มาติกมาตา อุบาสิกาผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ

มาติกมาตา อุบาสิกา ผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ อุบาสิกา หมายถึงผู้หญิงผู้เข้าใกล้พระรัตนตรัย ซึ่งอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนาคือนางสุชาดา บุตรีเศรษฐีผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า (ศึกษาเรื่องราวของนางสุชาดาได้ที่ >>> นางสุชาดา : อุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา) เรื่องที่นำมาฝากต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของอุบาสิกานางหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งสำเร็จมรรคและผลอย่างรวดเร็ว ลองมาหาคำตอบคลายข้อสงสัยนี้กันว่า อุบาสิกานางนี้บรรลุธรรมได้ด้วยวิธีไหน ครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารถเรื่องอุบาสิกาบรรลุธรรม เพื่อให้เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่พระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวัน โดยเรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุ 60 รูปเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ในอรรถกถา ธรรมบท ระบุชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “มาติกคาม” เพื่อหาสถานที่จำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน และใช้สถานที่นั้นปฏิบัติกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนด้วย พระภิกษุทั้ง 60 รูป เมื่อมาถึงมาติกคาม ได้รับการต้อนรับจากอุบาสิกาที่มีชื่อว่า “มาติกมาตา” (ชื่อเดียวกับหมู่บ้านเลย  ดีไม่ดีหมู่บ้านแห่งนี้อาจเรียกตามชื่อของอุบาสิกาท่านนี้ก็เป็นได้ เพราะมาติกคามมีความหมายว่า บ้าน หรือ  หมู่บ้านของนางมาติกะนั่นเอง) นางมาติกมาตาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก นิมนต์ให้พระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วิหารในหมู่บ้านแห่งนี้ นางรับอาสาจัดเตรียมสถานที่ รวมทั้งเป็นผู้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ไว้รับรอง รุ่งเช้าก็เตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรไว้ใส่บาตรพระภิกษุทั้ง  60 รูป […]

พุทธมนต์บรรเทาความโกรธ ปรับใจให้เป็นกลาง เพื่อชีวิตมีสุข

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเมตตากรุณา เพราะชาวพุทธจะได้รับการสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกาย วาจา และมีจิตใจปรารถนาดี (พุทธมนต์บรรเทาความโกรธ) อย่างไรก็ตาม ความเมตตาก็มีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความโกรธ” ความโกรธเป็นศัตรูที่คอยขัดขวางไม่ให้เกิดเมตตาขึ้น คนบางคนเป็นผู้มักโกรธ โกรธง่าย และพอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็หงุดหงิดทรมานใจตัวเอง ในเวลานั้นความเมตตาจะหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น เราจึงควรรู้ให้เท่าทันจิตเพื่อหยุดความโกรธให้ทันก่อนที่ความโกรธจะเริ่มแสดงออกทางสีหน้า การกระทำ และคำพูดต่อไป บางคนพอโกรธเข้า จากคนดี ๆ ก็กลายเป็นผีบ้า ขี้วีน ขี้เหวี่ยง หรือบางคนก็ยั้งอารมณ์ไม่อยู่ ถึงขั้นลงไม้ลงมือให้อีกฝ่ายบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปเลยก็มี อย่างที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในข่าว ดังนั้นความโกรธจึงไม่เป็นผลดีกับใคร นอกจากมีแต่เสียกับเสีย บทสวดมนต์ที่ขอแนะนำเพื่อใช้รับมือกับความโกรธก็คือ บทแผ่อุเบกขา เพื่อปรับใจของเราให้เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยขจัดความหงุดหงิดขัดเคืองใจให้เบาบางลงได้   บทแผ่อุเบกขา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสามะ กัลยาณัง […]

