Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า ห้วงโอฆสงสาร หมายถึง ห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด หรือหมายถึงกิเลสอันเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ท่วมใจสัตว์โลก มีด้วยกัน 4 ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ดังนั้นหากข้ามโอฆะ ห้วงน้ำแห่งสังสารวัฏได้ ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในห้วงน้ำนี้อีก เพราะได้ข้ามไปสู่ฝั่ง คือ พระนิพพาน พระโพธินันทะยกพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โอฆตรณสูตรที่ 1 ว่าด้วยการข้ามโอฆสงสารของพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีเทวดาเข้ามาทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระพุทธเจ้าทรงข้ามโอฆะ คือข้ามพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว เทวดาทูลถามต่อว่า พระองค์ไม่พัก ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า พระพุทธองค์จึงได้ตรัสคลายข้อสงสัยแก่เทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดเรายังพักอยู่ เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แลฯ เมื่อได้ฟังดังนี้ เทวดาจึงกล่าวว่า นานทีเดียวหนอ ข้าพเจ้าจึงจักได้เห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ […]

Dhamma Daily : เลิกกับแฟนหลายเดือนแล้ว ขอ วิธีตัดใจ ให้ลืมเขาเสียที

ถาม : หนูเลิกกับแฟนมา 6 – 7 เดือนแล้ว แต่ตอนนี้ยังคิดถึงเขาอยู่ ตัดใจไม่ลง ลืมเขาไม่ได้เสียที คุณแม่ชีมีเทคนิค มีวิธีคิดดีๆ หรือ วิธีตัดใจ ให้หนูหลุดจากอาการที่เป็นอยู่ไหมคะ 1 ตอบ : 6 – 7 เดือนที่ผ่านมาคงทุกข์มิใช่น้อยนะคะ 2 ตัดใจไม่คิดถึงนั้นยากอยู่ค่ะ เพราะเป็นเรื่องของจิตที่ถูกปรุงแต่ง 3 ถ้าจะพูดให้เห็นชัดก็ต้องขอยกตัวอย่าง เช่น เวลาเราดูละครสักเรื่อง ถ้าประโยคที่ออกมาจากปากพระเอกเป็นประโยคเดียวกับคนที่เลิกกับเราไปแล้ว 6 – 7 เดือนเคยพูดกับเรามาก่อน เราจะเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในละครน้ําเน่าเรื่องนั้นทันที คือเราจะมีสมมุติบัญญัติมากมายเหลือเกิน แต่ไปไม่ค่อยถึงวิมุตติหรือการหลุดพ้น แล้วก็แสดงออกกันหลากหลายแนว สะอึกสะอื้นบ้าง โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ้าง ซึมเศร้าบ้าง 4 หนูถามถึงเทคนิคใช่ไหมคะว่าจะหลุดจากอาการคิดถึงเขา ตัดใจไม่ลงได้อย่างไร ง่าย ๆ เลยก็คือ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ลมหายใจคือพลังแห่งชีวิตของเรา 5 ลองกลับมารักตัวเองด้วยการหายใจลึก ๆ อย่างรู้ตัวทั่วพร้อมว่า กายของเราอยู่ที่นี่ ใจของเราอยู่ที่นี่ […]

