Dhamma Daily : ผู้ที่มีอาชีพเป็นเพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ

Dhamma Daily : ผู้ที่มีอาชีพเป็น เพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ผู้ที่มีอาชีพเป็น เพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ตอบปัญหาธรรม โดย พระอาจารย์พรพล ปสันโน ขึ้นชื่อว่าการฆ่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์นั้นย่อมบาปอย่างแน่นอน เพราะถือว่าทำผิดศีลข้อที่ 1 แต่จะบาปมากหรือน้อยต้องดูที่เจตนาเป็นองค์ประกอบ คำถาม : ผู้ที่มีอาชีพเป็นเพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ตอบปัญหาธรรม โดย พระอาจารย์พรพล  ปสันโน ขึ้นชื่อว่าการฆ่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์นั้นย่อมบาปอย่างแน่นอน เพราะถือว่าทำผิดศีลข้อที่ 1 แต่จะบาปมากหรือน้อยต้องดูที่เจตนาเป็นองค์ประกอบ ทั้งนี้มีหลักในการวินิจฉัยดังนี้ คือ 1. ต้องเป็นสัตว์มีชีวิตคือมนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉาน 2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3. มีจิตคิดจะฆ่า 4. พยายามฆ่า 5. สัตว์ตายจากการพยายามฆ่า ถ้าครบองค์ประกอบศีลจึงจะขาด ดังนั้นอาชีพเพชฌฆาตจะบาปมากหรือน้อยนั้นจึงอยู่ที่เจตนา ถ้าทำไปตามหน้าที่โดยไม่มีอคติ ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตเขา ก็นับเป็นบาปเบาแต่ถ้าใจอาฆาตพยาบาท หมายจะเอาชีวิตเขาให้ได้ก็นับเป็น บาปหนัก ในสมัยพระพุทธกาล มีเพชฌฆาตคนหนึ่งชื่อว่านายตัมพทาฐิกะ […]