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุตายไปเป็นเปรต

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุ ตายไปเป็นเปรต สมัยอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” กรรมกร 3 คนในสมัยนั้นได้ลักข้าวยาคูและอาหารต่างๆ ของผู้ที่ตั้งใจจะใส่บาตรพระภิกษุ เพื่อนำให้บุตรของพวกตนกินคลายความหิว แต่พวกตนกลับกินเสียเอง ทำให้พระภิกษุไม่มีอาหารฉัน เมื่อกรรมกรทั้ง 3 ตายไปเป็นเปรต เสพความหิวโหยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครั้งถึงสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า พวกเปรตได้เข้าเฝ้าและทูลถามพระองค์ว่าพวกตนจะกินอาหารได้เมื่อไร พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระโกนาคมนพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด”  ครั้งถึงสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดา เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าและทูลถามเรื่องเดิม พระองค์ตรัสตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระกัสสปพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด” พอถึงสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้าแล้ว เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าพระองค์และทูลถามเรื่องเดิมอีกครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา แต่หลังจากสมัยของเราล่วงไปอันเป็นสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ญาติของพวกท่านจะเกิดเป็นพระราชามีนามว่า “พิมพิสาร” และเขาจะถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตอนนั้นพวกท่านถึงจะกินอาหารได้” หลังจากนั้นเหล่าเปรตตั้งตารอคอยการกลับชาติมาเกิดของญาติผู้นั้น จนกระทั่งพระสมณโคดมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายทานอย่างยิ่งใหญ่แด่พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลาย พร้อมทั้งถวายสวนไผ่ (พระเวฬุวัน) เป็นอารามแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกพำนัก ปรากฏว่าในค่ำคืนนั้นพระองค์ได้สดับเสียงประหลาดอันน่ากลัว     วันต่อไปพระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระเวฬุวัน และทูลถามเรื่องเสียงประหลาด พระองค์ตรัสตอบว่า “เมื่อสมัยอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” ญาติของท่านในชาตินั้นได้ลักกินอาหารที่คนตั้งใจถวายพระภิกษุ เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเปรต และได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหย เที่ยวเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าในอดีตมาหลายพระองค์ว่าเมื่อไรพวกข้าพเจ้าจะกินอาหารได้ […]

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจากพระเชตวัน

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจาก พระเชตวัน ในสมัยพุทธกาลมีกุลบุตรสองคนอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีเป็นสหายกันมานาน ชอบชักชวนกันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่ พระเชตวัน เป็นประจำ จนกระทั่งซาบซึ้งในรสพระธรรมจึงชวนกันออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากบวชแล้วก็อยู่ในสำนักของพระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ตลอด 5 ปี จากนั้นจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามภาระหน้าที่ในพระศาสนาที่ตนต้องกระทำ พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องวิปัสสนาธุระ (ปฏิบัติ) และคันถธุระ (ปริยัติ) พระภิกษุรูปแรกที่บวชก่อนทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บวชเมื่อตอนอายุมากแล้ว ไม่สามารถคันถธุระได้ ขอบำเพ็ญวิปัสสนาธุระแทนพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์เมตตาตรัสเรื่องวิปัสสนาให้กระจ่าง ส่วนพระภิกษุอีกรูปทูลขอบำเพ็ญคันถธุระ พระภิกษุทั้งสองต่างเลือกเส้นทางของตนเอง พระภิกษุผู้เลือกคันถธุระกลายเป็นพระอาจารย์ของพระภิกษุหลายรูปในพระเชตวัน ได้รับการยกย่องและนับถือ เพราะสามารถสาธยายพระสูตร และคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้จนหมด  แต่พระภิกษุผู้เลือกวิปัสสนาธุระกลับสำเร็จอรหัตตผล     เมื่อพระภิกษุผู้เลือกสายปฏิบัติกลับมายังพระเชตวัน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทดสอบพระภิกษุทั้งสองว่ได้ทำภารกิจของพระศาสนาได้ลุล่วงดีแล้วหรือไม่ เมื่อพระภิกษุสายปฏิบัติได้เยี่ยมเยือนพระภิกษุผู้เป็นสหาย จึงได้ทราบว่าบัดนี้ได้กลายเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องไปเสียแล้ว ผิดกับตนที่ห่างหายไปปฏิบัติตามป่าตามเขามานานจนไม่มีใครรู้จัก ครั้นถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรงนัดให้พระภิกษุทั้งสองเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถามคำถามเรื่องปฐมฌานกับพระภิกษุสายปริยัติ แต่พระภิกษุรูปนี้กลับตอบไม่ได้ พระองค์ทรงเริ่มคำถามข้อต่อเป็นเรื่องรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ก็ตอบไม่ได้ พอพระองค์ถามเรื่องทุติยฌานก็ตอบไม่ได้ เรื่องมรรคผลก็ตอบไม่ได้อีก แต่พอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามพระภิกษุสายปฏิบัติในคำถามเดิมกลับตอบได้ทุกคำถาม พระบรมศาสดากล่าวสาธุการต่อพระภิกษุสายปฏิบัติจนได้ยินไปถึงเทวดา เทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุงมหาราชิกาจนไปถึงพรหมโลกต่างสรรเสริญและสาธุการกับพระภิกษุสายปฏิบัติ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติเลยก็ไร้ผล   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่อง พระภิกษุ 2 […]

