“นิพพานที่ได้เห็น” ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมจากแดนไกล

ประสบการณ์ที่จะแบ่งปันวันนี้เป็นประสบการณ์สดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับฉันเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากสดใหม่แล้ว ฉันยังอยากจะเก็บสิ่งที่ฉันเพิ่งได้สัมผัสมาใส่กระปุกฝากทุก ๆ ชีวิตในโลกหากปอดฉันใหญ่เท่ากับป่าทั้งป่า เธอคงพอจะเดาได้แล้วสิว่าของฝากแสนพิเศษที่ไร้คำบรรยายที่ฉันพูดถึงคืออะไร หากยังนึกไม่ออก ฉันขอให้เธอหยุดอ่านที่บรรทัดนี้ หยุดนิ่ง แล้วจินตนาการว่าเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าสนในเมืองหนาว รอบข้างมีละอองไอหมอกที่เย็นสนิท มองไปทางไหนก็เห็นแต่กอต้นเฟินสีเขียวสดท่ามกลางสายหมอก แหงนหน้าขึ้นฟ้าก็เห็นต้นสนสูงตระหง่านและยอดสนรางเลือน ที่นี่ไม่มีใคร มีแต่เธอและสรรพชีวิตในธรรมชาติซึ่งกำลังมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น ลมอันเย็นชื้นที่เธอกำลังสูดเข้าทางปลายจมูกได้ระบายลงสู่ปอด เป็นความสดชื่นและเย็นฉ่ำของลมหายใจที่ปอดของเธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน…นี่แหละของฝากจากฉันถึงเธอ…ลมหายใจจากป่าสน ฉันมาปฏิบัติธรรมและดูแลรับใช้สังฆะเล็ก ๆ ที่มีพระสงฆ์จากเมืองไทยและพระชาวบราซิลเพียงสองรูปที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ชีวิตที่ถูกจำกัดด้วยตารางเวลาและกิจกรรมอันเรียบง่าย ทำให้ฉันมีเวลาในแต่ละวันเหลือพอที่จะอยู่กับความจริงของชีวิต หลังจากถวายอาหารเพล ฉันออกกำลังด้วยการเดินเจริญสติ ความวิเวกของสถานที่ทำให้ฉันพบว่า ชีวิตที่นี่ใกล้ชิดธรรมชาติจนไม่ยากนักที่จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับท้องฟ้า ก้อนเมฆ พระอาทิตย์ ฝูงนก และไก่ป่าที่ขานรับรุ่งอรุณในยามเช้ารวมไปถึงพระจันทร์กับดวงดาวที่ส่องแสงในยามกลางคืนเป็นเพื่อนสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำ เช่น กระต่ายป่าและตัวพอสซัม ซึ่งพากันกระโดดโลดเต้นอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ เช้านี้แปลกกว่าทุกวันตรงที่เมื่อฉันตื่นนอนและเปิดประตูกุฏิออกมา พระจันทร์ที่เคยส่องแสงทักทายฉันกลับหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก เมื่อเสร็จจากภาระหน้าที่ฉันก็ออกเดินเช่นทุกวัน ต่างกันแต่วันนี้ฉันต้องใส่เสื้อหนาว หมวก ถุงมือ และถุงเท้าเต็มที่ แม้จะเป็นตอนบ่าย แต่เทือกเขาทั้งเทือกและทุ่งหญ้ายังถูกปกคลุมด้วยสายหมอก ฉันออกเดินเจริญสติไปยังสถานที่พิเศษในหุบเขาที่ฉันหมายใจว่าจะไปให้ถึงในสักวันก่อนอำลาวิมุตติ สถานที่นี้ฉันขอแอบตั้งชื่อในใจว่า “หุบเขาทะเลหมอก” และของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้ตรงหน้าฉันขอเรียกว่า “นิพพานที่เห็นได้ด้วยตา” อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าฉันโอ้อวดอุตริว่าตัวเองบรรลุธรรม เพราะฉันทำได้ก็แค่นิพพานชั่วขณะตามที่พระท่านมักเอ่ยถึงในหนังสือธรรมะ เพื่อให้คนมีกำลังใจในการปฏิบัติเท่านั้น “นิพพาน” ในที่นี้คือภาพที่กล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอไม่อาจบันทึกองค์ประกอบที่รวมกันเป็นรูปธรรมของคำว่า “นิพพาน” […]

