บทสวดมนต์ก่อนนอนแบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ

บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ ซีเคร็ตขอนำเสนอ บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น ให้ผู้อ่านได้นำไปใช้สวดภาวนา ทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ เพราะได้ฟังคำสรรเสริญของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูแห่งเทวดาทั้งหลาย การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เป็นการปลูกฝังจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อช่วยสร้างสมาธิ จิตใจผ่องใสก่อนนอน และยังเป็นการสร้างบุญให้จิตใจเป็นกุศลก่อนที่จะนอนอีกด้วย   อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 ครั้ง) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ 1 ครั้ง) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 ครั้ง)     พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชเดชะ ธัมมะบูชา มะหาปัญญะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาอันยิ่งใหญ่ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้าอุดมด้วยอริยสมบัติ […]

สองเจ้าอาวาสวัดกรุงเก่ามอบเงินช่วยเหลือ โรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง

สอง เจ้าอาวาสวัดกรุงเก่า มอบเงินช่วยเหลือ โรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง เป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อสอง เจ้าอาวาสวัดกรุงเก่า คือ วัดตูม และ วัดพุทไธศวรรย์ เมตตามอบเงินสมทบทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง 77 ข่าวเด็ดได้นำเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่วัดตูม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชสิทธิโสภณ วิมลวิหารกิจ เจ้าคณะอำเภอผักไห่ และ เจ้าอาวาสวัดตูม  มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา  ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องกระตุ้นหัวใจ  และ เครื่องกระตุกหัวใจกึ่งอัตโนมัติ คณะศิษย์มงคลวารจารย์  (หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง) เภสัชกรหญิงอรสา อารยพัฒน์ คุณศิริวรรณ  ทิลารักษ์ ครอบครัวอารีจิตพานิช ครอบครัวศรีกุลเรืองโรจน์ ครอบครัวอนุจารี ครอบครัวอารีประชาภิรมย์ พร้อมญาติมิตรได้มอบเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาทั้งสิ้น  1 ล้านบาท         ก่อนหน้านี้ พระราชสิทธิโสภณ ได้มอบเงินจำนวน 1 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาเพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของตึกสงฆ์อาพาธ […]

หลวงปู่ครูบาบุญยัง ปัญญาวโร พระแท้ที่มีชีวิตเรียบง่ายกลางป่าเขา

หลวงปู่ครูบาบุญยัง ปัญญาวโร พระแท้ที่มีชีวิตเรียบง่ายกลางป่าเขา พระมหาไกรพิทักษ์ จิตฺตีกาโรได้เล่าเหตุการณ์ที่ท่านได้พบกับพฤฒาจารย์ หลวงปู่ครูบาบุญยัง ปัญญาวโร พระภิกษุอาวุโสผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อาศัยอยู่กลางป่า ยึดหลักธุดงควัตรปฏิบัติตลอดชีพ พระมหาไกรพิทักษ์ จิตฺตีกาโร พระอาจารย์หนุ่มเจ้าของเฟซบุ๊ก “พระมหาไกรพิทักษ์ จิตฺตีกาโร (ผ่านทุกข์ได้จึงพบสุข)” ได้เล่าเรื่องราวที่พระอาจารย์ได้พบกับหลวงปู่ครูบาบุญยัง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2560 ผ่านเฟซบุ๊กของท่านว่า     ” กว่าจะดั้นด้นเข้าไปถึงได้กราบผู้เฒ่า สุดแสนจะลำบากบุกป่าฝ่าดงเข้าไป และได้กราบสมใจ หลวงปู่ครูบาบุญยัง อายุ 109 ปี วัดบ้านหนองโค อำเภอแจ้โด่ง จังหวัดกอกะเร๊ ประเทศพม่า หลวงปู่มีเชื้อสายบรรพบุรุษเป็นชาวเวียงจันทร์ประเทศลาวที่อพยพมาอยู่พม่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ” หลวงปู่เล่าประวัติการออกปฏิบัติกรรมฐานเดินธุดงค์อยู่รุกขมูลในป่าเขา ปฏิบัติเอาเป็นเอาตายแลกเอาธรรม เคยเดินธุดงค์พบกันและสนทนาธรรมกับหลวงปู่แหวน, หลวงปู่ตื้อ, หลวงปู่ครูบาพรหมจักร และครูบาอาจารย์สายกรรมฐานของประเทศไทยอีกหลายองค์     ” หลวงปู่เปรียบดังช้างเผือกที่เก็บตัวอยู่ในป่าเขาไม่ปรากฎตัว น้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ใครจะนึกละว่า..ในหลวง ร.9 ได้ส่งคณะแพทย์ที่รักษาพระองค์ไปตรวจสุขภาพร่างกายหลวงปู่ทุกปี และได้ส่งอาหารเสริมนมผงไปถวายหลวงปู่ประจำ ท่านต้องไม่ธรรมดาแน่นอน และแม้หลวงปู่จะอายุ […]

ความสุขพอเพียง เรียบง่าย ไม่สิ้นเปลือง โดย พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ

เราสามารถมี ความสุขพอเพียง ไม่เบียดเบียนใคร เรียบง่ายและไม่สิ้นเปลืองได้อย่างไร พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ ได้ชี้แนะไว้ดังนี้ มีคนกล่าวถึงความพอเพียงไว้หลายรูปแบบ ในหลายศาสตร์สำหรับการดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียงแล้วต้องมีความสุขด้วย เป็นศิลปะของการใช้ชีวิตชั้นเลิศ เพราะในการดำรงชีวิตทุกวันต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ถ้าท่านไม่ขวนขวายหาความสุขความสงบให้ชีวิต นับว่าเป็นการใช้ชีวิตที่สูญเปล่า ขาดเป้าหมายไร้ประสิทธิภาพ การยืนอยู่บนความพอเพียง หมายถึงใช้ทรัพยากรเงินทองไม่เกินตัว ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รวมทั้งต้องใช้ให้คุ้มค่าอีกด้วย มีสมดุลทั้งรายรับและรายจ่าย หาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ไม่หวังกำไรสูงสุด แต่มีเป้าหมายเพื่อการเติบโตมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ดูแล้วก็เหมือนสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนให้เรายึดถือแนวทางสันโดษ ไม่เบียดเบียน ลองมาใช้ชีวิตพอเพียงอย่างมีความสุข สงบ เรียบง่าย และไม่สิ้นเปลือง จัดสรรเวลามาปฏิบัติดู ตื่นเช้าด้วยความเบิกบาน ตั้งใจทำความดี อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดวัน ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจเบิกบาน มีภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ เอาใจตัวเองบ้าง เช่น ไปดูหนัง ฟังเพลง เสริมสวย เล่นกีฬา เดินช็อปปิ้ง คุยกับเพื่อน นอนกลางวัน ฯลฯ แต่อย่าลืมเรื่องความสมดุลของรายรับ รายจ่ายด้วย เสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หยุดรถให้คนข้าม ให้คันอื่นไปก่อน […]

วิบากกรรมของเปรตปากเท่ารูเข็ม

วิบากกรรมของ เปรตปากเท่ารูเข็ม เปรตปากเท่ารูเข็ม เป็นเปรตชนิดหนึ่งที่ชาวพุทธคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และเวลาพูดถึงเปรตทีไร ก็จะเห็นเป็นภาพของเปรตที่มีปากเท่ารูเข็มทุกที ทั้งทีในคัมภีร์เปตวัตถุ มีเรื่องราวของเปรตอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเปรตหน้าหมู (สุกรเปรต) (สามารถศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ >>> สุกรเปรต วิบากกรรมของผู้ยุยงให้คนอื่นแตกแยก) เปรตที่มีวิมานอยู่ (เวมานิกเปรต) เป็นต้น ซึ่งการที่เปรตมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปเป็นเพราะผลกรรมที่ทำไว้ แต่ครั้งนี้ซีเคร็ตขอนำเรื่องราวและวิบากกรรมของเปรตปากเท่ารูเข็มมาเล่าสู่กันฟังจากเรื่องสานุวาสีเถรเปตวัตถุในคัมภีร์เปตวัตถุ ในสมัยพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า “พระโปฏฐปาทเถระ” เป็นพระภิกษุที่มีวัตรปฏิบัติที่ดีทั้งกายและใจ แต่น่าเศร้าที่บิดามารดา และพี่ชายของท่านเป็นคนบาป ไม่ยอมทำบุญสุนทาน ในตอนนี้ได้ตายลงแล้วไปชดใช้กรรมเป็นเปรตที่มีช่องปากเท่ารูเข็ม ร่างกายซูบผอม และไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ปกปิดร่างกาย ได้รับทุกขเวทนาอย่างหนัก รวมทั้งญาติทั้งหลายของพระเถระด้วย     ครั้งหนึ่งเปรตพี่ชายได้แสดงตนต่อพระโปฏฐปาทเถระอยู่ในท่านั่งคุกเข่าและพนมมือ พระเถระไม่ใส่ใจจึงเดินเลยเปรตตนนี้ไป เปรตพี่ชายไม่ยอมลดละ จึงเข้าแสดงตนต่อพระเถระอีกครั้งและได้บอกกล่าวว่าตนคือพี่ชายของพระเถระ และเล่าถึงความทุกข์ยากของตนกับพ่อแม่รวมทั้งญาติทั้งหลายให้พระน้องชายฟัง และขอร้องให้พระเถระช่วยเหลืออุทิศส่วนบุญให้ พระโปฏฐปาทเถระทราบว่าการทำทานนั้นจะได้ผลานิสงส์มหาศาล จึงขออาหารจากพระเถระรูปอื่นทั้งหมด 12 รูป เพื่อนำอาหารเหล่านั้นไปมอบให้พระภิกษุที่มาจากทิศทั้ง 4 เป็นสังฆทาน จากนั้นพระเถระได้อุทิศส่วนบุญและแผ่เมตตาให้แก่บิดามารดาและพี่ชาย หลังจากอุทิศนั้น อาหารรสเลิศได้เกิดขึ้นกับเปรตทั้งสาม เปรตพี่ชายกลับมีผิวพรรณผ่องใสขึ้นและมีความสุข แต่ว่าเปรตทั้งสามยังไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ พระเถระจึงรวบรวมเศษผ้าแล้วนำมาย้อมและตัดเย็บเป็นจีวรถวายให้กับพระภิกษุที่มาจากทิศทั้ง 4  อานิสงส์นี้ได้ส่งผลให้เปรตทั้งสามมีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ แต่เปรตเหล่านั้นก็ยังไม่มีที่พักอาศัย พระเถระได้สร้างกุฎิขึ้นและถวายให้พระภิกษุที่มาจากทิศทั้ง […]

