Mystery of Life : คำร้องขอของ เจ้ากรรมนายเวร และปาฏิหาริย์ของการสวดมนต์

คำร้องขอของเจ้ากรรมนายเวร –ถ้าวันหนึ่ง เจ้ากรรมนายเวร ต้องการชีวิตคนที่คุณรัก คุณจะทําอย่างไร 1 ฉันอาศัยอยู่กับน้าตั้งแต่เล็ก ๆ จนโตทํางานแล้วก็ยังอยู่ด้วยกัน เพราะพ่อแม่ไปทํางานต่างประเทศ จะกลับมาเยี่ยมปีละ 2 – 3 ครั้ง ระยะหลังมานี้ฉันสังเกตว่าน้าไอเรื้อรัง ดูอ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พอจะพาไปหาหมอ น้าก็ปฏิเสธ บอกแค่ว่าช่วงนี้ทํางานหนักเลยอ่อนเพลียนิดหน่อย ฉันไม่อยากบังคับจึงเฝ้าดูอาการอย่างเงียบ ๆ ยิ่งนานวันน้ายิ่งไอหนักขึ้น บางครั้งไอจนหอบ แต่ไม่ว่าฉันจะพูดอย่างไรน้าก็ไม่ยอมไปโรงพยาบาล ฉันเริ่มไม่สบายใจ แต่คิดไม่ออกว่าควรทําอย่างไรดี 2 วันหนึ่งน้องในออฟฟิศชวนไปดูดวง เธอโฆษณาว่า หมอดูคนนี้แม่นที่สุดในสามโลก ฉันรีบตกลง ตอนนั้นคิดแค่ว่า เอาวะ ถ้าแม่นจริงจะได้รู้กันไปว่าน้าเป็นอะไรกันแน่ เผื่อหมอดูจะแนะนําอะไรให้ฉันสบายใจได้บ้าง 3 หมอดูเป็นผู้หญิงอายุราว 25 ปี เธอให้เขียนชื่อ – นามสกุลในกระดาษ ฉันเขียนชื่อของน้าลงไปก่อนเพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ แล้วเขียนชื่อตัวเองในกระดาษแผ่นถัดมา หมอดูหลับตาประมาณ 10 นาที ก่อนจะลืมตาแล้วบอกว่า 4 “ชื่อแรกที่ไม่ใช่ชื่อคุณ ถึงเวลาที่เจ้ากรรมนายเวรจะเอาคืนแล้วค่ะ เขาต้องการชีวิต” 5 ได้ยินแบบนั้นใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม […]

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ? ใคร ๆ ต่างทำบุญสร้างกุศลเพื่อเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ สวรรค์เป็นดินแดนที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้หลังจากสิ้นอายุขัยเท่านั้นหรือ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นสามารถสัมผัสสวรรค์ได้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แล้วสวรรค์สำหรับคนเป็นเป็นอย่างไร สวรรค์เป็นดินแดนหลังความตาย พระพุทธศาสนาอธิบายว่าสวรรค์เป็นภูมิหนึ่งในคติภพภูมิ สวรรค์จัดเป็นกามภพและสุคติภูมิเช่นเดียวกับโลกมนุษย์  มีตำนานทั่วโลกกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นไปบนสวรรค์พบกับเทวดาและนางฟ้า แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแบ่งแยกชัดเจนว่า มนุษย์ผู้มีรูปกายหยาบไม่สามารถเข้าไปในภูมิของผู้ที่มีกายละเอียดได้ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ด้วย เมื่อมนุษย์ไม่สามารถไปยังสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่สามารถสัมผัสถึงสวรรค์ได้ การสัมผัสถึงสวรรค์ใน ณ ทีนี้ คือ สภาวะของจิต การที่มนุษย์หลังจากตายแล้วไปเกิดยังสวรรค์หรือภูมิต่าง ๆ นั้น ก็ไปด้วยจิต และมีกรรมเป็นเครื่องนำพาสู่ภูมินั้น ๆ ไปไม่ต่างจากยานพาหนะ ดังนั้นสำหรับคนเป็นสามารถมีสิทธิ์ขึ้นหรือสัมผัสได้กับสวรรค์ เพราะมีสภาวะหนึ่งของจิตที่คล้ายกับสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “ขณสูตร” มีความโดยสังเขปว่า นรกหรือสวรรค์เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิด ส่วนอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ […]

8 คำคมสอนใจและสร้างแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์การ์ตูน 8 เรื่องของ วอลท์ ดิสนี่ย์

8 คำคมสอนใจและสร้างแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์การ์ตูน 8 เรื่องของ วอลท์ ดิสนี่ย์ ซีเคร็ตจึงรวบรวมคำคมจากคำพูดของตัวการ์ตูนจากภาพยนตร์การ์ตูนทั้ง 8 เรื่องของ วอลท์ ดิสนี่ย์ เพื่อให้เห็นว่าการ์ตูน มิได้สร้างมาเพื่อความบันเทิงหรือความสนุกเท่านั้น บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนี่ย์  (The Walt Disney Company) ได้สร้างสรรค์ผลงานออกสู่สายตาผู้ชมมากว่า 60 ปี เชื่อว่าหลายท่านในวัยเด็กคงเคยชมผลงานการ์ตูนและภาพยนตร์ของบริษัทนี้มาบ้าง แต่ในวันนี้ คำพูดของตัวการ์ตูนในวัยเด็กและภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องใหม่ของดิสนี่ย์ จะไม่ได้เป็นเพียงการสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้คุณเท่านั้น แต่ยังสอนใจและให้กำลังใจแก่เราด้วย   Mulan     ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องราวที่นำเสนอคือเรื่อง “มู่หลาน” (Mulan) เรื่องราวของวีรสตรีชาวจีนนามว่า “ฮัว มู่หลัน” ลูกสาวที่มีความกตัญญูรู้คุณบุพการี ปลอมตัวเป็นผู้ชายไปรับใช้ชาติแทนพ่อที่ชรามาก คำคมสอนใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “The flower that blooms in adversity is the most rare and beautiful of […]

