สิ้น ‘หลวงปู่แบน ธนากโร’ เสาหลักพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร หรือ หลวงปู่แบน ธนากโร เจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ กุฏิวัดดอยธรรมเจดีย์ สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา โดยมีกำหนดการถวายเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่แบน ในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคมนี้ ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร หลวงปู่แบน ธนากโร เป็นพระเถระสายพระป่าในประเทศไทย ผู้เป็นสหธรรมิกใกล้ชิดกับพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน) และได้รับความวางใจจากหลวงตามหาบัว ให้เป็นเสาหลักของคณะพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น หลวงปู่แบน นามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2471 ณ บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี บิดาชื่อนายเล็ก มารดาชื่อ นางหลิม กองจินดา มีอาชีพทำสวนทำไร่ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวจังหวัดจันทบุรี หลวงปู่แบนได้อุปสมบท เมื่อวันที่ […]

ศิษย์ผู้หลงผิดของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล 

ศิษย์ผู้หลงผิดของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงตาพวง อกิญจโน เป็นศิษย์ที่มีวีรกรรมกับ หลวงปู่ดูลย์ จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว บ่งบอกถึงความเมตตาที่หลวงปู่ดูลย์มีต่อลูกศิษย์ได้เป็นอย่างดี หลวงตาพวงเป็นภิกษุรูปแรกที่บุกเบิกการปฏิบัติธรรมบนเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่เนื่องจากท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา หลวงตาพวงจึงคร่ำเคร่งในการปฏิบัติอย่างหนักด้วยตระหนักว่าตนเหลือเวลาในชีวิตไม่มากนัก ท่านตั้งสัจจะเร่งความเพียรโดยไม่เห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับแต่ละนาทีถูกใช้เพื่อการบำเพ็ญภาวนาอย่างไม่ลดละ ผลของการปฏิบัติวิปัสสนาทำให้จิตได้พบกับความสงบ ปีติแผ่ซ่านทั้งกายและจิต ทว่าหลวงตาพวงกลับสำคัญมั่นหมายว่าสภาวะดังกล่าวคือการบรรลุธรรมขั้นอรหัตผล ความเข้าใจผิดเร่งเร้าให้หลวงตาพวงออกเดินทางจากเขาพนมรุ้งมาหาหลวงปู่ดูลย์ที่จังหวัดสุรินทร์ในคืนนั้นเลยทีเดียว สาเหตุที่หลวงตาพวงอุตส่าห์เดินข้ามจังหวัดอย่างรีบร้อนเพราะท่านต้องการเทศน์โปรดหลวงปู่ดูลย์ผู้เป็นอาจารย์ให้บรรลุธรรมเหมือนตน แม้เดินทางไปถึงในเวลาดึกดื่น ท่านก็มิได้มีความเกรงอกเกรงใจพระเณรที่จำวัดอยู่แต่อย่างใด     ” หลวงตาดูลย์ ออกมาเดี๋ยวนี้ พระอรหันต์มาแล้ว “ เสียงร้องเรียกของหลวงตาพวงทำให้หลวงปู่ดูลย์ออกมาพบท่านกลางดึก แต่แทนที่พระลูกศิษย์จะกราบนมัสการพระอาจารย์กลับกลายเป็นว่าหลวงตาพวงทักท้วงให้หลวงปู่ดูลย์ทำความเคารพตนเพราะเข้าใจว่าตนมีสภาวธรรมเหนือว่า ทว่าหลวงปู่ดูลย์กลับวางเฉย ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทักท้วงอธิบายใด ๆ “รู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้ผู้สำเร็จอุบัติขึ้นแล้ว ที่มานี่ก็ด้วยเมตตา ต้องการจะมาโปรด ต้องการจะมาชี้แจงแสดงธรรมปฏิบัติให้เข้าใจ ”  เวลานั้นแม้พระเณรที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจในพฤติกรรมประหลาดของหลวงตาพวง ท่านเรียกปลุกพระรูปนั้นรูปนี้ขึ้นมาฟังท่านเทศนาประหนึ่งวาาท่านมาโปรด แต่หลวงปู่ดูลย์ยังคงวางเฉย บางครั้งท่านซักถามหลวงตาพวงถึงข้อธรรมต่าง ๆ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก เล่ากันว่าหลวงตาพวงสร้างความวุ่นวายให้วัดบูรพารามอยู่หลายวัน ไม่ว่าหลวงปู่ดูลย์จะแก้ไขอย่างไร หลวงตาพวงก็ไม่ลดราวาศอก กระทั่งต้องออกอุบายแกล้งยั่วยุให้โกรธ หลวงปู่ดูลย์ออกปากไล่หลวงตาพวงว่า ” เออ ! สัตว์นรก สัตว์นรก […]

สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) เณรน้อยผู้มีศรัทธาแรงกล้า

สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) เณรน้อยผู้มีศรัทธาแรงกล้า การที่เด็กชายคนหนึ่งตัดสินใจบวชเรียนเพราะต้องการเข้าใจและปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่พบได้ง่ายนักในสังคมปัจจุบัน  จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าเหตุใด สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) หรือเณรตรัย ตัดสินใจเลือกเช่นนั้น นอกจากเณรแล้ว ซีเคร็ตยังมีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อพศิษฐ์ โชติสุริยสินสุข  ไปพร้อมกันด้วย     จุดเริ่มต้นของการบวชครั้งแรก “ ช่วงวันเข้าพรรษาตอนเรียนอยู่ ป.4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โยมพ่อโยมแม่พามาเวียนเทียนที่วัดบวรฯ พอได้เห็นพระสงฆ์แล้วรู้สึกอยากบวช จึงถามโยมพ่อและโยมแม่ว่า ‘ทำอย่างไรถึงจะได้เป็นพระ’ พอดีโยมพ่อรู้จักกับครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศจึงได้บวชกับโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนของโรงเรียนวัดบวรนิเวศแล้วไปอยู่ที่วัดสิรินธรเทพรัตนาราม จังหวัดนครปฐม ”   บวชวันแรกอยากกลับบ้าน “บวชวันแรกก็คิดถึงโยมพ่อโยมแม่มาก ร้องไห้อยากกลับบ้าน วันที่ 3 -4 ขออนุญาตพระอาจารย์โทร.หาโยมพ่อโยมแม่ พระอาจารย์ก็บอกว่า ‘ตอนนี้เราไม่ใช่ลูกของโยมพ่อโยมแม่แล้ว แต่เป็นลูกของพระพุทธเจ้า’ หลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้ เพราะที่วัดมีกิจวัตรหลายอย่าง เช่น ทำวัตรเช้า บิณฑบาต ต้องเดินเท้าเปล่ารู้สึกเจ็บมากแต่ต้องอดทน เมื่อเรารับอาหารจากญาติโยมก็รู้สึกว่าบวชทั้งทีต้องทำตัวให้ดี ให้สมกับที่เป็นสมณะ ต้องมีสมณสัญญา คือความรู้สึกว่าเราเป็นสมณะอยู่เสมอ ” คุณพ่อเสริมว่า “ […]

มรรคาแห่งเอกภาพ “เอกายโน มคฺโค” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

