เมื่อความตายให้โอกาส

บทความธรรมะที่มาจากเนื้อหาส่วนหนึ่งของ “แค่รู้” ผลงานของพระมหาวิเชียร ชินวํโส  ที่จะทำให้ทุกท่านเห็นประโยชน์ความตาย เมื่อ ความตายให้โอกาส 

สุข-ทุกข์อยู่บนเหรียญคนละด้าน แต่เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน

สุข-ทุกข์อยู่บนเหรียญคนละด้าน แต่ เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ เราคุ้นเคยอยู่กับการเห็นเหรียญมีสองด้าน เห็นแต่ว่ามีด้านหัวกับก้อยเท่านั้น เปรียบเหมือนความรู้สึกของเราที่มีต่อสิ่งที่ได้สัมผัสสัมพันธ์ ถ้าไม่ยินดีก็ยินร้าย ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่ชอบก็ชัง เป็นไปตามที่กิเลสตัณหาโปรแกรมไว้ในจิต ความรู้สึกชอบย่อมนำมาซึ่งความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเสพ อยากสัมผัสสัมพันธ์ อยากให้สิ่งนั้นคงอยู่ในสถานะนั้นต่อไป เป็นกิเลสฝ่ายราคะ หรือโลภะ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทของกามตัณหาและภวตัณหา ครั้นรู้สึกไม่ชอบ ไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่อยากสัมผัสสัมพันธ์ อยากให้สิ่งนั้นผ่านไปโดยเร็ว ก็เป็นกิเลสฝ่ายโทสะ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทของวิภวตัณหา ความชอบและความไม่ชอบมีสาเหตุมาจากความหลง หรือ โมหะ อันเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งที่เข้ามาปรุงแต่งจิตให้หลงยึดติดอยู่กับความยินดียินร้าย การที่เรามีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ไปในทางยินดีหรือยินร้าย เป็นเพราะจิตของเราขาดความเที่ยงธรรม ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง หากจิตตั้งอยู่ตรงกลาง วางอุเบกขา จิตก็จะปลอดจากความรู้สึกโลภ โกรธ หลง สภาวะของจิตในขณะนั้นก็จะเป็นสภาวะจิตของนิพพานนั่นเอง ที่เราคุ้นเคยว่าเหรียญมีสองด้าน คือด้านหัว สมมติว่าเป็นมุมมองด้วยความชอบ (โลภะ) และด้านก้อย สมมติว่าเป็นมุมมองด้วยความชัง (โทสะ) การมองแต่ด้านใดด้านหนึ่งก็นับเป็นมุมมองที่มาจากความหลง (โมหะ) เพราะที่จริงแล้วเหรียญไม่ได้มีเพียงสองด้านเท่านั้น ระหว่างด้านหัวกับด้านก้อย […]

Dhamma Daily : ชาวพุทธควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนตึงเครียดไม่น้อย เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธจะฝ่าฟันกับเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร ซีเคร็ตจึงรวบรวมปัญหาธรรมถึงพระอาจารย์มานพ มานิโต แห่งวัดธารน้ำไหล ท่านเมตตาตอบปัญหาธรรมเหล่านี้ให้กระจ่างและได้ข้อคิดดังนี้ 