ว่าด้วยเรื่องสวดมนต์ : สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล

สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล โดย ดร. สนอง วรอุไร ทำไมต้องสวดมนต์ การสวดมนต์เป็นกุศโลบายที่จะทำให้จิตมีสติและตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับบทมนต์ที่สวด จึงถือได้ว่าเป็นการพัฒนาจิตให้มีสติขั้นต้นในรูปแบบของสมถภาวนา นอกจากทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว การสวดมนต์ยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วย เพราะเจริญสติแล้วสมาธิย่อมเกิด และเมื่อสมาธิเกิดจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ ทำให้การปรุงแต่งของจิตเป็นอารมณ์ลดน้อยลง และส่งผลให้พลังงานของร่างกายเพิ่มมากขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยจึงลดลงเป็นธรรมดา และมีสุขภาพร่างกายดีเป็นผลในเบื้องสุด สวดมนต์อย่างไรให้ถูกวิธี วิธีสวดมนต์ให้ดีที่สุดคือ ต้องสวดด้วยการให้จิตจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยใจที่นอบน้อม อ่อนน้อม ศรัทธา และเชื่อมั่นในคุณธรรมของพระพุทธเจ้า และควรจะสวดออกเสียงเพื่อทำกรรมทั้งสามให้สมบูรณ์ คือ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม ผลของกุศลจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเรื่องภาษาของบทมนต์ที่ใช้นั้น จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ยิ่งรู้ความหมายของบทสวดมนต์ที่สวดด้วยยิ่งดี เพราะเท่ากับเป็นการเจริญปัญญาให้ถูกตรงได้ในอีกทางหนึ่งด้วย หากบุญเก่าส่งผลถึงพร้อม สามารถทำให้บรรลุธรรมขณะที่กำลังสวดมนต์เลยก็ได้ สวดมนต์บทไหนดี เบื้องต้นควรสวดบทบูชาคุณพระรัตนตรัย คือ “นะโม ตัสสะฯ” แล้วต่อด้วย “อิติปิโสฯ” “สวากขาโตฯ” และ “สุปะฏิปันโนฯ” ไปจนจบ เพื่อให้จิตจดจ่อมั่นคงในพระรัตนตรับ ส่วนมนต์บทอื่น ๆ เช่น พาหุง พระปริตร […]

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวได้อย่างกินใจ เห็นธรรมะลึกซึ้ง จนตระหนักว่าหากยึดตามคำสอนของท่าน คนเกลียดวัด ที่มองเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องทางโลก จะเข้าใจในทันทีว่า หากปฏิบัติตามคำสอนนี้ เรื่องของการมีครอบครัวเป็นเรื่องเดียวกับทางธรรม เรื่องของครอบครัวเป็นกิจของฆราวาส แต่ภิกษุสมัยนี้ก็อยู่กันไม่ต่างจากครอบครัว ผิดกับภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่สนใจเรื่องครอบครัว เพราะภิกษุในปัจจุบันยังสนใจกับบุพการี ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ คือยังห่วงเรื่องทางโลกอยู่ทั้งที่ตนมาเป็นภิกษุผู้ละทางโลกแล้ว คำพูดโดยสังเขปของท่านพุทธทาสที่ยกมานี้ แม้ท่านจะกล่าวมานานมากแล้ว ในปัจจุบันก็ยังพบเห็นพระภิกษุมีความกตัญญูกตเวที ดูแลโยมพ่อโยมแม่อย่างที่เห็นตามข่าว ฆราวาสอย่างเรามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” แต่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า ภิกษุผู้ละทางโลกแล้วต้องละให้ได้ เหมือนอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่เลี้ยวหลังไปสนใจครอบครัวอีกเลยหลังจากออกบวช  ทั้งนี้ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงเรื่องการมีครอบครัวของฆราวาสไว้อย่างน่าสนใจว่า     ทำไมฆราวาสมีครอบครัว แต่เราจะพูดกันถึงครอบครัวธรรมดาสามัญของฆราวาสทั้งหลายว่า เขามีครอบครัวกันทำไม ? โดยขนบธรรมเนียมประเพณี เขาจัดให้มีครอบครัวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อว่าคนอย่าต้องเบียดเบียนกัน เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ครั้นมีครอบครัวแล้ว ก็หลงใหลอย่างหลับหูหลับตา ในความหมายของคำว่า “ครอบครัว” มีความรักอย่างโง่เขลาในเรื่องอันเกี่ยวกับครอบครัว จนได้เป็นทุกข์อันเนื่องมาจากครอบครัวนั้นเอง สมน้ำหน้าคนโง่ สมน้ำหน้าคนเกลียดวัด ที่ไม่รู้จักว่าครอบครัวนั้นคือใคร ? และจะต้องมีทำไม ?     ครอบครัวที่แท้จริงคือเพื่อนร่วมเดินทางไปสู่พระนิพพาน ถ้ามองดูด้วยสติปัญญาในเรื่องทางจิตวิญญาณ ควรจะมองเห็นได้ว่า ครอบครัวนั้นคือเพื่อนเดินทางไปนิพพาน […]

