มุมมองความรักในทางพุทธ ที่จะทำให้เจอรักแท้ โดย พศิน อินทรวงค์

มุมมองความรักในทางพุทธ ที่จะทำให้เจอรักแท้ โดย พศิน อินทรวงค์ มุมมองความรักในทางพุทธ ที่ดีและมีประโยชน์ จะช่วยให้เราสามารถรักษาความสัมพันธ์ให้ตลอดรอดฝั่งได้ และนี่คือคำแนะนำจาก คุณพศิน อินทรวงค์     เราไม่ได้พบกันเพราะความบังเอิญ เราอาจพบใครบางคนที่รู้สึกว่าคุ้นเคยกันมานาน แบบที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ หากเป็นเช่นนี้ ขอรู้เอาไว้ว่า นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คู่ชีวิตที่ผู้คนตามหาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เกิดจากผลกรรมทั้งปัจจุบันและอดีตที่ส่งกระแสผ่านคนสองคน ให้เกิดเป็นแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน เราอาจรู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงของเขา กิเลสที่มีจะถาโถมเข้ามาอย่างง่ายดายเมื่อเราพบคนคนนั้น หนทางเดียวที่จะประคับประคองจิตวิญญาณของเราให้มีความเข้มแข็งอยู่ได้ คือ การมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด   ระวังพลังของความคิดถึง ความคิดถึงเป็นพลังงานที่มีทั้งความเหงา ความเศร้า และความอบอุ่นในเวลาเดียวกัน มันเป็นพลังงานที่สร้างมโนภาพให้ชัดเจนแม้มองไม่เห็น ทำให้รู้สึกถึงสัมผัสอันอ่อนโยนแม้ระยะทางห่างไกล มันดึงเราจากความเป็นปัจจุบันไปสู่อดีตอันล่วงเลยและอนาคตที่ไม่เคยปรากฏ หากเรามีมุมมองความรักในแง่ความคิดถึงอย่างถูกต้อง ความคิดถึงก็จะเป็นพลังที่ดีให้เรา แต่ถ้าคิดถึงมากเกินไป ก็กลับจะเป็นผลร้ายต่อความรัก   ความรักไม่ใช่การครอบครอง ทุกคนต้องการครอบครองคนรัก และเมื่อได้ครอบครองแล้ว ความเบื่อหน่ายย่อมเกิดขึ้น เสมอเมื่อครอบครองได้สำเร็จ นี่คือปลายทางของความรักที่ขับเคลื่อนด้วยราคะ เมื่อได้ครอบครองกันและกันแล้ว ความน่าตื่นเต้นที่เคยมีก็หมดลงไป หนทางเดียวที่จะทำให้ความรักไม่น่าเบื่อ คือ ความเมตตา เราต้องเมตตาคนรักของเรา เพราะ “เมตตา” […]

ถอดรหัส สติปัฏฐาน4 จากคำสอนที่ครูบาอาจารย์ฝากไว้

ถอดรหัส สติปัฏฐาน4 จากคำสอนที่ครูบาอาจารย์ฝากไว้ สติปัฏฐาน4 หมายถึงข้อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ใช้สติเป็นประธานในการกำหนดระลึกรู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงโดยไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ซึ่งจะทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง บรรดาครูบาอาจารย์สายปฏิบัติได้กล่าวถึงการวิปัสสนากับมหาสติปัฏฐาน4 ไว้มาก วันนี้เราจะมาถอดรหัสคำสอนกัน     กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน4 หมวดแรกคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติกำหนด พิจารณากาย ให้เห็นกายในกาย คือเห็นตามความเป็นจริงของกาย เช่น เห็นว่ากายเป็นเพียงการรวมตัวกันของธาตุทั้งสี่ คือดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อจับธาตุต่าง ๆ แยกออกจากกัน สิ่งที่เรียกว่าร่างกายก็จะหายไป ดังเช่นที่ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เคยเปรียบเทียบร่างกายเหมือนกับเครื่องยนต์ โดยท่านกล่าวว่า “การทำลายเรือนของอุปาทานทำยังไง คือให้พิจารณาแยกร่างกายกระจายออกไป อย่าให้มีตัว แยกอวัยวะทุกชิ้นส่วนออกไป แยกออกเป็นส่วน ๆ จนหมดตัวคน คนเลยไม่มี เหมือนชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล หรือเครื่องยนต์อันหนึ่ง” การปฏิบัติกายานุปัสสนาสามารถแบ่งได้ ๖ แบบ ๑) อานาปานสติ เน้นที่การมีสติ ตามรู้ ตามดูลมหายใจเข้าออกแบบต่าง ๆ สังเกตเห็นอาการของลมหายใจ […]

