กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เพจ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติได้โพสต์ข้อความว่า ” รุ่งอรุณวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เวลา 05.00 น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพระอุโบสถวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ทรงประกอบศาสนกิจทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ อันเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาอันยิ่ง     ” ต่อมา เวลา 06.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงถวายสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสงฆ์สาวกครูบาอาจารย์ ณ ธรรมศาลา […]

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎ ในกรุงราชคฤห์ ในช่วงเวลานั้นมีข่าวลือว่าบุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งมีขนขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง พระเจ้าพิมพิสารทรงได้ยินข่าวจึงทรงให้ราชองครักษ์พาบุตรชายเศรษฐีผู้นี้มาเข้าเฝ้า บุตรชายเศรษฐีผู้มีขนขึ้นที่เท้ามีชื่อว่า “โสณโกฬิวิสะ” เป็นสุขุมาลชาติ คือเป็นผู้มีเท้าอ่อน เพราะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เศรษฐีทราบพระโองการจากราชองครักษ์จึงจับวอให้บริวารพาบุตรชายไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทอดพระเนตรจนเป็นประจักษ์แล้วว่ามีบุรุษที่มีขนขึ้นที่เท้าอยู่ในเมืองของพระองค์จริง ประจวบเหมาะกับพระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จึงทรงพาโสณโกฬิวิสะไปด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่บุตรชายเศรษฐีได้พบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทำให้โสณโกฬิวิสะเกิดความเลื่อมใส จนอยากออกบวชเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบวชให้เขา แล้วไปอาศัยอยู่ที่กุฏิตรงป่าสีตวัน แล้วอาศัยลานว่างบริเวณนั้นเป็นสถานที่เดินจงกรม พระโสณะ (โสณโกฬิวิสะ) มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้นตามที่พระบรมศาสดาทรงสอน จึงเดินจงกรมตลอดเวลา แต่ด้วยว่าพระเถระเป็นสุขุมาลชาติ (เท้าบาง) จึงทำให้ฝ่าเท้ามีเลือดออก ถึงจะเจ็บปวดก็กำหนดรู้เวทนา ทำให้ลานเดินจงกรมนั้นเต็มไปด้วยเลือด เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็เกิดความท้อแท้ใจที่จะบวชต่อ คิดเพียงแต่ว่าสึกไปเป็นฆราวาสดังเดิมดีไหม     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลานเดินจงกรมเต็มไปด้วยคราบเลือด จึงทรงถามพระภิกษุที่อาศัยอยู่ในป่าสีตวันว่า “เหตุใดลานจงกรมจึงเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่ต่างจากลานประหารสัตว์เช่นนี้” พระภิกษุจึงทูลว่าเป็นคราบเลือดจากแผลที่เท้าของพระโสณะ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปหาพระโสณะ พระโสณะเห็นพระบรมศาสดาเสด็จมาก็ถวายบังคมกราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอเป็นผู้ชำนาญเล่นพิณใช่หรือไม่” “ใช่เจ้าค่ะ” พระโสณะตอบ “หากสายพิณดึงเกินไป เธอจะบรรเลงพิณได้หรือไม่” พระโสณะครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ไม่สามารถเล่นได้พระเจ้าข้า เพราะดีดไปก็ไม่มีเสียง”  […]

สูตรยาระงับสรรพทุกข์ สร้างสรรค์สูตรโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

คำเตือน: ยาขนานนี้ผสมสูตรจากคำสอน ท่านพุทธทาสภิกขุ โปรดอ่านสรรพคุณให้ดีก่อนนำไปใช้ เครื่องยา : สามารถหาได้กาย วาจา ใจของตัวเอง