ไขตำนานและเรื่องน่าคิดจาก “ธงจระเข้” ในงานบุญทอดกฐิน

ไขตำนานและเรื่องน่าคิดจาก ธงจระเข้ ในงานบุญทอดกฐิน เมื่อถึงเทศกาลงานบุญทอดกฐินทีไร เราก็จะเห็นขบวนเชิญผ้ากฐิน (ผ้าไตรจีวร) และกฐินบริวาร ไม่ว่าจะเป็นต้นเงิน ที่เต็มไปด้วยธนบัตร หรือเครื่องไทยธรรมต่าง ๆ มากมาย สิ่งที่สะดุดตาก็คือ ธงจระเข้ สีเขียวสดบนผ้าผืนสีขาวสะอาดตา เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมต้องมีธงรูปจระเข้อยู่ร่วมในขบวนกฐินด้วย จระเข้ที่ปรากฏในธงกฐิน เมื่อก่อนเคยเกิดเป็นเศรษฐีแต่มีนิสัยขี้ตระหนี่มาก บุญกุศลไม่ยอมทำ เอาแต่เก็บเงินเก็บทอง และเอาทรัพย์สมบัติที่ตนเองเก็บสะสมมาฝังไว้ที่หัวสะพานริมน้ำ เมื่อกำลังจะตายจิตคิดห่วงสมบัติที่ซ่อนไว้ จึงทำให้เกิดเป็นจระเข้ฝังสมบัติ ภรรยาของเศรษฐีฝันว่าสามีเกิดเป็นจระเข้ได้รับทุกขเวทนามาก ทั้งยังบอกที่ฝังสมบัติให้ภรรยานำไปทำบุญเพื่อให้ตนเองได้พ้นจากภพที่เกิดเป็นเดรัจฉาน     เมื่อภรรยาเศรษฐีทราบดังนั้นก็เสียใจที่สามีเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน นางจึงนำสมบัติเหล่านั้นไปทอดกฐินถวายวัด เมื่อขนผ้ากฐินและเครื่องไทยธรรมต่าง ๆ ขึ้นเรือแล้ว ภรรยาเศรษฐีได้บอกกับจระเข้ที่เคยเป็นสามีในอดีตชาติว่าขบวนกฐินกำลังจะไปวัด ขอให้จระเข้ว่ายน้ำตามไปร่วมอนุโมทนาด้วย แต่แล้วจระเข้สิ้นใจลงระหว่างทางเพราะหมดแรงที่จะว่ายน้ำตามขบวนกฐินไปยังวัด ฝ่ายภรรยาเสียใจเมื่อจระเข้อดีตสามีตายไป เมื่อขบวนกฐินมาถึงวัด เจ้าอาวาสเห็นภรรยาเศรษฐีเศร้าโศก จึงถามไถ่ว่าเศร้าเพราะเหตุใด เมื่อเจ้าอาวาสทราบเรื่องราวทั้งหมด เจ้าอาวาสจึงวานให้ช่างวาดรูปจระเข้ขึ้นบนผืนผ้าสีขาวแล้วไปผูกติดกับกิ่งไม้เป็นประหนึ่งธง เพื่อแสดงให้ทุกคนประจักษ์ว่าสมบัติทั้งหมดนี้เป็นของจระเข้ตัวนี้  นี้คือที่มาของธงจระเข้ในงานบุญกฐิน นอกจากนิทานจระเข้เศรษฐีที่เล่าไปเมื่อสักครู่ คุณพัชนะ บุญประดิษฐ์  อธิบายถึงที่มาของธงจระเข้ในงานบุญทอดกฐินไว้ถึง 2 ความเชื่อด้วยกันดังนี้ (1) คนในสมัยก่อนนิยมแห่ผ้ากฐินกันทางเรือ การเดินทางทางเรือมักต้องพบกับอันตรายจากสัตวร้ายอย่างจระเข้ เช่น จระเข้หนุนเรือให้ล่ม การนำธงจระเข้มาติดไว้ในขบวนกฐินจึงเป็นการประกาศให้จระเข้รับทราบถึงงานบุญงานกุศลที่จะเกิดขึ้น […]