5 ข้อสังเกตที่บอกว่า การสวดมนต์ของคุณนั้น กำลังพาคุณ ห่างไกลจากพระพุทธศาสนา

5 ข้อสังเกตที่บอกว่า การสวดมนต์ของคุณนั้น กำลังพาคุณห่างไกลจากพระพุทธศาสนา การสวดมนต์ช่วยให้จิตเป็นสมาธิ ช่วยให้ใจเย็นลง มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น คนที่สวดมนต์โดยมีเจตนาอยากสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า มีจิตก็จะเป็นสุขและได้บุญ แต่ก็มีคนตกหลุมพรางบางอย่างเวลาสวดมนต์ ซึ่งจะยิ่งทำให้เรายิ่ง ห่างไกลจากพระพุทธศาสนา     เร่งความเร็วเพื่อทำรอบให้ สวดมนต์ ได้เยอะๆ บางคนอยาก สวดมนต์ ให้ได้ยาวๆ หรือสวดให้ได้หลายๆรอบ ซึ่งเป็นการสวดมนต์ด้วยใจที่รีบเร่ง แทนที่จะทำให้ใจเย็นลง ก็กลายเป็นยิ่งใจร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงไม่ควรเร่งความเร็ว ไม่ควรเร่งจังหวะให้เร็วด้วยความสนุก ไม่ควรเร่งจังหวะให้เร็วด้วยความหงุดหงิด เพราะกลัวสวดได้น้อย หรือเพื่อทำรอบให้ได้มากๆ ควรสวดมนต์ด้วยความเร็วที่เหมาะสม และไม่ควรมุ่งเน้นไปที่ปริมาณการสวด แต่ควรเน้นไปที่ความสงบของจิตใจ   ใจลอยตลอดการสวดมนต์ บางคนจิตไม่ได้จดจ่ออยู่กับบทสวด แต่กลับฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องอื่น ไม่แปลหากระหว่างการสวดมนต์ จิตจะหลุดฟุ้งออกไปบ้าง แต่หากปล่อยให้ใจคิดเรื่องอื่นๆ ไปเรื่อยๆ แต่ขยับปากสวดมนต์แบบหุ่นยนต์โดยที่จิตไม่จดจ่อเลย การสวดมนต์แบบนี้จะยิ่งทำให้เป็นคนเหม่อลอย ไม่มีสมาธิมากยิ่งขึ้น เราจึงควรรวบรวมสมาธิและจดจ่ออยู่กับการสวดมนต์   สวดมนต์ด้วยความคาดหวัง บางคนสวดมนต์ด้วยความคาดหวังว่าจะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการ เช่น ร่ำรวย สมหวังในความรัก สุขภาพดี มีความสุข เสริมชะตา แก้กรรม […]

ขอให้เรื่องนี้เป็น อุทาหรณ์สอนใจ : กรรมที่ทำไว้กับปลา

ขอให้เรื่องนี้เป็น อุทาหรณ์สอนใจ : กรรมที่ทำไว้กับปลา ในทุกวันนี้มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นมากมายโดยหาคำตอบไม่ได้ ซึ่งเรื่องแปลกเหล่านี้ถูกอธิบายด้วย กฎแห่งกรรม เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ หวังเป็น อุทาหรณ์สอนใจ สมตามเจตนารมณ์ของผู้เล่า ไม่มากก็น้อย เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงกฎแห่งกรรม ฉันอยากเผยแพร่เรื่องนี้ เพื่อเป็นธรรมทาน ให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงกฎแห่งกรรมว่ามีอยู่จริง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อราวสองปีก่อน สามีของฉันเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป เขาชอบเล่นแบดมินตันมาก แต่แล้ววันหนึ่งก็ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไป พอเขาเล่นแบดมินตันจนเหนื่อย แล้วหายใจเข้าลึก ๆ อยู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอก เป็นอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเขาเป็นผู้ชายวัย 32 ปีที่ร่างกายยังแข็งแรง อายุยังไม่มาก แต่มามีอาการเจ็บหน้าอก เหมือนคนที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ฉันพาเขาไปโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอวินิจฉัยอาการว่าเขาเป็นอะไร คุณหมอตอบว่า เป็นอาการของกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา สามีไม่เชื่อว่าอาการเจ็บหน้าอกของเขาจะเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออักเสบ คุณหมอจึงให้เข้าเครื่องเอกซเรย์ตรวจ ปรากฏตรวจเจอก้อนเนื้องอกตรงช่องอก หลังจากนั้นคุณหมอต้องทำการเจาะชิ้นเนื้องอกไปตรวจ ในกระบวนการที่คุณหมอเจาะเนื้องอกนั้น คุณหมอต้องปักเข็มเจาะเนื้องอก แล้วให้สามีเข้าตรวจในเครื่อง CT Scan อีกที สามีต้องอยู่ในท่านอน เพื่อเข้าเครื่อง CT Scan  เขามองเข็มเจาะเนื้องอกที่ปักอยู่บนอกตลอด แล้วภาพความทรงจำในวัยเด็กของเขาก็หวนกลับมาอีกครั้ง ตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัด ก็ชอบเล่นตามประสาเด็กผู้ชายที่เล่นอยู่กับธรรมชาติ […]

10 พุทธศาสนสุภาษิต สอนใจที่ชาวพุทธควรรู้ ควรจำและควรน้อมนำมาใช้

มี พุทธศาสนสุภาษิต มากมาย สามารถนำมาเตือนสติและสอนใจเราได้ เช่นถ้อยคำเหล่านี้… 1.อะนาคะตัปปะสัปปายะ อะตีตัสสานุโสจะนา เอเตนะ พาลา สุสสันติ นะโฬ วะ หะริโต ลุโต คนเขลาซูบซีด เพราะคำนึงถึงแต่สิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะเศร้าโศกถึงแต่สิ่งที่ล่วงไปแล้ว เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกตัด 2.อะนะวัสสุตะจิตตัสสะ อะนันวาหะตะเจตะโส ปุญญะปาปะปะหีนัสสะ นัตถิ ชาคะระโต ภะยัง ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ตื่นอยู่ย่อมไม่มีภัย 3.โย จะ วัสสะสะตัง ชีเว กุสีโต หีนะวีริโย เอกาหัง ชีวิตัง เสยโย วิริยัง อาระภะโต ทัฬหัง ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลว พึงเป็นอยู่ต่อไปถึงร้อยปีก็เท่านั้น ส่วนท่านผู้ปรารภความเพียรมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่า 4.นะ ชัจจา วะสะโล โหติ นะ ชัจจา โหติ พราหมโณ กัมมุนา วะสะโล […]