พระรัตนตรัยย่อมยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์เสมอ การบรรลุถึงความเป็นอนัตตา – สุญญตาย่อมพ้นจากสังสารวัฏ (กิเลส กรรม วิบาก) ละเปี่ยมอยู่ด้วยปัญญาญาณที่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ในความเป็นสุญญตาของสรรพสิ่ง ย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสุขที่แท้จริง การบำเพ็ญภาวนาบนสัมมาอริยมรรคด้วยการบ่มเพาะบารมีทั้งสิบย่อมได้รับธรรมโอสถ คือ “สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ”* (รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง) ซึ่งเป็นอานิสงส์อันเกิดจากความมั่นใจต่อวิถีทางของการปฏิบัติภาวนาจนบรรลุถึงพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งอันเกษม ผู้บรรลุอุภโตภาควิมุตติซึ่งสมบูรณ์ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติย่อมสว่างไสวอยู่ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งอยู่ในความเป็นองค์รวมกับสรรพสิ่งร่วมกับกิจการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และอิ่มเอิบเบิกบานด้วยประสบการณ์ของความเป็นพุทธะ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา การเข้าถึงธรรมชาติของจิตประภัสสรย่อมไม่กำหนดหมายสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเจตนา (มีตัวตนเราเขา) อีกต่อไป สัมมาอริยมรรคที่ดำเนินไปสู่สภาวะแห่งความสุขอย่างยิ่งนั้น ก็คือการบำเพ็ญภาวนาเพื่อลดละปล่อยวางวิญญาณ 6 (การรับรู้อารมณ์)** ให้เป็นอิสรภาพอย่างแท้จริง มรรคาแห่งการหลอมรวมเป็นเอกภาพของสรรพสิ่ง “เอกายนมรรค” ด้วยพลังของปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่แห่งสัจจะคือจุดเริ่มต้นของสภาวะจิตที่ไปพ้นจิตสามัญสำนึก (conscious mind) อันเป็น “หนทาง” ของการปฏิบัติภาวนาร่วมกับการงานในชีวิตประจำวัน นิมิตหมายภายในของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าย่อมเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ จนเราเกิดความเข้าใจที่แท้จริง และเกิดการละวางความคิดปรุงแต่งเหล่านั้น ทำให้จิตเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น ผู้ที่มิได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นย่อมถูกจองจำและหมดโอกาสสำหรับความเป็นอิสระหลุดพ้นจากตัณหาอุปทานทั้งปวง (มรรคาแห่งเอกภาพ) *สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ (รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง) ที่มา : อรรถกถาสังยุตตนิกาย…เล่มที่ 11 (สารัตถปกาสินี […]

การฝึกสติสามารถตัดภพชาติได้อย่างไรบ้าง : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร 

การฝึกสติสามารถ ตัดภพชาติ ได้อย่างไรบ้าง : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร  วงจรของปฏิจจสมุปบาท เริ่มตั้งแต่สภาวะที่เรียกว่า “รู้” ที่เป็นอมตะธรรม ถูกอวิชชาบดบังประดุจเมฆหมอก จากนั้นก็เกิดสังขารคือความปรุงแต่งขึ้น มันกลายเป็นวังวนขึ้นมา จากนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ตามมาด้วย นามรูป พอนามรูปเกิดก็จะเกิดสฬายตนะ คืออายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จากนั้นเกิดผัสสะ มีการกระทบแล้วเกิดเวทนา เมื่อเวทนาเกิด ถ้าไม่มีสติก็จะเกิดอาการยึดติดเรียกว่า อุปาทาน จากนั้นเกิดตัณหา คือความทะยานอยาก เมื่ออุปาทานเกิดก็คือเกิดภพ แล้วก็เกิดชาติ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า การเกิดเป็นชีวิตช่วงอายุไข แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ขณะจิต วงจรตัวนี้เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต ถ้าเราไม่มีสติก็จะเกิดภพ เกิดชาติ ในทุก ๆ ขณะจิต จิตมันเกิดดับตลอดเวลา แต่เมื่อใดที่เรามีสติรู้สึกตัวขึ้นมาความรู้สึกตัวจะตัดกระบวนการปฏิจจสมุปบาทลงทันที  เพราะเราจะเหลือแต่สิ่งที่เรียก “สักแต่รู้ สักแต่รู้สึก” ขึ้นมาแทนที่ความรู้สึกชอบหรือชัง […]

รัฐบาลเตรียมจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10

รัฐบาลเตรียมจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1. คณะกรรมการอำนวยการฝ่ายอุปถัมภ์โครงการจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และ 2. คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขอให้ทางสำนักงานองคมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป     เรื่องการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ คณะรัฐมนตรีมีมติมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ซึ่งเห็นชอบโครงการดังกล่าวในนามรัฐบาล โดยให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม, มหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก โดยรัฐบาลจะเน้นการเผยแพร่ และสืบทอดพระพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลกด้วยพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษต่อไป […]

สติเต็มฐานคืออะไร และทำอย่างไรให้สติเต็มฐาน : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