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต ความรักที่สมบูรณ์แบบ เกิดขึ้นเมื่อ สามีของฉันเป็นหนุ่มตี๋หน้าตาดี จบปริญญาโทด้านบริหารวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาครอบครัวทำธุรกิจร้านทอง เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่เล่นการพนัน ไม่เจ้าชู้แถมยังตามใจฉันอีกต่างหาก…ฟังดูเหมือนฉันน่าจะเป็นภรรยาที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยใช่ไหม เรื่องของฉันเริ่มต้นในวัย 27 ปีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งแนะนำว่า อยากให้ฉันรู้จักลูกชายเจ้าของร้านทอง เขานิสัยดีมาก และจบปริญญาโทจากเมืองนอกด้วยความเกรงใจฉันจึงยอมไปดูตัว ครอบครัวของเขาเดินทางจากหาดใหญ่ เพื่อมาพบฉันและครอบครัวที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเพราะบรรยากาศหรูหราของร้านอาหารใจกลางเมือง หรืออาจเป็นเพราะเวรกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจเขาตั้งแต่แรกพบ ในขณะที่ครอบครัวของเราทั้งคู่ก็ดูจะยินดีที่ได้พบกันด้วย เราใช้เวลาสองปีคบหาดูใจกัน เขาตามใจฉันทุกเรื่อง ซื้อของทุกสิ่งที่ฉันแค่เปรยว่าอยากได้ แม้กระทั่งโคมไฟธรรมดา ๆ ที่ราคาตั้งหลายหมื่นบาท   เราชอบอะไรหลายอย่างคล้ายกันทั้งดูหนังและเดินป่า ในที่สุดเราก็ตัดสินใจแต่งงานกัน    พ่อเห็นว่าฉันรักเขามาก จึงไม่ได้เรียกร้องค่าสินสอดอะไรในวันแต่งงาน เขามอบสินสอดจำนวนสองแสนสองหมื่นบาทพร้อมทองคำหนักสิบบาทและแหวนแต่งงาน ซึ่งญาติฝ่ายฉันหลายคนกระซิบกันว่า ค่าสินสอดดูจะน้อยไปหน่อยสำหรับลูกสาวร้านขายเพชรอย่างฉัน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่เรารักกันก็พอ หลังแต่งงาน ฉันย้ายเข้าไปอยู่เรือนหอที่เขาซื้อไว้ในกรุงเทพฯ เขาขอให้ฉันเป็นแม่บ้าน ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด เพราะนอกจากสามีจะเป็นห่วงแล้ว พ่อฉันก็ยังรักและยกเงินค่าสินสอดทั้งหมดกว่าสามแสนห้าหมื่นบาทให้ฉันเป็นของขวัญอีกด้วย สองเดือนผ่านไป ชีวิตแต่งงานดูเหมือนจะราบรื่นดี เขากลับบ้านตรงเวลาทุกวัน แถมไม่มีเรื่องชู้สาวให้ระคายใจยกเว้นแต่เพียงเขาไม่พูดเล่นหยอกล้อเหมือนข้าวใหม่ปลามันคู่อื่น เขาให้เงินฉันไว้ใช้จ่ายเพียงเดือนละสามพันบาทและมักโทร.หาแม่ทุกครั้งที่มีปัญหาก็เท่านั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก   ไม่นานเขาบอกว่างานที่ทำได้เงินเดือนน้อย ตอนที่เขายื่นธนาคารเพื่อกู้เงินซื้อเรือนหอหลังนี้ก็ได้แค่ 1.5 ล้านบาท  ในขณะที่ราคาจริงคือ 2.6 ล้านบาท  ตอนนีขาดอีกเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น   เขาอยากให้ฉันช่วยหาเงินจำนวนนี้ให้ เพราะรู้ว่าพ่อคงมอบเงินค่าสินสอดให้ ด้วยความรักและคิดว่าปัญหาของสามีก็คือปัญหาของฉันฉันจึงตกลงยกเงินแต่งงานทั้งหมดให้กับเขา ไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีเงินให้ เพราะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านหนักเดือนก่อนเงินก็ไม่พอต้องโทร.ไปขอยืมแม่ และขอให้ฉันเอาเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในบ้านไปก่อนฉันรับปากเขาด้วยรอยยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ฉันแทบไม่เหลือเงินติดตัวเลยแม้จะพยายามออกไปช่วยงานพ่อเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านสูงมาก ไหนยังจะต้องผ่อนรถยนต์และผ่อนบ้านหลังน้อยที่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานด้วย   ตอนนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจคนเดียว   หนึ่งปีผ่านไปฉันเริ่มมองเห็นความจริงว่า ชีวิตแต่งงานของฉันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์เหมือนที่คิด เรามักทะเลาะเพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน สามีชอบพูดจาเหน็บแนม ไม่พูดหยอกล้อ ไม่แสดงความรัก ไม่สวมกอดไม่แม้แต่จะพาฉันออกไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเลยสักครั้ง สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือต้นไม้ใบหญ้า เขาสามารถตัดแต่งกิ่งต้นมะม่วงได้ทั้งวัน โดยไม่สนใจว่าฉันกำลังนั่งร้องไห้เพราะเครียดเรื่องปัญหาการเงินอยู่ เขาจะพูดคำว่ารักก็ต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น แม้แต่เรื่องสำคัญฉันสามีภรรยาอย่างเรื่องบนเตียงเขาก็ไม่สนใจ ฉันนอนร้องไห้เสียใจทุกวันแต่ลึก ๆ ก็ยังหวังให้เขากลับใจ   จนวันหนึ่ง ฉันก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเรามีลูกด้วยกันอาจช่วยขจัดปัญหาทั้งหมดได้   ฉันจึงตัดสินใจบอกเขาว่าอยากมีลูก เขาเห็นด้วย และยอมมีอะไรกับฉัน จนไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกชายคนแรกสมใจ เขากลับมาเฉยชากับฉันเหมือนเดิม แต่แสดงออกว่ารักลูก และเพิ่มเงินให้เป็นเดือนละห้าพันบาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของแม่ลูกอ่อนที่มีอาการเบบี้บลู หรือเป็นโรคซึมเศร้าอย่างฉัน ทุกครั้งที่เงินเพิ่ม เราก็จะทะเลาะกันและจบลงด้วยการที่เขาเดินหนีไป ฉันตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการขายบ้านที่ซื้อเองกับมือ เพื่อนำเงินมาใช้ยามฉุกเฉินและจ่ายค่าจ้างพี่เลี้ยงช่วยดูแลลูก ผ่านไปเกือบสองปีฉันสังเกตว่าลูกไม่สบตาและมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กอื่น จึงตัดสินใจพาลูกไปหาหมอและได้รู้ว่า ลูกรักของฉันเป็นออทิสติก ฉันยอมรับความจริงแต่โดยดี พร้อมตั้งใจจะทำทุกทางให้ลูกดีขึ้น เราเข้าออกโรงพยาบาลเอกชนกันเป็นว่าเล่น โชคดีที่สามียินดีจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพื่อลูกโดยไม่อิดออด ฉันอ่านหนังสือทุกเล่ม เข้ารับการอบรมแทบทุกคอร์ส เพื่อช่วยให้เข้าใจและสอนลูกได้ดีขึ้น เราสองแม่ลูกตัวติดกันแทบตลอดเวลา ฉันสอนลูกทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการกอด เพราะลูกของฉันไม่ชอบกอด และจะร้องไห้เสียงดังทุกครั้งที่มีใครถูกเนื้อต้องตัว ในช่วงที่ลูกนอนกลางวันฉันจะออกไปสวนสาธารณะใกล้บ้านเพื่อสังเกตพัฒนาการของเด็กปกติคนอื่น แล้วก็เอากลับมาสอนและฝึกลูกของตัวเอง ตกเย็นก็เปิดบ้านชวนเด็ก ๆมากินขนมและเล่นกับลูก เพราะเชื่อว่าเด็กปกติเหล่านี้คือครูชั้นเยี่ยมที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น   ฉันตัดสินใจบอกสามีอีกครั้งว่าอยากมีลูกอีกคนจะได้ดูแลกัน ซึ่งสามีก็เห็นด้วย    ไม่นานฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกสาว ฉันอุทิศเวลาทุกวินาทีให้ลูก ผลของความพยายามทำให้พัฒนาการของลูกชายดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ และเข้าโรงเรียนในวัย 4 ขวบ  ลูกช่วยสอนให้ฉันรู้ว่า ถ้าตั้งใจจริงจะพิชิตได้ทุกสิ่ง  ไม่เว้นแม้แต่อาการออทิสติกที่ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่มีทางรักษาหาย หลังจากที่มั่นใจว่าลูกทั้งสองคนดูแลกันและกันได้แล้ว ฉันก็เบาใจ แต่ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า การมีลูกไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ของฉันและสามีดีขึ้น เขายังคงเฉยชาและเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมวันหนึ่งเขาบอกให้ฉันรีบเก็บข้าวของ เพราะเขาตัดสินใจว่าจะพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่กับแม่ที่หาดใหญ่ โดยไม่สนใจคำคัดค้านของฉันเลย ความอดกลั้นที่สะสมมาเกือบสิบปีจึงถึงขีดสุด ฉันตัดสินใจในวินาทีนั้นว่า   “พอกันที…ฉันจะขอหย่า!”   หลังหย่ากัน ฉันจำเป็นต้องยกลูกให้เขา พร้อมเซ็นข้อตกลงว่า เขาจะได้รับสิทธิ์เลี้ยงลูกเพียงผู้เดียว เพราะตามกฎหมายฉันไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ ไม่มีรายได้และไม่มีสมบัติเหลือเลย ได้แต่โทษตัวเองว่า ฉันมันโง่! ขายสมบัติตัวเองทุกอย่าง เพราะคิดว่าถ้าทุ่มเทให้เขามาก ๆอาจเปลี่ยนใจเขาได้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว…แม้แต่ลูก! ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ จมกองทุกข์เพียงลำพัง สองสัปดาห์ต่อมาก็มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เมื่อพบแพทย์จึงได้รู้ว่า ฉันป่วยเป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 3 แล้ว แต่น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกกลัวตายเลย การรักษาด้วยเคมีบำบัดทำให้ฉันเพลียและผมร่วง แต่ขณะเดียวกัน ฉันกลับมีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเพราะโรงพยาบาลทำให้ฉันได้พบและสนิทกับหนังสือธรรมะ…ทางพ้นทุกข์ที่ฉันเพิ่งได้รู้จัก ฉันมีกำลังใจดีขึ้น เริ่มดูแลตัวเองโดยการใส่วิกผมและแต่งตัวสวยทุกวันทั้งที่ตลอดชีวิตการแต่งงาน ฉันไม่เคยคิดอยากสวยเลยสักครั้ง กัลยาณมิตรหลายคนให้กำลังใจว่าฉันคงหายในเร็ววัน เพราะถูกกับเคมีบำบัด หลังรับการรักษาแล้วผิวพรรณของฉันกลับขาวผ่อง มีน้ำมีนวลในขณะที่คนส่วนใหญ่จะโทรมและผิวดำเกรียม  หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดแล้ว ฉันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  อยากออกไปขี่จักรยานทุกวัน ภายหลังเข้ารับการรักษาเพียงหนึ่งปีฉันก็หายจากโรคมะเร็งเต้านม   ตลอดเวลาที่ป่วย อดีตสามีก็ยังโทร.มาตามไปช่วยเลี้ยงลูก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นเด็กมีปัญหา ฉันปฏิเสธ บอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เขาไม่เชื่อ และคิดว่าฉันสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องเงินชดเชย กระทั่งวันที่หมอลงความเห็นว่าฉันหายแล้วด้วยความที่คิดถึงลูกเหลือเกิน ฉันจึงหอบเสื้อผ้าไปอยู่กับอดีตสามีอีกครั้ง เมื่ออยู่ด้วยกันฉันพบว่า  อดีตสามียังคงใจแคบ  เฉยชา แถมยังพูดกรอกหูฉันทุกวันว่า มีลูกน่ารัก มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้ใช้แล้วเธอยังต้องการอะไรอีก! นอกจากนี้เขาก็ยังเผลอพูดว่า เรือนหอที่ฉันเคยให้เงินสินสอดไปช่วยจ่ายนั้น เขานำไปขายได้เงินมาก้อนโต ทันทีที่ได้ยิน ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เจ็บปวดจนไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงไปกองบนพื้นโดยไม่รู้ตัว ชีวิตแต่งงานพรากทุกสิ่งไปจากฉัน ทั้งลูก เงิน  บ้าน เวลากว่าค่อนชีวิต และความรักบริสุทธิ์ วินาทีนั้นฉันเครียดจนเริ่มมีอาการทางประสาท แต่ทันทีที่ได้สติ ฉันก็รีบหนีออกมา อาการเจ็บปวดรุนแรงที่หน้าอกกลับคืนมาด้วยแพทย์ระบุว่าฉันกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง ฉันตัดสินใจสู้ด้วยการเข้ารับการรักษามะเร็งอีกครั้ง และลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าเล็ก ๆ เพื่อหารายได้ดูแลตัวเอง กิจการร้านเสื้อผ้าดีขึ้นเรื่อย ๆ ฉันพยายามหาเงินมาลงทุนเพิ่ม แต่ไม่อยากรบกวนพ่อ เพราะท่านเองก็มีครอบครัวใหม่ […]

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ถาม : เคยมีบางแนวคิดที่กล่าวว่า การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ตอบ : แนวคิดนี้คงนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้นะ เพราะการวัดว่าบาปมากบาปน้อยต้องดูที่เจตนาของจิตที่คิดจะฆ่าว่ามีความตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อย พยายามมากหรือพยายามน้อย ถ้าตั้งใจมากพยายามมาก ก็ถือเป็นบาปมาก แต่ถ้าตั้งใจน้อย พยายามน้อยเกิดจากความคิดเพียงชั่ววูบ ก็ย่อมบาปน้อยกว่าคนที่มีการวางแผนมานานแล้ว     ถาม : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฉันนะที่ฆ่าตัวตายเพราะทนโรคภัยไข้เจ็บไม่ไหว ทว่าสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในช่วงก่อนจะสิ้นลมแบบนี้ถือเป็นบาปไหมขอรับ ตอบ : ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งหมายความว่าท่านเข้าถึงนิพพาน ไม่ต้องวนเวียนมาให้เป็นทุกข์อีกแล้ว จึงแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปที่ยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ เหตุที่ยังมีคนฆ่าตัวตายอยู่เพราะหลงคิดไปว่าเมื่อตายแล้วจะสามารถหลีกหนีจากความทุกข์ไปได้ ซึ่งไม่จริงเลยเพราะการไปเกิดในอบายจะยิ่งต้องทนทุกข์หนักกว่าเดิมหลายเท่า   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ inbox มาที่ เพจ secret magazine (thailand) […]

True story : “คำพิพากษา” เมื่อเธอต้องมีชีวิตตกต่ำเพียงเพราะคำพิพากษาจากผู้เป็นพ่อ