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแสดงธรรมไปในมหาชนบททั้งหลาย แคว้นกุรุเป็นแคว้นหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรม แล้วทรงแสดงธรรมไว้ถึง 7 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ มหานิทานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคัณฑิยสูตร และอานัญชสัปปายสูตร พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่นี่หลายเรื่องเพราะ ชาวกุรุเป็นผู้มีกำลังปัญญา สามารถฟังธรรมของพระองค์ได้ รวมทั้งบรรยากาศร่มรื่น ทำให้ชาวแคว้นแห่งนี้มีใจที่เปิดรับฟังธรรมของพระองค์ ถึงชาวกุรุจะได้รับคำสอนเรื่องสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรมได้จากการพิจารณากาย, เวทนา (ความรู้สึก) , จิต และ ธรรม และยังปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกัน สัตว์ตัวนั้นคือนกแขกเต้าที่มีชื่อว่า “พุทธรักขิต” มีหญิงช่างฟ้อนรำนางหนึ่งจับลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ และฝึกให้มันพูดภาษาคนได้ นางเดินทางไปแสดงฟ้อนรำที่ใดก็จะพาลูกนกตัวนี้ไปด้วยเสมอ จนกระทั่งมาถึงแคว้นกุรุ นางขออนุญาตพระเถรีพักค้างแรมในสำนักภิกษุณี แต่พอถึงวันที่นางต้องออกเดินทาง กลับลืมเจ้านกแขกเต้าไว้     สามเณรีจึงเลี้ยงนกแขกเต้าตัวนี้แทน และตั้งชื่อนกน้อยว่า “พุทธรักขิต” ซึ่งมีความหมายว่า “พุทธรักษา” วันหนึ่งพระเถรีรูปหนึ่งขานชื่อของมัน นกน้อยขานรับว่า “มีอะไรคะ ท่านแม่” พระเถรีถามต่อว่า “เจ้าเจริญภาวนาอย่างไรบ้าง” […]

เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มารคืออะไร

เมื่อ มาร มาผจญ โดย ดร.สนอง วรอุไร ถาม: เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มาร คืออะไร ไขปัญหาโดย ดร.สนอง วรอุไร ตอบ: มารหมายถึง ตัวการที่คอยขัดขวางไม่ให้เราเข้าถึงความดี มารมีอยู่ห้าตัวด้วยกัน ได้แก่ 1. กิเลสมาร คือ กิเลสของเราเองเป็นมาร เพราะกิเลสเป็นตัวกำจัดหรือขัดขวางความดี เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเมื่อใด เราจึงต้องสู้รบกับกิเลส หากสู้รบไม่สำเร็จ จิตก็จะตกเป็นทาสของกิเลส จะทำความดีไม่สำเร็จ 2. ขันธมาร คือ ขันธ์ห้าที่ประกอบขึ้นเป็นจิตใจและร่างกายของเรา จัดว่าเป็นมาร เพราะมีปกติที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไม่คงทนถาวร และเป็นภาระให้เราต้องดูแล ทำให้เราไม่สามารถทำหน้าที่หรือทำความดีได้อย่างเต็มที่ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วปวดเมื่อย หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้นระหว่างที่ฝึกปฏิบัติ อย่างนี้จัดว่าเป็นขันธมาร 3. อภิสังขารมาร คือ การมีจิตคิดปรุงแต่ง ทำให้ไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ อย่างนี้จัดว่าเป็นอภิสังขารมาร 4. เทวปุตตมาร คือ เทวดาระดับชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นมาร เขาบำเพ็ญบารมีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ขัดขวางและทดสอบมนุษย์ก่อนจะหลุดออกจากแดนกาม ด้วยการชักนำให้ห่วงหาอยู่แต่สิ่งที่เป็นกามสุข […]

ใช้ทุกข์ดับทุกข์ สัมผัสนิพพานสุข…ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ใจของเรานั้นมีหน้าที่ดำริไปเรื่อย ๆ ดำริไปดำริมาไม่รู้จักหยุดนิ่ง ในที่สุดไม่ว่าดำริไปเจอเรื่องที่สบายใจหรือไม่สบายใจ ก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์ได้ทั้งนั้น (ใช้ทุกข์ดับทุกข์) เช่น ดำริไปเจอเรื่องสบายใจ มีความสุข ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าอยากพบเจอเรื่องนั้นบ่อย ๆ อยากให้เรื่องนั้นหรือสิ่งนั้นคงอยู่ตลอดไป คนที่คิดอย่างนี้ สุดท้ายก็เป็นทุกข์ เมื่อใจดำริไปเจอเรื่องไม่สบายใจ ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าไม่อยากเจอเรื่องนี้เลย ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเลย…ก็เป็นทุกข์อีกเช่นกัน วิธีดับทุกข์เพื่อสัมผัสภาวะนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ มีอยู่ 2 วิธีง่าย ๆ ดังนี้ 1. รู้ทันกาย ใช้กายดับทุกข์ วิธีนี้คือให้ใจเกาะกายไว้เป็นที่พึ่ง กายเป็นเกราะกำบังทุกข์ ไม่ว่ากายจะทำหรือไม่ทำอะไรก็เอาใจตามกายไป เกาะติดอาการนั้นไปตลอด ยกตัวอย่างเช่น – ถ้ากายยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ใจก็เกาะอยู่ที่การยกนั้น – ถ้ากายวางแก้วน้ำลง ใจก็เกาะอยู่ที่การวางนั้น – ถ้ากายนั่งอยู่ ใจก็รู้ว่านั่ง – ถ้ากายยืนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการยืน – ถ้ากายเดินอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการก้าวเดิน – ถ้ากายนอนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการเอนตัวนอนนั้น – ถ้ากายหายใจอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่ลมหายใจเข้า – ลมหายใจออก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ […]