สติเต็มฐาน คืออะไร และทำอย่างไรให้สติเต็มฐาน : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร ผู้ปฏิบัติ : คำว่า ‘ สติเต็มฐาน ’ คือฐานของอะไร จะมีวิธีเติมให้เต็มได้อย่างไร พระอาจารย์ : ใช้คำให้ถูกคือ ‘เติมให้เต็ม’ ก็คือเต็มฐานกายนั่นแหละ ปกติโยมจะรู้สึกเป็นส่วนๆ ใช่ไหม มือ เท้า แต่ถ้าสติมีกำลัง โยมจะพบว่ามันรู้สึกได้ทั้งตัวเลย นี้คือสติมันเต็มฐาน มันจะเกิดเมื่อมีสภาวะสติที่ตั้งมั่น แล้วโยมจะพบว่าเมื่อสติมันเต็มฐาน สติตั่งมั่นแล้วจิตมันจะไม่ส่งออก มันจะเกิดความตั้งมั่น ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิมันต้องเพ่งกดข่มเพื่อให้จิตนิ่งเป็นสมาธิอยู่ที่จุดเดียว แต่ว่าการฝึกสติปัฏฐานไม่ต้องกดข่ม ไม่ต้องเพ่ง แค่รู้สึกตัวไปเรื่อย ๆ จนจิตมีการรับรู้มันกว้างจนมันเต็มฐาน สังเกตว่าพอจิตจะตั้งมั่นเลย เขาเรียกว่าฐาน “ฐานของกาย” ก็คือรู้กายทั้งกาย เบื้องต้นมันใช้ฐานเล็ก ๆ ก่อนคือฐานของลมหายใจ หรือว่าความเป็นส่วน ๆ แต่พอฝึกเป็นกำลังจนเต็มฐานกาย แล้วโยมว่าฐานเล็กกับฐานใหญ่อันไหนมันมั่นคงกว่ากัน เหมือนโยมจะสร้างตึกที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ รากฐานสำคัญไหม สำคัญ ถ้าฐานไม่ดีเป็นอย่างไร พัง โดยเฉพาะจิตมันไวมาก ถ้าฐานโยมไม่แข็งแกร่ง […]

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร “เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี”

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร หรือพระพรหมมงคลญาณ วิ. พระราชาคณะ​เจ้าคณะ​รองชั้นหิรัญ​บัฏและเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนทวิหาร เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2463 ณ สถานีรถไฟปากเพรียว จังหวัดสระบุรี บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ. 2478 เมื่ออายุ 15 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ. 2484 ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่กงมาและหลวงปู่มั่น ท่านเคยร่วมธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ทั้งสอง ท่านมีพลังจิตสูง เชี่ยวชาญในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีชื่อเสียงทั้งด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการสอนวิปัสสนากรรมฐานให้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ท่านยังมีผลงานด้านการสร้างและการสนับสนุนสาธารณสมบัติจำนวนมาก เช่น วัด ศาสนสถาน สถานปฏิบัติธรรม วิทยาลัยสงฆ์ สถาบันพลังจิตตานุภาพ โรงพยาบาล ที่ว่าการอำเภอ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา   เรื่องเล่า “รวมบันทึกธรรมหลวงปู่มั่นเล่มแรก” หลวงพ่อวิริยังค์เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่ถึง 4 ปี ปรนนิบัติตั้งแต่การปูที่นอน กางกลด ซักผ้า เทกระโถน […]