คำพิพากษา                  เสียงกลองดังลอยมาจากวัดในหมู่บ้าน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าที่วัดกำลังมีงานก่อพระเจดีย์ทรายคนเฒ่าคนแก่แต่งตัวพิเศษกว่าทุกวันเพื่อไปสรงน้ำพระ ส่วนบรรดาหนุ่มสาวก็นัดแนะกันออกไปเล่นน้ำในตัวเมือง…ฉันได้แต่มอง แล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านต่อไป แม้เช้าวันนั้นจะล่วงเลยมา 40 กว่าปีแล้ว แต่ฉันก็จดจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม… ฉันชื่อ จ๋า เด็กบ้านนอกวัยแรกสาว แม้จะเป็นวันสงกรานต์แต่ฉันก็หมดสิทธิ์ออกไปเที่ยวเล่นสาดน้ำเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ นั่นก็เพราะฉันมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ทั้งงานบ้าน เลี้ยงน้อง ช่วยแม่ขายของ ช่วยพ่อทำนา…จนแทบไม่มีเวลาให้กับเรื่องสนุกสนาน ครอบครัวของเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฉะนั้นทุกคนในบ้านจึงต้องช่วยกันทำมาหากิน โดยมีพ่อเป็นผู้คุมกฎระเบียบประจำบ้านในขณะที่ลูก ๆ ทุกคนจะต้องเชื่อฟังและห้ามทำตัวแหกคอกอย่างเด็ดขาด ฉันมั่นใจว่าความดุของพ่อคงเกินกว่าใครจะคาดเดาได้ ครั้งหนึ่งฉันทะเลาะกับพี่สาวเพราะแย่งตะเกียงกันใช้  พ่อคว้าเชือกไนลอนได้ก็ฟาดฉันไม่ยั้งมือ หรืออีกครั้งน้องชายคนเล็กเล่นซน พ่อจับมือน้องมัดติดกันแล้วแขวนตัวน้องไว้บนคานในยุ้งข้าว เมื่อสาแก่ใจแล้ว พ่อก็จับน้องลงมาโยนใส่กองขยะที่เต็มไปด้วยฝูงมดแดง ไม่ต้องสงสัยว่าแม่ทำอะไรอยู่  เพราะเพียงแค่แม่พยายามเข้ามาช่วยก็โดนพ่อเตะเข้าอย่างจัง! วันนั้นขณะที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน พ่อใช้ให้ฉันไปซื้อสีย้อมผ้าจีวรให้หลวงน้าซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดใกล้บ้าน  ฉันต้องเดินเท้าออกจากบ้านไปไกลกว่า 6 กิโลเมตรเพื่อต่อรถเมล์ไปยังร้านขายของในตัวเมือง ระหว่างทาง ฉันเจอเพื่อนที่โรงเรียนโดยบังเอิญ เมื่อเพื่อนเห็นว่าเรากำลังจะไปทางเดียวกัน จึงชวนฉันแวะไปเที่ยวงานสรงน้ำพระที่จัดอยู่ไม่ไกลจากร้านขายของ พร้อมกับอาสาไปส่งฉันที่บ้านตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าแวะไปประเดี๋ยวเดียวคงไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นเพิ่ง 9 โมงเช้า จึงตัดสินใจติดรถไปกับเพื่อน ตะวันคล้อยแล้ว แต่เพื่อนก็ยังเล่นน้ำไม่ยอมเลิก ฉันเริ่มใจคอไม่ดี แม้เพื่อนจะรับปากว่าจะช่วยอธิบายให้พ่อฟังถึงสาเหตุที่กลับบ้านช้า แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นแม้แต่น้อยเพียงแค่นึกถึงความเจ็บแสบจากเชือกไนลอน  หรือรอยแผลของน้องชายในวันนั้น…ฉันก็ขยาดเสียแล้ว! ฉันมองไปรอบ ๆ เผื่อว่าโชคดีอาจเจอคนรู้จัก จะได้ขอติดรถกลับบ้าน และแล้วโชคก็เข้าข้าง พี่เหน่งคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในหมู่บ้านที่อายุห่างจากฉันเกือบ 20 ปี แวะมาทำธุระแถวนั้นพอดิบพอดี […]

โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บุรุษผิวสีผู้ที่โลกจดจำ

โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บุรุษผิวสีผู้ที่โลกจดจำ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งโลกได้ยินข่าวอันน่าเศร้า การจากไปของบุรุษผิวสีคนหนึ่ง เขาเป็นบุคคลต้นแบบของผู้ที่มีความสามารถรักษาสันติภาพของมนุษยชาติไว้ได้ ชื่อของเขาคือ โคฟี อันนัน ชายผู้นี้ที่โลกจดจำ บุรุษผิวสีผู้นี้ทำอะไร ทำไมโลกต้องจดจำ การที่โลกหรือใครจะจดจำคนๆหนึ่งไว้ แสดงว่าเขาต้องมีความสำคัญ โคฟี อันนันมีความสำคัญต่อโลกในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ แล้วเขาก็เป็นนักเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ การทำงานของเขาเป็นไปเพื่อการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง ซึ่งเขาก็สามารถสนองวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างแท้จริง เรามารู้จักกับตัวของอันนันกันว่า อดีตท่านเลขาธิการสหประชาชาติท่านนี้ กว่าเขาจะกลายเป็นบุรุษผิวสีผู้สร้างสันติภาพนั้น ชีวิตของเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง     เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1938 ที่เมืองกุมาซี (Kumasi) ในเขตอาณานิคมโกลด์โคสของอังกฤษ (Gold Coast) ซึ่งเป็นประเทศกานา ทวีปแอฟริกาในปัจจุบัน นายอันนันเป็นบุตรคนที่ 4 ในครอบครัวที่มีการศึกษาดี สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมไปถึงภาษาท้องถิ่นแอฟริกาอีกด้วย เขาเข้ารับการศึกษาที่ University of Science and Technology ที่เมืองกุมาซี และสำเร็จการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์จาก Macalester […]

เป็นโสดทำไม? 4 วิธี เฟ้นหาเนื้อคู่ด้วยตัวเอง ไม่ง้อแม่สื่อ

ในยุคที่พลเมืองหญิงเต็มโลก อย่าว่าแต่จะ เฟ้นหาเนื้อคู่ด้วยตัวเอง เลย ขนาดใช้บริการแม่สื่อแม่ชักออนไลน์มาหนุนเนื่อง ยังซดน้ำแห้วยาวววว  ยังดีว่าเพลง “เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง ไม่คิดจะหาคู่ควง เดี๋ยวจะร่วงพ้นวัยไปเปล่า…” ของครูเพลง สุรพล สมบัติเจริญ ไม่ใช่เพลงฮอตฮิตยุคนี้ ไม่งั้นคงทำให้ใครหลายคนเกิดอาการ “มันแน่นอก ยกไม่ออก” แน่ๆ ไม่ต้องกลัวๆ อาการแน่นอกเพราะความโสดจะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะ Secret มีกลเม็ดเคล็ดลับ 4 วิธี เฟ้นหาเนื้อคู่ด้วยตัวเอง มาบอกจ้า 1. ลิสต์ลักษณะ “คนที่ใช่”  ไว้เป็นข้อๆ ให้ชัดเจน ก่อนจะคิดมีคู่ คุณควรกำหนดสเป็คของคนในอุดมคติเอาไว้ให้ชัดเจน โดยอาจจะเขียนลักษณะของคนที่คุณมองหา ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือหมั่นทบทวนถึงคุณลักษณะของคนในฝันบ่อยๆ เลือกทำวิธีใดก็ได้ ขอเพียงคุณชัดเจนกับสิ่งที่คุณต้องการ และหมั่นตอกย้ำกับตัวเองถึงสิ่งนั้นเสมอๆ แล้วอานุภาพของความคิดที่มุ่งมั่น หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แรงอธิษฐาน” จะช่วยคัดกรองคนที่ใช่ให้คุณเอง ถึงตรงนี้ถ้าคุณกำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าว่า แหม… แค่ขอให้มี ใหเจอยังยาก จะมามาตรฐานสูง ทำลิสต์เช็คลิสต์อีก คงได้โสดสนิทจริงๆ Secret ขออนุญาติยกข้อเขียนของ ดร.สนอง วรอุไร ในหนังสือ “ทำชีวิตให้ได้ดีและมีสุข” […]