ธัมมิกอุบาสก อุบาสกผู้มีเทวดามารอรับไปสวรรค์

ธัมมิกอุบาสก อุบาสกผู้มีเทวดามารอรับไปสวรรค์ เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี พระองค์ได้ตรัสเรื่อง “ ธัมมิกอุบาสก ” อุบาสกผู้บำเพ็ญบุญจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตให้พระภิกษุทั้งหลายฟัง ครั้งนั้นมีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมในกรุงสาวัตถีมีอยู่ราว 500 คน อุบาสกหนึ่งคนจะมีบริวารถึง 500 คน หัวหน้าอุบาสกในเมืองนั้นมีบุตรชาย 7 คน และบุตรีอีก 7 คนด้วยกัน บรรดาบุตรทั้งหลายของเขาล้วนเป็นผู้ทำทาน ถวายสลากยาคู สลากภัต ปักขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต วัสสาวาสิกภัต นับว่าเป็น “อนุชาตบุตร” คือบุตรที่เป็นไปตามที่บิดามารดาต้องการทุกประการโดยแท้ เพราะอุบาสกคนนี้ชอบทำทาน นอกจากนั้นครอบครัวนี้ยังเป็นผู้มีศีล และถือหลักธรรมที่ชื่อว่า “กัลยาณธรรม” เป็นที่พึ่งมีความยินดีในการทำทาน ต่อมาอุบาสกคนนี้ล้มป่วยลง ขณะที่เขาล้มป่วย เขาเกิดอยากฟังธรรม จึงให้คนไปนิมนต์พระภิกษุมา 8 รูป หรือ 16 รูปก็ได้ พระพุทธองค์ทรงทราบจึงมีพุทธบัญชาให้พระภิกษุไปตามที่อุบาสกคนนั้นนิมนต์ เมื่อพระภิกษุมาถึงเรือนของอุบาสก และนั่งบนอาสนะที่จัดเตรียมไว้ดีแล้ว ซึ่งล้อมอยู่รอบเตียงของอุบาสก อุบาสกกล่าวขอให้พระภิกษุช่วสาธยายพระสูตรอันเป็นคำสอนของพระบรมศาสดาสักหนึ่งพระสูตรให้ตนฟัง     […]

ร้องเสียงเหมือนหมูก่อนตาย วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู

ร้องเสียงเหมือนหมูก่อนตาย วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู ครั้งพระบรมศาสดาประทับ ณ พระเวฬุวัน วัดที่พระเจ้าพิมพิสารถวายไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ตรัสถึง วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู ที่มีชื่อว่า “จุนทสูกริก” ให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า มีพ่อค้าขายหมูคนหนึ่งชื่อว่าจุนทสูกริก เขายึดอาชีพขายหมูเลี้ยงชีพ ซึ่งเขาฆ่าหมูเหล่านั้นด้วยมือของเขาเอง เริ่มจากทุบหมูทั้งเป็นด้วยค้อน 4 ครั้ง แล้วทำการสังหารในรูปแบบต่าง ๆ นานาอย่างสยดสยอง เขาทำแบบนี้มาจนกระทั่งอายุได้ 55 ปี อาหารที่เขาเลี้ยงดูบุตรและภรรยาก็เป็นชิ้นเนื้อหมูที่แบ่งมาจากกองเนื้อหมูที่เขาแบ่งไว้ขาย แม้เขาจะทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ดอกไม้สักกำมือหนึ่งก็ไม่มี ข้าวหนึ่งทัพพีก็ไม่ปรากฏ ไม่ทำบุญสุนทานเลย วัน ๆ อยู่กับการฆ่าหมูที่ตนเลี้ยงมากับมือ     จุนทสูกริกล้มป่วยลง เขารู้สึกร้อนเหมือนตกนรก เขาทรมานมาก และเขาก็ร้องเสียงเหมือนหมู และเดินคลานเหมือนหมูไปทั่วเรือน ครอบครัวพยายามจับตัวเขาไว้ แล้วเอามือปิดปากเขา เพราะเสียงร้องของนายจุนทสูกริกดังไปไกลถึง 7 เรือน ทำให้เพื่อนบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว สุดท้ายไม่มีใครหยุดพฤติกรรมประหลาดของนายจุนทสูกริกได้ ทำได้แต่ขังเขาไว้ในเรือน ไม่ให้ออกไปไหน พอเข้าสู่วันที่ 8 นายจุนทสูกริกก็สิ้นใจ และไปเกิดชดใช้กรรมในอเวจีมหานรกทันที พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปิดท้ายเรื่องวิบากกรรมของพ่อค้าขายหมูผู้นี้ว่า เหตุที่เขาได้รับวิบากกรรมนี้ เป็นเพราะเขาประมาทในการเป็นฆราวาส เพิ่งสร้างกรรมชั่ว […]

