ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ “ธรรมะคือที่พึ่งอันประเสริฐ”

คุณแอน – ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ เรียนจบปริญญาโทมาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอเล่าถึงการเข้าสู่เส้นทางธรรมว่า “แอนเริ่มปฏิบัติธรรมตอนอายุ 18 ตอนนั้นน้องชายทั้งสองคนเข้าร่วมโครงการสามเณรใจเพชรและโครงการสามเณรลูกแก้วที่ยุวพุทธิกสมาคมฯ หลังจากนั้นยุวพุทธฯ ก็จัดให้มีโครงการชวนผู้ปกครองของคนที่เคยบวชเณรมาปฏิบัติธรรมแบบสติปัฏฐาน 4 พองหนอ ยุบหนอ ร่วมกัน คุณแม่ขอให้ไปเป็นเพื่อน ครั้งแรกที่ไปปฏิบัติธรรมไม่ชอบเลย รู้สึกเบื่อ และคิดว่าไม่อยากกลับมาปฏิบัติอีกแล้ว “หลังจบคอร์สครั้งนั้น คุณลุงมณเฑียรซึ่งเป็นประธานโครงการจัดปฏิบัติธรรมของยุวพุทธฯโทร.มาแจ้งคุณแม่ว่า จะมีโครงการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง ชื่อโครงการธรรมบุตรี อยากให้แอนช่วยไปเป็นอาสาสมัครดูแลคนที่มาปฏิบัติธรรม ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าถ้าช่วงนั้นติดออกค่ายของมหาวิทยาลัยคงไปไม่ได้ แต่เผอิญค่ายยกเลิก แอนจึงต้องมาช่วยเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้ตามที่เคยบอกไว้” จากที่ได้เข้ามาช่วยงานในคอร์สตลอด 7 วัน ทำให้ทัศนคติต่อการปฏิบัติธรรมของคุณแอนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น “การได้มาเป็นอาสาสมัครทำให้แอนมองเห็นคุณค่าของตัวเองและอยากปฏิบัติธรรมเข้มข้นมากขึ้น จึงสมัครเข้าคอร์สที่ชื่อว่าเจียระไน เน้นการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดรู้ในทุก ๆ อิริยาบถ พอได้เรียนกรรมฐานเยอะขึ้น ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วธรรมะสามารถเอามาใช้ได้กับทุก ๆ เรื่องในชีวิต “กรรมฐานทำให้แอนมีสติ ใจเย็นขึ้นมาก ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น รวมทั้งทำให้เกิดปัญญาเข้าใจความรู้สึกของพ่อกับแม่มากขึ้น เช่น ระหว่างที่ปฏิบัติเกิดปวดเมื่อยตามร่างกาย ก็คิดได้ว่าอาการปวดแค่นี้เทียบไม่ได้กับเวลาที่เราดื้อกับพ่อแม่ แล้วทำให้ท่านปวดใจ ตั้งแต่ฝึกกรรมฐานมา ไม่เคยเถียงพ่อแม่อีกเลย […]

คุณมอง “อดีต” เป็นตราสัง หรือพลัง บทความชวนคิด จาก ท่านปิยโสภณ

มีคนไม่น้อยหวนจมอยู่กับอดีตจนเสียอนาคต อดีตเหล่านั้นล้วนมิใช่ของตนหากแต่เก็บมาพูดวิจารณ์ปรับทุกข์สนุกปาก บทความชวนคิด จากท่านปิยโสภณ

เสียงด่า คือเสียงธรรมที่ซาบซึ้งใจ บทความจาก พระไพศาล วิสาโล

คนทั่วไปเมื่อถูกต่อว่า ได้ยิน เสียงด่า ไม่เพียงรู้สึกโกรธ เจ็บปวดเหมือนถูกทำร้าย หากยังรู้สึกเสียใจที่ถูกมองในแง่ลบ หรือเสียหน้า

