเปรตเพราะยังมีเศษกรรมหลงเหลืออยู่ จากนั้นมาเกิดเป็นแพะและถูกเขาตัดคอ เสวยความทุกข์ทรมานอย่างนี้มา 499 ชาติ และชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่จะถูกตัดคอ จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที กรรมที่เราได้ทำไว้ จะดีหรือไม่ดีก็ตาม มันส่งผลเผ็ดร้อนสืบต่ออย่างยาวนาน  ถ้าเรารู้อดีตชาติของตัวเองแล้ว […]

เลิกเหล้าเพราะนั่งสมาธิ ธรรมะจากหลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ

เลิกเหล้าเพราะนั่งสมาธิ ธรรมะจาก หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ หลวงปู่ดู่ พรหมปญโญ เป็นพระมหาเถระที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ ไม่จำเพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นบ้านเกิดและที่ตั้งของวัดสะแก อันเป็นสถานพำนักของท่านเท่านั้น ตอนที่ท่านแรกบวช ท่านมิได้ปรารถนามรรคผลนิพพานแต่อย่างใด หากต้องการเรียนรู้วิชาคงกะพันชาตรีและเวทมนตร์ คาถา เพื่อสึกออกไปแก้แค้นโจรที่ปล้นบ้านโยมพ่อโยมแม่ของท่าน ถึงสองครั้งสองครา แต่ต่อมาท่านได้คิด นึกสลดสังเวชใจที่ปล่อยให้ความอาฆาตพยาบาทครอบงำจิตใจนานนับสิบปี ในที่สุดท่านได้ตั้งอโหสิกรรมแก่คนเหล่านั้น แล้วมุ่งเจริญสมณธรรมอย่างจริงจัง ในวัยฉกรรจ์ท่านได้เดินธุดงค์ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดได้มาพำนักที่วัดสะแก นับแต่นั้นก็ได้เป็นที่พึ่งทางใจแก่ญาติโยมมาโดยตลอด ต่อมาราว ๆ ปี พ.ศ. 2490 คือเมื่ออายุได้ 43 ปี ท่านตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด ใครที่ตั้งใจมากราบนมัสการหรือฟังธรรมจากท่าน แม้จะเดินทางไกลเพียงใดก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะเมื่อมาถึงวัดสะแก จะเห็นท่านนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้กระทั่งเมื่อท่านชราภาพมากแล้ว มีลูกศิษย์จัดทำป้ายกำหนดเวลารับแขกเพื่อถนอมสุขภาพของท่าน แต่ไม่นานท่านก็ให้นำป้ายออกไป ด้วยความเมตตาที่ท่านมีต่อญาติโยมทัังหลายนั้นเอง ท่านมีวิธีสอนธรรมะแก่ญาติโยมอย่างแยบคาย คราวหนึ่งมีศิษย์มากราบท่านโดยพาเพื่อนซึ่งเป็นนักเลงเหล้าตามมาด้วย เมื่อสนทนากับหลวงปู่ได้พักหนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นได้ชักชวนเพื่อนให้สมาทานศีล 5 พร้อมกับทำสมาธิภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้นแย้งต่อหน้าหลวงปู่ว่า “จะให้ผมสมาทานศีลและปฏิบัติยังไง ก็ผมยังกินเหล้าเมายาอยู่นี่ครับ” หลวงปู่ดู่แทนที่จะคาดคั้นหรือคะยั้นคะยอเขา กลับตอบว่า “เอ็งจะกินก็กินไปสิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้าวันละห้านาทีก็พอ” ชายผู้นั้นเห็นว่านั่งสมาธิแค่วันละห้านาทีไม่ใช่เรื่องยาก […]