รักตนเหมือนรักคนอื่น ธรรมะโดย ท่าน ส.ชิโนรส

งานศึกษาหลายชิ้นบอกว่า “เด็กอ่อนที่ถูกแม่สัมผัสด้วยความรักอย่างทะนุถนอมจะเจริญเติบโตได้อย่างมีสติปัญญามากกว่าเด็กอ่อนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างเดียวดาย” ความรักจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ ทุกคนจึงโหยหาความรักกันอยู่เสมอ โดยฉพาะอย่างยิ่งการรักตัวเอง “รักตน”จึงเป็นสุดยอดแห่งความรักสำหรับมนุษย์ การสนทนาระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระมเหสีชื่อมัลลิกา สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติข้อนี้ได้เป็นอย่างดี บนปราสาทที่โอ่อ่าสูงลิบลิ่วแห่งหนึ่ง จอมรชันย์ซื่อปเสนทิโกศล จ้าครองแควันโกศล กำลังพร่ำรักอยู่กับหญิงงามบ้านนอกชื่อมัลลิกา หญิงงามนางนี้เป็นลูกสาวชาวบ้านธรรมคาสามัญ ท้าวเธอได้พบนางเข้ายามที่เดินตราทัพไปทำสงครามกับพระเจ้าอชาดศัตรูเจ้าครองแคว้นมดข ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลได้อภิเษกนางขึ้นเป็นพระมเหสี เพราะทรงพอพระทัยในความเฉลียวฉลาดและความเป็นกุลสตรีของนาง “ใครหนอคือคนที่น้องพี่รักมากที่สุดในปฐพี” จอมราชันย์เริ่มตันด้วยคำหวานหู พร้อมกับกระหยิ่มอยู่ในพระทัยว่า “ข้านี่แหละคือคนที่นางรักมากที่สุด” เพราะไม่มีพระองค์เสียแล้ว หญิงบ้านนอกอย่างมัลลิกาหรือจะได้เป็นถึงพระมเหสี “อุ๊ย…เสด็จพี่ช่างเขลานัก” มัลลิกาตอบอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม “ผู้ที่น้องรักมากที่สุดนะหรอเพคะ ก็คือตัวน้องน่ะซีคะ แล้วเสด็จพี่ล่ะเพคะ” พอถูกย้อนถามอย่างไม่ตั้งตัวเช่นนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับหมดอารมณ์พร่ำรัก เพราะมันไม่ใช่เวลาพูดเรื่องธรรมะธัมโม “อือ…พี่นี่แหละคือสุดที่รักของเสด็จพี่” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตอบกลับอย่างมะนาวไม่มีน้ำ แต่เมื่อทรงครุ่นคิดถึงสิ่งที่มัลลิกาพูดอีกที พระองค์ก็ร้องอ๋อว่า “ตัวกูคือสุดที่รักของมนุษย์” เหมือนอย่างมัลลิกาว่า การสนทนาระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิกาบอกเราว่า “ตัวกูคือยอดแห่งความรักของคน” ความรู้สึกรักตัวรักตนจึงเป็นยอดแห่งความรักทั้งผองของมนุษย์ เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่อเหลียวดูทั่วสารทิศ ไม่พบใครอื่นสุดที่รักเท่ากับตน….” ความรักตัวรักตนจึงอยู่เบื้องหลังการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมค้นความคิด คำพูด หรือการกระทำ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนออกจากความรักตัวรักตนทั้งนั้น แต่การแสดงความรักตัวเองออกมาของมนุษย์มีอยู่ 2 ลักษณะคือ สร้างสรรค์ และ ทำลาย […]

บทเรียนจากความผิดพลาด ของ สตีฟ จ็อบส์ ที่จะทำให้คุณหันมาใส่ใจสมดุลชีวิตตัวเอง

บทเรียนที่ผิดพลาดของ สตีฟ จ็อบส์ ส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิต

คุณปู่วัย 93 ใช้เวลากว่า 50 ปี สร้างอาสนวิหารด้วยมือ

หลายคนอาจจะเขียนรายการสิ่งที่ตัวเองอยากทำก่อนตายเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะเป็น “เดินทางท่องเที่ยวรอบโลก” หรือ “ดิ่งพสุธา” แต่สำหรับคุณปู่วัย 93 ปีผู้นี้คือ “สร้างอาสนวิหารด้วยมือ” คุณปู่จัสโต กัลเลโก (Justo Gallego) ซึ่งเป็นอดีตนักบวช ใช้เวลาสร้างอาสนวิหารในกรุงแมดริด ประเทศสเปน มานานกว่า 50 ปีแล้ว เขาสร้างทุกอย่างให้ออกมาเป็นสถานที่สำหรับสักการะบูชาที่ไม่มีใครเหมือน และความอุตสาหะพยายามของคุณปู่ก็ปรากฏผลอันงดงามน่าชื่นชม สิ่งก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดของการทำงานหนัก รวมทั้งพื้นที่สำหรับสักการะบูชา ห้องเก็บศพใต้ถุนโบสถ์ (ซึ่งมีขั้นบันไดอันงดงามมาก) และโถงใหญ่ไว้ประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งส่วนนี้ใช้วัสดุธรรมดาในการก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ ยางรถยนต์เก่า และขวดใช้แล้ว คุณปู่จัสโตขายทรัพย์สมบัติของตัวเองทั้งหมด รวมทั้งบ้านด้วย และนำเงินทั้งหมดไปลงกับการก่อสร้าง คุณปู่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แด่พระผู้เป็นเจ้า ปัจจุบันคุณปู่ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์โดยพักอาศัยอยู่ที่ห้องเล็ก ๆ ในอาสนวิหารแห่งนี้ที่เขาสร้างเอง และยังคงเดินหน้าการก่อสร้างต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรงทำ แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจมากแค่ไหน คุณปู่จัสโตก็รู้ดีว่าคงไม่สามารถสร้างอาสนวิหารให้แล้วเสร็จได้ทันในชั่วชีวิตนี้ แต่คุณปู่หวังว่าร่างของตัวเองจะได้ฝังที่นี่หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว และจะเกิดอะไรขึ้นกับสถานที่แห่งนี้หลังจากคุณปู่ลาโลกนี้ไปแล้ว คุณปู่จัสโตไม่อาจรู้ได้ สิ่งที่คิดไว้ก็คือจะปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า และมีศรัทธาว่าพระองค์จะทรงมองเห็นโครงการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ คุณปู่จัสโตไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกฝนในเรื่องการก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมใด ๆ แต่สามารถจัดการก่อสร้างอาสนวิหารทีละเล็กละน้อยตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาเรื่อย ๆ สถานที่แห่งนี้งดงามด้วยการออกแบบ ความหลงใหล และแรงศรัทธาในการสร้างมันขึ้นมา จึงสวยงามมหัศจรรย์จนแทบลืมหายใจ   […]

น้ำใจสาวใหญ่เมืองเลย แม้จะยากจน แต่ก็ไม่คิดเอาของใคร

น้ำใจ สาวใหญ่เมืองเลย แม้จะยากจน แต่ก็ไม่คิดเอาของใคร เรื่องดี ๆ ของวันนี้ เป็นเรื่องของ สาวใหญ่เมืองเลย ถึงเธอจะยากจนแต่ก็ไม่คิดอยากได้เงินของคนอื่น เธอเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ที่ตลาดสด มีเงินจำนวนทั้งหมด 8,500 บาท แทนที่เธอจะเก็บเอาไว้เอง เธอตัดสินใจนำไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยตามหาเจ้าของ  เป็นเรื่องที่พูดกันไปทั่วเมืองเลย เมื่อนายกิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย ได้รับแจ้งจากนางชจี พิศถาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ว่ามีพลเมืองดี คือ นางวัชชณี ภักดี วัย 48 ปี เก็บกระเป๋าสตางค์ได้แล้วนำไปแจ้งกับผู้ใหญ่บ้าน พอตรวจสอบจำนวนเงินในกระเป๋าต่อหน้าพลเมืองดี พบว่าภายในกระเป๋าสตางค์มีเงินจำนวน 8,500 บาท บัตรเอทีเอ็ม และบัตรประชาชนเจ้าของกระเป๋าสตางค์อีกด้วย ชื่อนางสาวสุนันทา สุวรรณคำ อยู่บ้านเลขที่ 172 หมูที่ 15 ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลยคุณกิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย จึงได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 28 หมู่ […]

ขอขอบคุณความกล้าหาญ 2 พลเมืองดี ช่วยชีวิตเด็กหญิงจมทะเลบางแสน

ขอขอบคุณความกล้าหาญ 2 พลเมืองดี ช่วยชีวิตเด็กหญิงจมทะเลบางแสน ชาวโซเชียลพากันชมและแชร์คลิป เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่กำลังจะจมทะเลบางแสน พ่อของเด็กว่ายน้ำไม่เป็น  พลเมืองดี ว่ายน้ำเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Jiraroj Janarge” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์การเหลือช่วยชีวิตเด็กหญิงวัย 9 ขวบ กำลังจมน้ำทะเล ชายหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพราะเกิดคลื่นลมแรง พลเมืองดีที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในบริเวณนั้นจึงว่ายเข้าไปช่วย แต่ดูทีท่าแล้วน่าจะไม่ไหว เพราะคลื่นลมแรงมาก จึงร้องขอห่วงยาง คุณพ่อของเด็กจึงสละห่วงยางของตนให้ พลเมืองดีจึงทำการช่วยพาเด็กหญิงขึ้นฝั่งได้สำเร็จ และนำส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาทันที พลเมืองดีคนนั้นทราบชื่อในภายหลังว่า นายณรงค์ โกมล อายุ 32 ปี เขาเปิดเผยเหตุการณ์นาทีชีวิตว่า เกิดเหตุเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ขณะที่เขากำลังเล่นน้ำอยู่กับครอบครัว ในบริเวณที่น้ำไม่ลึกนัก แล้วเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยกมือทำท่าขอความช่วยเหลือ เหมือนกำลังจะจมน้ำ จึงตัดสินใจว่ายเข้าไปช่วยทันที แต่คลื่นลมแรงทำให้คุณณรงค์อ่อนแรงจนเกือบจมน้ำไปอีกคน ตอนนั้นเห็นว่ามีคนใช้ห่วงยางอยู่จึงได้ร้องขอห่วงยาง เมื่อได้ห่วงยางแล้วจึงว่ายน้ำเข้าไปช่วยเด็กหญิง จนคุณพ่อของเด็กลงมาสมทบอีกแรง แต่เขาว่ายน้ำไม่เป็น จึงตัดสินใจยกห่วงยางให้คุณณรงค์ และช่วยกันพาเด็กหญิงขึ้นฝั่ง […]