แพนเค้ก เขมนิจ บินลัดฟ้าไปทำบุญทอดผ้าป่าและกฐินที่ฝรั่งเศส

แพนเค้ก เขมนิจ บินลัดฟ้าไปทำบุญทอดผ้าป่าและกฐินที่ฝรั่งเศส แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ พร้อมด้วย คุณแม่และพี่ชาย บินลัดฟ้าไปร่วมงานบุญทอดผ้าป่าและทอดกฐินไกลถึงประเทศฝรั่งเศส สมทบทุนสร้างวัดไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในฝรั่งเศส แพนเค้ก-เขมนิจได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความว่า “ทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนสร้างวัดยานนาวา กรุงปารีส ฉลองสัมพันธไมตรีไทย-ฝรั่งเศส 333 ปี พี่น้องคนไทยและชาวต่างชาติมาร่วมบุญกันเยอะมาก ๆ ๆ ๆ และ ได้มากับพี่ชายที่น่ารัก พี่พี สะเดิด เต็มที่กันทุกครั้งค่ะ ดีใจที่ได้มาร่วมบุญกันอีกนะคะ @psaderd #อนุโมทนากับเครือข่ายสายบุญทุกท่านค่ะ”     นอกจากแพนเค้ก คุณแม่ และพี่ชาย แล้วยังมีทีมนักร้องลูกทุ่งอีสานอย่าง พี สะเดิด มาร่วมบุญด้วย งานทอดผ้าป่าสามัคคี ณ กรุงปารีส เพื่อนำไปสมทบทุนสร้างวัดยานนาวา กรุงปารีส ในย่าน Saint -​Germain​ Lès Aparjon ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนกำลังก่อสร้าง อีกทั้งยังเป็นงานอนุสรณ์ครบรอบ 333 ปี คณะราชทูตสยามเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสอีกด้วย     […]

“จิตไม่มีปัญญา ย่อมหลงกลลวงของกิเลส” ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

จิตนี้หลงกลลวงของกิเลสตัณหามานาน และอยู่ในวงล้อมของโมหะอวิชชามาแล้ว และถูกกิเลสคุมเชิงอยู่ตลอดเวลา การคุมเชิงของกิเลสนั้นไม่เหมือนกับการคุมนักโทษในเรือนจำ นักโทษที่เรือนจำย่อมมีกฎบังคับให้อยู่ในขอบเขต ไม่มีอิสระในการไปมา จะกินอยู่หลับนอนต้องอยู่ในการควบคุมดูแล ถูกบังคับด้วยของแข็งอยู่เสมอ และถูกลงโทษในความผิดตามกฎหมาย  (จิตไม่มีปัญญา) ส่วนจิตที่ตกเข้าไปในท่ามกลางของกิเลสตัณหาอวิชชาแล้ว ย่อมมีความติดใจใฝ่ฝันอยากอยู่ในที่นั้นต่อไป ใครว่านิพพานคือความดับสนิทของกิเลสตัณหาก็ไม่สนใจ นี้ก็เพราะจิตถูกกลอันซึมเซ่อของกิเลสตัณหาฝังอยู่แล้ว กิเลสตัณหาจะพาทำอะไร จิตก็ยอมรับ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ หรือจิตต้องการในกามคุณ กิเลสก็ส่งเสริมเต็มที่ จิตมีความยินดีรักใคร่ในสิ่งใดที่จะเป็นไปตามกระแสโลก กิเลสก็จะอนุมัติทันที และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกวิถีทาง ส่วนความดีที่เราจะต้องทำ นับแต่การให้ทานรักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนา กิเลสก็พยายามขัดขวางเต็มที่ ถ้าไม่มีปัญญาที่ดี ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำความดีได้เลย ถ้าจิตมีปัญญาก็ฝ่าฝืนทำความดีไปได้ แต่กิเลสก็ไม่ยอมปล่อยวาง ถึงความดีนั้นจะพาไปพักผ่อนในสุคติ สวรรค์ พรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง กิเลสก็พลอยติดตามไปด้วย เมื่อถึงเวลา กิเลสก็พามาเกิดเอาภพชาติในโลกนี้ตามเดิม ส่วนแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงมรรคถึงผล หรือที่สุดคือพระนิพพานนั้น กิเลสย่อมหาวิธีหลอกลวงด้วยกลวิธีต่าง ๆ เอากามคุณมาเป็นเครื่องอ้าง พรรณนาความสุขในกามคุณอย่างหยดย้อยเหนือกว่าน้ำอ้อยน้ำตาล ใช้แผนหว่านล้อมจิตไว้ทุกวิถีทาง พรรณนาความสุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขในวัตถุสมบัติ ความสุขในภพชาติ ฉลาดในการประเล้าประโลม จนจิตเคลิ้มตามในอารมณ์ที่คมคายของกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ไม่มีปัญญาก็ยากที่จะรู้ทัน ฉะนั้น […]