ทำอย่างไรให้จิตใจสดชื่น เบิกบาน และเป็นมงคล

ทำอย่างไรให้จิตใจสดชื่น เบิกบาน และเป็นมงคล อาตมภาพเองก็เคยมารับการรักษาที่นี่ (โรงพยาบาลบ้านสวน) ก็ขออนุโมทนาในโอกาสนี้ด้วย ในขณะนั้นก็ได้รับความเอื้ออุปถัมภ์จากคุณหมอลดาวัลย์ พร้อมทั้งบุคลากรที่นี่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ช่วยใกล้ชิดก็มีคุณหนุ่ม หรือคุณกังวาล ที่ได้ช่วยนวดอยู่เป็นประจำ แล้วก็ม็คุณเจริญมาช่วยอยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้ในความดูแลของคุณเล็ก ซึ่งมาคอยเอาใจใส่บอกกล่าวแนะนำอยู่ รวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วยหลายท่าน อาตมภาพก็เลยถือโอกาสอนุโมทนาไว้ในที่นี้ด้วย ขออนุโมทนาคุณหมอ พร้อมทั้งบุคลากรของโรงพยาบาลทุกท่าน และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ก็ถือว่าเราได้มาทำสิ่งที่ดีงามกัน  เป็นบุญป็นกุศล อย่างน้อยใจของแต่ละท่านก็เป็นกุศล คือมีความคิดที่ดี ความคิดที่ดีนั้นก็เริ่มจากการมีน้ำใจนั่นเอง คือ มีน้ำใจ มีไมศรีธรรมต่อกัน แค่นี้ก็ดีแล้ว ท่านเรียกว่าเป็นกุศลเกิดขึ้นเเล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีเมตตาหรือไมตรีเกิดขึ้นในใจนั้นเป็นบุญมหาศาลเลยที่เดียว การทำญนั้นบางที่เราไม่จำเป็นต้องไปถวายทาน คือไปถวายอาหารหรือให้ของอะไรหรอก เพียงแต่เราสร้างใจของเราให้เป็นใจที่ดี มีน้ำใจ ชุ่มฉ่ำด้วยความปรารถนาดี ก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นแล้ว ทุกท่านในที่นี้ อาตมภาพว่าอย่างน้อยก็มีน้ำใจอันนี้เกิดขึ้น บุญกุศลจึงเกิดขึ้นแล้ว นับว่าเราได้ตั้งต้นอย่างถูกต้อง ก็ขอให้บุญกุศลที่ตั้งขึ้นในใจนี้แผ่ออกมา หลั่งไหลออกมาทางกาย วาจาของเราด้วย แล้วก็มาช่วยนำทางชีวิตของเราให้มีความสดชื่น เบิกบานต่อไป ยิ่งในโอกาสที่จะต้อนรับบีใหม่นี้ เป็นวลาที่เราถือตามคตินิยมว่าเป็นวันวลที่ดี ก็ขอให้ทุกท่านได้เตรียมใจต้อนรับความสุขอันนี้ไว้ การเตรียมใจต้อนรับความสุขก็โดยการกระทำของเราเอง คือทำใจ ของเราให้เป็นสุขสดชื่นเบิกบาน […]

พุทธวิธีเสริมสุขภาพกายและใจ  

พุทธวิธีเสริมสุขภาพ กายและใจ เป็นธรรมดาว่า กายและใจ นั้นเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่วยไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพาลจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวายกระสับกระส่ายไปด้วย และในทำนองเดียวกัน เมื่อจิตใจไม่สบาย ก็พลอยให้กายไม่สบายไปด้วย เริ่มตั้งแต่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง  ผิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกัน ในทางตรงข้าม คือในทงที่ดี ถ้าจิตใจดี สบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่นในยามเจ็บป่วย ถ้าจิตใจสบาย เช่น มีกำลังใจ หรือจิตใจผ่องใสเบิกบาน โรคที่เป็นมาก ก็กลายเป็นน้อย หรือที่จะหายยาก ก็หายง่ายขึ้น ยิ่งถ้าหากว่ากำลังใจที่ดีนั้นมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่เพียงแต่ทำให้โรคบรรเทาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยรักษาโรคไปด้วยเลย ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าจะช่วยทำใจของเราหรือรักษาใจของเราได้มากแค่ไหน พระพุทธจ้าและพระมหาสาวกนั้น ท่านมีจิตใจที่พัฒนาให้ดีงามเต็มที่มีสุขภาพด้านจิตที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ก็จึงเรียกเอาด้านจิตมาช่วยด้านกายได้เต็มที่ ถ้ไม่เหลือวิสัยของเหตุปัจจัย ก็เอาของดีที่มีในใจออกมารักษากาย ที่เป็นโรคให้หายไปได้ หลักโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ไม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น ถ้าวิเคราะห์ดูความหมายของศัพท์ ก็จะเห็นว่า ศัพท์เดิมนั้นท่านมีความมุ่งหมายอย่างไร โพชฌงค์มาจากคำว่า “โพชฺฌฺ” กับ “องฺค” หรือ “โพธิ” กับ “องค์” จึงแปลว่า […]