ที่มาของ วันโกน วันพระ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ – ว.วชิรเมธี

ANSWER KEYS – 5 วันเลี้ยงท้อง 2 วันเลี้ยงใจ โดย ว.วชิรเมธี 1. วันพระ เป็นวันอะไร มีความสำคัญและประวัติความเป็นมาอย่างไรคะ 2 .ศีล 8 โดยเฉพาะข้อที่ 7 ในส่วน “เว้นการทัดทรง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา” “เครื่องทา” ที่ว่านี้หมายถึงอะไรบ้างคะ เวลาไปปฏิบัติธรรมในหน้าร้อน ภายในวัดอากาศอบอ้าวมาก ก่อนนอน จึงทาแป้งเย็นเพื่อให้คลายร้อน จะได้นอนหลับได้ จะผิดศีลไหมคะ   วันพระคือวันที่ตรงกับขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ตามหลักการนับวันทางจันทรคติ วันก่อนที่จะถึงวันพระเราเรียกว่าวันโกน (เดือนหนึ่งพระจะโกนผมหนึ่งครั้งในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่ำ แต่วันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำก็อนุโลมเรียกว่าวันโกนได้เหมือนกัน) สำหรับความเป็นมานั้น คัมภีร์เล่าไว้ว่า แต่เดิมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดวันโกน – วันพระเอาไว้ว่าต้องเป็นวันนั้นวันนี้ แต่ต่อมาชาวพุทธในสมัยนั้นเห็นว่า ศาสนาอื่นที่ร่วมสมัยยังกำหนดวันนั้นวันนี้เป็นวันฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษเป็นครั้งคราว ทำไมพุทธศาสนาไม่มีวันเช่นนั้นบ้าง […]

ท่าน ว. วชิรเมธี ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

ดิฉันเชื่อว่านรก – สวรรค์มีอยู่จริง แต่สงสัยว่าผู้ที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งไม่ได้ห้ามการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตายแล้วไปไหน

ปฏิบัติธรรมตามจริต แบบไหนที่เหมาะกับคุณ

จริตมนุษย์ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ (ปฏิบัติธรรมตามจริต) การปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุธรรมนั้นมีหลายวิธี ปัญหาอยู่ที่ว่าใครถนัดวิธีไหนมากกว่า เพราะจริตของคนเราไม่เหมือนกัน (ปฏิบัติธรรมตามจริต) เช่นเดียวกัน ทำไมบางคนชอบฟังเพลงลูกทุ่ง บางคนชอบลูกกรุง บางคนไม่ชอบทั้งลูกทุ่งและลูกกรุง แต่ชอบเพลงคลาสสิก คนที่ชอบเพลงลูกทุ่ง แล้วจับมาให้นั่งฟังเพลงคลาสสิกก็คงจะบ้าตายเสียก่อนจะจบการบรรเลง หรือหากจับเอาคนที่ชอบเพลงคลาสสิกมาให้นั่งฟังเพลงลูกทุ่งก็คงนั่งกระสับกระส่าย ออกอาการเหมือนปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ของชิ้นเดียวกัน คนหนึ่งว่าสวย แต่อีกคนอาจมองว่าน่าเกลียดก็เป็นได้ ทางโลกเรียกว่า “รสนิยม” ต่างกัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรมของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนเช่นกัน แต่ทางธรรมเราเรียกว่า “จริต” นั่นเอง ตามตำราบอกว่า จริตของมนุษย์เรานั้นแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ 1. ราคจริต คือผู้ที่รักสวยรักงาม ละเอียดลออ ละมุนละไม ให้พยายามพิจารณาร่างกายของตัวเอง หรือซากศพสัตว์ หรือนึกภาพซากศพคนก็ได้ เพื่อให้เห็นว่าที่จริงร่างกายนั้นเป็นของน่าเกลียด ของสกปรก แต่ละนาทีล้วนแต่ปล่อยของเสียของเหม็นออกมา ไม่ใช่ของสวยงามแต่อย่างใด ยิ่งถ้าตายไปแล้ว มีแต่จะเน่าเฟะ น่าเกลียด และเหม็นขนาดไหน 2. โทสจริต คือผู้ที่ขี้โมโห ฉุนเฉียว หงุดหงิด […]

