“ลืมตาเคลื่อนไหว ใจฮู้ซื่อ ๆ” ฝึก เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ทีละขั้นตอน 

เป็นวิถีปฏิบัติของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่สอนให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ด้วยการ เจริญสติแบบเคลื่อนไหว  และขณะเคลื่อนไหวก็รับรู้เพียงว่าร่างกายกำลังเคลื่อนไป

บทสวดบารมี 30 ทัศ (แปล) สรรเสริญบารมีของพระพุทธเจ้า พร้อมที่มาบทสวด

บทสวดบารมี 30 ทัศ ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้รู้จัก “วางให้ลง ปลงให้ได้”

ถาม : ได้ยินคำว่าปลงมาหลายครั้ง แต่เวลาจิตตก หดหู่ ก็ปลงไม่ได้สักครั้ง จะทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่รู้จัก วางให้ลง ปลงให้ได้ คะ

Dhamma Daily : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ

ถาม : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ   ตอบ : เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุญคืออะไร “บุญ” แปลว่าชำระ…ชำระกายวาจา ใจ ตามภาษาธรรมะเรียกว่า การชำระขันธสันดานให้บริสุทธิ์” อันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์มากก็ได้บุญมากอันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์น้อยก็ได้บุญน้อย ทีนี้เราต้องมาดูวิธีการทำบุญ พระพุทธองค์ได้แสดงการทำบุญไว้ 3 วิธี สำหรับชาวบ้านทั่วไป มีทาน ศีล และภาวนาส่วนพระจะใช้ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะพระไม่มีอะไรจะบริจาคเป็นทาน มาดูเรื่องทานก่อน การ บริจาคทาน ช่วยชำระมัจฉริยะหรือความตระหนี่ถี่เหนียว ศีล จะชำระสิ่งที่จะเล็ดลอดออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ให้กายของเรากระทำผิด ไม่ให้วาจาของเราพูดผิด เช่น ไม่เอากายไปลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพราะฉะนั้นกายและวาจาก็จะบริสุทธิ์ไปส่วนหนึ่ง ถือเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบๆ ที่เล็ดลอดออกมาทางกายและวาจา ภาษาธรรมะจะใช้คำว่า “วีติกกมกิเลส” ส่วน ภาวนา ช่วยชำระใจให้บริสุทธิ์โดยตรงทำให้ไม่ทำผิดทั้งสามทาง กาย วาจา ใจ… การเจริญภาวนาชำระทั้งกาย […]

Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่

ถาม : ถ้าคนหนึ่งเคยทำผิดพลาด ผิดศีลมาก่อน ปัจจุบันเลิกแล้วและปฏิบัติศีล 5 อยากทราบว่าคนคนนี้จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพรพล ปสันโน ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คนที่ต้นคดแต่ปลายตรงมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เยอะ ถ้าลองศึกษาประวัติในสมัยพุทธกาล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “องคุลีมาล” ซึ่งฆ่าคนมากถึง 999 คน เพราะเชื่อว่าหากฆ่าครบ 1,000 คน ชีวิตจะเป็นอมตะ ดังนั้นแม้แต่มารดาตัวเองก็ไม่ละเว้น พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปให้องคุลีมาลเห็นก่อนที่เขาจะทำร้ายมารดา เมื่อองคุลีมาลเห็นจึงวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า แต่ด้วยอภิญญาของพระองค์ทำให้องคุลีมาลไม่สามารถจะวิ่งไล่ทัน เขาจึงร้องบอกว่า “หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดก่อน” พอพระพุทธเจ้าได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “เราหยุดแล้ว” แต่องคุลีมาลหาว่าพระองค์ตรัสมุสาวาท พระพุทธเจ้าจึงตรัสอีกว่า “เราหยุดการเข่นฆ่า หยุดการจองเวรแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” เมื่อองคุลีมาลได้ยินคำนี้ก็หยุดยืนอึ้งเลย เพราะเป็นคำที่แทงเข้าไปในใจ จึงทำให้ใจอ่อนและสำนึกผิดได้ทันที จากนั้นจึงวางดาบ ทิ้งธนู สลัดแล่งโยนทิ้งลงเหวแล้วเข้าไปกราบทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเมตตาบวชให้ หลังจากนั้นองคุลีมาลก็ได้ศึกษาธรรมจนบรรลุอรหันต์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ต้นคดแต่ปลายตรงก็ทำให้บั้นปลายชีวิตสามารถบรรลุธรรมได้ การฝึกและทำความดีในปัจจุบันจะมีกำลังช่วยบดบังสิ่งที่ไม่ดีได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบจากสิ่งที่เรามองเห็น ถ้าสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่กว่าก็จะสามารถบังสิ่งที่เล็กกว่าได้ฉะนั้นถ้ากรรมไม่ดีมีกำลังมากกว่า ใหญ่กว่า […]