อานิสงส์แห่งการพิจารณากายคตาสติ

อานิสงส์แห่งการพิจารณากายคตาสติ การเจริญกัมมัฏฐานนั้น หากผู้ปฏิบัติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอย่อมได้ผลอันวิเศษ ดังที่ปรากฎในอรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปฐะ อาการ ๓๒ ในพรรณนาทวัตติงสาการ พรรณนาการสัมพันธ์แห่งบท ดังความว่า “กรรมฐาน คือกายคตาสตินี้ใด ที่พวกเดียรถีย์ทั้งปวง ไม่เคยให้เป็นไปแล้วนอกพุทธกาล เพื่อความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ และเพื่อจิตตภาวนาของกุลบุตรผู้มีประโยชน์อันบริสุทธิ์ด้วยสิกขาบท ๑๐ อย่างนี้ ผู้ดำรงอยู่ในศีล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้โดยอาการเป็นอันมากในพระสูตรนั้น ๆ อย่างนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้หลาย ธรรมอย่างหนึ่ง ภิกษุเจริญทำให้มาแล้ว เป็นไปพื่อสังเวคะ (ความสลดใจ) ใหญ่เป็นไปพื่ออรรถะ (ประโยชน์) ใหญ่ เป็นไปเพื่อโยคักเขมะ (ความเกษมจากโยคะ) ใหญ่ เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ (ความระลึกรู้ตัว) ใหญ่ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ (ความรู้เห็น) เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งวิชชาวิมุตติและผลธรรมอย่างหนึ่ง คือกายคตาสติ     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ภิกษุหล่านั้นชื่อว่าไม่บริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าบริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชื่อว่าไม่ได้บริโภคอมตะ ภิกษุที่บริโภคกายคตาสติ […]

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ ๒๕๖๓

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓ ความว่า บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓ เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม […]

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก หนังสือธรรม Mindfulness ที่ใคร ๆ ก็ต้องอ่าน 

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก หนังสือธรรม Mindfulness ที่ใคร ๆ ก็ต้องอ่าน เมื่อทราบว่าสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะกำลังออกผลงานเล่มใหม่ของดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ชื่อว่า “ ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Mindfulness in Action” เป็นหนังสือธรรมะสำหรับองค์กร แล้วคนที่ไม่ได้ทำงานในองค์กรหรือบุคคลทั่วไปสามารถอ่านได้ไหม ขอบอกได้เลยว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงก็ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ดร.วรภัทร์บอกว่าสามารถพัฒนาองค์กรได้คือ “Mindfulness” หรือ “การเจริญสติ” เป็นสิ่งสำคัญต่อคนรุ่นปัจจุบันมาก เพราะการเจริญสติจะทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานด้วยความกดดัน และทำงานหนักมากขึ้น การเจริญสติจึงเป็นทางออกที่ช่วยลดความเครียดได้ อย่างคำที่พูดว่า “สติมาปัญญาเกิด” แต่ทว่าหนังสือธรรมะเล่มนี้นอกจากพนักงานออฟฟิศและผู้บริหารที่ควรอ่านแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรที่จะอ่าน เพราะดร.วรภัทร์กล่าวถึงการเจริญสติที่ดีควรบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก ซึ่งผู้ปกครอง หรือคุณครูผู้สอนวิชาศีลธรรม หรือพระพุทธศาสนา ควรนำวิธีการเจริญสติในหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์กับนักเรียนได้ เพราะการเจริญสติไม่ได้มีแค่การนั่งสมาธิเท่านั้น ผู้ปกครองก็สามารถนำการเจริญสติมาบ่มเพาะลูกได้ เพื่อให้เขามีภูมิต้านความเครียดด้วยการรู้สึกตัวและกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ     บทแรก ดร.วรภัทร์กล่าวเรื่องปัญหาในออฟฟิศได้ถูกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากากเข้าหากัน ซุบซิบนินทา ไม่กล้าแสดงความคิดในที่ประชุม ไม่กล้าคิดนอกกรอบ […]