“ม้างกาย” วิชาของ หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านชำนาญมากในการรู้วารจิตคนอื่น เคยแอบดูวารจิตหลวงปู่มั่นจนถูกท่านดุ ก่อนที่หลวงปู่หลุยจะได้รู้ว่าวารจิตคนอื่น ท่านฝึกสมาธิตามคำแนะนำของชีผู้ทรงอภิญญา ท่านเล่าว่า ตอนที่เป็นพระหนุ่ม ไปปฏิบัติสมาธิกับครูบาอาจารย์ ได้ทราบข่าวว่ามีแม่ชีได้อภิญญาสูง หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วารจิตของคนอื่น แม่ชีท่านหนึ่งชื่อ “ชีจันทร์” ส่วนอีกท่านหนึ่งชื่อ “ชียอ” ล้วนได้อภิญญาทั้งคู่ โดยเฉพาะชียอตาบอดมองไม่เห็น แต่สมาธิสูงมาก รู้ไปหมดว่าพระองค์ไหนสำเร็จชั้นไหนและติดขัดอยู่ในธรรมขั้นใด วันหนึ่งท่านจึงเดินทางไปกับท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อพิสูจน์ให้รู้ความจริง พอไปถึง โยมที่นั่นนิมนต์ท่านอาจารย์อ่อนและอาจารย์ฝั้นขึ้นเทศน์ เทศน์จบลงธรรมาสน์ หลวงปู่หลุยเข้าไปถามแม่ชีเกี่ยวกับอาจารย์ทั้งสองรูป ท่านว่าแม่ชีรู้ไปหมดสมคำร่ำลือจริง ๆ ท่านจึงเกิดความอัศจรรย์ใจ เข้าไปถามแม่ชีถึงแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้อย่างนั้น แม่ชีได้อธิบายแนวปฏิบัติให้ท่านอย่างละเอียดพิสดาร ไม่ปิดบังอำพราง เรียกเป็นภาษาอีสานโบราณว่า “ม้างกาย” “ม้าง” แปลว่า “ผ่า หรือแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ” เหมือนการรื้อบ้าน หรือการถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ออกจากกันจนไม่เหลือความเป็นบ้านหรือคอมพิวเตอร์ พอรู้อุบายการปฏิบัติเท่านั้น หลวงปู่หลุยก็ทุ่มเทให้การปฏิบัติอย่างจริงจัง สุดท้ายท่านก็สำเร็จ จิตรวมพรึบเป็นสมาธิขึ้นฌาน […]

9 วิธีสะสมแต้ม เพื่อไป” นิพพาน “

เมื่อเห็นคำว่า ” นิพพาน ” คาดว่าหลายคนคงเบือนหน้าหนี เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไกลใจ จนคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่มีทางเข้าใจและไปถึง

ถอดรหัสวัดเมืองน่าน ตอน วัดภูมินทร์ แง่งามแห่งนิพพาน

ถอดรหัสวัดเมืองน่าน ตอน วัดภูมินทร์ แง่งามแห่งนิพพาน หลายท่านอาจเคยรู้จักและมีโอกาสไปเยือน วัดภูมินทร์ จ.น่าน แต่หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ววัดแห่งนี้มีนัยยะของพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แฝงไว้อย่างแยบคาย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อวัดพรหมมินทร์ เป็นวัดหลวงตั้งอยู่ในเขตพระนคร ตำบลในเวียง จังหวัดน่าน เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาอีกประมาณ 300 ปี มีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิ์เดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 7 ปี ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน อันเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยคือเจดีย์ พระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจตุรมุข (กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) มีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้ง 4 ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดกตำนานพื้นบ้านและความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต สาเหตุที่พระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือเป็นทิศเดียวกับที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าหันเศียรไปเมื่อครั้งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน บริเวณซุ้มกึ่งกลางประตูวิหารใช้รูปตุงล้านนามาประดับ เชื่อกันว่า ตุง คือ ธงแห่งชัยชนะ หนึ่งในแปดสัญลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าใช้ประกาศชัยชนะเหนือหมู่มาร (สัญลักษณ์ทั้ง 8 ได้แก่ สังข์ […]