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ? ใคร ๆ ต่างทำบุญสร้างกุศลเพื่อเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ สวรรค์เป็นดินแดนที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้หลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้วเท่านั้นหรือ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นสามารถสัมผัสสวรรค์ได้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แล้วสวรรค์สำหรับคนเป็นเป็นอย่างไรกัน สวรรค์เป็นดินแดนหลังความตาย พระพุทธศาสนาอธิบายว่าสวรรค์เป็นดินแดนแห่งหนึ่งในคติภพภูมิ สวรรค์จัดเป็นกามภพและสุคติภูมิเช่นเดียวกับโลกมนุษย์  มีตำนานทั่วโลกกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นไปบนสวรรค์ พบกับเทวดาและนางฟ้า แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้วแบ่งแยกชัดเจนว่า มนุษย์ผู้มีรูปกายหยาบไม่สามารถเข้าไปในภพภูมิของผู้ที่มีกายละเอียดได้ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ด้วย เมื่อมนุษย์ไม่สามารถไปยังสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่สามารถสัมผัสสวรรค์ได้ การสัมผัสถึงสวรรค์ใน ณ ที่นี้ คือ สภาวะของจิต การที่มนุษย์หลังจากตายแล้วไปเกิดยังสวรรค์หรือภูมิต่าง ๆ นั้น ก็ไปด้วยจิต และมีกรรมเป็นเครื่องนำพาสู่ภูมินั้น ๆ ไม่ต่างจากยานพาหนะ ดังนั้นสำหรับคนเป็นมีสิทธิ์ขึ้นหรือสัมผัสสวรรค์ได้ เพราะมีสภาวะของจิตในช่วงหนึ่งที่คล้ายกับสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “ขณสูตร” มีความโดยสังเขปว่า นรกหรือสวรรค์เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิด ส่วนอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย […]

Dhamma Daily : ดูทีวีแล้ว ด่า สาปแช่งผู้อื่นจะเป็นบาปกรรมติดตัวไหมคะ

ด่าเขาคือจุดไฟเผาตัวเอง พ่อแม่ดิฉันดูข่าวการประท้วงทางโทรทัศน์แล้วท่านทั้งสองมีอารมณ์ร่วมกับพิธีกรบนเวทีมาก บางครั้งทำให้เกิดการ ด่า แช่ง (เหมือนอนุโมทนาร่วมกับพิธีกร) หากเป็นเช่นนี้พ่อแม่จะมีเจ้ากรรมนายเวรเพิ่มไหมคะ และการด่า สาป แช่งผู้อื่น (แต่เจตนาอยากช่วยชาติ) จะเป็นบาปกรรมติดตัวไปหรือไม่ หากเป็นกรรมเวรและเกิดเจ้ากรรมนายเวรจริงจะอธิบายพ่อแม่อย่างไรให้เข้าใจ หรือมีหนังสือธรรมะเล่มไหนที่พูดถึงโทษของการด่าแช่ง จะได้ให้พ่อและแม่อ่าน ท่านจะได้เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะเกิดขึ้นค่ะ   Answer Key คำถามนี้มีแง่มุมที่ควรทำความเข้าใจอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน เจ้ากรรมนายเวรคือใคร การแช่งจะทำให้เป็นบาปหรือไม่ จะมีวิธีอย่างไรให้บุพการีเลิกพฤติกรรมเช่นนั้น คำถามแรก เจ้ากรรมนายเวรคือใคร เรื่องนี้ขอตอบด้วยเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ก็แล้วกันในครั้งพุทธกาลนี่เอง มีภิกษุกลุ่มหนึ่งออกพรรษาแล้วต้องการจะเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงออกเดินทางจากวัดรอนแรมมาหลายวันหลายคืน มีอยู่วันหนึ่งภิกษุกลุ่มนั้นแวะพักที่ถ้ำแห่งหนึ่งในยามพลบค่ำ ครั้นเข้าไปพักในถ้ำแล้ว จู่ๆ กลางดึกคืนนั้นเอง หินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ ปากถ้ำก็เคลื่อนตัวเข้ามาปิดปากถ้ำโดยอัตโนมัติภิกษุกลุ่มนั้นตกใจเป็นอย่างยิ่ง พยายามรวมกำลังกันเขยื้อนหินอย่างไร หินใหญ่ก้อนนั้นก็นิ่ง ไม่ไหวติง ชาวบ้านที่ตามมาส่งเห็นเหตุการณ์ ก็พากันเรียกร้องให้ประชาชนมาช่วยกันย้ายหินก้อนนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถผลักหินนั้นให้เคลื่อนออกไปได้ คนในและคนนอกพยายามผลักหินใหญ่ให้พ้นปากถ้ำอยู่หลายวัน ในที่สุดก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนแรง ยอมแพ้ไปตามๆ กัน ภิกษุหลายรูปที่อยู่ข้างในต่างอดข้าว อดน้ำ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต นั่ง นอน รอความตายไปวันๆ แต่ในระหว่างที่ทุกคนสิ้นหวังแล้วนั่นเอง พอครบวันที่เจ็ด จู่ๆ […]