การค้นพบชีวิตและสุขที่แท้จริง ดุ๊ก – ภาณุเดช วัฒนสุชาติ

การค้นพบชีวิตและสุขที่แท้จริง ดุ๊ก – ภาณุเดช วัฒนสุชาติ ช่วงต้นปี คุณ ดุ๊ก – ภาณุเดช วัฒนสุชาติ อุปสมบทที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และบวชเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นภาพและข้อคิดขณะบวชของเขาในอินสตาแกรมที่แชร์ต่อกันมา ข้อความเหล่านั้นสะท้อนถึงข้อคิดทางธรรมที่ถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนเข้าใจโดยง่าย คุณดุ๊กเล่าว่า การบวชในวัยนี้ทำให้ได้ “บวชใจ” ไปด้วย จึงเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งความคิดและประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ทำให้เขาได้ค้นพบความสุขที่แท้จริง วัยเด็กที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ผมใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์สายวัดป่ามาตั้งแต่เด็กเพราะผู้ใหญ่เป็นญาติโยมใกล้ชิดกับพระอาจารย์สายวัดป่าหลายรูป ตอนเด็ก ๆ ผมได้ไปกราบพระเกจิอาจารย์ที่วัดป่าก็รู้สึกสนุกไปตามประสา เหมือนได้ไปเที่ยวป่า ไปกินผลไม้สมอดองที่ท่านมอบให้ แต่ในขณะเดียวกันพระอาจารย์ก็สอนให้นั่งสมาธิ ท่องพุทโธ ๆ และโชคดีที่พระอาจารย์ท่านเมตตาเป่าหัวให้ อาจเป็นกุศโลบายหรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องทำอะไรดี ๆ และรักษาความเป็นคนดีนี้ไว้ โตมาหน่อยผมสังเกตว่า มักมีเพื่อนมาปรึกษาปัญหาต่าง ๆ จึงคิดว่า เราคงจะเป็นคนที่มีความคิดและมีสติพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีสติตลอดเวลา เพราะผมก็ยังเหมือนเด็กทั่วไปที่มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น และทำอะไรที่ไม่สมควรเยอะแยะไปหมด แต่พอกลับมาบ้าน คุณพ่อก็มักบอกให้สวดมนต์ ถึงเป็นบทสวดสั้น ๆ แต่ผมก็ได้ทำอยู่เสมอ อีกเรื่องหนึ่งที่โดดเด่นมาตั้งแต่เด็กคือ […]

ชีวิตบนทางสายกลางของพระเอกหนุ่ม ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์

ชีวิตบนทางสายกลางของพระเอกหนุ่ม ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ไม่เพียงเป็นพระเอกละครในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังไปโด่งดังถึงประเทศจีนด้วย หากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น เขายอมรับว่าไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเดินทางมาถึงจุดนี้ 0 เขาเคยเป็น 1 ใน 5 หนุ่มแพรวเมื่อปี พ.ศ. 2543 เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่เขายังคงโลดแล่นอยู่ในแวดวงบันเทิง ในวัยใกล้ 40 ปี ด้วยความที่ยังดูดีจึงยังคงรับบทพระเอก วิธีคิดวิธีดําเนินชีวิตที่เขาบอกเล่าให้ฟังไม่ได้ซับซ้อนหรือยุ่งยากอะไรเลย หากเป็นความเรียบง่ายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง 0 นับเป็นการสัมภาษณ์และถ่ายปกที่สนุกสนานเฮฮาอย่างยิ่ง คงเพราะทั้งเขาและทีมงานรู้สึกเหมือนพี่น้องเพื่อนฝูงได้กลับมารวมตัวกันครั้งแรกของอดีตหนุ่มสาวแพรว ใน “Scotch Forever Young presents หนุ่มสาวแพรว Reunion” เขาจึงเล่าย้อนที่มาของการเป็นหนุ่มแพรวให้ฟังว่า 0 0 ” ตอนเด็กห่างไกลจากวงการนี้มาก ผมเรียนมัธยมที่เซนต์คาเบรียล มีแต่เตะบอลตามประสาเด็กผู้ชาย จบมัธยมก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ไปต่อปริญญาโทที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จําได้ว่ารุ่นพี่ที่เซนต์คาเบรียลที่สนิทกัน แฟนเขาทํางานที่อมรินทร์พริ้นติ้งฯมาบอกว่าให้ไปสมัครตอนแรกผมไม่ยอม บอกว่าอาย แต่เขาก็คะยั้นคะยอจนผมตกลง 0 […]