การมีชีวิตอยู่อย่างไม่กลัว โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

การมีชีวิตอยู่อย่างไม่กลัว โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร  ยุคสมัยนี้เป็นยุคที่มรสุมถาโถมเข้ามา ผู้คนจิตใจเร่าร้อน วุ่นวาย อย่างปัจจุบันก็มีเรื่องของไวรัสเกิดขึ้น ผู้คนตื่นตระหนก เกิดความกลัว เกิดความทุกข์ทรมานจิตใจ เราจะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไร พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ เธอจงมีธรรมเป็นเกราะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย” ฝึกสติปัฏฐาน จนมีจิตใจที่ตั้งมั่น เข้าถึงธรรมที่บริสุทธิ์ แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความร่มเย็น ความสงบสุข ความมั่นคงจากข้างใน ชีวิตคนเราไม่ต้องการอะไรมากมายเลย แต่ที่มันกระเสือกกระสนทุรนทุราย เพราะว่าความทะยานอยากมันชักนำไป แต่เมื่อไรที่เราตื่นขึ้น มีจิตใจที่ตั้งมั่น มีธรรมเป็นเกราะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง สลัดความทุกข์ทรมานทุกอย่างออก ท่านจะพบกับชีวิตที่มีความร่มเย็นเป็นสุข และสงบเย็น เราสร้างได้ด้วยตัวของเราเองด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ อะไรมันจะเกิดก็เกิด อะไรจะดับก็ดับ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่มีการบังเอิญหรอก เป็นไปตามปัจจัยที่เกิดขึ้น จิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน จะหวั่นไหว ทุรนทุราย  เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นก็ตื่นตระหนก เกิดความเครียด ความกดดัน เกิดความกลัว เกิดความเร่าร้อน แต่ถ้าท่านทั้งหลายฝึกสติปัฏฐานสี่อยู่เนืองๆ จนมีจิตใจที่ตั้งมั่น มีธรรมเป็นเกราะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ท่านจะไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น อะไรมันจะเกิดก็เกิด อะไรจะดับก็ดับ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีการบังเอิญ  ความตายยังไงมันเกิดขึ้นแน่นอน […]

ละวิชาทางโลก เพื่อให้ได้พบสุญญตา 

คนเราไม่ควรเรียนแต่ วิชาทางโลก ไว้เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงกายเพียงอย่างเดียว จิตใจจะแห้งเหี่ยวขาดพลัง เราต้องศึกษาธรรมเพื่อนำชีวิตบ้าง

สมเด็จพระสังฆราชประทานปัจจัย 2 ล้านบาท จัดซื้อหน้ากากอนามัยแจกพระสงฆ์ป้องกันโควิด-19

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เผยสมเด็จพระสังฆราชทรงห่วงใยพระภิกษุสงฆ์ ประทานปัจจัยจัดซื้อ หน้ากากอนามัยแจกพระสงฆ์ ยังวัดต่าง ๆ  