ผิดไหม? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย …ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

เลือกทำบุญและศรัทธาเฉพาะพระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือ พระเคร่งวินัย เท่านั้น ถือเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

นิพพานเทียมง่าย ๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

เราสามารถเข้าถึงนิพพานโดยทำใจให้ว่างสบาย ๆ ปลอดจากความคิด แม้จะได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดีกว่าไม่ได้เลย นอกจากนี้อาจจะหาตัวช่วย เช่น •  ฟังเพลงบรรเลงที่ไพเราะนุ่มนวลชวนฟัง ปล่อยใจให้ผ่อนคลายเบาสบายไปกับเสียงเพลง โดยไม่ต้องใส่ความคิดเข้าไปปรุงแต่ง ให้ใจของเราดื่มด่ำเป็นสุขไปกับเสียงเพลง •  ชมภาพทิวทัศน์ของธรรมชาติที่ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ ทำให้จิตใจมีความสงบปลอดโปร่งเบาสบาย •  ทำงานอดิเรกที่ทำแล้วผ่อนคลาย ไม่ปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่านไปทางรัก โลภ โกรธ หลง •  การทำจิตให้อยู่ในอารมณ์เช่นนี้ ก็เป็นสภาวะของนิพพานเทียมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่นกัน   นิพพานเทียมในใจตน 1.  ถ้าอยู่กับตัวเองตามลำพังก็ให้มีสติปัญญารู้กายของเราเป็นหลัก 2.  ถ้ามีสิ่งอื่นที่มากระทบทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ใจเผลอคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ก็ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ว่า สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ 3.  ละสิ่งที่เป็นโทษเป็นอกุศลเสีย 4.  เจริญในสิ่งที่เป็นบุญกุศล 5.  วางใจอย่าให้กระเพื่อมไหวไปในทางยินดียินร้าย สิ่งนี้พูดง่าย ฟังง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ทำยาก จะทำให้ได้ก็ต้องฝึก การฝึกฝนก็คือความเพียร […]

ความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

ความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น คือสภาวทุกข์ที่เป็นทุกข์ประจำขันธ์ ถึงคนนั้นจะมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติและเพียบพร้อมด้วยกามคุณอยู่ก็ตาม สภาวทุกข์ย่อมแสดงตัวขึ้นที่ขันธ์อยู่เสมอ เช่น รูปขันธ์ที่จิตยังครองร่างอยู่ ย่อมปรากฏ ความทุกข์ ขึ้นที่กายที่ใจ เพราะกายใจเป็นสถานที่รองรับทุกข์ และเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์อีกด้วย ถึงไม่มีใครปรารถนา แต่จำเป็นต้องได้รับ เพราะเป็นธรรมชาติที่มีอยู่กับตัว ถึงจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ ความทุกข์ ดับไป แต่ก็ไม่สำเร็จ เช่น แสวงหากามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มากลบเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้ปิดบังทุกข์ไว้ได้ เพราะทุกข์เป็นสัจธรรมประจำธาตุขันธ์ และเปิดเผยกับตัวเองอยู่ทุกวันคืน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงหลบหลีกทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น และไม่มีอิริยาบถใดมีความสุขที่แน่นอน เช่น ยืนนานก็เป็นทุกข์ เดินนานก็เป็นทุกข์ นั่งนานก็เป็นทุกข์ นอนนานก็เป็นทุกข์ เราจะหาเอาความสุขจากธาตุขันธ์มาจากที่ไหน ในที่สุดก็คว้าเอารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มากลบทุกข์ไว้ชั่วคราวเท่านั้น แทนที่จะเป็นผลดี กลับยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เหมือนการดับไฟ จะหาขี้เลื่อยหาแกลบมากลบไฟเอาไว้ แทนที่ไฟจะดับไป […]

เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรมให้มีชีวิตชีวา โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรม ให้มีชีวิตชีวา โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ คำหนึ่งที่น่าสนใจคือคำว่า “ชีวิตชีวา” บางคนมีแต่ชีวิต แต่ไม่มีชีวา หรือบางโรงเรียนเข้าไปเรียนแล้วมีแต่ชีวิต แต่ไม่มีชีวา เด็กไม่มีความสุข ไม่มีความเบิกบานแจ่มใส ไม่มีความพึงพอใจ ต่างจากบางโรงเรียนที่เข้าไปเรียนแล้วมีชีวิตชีวา เด็กร่าเริง เบิกบาน ตื่นตัว ไม่ซึม แล้วก็มีอัจฉริยภาพ มีความฉลาดด้วย หลักสูตรปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน บางหลักสูตรเข้าไปแล้ว โอ้โห! จิตตื่น กายก็ตื่น มีชีวิตชีวา สีหน้าแววตาแจ่มใส เบิกบาน มีความพึงพอใจ มีความสงบร่มเย็น กระฉับกระเฉง แต่บางหลักสูตรเข้าไปแล้วโยคีกลับตาลอย ๆ เหม่อ ๆ ไม่มีแววเลย เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรมให้มีชีวิตชีวาอยู่ที่การ “ปฏิบัติให้เหมือนไม่ได้ปฏิบัติ” ถ้าปฏิบัติเหมือนปฏิบัติก็คล้ายกับว่าเรามีคำว่า “ต้อง” จิตของเราจะถูกบีบเข้าไปในกรอบทันที ทำให้อึดอัด นานเข้า ๆ เพียงแค่นึกถึงการปฏิบัติขึ้นมาก็รู้สึกเข็ดขยาด เริ่มทุกข์ เริ่มหนาวสะท้าน แค่นึกว่าจะต้องไปเดินจงกรม นั่งสมาธิ ก็เริ่มรู้สึกถูกบีบคั้นแล้ว แค่ได้ยินคำว่า “ปฏิบัติธรรม” ก็ไม่เอาแล้ว อันที่จริงธรรมะนี้ควรเป็นเรื่องที่แค่นึกถึงก็มีความสุขแล้ว […]

สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่งการอธิษฐานจิต

สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่งการ อธิษฐานจิต มักพบว่าการสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมาจากการฝึกฝนจิตให้ไร้ซึ่งกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็มาจากการ อธิษฐานจิต ได้เช่นกัน ครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงเข้าสมาบัติอยู่บนภูเขาคันธมาทน์ หลังจากพระองค์ออกจากสมาบัติแล้ว ได้ดำริว่าจะอนุเคราะห์ให้ผู้ใดถวายทานแด่พระองค์ดี พระองค์จึงทรงเพ่งญาณจนทราบว่าต้องเสด็จไปอนุเคราะห์เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ในไร่อ้อย พระองค์ทรงเหาะไปที่ไร่อ้อยทันที เด็กชายกำลังเดินถือต้นอ้อยมา 2 ต้น ต้นหนึ่งเป็นของตน ส่วนอีกต้นเป็นของพี่ชาย เพื่อที่จะลิ้มรสความหวานที่แสนอร่อยของอ้อย ระหว่างทางนั้นเอง เด็กชายได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า เด็กน้อยกราบบังคมพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงรับอ้อยจากตน เด็กน้อยปูผ้าคลุมบนเนินที่สูงกว่าตนแล้วกล่าวว่า “พระองค์โปรดนั่งบนพื้นที่ที่สูงกว่าข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า” หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับบนพื้นที่ที่สูงกว่าเด็กชายแล้ว เด็กชายกล่าวขึ้นว่า     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถวายต้นอ้อยที่มีรสหวานนี้แด่พระองค์ อานิสงส์จากการถวายอ้อยนี้ขอให้หม่อมฉันเป็นผู้ได้ครอบครองเทวดาสมบัติ มนุษยสมบัติ และนิพพานสมบัติด้วยเถิด”  พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เป็นไปตามนั้น” เด็กน้อยเกิดความปีติขึ้น ยิ่งยกต้นอ้อยที่ตัดมาดีแล้ว วางลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าน้ำอ้อยไหลออกมาจนท่วมบาตร จากนั้นพระองค์ทรงลิ้มรสต้นอ้อยที่หวานอร่อย หลังจากนั้นทรงเหาะกลับไปยังเขาคันธมาทน์ทันที เด็กชายเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่กลับไร้ต้นอ้อยติดมือไปให้พี่ชาย พี่ชายถามถึงต้นอ้อย น้องชายจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายฟัง พี่ชายเกิดความปีติและอนุโมทนาในการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าของน้องชาย ยิ่งต้นอ้อยอันที่จะเป็นของตนได้อยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยแล้ว พี่ชายได้อธิษฐานขอให้ตนได้สำเร็จอรหัตตผล ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป     เมื่อสองพี่น้องต่างสิ้นบุญลง อานิสงส์แห่งการถวายอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าส่งผลให้ทั้งสองเกิดเป็นเทวดา […]