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our readers

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our reader 13 ในโลกนี้มีอยู่ 2 สถานภาพที่มนุษย์เราไม่พึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง อย่างแรกคือ ผู้ป่วย การที่คนเราต้องเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น มะเร็ง ไตวาย หัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง เอดส์ หรือการที่ร่างกายต้องพิการจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง 0 สถานภาพที่สองคือ การเป็นนักโทษในเรือนจําหรือผู้ต้องขัง เพราะการถูกคุมขังในคุกไร้อิสรภาพนั้นถือเป็นหายนะที่สุดแสนจะทุกข์ทรมานทั้งกายและใจเป็นที่สุด ในวันที่ชีวิตผมแพ้กิเลสตระกูลโลภะแล้วต้องมาใช้กรรมรับโทษอาญาแผ่นดินในเรือนจํากลางขอนแก่นนั้น ทําให้ผมหวนนึกถึงคําสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าเรื่องทิศ 6 00 ในวันที่ต้องเดินเข้าคุก ชีวิตของผมดูจะหายไป 4 ทิศ คือ ทิศเบื้องซ้าย ไม่มีเพื่อนฝูงเหลือเลย ทิศเบื้องหลัง ภรรยาก็หย่าและมีสามีใหม่ ทิศเบื้องขวาก็ไม่มีใครให้คําปรึกษาอะไรอีกแล้ว ส่วนอดีตลูกน้องทั้งหลายก็ไม่มีใครยอมติดต่อเป็นคนรู้จักกันอีกต่อไป ชีวิตผมเหลืออยู่ 2 ทิศ คือ ทิศเบื้องหน้า บิดามารดาที่ให้โอกาสและอภัยให้ลูกเสมอ กับทิศเบื้องบนคือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด 1 เมื่อต้องติดคุกใช้กรรม ผมจึงใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการศึกษาคําสอนของพระพุทธเจ้า คําสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ คือ ให้ละชั่ว ทําดี […]

Dhamma Daily : ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะไร้ความยุติธรรม ทำอย่างไรดี ?

พระอาจารย์คะ ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะเจ้านายไม่ดี ไม่มีความยุติธรรมในการปกครองคน แต่เราก็ไม่อยากลาออก จะทำยังไงดีคะ พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  กล่าวตอบว่า เรามาทำงานไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปสนใจสัตว์ บุคคล นาย ก. นาย ข. ด้วย ฉะนั้น ตัดส่วนเกินคือคน สัตว์ บุคคล ไปได้เลย…เราเรียนมามีความรู้ความสามารถ ก็จงนำความรู้ความสามารถเหล่านั้นมาปฏิบัติหน้าที่ทำให้งานดำเนินไป ถ้าเราตัดส่วนเกินออกไป ความทุกข์จะเกิดไม่ได้ การปรุงแต่งจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราไปทำงานเพื่องาน คนส่วนมากที่บอกว่าไปทำงานๆ ต้องลองหันกลับมามองดูนะ ว่าไปทำงานจริงหรือเปล่า ไปทำงานหรือไปให้ถูกงาน “ทำ” ผู้ถูกงานทำ ทำงานไม่เป็น ไม่ได้ทำงาน มัวแต่เอาเวลาไปคิดนู่นนี่ไร้สาระ แล้วจะมาทำงานทำไม ซีเคร็ตเคล็ดลับ วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ “ผมคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้านายและลูกน้องไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทั้งสองฝ่ายควรปรับตัวเข้าหากัน และในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทุกคนอาจต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนคนละเล็กคนละน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของทีม แล้วจะพบว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีมากกว่าการทำงานคนเดียวเสียอีก” “แท้ที่จริงแล้วแนวคิดเหล่านี้ล้วนมาจากศาสนาพุทธทั้งสิ้น เพราะการโค้ชตนเองก็คือการปฏิบัติธรรม ในขณะที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเสมือนฟา อันจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ตรัสให้นางกิสาโคตมีหาเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย กระทั่งนางเห็นธรรมและบรรลุเป็นพระโสดาบันนอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเปรียบได้กับเมนทอร์ เนื่องจากพระองค์ตรัสสอนผู้อื่นผ่านพระสูตรหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ” ที่มา : วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก […]

“เป็นมิตรกับ ความกลัว” เรื่องเล่าขำๆ กว่าพระจะหายกลัวผี โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

แม้ความกลัวยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในป่าได้เป็นปกติ เดินไปมาในความมืดตามลำพังได้โดยไม่มีปัญหา โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