รักษาจิตอย่างเดียวพ้นทุกข์ได้  

รักษาจิต อย่างเดียวพ้นทุกข์ได้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กรุงสาวัตถี ทรงยกตัวอย่างเรื่องพระภิกษุที่กระสัน (อยาก) สึก ให้บรรดาพระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหารแห่งนี้ฟัง โดยเรื่องมีอยู่ว่า มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งแวะมาเยี่ยมญาติซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ บุตรเศรษฐีถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านช่วยแนะนำวิธีพ้นทุกข์ให้กระผมเสียหน่อยเถิดขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงถวายสลากภัต ปักขิกภัต วัสสาวาสิกภัต ถวายปัจจัยต่าง ๆ อันมีจีวรเป็นต้น แล้วแบ่งทรัพย์สินที่มาหาได้ออกป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทรัพย์ที่ใช้ในการทำการงาน ทรัพย์สำหรับเลี้ยงดูบุตรและภรรยา  และทรัพย์สำหรับบริจาคไว้ในพระศาสนา” บุตรเศรษฐียินดีปรีดาในคำชี้แนะนำของพระภิกษุ และน้อมรับคำสอนมาปฏิบัติ หลายวันต่อมา บุตรเศรษฐีแวะมาเยี่ยมพระภิกษุผู้เป็นญาติอีก คราวนี้ได้ถามพระภิกษุท่านว่า “พระคุณเจ้าช่วยแนะนำกระผมหน่อยขอรับว่า กระผมควรทำบุญใดที่ได้บุญยิ่งกว่าครั้งก่อนขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงอาราธนาและถือศีล 10 เถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับทันทีแล้วจากไป     บุตรเศรษฐีห่างหายไปหลายวัน ก็หวนกลับมาอีกครั้ง  และถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “บุญที่ยิ่งกว่าบุญครั้งก่อนมีอีกหรือไม่ขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เช่นนั้นเธอจงบวชเถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับและบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อบุตรเศรษฐีบวชแล้ว กลับมีอาการซูบผอม บุตรเศรษฐีถึงกับเอ่ยว่า “เราตั้งใจบวชเพื่อให้พ้นทุกข์ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว เราพบว่าแบบนี้ทำตอนเป็นฆราวาสก็ได้ […]