Dhamma Daily : ดูทีวีแล้ว ด่า สาปแช่งผู้อื่นจะเป็นบาปกรรมติดตัวไหมคะ

ด่าเขาคือจุดไฟเผาตัวเอง พ่อแม่ดิฉันดูข่าวการประท้วงทางโทรทัศน์แล้วท่านทั้งสองมีอารมณ์ร่วมกับพิธีกรบนเวทีมาก บางครั้งทำให้เกิดการ ด่า แช่ง (เหมือนอนุโมทนาร่วมกับพิธีกร) หากเป็นเช่นนี้พ่อแม่จะมีเจ้ากรรมนายเวรเพิ่มไหมคะ และการด่า สาป แช่งผู้อื่น (แต่เจตนาอยากช่วยชาติ) จะเป็นบาปกรรมติดตัวไปหรือไม่ หากเป็นกรรมเวรและเกิดเจ้ากรรมนายเวรจริงจะอธิบายพ่อแม่อย่างไรให้เข้าใจ หรือมีหนังสือธรรมะเล่มไหนที่พูดถึงโทษของการด่าแช่ง จะได้ให้พ่อและแม่อ่าน ท่านจะได้เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะเกิดขึ้นค่ะใจเนตร   Answer Key คำถามนี้มีแง่มุมที่ควรทำความเข้าใจอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน เจ้ากรรมนายเวรคือใคร การแช่งจะทำให้เป็นบาปหรือไม่ จะมีวิธีอย่างไรให้บุพการีเลิกพฤติกรรมเช่นนั้น คำถามแรก เจ้ากรรมนายเวรคือใคร เรื่องนี้ขอตอบด้วยเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ก็แล้วกันในครั้งพุทธกาลนี่เอง มีภิกษุกลุ่มหนึ่งออกพรรษาแล้วต้องการจะเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงออกเดินทางจากวัดรอนแรมมาหลายวันหลายคืน มีอยู่วันหนึ่งภิกษุกลุ่มนั้นแวะพักที่ถ้ำแห่งหนึ่งในยามพลบค่ำ ครั้นเข้าไปพักในถ้ำแล้ว จู่ๆ กลางดึกคืนนั้นเอง หินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ ปากถ้ำก็เคลื่อนตัวเข้ามาปิดปากถ้ำโดยอัตโนมัติภิกษุกลุ่มนั้นตกใจเป็นอย่างยิ่ง พยายามรวมกำลังกันเขยื้อนหินอย่างไร หินใหญ่ก้อนนั้นก็นิ่ง ไม่ไหวติง ชาวบ้านที่ตามมาส่งเห็นเหตุการณ์ ก็พากันเรียกร้องให้ประชาชนมาช่วยกันย้ายหินก้อนนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถผลักหินนั้นให้เคลื่อนออกไปได้ คนในและคนนอกพยายามผลักหินใหญ่ให้พ้นปากถ้ำอยู่หลายวัน ในที่สุดก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนแรง ยอมแพ้ไปตามๆ กัน ภิกษุหลายรูปที่อยู่ข้างในต่างอดข้าว อดน้ำ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต นั่ง นอน รอความตายไปวันๆ แต่ในระหว่างที่ทุกคนสิ้นหวังแล้วนั่นเอง พอครบวันที่เจ็ด จู่ๆ […]

6 พระสูตร ที่เทวดาฟังแล้วบรรลุธรรมมากที่สุด

พระสูตร ที่เป็นธัมมาภิสมัย หมายถึงพระสูตรเมื่อแสดงออกมาแล้ว มีเทวดาบรรลุมรรคผลกันมาก อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 18 โกฏิ (1 โกฏิ = 10 ล้าน) อย่างมากก็คือไม่สามารถจะนับจำนวนได้ มีอยู่ 6 สูตรคือ 1.ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 2.มงคลสูตร 3.มหาสมัยสูตร 4.ราหุโลวาทสูตร 5.ปราภวสูตร 6.สมจิตตสูตร ห้าสูตรแรกนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงแสดงเอง แต่สูตรสุดท้าย คือสมจิตตสูตรนั้น พระสารีบุตรผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเลิศด้วยปัญญาเป็นผู้แสดง ความสำคัญของพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย คือมีเทวดาบรรลุมรรคผลจากพระสูตรเหล่านี้เป็นจำนวนมาก และเป็นธรรมดาที่ว่า ผู้ใดบรรลุมรรคผลเพราะพระสูตรใด ก็จะมีความชอบในพระสูตรนั้นเป็นพิเศษ แสดงว่าเทวดาที่ชอบพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยนั้น จะมีมากกว่าพระสูตรทั่ว ๆ ไป ฉะนั้นท่านโบราณจารย์จึงแนะนำให้พุทธศาสนิกชน นำพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยมาสวดบ่อย ๆ เพราะว่าผู้สวดจะเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาจำนวนมาก เทวดาทั้งหลายก็จะคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข จะประกอบกิจการอันใด ก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีด้วยเทวานุภาพ และเมื่อนำไปสวดในสถานที่ใด จะทำให้บังเกิดเป็นมงคลสถานเจริญรุ่งเรือง สถานที่นั้นและบุคคลในสถานที่นั้น จะได้รับการคุ้มครองรักษาจากเทวดาทั้งหลาย พระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัยที่นิยมนำมาสวดกัน คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มงคลสูตร และมหาสมัยสูตร สำหรับธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและมงคลสูตรนั้น […]