สูตรลับสำหรับ แก้ความหลง โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

นอกจากความไม่รู้จักชีวิตถือเป็น ” ความหลง ” แล้ว การไม่รู้จักอริยสัจ 4 ก็เป็นความหลงในความหมายขั้นลึก – โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5 พระโสดาบัน หมายถึง ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล คือสามารถละสังโยชน์ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ละสังโยชน์ 3 ถึงจะเป็นพระโสดาบัน สังโยชน์ หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ หรือองค์ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึง คิดว่าตัวเราเป็นของเรา 2. วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 3. สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 4. กามราคะ  หมายถึง ติดใจในกามคุณ 5. ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 6. รูปราคะ หมายถึง ยึดติดในรูปที่ชอบพึ่งพอใจ 7. อรูปราคะ หมายถึง ความยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 8. […]

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจําใจ บทความให้แง่คิดโดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจำใจ โดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกําพล 1 ไม่นานมานี้หมอรักษาผู้ป่วยรายหนึ่ง เธอเป็นหญิงวัยกลางคนและมีอาชีพเป็นถึงหัวหน้าพยาบาลในโรงพยาบาลที่หมอทํางาน 2 เธอเล่าว่ามีอาการใจสั่น มือสั่น เป็น ๆ หาย ๆ มาหลายอาทิตย์ นอนไม่หลับและรับประทานอาหารได้น้อยลง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลียมาก หมอให้เธอนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และตรวจเช็กร่างกายทั้งหมดตั้งแต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ทรวงอก รวมไปถึงตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติที่พอเป็นไปได้ในทุก ๆ โรค แต่ก็ไม่พบสาเหตุความผิดปกติใด ๆ จึงได้แต่แจ้งผลการตรวจและให้ยารักษาตามอาการ แล้วให้เธอไปพักผ่อนต่อที่บ้าน 3 หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็กลับมาหาหมออีกครั้ง คราวนี้เธอปวดศีรษะมาก รู้สึกเพลียและปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและลําตัว รับประทานอาหารไม่ได้ หมอจึงตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และเอกซเรย์ใหม่ทั้งหมดอีกครั้งให้แน่ใจ แต่ผลออกมาก็ไม่พบความผิดปกติอยู่ดี สุดท้ายเธอได้แต่ขอให้เขียนใบรับรองแพทย์ให้เธอหยุดพักงานต่อก่อนสักระยะ หมอยอมตามนั้นเพราะสงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรดี 4 หนึ่งเดือนต่อมา หมอพบเธอที่วอร์ดในโรงพยาบาล ครั้งนี้เธอแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดูกระฉับกระเฉงมากขึ้น ทํางานคล่องแคล่วและออกไปทางรีบร้อนด้วยซ้ํา หมอเข้าไปซักถามถึงอาการ เธอตอบว่า อาการของเธอนั้นก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ถ้านึกถึงเมื่อใดก็มักแย่ลงเมื่อนั้น แต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่ต้องทําคือ แม่ของเธอป่วยเป็นวัณโรคปอดอยู่ระหว่างการรักษา สภาพร่างกายแม่อ่อนเพลียมาก นอนติดเตียงและกินได้น้อยจนน่าสงสาร เธอมองแม่ทีไรก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ […]

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

รักมีแต่ให้ : นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา 1 นางสามาวดีเป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวดีย์ ต่อมาบิดามารดาถึงแก่กรรม โฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายของบิดาจึงรับอุปการะนางดุจลูกสาวแท้ ๆ หลังจากนั้นจึงได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี 2 วันหนึ่งนางสามาวดีให้หญิงบริวารไปซื้อดอกไม้ โดยหญิงผู้นั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าที่ร้านขายดอกไม้จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับมาแสดงธรรมให้แก่นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอื่น ๆ ฟัง จนบรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งหมด หลังจากนั้นนางสามาวดีก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย สนใจธรรม ปฏิบัติธรรม และสมาทานรักษาศีลอุโบสถอยู่เป็นประจํา 3 ต่อมาพระเจ้าอุเทนได้อภิเษกสมรสกับนางมาคันทิยา สาวงามแห่งแคว้นกุรุ เพื่อเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง โดยบิดาและมารดาของนางมาคันทิยาเคยตั้งใจจะยกนางให้กับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ และทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นางมาคันทิยากลับโกรธเคืองพระพุทธองค์อย่างมาก 4 ด้วยความแค้นเคืองในพระพุทธเจ้า และเห็นว่านางสามาวดีเป็นมเหสีคู่แข่ง จึงใส่ร้ายนางสามาวดีหลายเรื่อง เช่น ออกอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจว่านางสามาวดีปันใจให้พระพุทธเจ้า นํางูที่ถอดเขี้ยวแล้วไปปล่อยในพิณที่พระเจ้าอุเทนทรงเล่นประจําและใส่ร้ายว่านางสามาวดีจะลอบปลงพระชนม์ เหตุการณ์ข้อหลังนี้เองทําให้พระเจ้าอุเทนลงโทษนางสามาวดีด้วยการเล็งธนูไปยังหัวใจของนาง แต่ก่อนที่ลูกศรจะแล่นไปนั้น นางสามาวดีให้โอวาทแก่บริวารว่า “แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ําเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย” 5 ครั้นโอวาทจบลง พระเจ้าอุเทนก็ปล่อยลูกศรออกไป แต่แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่หัวใจของนางสามาวดี กลับหวนพุ่งใส่พระองค์เสียเอง จึงทรงคิดว่า 6 […]

อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์ มีอยู่ 7 ประการ ได้แก่ 1.ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหันตผลโดยพลัน 2.ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ จะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย 3.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 4.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 5.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 6.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 7.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า […]

เรื่องราวปาฏิหาริย์แห่งธรรมของ หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้บำเพ็ญเพียรเพิ่มพูนบารมีมาเป็นระยะเวลานานจวบจนวันละสังขาร บารมีของท่านได้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมาย รวมทั้งสรรพสัตว์ที่ต่างก็นอบน้อมแก่มธุรสวาจาของท่าน จนเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ประกอบด้วยธรรมที่ผู้คนได้เล่าขานต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ผู้มีเมตตาย่อมเป็นที่รักของสรรพชีวิตทั้งหลาย หลวงปู่ขาวได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิงโต ค่าง ช้าง เสือ มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์อันแสดงถึงความเมตตาที่ไม่มีประมาณของท่าน ดังนี้ 1.ช้างคิดกลับใจรักษาศีล 5 คืนวันหนึ่งในพรรษา หลวงปู่ขาวจำพรรษาอยู่ด้วยกันกับพระ 2 รูป ในยามดึกสงัด หลวงปู่ขาวกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิเล็ก ๆ ขณะนั้นช้างใหญ่เชือกหนึ่งที่เจ้าของปล่อยให้เที่ยวหากินตามลำพังในป่าเขาแถบนั้นได้เดินตรงเข้ามาในบริเวณด้านหลังกุฏิของท่าน แต่เผอิญด้านหลังกุฏิมีม้าหินใหญ่บังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้ แต่ก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิ ทึ้งกลดและมุ้ง สูดลมหายใจดมกลิ่น ท่านเสียงดังฟูดฟาด ๆ จนกลดและมุ้งไหวไกวไปมา หลวงปู่ขาวเองก็นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธ ๆ อย่างที่เรียกได้ว่าฝากเป็นฝากตายกับพุทโธ ช้างใหญ่ตัวนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ที่นั้นไม่ยอมหนีไปไหน และคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับจะคอยตะครุบท่านให้แหลกไป นาน ๆ จะได้ยินเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งแล้วก็เงียบไปอีก เมื่อช้างมีพฤติกรรมเช่นนี้ หลวงปู่ขาวจึงตัดสินใจออกไปโปรดช้างด้วยวาจาอ่อนหวานว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ ขอพี่ชายจงฟังคำของน้องจะพูดเวลานี้” พอได้ยินเสียงท่านพูดขึ้น มันก็หยุดนิ่งเงียบราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ จากนั้นหลวงปู่ก็กล่าวกับช้างว่า “พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน […]

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

” โกหกบาปแค่ไหน ” … สงสัยจัง !? พระอาจารย์มีคำตอบ

รู้ทั้งรู้ว่าการ โกหก เป็นสิ่งไม่ดี แต่บางครั้งก็ต้องโกหกบ้างตามมารยาทหรือโกหกให้คนฟังสบายใจ แล้วอย่างนี้โกหกจะบาปแค่ไหน

Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า ห้วงโอฆสงสาร หมายถึง ห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด หรือหมายถึงกิเลสอันเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ท่วมใจสัตว์โลก มีด้วยกัน 4 ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ดังนั้นหากข้ามโอฆะ ห้วงน้ำแห่งสังสารวัฏได้ ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในห้วงน้ำนี้อีก เพราะได้ข้ามไปสู่ฝั่ง คือ พระนิพพาน พระโพธินันทะยกพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โอฆตรณสูตรที่ 1 ว่าด้วยการข้ามโอฆสงสารของพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีเทวดาเข้ามาทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระพุทธเจ้าทรงข้ามโอฆะ คือข้ามพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว เทวดาทูลถามต่อว่า พระองค์ไม่พัก ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า พระพุทธองค์จึงได้ตรัสคลายข้อสงสัยแก่เทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดเรายังพักอยู่ เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แลฯ เมื่อได้ฟังดังนี้ เทวดาจึงกล่าวว่า นานทีเดียวหนอ ข้าพเจ้าจึงจักได้เห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ […]

keyboard_arrow_up