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง สุนทรีนันทา เป็นเจ้าหญิงในวงศ์ศากยะ มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระนางเจริญวัยมีความงามเป็นที่เลืองลือ จนได้ตำแหน่งเป็นชนบทกัลยาณี ครั้งพระนันทะ ผู้เป็นพระเชษฐาเสด็จออกผนวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระเจ้าสุทโธทนะสวรรคตลง พระนางปชาบดีโคตมีเสด็จออกผนวชเป็นพระเถรี พร้อมด้วยขัตตยนารีในศากยวงศ์พระองค์อื่นอีกมาก พระปชาโคตมีเถรีทรงเป็นห่วงเจ้าหญิงสุนทรีนันทา ผู้รักในโฉมอันงดงามของตน หากยังประทับในราชสำนักแห่งกรุงกบิลพัดสุ์อาจเป็นอันตราย เพราะพระญาติใกล้ชิด แม้กระทั่งพระนางยโสธราพิมพายังเสด็จออกผนวชเช่นกัน จึงขอร้องให้เจ้าหญิงเสด็จออกผนวชด้วย เจ้าหญิงสุนทรีนันทาแม้จะทรงถือเพศเป็นพระเถรีแล้ว ก็ไม่ละนิสัยปุถุชน ยังคงแต่งพระพักตร์และหลงใหลในรูปโฉมอันงดงามอยู่ พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดให้เจ้าหญิงทราบถึงความจริงว่ารูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันหนึ่งวันใดในภายภาคหน้า ความงามนี้จะต้องเสื่อมสลาย พระพุทธเจ้าโปรดให้จัดเวรให้พระภิกษุณีเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม เจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงทราบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ามักติเตียนเรื่องความงามว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี พระนางไม่ชอบจึงพยายามหนีเวรอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินเหล่าพระภิกษุณีที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันชื่นชมและยกย่องว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไพเราะและประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงได้ยินดังนั้นจึงปรารถนาอยากรู้ว่าจะเป็นจริงตามที่พระภิกษุณีกล่าวหรือไม่ จึงเสด็จแฝงกายเข้าไปในกลุ่มพระเถรีที่กำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธองค์ทราบว่าเจ้าหญิงสุนทรีนันทาเข้ามาประทับอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว พระองค์ได้เนรมิตหญิงงามขึ้นมานางหนึ่ง ซึ่งมีเพียงเจ้าหญิงสุนทรีนันทาพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเห็น เมื่อเจ้าหญิงทรงเห็นดังนั้นถึงกับมีพระดำริว่า สตรีนางนี้ช่างงามยิ่งกว่าเราเสียอีก นางคือใครหนอ ถึงได้เข้ามารับใช้พระเชษฐาแห่งเรา ไม่นานนักร่างของสตรีนางนั้นก็ค่อยๆ แก่กลายเป็นหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ จากนั้นนางก็ล้มตัวลงกับพื้น นางนอนเป็นอัมพาตจมกองอุจจาระและปัสสาวะของตนเอง และนางก็สิ้นใจลง ร่างของนางค่อย ๆ เน่ามีหนอนไต่ขึ้นเต็มไปหมด สุดท้ายก็เหลือเพียงโครงกระดูกสีขาว เจ้าหญิงทรงเห็นภาพปรากฏทั้งหมด จึงบังเกิดพระปัญญาเข้าพระทัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการสอนพระองค์ และในที่สุดเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงรู้ซึ้งแล้วว่าความงามเป็นสิ่งไม่เที่ยง พระนางสามารถละจากความหลงใหลในความงามได้อย่างเด็ดขาด และสำเร็จอรหัตตผลในที่สุด […]

ลูกไม่ใช่นักแสดง คุณไม่ใช่ผู้กำกับ การบังคับจึงไม่ใช่ทางออก – แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

หลายคนควรเปลี่ยนความเข้าใจว่า ลูกไม่ใช่นักแสดง แม่ชีศันสนีย์ แนะนำว่า ลองเฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ โดยไม่ต้องเข้าไปกำกับหรือบังคับเขา

“ต้องฆ่าช่างผู้สร้างบ้านให้เรา” ความหมายที่แท้จริงของคำสอน

“ต้องฆ่าช่างผู้สร้างบ้านให้เรา” คือตอนหนึ่งของบทสวดมนต์ ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์เอาไว้ หลายคนสวดตามแต่ยังไม่เข้าใจความหมาย

Dhamma Daily : ถ้าฆ่าสัตว์มีพิษเพื่อป้องกันตัว บาปหรือไม่

มีคำถามส่งมายังนิตยสารซีเคร็ตเพื่อคลายความสงสัยว่า ฆ่าสัตว์เพื่อป้องกันตัว เช่น ตะขาบ งูพิษ บาปมากไหม พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาธรรม อธิบายว่า