“เห็นคนไม่เป็นคน” ธรรมะดี ๆ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

พระพุทธองค์จะทรงสอนอยู่บ่อย ๆ ไม่ให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นสมมติบัญญัติ แต่ให้เห็นเป็นปรมัตถธรรม คำว่า ปรมัตถ์ หมายถึง ของจริง จริงแท้ เห็นตามความเป็นจริง เห็นด้วยความรู้สึก เห็นด้วยใจของตัวเราเอง มีความรู้สึกชนิดใดก็ขอให้มองกันตรง ๆ เลยว่าเกิดขึ้นในใจเราแล้วเป็นอย่างไร ถ้าเห็นแบบนี้ได้จะไม่มีปัญหาเพราะสมมติบัญญัติหรือกิเลสต่าง ๆ ที่คอยปรุงแต่งใจเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพบเจอนาฬิกาที่สวยสะดุดตาเข้าสักเรือน ตอนนั้นหากเราเอาใจเข้าไปมอง เราจะเห็นว่าทันทีที่เรามองเห็นนาฬิกา สีสันและความมันวาวที่เปล่งประกายออกมาจากนาฬิกาเรือนนั้นจะมากระทบตา ให้ใจของเราได้รู้สึกตื่นเต้นวูบหนึ่ง แล้วความรู้สึกนั้นก็จะผ่านไป ตรงนี้หากเราดูใจทัน เราจะรู้สึกได้ว่าความตื่นเต้นในตอนที่มองเห็นนาฬิกาครั้งแรกนั้นหมดไปทันที เมื่อรู้ว่าใจของเราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าเดิมแล้ว เราจะมองว่านาฬิกาเรือนนั้นสวยสะดุดตาเหมือนเดิมได้อีกหรือ เมื่อเรามองสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งใด ๆ รู้อะไรก็มองไปตรง ๆ ตามนั้น เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วใจของเรารู้สึกต่อสมมติบัญญัติต่าง ๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น สมมติบัญญัติมากระทบตาเพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป หากเรารู้เท่าทันและไม่นำสิ่งกระทบนั้นมาปรุงแต่งต่อ กิเลสและปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย นี่เองที่เรียกว่าการดูใจทัน นับว่า วิปัสสนา ได้เกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาคือการเห็นแบบพิเศษ เป็นการเห็นที่แตกต่างไปจากที่คนอื่นเขาเห็น คนทั่วไปเขาเห็นสิ่งต่าง […]

เมื่อหลวงปู่ดูลย์เข้าถึงแก่นธรรมแห่งอริยสัจ 4 หรืออริยสัจแห่งจิต

เมื่อ หลวงปู่ดูลย์ เข้าถึงแก่นธรรมแห่งอริยสัจ 4 หรืออริยสัจแห่งจิต เมื่อจาริกออกจากวัดม่วงไข่ หลวงปู่ดูลย์ เปรียบประหนึ่งหลักชัยของภิกษุผู้แสวงหาความหลุดพ้น แม้มีลูกศิษย์มากมายพร้อมให้การอุปัฏฐาก แต่ท่านยังคงวัตรปฏิบัติอันน่เลื่อมใสยังคงถือสันโดษ ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบาย ยังคงบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง ในที่สุดจึงตัดสินใจนำคณะหยุดพำนัก ณ ถ้ำพระเวสสันคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม “สัพเพสังขารา สัพพะสัญญา อะนัดตา” ตลอดเวลาที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำพระเวสสันตร หลวงปู่ดูลย์ยกหัวข้อหลักกัมมัฏฐานที่ได้รับจกพระอาจารย์มั่นขึ้นพิจารณา เมื่อจิดตั้งมั่นในสมาธิจึงเกิดปัญญารู้แจ้งในธรรมว่า ” เมื่อสังขารขันธ์ดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักไม่มี เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป และสภาพแห่งความเป็นตัวตนไม่มี ความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่ใครได้อย่างไร “     ณ ถ้ำพระเวสสันดรแห่งนั้น จิตของหลวงปู่ดูลย์ได้รับการพัฒนอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวนามยปัญญา ที่สุดก็ได้พบธรรมะอันป็นหัวใจของพุทรศสนาคือ อริยสัจสี่ ก่อนจะสรุปป็น”อริยสัจแห่งจิต”ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นข้อธรรมที่กระจ่างชัดด้วยถ้อยคำเรียบง่ายของหลวงปู่ดูลย์เอง ” จิตที่ส่งออกนอก  เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น              เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว          […]

วินาทีหลวงปู่ขาวบรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วินาที หลวงปู่ขาว บรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงลำคัญของ หลวงปู่ขาว ไว้ว่า “เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ ท่านขาวออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขากำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็นจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน     “ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลังอนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอย่ากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึก ไม่ลดละการพิจารณาระหว่างอวิชชากับใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ “การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับกลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่าง ๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่หลือให้ชมอย่างสมใจคือความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ใน กระท่อมกลางขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล     “ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวักไปได้แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นธรรมอัศจรรย์ […]