วิบากกรรมของปลากปิละ ปลาปากเหม็นที่มีเกล็ดเป็นทองคำ

วิบากกรรมของ ปลากปิละ ปลาปากเหม็นที่มีเกล็ดเป็นทองคำ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เกิดเรื่องประหลาดขึ้นท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงนำปลาตัวใหญ่ที่มีเกล็ดเป็นทองคำชื่อว่า ” ปลากปิละ ” เข้ามาให้พระพุทธเจ้าทอดพระเนตร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ปลาตัวใหญ่ที่มีเกล็ดเป็นทองคำมาจากชาวประมงคนหนึ่ง เขาสามารถจับปลาตัวใหญ่ตัวนี้ได้  เพราะในอดีตชาติได้เกิดโจรแต่กลับใจมารักษาศีล อานิสงส์แห่งการถือศีล ทำให้เขาเกิดเป็นเทพบุตร และกลับชาติมาเกิดอีกครั้งในตระกูลชาวประมง  พระราชาทรงอยากทราบว่าเหตุใดปลาตัวนี้จึงมีเกล็ดเป็นทองคำ ซึ่งผิดธรรมชาติจากปลาทั่วไป เมื่อปลาตัวถูกนำเข้ามายังพระเชตวัน สาธุชนที่มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เห็นปลาประหลาด แต่เมื่อมันอ้าปากขึ้นกลับเกิดกลิ่นเหม็นไปทั่วพระเชตวัน เหตุการณ์นี้สร้างความสงสัยให้แก่สาธุชนเป็นอย่างมาก     พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงอดีตชาติและวิบากกรรมของปลาตัวนี้ว่า ครั้งสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มีพี่ชายและน้องชาย คนพี่ชื่อว่า “โสธนะ” ส่วนคนน้องชื่อว่า “กปิละ” ชวนกันบวชเป็นพระภิกษุ คนพี่มุ่งมั่นปฏิบัติ (วิปัสสนาธุระ) แต่คนน้องเห็นว่าตนเองยังอายุไม่มาก ควรศึกษาปฏิเวธ (คันถธุระ) เสียก่อน พอศึกษามากเข้าก็สามารถแสดงธรรมได้ กลายเป็นที่ชื่นชอบของสาธุชนทั้งหลาย ยิ่งทำให้พระกปิละรู้สึกว่าตนเองมาถูกทาง พระภิกษุสายปฏิบัติเห็นว่า พระกปิละหลงใหลในปฏิเวธมากเกินไป ไม่ยอมปฏิบัติเสียที จึงตักเตือนเพื่อให้สนใจปฏิบัติบ้าง พระกปิละไม่พอใจจึงกล่าววาจาดูหมิ่นพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แสดงให้เห็นว่าพระกปิละดื้อดึงที่จะมุ่งมาทางปฏิเวธ พระโสธนะทราบจึงเข้ามาตักเตือนพระน้องชาย แต่พระกปิละก็ต่อว่าพระโสธนะอย่างรุนแรง ภิกษุณีที่เป็นแม่และน้องสาวได้ตามมาบวชก็ต่อว่าพระภิกษุที่มาตักเตือนพระกปิละทุกรูป หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับพระกปิละอีกเลย เมื่อพระโสธนะปลงสังขารและดับขันธปรินิพพาน เพราะมุ่งปฏิบัติ […]