6 พระสูตร ที่เทวดาฟังแล้วบรรลุธรรมมากที่สุด

พระสูตร ที่เป็นธัมมาภิสมัย หมายถึงพระสูตรเมื่อแสดงออกมาแล้ว มีเทวดาบรรลุมรรคผลกันมาก อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 18 โกฏิ (1 โกฏิ = 10 ล้าน) อย่างมากก็คือไม่สามารถจะนับจำนวนได้ มีอยู่ 6 สูตรคือ 1.ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 2.มงคลสูตร 3.มหาสมัยสูตร 4.ราหุโลวาทสูตร 5.ปราภวสูตร 6.สมจิตตสูตร ห้าสูตรแรกนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงแสดงเอง แต่สูตรสุดท้าย คือสมจิตตสูตรนั้น พระสารีบุตรผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเลิศด้วยปัญญาเป็นผู้แสดง ความสำคัญของพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย คือมีเทวดาบรรลุมรรคผลจากพระสูตรเหล่านี้เป็นจำนวนมาก และเป็นธรรมดาที่ว่า ผู้ใดบรรลุมรรคผลเพราะพระสูตรใด ก็จะมีความชอบในพระสูตรนั้นเป็นพิเศษ แสดงว่าเทวดาที่ชอบพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยนั้น จะมีมากกว่าพระสูตรทั่ว ๆ ไป ฉะนั้นท่านโบราณจารย์จึงแนะนำให้พุทธศาสนิกชน นำพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยมาสวดบ่อย ๆ เพราะว่าผู้สวดจะเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาจำนวนมาก เทวดาทั้งหลายก็จะคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข จะประกอบกิจการอันใด ก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีด้วยเทวานุภาพ และเมื่อนำไปสวดในสถานที่ใด จะทำให้บังเกิดเป็นมงคลสถานเจริญรุ่งเรือง สถานที่นั้นและบุคคลในสถานที่นั้น จะได้รับการคุ้มครองรักษาจากเทวดาทั้งหลาย พระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยที่นิยมนำมาสวดกัน คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มงคลสูตร และมหาสมัยสูตร สำหรับธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและมงคลสูตรนั้น […]

โลกนี้มีแต่ คนบ้า บ้าบอกันไปหมด แล้วใครคือคนที่ไม่บ้า ในมุมมองของท่านพุทธทาสภิกขุ

โลกนี้มีแต่ คนบ้า บ้าบอกันไปหมด แล้วใครคือคนที่ไม่บ้า ในมุมมองของท่านพุทธทาสภิกขุ  โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีรูปทรงเหมือนผลส้มดวงนี้ ทำไมท่านพุทธทาสภิกขุจึงกล่าวว่า มีแต่ คนบ้า โดยปกติแล้ว เราแยกแยะคนธรรมดากับ คนบ้า ออกจากกัน แต่ท่านกลับเหมารวมว่าทุกคนบนโลกล้วนแต่เป็น คนบ้า แล้วใครกันหนาที่ไม่เป็น คนบ้า ในทรรศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านพุทธทาสภิกขุได้เทศนาเรื่อง “ในโลกมีแต่คนบ้า” ขณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี เทศน์เรื่องนี้ที่สวนอุศม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับสตรีอาวุโส เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2511 จึงขอยกเนื้อหาบางช่วงในเรื่องนี้มาเรียบเรียงและเพื่อแสดงให้เห็นถึงทรรศนะเรื่อง คนบ้า กับ คนไม่บ้า ในมุมมองของท่านว่าเป็นอย่างไร ท่านพุทธทาสภิกขุยกนิทานเซนเรื่อง พระก่วงเคย มาอธิบายประกอบดังนี้   น้ำคือดวงจิต ตะกอนคือกิเลส มีพระที่มีความรู้และชื่อเสียง ได้รับการเคารพนับถืออยู่รูปหนึ่ง ชื่อ “พระก่วงเคย” ท่านเดินทางไกล จนกระทั่งมาถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านเกิดหิวน้ำ จึงขอน้ำจากเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังตักน้ำจากสะพาน น้ำใส่ถัง เด็กชายจึงพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร แต่กระผมขอถามพระคุณเจ้าว่า ในน้ำนั้นมีธุลี กี่มากน้อยเพียงใด” […]

วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข ตั้งแต่ตื่นนอน : เทคนิคดีๆ ที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ ไปทั้งวัน

วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข ตั้งแต่ตื่นนอน : เทคนิคดีๆ ที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ ไปทั้งวัน วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยาก ขอเพียงแต่เราต้องเริ่มต้นในทันทีที่คิดว่าเราต้องการมีความสุข สิ่งที่เราอาจไม่คาดคิดคือ ความสุขเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่ตื่นนอน หากเริ่มต้นวันได้ดี ตลอดทั้งวันก็มั่นใจได้ว่า เราจะเจอสิ่งดีๆ มากกว่าไม่ดี และแม้จะเจอเรื่องไม่ดีนัก แต่ใจเราจะมั่นคง พร้อมรับปัญหา และยังรักษาความสุขเอาไว้ได้     ดร. ริค แฮนสัน นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนสมองแห่งพุทธะ ได้แนะนำไว้ว่า หากเราเริ่มต้นได้ดีตั้งแต่นาทีที่ตื่น ก็จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้ฝังแน่นไปทั้งวัน และนี่คือเทคนิคเริ่มต้นของวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข    ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายใจ วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข อันดับแรกคือ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ให้ลองสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย และความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจ  ติดต่อกันสักหนึ่งถึงสามลมหายใจ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนให้มันเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น   ผ่อนคลายลมหายใจให้ช้าลง เริ่มต้นผ่อนคลาย ปล่อยให้ลมหายใจค่อยๆ ช้าลง ปล่อยวางจากความคิด ความกังวล ความตึงเครียด ลองสัมผัสถึงความเข้มแข็ง และรับรู้ถึงการปกป้องคุ้มครอง เช่น การมีเพื่อนอยู่ข้างๆ สังเกตดูว่าคุณยังรู้สึกดีอยู่ในตอนนี้ พักใจอยู่ในความสงบที่ค่อย […]