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง […]

การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เข้าใจอย่างผิดๆ ว่า การบวชเท่านั้นเป็นหนทางแห่งมรรค ผล นิพพาน เพราะแท้ที่จริงนั้น การบวชเป็นเพียง “เส้นทางหนึ่ง” ในบรรดาสองทาง

ท่านพุทธทาสภิกขุระงับ โรคหัวใจวาย และน้ำท่วมปอดด้วยธรรมโอสถของพระพุทธเจ้า

เหตุการณ์ท่านพุทธทาสภิกขุอาพาธด้วย โรคหัวใจวาย และน้ำท่วมปอดนี้ เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ชาวพุทธจะได้เรียนรู้วิธีการระงับโรคภัยด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า หมู่นี้สังเกตได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องขอบสุขภาพกันมากขึ้น อาจเรียกว่าเป็นเทรนด์ หรือ กระแส ดังนั้นการนำพระพุทธศาสนา หรือธรรมะเข้ามาในกระแสที่กำลังนิยม น่าจะช่วยทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นที่สนใจมากขึ้น จึงเห็นควรว่าถ้านำเหตุการณ์ของพระสงฆ์อาพาธที่เป็นที่รู้จักของคนไทย มาบอกเล่าสู่กันฟัง น่าจะทำให้เราเข้าใจถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าที่สามารถช่วยเรื่องของสุขภาพได้เป็นอย่างดี จึงขอยกเหตุการณ์อาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งในขณะนั้นท่านอาพาธเป็นโรคหัวใจวายและน้ำท่วมปวด     ครั้งท่านพุทธทาสภิกขุอาพาธด้วยโรคหัวใจวายและน้ำท่วมปอด นายแพทย์ประเวศ วะสีนิมนต์ท่านพุทธทาสภิกขุไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ท่านว่าท่านไม่ถูกกับกรุงเทพฯ ไปอยู่ทีไรมีอันต้องเจ็บต้องป่วยทุกที จนสุดท้ายแล้วท่านได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี บทสนทนาระหว่างท่านพุทธทาสภิกขุกับนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่คัดมานี้ ทำให้เราเห็นถึงสัจธรรมความจริงของมนุษย์ ที่ไม่สามารถหนีพ้นจากความทุกข์ ที่มาในรูปลักษณ์ของโรคภัยเบียดเบียนได้ แต่มีวิธีเดียวคือการพิจารณาและเข้าใจในความทุกข์นั้น และยาที่จะรักษาโรคทางกายนี้ให้หายได้คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุได้สอดแทรกไว้ในบทสนทนาที่คัดมานี้     ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า อาตมาก็คิดอยู่ว่า ถือเป็นหลักแต่ไหนแต่ไรแล้ว ให้ธรรมชาติรักษา ธรรมะรักษา คุณหมอช่วยผดุงชีวิตให้มันโมเม โมเมไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน แล้วธรรมชาติก็จะรักษาโรคต่าง ๆ ได้เอง ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น ไม่ต้องการมากกว่านั้น ที่จริงมันควร (หัวเราะ) ไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อต้องเป็นอย่างนี้ก็ศึกษาปัญหามันก็มีว่าจะทำอย่างไร ให้มันอยู่ได้โดยมีชีวิตมากกว่าพระพุทธเจ้า แต่ไม่เป็นปัญหา โดยหลักธรรมชาติ […]