คู่รักแห่งวงการบันเทิง ณเดชน์-ญาญ่า ร่วมทำบุญใหญ่ ทอดกฐินที่จังหวัดสกลนคร

คู่รักแห่งวงการบันเทิง ณเดชน์-ญาญ่า ร่วมทำบุญใหญ่ ทอดกฐินที่จังหวัดสกลนคร ซีเคร็ตขออนุโมทนาบุญกับ คู่รักแห่งวงการบันเทิง ณเดชน์ คูกิมิยะ กับ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ แถมยังเป็นคู่สายบุญอีกด้วย ไม่ว่าพระเอกหนุ่มณเดชน์จะมีงานบุญที่ไหนก็จะมีนางเอกสาวญาญ่าไปทำบุญด้วยเสมอ ครั้งนี้นับเป็นงานบุญใหญ่อีกงานหนึ่งของทั้งสองเลยก็ว่าได้ ครั้งนี้พระเอกหนุ่มและนางเอกสาวแห่งวิกพระราม 4 ได้พาเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการ อย่าง คุณเอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร  และนอกวงการ รวมทั้งคนในครอบครัวของทั้งสองฝ่ายมาทำบุญทอดกฐินไกลถึงวัดดงสวรรค์ จังหวัดสกลนคร         ประเพณีทอดกฐินในครั้งนี้นอกจากจะเป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาแล้ว เรายังได้เห็นประเพณีของพี่น้องชาวอีสาน เช่น พิธีรับขวัญ ที่ผู้ใหญ่จะเป็นผู้ให้พรและผูกสายสิจญ์ที่ข้อมือเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลาน ดังที่คุณแม่แก้วได้โพสต์ข้อความไว้ในอินสตาแกรม keaw_jungว่า       “ขวัญเอยขวัญมานำพาตลอดไป สาธุ  #กราบขอบพระคุณพ่อพรามหณ์ สวดรับขวัญลูกหลานแบบประเพณีอิสานบ้านเฮา ให้อยู่ดีมีแฮง ให้ฮักให้แพงกันไว่ ความเจ็บอย่าให้ได้ ความไข้อย่าให้มี ให้ได้แฟนผู้ฮู้ อุ้มชูให้มั่งมี ให้อยู่ดีกินดีเป็นศรีแก่กันเดอ้ พี่น้องเอ้ยยยยยย… ขอกราบสาธุเอาสิ่งที่ดีดีทั้งหลายด้วยเทอญ  @kugimiyas @urassayas”     https://www.instagram.com/p/B4HVvi5Bw9T/   ณเดชน์และญาญ่ายังโยนเหรียญโปรยทานให้กับผู้ที่มาร่วมงานบุญครั้งนี้ด้วย ซึ่งสร้างสีสัน […]

“ปวดกาย แต่ไม่ปวดใจ” ธรรมะให้ใจวางเฉย โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หากกายมีทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับกายนั้นต้องแก้ไขด้วยการบำบัด แก้ไขกันไปตามสถานการณ์ เช่น ความทุกข์จากดินฟ้าอากาศ หนาวไปบ้าง ร้อนไปบ้าง เราก็ต้องบำบัดทุกข์ด้วยการใช้เครื่องคลายหนาวคลายร้อนอย่างพัดลม ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ฯลฯ หรือถ้าปวดเมื่อยตรงไหน เราก็เปลี่ยนอิริยาบถที่ตรงนั้น หากท้องหิวขึ้นมาก็ต้องกินในปริมาณที่ไม่ทำให้อิ่มจนเกินไป ทุกข์ทางร่างกายทุก ๆ แบบล้วนต้องว่ากันไปตามสถานการณ์  (ปวดกาย) ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องดูสาเหตุว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไม่ใช่ต้องการที่จะขจัดโรคภัยไข้เจ็บแข่งกับอาชีพแพทย์ ดังนั้น หากปวดหัวเนื่องจากอาการของโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ต้องกินยาหรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่ถ้าปวดหัวเพราะความเครียด ความเครียดนั้นเกิดจากใจและสามารถแก้ไขที่ใจได้ หากเราดูใจได้ทัน เราจะไม่เครียด จะหายปวดหัว ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ แม้อาการปวดหัวจะมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ใช่โรคเครียดก็ตาม อาการอย่างนี้แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการมองใจก็จริง แต่หากดูใจทัน ก็จะปวดเฉพาะที่กาย ใจไม่ปวดไปด้วย ใจจะไม่กังวล ว้าวุ่น และไม่มีปัญหา ขอให้เข้าใจตรงกันว่า การดูใจไม่สามารถรักษาร่างกายได้ โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้หายไป แต่ใจที่ผ่านการฝึกมาดีแล้วจะมั่นคงไม่เดือดร้อน ไม่ว่ากายจะเจ็บปวดแค่ไหน หรือแม้กระทั่งในเวลาที่ใจจะต้องจากร่างกายนี้ไปก็ตาม เพราะอะไรใจจึงไม่เดือดร้อน เราเคยโดนมีดบาดแล้วรู้สึกเจ็บปวดหรือเปล่า เวลาที่เรารู้สึกเจ็บปวด ถ้าเราสังเกตดูใจ เราจะพบว่าใจของเราจะไปจดจ่ออยู่ที่แผล แต่ถ้าถามว่า ใจของเราจดจ่ออยู่ที่แผลตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ถ้าเราติดตามดูความรู้สึกภายในกาย จะเห็นว่า […]