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อว่า “ธนเศรษฐี” เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และมีบุตรีผู้เลอโฉมอยู่คนหนึ่ง แต่บุตรีกลับชอบพอกับหนุ่มรับใช้ จึงพากันหนีไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ณ ชนบทอันห่างไกล เมื่อบุตรีตั้งท้องก็อยากกลับไปคลอดลูกในวงศ์ตระกูลของตน สองสามี-ภรรยาพากันเดินทางกลับกรุงราชคฤห์ ปรากฏว่าภรรยาทนเจ็บท้องไม่ไหว จึงคลอดลูกชายคนโตระหว่างทาง และตั้งชื่อว่า “ปันถก” แปลว่า “เกิดในหนทาง” เมื่อคลอดลูกอย่างปลอดภัยแล้วจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะกลับไปสู่วงศ์ตระกูล ภรรยาเริ่มตั้งท้องลูกคนที่สอง ก็พยายามพากันเดินทางกลับไปกรุงราชคฤห์อีกครั้ง แต่แล้วก็คลอดลูกที่ระหว่างทางอีกครั้ง จึงตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “จูฬปันถก” แล้วเรียกว่า ลูกชายคนโตว่า “มหาจูฬปันถก” มหาจูฬปันถกเติบโตขึ้น ได้ยินเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันเรียกคนโน้น คนนี้ ว่า ตา ปู่ ย่า ยาย จึงถามพ่อและแม่ของตนว่า คนที่จะเรียกแบบนี้อยู่ที่ไหนกันหมด แม่จึงตอบว่า “เจ้ามีญาติ แต่ญาติเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่นี่กับเรา พวกเขาอยู่ที่กรุงราชคฤห์” เด็กน้อยจึงขอร้องให้พ่อแม่พาไปพบญาติบ้าง พ่อแม่รู้อยู่เต็มอกว่าถ้ากลับไปมีหวังถูกธนเศรษฐีฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ แน่ ๆ แต่ก็พยายามพาลูกทั้งสองไปหาธนเศรษฐีให้จนได้ เมื่อท่านเศรษฐีได้พบบุตรีที่จากกันไปนาน ก็ทำใจยอมเราไม่ได้ ทั้งขอไม่ให้บุตรีกลับสู่ครอบครัวอีก […]

สุมนา เจ้าหญิงผู้ได้สัมผัสพระนิพพาน 

สุมนา เจ้าหญิงผู้ได้สัมผัสพระนิพพาน เจ้าหญิง สุมนา เป็นขัตติยนารีแห่งแคว้นโกศล ในหลายจุดของคัมภีร์ต่างกล่าวว่า สุมนาราชกุมารีเป็นพระภคินี (พระน้องนาง) ของพระเจ้าโกศลพระองค์ก่อน จึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (พระเจ้าอา) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้เป็นพระนัดดาปกครองกรุงสาวัตถีจนเจริญรุ่งเรือง และยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้ราชสำนักแคว้นโกศลต่างยึดมั่นพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ทำให้เจ้าหญิงสุมนา หนึ่งในขัตติยนารีชั้นผู้ใหญ่พลอยทรงศรัทธาพระพุทธเจ้าไปด้วย เจ้าหญิงสุมนาทรงเป็นเจ้าหญิงผู้มั่งคั่งพระองค์หนึ่งในชมพูทวีปเพราะ ทรงมีราชรถถึง 500 คัน และเด็กสาวเป็นบริวารถึง 500 นาง ครั้งใดที่เสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จด้วยราชรถจำนวน 500 คัน และมีเหล่าเด็กหญิง 500 นางคอยติดตาม นับว่าเป็นขบวนเสด็จของสตรีชนชั้นสูงที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งเลยในสมัยนั้น พระไตรปิฎกกล่าวว่านอกจากเจ้าหญิงสุมนาแล้ว ยังมีเจ้าหญิงจุนที พระธิดาในพระเจ้าพิมพิสารทรงมีราชรถถึง 500 คัน และบุตรีของมหาเศรษฐีอย่างนางวิสาขาก็มีรถถึง 500 คัน เช่นกัน ครั้งหนึ่งเจ้าหญิงสุมนาเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และตรัสพระปุจฉาต่อพระพุทธองค์ว่า “บุรุษ 2 คน มีลักษณะนิสัยคล้ายกันคือ เป็นผู้มีศรัทธา ศีล และปัญญาเสมอกัน แต่สิ่งที่แตกกันคือ อีกคนเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา แต่อีกคนไม่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา หากภพหน้าของเขาทั้งสองเกิดเป็นเทวดา เราจะทราบได้อย่างไรว่าเทวดาองค์ใดเกิดเป็นในอดีตชาติเป็นคนที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา […]