อานิสงส์แห่งการรักษาศีล 8 แม้สมบัติแห่งพระราชายังเทียบมิได้

อานิสงส์แห่งการรักษา ศีล 8 แม้สมบัติแห่งพระราชายังเทียบมิได้ ครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ในกรุงสาวัตถี พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลาย โดยตรัสว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วย ศีล 8 ประการ ผู้ใดรักษาอุโบสถศีลได้ ย่อมมีอานิสงส์มาก อุโบสถศีลนี้ประกอบด้วย (1) การละจากการฆ่าสัตว์  (2) การละจากการลักทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน (3) การรักษาพรหมจรรย์ ไม่เสพเมถุนกรรม (ไม่มีเพศสัมพันธ์) (4) ไม่พูดโกหก  (5) ไม่ดื่มสุราและของมึนเมา (6) เว้นจากการกินอาหารในยามวิกาล (7) ไม่ชมระบำรำฟ้อน ขับร้องใดใด ไม่ตกแต่งตัวด้วยดอกไม้และของหอม และ (8) ไม่นั่งและนอนบนที่นอนสูงใหญ่ ” แล้วศีล 8 หรือ อุโบสถศีลมีอานิสงส์อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบอานิสงส์แห่งการรักษาศีล 8 ไว้ว่า พระราชาผู้มีราชสมบัติ และมีอำนาจปกครองสูงสุดในรัฐทั้ง 16  (มหาชนบทในสมัยพุทธกาล) ยังไม่สามารถเทียบเท่าผู้ที่รักษาศีล 8 ประการนี้ได้ เพราะไม่ว่าจะชายหรือหญิงหากได้รักษาศีล […]

เวรไม่อาจระงับด้วยการจองเวรก็เพราะเหตุนี้ – พระไพศาล วิสาโล

เวรไม่อาจระงับด้วย การจองเวร ก็เพราะเหตุนี้ – พระไพศาล วิสาโล การจองเวร เกิดขึ้นจากความแค้นผูกพยาบาท ดังพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระองค์เคยเคียดแค้นคนที่สังหารบิดาและมารดาของท่าน จึงคิดที่จะจองเวรคือฆ่าคนผู้นั้นเพื่อให้สาแก่ใจ แต่คำสอนของบิดาเรื่องการให้เลิกจองเวรผู้อื่นกังวาลขึ้นในใจของพระองค์ ทำให้เกิดสติระงับความคิดที่จะจองเวรผู้นั้นไป พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลได้เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนสติในเรื่องของการให้อภัย และไม่คิดจองเวรต่อกันได้เป็นอย่างดี นักธุรกิจไทยผู้หนึ่ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ เมื่อครั้งไปเรียนหนังสือในเมืองบอสตันว่า เธอเคยถูกคนผิวดำล็อกคอ และเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียว บนเกาะหน้ามหาวิทยาลัย เมื่อโจรพบว่าในกระเป๋าของเธอมีเงินแค่ 20 ดอลลาร์ ก็ไม่พอใจ เขาขุ่นเคืองหนักขึ้น เมื่อพบว่าเธอไม่มีนาฬิกาแหวน และกำไลเลยสักอย่าง เขาจึงถามเธอว่า “เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ ก็ต้องรวยไม่ใช่หรือ ?” เธอตอบว่า “สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา” แล้วโจรก็ย้อนกลับมาถามถึงเงิน 20 ดอลลาร์ ว่าจะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า “เอาไปซื้อไข่ “ เขาถามเธอว่า “เอาไข่ไปทำอะไร” “เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์” เธอตอบตามความจริง เพราะตอนนั้นการเงินฝืดเคือง ระหว่างที่โต้ตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงยกหูโทรศัพท์เรียกตำรวจ เธอมองเห็นพอดีก็เลยโบกมือว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง […]

อานิสงส์แห่งการทำบุญกับพระอาพาธ

อานิสงส์แห่งการ ทำบุญกับพระอาพาธ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์แห่งการ ทำบุญกับพระอาพาธ นี้ไว้ในตอนที่พระองค์ทรงดูแลพระอาพาธรูปหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร พระองค์ได้เสด็จไปตามเสนาสนะ อันเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุทั้งหลายพร้อมกับพระอานนท์ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งนอนจมกองอุจจาระของตนอย่างน่าเวทนา พระองค์มีพระเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างเอ่อล้น พระองค์ตรัสถามพระภิกษุรูปนั้นว่า “เธออาพาธเป็นโรคอะไรหรือ” “ข้าพเจ้าอาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระเจ้าข้า” พระภิกษุอาพาธตอบ “เธอมีใครพยาบาลดูแลเธอบ้างไหม” พระพุทธเจ้าทรงถามกลับ “ไม่มีเลยพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าทรงถามต่อว่า “เพราะอะไร จึงไม่มีใครดูแลและพยาบาลเธอ” “เพราะข้าพเจ้าไม่เคยอุปการะพระรูปใดเลยในอารามแห่งนี้ จึงไม่มีพระรูปใดดูแลและพยาบาลข้าพเจ้า พระเจ้าข้า” เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอไปตักน้ำมา เราจะสรงน้ำให้ภิกษุรูปนี้”     พระอานนท์น้อมรับพระพุทธบัญชา แล้วตักน้ำมาถวายพระพุทธเจ้า พระองค์รดน้ำลงบนร่างของพระภิกษุที่อาพาธ พระอานนท์เป็นผู้ขัดสีผิวให้พระภิกษุ จากนั้นพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ประคับประคองร่างของพระภิกษุวางบนเตียง จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมพระภิกษุถึงเรื่องพระภิกษุที่อาพาธเป็นโรคท้องร่วง  โดยพระองค์ตรัสว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีครอบครัว แล้วใครจะคอยดูแลและพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาลและดูแลกันเอง ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุที่อาพาธด้วย ถ้าพวกเธอมีพระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ และภิกษุร่วมพระอุปัชฌายะและร่วมพระอาจารย์เดียวกัน พวกเธอพึงดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหายจากโรค หากไม่กระทำถือว่าอาบัติทุกกฎ” พระพุทธเจ้าทรงตั้งบัญญัตินี้ขึ้นมาเพื่อให้พระภิกษุได้ช่วยเหลือและดูแลกันและกัน […]