8 เคล็ดลับ ยืดอกรับ ” ความโสด ” แบบไม่ต้องสะกดน้ำตา

หลังจากอ่านบทความนี้จบ คำว่า “โสด” จะกลายเป็นคำที่ไพเราะเสนาะโสตและไม่ทำให้คุณระคายจิตใจอีกต่อไป

โลกนี้มีแต่ คนบ้า บ้าบอกันไปหมด แล้วใครคือคนที่ไม่บ้า ในมุมมองของท่านพุทธทาสภิกขุ

โลกนี้มีแต่ คนบ้า บ้าบอกันไปหมด แล้วใครคือคนที่ไม่บ้า ในมุมมองของท่านพุทธทาสภิกขุ  โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีรูปทรงเหมือนผลส้มดวงนี้ ทำไมท่านพุทธทาสภิกขุจึงกล่าวว่า มีแต่ คนบ้า โดยปกติแล้ว เราแยกแยะคนธรรมดากับ คนบ้า ออกจากกัน แต่ท่านกลับเหมารวมว่าทุกคนบนโลกล้วนแต่เป็น คนบ้า แล้วใครกันหนาที่ไม่เป็น คนบ้า ในทรรศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านพุทธทาสภิกขุได้เทศนาเรื่อง “ในโลกมีแต่คนบ้า” ขณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์เป็น พระราชชัยกวี เทศน์เรื่องนี้ที่สวนอุศม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับสตรีอาวุโส เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2511 จึงขอยกเนื้อหาบางช่วงในเรื่องนี้มาเรียบเรียงและเพื่อแสดงให้เห็นถึงทรรศนะเรื่อง คนบ้า กับ คนไม่บ้า ในมุมมองของท่านว่าเป็นอย่างไร ท่านพุทธทาสภิกขุยกนิทานเซนเรื่อง พระก่วงเคย มาอธิบายประกอบดังนี้   น้ำคือดวงจิต ตะกอนคือกิเลส มีพระที่มีความรู้และชื่อเสียง ได้รับการเคารพนับถืออยู่รูปหนึ่ง ชื่อ “พระก่วงเคย” ท่านเดินทางไกล จนกระทั่งมาถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านเกิดหิวน้ำ จึงขอน้ำจากเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังตักน้ำจากสะพาน น้ำใส่ถัง เด็กชายจึงพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร แต่กระผมขอถามพระคุณเจ้าว่า ในน้ำนั้นมีธุลี กี่มากน้อยเพียงใด” […]

วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข ตั้งแต่ตื่นนอน : เทคนิคดีๆ ที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ ไปทั้งวัน

วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข ตั้งแต่ตื่นนอน : เทคนิคดีๆ ที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ ไปทั้งวัน วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยาก ขอเพียงแต่เราต้องเริ่มต้นในทันทีที่คิดว่าเราต้องการมีความสุข สิ่งที่เราอาจไม่คาดคิดคือ ความสุขเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่ตื่นนอน หากเริ่มต้นวันได้ดี ตลอดทั้งวันก็มั่นใจได้ว่า เราจะเจอสิ่งดีๆ มากกว่าไม่ดี และแม้จะเจอเรื่องไม่ดีนัก แต่ใจเราจะมั่นคง พร้อมรับปัญหา และยังรักษาความสุขเอาไว้ได้     ดร. ริค แฮนสัน นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนสมองแห่งพุทธะ ได้แนะนำไว้ว่า หากเราเริ่มต้นได้ดีตั้งแต่นาทีที่ตื่น ก็จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้ฝังแน่นไปทั้งวัน และนี่คือเทคนิคเริ่มต้นของวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข    ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายใจ วิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข อันดับแรกคือ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ให้ลองสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย และความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางใจ  ติดต่อกันสักหนึ่งถึงสามลมหายใจ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนให้มันเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น   ผ่อนคลายลมหายใจให้ช้าลง เริ่มต้นผ่อนคลาย ปล่อยให้ลมหายใจค่อยๆ ช้าลง ปล่อยวางจากความคิด ความกังวล ความตึงเครียด ลองสัมผัสถึงความเข้มแข็ง และรับรู้ถึงการปกป้องคุ้มครอง เช่น การมีเพื่อนอยู่ข้างๆ สังเกตดูว่าคุณยังรู้สึกดีอยู่ในตอนนี้ พักใจอยู่ในความสงบที่ค่อย […]