อภัยได้ไหม…เมื่อลูกถูกรังแก

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนมีคนต้ั้งกระทู้ในเว็บไซต์หนึ่งว่า “หากลูก (วัยอนุบาล) ถูกรังแกต่อหน้าต่อตา คุณจะทำอย่างไร (ลูกถูกรังแก) ปรากฏว่ามีคุณพ่อคุณแม่ (จะจริงหรือกำมะลอก็ไม่อาจรู้ได้) ต่างเข้ามาโพสต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างออกรส  บ้างก็ว่าจะเดินไปตบเด็กที่รังแกลูกให้สาใจ  บ้างก็ว่าจะสอนให้ลูกเอาคืนให้สาสม  บ้างก็ว่าเด็กเ…ยอย่า งนี้ต้องเข้าไปสั่งสอนให้สำนึก   ส่วนใหญ่ความเห็นเป็นเช่นนี้ทั้งนั้น  อ่านแล้วคนเป็นแม่อย่างเราก็สะท้อนใจ มีพ่อแม่คนไหนย้อนถามตัวเองหรือไม่ว่าลูกเราเคยรังแกคนอื่นหรือเปล่า  แล้วถ้าพ่อแม่เด็กอื่นเห็นลูกเรารังแกลูกเขา  เลยเดินมาตบลูกเราล่ะ  เราจะรู้สึกอย่างไร  เด็กที่รังแกลูกเราต่างก็คือเด็ก  บางทีอาจอยู่ในวัยเดียวกัน  วัยที่ผ่านโลกมาไม่ถึงห้าหรือหกปีด้วยซ้ำ  หรือเด็กที่คุณใช้คำว่า  เด็กเ…ย  อาจทำไปเพียงเพราะต้องการเรียกร้องความรักความสนใจ  อยากเล่นโดยไม่รู้ว่าเล่นแรง ๆ น่ะ  ผู้ใหญ่เขาเรียกว่ารังแก  เด็กที่คุณว่าเกเร  ขี้แกล้ง  อาจทำรุนแรงเพียงเพราะต้องการให้ใครสักคนช่วยอบรมเขาด้วยความเมตตา มากกว่าการเดินเข้าไปใช้ความรุนแรงหรือด่าทอ ดิฉันเป็นแม่ที่ดูจะเดินสวนทางกับคนอื่นมาตลอด  แม้แต่เพื่อนสนิทยังเคยถามว่าทำไมไม่สอนให้ลูกสู้  จนเกิดเป็นประเด็นให้อรรถาธิบายกันยืดยาว ด้วยความเป็นแม่ รู้ดีค่ะว่าการที่ ลูกถูกรังแก สร้างความเจ็บปวด และทำให้เกิดความโกรธมากแค่ไหน  แต่ดิฉันก็ไม่เคยสอนลูกเลยว่าให้สวนกลับทันทีที่ถูกรังแก  ใช่ว่าใจเป็นแม่พระอะไรหรอกนะคะ  แต่ด้วยตระหนักดีว่า การต่อสู้ที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงที่จะต่อสู้  และการสวนกลับเมื่อตัวเองเจ็บจะทำให้คู่กรณีเจ็บยิ่งกว่าด้วยแรงโกรธที่ถาโถม  แม้แต่กับโจรผู้ร้ายถ้าประจวบเหมาะเคราะห์ไม่ดีต้องเจอะเจอ  สิ่งแรกที่ดิฉันสอนลูกก็คือให้หนีก่อน นั่นเป็นหนทางรอดที่ดีที่สุด  การสอนลูกเช่นนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น การสอนตัวเองด้วย  สอนให้ตัวเองรู้ขันติ  อดทนอดกลั้น  เพราะเมื่อรู้สึกโกรธที่ลูกถูกรังแกเมื่อไร  […]