พระภิกษุหากินอย่างไร คำตอบที่น่าสนใจจากพระสารีบุตร

พระภิกษุหากินอย่างไร คำตอบที่น่าสนใจจาก พระสารีบุตร ครั้ง พระสารีบุตร อัครสาวกของพระพุทธเจ้า กำลังบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ แล้วแวะฉันภัตตาหารจากบาตรยังเชิงผาแห่งหนึ่ง นางปริพาชิกา (นักบวชหญิงนอกศาสนา) ชื่อว่า “สุจิมุขี” จำพระสารีบุตรได้ว่าท่านได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้มีปัญญามาก นางจึงเข้าไปหาพระเถระแล้วถามว่า “ท่านก้มหน้าฉันหรือพระคุณเจ้า”  พระสารีบุตรตอบว่า “้เราไม่ได้ก้มฉัน น้องหญิง” “เช่นนั้นท่านเงยหน้าฉันหรือ”  “เรามิได้เงยหน้าฉัน” “หรือท่านมองทิศใหญ่ฉันเช่นนั้นหรือ” “เรามิได้มองทิศใหญ่ฉัน” “ท่านมองทิศน้อยฉันหรือพระคุณเจ้า” “เรามิได้มองทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง” นางปริพาชิกามึนงงในคำตอบของพระสารีบุตรแล้วกล่าวขึ้นว่า “พระคุณเจ้า ไม่ก้มหน้าฉัน ไม่เงยหน้าฉัน ไม่มองทิศใหญ่และทิศเล็กฉัน แล้วพระคุณเจ้าฉันอย่างไรเจ้าคะ ดิฉันเห็นมานักต่อนักแล้วว่านักบวชทั้งหลายชอบฉัน (หากิน) กับเดรัจฉานวิชา บางพวกพยากรณ์พื้นที่ ดิฉันเรียกว่า ก้มหน้าฉัน บางพวกดูดวงดาว (พยากรณ์ดวงชะตาด้วยดวงดาว) ดิฉันเรียกว่า เงยหน้าฉัน บางพวกชอบเป็นตัวแทนและสื่อสาร (กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศใหญ่ฉัน บางพวกชอบพยากรณ์จากอวัยวะ (ตรงกับศาสตร์นรลักษณ์) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศน้อยฉัน “     พระสารีบุตรจึงตอบเรื่องการฉัน (หากิน) […]

วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูง…หนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า วิธีตอบแทนพ่อแม่ นั้น เราทำได้สองระดับด้วยกัน คือ ระดับพื้นฐาน และระดับสูง ลูกคนไหนทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์ อย่าได้คิดว่าสัตว์เดรัจฉานไม่เข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์สามารถฟังธรรมได้จริง คือเรื่อง แม่ไก่ฟังธรรม  พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย พระองค์ดำเนินผ่านเรือนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกหมูตัวเมียอยู่หน้าเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรลูกหมูตัวเมียตัวนั้นแล้วแย้มพระสรวล พระอานนท์ทูลว่าพระองค์ถึงสาเหตุที่แย้มพระสรวล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอเห็นลูกหมูตัวเมียตัวนั้นไหม”  “เห็นพระเจ้าข้า” พระอานนท์ตอบ พระบรมศาสดาจึงตรัสถึงอดีตชาติของลูกหมูตัวเมียตัวนี้ให้พระอานนท์สดับว่า ครั้งสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า “กกุสันธะ” มีแม่ไก่ตัวหนึ่งได้ฟังธรรมที่พระภิกษุสาธยายเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาตลอดชีพ     เมื่อสิ้นบุญลง จิตที่เป็นกุศลจากการฟังธรรม ทำให้แม่ไก่หลุดพ้นจากภพภูมิของเดรัจฉาน เกิดเป็นพระธิดาของกษัตริย์ มีพระนามว่า “เจ้าหญิงอุพพรี” แม่ไก่ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนามาเมื่อในอดีตชาติ ทำให้เจ้าหญิงอุพพรีพอระลึกถึงการทำสมาธิได้ เมื่อเจ้าหญิงทอดพระเนตรเห็นกลุ่มหนอมที่อาศัยอยู่ในอาจม เจ้าหญิงเพ่งพระเนตรจนเกิดสมาธิจนเกิดปฐมฌาน เมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ลง จิตที่มีปฐมฌานส่งผลให้พระองค์อุบัติเป็นพรหม แต่แล้วพรหมก็เกิดสับสนในการเกิด (คติ) ทำให้จิตเสื่อมจากฌานแล้วลงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานคือลูกหมูตัวเมียตัวนี้นั้นเอง เหล่าพระภิกษุที่ติดตามพระพุทธเจ้ามาด้วย เกิดสลดและปลงว่าไม่มีสิ่งไหนคงทนและถาวร หลังจากลูกหมูตัวเมียตาย ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏจนกว่าจะสำเร็จอรหัตตผล   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง นางลูกสุกร  ภาพ : https://pixabay.com บทความน่าสนใจ ฟังธรรมด้วยความสุขกับ “ ธรรมะอารมณ์ดี […]