ดับความโกรธด้วยการให้อภัย ธรรมะเตือนสติโดย พระมหาบุญส่วน ปุญฺญสิริ

การให้อภัย ไม่ได้แปลว่า “ไม่โกรธ” แต่แปลว่า “ไม่ทำร้าย” ไม่เป็นอันตรายต่อกันและกัน การให้อภัยจึงเท่ากับเป็นการให้ความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ไม่ว่าก่อนหน้าที่จะมีการอภัย ทั้งสองฝ่ายจะเคยมีความรู้สึกด้านไม่ดีต่อกันมาเพียงไรก็ตาม การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า มองไม่เห็นความผิดที่คนคนนั้นทำ และไม่ได้หมายความว่า เขาไม่สมควรจะได้รับโทษตามความคิด แต่มันหมายถึง เราจะไม่เก็บเอาความผิดของเขามาฝังไว้เป็นแผลร้ายในใจ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า ต้องเล่นบทเป็นผู้เสียสละที่อะไร ๆ ก็ต้องทนยอมอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นความอ่อนแอภายในตัวเราเองที่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ แต่การให้อภัย หมายถึงจะไม่เป็นคนเจ้าเคียดเจ้าแค้น หรือเล่นบทเป็นผู้ถือกฎหมายโลกไว้ในมือ คอยตัดสินความผิด-ความถูกของผู้อื่นตามอำเภอใจเสียเอง การเล่นบทเป็นคนสูญเสียความทรงจำชั่วคราว ที่จดจำไม่ได้ว่าใครเคยทำอะไรไม่ดีกับเราบ้าง ย่อมดีกว่าที่จะจดจำทุกความเจ็บเอาไว้ทำร้ายตัวเอง อย่างน้อยจะได้ไม่มีแผลในใจและยังได้มิตรเพิ่มขึ้น   มหาตมาคานธี กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งที่แท้จริง” ดังนั้น การให้อภัยจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอที่กลบเกลื่อนความเป็นคนไม่มีทางสู้ ด้วยภาพพจน์ที่สวยหรูว่า “ให้อภัย” ซึ่งอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง หากว่าการให้อภัยไม่ได้เกิดมาจากจิตใจที่เข้มแข็ง จิตใจที่เข้มแข็ง กล้าหาญ จะอดทนต่อความผิดของผู้อื่นได้แล้วข้ามมันไปเพื่อให้พ้นจากอดีตที่ไม่น่าจดจำนั้น จะสามารถยิ้มรับแววตาสำนึกผิดของผู้อื่น และสามารถพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ด้วยหัวใจที่ยิ้มแย้มได้ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเป็นฝ่ายยอมง้อขอคืนดี ซึ่งเหมือนเป็นการลดความเป็นคนสำคัญในตัวเราลง ทว่าการให้อภัย หมายถึง การยอมรับว่ามีการทำผิด มีคนผิด มีความเจ็บปวด และต้องการให้การทำผิดนั้นได้รับการแก้ไข […]

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ แทนพระองค์ ถวายผ้าพระกฐิน 

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ แทนพระองค์ ถวายผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2562 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  วัดมกุฏกษัตริยาราม  และวัดอรุณราชวราราม ในโอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินบำรุงพระอาราม จำนวน 100 คน เฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก ภายหลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม     https://www.instagram.com/p/B4Cxhbyn00o/   เวลา 16.22 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธชินราช พระประธานประจำพระอุโบสถ  แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงถวายผ้าพระกฐิน   […]

ทำทานเพื่ออะไร และทานแบบใดที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง : พระไพศาล วิสาโล

ทำทานเพื่ออะไร และทานแบบใดที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง : พระไพศาล วิสาโล หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องการทำทานมาไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าหลายคนจะเข้าใจเรื่องการทำทานอย่างถ่องแท้มากขึ้น จะได้ทราบว่า ทำทานเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร จากทรรศนะของพระไพศาล วิลาโล เพื่อเป็นความประดับสติปัญญาทางธรรม เพื่อให้การทำทานครั้งต่อไปกลายเป็นการทำทานที่แท้จริง เปลือกนอกของศาสนามันก็มีประโยชน์อยู่ แต่อย่าไปยึดติดจนกระทั่งลืมสิ่งที่เป็นสาระ นั่นคือเรื่องการพัฒนาชีวิตจิตใจ แม้แต่การท่องหลักธรรม เช่น อริยสัจ 4 พรหมวิหาร 4 มรรค 8 ฯลฯ หลายท่านไปเน้นตรงนี้ เข้าใจว่าต้องท่องให้ได้ ถึงจะรู้ศาสนา ถึงจะเข้าใจศาสนา ความจริงการท่องหลักธรรมให้ได้นั้น ไม่สำคัญเท่ากับการไปปฏิบัติธรรมหรือเปล่า บางคนท่องไม่ได้ อย่างชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ เขาท่องไม่ได้ แต่ว่าชีวิตของเขาสอดคล้องกับธรรมะ นั่นคือมีการให้ทานเป็นชีวิตจิตใจ ขอทำความเข้าใจคำว่า “ทาน”     เพราะทุกวันนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการ “ทำทาน” ใช้กับพระสงฆ์ไม่ได้ กับพระต้องเรียกว่า “ทำบุญ” ทำทานต้องใช้กับคนจน ใช้กับสัตว์ ก็เกิดจากการเข้าใจกันไปอย่างนี้ จะถวายพระ จะให้สัตว์ ให้คนจน ก็คือทาน ไม่อย่างงั้นไม่มีคำว่า “สังฆทาน” […]

เจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณด้วยคาถามหาเมตตาหลวงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 

เจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณด้วย คาถามหาเมตตาหลวง ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คาถามหาเมตตาหลวง บทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์สายอรัญญวาสี (พระป่า) ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมักใช้สวดเจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ เพื่อเป็นการเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน ผู้ที่ได้รับการสืบทอดคาถามหาเมตตาหลวงนี้จากหลวงปู่มั่นคือหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอดุรธานี และผู้ที่รับสืบทอดคือ หลวงพ่อเมตตาหลวง หรือ พระญาณสิทธาจารย์ (สิงห์ สุนทโร) แห่งวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การสวดคาถามหาเมตตาหลวงควรเริ่มจาการบทบูชารัตนตรัยก่อน แล้วจึงเข้าสู่คาถามหาเมตตาหลวง จะสังเกตได้ว่าคาถาบทนี้เป็นการเจริญพรหมวิหาร ซึ่งเป็นหลักธรรมแห่งความเมตตาที่พระพุทธองค์ทรงยกย่อง 0 แผ่เมตตาให้ตนเอง  เมตตายะ ภิกขะเว เจโต วิมุตติยา อะหังสุขิโต โหมิ  นิททุกโข โหมิ  อะเวโร โหมิ  อัพยาปัชโฌ โหมิ  อนีฆา โหมิ สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ คำแปล  ขอให้ข้าพเจ้า จงถึงความสุข ขอให้ข้าพเจ้า พ้นทุกข์  ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรภัย ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีใครรังแก […]

ทำไมโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์

ทำไม โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ” โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ”   มีความหมายอย่างไร ทำไมพระพุทธเจ้าทรงมั่นพระทัยว่าโลกใบนี้จะมีพระอริยบุคคลที่เรียกว่า “พระอรหันต์” สืบเนื่องต่อไปตลอดกาลนาน แม้โลกใบนี้จะเกิดและดับกี่ครั้งก็ตาม หรือจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นพระองค์แล้วพระองค์เล่าก็จะยังมีผู้สำเร็จอรหัตตผลเกิดขึ้นสืบไป คำว่า “โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์” ปรากฏขึ้นในพระสูตรหนึ่งที่มีชื่อว่า “มหาปรินิพพานสูตร” ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงวาระดับขันธปรินิพพานของพระองค์เอง พระองค์ทรงเลือกที่ดับขันธปรินิพพานคือกรุงกุสินารา เมื่อพระองค์เสด็จพร้อมด้วยพระอานนท์และพระสาวกทั้งหลายมาถึงกรุงกุสินารา พระองค์ประทับในท่าไสยาสน์ภายใต้ร่มเงาของต้นสาละ ปริพาชกผู้หนึ่งชื่อว่า “สุภัททะ” แต่ส่วนมากนิยมเรียกว่า “สุภัททปริพาชก” แค่คำว่า “ปริพาชก” ก็ทำให้ทราบแล้วว่าเขาเป็นนักบวชนอกพระศาสนา สุภัททะทราบว่าพระบรมศาสดาจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในค่ำคืนนี้ จึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหาธรรมให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ     พระอานนท์เห็นพระบรมศาสดามีพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรงนัก จึงบอกสุภัททะไปว่า “เธออย่าได้เบียดเบียนพระพุทธองค์เลย” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบและได้ตรัสบอกพระอานนท์ว่า “ให้ สุภัททะเข้ามาหาเราเถิด อานนท์ การมาของเขาไม่ได้มาเพื่อเบียดเบียนเรา แต่มาเพื่อขอเพิ่มสติปัญญาต่างหาก”   เมื่อสุภัททะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วได้ทูลถามพระองค์ว่า “ข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ เจ้าลัทธิทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นปูรณะ กัสสปะ, มักขลิ โคศาล, อชิตะ เกสกัมพล, ปกุธะ กัจจายนะ, สัญชัย เวลัฏฐบุตร และ นิครนถ์ นาฏบุตร เจ้าลัทธิเหล่านั้นทั้งหมดรู้ตามที่ตนกล่าวอ้าง […]

จิตสงบด้วยการภาวนา “ พุท–โธ ” ธรรมะโดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส)

ภาวนา “พุท–โธ” เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายแนวหนึ่ง หลวงปู่มั่นและศิษยานุศิษย์ใช้ “พุท–โธ” เป็นคำภาวนาให้จิตสงบรวมตัวจนได้สำเร็จมรรคผล ภาวนา “พุท–โธ” คือการน้อมนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก การฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้ทำได้หลายอย่าง ดังนี้ 1. กำหนดรู้ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ภาวนาว่า “พุท” หายใจออก ภาวนาว่า “โธ” จะภาวนาว่า “พุท” ทันทีที่รู้สึกว่าลมแตะปลายจมูก หรือภาวนาว่า “พุท” หลังจากลมเข้าสู่ปลายจมูกจนหมดแล้วก็ได้ คำว่า “โธ” ก็เช่นกัน ภาวนาว่า “โธ” ทันทีที่ลมเริ่มออกจากปลายจมูก หรือออกจากปลายจมูกไปหมดแล้ว ขณะที่จิตยังไม่สงบดี จะรู้สึกว่าลมหายใจกับคำภาวนายังแยกกันอยู่ ควรกำหนดรู้ทั้งคำภาวนาและลมหายใจไปพร้อมกัน หากรู้สึกว่าอารมณ์อื่น ๆ เข้ามาแทรกขณะที่ภาวนา อย่าได้ตำหนิตัวเอง หรือพยายามบีบจิตให้สงบ ควรวางจิตให้เป็นกลางแล้วกำหนดใหม่ กำหนดอย่างนั้นเรื่อยไปจนกระทั่งรู้สึกว่าคำภาวนากับลมหายใจกลายเป็นอันเดียวกัน นั่นแสดงว่าจิตสงบมากขึ้น เมื่อจิตสงบเต็มที่ คำภาวนาและลมหายใจจะหายไปเอง เหลืออยู่แต่ความนิ่ง เช่นนี้แล้วผู้ปฏิบัติไม่ต้องคิดถึงคำภาวนาและลมหายใจอีกต่อไป เพราะขณะนั้นจิต ลมหายใจ และคำภาวนากลายเป็นอันเดียวกัน ควรกำหนดรู้อยู่เฉพาะจุดนิ่งนั้น จิตจะรวมลงสู่ความสงบที่ละเอียดขึ้น 2. ภาวนา “พุท–โธ” […]