True story: ผู้หญิง โชคดี กับชีวิตที่ โชกโชน

True story: ผู้หญิง โชคดี กับชีวิตที่ โชกโชน แม้ชีวิตของฉันจะเริ่มต้นจาก “ความไม่พร้อม” ของพ่อและแม่ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังถือว่าตัวเองเป็นคน โชคดี  เพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกและได้รู้จักชีวิตในแง่มุมต่างๆ…ในขณะที่เด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสนั้น หลังฉันลืมตาดูโลกเพียงสามเดือนพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน พ่อนำฉันมาทิ้งไว้กับปู่และย่า แล้วก็ไปขับรถสิบล้อที่ต่างจังหวัด นาน ๆ ครั้งถึงจะกลับบ้าน แต่พอกลับมาพ่อก็ไปอยู่กับภรรยาใหม่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ชีวิตฉันจึงกลายเป็นว่า “มีพ่อก็เหมือนไม่มี” แต่อะไรก็ยังไม่ช้ำใจมากเท่ากับที่ท่านไม่เคยให้ฉันเรียกว่า “พ่อ” เลยตั้งแต่เกิดมา สั่งให้เรียก “พี่” ตลอด บ้านที่ฉันอยู่ เราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีย่าและสามีใหม่ของย่า ลุง อาผู้ชาย และหลาน ๆ อีก 2 – 3 คน ทุกคนดูมีอิสระในการใช้ชีวิตเต็มที่ จะมีก็แต่ฉันที่ถูกเคี่ยวเข็ญมากกว่าใคร ซึ่งนั่นอาจจะด้วยความที่ฉันเป็นหลานสาวคนโตของบ้าน ผิดนิดผิดหน่อยก็มีทั้งบ่น ทั้งด่า รวมทั้งลงไม้ลงมือทำโทษแรง ๆ เพื่อให้หลาบจำไม่มีใครรู้หรอกว่าการลงโทษแต่ละครั้งฉันไม่ได้เจ็บแค่กาย แต่กลับบาดลึกลงไปถึงหัวใจ และทำให้ฉันบอกตัวเองว่า “ต่อไปอย่าพูดมากนะ ใครให้ทำอะไรอย่าปฏิเสธนะ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องโดนลงโทษแน่ ๆ ” ความหวาดกลัวที่ว่านี้ติดตัวฉันมาตลอดจนเข้าเรียน ป.1 จำได้แม่นว่าวันนั้นฉันปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำมาก แต่ก็ไม่กล้าบอกครู อึกอัก ๆ จนในที่สุดก็อึราดในห้องเรียน นับจากวันนั้นฉันก็โดนเพื่อน ๆ ล้อมาจนจบ ป.6 แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังคงนิ่ง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง…เหมือนเดิม พอขึ้นชั้น ม.2 แววเกเรก็เริ่มออก ฉันประเดิมด้วยการโดดเรียนไปดูหนังกับเพื่อนแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน ปรากฏว่า วันนั้นพ่อเกิดกลับมาพอดี พอรู้ว่าฉันไม่ได้กลับบ้านเท่านั้นแหละ พ่อเที่ยวออกตามหาทั้งคืน แต่กว่าจะเจอฉันก็ตอนเย็นของวันรุ่งขึ้นแล้ว พ่อไม่พูดพร่ำทำเพลง กระหน่ำทั้งกำปั้นและฝ่ามือใส่ฉันทันทีด้วยความโกรธ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสั่งห้ามไม่ให้ฉันไปโรงเรียนอีกต่อไป ความเป็นเด็กทำให้ฉันต้องก้มหน้ายอมรับคำตัดสินของผู้ใหญ่แต่โดยดี ทั้งที่เรื่องก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่ฉันต้องออกจากโรงเรียนทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบชั้น ม.2 เพื่อมาช่วยงานที่บ้าน หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พบกับ “รักแรก” ในชีวิต ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราคบหากัน แต่ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันรู้สึกว่าเขาคือผู้ชายที่ฉันรักและต้องการมากที่สุดในโลก เพียงแค่เขายิ้มให้ฉัน เรากอดกันเบา ๆ จับมือกันแน่น ๆ หัวใจของฉันก็ล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้ว ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่า สิ่งที่ฉันขาดหายและกำลังตามหาอยู่ก็คือ…“ความรัก” นั่นเอง แต่จะด้วยความเป็นเด็กของเราทั้งคู่ก็ดี หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่นานนักเราทั้งคู่ก็เลิกรากันไป หัวใจของฉันว่างอยู่ได้ไม่นาน ฉันก็พบกับรักครั้งที่สอง รักครั้งนี้ทำให้ฉันมีความสุขและคิดถึงอนาคตจนตัดสินใจไปเรียน กศน. แต่เรียนไปได้สักพักฉันก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา! เหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนละครน้ำเน่าไม่มีผิด เมื่อฝ่ายชายบอกกับฉันด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “ผมยังมีอนาคตอีกไกล คงจะรับผิดชอบเธอและลูกในท้องไม่ได้ เอาเด็กออกเถอะ” ถึงฉันจะเสียใจกับคำตอบของชายคนรักคนที่กำลังจะเป็นพ่อของลูกมากเพียงใดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่มากเท่ากับคำพูดจากครอบครัวของฉันเองที่สนับสนุนให้เอาเด็กออกท่าเดียว ไม่มีทีท่าจะห้ามปรามยับยั้งใด ๆ เลย ดังนั้น ไม่กี่วันต่อมา แฟนของฉันก็มารับฉันไปที่คลินิกแห่งหนึ่ง ความรู้สึกตอนที่ขึ้นขาหยั่งมันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ ฉันกลัวจนตัวสั่นไปหมด ไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และทันทีที่หมอเริ่มใช้เครื่องมือควานหาเด็ก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้ฉันภาวนาขอให้มีคนมาช่วยฉันออกไปจากตรงนี้ที รวมทั้งอยากได้ยินใครสักคนบอกฉันว่า “ไม่เป็นไรนะ เข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น อย่าทำอย่างนี้เลย ลงมาเถอะลูก” แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น ร่างของฉันยังคงอยู่บนขาหยั่งและทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปด้วยความเจ็บปวด โชคดีที่ฉันผ่านฝันร้ายนั้นมาได้โดยไม่มีอาการตกเลือดหรือติดเชื้อตามมา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น แฟนคนนี้ก็โบกมือลาฉันไป ถึงจะเสียใจแค่ไหน แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป คราวนี้ฉันตัดสินใจไปร้องเพลงที่คาเฟ่ตามที่เพื่อนชวน เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง จนกระทั่งสามารถเรียนจบ กศน.ได้วุฒิ ม.3 มา จากนั้นฉันก็พบรักครั้งที่สาม แฟนคนนี้ดูจะเป็นคนดีกว่าใคร เขาสนับสนุนให้ฉันเรียนต่อ ม.4 ยอมเจียดค่าขนมของตัวเองเพื่อให้ฉันได้ไปโรงเรียนทุกวัน ๆ แต่ไม่นานนักหนังม้วนเดิมก็ย้อนกลับมาฉายใหม่อีกครั้ง นางเอกตั้งท้อง พระเอกไม่พร้อมด้วยเหตุผลเดิม ๆ “ผมยังไม่พร้อม ผมยังต้องมีอนาคตต่อไป” ถึงจะปวดใจแค่ไหน แต่ฉันก็ตัดใจไปจากเขาไม่ได้จริง ๆ ถึงต้องเจ็บต้องเสี่ยงฉันก็ยอม ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้เหมือนครั้งก่อน จะต่างกันก็ตรงที่ว่า ครั้งนี้มดลูกของฉันเกิดอักเสบขึ้นมา โชคดีว่ามีคุณหมอใจดีช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ ฉันจึงผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ต่อจากนั้นทุกอย่างก็เข้ารอยเดิม ด้วยความกลัวว่าแฟนจะไม่รัก กลัวแฟนไปมีคนอื่น ฉันจึงละเมิดคำเตือนของคุณหมอด้วยการยอมตามใจแฟน…ในที่สุดก็ตั้งท้องอีกครั้งในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงแค่เดือนเดียว! ถึงจะรู้ว่าการทำแท้งติด ๆ กันจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงชนิดเป็น–ตายเท่ากัน แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เพราะถ้าไม่ทำ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาเลี้ยงเด็กที่เกิดมาได้อย่างไร สุดท้ายคุณหมอท่านเดิมก็ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้จนสำเร็จ เหลือทิ้งไว้แต่มดลูกที่บอบช้ำอย่างหนัก…จนฉันรู้ดีว่าต่อไปนี้คงจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว หลังจากหายดี ฉันก็ได้รับข่าวร้ายว่าครอบครัวของแฟนสั่งให้เราเลิกคบกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งแฟนก็ยอมแต่โดยดี คราวนี้เมื่อไม่มีเขาอีกแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ฉันหันกลับมาหางานทำเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ต้องเผชิญทั้งการถูกหลอก ถูกดูถูกต่าง ๆ นานา เพราะฉันมีวุฒิติดตัวแค่ ม.3 เท่านั้น สุดท้าย เมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้วจริง ๆ ฉันจึงตัดสินใจไป “ขายบริการ” ที่หาดใหญ่พร้อมกับเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน อาชีพนี้ทำให้ฉันขยะแขยงตัวเองไม่น้อย เพราะไหนจะต้องยุ่งเกี่ยวกับคนแปลกหน้า ไหนจะต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา แต่เพื่อ “รายได้” เลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว ฉันจำเป็นต้องยอม เชื่อไหมว่า แม้จะทำอาชีพอย่างนี้ก็ยังนับว่าตัวเองโชคดี เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาซื้อบริการในลักษณะ “เพื่อนเที่ยว” ฉันจึงได้ไปกิน ดื่ม เที่ยวมาแล้วเกือบทั่วภาคใต้ และที่ถือว่าโชคดีที่สุดก็คือ ตั้งแต่ทำงานนี้มา ฉันป้องกันตัวเองอย่างดีมาตลอด ได้เจอแขกที่ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่อย่างนั้นแล้วฉันอาจจะโชคร้ายเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปีเท่านั้น การจากไปของเพื่อนในครั้งนั้น ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันต้องรีบผลักตัวเองออกมาจากอาชีพนี้ให้เร็วที่สุด ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนงานเพื่อตัวเองและเพื่อแฟนใหม่ (เพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันทำงานอะไร) ทว่าไม่นานนัก รักที่เคยหวานก็เริ่มขมลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เลิกรากันไป คราวนี้ฉันเสียใจอย่างหนัก เอาแต่ร้องไห้ เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่กิน ไม่นอน เครียดมากจนอยากฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่ฉันมีสติพอที่จะโทรศัพท์กลับไปหาคุณอา ขอให้ท่านมารับกลับบ้าน ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆ ลงไป หลังกลับมาอยู่กรุงเทพฯ พอฟื้นฟูสภาพจิตใจได้สักพัก ฉันก็กลับไปร้องเพลงในคาเฟ่อีกครั้ง ส่วนหัวใจก็ยังเรียกร้องหาความรักอีกเหมือนเคย คราวนี้เรียกว่าเนื้อหอมที่สุด เพราะมีทั้งแฟน ทั้งกิ๊กวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไปหมด จนกระทั่งได้มาเจอกับแฟนอีกคน ซึ่งเปลี่ยนชีวิตฉันให้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง คราวนี้ฉันตัดสินใจเลือกเรียนอาชีวะ เพราะอยากได้วุฒิการศึกษาที่สามารถใช้ทำงานได้เลย ฉันตั้งหน้าตั้งตาเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง ผลปรากฏว่า แค่เทอมแรกฉันก็สามารถคว้าที่หนึ่งมาได้ ไม่ใช่ที่โหล่หรือรองสุดท้ายของห้องอย่างที่เคยได้มาตลอด ความสำเร็จเล็ก ๆ นี้ทำให้ฉันรู้ว่า “คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ ถ้าตั้งใจจริง ฉันก็เรียนได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน” ด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยมตลอดสามปีทำให้ฉันเริ่มคิดจะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก แต่ก็ติดขัดว่าสาขาที่ฉันต้องการเรียนนั้นไม่มีเปิดสอน สุดท้ายฉันก็ระหกระเหินกลับไปทำงานคาเฟ่บ้าง เปิดร้านเหล้าบ้าง แม้กระทั่งเปิดคาร์แคร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการมีความรักที่ต้องจบลงด้วยความเศร้าและการเลิกราทุกทีไป […]

อุ่นท้อง อุ่นใจ! Food Truck สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพในวงการ บันเทิงเกาหลี