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีพุทธประวัติตอนหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจสำนวนที่ว่า ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’ ครั้งหนึ่งกลุ่มปริพาชกหรือนักบวชนอกศาสนาพุทธ มีความคิดอยากทำลายชื่อเสียงพระพุทธเจ้า จึงส่งนางจิญจมาณวิกา ไปที่วัดเชตวันตอนรุ่งเช้าบ่อยๆ จากนั้นก็ให้นางสรรหาผ้ามาพันท้อง แกล้งว่าท้องทีละนิด เมื่อเวลาผ่านไปท้องของนางก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนทักถามว่าเธอท้องกับใคร นางจิญจมาณวิกาจึงตอบไปว่าท้องกับพระพุทธเจ้า เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบความจริงดี แต่พระองค์ทรงเงียบเฉย ไม่ชี้แจงอะไร กระทั่งท้องของนางจิญจมาณวิกาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนครบ 9 เดือน นางจิญจมาณวิกา จึงทูลต่อพระพุทธเจ้าหน้าที่ธารกำนัลว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทำเธอท้องแล้วไม่ทรงรับผิดชอบ พระพุทธเจ้าทรงได้ยินดังนั้นก็แย้มพระสรวล ก่อนตรัสสั้นๆ ว่า เรื่องนี้มีแค่เธอกับเราเท่านั้นแหละที่รู้ความจริง จากนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงอธิบายขยายความต่อ นั่นทำให้นางจิญจมาณวิกา โกรธมาก และพยายามโต้เถียงจนผ้าที่พันท้องของนางอยู่หลุดออกมา ความจริงจึงเปิดเผยในที่สุด จากนั้น กรณีเช่นนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอีก เมื่อครั้งที่กลุ่มปริพาชกได้สังหารนางสุนทรีแล้วเอาศพไปทิ้งไว้ใกล้กุฏิของพระพุทธเจ้า เมื่อมีคนมาพบศพนางสุนทรีเข้า ข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตายของนางก็แพร่สะพัดออกไป พระสงฆ์ทั้งหลายร้อนใจมากจึงได้ทูลให้พระพุทธเจ้าทรงหนีออกจากเมืองนั้นไปเสีย แต่พระองค์ตรัสตอบว่า ขอทุกท่านจงนิ่งสัก 7 วัน เดี๋ยวเรื่องนี้จักเงียบสงบไปเอง เจ็ดวันผ่านไปปรากฏว่าข่าวลือนั้นก็เงียบสงบไปจริงๆ ความจริงปรากฏว่า ฆาตกรที่ฆ่านางสุนทรีเกิดเมาแล้วทะเลาะกับเพื่อน เลยเปิดเผยว่าตนเองเป็นคนฆ่านางสุนทรี จากนั้นเขาถูกจับได้และโดนสำเร็จโทษถึงชีวิต ในบางสถานการณ์ การพูดหรือชี้แจงอาจจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอารมณ์ที่รุ่มร้อน […]

มรณภาพแล้ว พระอริยสงฆ์ 6 แผ่นดิน พระแท้กลางป่าที่หาได้ยาก หลวงปู่ครูบาบุญยัง ปัญญาวโร

หลวงปู่ ครูบาบุญยัง ปัญญาวโร พระภิกษุอาวุโสผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อาศัยอยู่กลางป่า ยึดหลักธุดงควัตรปฏิบัติตลอดชีพ ซึ่งซีเคร็ตเคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา (อ่านต่อได้ที่) ท่านได้มรณภาพลงแล้วเมื่อวันวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563  

กรมพระศรีสวางควัฒน เสด็จร่วมพิธีลาสิกขาพระนวกะ โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ณ พุทธคยา ในวาระครบ 10 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จร่วม พิธีลาสิกขา พระนวกะ โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ ณ พุทธคยา ในวาระครบ 10 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563  เวลา 9.30 น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จร่วม พิธีลาสิกขา พระนวกะ ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม, ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์                 ต่อมา ในเวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีเสด็จสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช […]

คิลานธรรม กลุ่มพระอาสาเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ : พระวรท ธมฺมธโร