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เจ้าหญิงกิสาโคตมี ไม่มีปรากฏพระประวัติว่า พระนางได้ผนวชเป็นพระภิกษุณีหรือไม่ แต่พระนามของพระองค์จะซ้ำกับนางกีสาโคตมี สตรีที่สูญเสียลูกจนวิปลาส แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากทอดพระเนตรเทวทูต 4 แล้วทรงเข้าพระทัยเรื่องสัจธรรมของชีวิตว่ามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดาของโลก ทรงปลงกับพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่ แต่ภาพของบรรพชิตทำให้พระองค์ทรงตรึงพระทัย ปรารถนาที่จะแสวงหาความหลุดพ้น จึงดำริว่าการออกผนวชน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์ พระองค์ประทับในพระอุทยาน พระเวสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตศาลาริมสระโบกขรณีขึ้นถวาย ระหว่างที่พระองค์กำลังสรงน้ำ ทหารองครักษ์ทูลเรื่องพระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรส     เจ้าชายสิทธัตถะทรงโสมนัส และทรงรักพระโอรสมาก แต่แล้วพระองค์กลับทรงเศร้าหมองและตรัสขึ้นว่า “เราต้องตัดบ่วงที่ผูกเราไว้ให้ขาด” องครักษ์ได้ยินเจ้าชายตรัสคำว่า “บ่วง” จึงนำมาทูลพระนางยโสธรา พระนางจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า บ่วง นั่นเอง เจ้าชายเสด็จกลับพระนคร พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์พระองค์หนึ่งนามว่า “กิสาโคตมี” เจ้าหญิงตรัสขึ้นว่า “เจ้าชายพระองค์นี้ทรงเป็นพระโอรสแห่งผู้ใด หรือทรงเป็นพระสวามีของผู้ใด ผู้นั้นย่อมเย็นใจ” เจ้าชายติดที่คำว่า “ใจเย็น” ซึ่งตรงกับสภาวะของนิพพาน ทำให้เจ้าชายทรงมุ่งมั่นจะดำเนินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น พระองค์ทรงถอดสายสร้อยจากพระศอประทานเจ้าหญิงกิสาโคตมี  เพียงคำตรัสของเจ้าหญิงที่ชื่นชมเจ้าชายสิทธัตถะกลับแรงบันดาลใจให้กับพระองค์ ดังว่า คำพูดเปลี่ยนแปลงชีวิต น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในค่ำคืนนั้นเจ้าชายตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชทันที   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท […]