งานไม่พัง ใจก็ไม่พัง ถ้า คุมสติ ได้ดีตอนตอบอีเมลงาน

งานไม่พัง ใจก็ไม่พัง ถ้า คุมสติ ได้ดีตอนตอบอีเมลงาน อีเมลเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อติดต่องาน แต่หากไม่ใส่ใจ คุมสติ ให้ดีในตอนที่ใช้งาน ก็อาจทำลายงาน และความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้ร่วมงานได้เช่นกัน วิธี คุมสติ ข้อแรก     ถามตัวเองว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะหรือไม่ที่จะตอบเมล” ก่อนตอบอีเมลงาน ให้หมั่นสร้างนิสัยการคุมสติให้ได้ ด้วยการหยุดก่อนตอบ ถามตัวเองว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะหรือไม่ที่จะตอบ” การเขียนอีเมลขณะเดินทางมีประโยชน์ตรงที่ตอบได้รวดเร็ว แต่แต่การเขียนอีเมลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนนั้น ควรทำตอนที่จิตใจสงบ มีเวลาพิจารณาว่าหัวเรื่องกับผู้รับนั้นเหมาะกันหรือไม่ การตอบแบบรวดเร็วอาจจะกลายเป็นการแอบซ่อนปัญหาไว้ก็ได้ หากเป็นหัวข้อที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองทบทวนมาก   หมั่นฟังเสียงกายและใจตอนกำลังตอบเมล คุมสติด้วยการหมั่นฟังเสียงร่างกายและใจ ทำให้เราสามารถจับสัญญาณจากท่าทางและความรู้สึกทางกายและใจได้ วิธีนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าเราโต้ตอบคนบางคน หรือข้อมูลอย่างหนึ่งอย่างใดแบบไหน เช่น ร่างกายเกร็งหรือไม่ ไหล่เป็นอย่างไร น้ำเสียงของความคิดแบบไหนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้น ถ้ากำลังพิมพ์อยู่ คุณกดแป้นพิมพ์อย่างไร กดอย่างนุ่มนวลหรือกดแรง ๆ การตระหนักรู้ร่างกายของตัวเองแบบนี้ก็เปรียบเหมือนสัญญาณกระดิ่งที่เตือนให้เราตื่นและเตรียมพร้อม หากคุณรู้สึกว่า ร่างกายมีแต่ความขุ่นเคือง ความหงุดหงิด หรือความโกรธแล้วละก็ จงตั้งสติเดี๋ยวนี้! ถ้าคุณกำลังกระหน่ำพิมพ์อีเมลตอบกลับอยู่ ก็ให้ส่งมันให้ตัวเองหรือบันทึกไว้เป็นร่างก่อน เมื่อคุณกลับมาอ่านอีกทีโดยที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน คุณอาจจะดีใจที่คุณทำแบบนี้ก็ได้     […]

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง  โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ทั้ง 9 ข้อนี้จะช่วยไม่ให้กิเลสปรากฏตัวออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ ช่วยให้เราสามารถจับจิตเอาไว้ได้ง่ายขึ้น และจะส่งเสริมให้เราทำสิ่งที่ดีจนเป็นนิสัย วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ข้อแรก   ควบคุมความอยาก หากเราปล่อยให้ความโลภทำงาน จิตจะปั่นป่วน แรงใจในการทำงานก็จะหยุดชะงักลง สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือ ทำความเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้เกิดความโลภและผลที่จะเกิดตามมา แล้วตั้งใจตรวจดูจิตให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ความโลภบุกรุกเข้ามาได้อีก   ควบคุมความโกรธ หากเราให้พลังการผลักไสสิ่งที่ไม่ต้องการซึ่งมีที่มาจากความโกรธทำงานต่อไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกกระวนกระวายใจ ภายในร่างกายก็จะเต็มไปด้วยสารพิษ กลายเป็นแหล่งที่จะดึงเอาความทุกข์ทั้งหมดที่มีเข้ามา ความโกรธเป็นกิเลสตัวที่ควรระวังและควรขจัดออกไปจากเรา   มองให้เห็นความเป็นจริง เมื่อพลังแห่งความหลงทำงาน จิตจะออกห่างจาก “ปัจจุบัน” กระจัดกระจายไปที่โน่นที่นี่ และกลายเป็นแหล่งเพาะความโลภและความโกรธ การจะเห็นพลังงานความหลงที่เป็นต้นเหตุให้มองไม่เห็นความจริงนี้ จะต้องมีความใส่ใจที่ละเอียดมาก หากเรารู้ตัวแล้วป้องกันเอาไว้ได้ จิตที่มีความสงบเป็นปกติ ไม่สั่นไหว และแจ่มชัดก็จะเติบโตขึ้น   ไม่โกหก ส่วนใหญ่แล้วการโกหกเกือบทั้งหมด เป็นไปเพื่อการทำให้ความต้องการของตนเองบรรลุผล หากโกหกแล้วครั้งหนึ่ง ก็จะต้องโกหกซ้ำอีกในครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย ในแต่ละครั้งที่โกหก สิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริงก็จะถูกใส่ลงไปในจิตใต้สำนึกทุกครั้ง เมื่อทำซ้ำๆ จิตจะยิ่งสับสนวุ่นวาย ทำให้ความสามารถในการควบคุมตนเองลดน้อยลง สูญเสียสมาธิและความสามารถในการตัดสินใจไปทีละนิด […]