คิลานธรรม กลุ่มพระอาสาเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและญาติ : พระวรท ธมฺมธโร คิลานธรรม คือกลุ่มพระจิตอาสาที่แวะเวียนไปเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาล เพื่อให้คำปรึกษาและเยียวยาจิตใจให้คลายทุกข์ ซีเคร็ตได้มีโอกาสมาพูดคุยถึงความเป็นมาและกิจกรรมของกลุ่มคิลานธรรมกับ พระวรท ธมฺมธโรแห่งวัดญาณเวศกวัน พระอาจารย์รุ่นใหม่หนึ่งในกลุ่มคิลานธรรมที่อุทิศตนเพื่อผู้ป่วยมาตลอด   กลุ่มพระคิลานธรรมเริ่มต้นมาอย่างไร “ กลุ่มคิลานธรรมเริ่มต้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 บุกเบิกโดยพระอาจารย์มหาสุเทพ ธนิกกุล (สุทธิญาโณ) แห่งวัดสังเวชวิศยาราม กับพระครูศรีวิรุฬหกิจ (หรือพระอาจารย์มหาวสันต์ ฐานวโรแห่งวัดอมรคีรี) และกลุ่มพระเพื่อน ๆ ของท่าน เริ่มจากที่พระอาจารย์เป็นพระนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาชีวิตและความตาย ก็ได้เป็นอาสาสมัครไปเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ป่วยตามโรงพยาบาล จากนั้นหนึ่งปีถัดมาก็ตั้งชื่อกลุ่มพระที่เป็นอาสาสมัครว่า ‘คิลานธรรม’ แล้วดำเนินกิจกรรมของกลุ่มมาจนถึงทุกวันนี้ พอเวลาผ่านไปกลุ่มคิลานธรรมจากกลุ่มพระนิสิตก็มีพระจากหลาย ๆ วัดทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมาร่วมด้วย ”   พระอาจารย์เข้าร่วมในกลุ่มพระคิลานธรรมตั้งแต่เมื่อไร “ เริ่มแรกอาตมาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคิลานธรรมตอนมาอยู่ที่วัดญาณเวศกวัน พระอาจารย์ที่พรรษามากกว่าอย่างพระครูเมธังกร (ปณต คุณวฑฺโฒ) พระครูธรรมรัต (ธนัญชัย เตชปญฺโญ)ท่านรู้จักกับพระอาจารย์มหาสุเทพ ประธานกลุ่มคิลานธรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นพระนิสิตมหาจุฬาฯแล้ว ได้ชักชวนอาตมาให้ไปอบรมและเรียนรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษา และได้ไปลองเยียวยาผู้ป่วยตามโรงพยาบาล ”   เมื่อได้พบผู้ป่วยครั้งแรกรู้สึกอย่างไร “ […]

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ เมื่อรู้แจ้งชัดว่าชีวิตและความตายคือสิ่งเดียวกัน ย่อมพ้นจากความกลัวทั้งปวงและเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง การดำเนินชีวิตของปุถุชนล่องลอยไปตามกระแสของสังสารวัฏแห่งการเกิดและการตาย และความน่าสะพรึงกลัวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะเราไม่เห็นโทษภัยของสังสารวัฏ จึงมีแต่ปัญหาอันหาที่สุดมิได้ การดำเนินชีวิตของวิสุทธิบุคคลย่อมนำไปสู่ทัศนะที่ถูกต้อง เป็นการเรียนรู้ตนเองที่กำลังดำเนินอยู่ในสังสารวัฏจนเกิดความเข้าใจที่แท้จริงจากประสบการณ์ตรงต่อสัจจะ เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจจักรวาลตามที่มันเป็น จนจิตใจเป็นอิสระจากความยึดถือในสิ่งที่เคยสำคัญผิดทั้งปวง สภาวะตามที่รู้แจ้งชัดในขณะบำเพ็ญภาวนาคือประสบการณ์ที่เป็นกัลยาณมิตรอันประเสริฐ เราจึงจำเป็นต้องแสวงหามันเพื่อเป็นประทีปส่องทางของชีวิต ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ** (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นที่พึ่ง) เพื่อสั่งสมบ่มเพาะอริยทรัพย์และความเจริญยิ่งในธรรม เราต้องตระเตรียมพวงแพเพื่อใช้ข้ามสายธารอันเชี่ยวกรากแห่งสังสารวัฏ ด้วยการเจริญจิตตภาวนาโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนิกายใด ศาสนาใด ย่อมกำจัดอุปสรรคและขวากหนามทั้งปวงลงได้ คำสอนของพระพุทธองค์ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นพัน ๆ ปี แต่ก็ยังคงความมั่นใจมาให้แก่ผู้เข้าถึงความจริงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้แจ้งชัดว่าชีวิตในทุกขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่คือความเป็นพุทธะ (ความสิ้นสุดของอัตตาตัวตน)   **ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมป็นที่พึ่ง) ที่มา : ทีมนิกาย มหาวรรค…ไตร-เล่มที่ 10 ข้อ 93 หน้า 119   ที่มา  ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ Photo by […]