ความสุขที่สมบูรณ์ดูอย่างไร โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ความสุขที่สมบูรณ์ ดูอย่างไร ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความสุขอย่างสูงสุดไว้ดังนี้ ความสุขที่สมบูรณ์ ทีนี้ก็มาถึงลักษณะของความสุขอย่างสูงสุด ความสุขตามหลักพระพุทธศาสนาพูดรวบรัดทีเดียว ก็คือ นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือเป็นความสุขที่สูงสุด ตอนนี้เมื่อพัฒนาความสุขมาจนแตะหรืออ้างอิงพาดพิงถึงความสุขอย่างสูงสุดแล้ว ก็ควรจะรู้ว่าความสุขสูงสุดมีลักษณะอย่างไร เผื่อจะเอาไว้ใช้ตรวจสอบความสุขของเราว่าเข้าในแนวทางที่ถูกต้องไหม มีทางที่จะพัฒนาดีขึ้นไปได้ไหม อย่างน้อยก็จะได้ใช้เป็นแนวในการปรับปรุงความสุขของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น มีคุณให้มาก มีโทษให้น้อย แล้วตัวเราเองก็จะปฏิบัติต่อความสุขที่มีอยู่ได้ถูกได้ดีขึ้นด้วย ลักษณะง่าย ๆ ของความสุขอย่างสูงสุด หรือความสุขที่สมบูรณ์ที่พอจะปรากฏออกมาให้พูดถึงได้ ก็คือ 1. เป็นสุขตลอดเวลา ไม่ต้องหา เป็นคุณสมบัติประจำ มีอยู่กับตัว 2. เป็นสุขอิสระ ไม่ต้องพึ่งพา ไม่ขึ้นต่ออะไร ๆ เช่น ไม่อาศัยสิ่งเสพ 3. เป็นสุขล้วน บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีทุกข์แฝงหรือค้างคาเหลืออยู่เลย ข้อแรก ความสุขอย่างสูงสุดนั้นมีอยู่ในตัวตลอดเวลา เพราะเป็นคุณสมบัติของชีวิตไปแล้ว เป็นของประจำตัว เมื่อมีอยู่ข้างในของตัวเอง มีอยู่กับตัวแล้ว ก็ไม่ต้องหา […]

นางปุณณทาสี สงสัยว่าทำไมพระภิกษุไม่ยอมนอน

นาง ปุณณทาสี สงสัยว่าทำไมพระภิกษุไม่ยอมนอน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกุฏ ได้ตรัสเรื่อง นางทาสชื่อว่า “ ปุณณทาสี ” ให้ภิกษุทั้งหลายฟัง เรื่องราวมีอยู่ว่า เศรษฐีให้นางปุณณทาสีหุงข้าว เพราะได้ข้าวเปือกมาจำนวนหนึ่ง นางได้หุงข้าวนั้นเสร็จแล้วออกไปตามลมอยู่นอกโรงครัว นางปุณณทาสีเห็นคณะภิกษุทั้งหลายเดินไปบนภูเขาโดยมีแสงสว่างนำทาง ซึ่งแสงสว่างนั้นมาจากนิ้วมือของพระทัพพมัลลบุตรเถระ ซึ่งเกิดจากอานิสงส์แห่งการเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะแด่พระภิกษุทั้งหลาย นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “เหตุใดพระภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย จึงไม่หลับนอนกันหนอ กังวลเหลือเกินว่าพวกท่านจะเป็นอันตราย อาจถูกงูและสัตว์มีพิษกัดเพราะมันมืดมาก” พอรุ่งเช้านางปุณณาทาสีจึงนำรำข้าวชุบน้ำให้ชุ่มจนเหนียวเป็นแป้งแล้วบีบจนเป็นแผ่น ปิ้งบนเตาถ่าน พอสุกก็ห่อด้วยผ้า นางตั้งใจจะกินขนมนี้ระหว่างเดินทางไปที่ท่าน้ำ นางหยิบหม้อน้ำแล้วเดินออกจากโรงครัวไป     พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และพระภิกษุทั้งหลายเสด็จผ่านมาพอดี นางปุณณทาสีเห็นพระพุทธองค์ นางจึงคิดขึ้นว่า “บางครั้งเราได้พบพระบรมศาสดา แต่ไม่มีเครื่องไทยธรรมติดตัวมาเลย คราวนี้เรามีขนมติดตัวมา เราจะถวายขนมที่เราทำนี้แด่พระองค์” นางวางหม้อลง แล้วถวายบังคมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลว่า “ขอพระองค์โปรดเมตตา ทรงรับทานอันเศร้าหมองนี้ เพื่อสงเคราะห์หม่อมฉันด้วยเถิด พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ทรงให้พระอานนท์นำบาตรที่ท้าวจตุโลกบาลถวายรับขนมจากนางปุณณทาสี เมื่อนางใส่ขนมลงในบาตร แล้วกราบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ และกล่าวว่า “ขอธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วนั้น จงสำเร็จแก่หม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “จงสำเร็จตามนั้น”     […]

keyboard_arrow_up