คนไทยอินกับ บันเทิงเกาหลี มาเป็นสิบๆ ปี ข้อนี้น่าจะรู้กันอยู่ในวงกว้าง  แต่สิ่งที่เรายังรู้กันไม่มากคือธรรมเนียมปฏิบัติสุดน่ารักที่แสดงถึงมิตรภาพ ไมตรีจิต ที่เหล่าคนในแวดวงบันเทิงเกาหลีเขามีให้กัน หรือบางครั้งก็เป็นบรรดาแฟนคลับมอบให้ศิลปินที่เขาชื่นชอบ และบางทีก็เป็นศิลปินเองนั่นแหละที่ทำให้เพื่อขอบคุณแฟนคลับ ธรรมเนียมที่ว่านั้นก็คือการส่งรถอาหารเคลื่อนที่ หรือ Food Truck ไปตามกองถ่าย หรือสถานที่ปฏิบัติงานนั่นเอง ว่ากันว่าธรรมเนียมการส่งฟู้ดทรัค เพื่อเป็น Food support ให้กองถ่ายเกาหลีเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน โดยเหตุผลในการส่งนั้นมาจากว่าห้วงเวลาเปิดกองละครหรือภาพยนตร์ของเกาหลี ถ้าไม่เป็นช่วงออทั่ม ใบไม้เปลี่ยนสี ก็มักเป็นวินเทอร์ หิมะโปรยปราย เพื่อให้ภาพที่ถ่ายออกมาสวยงาม ดูแล้วเพลินตา บ่อยครั้งข้าวกล่องที่กองถ่ายเตรียมไว้ให้ทีมนักแสดงและทีมเบื้องหลังเลยมักเย็นชืดไปตามสภาพอากาศ เมื่อรวมกับกำหนดการถ่ายทำที่มักจะล่วงเลยไปจากเวลาที่กำหนด ทำให้ทีมงานไม่ได้รับประทานตรงตามมื้อ จะออกไปภัตตาคารก็พาลเสียเวลาทำงานไปอีก เผลอๆ โลเกชั่นถ่ายทำบางแห่งก็ห่างไกลร้านอาหารเอามากๆ เหล่านี้เป็นปัญหาให้สุขภาพของดาราและทีมงานเข้าสู่โหมดย่ำแย่ ประมาณว่ากินกันตายพอให้มีอะไรลงท้อง อย่าหวังหาความอร่อยอะไรแบบนั้น ธรรมเนียมการส่งฟู้ดทรัคไปกองถ่ายจึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเริ่มแรกก็เพื่อนดาราด้วยกันนี่แหละส่งให้กันเอง โดยนอกจากบ่งถึงมิตรภาพที่มีให้กันแล้ว นัยหนึ่งยังเป็นความหมายถึงการ Cheer Up ให้ทำงานราบรื่น หรือถ้าส่งกันในวันเปิดกอง นัยยะก็จะเป็นแสดงความยินดีกับงานชิ้นใหม่ แต่ที่ดีสุดยอดคือ ทีมงานในกองก็พลอยได้อานิสงส์ กินอาหาร อุ่นๆ กันถ้วนหน้าด้วย ต่อมาบริการนี้ก็ฮอตฮิตขยายวงกว้างเป็นว่า แฟนคลับส่งฟู้ดทรัคให้ศิลปินที่เขาชื่นชอบ และบางทีก็เป็นศิลปินเองนั่นแหละที่ส่งให้บรรดาแฟนคลับที่ไปเฝ้ารอเขาทำงานนานหลายชั่วโมง นัยก็เพื่อขอบคุณแฟนคลับ อย่างที่เล่าในตอนต้น พร้อมๆ […]

เพื่อนรักสุดซี้คบกันมานานกว่า 60 ปี เพิ่งรู้ความจริงว่าที่แท้เป็น พี่น้อง กัน

เพื่อนรักสุดซี้คบกันมานานกว่า 60 ปี เพิ่งรู้ความจริงว่าที่แท้เป็น พี่น้อง กัน เมื่อคุณเป็นเพื่อนกับใครเป็นระยะเวลานาน ความสนิทสนมที่เพิ่มพูนจนกลายเป็นเหมือนญาติ พี่น้อง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แต่การมารู้ทีหลังว่าเพื่อนสนิทที่คบกันมาตลอดชีวิตกลายเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต นี่คงต้องหาต้นสายปลายเหตุกันหน่อยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร วอลเตอร์ แมคฟาร์เลน (Walter Macfarlane) กับ อลัน โรบินสัน (Alan Robinson) ซึ่งอาศัยอยู่ที่โฮโนลูลู ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา รู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ทั้งคู่โตมาด้วยกัน คบหากันสนิทสนมชิดเชื้อเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันมากกว่าเป็นเพียงเพื่อน ตอนเรียนมัธยมที่ Punahou School โรงเรียนเอกชนไฮโซบนเกาะที่มีศิษย์เก่าอย่างอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทั้งสองเล่นอเมริกันฟุตบอลทีมเดียวกันและเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ถึงแม้วอลเตอร์และอลันมักจะชอบอะไรเหมือน ๆ กัน หรือมีคนทักบ่อย ๆ ว่าหน้าตาเหมือนกัน ทั้งสองก็ไม่เคยคิดว่า จะมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย เมื่อแต่งงานมีครอบครัวลูก ๆ ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ไปมาหาสู่ ไปเที่ยวด้วยกันเสมอ ส่วนประวัติครอบครัวนั้นวอลเตอร์รู้เพียงว่ามารดายกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวแมคฟาร์เลน แต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร ส่วนอลันก็รู้เพียงว่าเขาถูกครอบครัวโรบินสันรับมาเลี้ยง อลันบอกว่า ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน เขาก็มักรู้สึกว่าวอลเตอร์เป็นเหมือนพี่ชาย ทั้งคู่จะเล่นกันเหมือนพี่น้อง เช่น ไปดำน้ำด้วยกัน […]

วาง กาย คลาย วางใจกลาง ๆ โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

เวลาเราปฏิบัติ ใช้ กาย ใช้ใจใช้วาจา เช่น เรานั่งสร้างจังหวะ เราทำกายทำใจให้รู้สึกตัว อย่าเพียงแต่เป็นรูปแบบ บางทีมันแข็งกระด้าง ทำไม่เป็น เช่น เราจะขี่ช้าง ขี่ม้า ขี่ควาย เวลาเรานั่งหลังม้า หัดม้าให้มันวิ่ง ถ้าเรานั่งไม่เป็น ม้ามันก็วิ่งไม่ดี ไม่สบาย แทนที่จะนั่งม้าให้สบาย มันก็โขยกเขยกไป เพราะเรานั่งหลังมัน เป็นไม่เป็น มันก็เคืองเหมือนกัน บางทีก็สลัดเราตกลงไป ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อย ถ้าขี่ม้าไม่เป็น แต่ช้างมันโยกเราให้โคลงไปให้มา เออ มันก็ดี ถ้าขี่ม้าก็เหมือนกัน การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเรายกมือให้ไปง่าย ๆ อย่าไปกด อย่าไปคลึง ไปง่าย ๆ ยกมือพาให้ง่าย ๆ เดินพาให้ง่าย ไม่ใช่เดินเพื่อให้ยุ่งยาก ยกมือเพื่อให้ยุ่งยาก เป้าหมายสวนทางกับการยกมือ สวนทางกับการเดิน การยกมือเคลื่อนไหวอันหนึ่ง จิตใจก็อีกแบบหนึ่ง ฝืน ไม่อยากยกมือ ไม่อยากทำการยกมือ ก็หนักเพราะไม่มีแนวร่วม พลังร่วมก็ไม่มี การเดินก็เหมือนกัน การเดินก็เดินง่าย ๆ […]

ยิ้มไว้ก่อน ท่าน ว สอนไว้! 8 วิธีสลายความเครียด สูตร ว.วชิรเมธี

สลายความเครียด ไม่ใช่เรื่องยาก ใครก็ตามที่เคยเรียนรู้เรื่องการเจริญสติ คนนั้นสามารถที่จะบริหารใจให้ลอยอยู่เหนือความเครียดได้อย่างสบายๆ