งานไม่พัง ใจก็ไม่พัง ถ้า คุมสติ ได้ดีตอนตอบอีเมลงาน

งานไม่พัง ใจก็ไม่พัง ถ้า คุมสติ ได้ดีตอนตอบอีเมลงาน อีเมลเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อติดต่องาน แต่หากไม่ใส่ใจ คุมสติ ให้ดีในตอนที่ใช้งาน ก็อาจทำลายงาน และความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้ร่วมงานได้เช่นกัน วิธี คุมสติ ข้อแรก     ถามตัวเองว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะหรือไม่ที่จะตอบเมล” ก่อนตอบอีเมลงาน ให้หมั่นสร้างนิสัยการคุมสติให้ได้ ด้วยการหยุดก่อนตอบ ถามตัวเองว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะหรือไม่ที่จะตอบ” การเขียนอีเมลขณะเดินทางมีประโยชน์ตรงที่ตอบได้รวดเร็ว แต่แต่การเขียนอีเมลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนนั้น ควรทำตอนที่จิตใจสงบ มีเวลาพิจารณาว่าหัวเรื่องกับผู้รับนั้นเหมาะกันหรือไม่ การตอบแบบรวดเร็วอาจจะกลายเป็นการแอบซ่อนปัญหาไว้ก็ได้ หากเป็นหัวข้อที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองทบทวนมาก   หมั่นฟังเสียงกายและใจตอนกำลังตอบเมล คุมสติด้วยการหมั่นฟังเสียงร่างกายและใจ ทำให้เราสามารถจับสัญญาณจากท่าทางและความรู้สึกทางกายและใจได้ วิธีนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าเราโต้ตอบคนบางคน หรือข้อมูลอย่างหนึ่งอย่างใดแบบไหน เช่น ร่างกายเกร็งหรือไม่ ไหล่เป็นอย่างไร น้ำเสียงของความคิดแบบไหนที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้น ถ้ากำลังพิมพ์อยู่ คุณกดแป้นพิมพ์อย่างไร กดอย่างนุ่มนวลหรือกดแรง ๆ การตระหนักรู้ร่างกายของตัวเองแบบนี้ก็เปรียบเหมือนสัญญาณกระดิ่งที่เตือนให้เราตื่นและเตรียมพร้อม หากคุณรู้สึกว่า ร่างกายมีแต่ความขุ่นเคือง ความหงุดหงิด หรือความโกรธแล้วละก็ จงตั้งสติเดี๋ยวนี้! ถ้าคุณกำลังกระหน่ำพิมพ์อีเมลตอบกลับอยู่ ก็ให้ส่งมันให้ตัวเองหรือบันทึกไว้เป็นร่างก่อน เมื่อคุณกลับมาอ่านอีกทีโดยที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน คุณอาจจะดีใจที่คุณทำแบบนี้ก็ได้     […]

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ

9 วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง  โดย พระริวโนะสุเกะ โคะอิเกะ วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ทั้ง 9 ข้อนี้จะช่วยไม่ให้กิเลสปรากฏตัวออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ ช่วยให้เราสามารถจับจิตเอาไว้ได้ง่ายขึ้น และจะส่งเสริมให้เราทำสิ่งที่ดีจนเป็นนิสัย วิธีที่จะช่วยให้กิเลสเบาบางลง ข้อแรก   ควบคุมความอยาก หากเราปล่อยให้ความโลภทำงาน จิตจะปั่นป่วน แรงใจในการทำงานก็จะหยุดชะงักลง สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือ ทำความเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้เกิดความโลภและผลที่จะเกิดตามมา แล้วตั้งใจตรวจดูจิตให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ความโลภบุกรุกเข้ามาได้อีก   ควบคุมความโกรธ หากเราให้พลังการผลักไสสิ่งที่ไม่ต้องการซึ่งมีที่มาจากความโกรธทำงานต่อไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกกระวนกระวายใจ ภายในร่างกายก็จะเต็มไปด้วยสารพิษ กลายเป็นแหล่งที่จะดึงเอาความทุกข์ทั้งหมดที่มีเข้ามา ความโกรธเป็นกิเลสตัวที่ควรระวังและควรขจัดออกไปจากเรา   มองให้เห็นความเป็นจริง เมื่อพลังแห่งความหลงทำงาน จิตจะออกห่างจาก “ปัจจุบัน” กระจัดกระจายไปที่โน่นที่นี่ และกลายเป็นแหล่งเพาะความโลภและความโกรธ การจะเห็นพลังงานความหลงที่เป็นต้นเหตุให้มองไม่เห็นความจริงนี้ จะต้องมีความใส่ใจที่ละเอียดมาก หากเรารู้ตัวแล้วป้องกันเอาไว้ได้ จิตที่มีความสงบเป็นปกติ ไม่สั่นไหว และแจ่มชัดก็จะเติบโตขึ้น   ไม่โกหก ส่วนใหญ่แล้วการโกหกเกือบทั้งหมด เป็นไปเพื่อการทำให้ความต้องการของตนเองบรรลุผล หากโกหกแล้วครั้งหนึ่ง ก็จะต้องโกหกซ้ำอีกในครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย ในแต่ละครั้งที่โกหก สิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริงก็จะถูกใส่ลงไปในจิตใต้สำนึกทุกครั้ง เมื่อทำซ้ำๆ จิตจะยิ่งสับสนวุ่นวาย ทำให้ความสามารถในการควบคุมตนเองลดน้อยลง สูญเสียสมาธิและความสามารถในการตัดสินใจไปทีละนิด […]