แสวงหา สมดุลชีวิต บทความเตือนสติโดย ท่าน ว. วชิรเมธี

เหตุผลประการหนึ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่หันมาปฏิบัติธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือ พวกเขาเหล่านั้นสูญเสีย “ สมดุลชีวิต ” อันเนื่องมาจากการทำงานอย่างหนัก  จนตกอยู่ในสภาพลืมกิน  ลืมนอน ลืมป่วย ผลก็คือ  เมื่อทำงานไป ๆ กำไรซึ่งเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่พวกเขา (บางคน) กลับขาดทุนสุขภาพย่อยยับ การจากโลกนี้ไปอย่างปุบปับของไมเคิล แจ๊คสัน (อายุ 50 ปี) ก็ดี วิทนีย์ ฮิวสตัน (อายุ 48 ปี) ก็ดี หรือ สตีฟ จ็อบส์ (อายุ 56 ปี) ก็ดี ล้วนเป็นตัวอย่างบ่งชี้ว่าชีวิตที่ขาด “สมดุลงาน สมดุลชีวิต” นั้น เป็นชีวิตที่เสี่ยงต่อการแตกดับง่ายดายเพียงไร สตีฟ จ็อบส์ ซูเปอร์ซีอีโอ สารภาพถึงความผิดพลาดในเรื่องสุขภาพของตัวเองไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า “…จ็อบส์เดาว่าที่เขาเป็นมะเร็งนั้นมีสาเหตุมาจากปีสุดโหดที่เขาบริหารทั้งแอปเปิลและพิกซาร์ไปพร้อม ๆ กัน  เริ่มตั้งแต่ปี 1997 เขาขับรถขึ้นล่องระหว่างสองบริษัท ทำให้เป็นนิ่วในไตและโรคอื่นอีกหลายโรค พอกลับถึงบ้าน ก็อิดโรยจนแทบพูดไม่ออก ‘คงจะเป็นช่วงนั้นเองที่มะเร็งเริ่มกระจาย เพราะตอนนั้นระบบภูมิคุ้มกันของผมค่อนข้างอ่อนแอ’…” การที่สตีฟ จ็อบส์ จากไปในวัยเพียง 56 ปีนั้นส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิตว่า  ถึงที่สุดแล้วคุ้มกันหรือไม่กับการบ้าทำงานหนักแทบล้มประดาตายเพื่อที่จะพบว่า เมื่อมีเงินทองกองมหาศาล  แต่แล้วกลับต้องทิ้งทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันกลับในเวลาอันแสนสั้น หรือบางทีพวกเขาก็คิดกันว่า “หรือว่าเงินที่เราหามากองมากมายมหาศาลนั้น แท้ที่จริงก็เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้จ่ายในโรงพยาบาลสุดหรูเท่านั้น” บางคนคิดต่อไปว่า “ทำอย่างไรงานจึงจะได้ผล คนจึงจะเป็นสุข” ระหว่างที่พวกเขากำลังคิดหาคำตอบกันอยู่นั้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันมีคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงานเบิกบานในชีวิต” เตรียมไว้ให้แล้ว สาระสำคัญของคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ก็คือ การฝึกเจริญสติด้วยการ “ใช้ชีวิตให้ช้าลง”ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายและรื่นรมย์ และแน่นอนว่าทุกคนต้องฝึก “การนอนสมาธิ” เพื่อให้เรียนรู้ที่จะ “ผ่อนพักตระหนักรู้”  และสำรวจ “สุขภาพ” ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าและจากปลายเท้าจรดปลายผม เพราะบางคนมีนิสัยทำงานหนักเป็นพายุบุแคม ทำประหนึ่งว่า “ตนเองเป็นศัตรูต่อร่างกายของตนเอง” นั่นคือทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ผลก็คืองานได้ผล แต่คนไม่เป็นสุข ทำงานหนัก ก็เลยต้องจ่ายหนักเพื่อรักษาสุขภาพในภายหลัง ในคอร์สภาวนาที่ผ่านมา เราพบว่าผู้ปฏิบัติคนหนึ่งได้นอนพิจารณาอวัยวะ 32 ประการ และขณะที่นอนสมาธิพร้อมกับฟังบทภาวนาอยู่นั้น เธอรู้สึกอึดอัดแน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อยเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอแจ้งว่าถ้ามาช้ากว่านี้เพียง 5 สัปดาห์เซลล์ที่ตรวจพบจะกลายเป็นเนื้อร้าย  เธอดีใจจนร้องไห้กลับมาขอบพระคุณภาวนาจารย์เป็นการใหญ่ เธอเล่าอีกว่า  หากไม่เอะใจด้วยการแวะไปตรวจ ป่านนี้คงกลายเป็นคนอายุสั้นไปแล้ว  นี่คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของคน “โชคดี” ที่ได้พบ “โชคร้ายที่กำลังฟักตัว” อยู่ในร่างกายของตัวเอง อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องรอรับหลังจากตายไปแล้ว หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ที่นี่เดี๋ยวนี้ และในชีวิตนี้ เหมือนที่ผู้ปฏิบัติท่านนี้ได้พบมาแล้วด้วยตัวเอง หัวใจสำคัญของการปรับสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราแต่ละคนรู้จักบริหารสมดุลทั้ง 4 คู่ให้ครบ ก็จะประสบภาวะ “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ได้ไม่ยาก  สมดุล 4 ที่ว่านี้ประกอบด้วย (ผู้เขียนพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง และมีรายละเอียดอยู่ในธรรมบรรยายชุด “สมดุลงาน  สมดุลชีวิต” โหลดมาฟังได้ฟรีที่ dhammatoday.com) สมดุลกาย                              สมดุลใจ สมดุลงาน                              สมดุลชีวิต สมดุลโลก                              สมดุลธรรม สมดุลส่วนตัว                        สมดุลส่วนรวม กล่าวเฉพาะสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย วิธีสร้างก็คือ ให้หา “ทางสายกลาง” ระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตให้พบ ผ่านหลักการง่าย ๆ ที่ว่า “การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง” หมายความว่า เมื่อทำงานจนประสบความสำเร็จในฐานะคนทำงานแล้ว คุณภาพของชีวิตคือสุขภาพยังดีอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ครอบครัวอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ตัวเองอยู่ไหม  เคล็ดลับประการหนึ่งในการรักษาสมดุลชีวิตก็คือ การฟัง  “นาฬิกาชีวิต”หรือ BODY CLOCK ตามปรัชญาเซนที่ว่า “เมื่อหิว                                  ก็จงกิน เมื่อง่วง                                   ก็จงนอน เมื่ออยากเข้าห้องน้ำ            ก็จงเข้า เมื่อเหนื่อย                             ก็จงพัก” พุทธปรัชญาง่าย ๆ แค่นี้ ถ้าใครทำได้ก็จะพบ “สมดุลงานสมดุลชีวิต” ได้ไม่ยาก แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างนี้แหละที่สตีฟ  จ็อบส์เคยเล่าว่าเขาทำได้ยาก เพราะเวลาหิว  เขายังติดประชุม  เวลาง่วง  เขายังตอบอีเมลลูกค้าอยู่ (บางทีเลยไปถึงตีหนึ่ง ตีสอง)เวลาอยากเข้าห้องน้ำ เขาต้องควบรถจากบริษัทหนึ่งเพื่อไปให้ทันประชุมยังอีกบริษัทหนึ่ง และเวลาเหนื่อย เขาก็ไม่อาจปล่อยงานที่กำลังพัวพันอยู่ตรงหน้าได้ เหนื่อยแทบตายก็ปล่อยไม่ลงปลงไม่ได้ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทางเซนถือเป็นปาฏิหาริย์ก็เพราะว่าไม่ใช่เราทุกคนจะสามารถฟังเสียงนาฬิกาชีวิตแล้วปฏิบัติได้ทันทีแต่ถ้าใครฟังแล้วทำได้ทันที คนคนนั้นก็จะมีชีวิตที่มหัศจรรย์คือจะมีความสุข มีสุขภาพดี และมีอายุยืน เพราะปรัชญาง่าย ๆ นี่แหละคือแก่นของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ทางสายกลาง” ในการสร้างสมดุลให้กับงานและชีวิตปรัชญาอย่างนี้มีอยู่แล้วในกายและใจของเราทุกคน ขาดเพียงอย่างเดียว… เราละเมียดพอที่จะฟัง “เสียงจากภายใน” ของตัวเองบ้างหรือเปล่าเท่านั้น   Photo by Johannes Plenio on Unsplash Secret Magazine (Thailand)