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ – ขอทำความเข้าใจกับนักปฏิบัติดังนี้ การพิจารณาด้วยปัญญานั้น จะพิจารณาได้ทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ใช้ปัญญาพิจารณาได้ทั้งนั้น และก็เป็นอุบายการพิจารณาอย่างเดียวกัน ส่วนอุบายที่นำมาพิจารณานั้นต้องอาศัยเหตุการณ์ที่เป็นหลักความจริงและพิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป การพิจารณากายต้องยกเอาธาตุ 4 ขันธ์ 5 มาเป็นต้นเหตุ และอาศัยสัญญา สมมติเป็นแนวทางของปัญญาไปก่อน ถ้าไม่อาศัยสัญญาและสมมติเป็นเหตุแล้ว การใช้ปัญญาก็จะขยายออกไปไม่ได้ เหมือนกันกับเด็ก ถ้าไม่มีที่เกาะพอพยุงตัวช่วยแล้ว การยืน การเดิน ก็จะล้มตัวได้ง่าย ถ้ามีที่เกาะพอพยุงช่วยตัวเองได้ เด็กก็จะค่อย ๆ ฝึกตัวเองให้ยืนเดินไปได้จนกว่ากำลังกายและความชำนาญพร้อมแล้ว ถึงจะไม่มีสิ่งอื่นช่วยก็ลุกเดินไปได้โดยกำลังตัวเองอย่างคล่องตัวนี้ฉันใด การฝึกปัญญาในช่วงแรกนั้น ก็ต้องอาศัยสัญญาและสมมติมาเป็นหลัก เพื่อเป็นสนามฝึกให้ปัญญาเกิดความเคยชินและชำนาญในการค้นคิดให้ถูกกับความเป็นจริง เรียกว่าจริงสมมติฉันนั้น ถึงจิตยังไม่ยอมรับความจริงตามปัญญาก็ตาม การพิจารณาก็ต้องค้นคิดกันไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนเด็กที่เรียนหนังสือในขั้นต้น เด็กยังไม่เข้าใจในหลักการและยังไม่เข้าใจในการสอนของครู แต่ครูก็ต้องสอน อธิบายวิชาต่าง ๆ ให้เด็กฟังอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายครั้งหลายหนจนเด็กเกิดความเคยชิน ความรู้และวิชานั้น ๆ ครูสอนไปอย่างไร ความเข้าใจของเด็กก็จะค่อยซาบซึ้งเข้าไปในหัวใจเด็กได้นี้ฉันใด การใช้ปัญญาสอนจิตก็ต้องอาศัยความหมั่น […]