แสวงหา สมดุลชีวิต บทความเตือนสติโดย ท่าน ว. วชิรเมธี

เหตุผลประการหนึ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่หันมาปฏิบัติธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือ พวกเขาเหล่านั้นสูญเสีย “ สมดุลชีวิต ” อันเนื่องมาจากการทำงานอย่างหนัก  จนตกอยู่ในสภาพลืมกิน  ลืมนอน ลืมป่วย ผลก็คือ  เมื่อทำงานไป ๆ กำไรซึ่งเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่พวกเขา (บางคน) กลับขาดทุนสุขภาพย่อยยับ การจากโลกนี้ไปอย่างปุบปับของไมเคิล แจ๊คสัน (อายุ 50 ปี) ก็ดี วิทนีย์ ฮิวสตัน (อายุ 48 ปี) ก็ดี หรือ สตีฟ จ็อบส์ (อายุ 56 ปี) ก็ดี ล้วนเป็นตัวอย่างบ่งชี้ว่าชีวิตที่ขาด “สมดุลงาน สมดุลชีวิต” นั้น เป็นชีวิตที่เสี่ยงต่อการแตกดับง่ายดายเพียงไร สตีฟ จ็อบส์ ซูเปอร์ซีอีโอ สารภาพถึงความผิดพลาดในเรื่องสุขภาพของตัวเองไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า “…จ็อบส์เดาว่าที่เขาเป็นมะเร็งนั้นมีสาเหตุมาจากปีสุดโหดที่เขาบริหารทั้งแอปเปิลและพิกซาร์ไปพร้อม ๆ กัน  เริ่มตั้งแต่ปี 1997 เขาขับรถขึ้นล่องระหว่างสองบริษัท ทำให้เป็นนิ่วในไตและโรคอื่นอีกหลายโรค พอกลับถึงบ้าน ก็อิดโรยจนแทบพูดไม่ออก ‘คงจะเป็นช่วงนั้นเองที่มะเร็งเริ่มกระจาย เพราะตอนนั้นระบบภูมิคุ้มกันของผมค่อนข้างอ่อนแอ’…” การที่สตีฟ จ็อบส์ จากไปในวัยเพียง 56 ปีนั้นส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิตว่า  ถึงที่สุดแล้วคุ้มกันหรือไม่กับการบ้าทำงานหนักแทบล้มประดาตายเพื่อที่จะพบว่า เมื่อมีเงินทองกองมหาศาล  แต่แล้วกลับต้องทิ้งทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันกลับในเวลาอันแสนสั้น หรือบางทีพวกเขาก็คิดกันว่า “หรือว่าเงินที่เราหามากองมากมายมหาศาลนั้น แท้ที่จริงก็เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้จ่ายในโรงพยาบาลสุดหรูเท่านั้น” บางคนคิดต่อไปว่า “ทำอย่างไรงานจึงจะได้ผล คนจึงจะเป็นสุข” ระหว่างที่พวกเขากำลังคิดหาคำตอบกันอยู่นั้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันมีคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงานเบิกบานในชีวิต” เตรียมไว้ให้แล้ว สาระสำคัญของคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ก็คือ การฝึกเจริญสติด้วยการ “ใช้ชีวิตให้ช้าลง”ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายและรื่นรมย์ และแน่นอนว่าทุกคนต้องฝึก “การนอนสมาธิ” เพื่อให้เรียนรู้ที่จะ “ผ่อนพักตระหนักรู้”  และสำรวจ “สุขภาพ” ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าและจากปลายเท้าจรดปลายผม เพราะบางคนมีนิสัยทำงานหนักเป็นพายุบุแคม ทำประหนึ่งว่า “ตนเองเป็นศัตรูต่อร่างกายของตนเอง” นั่นคือทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ผลก็คืองานได้ผล แต่คนไม่เป็นสุข ทำงานหนัก ก็เลยต้องจ่ายหนักเพื่อรักษาสุขภาพในภายหลัง ในคอร์สภาวนาที่ผ่านมา เราพบว่าผู้ปฏิบัติคนหนึ่งได้นอนพิจารณาอวัยวะ 32 ประการ และขณะที่นอนสมาธิพร้อมกับฟังบทภาวนาอยู่นั้น เธอรู้สึกอึดอัดแน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อยเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอแจ้งว่าถ้ามาช้ากว่านี้เพียง 5 สัปดาห์เซลล์ที่ตรวจพบจะกลายเป็นเนื้อร้าย  เธอดีใจจนร้องไห้กลับมาขอบพระคุณภาวนาจารย์เป็นการใหญ่ เธอเล่าอีกว่า  หากไม่เอะใจด้วยการแวะไปตรวจ ป่านนี้คงกลายเป็นคนอายุสั้นไปแล้ว  นี่คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของคน “โชคดี” ที่ได้พบ “โชคร้ายที่กำลังฟักตัว” อยู่ในร่างกายของตัวเอง อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องรอรับหลังจากตายไปแล้ว หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ที่นี่เดี๋ยวนี้ และในชีวิตนี้ เหมือนที่ผู้ปฏิบัติท่านนี้ได้พบมาแล้วด้วยตัวเอง หัวใจสำคัญของการปรับสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราแต่ละคนรู้จักบริหารสมดุลทั้ง 4 คู่ให้ครบ ก็จะประสบภาวะ “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ได้ไม่ยาก  สมดุล 4 ที่ว่านี้ประกอบด้วย (ผู้เขียนพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง และมีรายละเอียดอยู่ในธรรมบรรยายชุด “สมดุลงาน  สมดุลชีวิต” โหลดมาฟังได้ฟรีที่ dhammatoday.com) สมดุลกาย                              สมดุลใจ สมดุลงาน                              สมดุลชีวิต สมดุลโลก                              สมดุลธรรม สมดุลส่วนตัว                        สมดุลส่วนรวม กล่าวเฉพาะสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย วิธีสร้างก็คือ ให้หา “ทางสายกลาง” ระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตให้พบ ผ่านหลักการง่าย ๆ ที่ว่า “การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง” หมายความว่า เมื่อทำงานจนประสบความสำเร็จในฐานะคนทำงานแล้ว คุณภาพของชีวิตคือสุขภาพยังดีอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ครอบครัวอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ตัวเองอยู่ไหม  เคล็ดลับประการหนึ่งในการรักษาสมดุลชีวิตก็คือ การฟัง  “นาฬิกาชีวิต”หรือ BODY CLOCK ตามปรัชญาเซนที่ว่า “เมื่อหิว                                  ก็จงกิน เมื่อง่วง                                   ก็จงนอน เมื่ออยากเข้าห้องน้ำ            ก็จงเข้า เมื่อเหนื่อย                             ก็จงพัก” พุทธปรัชญาง่าย ๆ แค่นี้ ถ้าใครทำได้ก็จะพบ “สมดุลงานสมดุลชีวิต” ได้ไม่ยาก แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างนี้แหละที่สตีฟ  จ็อบส์เคยเล่าว่าเขาทำได้ยาก เพราะเวลาหิว  เขายังติดประชุม  เวลาง่วง  เขายังตอบอีเมลลูกค้าอยู่ (บางทีเลยไปถึงตีหนึ่ง ตีสอง)เวลาอยากเข้าห้องน้ำ เขาต้องควบรถจากบริษัทหนึ่งเพื่อไปให้ทันประชุมยังอีกบริษัทหนึ่ง และเวลาเหนื่อย เขาก็ไม่อาจปล่อยงานที่กำลังพัวพันอยู่ตรงหน้าได้ เหนื่อยแทบตายก็ปล่อยไม่ลงปลงไม่ได้ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทางเซนถือเป็นปาฏิหาริย์ก็เพราะว่าไม่ใช่เราทุกคนจะสามารถฟังเสียงนาฬิกาชีวิตแล้วปฏิบัติได้ทันทีแต่ถ้าใครฟังแล้วทำได้ทันที คนคนนั้นก็จะมีชีวิตที่มหัศจรรย์คือจะมีความสุข มีสุขภาพดี และมีอายุยืน เพราะปรัชญาง่าย ๆ นี่แหละคือแก่นของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ทางสายกลาง” ในการสร้างสมดุลให้กับงานและชีวิตปรัชญาอย่างนี้มีอยู่แล้วในกายและใจของเราทุกคน ขาดเพียงอย่างเดียว… เราละเมียดพอที่จะฟัง “เสียงจากภายใน” ของตัวเองบ้างหรือเปล่าเท่านั้น   Photo by Johannes Plenio on Unsplash Secret Magazine (Thailand)