Dhamma Daily: ตักบาตรพระ ด้วยอาหารค้างคืน บาปไหม

Dhamma Daily: ตักบาตรพระ ด้วยอาหารค้างคืน บาปไหม อาหารที่เราขายไม่หมด แล้วเก็บไว้ ตักบาตรพระ ในวันถัดไป จะบาปไหม ผลหรืออานิสงส์แห่งทานก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ตนได้ทำไว้ ให้สิ่งใดก็ได้รับสิ่งนั้น

เมื่อ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เพ่งกสิณ ใส่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)

เมื่อ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เพ่งกสิณ ใส่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ครั้งที่ท่านพ่อลีจำพรรษาอยู่ที่วัดบรมนิวาส ท่านได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาสมเด็จฯท่านไม่ค่อยชอบพระกรรมฐานสักเท่าไหร่ ถึงกับเคยไล่พระอาจารย์มั่นเสียด้วยซ้ำ (หมายเหตุ :  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุตในภาคอีสาน เมื่อทราบข่าวว่ามีคณะพระป่ากรรมฐานของหลวงปู่มั่นเดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพาน จึงสั่งให้เจ้าคณะแขวงอำเภอพร้อมด้วยนายอำเภออำนาจเจริญไปทำการขับไล่พระป่าคณะนี้ออกไปให้หมด  ทั้งยังประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น) แต่ท่านพ่อก็พิจารณาคุณูปการของสมเด็จที่มีต่อตัวท่าน จึงปรารถนาเกื้อกูลด้วยการแก้ทิฏฐิของสมเด็จฯให้รู้ว่า “…ธรรมของจริง ผู้รู้จริงเป็นอย่างไร สมเด็จฯท่านอ่านตำรามาก ชอบวิจารณ์วิจัย แต่วัน ๆ ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนาพิจารณาสังขาร ทำแต่งานภายนอก คิดดูแล้วก็น่าสงสาร ท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อเรา เราต้องปฏิบัติการตอบท่านด้วยธรรมที่รู้เห็นมาตามสติปัญญาที่มี” ดังนั้นท่านพ่อลีจึงเดินทางมายังวัดบรมนิวาส แล้วเพ่งกสิณน้ำและกสิณไฟใส่สมเด็จฯ จนสมเด็จฯถึงกับเรียกท่านพ่อลีมาถามว่า “เอ…วันนี้มันเป็นอะไรกันนะ เดี๋ยวร้อนเหมือนถูกไฟเผา เดี๋ยวหนาวจนสะบั้น” ท่านพ่อลีก็ทำเสมือนไม่ได้ทำอะไรท่าน แล้วถามท่านกลับไปว่า “ไหน…ไหน…ไหน…มันเป็นอะไร อากาศร้อนหนาวมันก็เปลี่ยนแปลงบ้างแหละขอรับ เจ้าประคุณ” ***สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)*** แต่ท่านสมเด็จฯเป็นปราชญ์ ท่านสังเกตว่าท่านพ่อลีมาทีไร อาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ก็หายไปทุกครั้ง […]

อสุรกายร้ายยังต้องยอมจำนนต่อ บารมีธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ  

อสุรกายร้ายยังต้องยอมจำนนต่อ บารมีธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ เรื่องมีอยู่ว่า… เช้าวันหนึ่ง หลวงปู่แหวน สุจิณโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี 4-5 หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนาน ๆ จึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที ชาวบ้านถามว่า พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน หลวงปู่บอกว่าจะมุ่งไปทางเทือกเขาที่มองเห็น แล้วจะลงไปทางสุวรรณเขต (อยู่ตรงข้ามกับมุกดาหาร) ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะมียักษ์ปีศาจดุร้ายสิงอยู่ คอยทำร้ายคนและสัตว์ที่ผ่านไปทางนั้น หลวงปู่ทั้งสองฟังแล้วก็กล่าวขอบใจในความหวังดี และบอกว่าท่านทั้งสองได้มอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ขออย่าได้ห่วงตัวท่านเลย แล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว หลวงปู่ออกเดินทางโดยข้ามลำน้ำสองแห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ป่าแถบนั้นเงียบกริบ ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ เลย แม้แต่นกก็ไม่มี ดูผิดประหลาดมาก พอใกล้ค่ำหลวงปู่ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาสูงที่มีลักษณะประหลาดมาก คือยอดเป็นสีดำคล้ายถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะป่ำคล้ายหัวคนบ้าง หัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ หลวงปู่ทั้งสองเลือกปักกลดค้างคืนข้างลำธารที่มีน้ำใสไหลผ่านอยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่างกันประมาณ 10 เมตร เมื่อสรงน้ำพอสดชื่นแล้ว ต่างองค์ก็นั่งสงบภายในกลดของตน ทั้งสององค์ตระหนักในความประหลาดของสถานที่นั้น แต่ไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่นั่งสงบอยู่ภายในกลด ประมาณ 5 ทุ่ม หลวงปู่แหวนก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม […]