วัดสุทัศนเทพวราราม ดาวดึงส์สวรรค์บนผืนพิภพ

วัดสุทัศนเทพวราราม ดาวดึงส์สวรรค์บนผืนพิภพ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระอารามที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยพระองค์ทรงตั้งพระทัยให้มีพระอารามประดิษฐานในพระนคร ในครั้งนั้นพระองค์ตั้งนามวัดว่า “วัดมหาสุทธาวาส” ต่อมาสร้างเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงเปลี่ยนนามวัดนี้ว่า “สุทัศนเทพวราราม” เป็นชื่อเมืองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วัดแห่งนี้จึงไม่ต่างจากการจำลองดาวดึงส์สวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์       วัดสุทัศนฯ งดงามด้วยความผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและจีน คือสถาปัตยกรรมและแผนผังแบบวัดสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ระเบียงคดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมากมายคล้ายกับวัดพุทไธศวรรย์ที่พระนครศรีอยุธยา และตกแต่งวัดด้วยตุ๊กตาหินจีน หรือ อับเฉา ตัวอย่าง เช่น ถะจีน คือเจดีย์ศิลปะแบบจีนที่วางอยู่รอบพระวิหาร หรือตุ๊กตาขุนพล ขุนนาง สตรีจีน และเทพเซียนในคติศาสนาเต๋า     พอเข้ามาภายในวัดจากประตูที่มาทางเสาชิงช้า จะพบกับเก๋งจีนกับตุ๊กตาจีนหน้าพระวิหาร เมื่อเข้ามาภายในพระวิหารจะพบกับพระประธานองค์ใหญ่นามว่า “พระศรีศากยมุนี” รัชกาลที่ 2 ทรงอาราธนามาจากสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ชาดก รวมทั้งความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณคดีเรื่อง “ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา”  เช่น สวรรค์ เทวดา สัตว์หิมพานต์ นรก […]

เมื่อหลวงปู่ดูลย์รอดตายจากสัตว์ร้ายในป่า

เมื่อ หลวงปู่ดูลย์ รอดตายจากสัตว์ร้ายในป่า ตามปกติ หลวงปู่ดูลย์ จะพำนักในเขตอารามเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น หากเป็นช่วงออกพรรษา ท่านมักพาคณะภิกษุสามเณรออกธุดงค์ไปในป่าลึกที่มีสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะป่าเทือกเขาพนมดงรักทางตอนใต้ของจังหวัดสุรินทร์ บางครั้งธุดงค์ไปไกลถึงขั้นเข้าเขตแดนประทศกัมพูชาเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งท่านพาลูกศิษย์ที่เป็นสามเณร คือสามเณร์โชติกับสามเณรทอน ออกธุดงค์ไปตามเทือกเขาพนมดงรัก มุ่งหน้าไปยังเขาพระวิหาร เข้าเขตจอมกระสานในประทศกัมพูชา การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะต้องเดินฝาปารกที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม พระธุดงค์ เสือ หมี ช้าง และควายป ต่างต้องใช้ส้นทางของป่าร่วมกัน และมีโอกสประจันหน้ากันได้ทุกนาที ขณะที่หลวงปู่เดินนำหนห่างจากสามณรทั้งสองพอควรเหตุการณ์ระทึกขวัญก็เกิดขึ้น ควายป่าตัวใหญ่ท่ทางดุร้ายวิ่งผ่านมาด้วยความตื่นตระหนก ภัยร้ายมาถึงสมณะทั้งสามโดยมิทันได้ตั้งตัว สามเณรทั้งสองรีบปืนขึ้นต้นไม้ด้วยอากาศตกใจและรอดจากเขาโง้งคมกริบหวุดหวิด ทว่าขณะเหนี่ยวกิ่งไม้หนีภัยอยู่นั้น กลับต้องเห็นภาพที่น่าอกสั่นขวัญแขวน ควายป่าควบเท้าวิ่งเข้าหาร่างของหลวงปู่ดุลย์อย่างมุ่งร้าย มันขวิดเข้าเต็มกำลังจนท่านกระเด็นล้มลง หนำซ้ำยังเข้าไปขวิดร่างที่ห่มจีวรนั้นซ้ำอีกหลายตลบก่อนที่จะวิ่งเตลิดหายไปในราวป่า จิตใจของสามเณรทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีนักเมื่อเห็นเศษจีวรของหลวงปู่ขาดป่นไม่มีชิ้นดี แต่เมื่อลงจากต้นไม้เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  ก็ใจชื้นเมื่อเห็นว่หลวงปู่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย เขาควายป่าอันแหลมคมคลาดจากร่างกายของท่านไปอย่างน่าอัศจรรย์ สามเณรโชติและสามเณรทอนต่างดีใจ แต่ก็ประหลาดใจจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ต่อมาเมื่อสามเณรเล่าเหตุการณ์น่าระทึกนี้ ให้ญาติโยมฟัง ทุกคนต่างเล่าลือว่าหลวงปู่ดูลย์มีเครื่องรางหรือ คาถากันภัยสุดขลัง แต่ท่านยืนยันว่า “อาตมามิได้มีปาฏิหาริย์” หากจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดคุ้มครองให้หลวงปู่ดูลย์รอดพ้นจากภัยที่อาจถึงแก่ชีวิตนั้นมาได้ ก็คงจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรมที่ท่านศึกษาและปฏิบัติมาตลอด ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”   ที่มา : หลวงปู่ดูลย์ อริยสงฆ์ผู้เป็นบิดาแห่งการภาวนาจิต […]