7 พระราชโอวาทแห่งพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย

7 พระราชโอวาทแห่งพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ซีเคร็ตขอรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย โดยการรวบรวมพระราชโอวาทที่ทรงแสดงต่อบุคคลต่าง ๆ เนื่องในแต่ละวาระมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นธรรมะในการดำเนินชีวิต ให้ชีวิตประสบแต่สิ่งที่เป็นมงคล   พระราชโอวาทแก่คณะนิสิตเตรียมแพทย์   เวลาเป็นของมีค่า เมื่อมันล่วงไปแล้วมันจะไม่กลับมาอีก ถ้าเรามีโอกาสใช้มันให้เป็นประโยชน์แล้วเราไม่ใช้ มันก็น่าเสียดาย พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนต่อนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 1   พวกเธอทั้งหลาย การเล่นเป็นของดี การเรียนนั้นก็เป็นของดีและสำคัญ แต่การที่จะให้ดีกว่านั้น คือคนที่เรียนก็ดีและเล่นก็ดีด้วย พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนต่อนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 2   อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวยควรเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ อาชีพแพทย์ต้องยึดมั่นในอุดมคติ คือ เมตตา กรุณา พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 2   พระราชโอวาทแด่พระบรมวงศานุวงศ์   คนที่ไปถึงเมืองไหนแล้วไม่ไปดูมิวเซียม คนๆนั้นไม่ศิวิไล พระราชโอวาทนี้ทรงสอนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์   พระราชโอวาทที่ปรากฏเป็นลายพระหัตถ์   ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์ พระราชโอวาทประทานแก่ […]

ตำนานเล่าขาน อานิสงส์ ของการปิดทองพระพุทธรูป

อานิสงส์ ของการปิดทองพระพุทธรูป – การปิดทองพระพุทธรูปนั้นมีตำนานกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี้ยังสร้างบารมีเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามหารถราช เสวยราชสมบัติในสักกราชาวดีนคร มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์มีพระสหายพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าปัญจาลราช เสวยราชสมบัติในปัญจาลนคร ซึ่งเป็นพระสหายที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน แต่พระเจ้าปัญจาลราชยังมิได้นับถือพระพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งพระเจ้าปัญจาลราชส่งผ้ารัตนกัมพลเนื้อดีราคาแพงผืนหนึ่งมาถวายพระเจ้ามหารถราช พระเจ้ามหารถราชพิจารณาดูผ้ากัมพลแล้ว ทรงเห็นว่าผ้านี้ราคาแพง เราควรจะส่งแก้วคือพระพุทธรัตนะไปถวาย แล้วพระองค์ให้ช่างเขียนรูปพระพุทธเจ้าลงในแผ่นทองคำด้วยชาดหรคุณ มีขนาด 1 ศอก แล้วให้อำมาตย์เชิญพระพุทธรูปนั้นลงสำเภาไปถวายพระเจ้าปัญจาลราช แต่ก่อนจะส่งราชทูตไป พระองค์ทรงระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานว่า “พระเจ้าปัญจาลราช สหายของหม่อมฉันนั้นมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด มิได้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระองค์ ถ้าพระองค์เสด็จไปพระนครนั้นแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์ ชักจูงพระเจ้าปัญจาลราชให้ละเสียซึ่งความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมด้วยเทอญ” เมื่อทรงอธิษฐานแล้วก็เสด็จลุยไปในน้ำลึกเพียงพระศอ เพื่อส่งเสด็จพระพุทธรูปนั้นจากไป เมื่อสำเภาไปถึงกรุงปัญจาละแล้ว ราชทูตก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าปัญจาลราชให้ทรงทราบ พระองค์ก็เกิดปิติโสมนัสเสด็จไปรับเครื่องบรรณาการนั้น พร้อมด้วยอำมาตย์ จตุรงคเสนา และประชาชน พระเจ้าปัญจาลราชเสด็จลงไปในน้ำลึกเพียงพระศอเพื่อต้อนรับพระพุทธรูป ด้วยแรงอธิษฐานของพระเจ้ามหารถราช พระพุทธรูปนั้นก็ได้แสดงปาฏิหาริย์ เช่น  ลอยขึ้นไปในนภากาศเป็นอัศจรรย์ พระเจ้าปัญจาลราชทอดพระเนตรดังนั้นจึงเกิดศรัทธาเป็นที่ยิ่ง ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต่อหน้าพระพุทธรูปนั้น พระเจ้าปัญจาลราชกลับกลายเป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นยิ่งนัก ทรงให้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐาน ไว้ ณ พระราชมณเทียร แล้วบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน และแสดงตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก […]