มองตัวตนผ่านกระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติจากท่านว.วชิรเมธี

มองตัวตนผ่าน กระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติท่านว.วชิรเมธี มนุษย์มีตัวตนอยู่ 3 ตัวตน การส่องกระจกธรรมดาไม่สามารถมองเห็นทั้งสามตัวตนได้ จะต้องใช้ กระจกแห่งสติ จึงจะมองเห็นตัวตนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย 1. ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุก ๆ วัน เป็นอย่างที่เป็น เป็นอย่างที่เห็น มนุษย์ทุกคนมีตัวตนอย่างที่เป็น บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใคร ๆ เห็นก็ชื่นใจ บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใครเห็นก็หวาดกลัว เพราะตัวตนนี้ก็คือผลของบุคลิกภาพที่เราสั่งสมมาอย่างยาวนานนั่นแหละ ตัวตน อย่างนี้ก็คือตัวตนที่เป็นธรรมชาติของทุกคน (ฉันเป็นฉันเอง) 2. ตัวตนที่เราอยากให้สังคมมองเห็น ตัวตนเช่นนี้ก็คือตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดงนั่นเอง อยู่ที่บนเป็นแบบหนึ่ง เข้าสังคมเป็นอีกแบบหนึ่ง และวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า ตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดง (ฉันเป็นอย่างที่เธอเห็น) 3. ตัวตนที่เราต้องการไปให้ถึงในอนาคต เรียกว่า ตัวตนในอุดมคติ ตัวตนนี้จะชัดมาก ถ้าไปถามดารานักร้องซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ก็จะได้คำตอบชัดเจน คือมีความคาดหวังว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ถ้าไปไม่ถึงก็อยู่ที่ตัวตนเดิม ๆ ไปก่อน (ฉันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น)     มนุษย์มีตัวตนสามตัวตนอย่างนี้ตลอดไป และเมื่อเราไม่เคยฝึกสมาธิ ไม่เคยฝึกตัวตน เราก็ไม่รู้ว่าตัวตนไหนที่กำลังออกโรงแสดงอยู่และกำลังพาเราโลดแล่นไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนั้น คนเราโดยมากแสดงผิดแสดงถูกอยู่ตลอดเวลา […]

เวทนาคือสิ่งที่เสียบแทงจิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ 

เวทนาคือสิ่งที่ เสียบแทง จิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ นี่มาพูดถึงคำว่า เสียบแทง กันบ้าง อย่าถือเอาตามความหมายของภาษาไทยธรรมดาว่าต้องแทงด้วยมีด ด้วยอะไรทำนองนั้น เสียบแทงคือมันมีอะไรมาทำให้เจ็บปวด เหมือนกับถูกของแหลมแทง ร่างกายถูกแทงด้วยมีด เป็นต้น แต่จิตมันถูกแทงด้วยความรู้สึกบางชนิด ความทุกข์นั่นแหละเสียบแทงจิต แม้กิเลสก็เสียบแทงจิต ความโลภ ความโกรธ ความหลง เต็มตัวจะเสียบแทงจิตทีนี้วิญญาณนั้นมีทิฏฐิ ความคิดเห็นผิดหรือถูกเป็นเครื่องเสียบแทงวิญญาณ หรืออวิชชาโดยเฉพาะนี่ นี่เราดูให้ชัดลงไปว่า คนเราอยู่ในโลกเป็นประจำวันนี่มันมีเรื่องสำคัญอยู่ 3 เรื่องที่เรียกว่าเวทนา เรารู้สึกสบายใจเป็นสุขนี้เรื่องหนึ่ง เราไม่รู้สึกสบายใจ และเป็นทุกข์นี้เรื่องหนึ่ง ถ้าเรารู้สึกไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสุขหรือทุกข์ คือยังไม่เป็นสุขหรือทุกข์ หรือมันไม่แน่นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าเวทนามี 3 ชนิดอย่างนี้ สุขเวทนา-รู้สึกเป็นสุขสบายใจ, ทุกขเวทนา-รู้สึกเป็นทุกข์ไม่สบายใจ, อทุกขมสุขเวทนา-ไม่รู้อย่างไรแน่ มันอยู่ในสภาพที่สงสัย หวัง วิตกกังวล อันนี้ไม่จัดเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ จัดเป็นอทุกขมสุขแต่ก็เป็นเวทนา ทีนี้ขึ้นชื่อว่าเวทนาแล้วทั้ง 3 ชนิดนี้จะเสียบแทงทั้งนั้น ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ให้ทุกคนสังเกตให้ดี ๆ จากจิตใจของตน ถ้ามีอะไรมาถูกใจเรา สิ่งที่ถูกใจเรามันก็เสียบแทงใจเรา เดี๋ยวจะพังไม่ถูก อะไรไม่ถูกใจเรามาหาเรามันก็เสียบแทงใจเรา อะไรที่ยังไม่แน่ว่าสุขหรือทุกข์มันก็เสียบแทงใจเรา […]