จากอาหารญี่ปุ่นสุดหรู สู่ราเม็งแค่ชามเดียว : เจ้าของ ร้านราเม็ง อิดะ โชเท็น

โชตะ อิดะ ชายหนุ่มตัวอวบ ตาแป๋ว เคยฝันอยากเป็นเชฟร้านอาหารญี่ปุ่น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาไปฝึกงานที่ร้านอาหารดัง ๆ ในโตเกียวจนอายุยี่สิบต้น ๆ แต่วันหนึ่งเขาพบว่า ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลของที่บ้านเป็นหนี้สินหลักร้อยล้านเยน อิดะจําใจต้องพับความฝันที่จะเป็นเชฟใส่กระเป๋าแล้วกลับมาทํางานใช้หนี้ที่บ้านเกิดก่อน 1 บังเอิญว่าลุงของอิดะเปิด ร้านราเม็ง เขาจึงเริ่มเข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านทั้งสามร้านของคุณลุง เนื่องจากร้านราเม็งนี้อยู่ภายใต้แฟรนไชส์ของแบรนด์ดัง อิดะจึงไม่ต้องทําอาหารเอง เขาเพียงดูแลเรื่องธุรกิจ การหาลูกค้าเข้าร้าน และงบกําไร – ขาดทุนเท่านั้น 2 อิดะทํางานโดยไม่หยุดพักตลอด 8 ปี จนตัวเลขกําไรของร้านราเม็งดีขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งอิดะเกิดความรู้สึกว่า เขาไม่อยากแค่รับน้ําซุป หมู และเส้นจากที่อื่นมาขายที่ร้านแล้ว 3 “ผมอยากทําราเม็งในสไตล์ของตัวเอง” 4 เมื่อคิดได้ดังนั้นอิดะก็ตระเวนชิมราเม็งตามร้านต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่นจนมาเจอร้านราเม็งร้านหนึ่งที่ทําให้อิดะ “ช็อก” 5 หากพูดถึงราเม็งแล้ว เชฟญี่ปุ่นส่วนใหญ่เน้นที่การทําน้ําซุป บางร้านเคี่ยวกระดูกหมูหลายสิบชั่วโมง บางร้านหยอดเครื่องเทศที่เป็นสูตรลับของทางร้าน แต่ร้านนี้ “เส้น” อร่อยมาก อร่อยจนอิดะแปลกใจว่ามีเส้นราเม็งที่อร่อยได้ขนาดนี้เลยหรือ เขากลับไปรับประทานราเม็งร้านนี้อีกหลายครั้ง และเดินทางไปรับประทานร้านของลูกศิษย์ร้านราเม็งดังกล่าวอีกหลายครั้งจนจํารสชาติได้ขึ้นใจ 6 อีกร้านหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของอิดะ คือ ร้าน […]