มองใจให้ถูก ใจจึงจะดับทุกข์ได้ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

มองใจต้องมองให้ถูกตัว ใจจึงจะดับทุกข์ได้ หากมองไม่ถูกก็ไม่หายทุกข์ เวลามีคนมาตำหนิแล้วเราทุกข์ นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้มองความรู้สึกที่กำลังทุกข์ขณะนั้น แต่เราไปมองคนที่ตำหนิเราแทน เราก็เลยทุกข์ไม่หยุด เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ คนที่ทำให้เราทุกข์อยู่ข้างนอก ใจที่ทุกข์อยู่ข้างใน ดูใจทุกข์ต้องดูข้างใน ถ้าดูถูก ตัวทุกข์ก็ดับ แต่ถ้าเราส่งใจออกข้างนอกไปดูคนนั้นต่อ ความทุกข์ก็จะดำเนินต่อไปเช่นกัน แบบนี้เขาเรียกว่าดูผิดตัว  (มองใจให้ถูก) อาการดูผิดตัวเกิดขึ้นเพราะเรามองไม่เห็นความเป็นจริง ความเป็นจริงถูกซ่อนไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชา” อวิชชา คือ สิ่งปิดบังใจ ไม่ให้ใจของเราได้รับรู้ความจริง พูดง่าย ๆ ว่า อวิชชาคือความไม่รู้  เพราะเราไม่รู้ความจริง จึงเข้าใจผิดว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้หมดไปไหน ยังมีอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน ตรงนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความยินดียินร้ายตามมา ที่สำคัญก็คือ เป็นการยินดียินร้ายที่ผิดฝาผิดตัวเสียด้วย ที่เราทุกข์ใจจึงไม่ใช่อื่นไกลเลย แต่ทุกข์เพราะรักผิดตัว เกลียดผิดตัว สิ่งที่เราเห็นเราไม่ชอบ แต่เราไปชอบใจในสิ่งที่เราไม่ได้เห็น ปัญหาใจจึงเกิดขึ้นง่าย ๆ เท่านี้เอง ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ผิดตัวอย่างไร ตาเป็นอายตนะภายใน รูปเป็นอายตนะภายนอก ตากับรูปต้องกระทบกัน จากนั้นใจก็รับรู้ เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นมาแล้ว รูปที่กระทบตานั้นก็จบไป […]

keyboard_arrow_up