24 ปีผ่านไป พลังทวิตเตอร์ช่วยอดีตผู้ลี้ภัยกลับมาพบคนที่เคยช่วยเหลือเธออีกครั้ง

ถึงแม้เหตุการณ์จะเกิดมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่ เมแวน บาบาการ์ (Mevan Babakar) ไม่เคยลืมชายคนนั้นที่เธอพบในช่วงที่ครอบครัวของเธอกำลังลำบากอย่างแสนสาหัสที่สุด (พลังทวิตเตอร์) ตอนนั้นเมแวนอายุเพียง 5 ขวบ เธอต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง สงครามอ่าวในยุค 90 ทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพออกจากอิรักประเทศบ้านเกิดของเธอ หนูน้อยเมแวนและพ่อแม่ต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใกล้กับเมืองซโวลเลอในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่นั่นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลค่ายอพยพคนหนึ่งมีน้ำใจซื้อจักรยานให้เป็นของขวัญแก่เธอในยามที่ชีวิตกำลังทนทุกข์ ซึ่งเด็กหญิงซาบซึ้งใจมากเพราะมันช่วยให้สภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ของเธอมีความสุขขึ้น เวลาผ่านมาหลายสิบปี ตอนนี้เด็กหญิงเมแวนเติบโตเป็นหญิงสาวอายุ 29 ปี และเธออยากจะติดต่อกับชายคนนั้นเพื่อขอบคุณในน้ำใจของเขา เมื่อไม่นานมานี้ เมแวนได้ใช้เวลาในช่วงหยุดพักผ่อนจากงานที่เธอทำอยู่ในองค์กรตรวจข่าวจริงแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มาสืบหาย้อนรอยเส้นทางการอพยพลี้ภัยของครอบครัวของเธอ แน่นอนว่าเธอต้องการหาตัวเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นด้วย แต่เธอไม่รู้จักชื่อของเขา ดังนั้นเธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวทวิตเตอร์ โดยนำภาพถ่ายของชายคนนั้นซึ่งเธอมีอยู่ภาพเดียวมาโพสต์ลงทวิตเตอร์ โดยบอกว่า ชายในรูปมีน้ำใจซื้อรถจักรยานเป็นของขวัญให้เธอ ทำให้หัวใจของเด็กน้อยวัย 5 ขวบเต็มตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มใจและมีความสุข เธออยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร ชาวทวิตเตอร์ช่วยที อย่างที่รู้กันดีว่า พลังของโลกโซเชียลนั้นมหาศาลนัก ข้อความของเมแวนกลายเป็นไวรัลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีการแชร์โพสต์ของเธอหลายพันครั้งภายในเวลา 24 ชั่วโมง แม้แต่หนังสือพิมพ์ยังนำเรื่องของเธอไปเขียนเป็นข่าว ในที่สุดก็มีคนส่งข้อความมาว่า ตัวเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายในรูปและภรรยาเช่นกัน ในที่สุดเมแวนก็ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นชื่อ แอกเบิร์ต ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และเขาให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบัน ข่าวดียิ่งไปกว่านั้นคือเขาอยู่ใกล้พอที่จะพบกับเธอได้ภายในวันนั้นเลย! […]

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เพจ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติได้โพสต์ข้อความว่า ” รุ่งอรุณวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เวลา 05.00 น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพระอุโบสถวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ทรงประกอบศาสนกิจทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ อันเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาอันยิ่ง     ” ต่อมา เวลา 06.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงถวายสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสงฆ์สาวกครูบาอาจารย์ ณ ธรรมศาลา […]

อะพิโถ่ อะพิถัง กะละมังเอ๊ย! คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน

ป้าลิ้มเคยเป็นพี่เลี้ยงพี่สาวผมตั้งแต่ผมยังไม่เกิด (คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน) พอพี่ผมเข้าเรียนจุฬาฯก็รับป้าลิ้มมาอยู่กับครอบครัวผม ตอนนั้นผมอายุ 10 – 11 ขวบ ส่วนป้าลิ้มอายุร่วม 90 แล้วยังแข็งแรงดี ป้าลิ้มพักอยู่ด้านหลังแยกจากตัวเรือนใหญ่ มีหลานสาวโตกว่าผมหน่อย อายุประมาณ 14 – 15 ปี ตอนเช้าหลานไปเรียนหนังสือ บ่าย ๆ กลับมาอยู่กับป้าลิ้มจนกระทั่งเข้านอน ป้าลิ้มเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 เอกลักษณ์ประจำตัวคือ ป้าลิ้มจะเกล้าผมทำเป็นผมมวยอยู่ด้านหลังมีปิ่นทำด้วยไม้เสียบเอาไว้ บางทีมองไปมองมาหาปิ่นไม่เจอ แกก็เอาตะเกียบเสียบแก้ขัดไว้ก่อน ส่วนเสื้อผ้าอาภรณ์ แกใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอกสีขาว นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาลแดง เรียกว่าแฟชั่นแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กระโปรงจะสั้นจะยาว หรือปีนี้สีสด ปีหน้าสีเข้ม ไม่มีผลกระทบเสื้อผ้าของป้าลิ้มเลย เพราะแกมีชุดประจำตัวอยู่ชั่วนาตาปี เมื่อป้าลิ้มแก่ตัวกระดูกหลังแกโค้ง เวลาเดินหลังโกงต้องมีไม้เท้าช่วยค้ำยัน แต่แกก็เดินขึ้นลงบันได 2 – 3 ขั้นไปห้องแกได้ไม่ยาก การที่ป้าลิ้มอายุยืนถึง 5 แผ่นดิน ถ้าเอาหลัก 5 อ. สมัยนี้ไปจับก็คงผ่านได้สบายมาก หลักที่ว่าคือ อาหาร ป้าลิ้มทานมังสวิรัติ มีเต้าหู้ […]