ต้องทำสิ่งที่ท้าทายแล้วจะกลายเป็น คนพิเศษ ลูกปัดแก้ว – วริพันธ์ โชคงามวงศ์

ต้องทำสิ่งที่ท้าทายแล้วจะกลายเป็น คนพิเศษ ลูกปัดแก้ว – วริพันธ์ โชคงามวงศ์ นักกีฬาทีมชาติไทย ประเภทเรือพาย (เรือคายัค) หากอยากเป็น คนพิเศษ ก็ต้องทุ่มเททำเรื่องที่ท้าทายกว่าคนทั่วไป เป็นเรื่องที่สาวน้อยคนนี้ตระหนักและยอมรับมาตั้งแต่ต้น “หนูเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูแบบให้มีอิสระทางความคิด หนูกล้าพูดกับคุณพ่อคุณแม่ว่าหนูคิดแบบนี้ ผิดถูกอย่างไรคุณพ่อคุณแม่จะอธิบายให้ฟัง หนูเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่อนุบาล 2 เพราะคุณแม่ว่ายน้ำไม่เป็น เคยเกือบจมน้ำ จึงอยากให้หนูว่ายน้ำให้เป็น ก็เลยส่งเสริมการว่ายน้ำเป็นพิเศษ หนูเป็นนักกีฬาว่ายน้ำจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วก็หยุดไป เพราะโรงเรียนมัธยมไม่มีสระว่ายน้ำ “ช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีรุ่นพี่ที่เคยว่ายน้ำด้วยกันมาชวนไปพายเรือคายัค คนที่เล่นเรือต้องว่ายน้ำเป็น หนูก็ตกลง พอได้ลองเล่นก็ชอบ เพราะมันต้องคิดตลอดว่าใบพายเราจับน้ำได้มากขนาดไหน ต้องคิดมุม องศาต่าง ๆ เรือคายัคเป็นการพายที่ต้องใช้เทคนิคเยอะมาก หนูชอบอะไรที่มันยาก เพราะถ้าเราทำอะไรที่มันง่าย คนอื่นก็คงทำได้ แต่อะไรที่ยาก ๆ ถ้าเราทำได้ จะรู้สึกพิเศษขึ้นมาทันที “หนูเริ่มลงแข่งจนมาเป็นนักกีฬาเขต มีพี่ขวัญ (คุณวิชญ์ธินันต์ ขาลสุวรรณ) เป็นโค้ช เขาเป็นโค้ชที่เก่งมาก ๆ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมีการเปิดคัดตัวทีมชาติไทย หนูตัดสินใจทิ้งการเรียนชั่วคราวเพื่อไปคัดตัวทีมชาติ อาจารย์ […]

พิศพระธรรม 1,200 วินาที ณ พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา วัดเทพศิรินทราวาส

“ท่านผู้รู้แจ้งโลก มีปัญญาดีถึงที่สุดแห่งโลก อยู่จบพรหมจรรย์เป็นผู้สงบ รู้ที่สุดแห่งโลก ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลกอื่น” สาระธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะนำเราเข้าสู่การระลึกถึงพระองค์ใน พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา วัดเทพศิรินทราวาสสถานที่ที่รวบรวมสังเวชนียสถาน 4 แห่งไว้ในที่เดียวกัน

สวดมนต์ในใจกับการ สวดมนต์ออกเสียง แบบไหนได้บุญมากว่ากัน

สวดมนต์ในใจกับการ สวดมนต์ออกเสียง แบบไหนได้บุญมากว่ากัน สวดมนต์เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง คือทำให้จิตของคนสวดเป็นกุศล มีสมาธิ และเป็นภาวนาด้วยในบางครั้ง แต่ระหว่างสวดมนต์ในใจกับ สวดมนต์ออกเสียง แบบไหนได้บุญมากกว่ากัน มีคำถามตรงมาจากคนที่ชอบสวดมนต์ท่านหนึ่งว่า การสวดมนต์แบบไหนได้บุญมากกว่ากัน ระหว่างสวดมนต์ในใจกับสวดมนต์ออกเสียง คำถามนี้ฟังดูง่าย ๆ แต่หากจะอธิบายให้เข้าใจเลยทันทีเห็นจะเป็นเรื่องยาก     การสวดมนต์เป็นการที่เราได้ทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะบทสวดบางบทก็เอามาจากพระไตรปิฎก ครูบาอาจารย์สมัยก่อนซึ้งในคำสอนใด ก็จะดึงออกมาเพื่อใช้สวด เพราะสมัยก่อนจะใช้วิธีการท่องจำ ดังนั้นการสวดมนต์จึงมีอิทธิพลมาจากอดีตที่เป็นสังคมการท่องจำด้วยปาก เมื่อท่องจำคำสอนนั้นแล้วมีใจเป็นกุศล เป็นบุญ จึงถ่ายทอดกันต่อมา แต่บางครูบาอาจารย์ หรือในคัมภีร์ใช้คำว่า พระโบราณาจารย์ หมายถึงครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆ แก่ๆ อาจถึงสมัยพุทธกาล นิยมนำพุทธพจน์หรือคำสอนมาภาวนา มีการภาวนาด้วยการระลึกถึงพุทธคุณของพระพุทธเจ้า จึงคล้ายกับการสวดมนต์ในใจ     ดังนั้นการสวดออกเสียงก็เป็นบุญ การสวดมนต์ในใจก็เป็นการภาวนา ได้บุญเช่นกัน แต่หากจะดีถ้าในขยับตามบทสวด แต่ใจตามทันเข้าใจคำที่เราเปล่งเสียงออกมา จึงมีปัญหาตามมาว่า สักแต่สวด แต่ไม่เข้าใจความหมายเพราะบทสวดเป็นภาษาบาลี ฆราวาสไม่ได้เก่งบาลีอย่างพระสงฆ์องค์เจ้า ดังนั้นการสวดมนต์บาลีแล้วตามด้วยคำแปลจะเป็นบุญมาก เพราะนอกจากจิตเป็นกุศลแล้ว ใจเข้าใจความหมายของบทสวด ปัญญา เกิด เพราะเข้าใจบทสวดนั้น ๆ ได้ความรู้ […]