รักตนเหมือนรักคนอื่น ธรรมะโดย ท่าน ส.ชิโนรส

งานศึกษาหลายชิ้นบอกว่า “เด็กอ่อนที่ถูกแม่สัมผัสด้วยความรักอย่างทะนุถนอมจะเจริญเติบโตได้อย่างมีสติปัญญามากกว่าเด็กอ่อนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างเดียวดาย” ความรักจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ ทุกคนจึงโหยหาความรักกันอยู่เสมอ โดยฉพาะอย่างยิ่งการรักตัวเอง “รักตน”จึงเป็นสุดยอดแห่งความรักสำหรับมนุษย์ การสนทนาระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระมเหสีชื่อมัลลิกา สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติข้อนี้ได้เป็นอย่างดี บนปราสาทที่โอ่อ่าสูงลิบลิ่วแห่งหนึ่ง จอมรชันย์ซื่อปเสนทิโกศล จ้าครองแควันโกศล กำลังพร่ำรักอยู่กับหญิงงามบ้านนอกชื่อมัลลิกา หญิงงามนางนี้เป็นลูกสาวชาวบ้านธรรมคาสามัญ ท้าวเธอได้พบนางเข้ายามที่เดินตราทัพไปทำสงครามกับพระเจ้าอชาดศัตรูเจ้าครองแคว้นมดข ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลได้อภิเษกนางขึ้นเป็นพระมเหสี เพราะทรงพอพระทัยในความเฉลียวฉลาดและความเป็นกุลสตรีของนาง “ใครหนอคือคนที่น้องพี่รักมากที่สุดในปฐพี” จอมราชันย์เริ่มตันด้วยคำหวานหู พร้อมกับกระหยิ่มอยู่ในพระทัยว่า “ข้านี่แหละคือคนที่นางรักมากที่สุด” เพราะไม่มีพระองค์เสียแล้ว หญิงบ้านนอกอย่างมัลลิกาหรือจะได้เป็นถึงพระมเหสี “อุ๊ย…เสด็จพี่ช่างเขลานัก” มัลลิกาตอบอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม “ผู้ที่น้องรักมากที่สุดนะหรอเพคะ ก็คือตัวน้องน่ะซีคะ แล้วเสด็จพี่ล่ะเพคะ” พอถูกย้อนถามอย่างไม่ตั้งตัวเช่นนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับหมดอารมณ์พร่ำรัก เพราะมันไม่ใช่เวลาพูดเรื่องธรรมะธัมโม “อือ…พี่นี่แหละคือสุดที่รักของเสด็จพี่” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตอบกลับอย่างมะนาวไม่มีน้ำ แต่เมื่อทรงครุ่นคิดถึงสิ่งที่มัลลิกาพูดอีกที พระองค์ก็ร้องอ๋อว่า “ตัวกูคือสุดที่รักของมนุษย์” เหมือนอย่างมัลลิกาว่า การสนทนาระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิกาบอกเราว่า “ตัวกูคือยอดแห่งความรักของคน” ความรู้สึกรักตัวรักตนจึงเป็นยอดแห่งความรักทั้งผองของมนุษย์ เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่อเหลียวดูทั่วสารทิศ ไม่พบใครอื่นสุดที่รักเท่ากับตน….” ความรักตัวรักตนจึงอยู่เบื้องหลังการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมค้นความคิด คำพูด หรือการกระทำ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนออกจากความรักตัวรักตนทั้งนั้น แต่การแสดงความรักตัวเองออกมาของมนุษย์มีอยู่ 2 ลักษณะคือ สร้างสรรค์ และ ทำลาย […]

บทเรียนจากความผิดพลาด ของ สตีฟ จ็อบส์ ที่จะทำให้คุณหันมาใส่ใจสมดุลชีวิตตัวเอง

บทเรียนที่ผิดพลาดของ สตีฟ จ็อบส์ ส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิต

ที่มาของ วันโกน วันพระ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ – ว.วชิรเมธี

ANSWER KEYS – 5 วันเลี้ยงท้อง 2 วันเลี้ยงใจ โดย ว.วชิรเมธี 1. วันพระ เป็นวันอะไร มีความสำคัญและประวัติความเป็นมาอย่างไรคะ 2 .ศีล 8 โดยเฉพาะข้อที่ 7 ในส่วน “เว้นการทัดทรง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา” “เครื่องทา” ที่ว่านี้หมายถึงอะไรบ้างคะ เวลาไปปฏิบัติธรรมในหน้าร้อน ภายในวัดอากาศอบอ้าวมาก ก่อนนอน จึงทาแป้งเย็นเพื่อให้คลายร้อน จะได้นอนหลับได้ จะผิดศีลไหมคะ   วันพระคือวันที่ตรงกับขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ตามหลักการนับวันทางจันทรคติ วันก่อนที่จะถึงวันพระเราเรียกว่าวันโกน (เดือนหนึ่งพระจะโกนผมหนึ่งครั้งในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่ำ แต่วันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำก็อนุโลมเรียกว่าวันโกนได้เหมือนกัน) สำหรับความเป็นมานั้น คัมภีร์เล่าไว้ว่า แต่เดิมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดวันโกน – วันพระเอาไว้ว่าต้องเป็นวันนั้นวันนี้ แต่ต่อมาชาวพุทธในสมัยนั้นเห็นว่า ศาสนาอื่นที่ร่วมสมัยยังกำหนดวันนั้นวันนี้เป็นวันฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษเป็นครั้งคราว ทำไมพุทธศาสนาไม่มีวันเช่นนั้นบ้าง […]

ท่าน ว. วชิรเมธี ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

ดิฉันเชื่อว่านรก – สวรรค์มีอยู่จริง แต่สงสัยว่าผู้ที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งไม่ได้ห้ามการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตายแล้วไปไหน

ปฏิบัติธรรมตามจริต แบบไหนที่เหมาะกับคุณ

จริตมนุษย์ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ (ปฏิบัติธรรมตามจริต) การปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุธรรมนั้นมีหลายวิธี ปัญหาอยู่ที่ว่าใครถนัดวิธีไหนมากกว่า เพราะจริตของคนเราไม่เหมือนกัน (ปฏิบัติธรรมตามจริต) เช่นเดียวกัน ทำไมบางคนชอบฟังเพลงลูกทุ่ง บางคนชอบลูกกรุง บางคนไม่ชอบทั้งลูกทุ่งและลูกกรุง แต่ชอบเพลงคลาสสิก คนที่ชอบเพลงลูกทุ่ง แล้วจับมาให้นั่งฟังเพลงคลาสสิกก็คงจะบ้าตายเสียก่อนจะจบการบรรเลง หรือหากจับเอาคนที่ชอบเพลงคลาสสิกมาให้นั่งฟังเพลงลูกทุ่งก็คงนั่งกระสับกระส่าย ออกอาการเหมือนปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ของชิ้นเดียวกัน คนหนึ่งว่าสวย แต่อีกคนอาจมองว่าน่าเกลียดก็เป็นได้ ทางโลกเรียกว่า “รสนิยม” ต่างกัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรมของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนเช่นกัน แต่ทางธรรมเราเรียกว่า “จริต” นั่นเอง ตามตำราบอกว่า จริตของมนุษย์เรานั้นแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ 1. ราคจริต คือผู้ที่รักสวยรักงาม ละเอียดลออ ละมุนละไม ให้พยายามพิจารณาร่างกายของตัวเอง หรือซากศพสัตว์ หรือนึกภาพซากศพคนก็ได้ เพื่อให้เห็นว่าที่จริงร่างกายนั้นเป็นของน่าเกลียด ของสกปรก แต่ละนาทีล้วนแต่ปล่อยของเสียของเหม็นออกมา ไม่ใช่ของสวยงามแต่อย่างใด ยิ่งถ้าตายไปแล้ว มีแต่จะเน่าเฟะ น่าเกลียด และเหม็นขนาดไหน 2. โทสจริต คือผู้ที่ขี้โมโห ฉุนเฉียว หงุดหงิด […]

keyboard_arrow_up