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎ ในกรุงราชคฤห์ ในช่วงเวลานั้นมีข่าวลือว่าบุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งมีขนขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง พระเจ้าพิมพิสารทรงได้ยินข่าวจึงทรงให้ราชองครักษ์พาบุตรชายเศรษฐีผู้นี้มาเข้าเฝ้า บุตรชายเศรษฐีผู้มีขนขึ้นที่เท้ามีชื่อว่า “โสณโกฬิวิสะ” เป็นสุขุมาลชาติ คือเป็นผู้มีเท้าอ่อน เพราะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เศรษฐีทราบพระโองการจากราชองครักษ์จึงจับวอให้บริวารพาบุตรชายไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทอดพระเนตรจนเป็นประจักษ์แล้วว่ามีบุรุษที่มีขนขึ้นที่เท้าอยู่ในเมืองของพระองค์จริง ประจวบเหมาะกับพระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จึงทรงพาโสณโกฬิวิสะไปด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่บุตรชายเศรษฐีได้พบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทำให้โสณโกฬิวิสะเกิดความเลื่อมใส จนอยากออกบวชเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบวชให้เขา แล้วไปอาศัยอยู่ที่กุฏิตรงป่าสีตวัน แล้วอาศัยลานว่างบริเวณนั้นเป็นสถานที่เดินจงกรม พระโสณะ (โสณโกฬิวิสะ) มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้นตามที่พระบรมศาสดาทรงสอน จึงเดินจงกรมตลอดเวลา แต่ด้วยว่าพระเถระเป็นสุขุมาลชาติ (เท้าบาง) จึงทำให้ฝ่าเท้ามีเลือดออก ถึงจะเจ็บปวดก็กำหนดรู้เวทนา ทำให้ลานเดินจงกรมนั้นเต็มไปด้วยเลือด เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็เกิดความท้อแท้ใจที่จะบวชต่อ คิดเพียงแต่ว่าสึกไปเป็นฆราวาสดังเดิมดีไหม     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลานเดินจงกรมเต็มไปด้วยคราบเลือด จึงทรงถามพระภิกษุที่อาศัยอยู่ในป่าสีตวันว่า “เหตุใดลานจงกรมจึงเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่ต่างจากลานประหารสัตว์เช่นนี้” พระภิกษุจึงทูลว่าเป็นคราบเลือดจากแผลที่เท้าของพระโสณะ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปหาพระโสณะ พระโสณะเห็นพระบรมศาสดาเสด็จมาก็ถวายบังคมกราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอเป็นผู้ชำนาญเล่นพิณใช่หรือไม่” “ใช่เจ้าค่ะ” พระโสณะตอบ “หากสายพิณดึงเกินไป เธอจะบรรเลงพิณได้หรือไม่” พระโสณะครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ไม่สามารถเล่นได้พระเจ้าข้า เพราะดีดไปก็ไม่มีเสียง”  […]

สูตรยาระงับสรรพทุกข์ สร้างสรรค์สูตรโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

คำเตือน: ยาขนานนี้ผสมสูตรจากคำสอน ท่านพุทธทาสภิกขุ โปรดอ่านสรรพคุณให้ดีก่อนนำไปใช้ เครื่องยา : สามารถหาได้กาย วาจา ใจของตัวเอง

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสือมือฉมัง : BOOK CLINIC

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง : BOOK CLINIC เวลาที่เราป่วย จะรีบรักษาให้หาย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติดังเดิม แต่เวลาที่หนังสือป่วยขึ้นมาล่ะ คุณจะทำอย่างไร วันนี้ซีเคร็ตขอแนะนำเรื่องแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่เขาเริ่มต้นจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง และเปิด “BOOK CLINIC” เพื่อรับ “รักษา” หนังสือสำหรับทุกคน กว่าคุณกุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไลจะกลายเป็นนักซ่อมหนังสือมืออาชีพ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานในร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่งที่วัน ๆ ต้องอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสาร แสงเลเซอร์ และกองกระดาษสีขาวหลายรีม     เขาเริ่มต้นจากการที่มีลูกค้าคนหนึ่งขอร้องให้ช่วยซ่อมหนังสือให้ ด้วยความที่เขาเป็นคนช่างสังเกตทุกครั้งเวลาเอางานของลูกค้าไปส่งร้านเข้าเล่มเอกสารและวิทยานิพนธ์ ทำให้คุณกุ๊กพอมีวิชาครูพักลักจำมาบ้าง ทำให้คุณกุ๊กหลงเสน่ห์การซ่อมหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มสังเกตลักษณะการเข้าเล่มของหนังสือประเภทต่าง ๆ ที่เขาได้หยิบจับมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าหนังสือแต่ละประเภทเข้าเล่มกันอย่างไร ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากไม่ได้ขวนขวายที่จะศึกษา เขาเริ่มถ่ายเอกสารตำราสอนวิธีการซ่อมแซมหนังสือจากหอสมุดแห่งชาติมาศึกษาด้วยตนเอง ทำให้การเป็นนักซ่อมหนังสือของเขาที่เริ่มจากความอยาก และความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการซ่อมหนังสือ กลายเป็นความชำนาญ และความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสืออย่างเต็มตัว เมื่อ พ.ศ. 2542     ความสำเร็จในฐานะนักซ่อมหนังสือของเขาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ” หลังจากคุณกุ๊กเริ่มทำงานซ่อมหนังสือได้ไม่นานนัก เขาก็ได้รับโอกาสที่สำคัญคือ […]