 บุญที่ทำให้เป็น ที่รักของสามี เคล็ดลับสร้างบุญให้สามีรักของลดาเทพธิดา

 บุญที่ทำให้เป็น ที่รักของสามี เคล็ดลับสร้างบุญให้สามีรักของลดาเทพธิดา ในสมัยพุทธกาลมีสตรีนางหนึ่งได้สร้างบุญกุศลจนได้เกิดเป็นพระธิดาของท้าวเวสสุวรรณ และยังเป็นพระชายาผู้เป็น ที่รักของสามี คือ ท้าวสักกะเทวราช เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกด้วย นางฟ้านางอื่นยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเทพธิดานางนี้สร้างบุญกุศลใดไว้ จึงทำให้นางได้รับความรักจากท้าวสักกะเทวราชถึงเพียงนี้ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในเจ้าสวรรค์ทั้ง 4 แห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา หากแปลตามความหมายชื่อของสวรรค์ชั้นนี้ คงจะทราบทันทีว่า เป็นสวรรค์ของพระราชา หรือเจ้าสวรรค์ 4 พระองค์ จาตุงมหาราชิกาเป็นสวรรค์ชั้นแรกในคติพระพุทธศาสนา เป็นสวรรค์ที่ใกล้กับโลกมนุษย์ที่สุด และชาวสวรรค์ชั้นนี้ก็อาศัยปะปนอยู่กับมนุษย์ เช่น ภุมมเทวดา อากาสเทวดา คนธรรพ์ นาค และยักษ์  เจ้าสวรรค์ทั้ง 4 ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวเวสสุวรรณ แต่ละพระองค์จะแบ่งกันปกครองอมนุษย์ 4 ประเภท เช่น ท้าวธตรฐปกครองคนธรรพ์ ท้าววิรุฬหกปกครองกุมภัณฑ์ ท้าววิรูปักษ์ปกครองนาค และท้าวเวสสุวรรณปกครองยักษ์และภูต เป็นต้น ท้าวเวสสุวรรณเป็นยักษ์เทพที่มีทรัพย์สินสมบัติมากมาย และพระองค์ทรงมีพระธิดาที่มีความงดงามเป็นเลิศถึง 5 นาง และได้รับการสถาปนาเป็นพระชายาของท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์ อีกด้วย ในคัมภีร์วิมานวัตถุเรื่อง […]

เจสัน ยัง ขอพักงานทางโลก บวชครั้งที่สาม เพื่อสานต่องานทางธรรม 

เจสัน ยัง ขอพักงานทางโลก บวชครั้งที่สาม เพื่อสานต่องานทางธรรม เมื่อวันที่ 1 พฤศิกายน 2562 ที่ผ่านมา เจสัน ยัง ดาราหนุ่มมากความสามารถ ซึ่งชอบศึกษาธรรม และเคยบวชเป็นพระมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกบวชเมื่อ พ.ศ. 2555 ณ วัดป่าห้วยสุก จังหวัดเชียงใหม่ และครั้งที่สองบวชเมื่อ พ.ศ. 2560 ณ วัดป่าดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่เช่นกัน ได้โพสต์ข้อความถึงการเตรียมตัวบวชครั้งที่สามของเขาลงในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า     ” ขออนุญาตบอกบุญนะครับ… ผมขอพักงานทางโลก สานต่องานทางธรรมครับ ขอกราบเรียนเชิญญาติธรรมที่ออสเตรเลีย 🇦🇺 มาร่วมงานพิธีอุปสมบท นายเจสัน ยัง วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ณ วัดธัมมธโร กรุงเเคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย โดยมีพระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโร ประธานคณะสงฆ์ธรรมยุตเเห่งประเทศออสเตรเลีย-นิวซีเเลนด์ เป็นพระอุปัชฌาย์”  วัดธัมมธโรเป็นวัดไทยในออสเตรเลียที่เจสันเคยเดินทางไปทำบุญใส่บาตร ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม […]