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท  ปฏิจจสมุปบาท เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึก ทำให้เข้าใจถึงการกำจัดอวิชชา และเข้าใจว่าเพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายยังคงเวียนว่ายตายเกิดในทะเลแห่งวัฏฏะสงสาร การที่จะตัดภพ สิ้นชาติให้ได้นั่นต้องมีความเข้าใจในคำสอนเรื่องนี้เสียก่อน คำสอนที่มีชื่อเรียกยากนี้ หากใครได้ยินเป็นครั้งแรก ต้องขอให้ผู้พูด พูดชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำถามเชิงอุทานว่า “ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร” ปฏิจจสมุปบาทคือองค์ธรรมที่อาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น มีด้วยกันทั้งหมด 12 องค์ธรรม ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ หากจะอธิบายคำสอนนี้ได้ให้เกิดความเข้าใจ ต้องอิงตามพระพุทธพจน์ของพระ ในพระสูตรหนึ่งมีชื่อว่า ” ปัจจัยสูตร ” ยกส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทพอสังเขปมาดังนี้ องค์ธรรมที่อิงอาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มจากการเกิด (ชาติ) ทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย (ชรามรณะ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นองค์ธรรมที่อิงอาศัยกัน หากไม่มีชาติก็ไม่มีชรามรณะ เพราะเรา (ตถาคต) เข้าใจในการอิงอาศัยขององค์ธรรมนี้ เราจึงได้บรรลุธรรม   […]

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็น ทำไมบางคนจึงไม่เห็น

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็นทำไมบางคนจึงไม่เห็น โอปปาติกะ คืออะไร และมีกี่ประเภท ทำไมบางคนจึงเห็นและทำไมบางคนจึงไม่เห็น เหตุผลที่โอปปาติกะจะปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว มีดังนี้   โอปปาติกะคืออะไร มีกี่ประเภท จากในพระไตรปิฎก โอปปาติกะ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่พอเกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอยู่ในครรภ์ เช่น มนุษย์หรือสัตว์บางประเภท หรืออยู่ในไข่ เช่น เป็ด ไก่ หรืออยู่ในสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น หนอน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้มีลักษณะเป็นกายทิพย์ ปกติแล้วจะมองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรต   เทวดา เทวดา คือโอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เรียกว่า สุคติ หรือก็คือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะรวมถึงรูปพรหมและอรูปพรหมด้วย โดยทั่วไป เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ที่ทำความดีมามากกว่าความชั่ว เน้นไปที่ด้านให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นประจำ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกำลังบุญจึงดึงดูดให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ ตามแต่กำลังบุญของตน รูปพรหม ได้แก่ อดีตมนุษย์ที่บำเพ็ญความดีทั้งทาน ศีล และภาวนาเป็นประจำ […]

ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง : คำสอนสุดประเสริฐ โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง : คำสอนสุดประเสริฐ โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ชีวิตที่มีคุณค่า นั้น ไม่ได้เกิดมาเพื่อรับใช้ตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นชีวิตที่เกิดมาเพื่อที่จะรับใช้คนอื่น และการที่จะรับใช้คนอื่นได้จะต้องฝึกตน ตนเป็นที่พึ่งของตน จากนั้นจึงให้คนเขาได้พึ่ง ฝึกตนให้เป็นคนที่เอาตัวเองให้รอด จากนั้นก็ทำให้คนอื่นรอดด้วย ไม่ใช่รอดคนเดียว พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ให้ข้อคิด หลักใจ เพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า ก่อนมรณาจะมาถึง ไว้ดังนี้   ชีวิตที่มีคุณค่า ต้องอย่าประมาทว่ายังหนุ่มยังสาว ท่าน ว. วชิรเมธี สอนไว้ว่า ความตายนั้น เกิดขึ้นกับเราทุกคนในทุกช่วงชั้นแห่งวัย จะประมาทว่ายังเป็นเด็กทารกอยู่ ไม่ตายหรอก ยังเป็นเด็กอยู่ ไม่ตายหรอก ยังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ตายหรอก ยังเป็นหนุ่มยังทำงานสนุก ขอยังไม่ตาย ก็ไม่ได้ เราต่อรองไม่ได้หรอกว่าจะตายในช่วงไหน ทุก ๆ คนสามารถตายได้ในทุกช่วงชั้นแห่งวัย โลงศพนั้นถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคนทุกวัย เวลาเห็นโลงศพให้หมั่นเตือนใจอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ เรามีสิทธิ์ที่จะลงไปนอนในโลงนั้น เตือนตัวเองอย่างนี้แล้วเราจะตระหนักในการใช้ชีวิตให้ดี ไม่ปล่อยให้ชีวิตอยู่ไปวันๆ จนใกล้มรณา     อย่าประมาทว่าสุขภาพยังแข็งแรง สุขภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนมักจะมองข้าม แต่พระพุทธองค์ไม่ได้มองข้าม พระองค์ตรัสว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หรือ ความไม่มีโรคเป็นโชคของชีวิต เพราะฉะนั้นเราอย่าไปมองข้ามเรื่องสุขภาพเป็นอันขาด คนในยุคสมัยของเราจำนวนไม่น้อยที่ทุ่มเทกำลังกาย […]

keyboard_arrow_up