7 พระราชโอวาทแห่งพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย

7 พระราชโอวาทแห่งพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ซีเคร็ตขอรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย โดยการรวบรวมพระราชโอวาทที่ทรงแสดงต่อบุคคลต่าง ๆ เนื่องในแต่ละวาระมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นธรรมะในการดำเนินชีวิต ให้ชีวิตประสบแต่สิ่งที่เป็นมงคล   พระราชโอวาทแก่คณะนิสิตเตรียมแพทย์   เวลาเป็นของมีค่า เมื่อมันล่วงไปแล้วมันจะไม่กลับมาอีก ถ้าเรามีโอกาสใช้มันให้เป็นประโยชน์แล้วเราไม่ใช้ มันก็น่าเสียดาย พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนต่อนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 1   พวกเธอทั้งหลาย การเล่นเป็นของดี การเรียนนั้นก็เป็นของดีและสำคัญ แต่การที่จะให้ดีกว่านั้น คือคนที่เรียนก็ดีและเล่นก็ดีด้วย พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนต่อนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 2   อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวยควรเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ อาชีพแพทย์ต้องยึดมั่นในอุดมคติ คือ เมตตา กรุณา พระราชโอวาทนี้ตรัสสอนนิสิตเตรียมแพทย์ปริญญารุ่นที่ 2   พระราชโอวาทแด่พระบรมวงศานุวงศ์   คนที่ไปถึงเมืองไหนแล้วไม่ไปดูมิวเซียม คนๆนั้นไม่ศิวิไล พระราชโอวาทนี้ทรงสอนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์   พระราชโอวาทที่ปรากฏเป็นลายพระหัตถ์   ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์ พระราชโอวาทประทานแก่ […]