True Story : ในวันที่ลูกคิดได้…เมื่อเป็นแม่…เรื่องของผู้หญิงที่จำต้อง ทิ้งลูก

เรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกเก็บมาเลี้ยงแต่เด็ก และเมื่อถึงคราวตัวเองจำต้อง ทิ้งลูก บ้าง จึงเข้าใจหัวอกของแม่แท้ ๆ ที่ทิ้งเธอไป “แม้พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นพ่อแม่แท้ๆ ของฉัน แต่ท่านเลี้ยงฉันมาจนถึงขนาดนี้ นับเป็นบุญคุณมากมายแล้ว” นั่นคือความคิดของฉันเมื่อตัดสินใจออกจากบ้านตอนอายุ 13 ปี พ่อกับแม่เอาฉันมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ พออายุสองขวบ แม่ก็คลอดลูกคนแรกและอีกหนึ่งปีถัดมาท่านก็มีน้องคนที่สอง ตั้งแต่เล็กจนโตฉันต้องทำงานบ้านและดูแลน้องทั้งสองคน ถ้าทำผิดฉันจะถูกล่ามโซ่และถูกตีอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดทางกายไม่นานก็หาย แต่การถูกด่าว่าว่าเป็น “เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีใครเอา” ต่างหากที่ทำให้รู้สึกน้อยใจ เสียใจเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อเรียนถึงชั้น ป.6 พ่อบอกว่า “จบ ป.6 แล้วก็เลิกเรียนเถอะ น้อง ๆ ยังต้องเรียนอีกตั้ง 2 คน” แม้จะเสียใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะพ่อแม่ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายนัก ยังติดหนี้ร้านค้าอยู่ไม่น้อย ฉันจึงบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปเป็นกรรมกรที่กรุงเทพฯ ได้ค่าแรงวันละ 250 บาท พ่อกับแม่บอกให้ฉันดูแลตัวเองให้ดีฉันมาอาศัยอยู่ในบ้านพักคนงานแถวลาดกระบังเพื่อเป็นกรรมกรก่อสร้าง เมื่ออายุได้ 15 ปีและมีบัตรประจำตัวประชาชน ฉันจึงสมัครงานโรงงานซึ่งให้รายได้ดีเพราะทำงานรอบกลางคืนและขยันทำโอที  เงินเดือนที่ได้มาหมดไปกับการเที่ยว ดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูง ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้ง แม้ภายหลังจะกลับมาอยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยังรู้สึกต่อต้านและไม่ไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองทุกครั้งที่เขาตัดพ้อถึงชีวิตที่รันทด ทุกครั้งที่เขาร้องไห้เสียใจเพราะเรื่องในวัยเด็ก ฉันเข้าใจความรู้สึกเขาเป็นอย่างดี เราชอบพอจนคบหากันเป็นแฟน และคิดว่าความเข้าใจ ความเห็นใจที่มีต่อกันมากจะสามารถสร้างครอบครัวขึ้นมาได้ ฉันย้ายมาอยู่กับครอบครัวของสามีซึ่งเปิดร้านขายของชำ เพราะคิดว่าจะทำให้เราช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วขึ้น แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน ชีวิตคู่กลับตกต่ำ เมื่อเขาเริ่มเสพยาบ้าจนไม่สามารถทำงานได้และยังตามไปหึงหวงฉันถึงที่ทำงานจนฉันต้องลาออกจากงาน เมื่อไม่มีรายได้ ฉันกับสามีก็ยิ่งทะเลาะกัน ฉันเครียดจนบางวันไม่อยากพูดกับใครเลย และฉันก็เลือกหลีกหนีความทุกข์ความกังวลไปชั่วคราวด้วยการร่วมเสพยาบ้ากับสามี แม้ต่อมาฉันจะตั้งท้อง แต่ก็ยังไม่เลิกเสพยา จนกระทั่งคลอดลูก ทันทีที่เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง น้ำตาของฉันก็ไหลอาบแก้ม เขาทำให้ฉันมีความหวัง ฉันเสพยาน้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เลิกขาด ฉันกลับไปทำงานโรงงานอีกครั้งเพราะอยากมีเงินไว้เลี้ยงดูลูก แต่สามีก็ยังตามไปอาละวาดหึงหวงจนฉันต้องลาออกจากงานอีกครั้ง ฉันจึงไปรับจ้างเลี้ยงเด็กอ่อนและช่วยพ่อแม่สามีขายของชำอยู่ที่บ้าน ฉันกับสามียังคงทะเลาะกันเป็นประจำ เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งท้องลูกคนที่สองได้สองเดือน ฉันรวบรวมความกล้าบอกกับสามีว่า “เลิกยาเถอะ เพื่อลูกนะ” “มึงมันพูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวกูฆ่าให้ตายเลย” เขาสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวก่อนลุกไปหยิบมีดจากครัวจะมาฟันฉันต่อหน้าลูกสาววัยขวบเศษที่ยังพูดไม่ได้และนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ นาทีที่เขาเงื้อมีดจะฟันลงมาที่ตัวฉัน ลูกน้อยก็วิ่งเข้ามากอดขาฉันพร้อมกับกรีดร้องลั่นบ้าน สามีชะงักไปชั่วขณะ ฉันรีบอุ้มลูกหลบเข้าไปในห้องนอน ขณะที่ฉันกำลังร้องไห้และกอดปลอบลูกอยู่ในห้อง สามีก็พังประตูห้องเข้ามากระชากตัวฉันออกจากลูกและลากฉันไปหน้าบ้าน ขณะที่เขากำลังง้างเท้าจะกระทืบฉัน เพื่อนบ้านก็เข้ามาห้ามและบอกให้ฉันหลบไปอยู่ที่วัดใกล้บ้านและปล่อยให้สามีสงบสติอารมณ์อยู่ที่นี่ ฉันหลบอยู่ที่วัดจนพ่อแม่สามีกลับมาบ้านแล้ว แต่แม่สามีกลับต่อว่าฉันว่าไม่อยู่ดูแลร้านค้า ฉันจึงพาลูกสาวหนีไปอยู่บ้านเพื่อน แต่อยู่ได้เพียงสามวัน สามีก็พาพ่อแม่มาตามฉันกับลูกกลับบ้าน ฉันยืนยันว่าจะไม่กลับไปอีก สามีกับฉันแย่งลูกกันพัลวัน ลูกร้องไห้โยเย ส่วนพ่อแม่สามีก็ด่าทอต่อว่าฉันอยู่หน้าบ้านเพื่อนว่า “ตัวเองยังไม่มีปัญญาเลี้ยง เ-ือกจะเอาลูกไปด้วย แม่ดี ๆ ที่ไหนเขาทำกัน” สุดท้ายฉันต้องปล่อยให้ลูกกลับไปอยู่กับครอบครัวของสามี ส่วนฉันไม่กลับไปด้วย เพราะไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ กลัวว่าลูกในท้องอีกคนจะเป็นอันตราย หลังจากอยู่บ้านเพื่อนได้ไม่นาน ฉันก็ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี จึงได้เข้ามาพักพิงที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯจังหวัดปทุมธานี การอยู่ห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมทำให้ฉันมีสติ คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันคิดถึงพ่อกับแม่บุญธรรมที่เลี้ยงฉันมา ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร ท่านก็ห่วงใยฉันอย่างแท้จริง เมื่อออกมาอยู่เอง ฉันจึงรู้ว่าจะหาคนที่หวังดีจริง ๆ ได้ยากเต็มที เรื่องสามี ฉันสรุปได้เพียงว่า ฉันเริ่มต้นชีวิตคู่กับเขาด้วยความสงสาร แต่เราไม่ได้รักและหวังดีต่อกัน ฉันสงสารเขามากเกินไปจนกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฉันลูบคลำท้องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็คิดถึงลูกสาวที่อยู่กับสามีและรู้สึกเสียใจหากวันหนึ่งข้างหน้าลูกจะคิดว่าฉันตั้งใจทอดทิ้งเขาไป ฉันอยากบอกเขาว่า ไม่ว่าพ่อแม่ของเขาจะเลวร้ายเพียงใด แต่เขาเกิดจากความรักอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ความรักจากแม่คนนี้ที่อุ้มท้องเขามาด้วยความยากลำบากทุกคืนฉันภาวนาขอให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองและไม่ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่ผิดพลาดเฉกเช่นฉันและสามี สำหรับพ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งฉันโหยหามาทั้งชีวิตนั้น ฉันอยากบอกท่านว่าฉันรักท่านแม้ว่าเราจะไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็ตาม และเมื่อมีลูก ฉันเข้าใจแล้วว่า บางครั้งชีวิตก็ไม่มีทางเลือก ท่านคงมีเหตุผลของท่าน และที่สำคัญ เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ “ฉันเป็นเด็กที่ถูกทิ้ง” นั่นคือความทรงจำที่เลือกจำเพียงด้านเดียวซึ่งทำให้ฉันเจ็บปวดเสมอมา แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ฉันลืมไปก็คือ เมื่อเกิดมา ฉันมีชีวิตเป็นของตัวเอง ฉันกับพ่อและแม่เป็นคนละคนกัน และที่สำคัญ “ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเดินตามรอยเท้าที่ผิดพลาดของใคร” ฉันจะหมั่นย้ำประโยคนี้กับตัวเองทุกวัน… ดับทุกข์ทางโลกด้วยธรรมะ ข้อคิดจากพระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน มองชีวิตที่เคยผิดพลาดให้เป็นครู…มองชีวิตที่เหลืออยู่ให้เห็นโอกาสความผิดพลาด ความไม่สมหวัง คือ ต้นตอความทุกข์ของชีวิตที่ผ่านมาการยึดติดกับความทุกข์ในวันวานนั้นอาจทำให้เราสูญเสียวันพรุ่งนี้  เมื่อโยมท่านนี้มาถึงวันที่คิดได้ นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การยึดติดความทุกข์ในอดีตไม่เคยช่วยให้วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้ หากแต่การปรับความคิด ปรับจิตใจให้มีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยจิตใจให้แกว่งไปกับความทุกข์ที่เราฉุกคิด ไม่ปล่อยให้ความทุกข์เข้ามาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคิดขึ้นมา นี่คือการก้าวผ่านความทุกข์ในขั้นต้น และจงเริ่มต้นชีวิตใหม่ ให้โอกาสตัวเองนับจากนี้ด้วยการคิดใหม่ ทำใหม่ การคิดใหม่คือการดับทุกข์ทางใจคิดแต่ในทางดี ไม่ปรุงแต่งจิต อยู่กับปัจจุบันขณะ และปล่อยวางสิ่งที่นึกคิดตอกย้ำอยู่ตลอด คิดถึงเป้าหมายในชีวิตให้มากขึ้นด้วยความมีสติเพื่อให้เกิดปัญญาและลงมือทำ การทำใหม่คือการดับทุกข์ทางกายคิดแล้วลงมือทำด้วยสติ ดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ แม้อาจเป็นการก้าวไปอย่างช้า ๆ ที่ยังไม่พบจุดที่ดีที่สุด แต่ชีวิตจะดีขึ้นในทุกวันอย่างแน่นอน จึงขอให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่ง สามารถดูแลทั้งชีวิตตนเองและลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมาบนโลกใบนี้ “จิต เงียบลง ปลง คิดได้…ใจ นิ่งไว้ มองเห็น ชัดเจน”   เรื่อง สาวช่างยนต์ เรียบเรียง Ametal  Secret Magazine (Thailand) Photo by MMPR on […]

ทำงานด้วย จิตว่าง ทำอย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีคำตอบ

ถ้าอาชีพที่เราทำบังเอิญขัดกับหลักพระพุทธศาสนา เราจะ ทำงานด้วยจิตว่าง หรือทำงานไปด้วยเจริญสติไปด้วย โดยไม่สุข ไม่ทุกข์ ได้อย่างไรกันคะ

keyboard_arrow_up