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน “ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ” คำพูดนี้คงสอดคล้องกับเรื่องราวของไกด์ วัย 70 ปี ผู้นี้กับเส้นทางชีวิตที่กว่าจะมาพบสิ่งที่ใช่ในวันที่อายุมากแล้ว จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเริ่มต้นกับอาชีพนี้ได้ไวกว่านี้ เขาคงประสบความสำเร็จไปนานแล้ว ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม คุณสมชาย เทศะแพทย์ หรือไกด์วัย 70 ปีผู้นี้ เรียนจบจากโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย) และได้เข้าทำงานเป็นผู้ตรวจแบบแปลนและสถานที่ ประจำอยู่กองควบคุมอาคาร เทศบาลนครกรุงเทพ หลังจากนั้นไม่นาน เขาตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาต่อและทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สิ่งที่เขาได้นอกเหนือจากเงินทองและประสบการณ์ชีวิตคือ “ภาษา” ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นใบเบิกทางที่ทำให้เขาได้มาพบกับงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตมาจนทุกวันนี้ ตอนใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขาเดินทางไปทำงานในหลายรัฐ แล้วปักหลักอยู่ที่รัฐฮาวาย แต่งงานกับภรรยาชาวญี่ปุ่น ต่อมาไม่นานเขาเดินทางไปทำงานที่แคนาดา และซาอุดิอาระเบียตามลำดับ หลังจากใช้ชีวิตและทำงานอยู่ต่างประเทศนานร่วม 10 ปี เขากลับมาเมืองไทย แล้วเริ่มทำธุรกิจแรกโดยการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมาขายที่ห้างไทยไดมารู ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนัก จึงเปลี่ยนมาทำรถกาแฟขายที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน จนสุดท้ายอาชีพที่ใช้ภาษาอย่างไกด์ กลายเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์และหล่อเลี้ยงชีวิตเขา เขาเริ่มต้นการเป็นไกด์โดยการขวนขวายหาความรู้ด้านนี้มากขึ้น เขาสมัครเข้าอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  และได้เป็นไกด์อย่างเต็มตัวตอนอายุ 40 ปี […]

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแสดงธรรมไปในมหาชนบททั้งหลาย แคว้นกุรุเป็นแคว้นหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรม แล้วทรงแสดงธรรมไว้ถึง 7 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ มหานิทานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคัณฑิยสูตร และอานัญชสัปปายสูตร พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่นี่หลายเรื่องเพราะ ชาวกุรุเป็นผู้มีกำลังปัญญา สามารถฟังธรรมของพระองค์ได้ รวมทั้งบรรยากาศร่มรื่น ทำให้ชาวแคว้นแห่งนี้มีใจที่เปิดรับฟังธรรมของพระองค์ ถึงชาวกุรุจะได้รับคำสอนเรื่องสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรมได้จากการพิจารณากาย, เวทนา (ความรู้สึก) , จิต และ ธรรม และยังปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกัน สัตว์ตัวนั้นคือนกแขกเต้าที่มีชื่อว่า “พุทธรักขิต” มีหญิงช่างฟ้อนรำนางหนึ่งจับลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ และฝึกให้มันพูดภาษาคนได้ นางเดินทางไปแสดงฟ้อนรำที่ใดก็จะพาลูกนกตัวนี้ไปด้วยเสมอ จนกระทั่งมาถึงแคว้นกุรุ นางขออนุญาตพระเถรีพักค้างแรมในสำนักภิกษุณี แต่พอถึงวันที่นางต้องออกเดินทาง กลับลืมเจ้านกแขกเต้าไว้     สามเณรีจึงเลี้ยงนกแขกเต้าตัวนี้แทน และตั้งชื่อนกน้อยว่า “พุทธรักขิต” ซึ่งมีความหมายว่า “พุทธรักษา” วันหนึ่งพระเถรีรูปหนึ่งขานชื่อของมัน นกน้อยขานรับว่า “มีอะไรคะ ท่านแม่” พระเถรีถามต่อว่า “เจ้าเจริญภาวนาอย่างไรบ้าง” […]

keyboard_arrow_up