ปาฏิหาริย์แห่งการดำรงอยู่ ธรรมะเพื่อการดำรงชีวิตโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

หลักการที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันคือการดำเนินชีวิตอย่างเป็นเอกภาพกับสรรพสิ่ง หรือวิถีจิตหนึ่งเดียวอันเป็นวิถีจิตของโพธิสัตว์ เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงจิตนี้ เราจึงไม่หลงทาง เพราะมันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เป็นเป้าหมายของชีวิตที่มีสาระที่สำคัญยิ่งในการดำรงชีวิต การสำรวมระวังอยู่ในความตื่นของปัญญาญาณคือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นของเราในชีวิตประจำวัน (To be aware or being awaken is the miracle of our daily life.) แม้พระพุทธองค์จะวางหลักการและวิธีการพัฒนาปัญญาไว้ในอริยสัจ 4 แล้วก็ตาม เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะด้วยตนเอง จนกว่าเราจะรู้ชัดถึงสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น “กินก็เพื่อกิน” “ซักผ้าก็เพื่อซักผ้า” ไม่ใช่กินเพื่ออิ่ม ไม่ใช่ซักผ้าเพื่อให้มันสะอาด ทำอะไรก็รู้ชัดถึงการรู้พร้อมในความสมบูรณ์ของชีวิต นี่คือการดำรงอยู่อย่างปาฏิหาริย์ อันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เมื่อธรรมชาติที่แท้จริงแสดงออกร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้จะสิ้นสุดลง เข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะในระดับจิตเหนือสำนึกอันมหัศจรรย์ยิ่ง ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โมหจริต ก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริงไปด้วย กลายเป็นพุทธกิจอันมีชีวิตชีวา คลื่นที่เป็นอาการของน้ำแท้จริงแล้วมันก็คือน้ำ ตัวเราและปรากฏการณ์ทั้งปวงก็คือธรรมชาติที่แท้หรืออันติมสัจจะ หรือสุญญตานั่นเอง พระพุทธองค์จึงกล่าวไว้ว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” สรรพสิ่งก็คืออนัตตา ถ้าผู้ใดรับรู้ไม่ว่าทางทวารใด และรู้พร้อมในความเป็นทั้งหมด […]

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์นี่เอง ทุกข์จนสุดทนก็ไม่ทน ทุกข์ ไม่ทนที่จะทุกข์เอง เป็น “ธัมมนิยามตา” (เป็นกฎตายตัวของธรรมดา) ทุกข์จนไม่อาจทุกข์ ไม่อาจที่จะให้ทุกข์อยู่ต่อไปได้อีกแล้ว ก็จะ “อตัมมยตา” (ความที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป) พ้นทุกข์ เพราะทนที่จะทุกข์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะทุกข์กับทุกข์ไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะอยู่กับทุกข์ ทนที่จะกำทุกข์เอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ทุกข์อยู่ได้อีกต่อไปแล้ว กักขังหน่วงเหนี่ยวหรือยึดเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วจึงปล่อยไป ปล่อยให้ทุกข์ไหลออกไป ไหลออกไปจนหมดนั่นแหละ ทุกข์จึงหมดไปหรือหมดไปจากทุกข์ ก็เพราะทุกข์ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่อาศัย ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะทุกข์ได้ทำให้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้ว จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็เพราะว่าได้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้วนั่นเอง เมื่อทุกข์สุด ๆ ก็สุดที่จะทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์มาจากทุกข์ที่สุด พ้นทุกข์ได้เพราะทุกข์มาทำให้พ้นทุกข์ (ดังนั้นขอบคุณมาก เจ้าความทุกข์เอ๋ย) ทุกข์ดับสนิทได้เพราะไม่ได้เข้าไปดับทุกข์ ทุกข์อยู่ไม่ได้เพราะอยู่กับทุกข์ได้ อยู่กับทุกข์ได้จนทุกข์อยู่ไม่ได้ ทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์จึงต้องพรากจากจรไป เพราะไม่มีเยื่อใยสายใยต่อทุกข์เลย ทุกข์เกาะเกี่ยวผูกพันไม่ได้เพราะไม่มีความอาลัยไยดีเป็นมิตรไมตรีกับทุกข์เลย พ้นจากสังสารวัฏทุกข์ได้ เพราะไม่มีความสงสารเห็นอกเห็นใจต่อทุกข์เลย ส่วนผู้ที่ยังมีความสงสารอยู่ ก็จำต้องเวียนว่ายในวัฏสงสารอีกต่อไป เพราะความสงสารแท้ ๆ จึงทำให้ยังข้องอยู่ในวัฏสงสาร ผู้ที่ยังไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะยังทนทู่ซี้กำทุกข์อยู่นั่นเอง ผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็เพราะทุกข์ยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง “ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงมีแก่เราได้” นี้เป็นบททำวัตรสวดมนต์บทหนึ่งที่ชาววัดทั้งหลายใช้สวดกันเป็นประจำ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้คำตอบแล้วจากบทความนี้ […]

keyboard_arrow_up