ทำกรรมฐานพิจารณากามคุณให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท 

ทำกรรมฐาน พิจารณากามคุณ ให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เมื่อเรา พิจารณากามคุณ ทั้ง 5 รูป เสียง กลิ่น รส แล้วเห็นเป็นโทษทั้งหมด ความพอใจก็เป็นโทษ ความไม่พอใจก็เป็นโทษ คือ เห็นโทษของราคะและโทสะพร้อมกันในตัวเดียวกัน วางพร้อมกันโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เรียกว่าทิ้งทั้งคู่นั่นเอง คือพอใจก็ไม่น่ายึด ไม่พอใจก็ไม่น่ายึด โทสะก็ไม่น่ายึด ราคะก็ไม่น่ายึด จึงปล่อยวางเสียได้ เมื่อเห็นโทษของความพอใจและไม่พอใจของรูป เสียง กลิ่น รส ที่เรายึดมั่นถือมั่น และปรุงแต่งโดยสัญญาอารมณ์ ปรุงถึงรูปสวยและรูปไม่สวย ปรุงถึงเสียงดีและเสียงไม่ดี เห็นโทษที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความสุข เพราะหลงยึดมั่นถือมั่น ถ้าวางทุกข์เพราะรูป เสียง กลิ่น รสได้ ก็ไม่ทุกข์เพราะกามคุณทั้ง 5 อีก พระอนาคามีเกิดจากตรงนี้ เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วท่านจะไม่กลับมาเกิดแล้วโลกมนุษย์นี้ ชาติสุดท้ายก็คือพรหมโลก ไปเกิดพรหมโลก และสำเร็จเป็นพระอรหันต์บนพรหมโลกนั่นเอง เราปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น แต่เราไม่รู้จุดหมายปลายทางไม่รู้วิธีทำ เราจึงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่อธิบายข้างต้นคือหลักและแผนที่ ชัยภูมิในการประพฤติปฏิบัติ เราจะเป็นนักรบก็ดี […]

ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย เข้าพิธีอุปสมบทหมู่ ณ วัดราชบพิธฯ

ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย เข้าพิธี อุปสมบทหมู่ ณ วัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ดาราหนุ่มเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช พร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อเข้าพิธี อุปสมบทหมู่ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562  ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร       ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ปั้นจั่น ปรมะได้เข้าพิธีปลงผมเป็นนาค เพื่ออุปสมบทหมู่พร้อมกับนาคอีก 15 คน โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “ธัมมโชโต” มีความหมายว่า “ผู้รู้แจ้งแห่งธรรม” ในวันนั้นนอกจากคนในครอบครัวและบรรดาญาติมิตรแล้วยังมีผู้ใหญ่ที่เคารพรวมถึงเพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงมาร่วมปลงผมนาคปั้นจั่นอีกด้วย เช่น หน่อง อรุโณชา , กอบสุข จารุจินดา, ก้อง ปิยะ, เต๋า สมชาย, รอน AF 5    […]

keyboard_arrow_up