ผู้มีศีลจะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา

ผู้มีศีล จะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา ครั้งพระบรมศาสดาผู้ตรัสความจริงแห่งโลก ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ในที่ประชุมพุทธบริษัททั้งหลาย มีอุบาสก ผู้มีศีล คนหนึ่งจะข้ามแม่น้ำอิรวดีเพื่อมาฟังธรรมที่พระเชตวันวิหาร แต่คนเรือกลับพายออกมาเสียเพื่อให้มาทันเวลาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า อุบาสกผู้นั้นกลับระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์จนเกิดปีติขึ้น แล้วเขาตัดสินใจคิดเดินลุกน้ำไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ปรากฏว่าฝ่าเท้าของเขากลับไม่เปียกน้ำเลย เขาสามารถเดินบนผิวน้ำได้เหมือนเดินอยู่บนพื้นดิน อุบาสกเดินข้ามแม่น้ำอิรวดีมาจนถึงอีกฝั่งได้สำเร็จ  แล้วเข้าไปในพระเชตวันวิหาร เขาได้แสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์  พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุบาสกผู้มาที่หลังจึงตรัสขึ้นว่า “อุบาสก ท่านเดินทางมาเหนื่อยหรือไม่”  อุบาสกจึงทูลเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนถวายพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า “ไม่ได้มีเพียงแต่อุบาสกเท่านั้นที่กระทำเช่นนั้นแล้วสามารถข้ามแม่น้ำมาได้ ในอดีตกาลนานมามีคนทำเช่นเดียวกับอุบาสกตอนที่เรืออับปางกลางมหาสมุทร” อุบาสกกล่าวขึ้นว่า “ขอพระองค์ตรัสเรื่องนี้เถิดพระเจ้าข้า เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลาย”  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัเรื่องของชาย 2 คนที่สามารถข้ามมหาสมุทรได้อย่างปาฏิหาริย์เพราะอำนาจแห่งศีลและบุญกุศล ครั้งสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า มีชายคนหนึ่งเป็นผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ลงเรือลำเดียวกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ซึ่งภรรยาของเขาฝากฝังสามีไว้กับชายผู้นี้ แต่ขณะที่เรือเดินทางมาได้ 7 วัน ปรากฏว่าทะเลเกิดปั่นป่วนทำให้เรืออับปาง ทั้งสองต่างเกาะแผ่นไม้ลอยมาติดเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวทำให้ช่างตัดผมฆ่านกตัวหนึ่งแล้วกินเป็นอาหาร ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยกลับไม่ทำ ทั้งยังบอกว่าในช่วงเวลานี้ต้องระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งเท่านั้น ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย พญานาคตนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้นได้ออกมาจากวิมานแล้วเนรมิตร่างเป็นเรือทองคำที่ประดับประดาด้วยอัญมณีเพชรนิลจินดาอย่างสวยงาม เทวดาพิทักษ์มหาสมุทรสัมผัสได้ถึงผู้ที่ระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย จึงรับอาสาเป็นนายท้ายเรือ ทำหน้าที่คุมเรือทองคำนี้ไปส่งชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยจนถึงฝั่ง เทวดาเชื้อเชิญชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยให้ขึ้นเรือวิเศษลำนี้ พอช่างตัดผมกำลังจะขึ้นเรือ เทวดากลับห้ามไม่ให้เขาขึ้นเรือไปด้วย ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ตอบเทวดาว่าทำไมถึงห้ามชายผู้นั้น เทวดาตอบว่า เรือลำนี้รับเฉพาะผู้ที่มีศีลเท่านั้น ช่างตัดผมละเมิดศีลจึงไม่สามารถขึ้นเรือวิเศษลำนี้ได้ ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้บอกเทวดาว่า […]

keyboard_arrow_up