ฟังธรรมะ ข้อคิดดี ๆ จาก 5 พระอาจารย์ชาวต่างชาติ ลูกศิษย์สายหลวงพ่อชา

หลวงพ่อชา นับว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สร้างคุณให้กับพระพุทธศาสนา ในการเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ เพื่อศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงขอนำเสนอ พระอาจารย์ชาวต่างชาติ 5 รูป ซึ่งเป็นลูกศิษย์สายหลวงพ่อชา เปรียบได้กับขุนพลธรรมที่จะนำธรรมะ ข้อวัตร ปฏิบัติไปเผยแพร่แก่ชาวพุทธทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติ   พระครูอุบลภาวนาวิเทศ   ประวัติ : ท่านเป็นชาวเยอรมัน มีความสนใจในการนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก เคยอยู่ประเทศไทยเมื่ออายุได้ 10 ขวบ เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นจึงย้ายกลับประเทศเยอรมนี ท่านมีความสนใจในด้านวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ที่ Free University of Berlin ตอนที่ยังเป็นฆราวาสยังฝึกสมาธิที่วัดไทยในประเทศเยอรมนีบ่อยครั้ง และได้เรียนรู้การทำวิปัสสนากรรมฐานจากหนังสือธรรมะของหลวงพ่อชาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากจบการศึกษาแล้วบินมาบวชเป็นพระที่วัดป่านานาชาติทันที เมื่อ พ.ศ. 2541 ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ และพระชาวต่างชาติรูปแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัฌาจารย์   พระอาจารย์ชยสาโร ประวัติ : ท่านเป็นชาวอังกฤษ เป็นคนขี้สงสัย พยายามแสวงหาคำตอบว่าสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์คืออะไร ? ท่านเริ่มหาคำตอบจากความเชื่อในหลายศาสนาและหลายสังคมวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถให้คำตอบท่านได้ จนได้มาพบกับพระพุทธศาสนาที่ทำให้ข้อสงสัยของท่านกระจ่าง ไม่หยุดเพียงเท่านี้ ท่านยังเคยปฏิบัติตนตามศาสนาต่าง ๆ ประพฤติตนเป็นฤาษีก็เคย จนกระทั่งได้พบกับพระอาจารย์สุเมโธ […]

ทำไม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ ไม่เทศน์ให้ญาติโยมฟัง

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ เป็นพระภิกษุที่มีคาถาอาคม เพราะตอนเป็นพระหนุ่ม ได้ศึกษาไสยศาสตร์ และได้ออกธุดงค์อยู่ป่าเป็นเวลานาน     ประชาชนที่เดินทางไปกราบไหว้หลวงพ่อคูณส่วนใหญ่แล้ว ต้องการไปหาวัตถุมงคลของขลังของท่านไว้ป้องกันตัว หรือเอามาเป็นของขลังที่จะช่วยให้การค้าขายเจริญตามความเชื่อนั่นแหละ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเคยถามท่านว่า ทำไมท่านจึงไม่เทศน์ให้ธรรมะแก่ญาติโยมที่มาหาท่าน     ท่านตอบว่า “จะพอมีเวลาอธิบายอะไร มีแต่คนจะเหยียบกันตาย แล้วจะมีเวลาอะไรมาอธิบาย มันหาเวลาอธิบายไม่ได้ เดี๋ยวก็ยืนตีหัวโป๊ก เดี๋ยวโป๊ก แค่นี้ขากูก็สั่นดิ๊กๆ แล้ว” ผมถามท่านตอบว่า ” คิดว่าเป็นการสะท้อนถึงปัญหาสังคมไทยไหมครับหลวงพ่อ คนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ว่าไม่อยากฟังเรื่องธรรมะเท่าไร มีปัญหากับสังคมไหม ที่ต้องมาหาหลวงพ่อกันเยอะ ๆ นี้” หลวงพ่อตอบว่า “พูดถึงเรื่องมีก็มี ถ้าเวลาพอกูแนะนำว่า อยากให้บ้านเมืองของเราเจริญ… ไม่ยากหรอก   ให้ตั้งอยู่ในองค์ปัญจะทั้ง 5 ข้อคือ รักษาศีล 5 บริสุทธิ์ บริบูรณ์ อย่าให้ขาด   แม้แต่เป็นพระก็ต้องยิ่งรักษาศีล ถ้าไม่มีศีลประจำใจ ไม่ว่าพระรูปหนึ่งรูปใดเป็นพระก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”   […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

keyboard_arrow_up