ตำนานเล่าขาน อานิสงส์ ของการปิดทองพระพุทธรูป

อานิสงส์ ของการปิดทองพระพุทธรูป – การปิดทองพระพุทธรูปนั้นมีตำนานกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี้ยังสร้างบารมีเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ามหารถราช เสวยราชสมบัติในสักกราชาวดีนคร มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์มีพระสหายพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าปัญจาลราช เสวยราชสมบัติในปัญจาลนคร ซึ่งเป็นพระสหายที่ไม่ได้เห็นหน้ากัน แต่พระเจ้าปัญจาลราชยังมิได้นับถือพระพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งพระเจ้าปัญจาลราชส่งผ้ารัตนกัมพลเนื้อดีราคาแพงผืนหนึ่งมาถวายพระเจ้ามหารถราช พระเจ้ามหารถราชพิจารณาดูผ้ากัมพลแล้ว ทรงเห็นว่าผ้านี้ราคาแพง เราควรจะส่งแก้วคือพระพุทธรัตนะไปถวาย แล้วพระองค์ให้ช่างเขียนรูปพระพุทธเจ้าลงในแผ่นทองคำด้วยชาดหรคุณ มีขนาด 1 ศอก แล้วให้อำมาตย์เชิญพระพุทธรูปนั้นลงสำเภาไปถวายพระเจ้าปัญจาลราช แต่ก่อนจะส่งราชทูตไป พระองค์ทรงระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานว่า “พระเจ้าปัญจาลราช สหายของหม่อมฉันนั้นมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด มิได้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระองค์ ถ้าพระองค์เสด็จไปพระนครนั้นแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์ ชักจูงพระเจ้าปัญจาลราชให้ละเสียซึ่งความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมด้วยเทอญ” เมื่อทรงอธิษฐานแล้วก็เสด็จลุยไปในน้ำลึกเพียงพระศอ เพื่อส่งเสด็จพระพุทธรูปนั้นจากไป เมื่อสำเภาไปถึงกรุงปัญจาละแล้ว ราชทูตก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าปัญจาลราชให้ทรงทราบ พระองค์ก็เกิดปิติโสมนัสเสด็จไปรับเครื่องบรรณาการนั้น พร้อมด้วยอำมาตย์ จตุรงคเสนา และประชาชน พระเจ้าปัญจาลราชเสด็จลงไปในน้ำลึกเพียงพระศอเพื่อต้อนรับพระพุทธรูป ด้วยแรงอธิษฐานของพระเจ้ามหารถราช พระพุทธรูปนั้นก็ได้แสดงปาฏิหาริย์ เช่น  ลอยขึ้นไปในนภากาศเป็นอัศจรรย์ พระเจ้าปัญจาลราชทอดพระเนตรดังนั้นจึงเกิดศรัทธาเป็นที่ยิ่ง ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต่อหน้าพระพุทธรูปนั้น พระเจ้าปัญจาลราชกลับกลายเป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นยิ่งนัก ทรงให้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐาน ไว้ ณ พระราชมณเทียร แล้วบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน และแสดงตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก […]

รำลึก หมอเจ้าฟ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

รำลึก หมอเจ้าฟ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องจากวันที่ 24 กันยายน ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือรู้จักกันใน “วันมหิดล” จึงขอนำเสนอพระราชประวัติของพระองค์ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระปณิธานและคุณูปการที่พระองค์ทรงมีต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศไทย ทูลกระหม่อมแดง พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิการเจ้า ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ เดือนยี่ ปีเถาะ ขึ้น 3 ค่ำ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 (ก่อน พ.ศ. 2484 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันที่ 1 เม.ย. ดังนั้น เดือนมกราคม พ.ศ. 2434 ซึ่งเป็นเดือนพระราชสมภพยังคงนับตามปฏิทินเก่า เมื่อเทียบกับปฏิทินสากลที่ใช้กันในปัจจุบันจึงตรงกับ เดือนมกราคม พ.ศ. 2435) หลังจากประสูติครบ 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ […]

รองสวป. ณัฐวุฒิ ณ เชียงใหม่ ตำรวจหนุ่มเมืองชลบุรี เกลี้ยกล่อมเด็กหญิงคิดสั้นรอดหวุดหวิด

รองสวป. ณัฐวุฒิ ณ เชียงใหม่ ตำรวจหนุ่มเมืองชลบุรี เกลี้ยกล่อมเด็กหญิงคิดสั้นรอดหวุดหวิด จากข่าวนี้ทำให้เห็นว่า โรคซึมเศร้ากลายเป็นอีกโรคที่อันตรายต่อชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคิดสั้น อยากฆ่าตัวตาย แต่น่าชื่นชมที่เด็กผู้หญิงคนนี้รอดมาอย่างปลอดภัยเพราะ รองสวป. ณัฐวุฒิ ณ เชียงใหม่ หรือ ผู้กองเกมส์ เข้าช่วยเหลือไว้ได้ทัน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 17.30 น. สถานีตำรวจภูธร ชลบุรี รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กนักเรียนหญิงอายุ 14 ปี จะกระโดดสะพานลอยคนเดินข้ามถนนสุขุมวิท ช่วงแยกเฉลิมไทย เขตเทศบาล ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ร้อยตำรวจเอก ณัฐวุฒิ ณ เชียงใหม่ รองสารวัตรปกครองป้องกัน สถานีตำรวจภูธร ชลบุรี หรือ ผู้กองเกมส์ เดินทางเข้าตรวจสอบยังสถานที่เกิดเหตุ พบเด็กนักเรียนหญิงนั่งอยู่กลางสะพาน ผู้กองฯจึงเข้าไปเจรจาเกลี้ยกล่อมประมาณ 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเด็กนักเรียนหญิงยอมลงมาจากสะพานลอย     เด็กนักเรียนหญิงพยายามฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิต เพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า […]

ความสำเร็จในทุกๆ วันคือการได้ลงมือทำ – ศรราม เทพพิทักษ์

เมื่อเอ่ยถึง   “ความสำเร็จ”      แต่ละคนมักให้คำนิยามแตกต่างกันไป เพราะ  “ค่าความสำเร็จ”   ของแต่ละคนไม่เท่ากัน หนุ่ม   –   ศรราม   เทพพิทักษ์   นักแสดงผู้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า   20   ปี  มีมุมมองเรื่องความสำเร็จอย่างเรียบง่ายว่า “ความสำเร็จในทุกๆ   วันคือการได้ลงมือทำ”   หมายความว่า   ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม   อย่าเพิ่งมองไปที่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา   แต่ขอให้มอง   ณ   จุดที่เราทำก็พอ   และเมื่อมีโอกาสได้ทำอะไรก็ขอให้ทำอย่างเต็มที่ แม้ไม่ใช่ที่หนึ่งก็ไม่เป็นไร   เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือความภูมิใจที่ได้ลงมือทำ ปลดล็อกให้อดีต หลายปีก่อนหลังทำงานเสร็จ   ผมขับรถกลับบ้านตามปกติ   แต่วันนั้นผมเพลียมากจนเกิดหลับในขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว   มารู้ตัวอีกทีรถก็สั่นไปทั้งคันแล้วพร้อมๆ   กับมีเสียงดังโครม! พอลืมตาก็เห็นว่ารถของผมเสียหลักปีนขึ้นฟุตปาธไปชนต้นไม้   ความตกใจทำให้ผมรีบเหยียบเบรกตั้งใจจะหยุดรถ   แต่เท้าดันไปเหยียบเอาคันเร่งเข้าให้   ผลก็คือ   รถพุ่งชนต้นไม้ไปอีก   2   ต้น   จากนั้นต้นไม้ก็ล้มลงไปทับตู้โทรศัพท์สาธารณะเข้า…ทำให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่แถวนั้นพลอยรับเคราะห์ไปด้วย เมื่อรถจอดนิ่งสนิท   ผมรีบลงมาดูที่เกิดเหตุ   แต่ก็ไม่ทันแล้ว…ร่างพี่ผู้หญิงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ริมฟุตปาธ   ผมจึงได้แต่กราบขอขมาพี่เขา   ณ   ตรงนั้น   ด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นถึงแม้ผมจะพยายามช่วยเหลือครอบครัวพี่เขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   แต่ความรู้สึกผิดที่ว่า   “ผมทำให้คนอื่นตาย”ไม่เคยลดน้อยลงเลยและยังวนเวียนอยู่ในใจตลอดเวลา   วันหนึ่งผมจึงตัดสินใจไปพบกับพระพี่เลี้ยงที่เคยดูแลผมตอนผมบวช   (สมัยนั้นผมเรียกท่านว่า   หลวงพี่เทอด)   ผมเล่าความอึดอัดใจทั้งหมดให้ท่านฟังและถามว่า   “ผมจะจัดการจิตใจตัวเองอย่างไรดีให้ดีที่สุด”   หลวงพี่แนะนำกลับมาสั้นๆ   […]

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท  ปฏิจจสมุปบาท เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึก ทำให้เข้าใจถึงการกำจัดอวิชชา และเข้าใจว่าเพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายยังคงเวียนว่ายตายเกิดในทะเลแห่งวัฏฏะสงสาร การที่จะตัดภพ สิ้นชาติให้ได้นั่นต้องมีความเข้าใจในคำสอนเรื่องนี้เสียก่อน คำสอนที่มีชื่อเรียกยากนี้ หากใครได้ยินเป็นครั้งแรก ต้องขอให้ผู้พูด พูดชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำถามเชิงอุทานว่า “ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร” ปฏิจจสมุปบาทคือองค์ธรรมที่อาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น มีด้วยกันทั้งหมด 12 องค์ธรรม ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ หากจะอธิบายคำสอนนี้ได้ให้เกิดความเข้าใจ ต้องอิงตามพระพุทธพจน์ของพระ ในพระสูตรหนึ่งมีชื่อว่า ” ปัจจัยสูตร ” ยกส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทพอสังเขปมาดังนี้ องค์ธรรมที่อิงอาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มจากการเกิด (ชาติ) ทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย (ชรามรณะ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นองค์ธรรมที่อิงอาศัยกัน หากไม่มีชาติก็ไม่มีชรามรณะ เพราะเรา (ตถาคต) เข้าใจในการอิงอาศัยขององค์ธรรมนี้ เราจึงได้บรรลุธรรม   […]

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็น ทำไมบางคนจึงไม่เห็น

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็นทำไมบางคนจึงไม่เห็น โอปปาติกะ คืออะไร และมีกี่ประเภท ทำไมบางคนจึงเห็นและทำไมบางคนจึงไม่เห็น เหตุผลที่โอปปาติกะจะปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว มีดังนี้   โอปปาติกะคืออะไร มีกี่ประเภท จากในพระไตรปิฎก โอปปาติกะ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่พอเกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอยู่ในครรภ์ เช่น มนุษย์หรือสัตว์บางประเภท หรืออยู่ในไข่ เช่น เป็ด ไก่ หรืออยู่ในสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น หนอน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้มีลักษณะเป็นกายทิพย์ ปกติแล้วจะมองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรต   เทวดา เทวดา คือโอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เรียกว่า สุคติ หรือก็คือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะรวมถึงรูปพรหมและอรูปพรหมด้วย โดยทั่วไป เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ที่ทำความดีมามากกว่าความชั่ว เน้นไปที่ด้านให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นประจำ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกำลังบุญจึงดึงดูดให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ ตามแต่กำลังบุญของตน รูปพรหม ได้แก่ อดีตมนุษย์ที่บำเพ็ญความดีทั้งทาน ศีล และภาวนาเป็นประจำ […]

keyboard_arrow_up