อย่ารบกวนเสียง – บทความดีๆ จากพระไพศาล วิสาโล

เรื่องเล่าของหลวงพ่อชา บทความดีๆ จากพระไพศาล เรื่องมีอยู่ว่า คืนหนึ่งขณะที่พระสงฆ์และญาติโยมนั่งสมาธิ มีเสียงดนตรีจังหวะกระแทกกระทั้นดังเข้ามาในห้องตลอดเวลา

เคล็ดลับอยู่ร่วมกับคนอื่นแบบเป็นสุข 6 หลักธรรมที่ชาวพุทธควรรู้

มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยเสริมให้เรามีความสุข เป็นต้นว่า การมีสุขภาพพลานามัยที่ดี การมีครอบครัวที่อบอุ่น การมีหน้าที่การงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี

การเดินทางหลังความตายที่ไม่สิ้นสุดของ เฮนเรียตตา แล็กส์ ตัวตายไปแล้วแต่เซลล์ยังอยู่

เฮนเรียตตา แล็กส์ ได้เดินทางไปยังห้องทดลองมาแล้วทั่วโลก แถมยังได้ขึ้นไปกับยานอวกาศ แต่ที่น่าประหลาดใจคือการเดินทางทั้งหมดนี้ ตัวเธอเองไม่มีโอกาสได้รับรู้เลย

ธนพงศ์ จิตชู “ธรรมะ” นำทางชีวิต

หลังเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์การเดินเรือจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีได้เพียงไม่กี่ปี คุณแบงก์ – ธนพงศ์ จิตชู ก็เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของกิจการขายนาฬิกาทั้งปลีกและส่งที่จังหวัดชลบุรี “ตั้งแต่เด็กจนโต คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังเรื่องการปฏิบัติธรรมให้ผมกับน้องมาตลอด อย่างช่วงปิดเทอม เด็กคนอื่นอาจได้ไปเที่ยวทะเล ไปต่างจังหวัด แต่ผมและน้องสาวไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม 7 วัน ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร ก็ได้แต่ทำตาม ๆ ไป ทุกครั้งที่ไปวัดตอนนั้นผมไม่ชอบเลย เพราะคุณพ่อปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตีสาม ท่านบอกว่าถ้าตื่นเร็วจะได้เจอสิ่งดี ๆ ก่อนคนอื่น “จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้ต่างจากคนวัยเดียวกันที่อยากไปเที่ยวเล่นเฮฮากับเพื่อนฝูง แต่เพราะรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่รักเรามาก ปรารถนาดี อยากให้เราเป็นคนดี ท่านไม่ได้เลี้ยงผมด้วยการหยิบยื่นเงินทองให้ แต่จะสอนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชาย ให้แข็งแกร่ง รู้จักความลำบาก ฝึกให้อดทนและยืนได้ด้วยตัวเอง ท่านอยากเลี้ยงผมให้เป็นคนดีมีคุณภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้” ต่อมาคุณแม่พาไปกราบและฝากฝังให้บวชกับพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ณ สถานปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตและธรรมะในแบบที่คุณแบงก์เองก็ไม่คาดคิดมาก่อน “ครั้งแรกที่ไปถึงวิวัฏฏะ ผมตกใจมาก เพราะมีแต่ภูเขาหัวโล้นกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ หนึ่งองค์ ผมอดคิดไม่ได้ว่าแม่ส่งเรามาทำอะไรที่นี่ ตอนนั้นรู้สึกท้อและคิดว่าอย่าว่าแต่สามเดือนครึ่งเลย แค่สามวันยังไม่รู้ว่าจะรอดไหม แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ผมก็ต้องอยู่ให้ได้ […]

เหตุผลที่นักปฏิบัติธรรมยังคงพ่ายแพ้กิเลส บทความจาก พระไพศาล วิสาโล

เคยสงสัยไหมคะว่า เพราะอะไร นักปฏิบัติธรรม บางคน เมื่อกลับมาสู่สิ่งแวดล้อมเดิม ๆ จึงมีนิสัยไม่น่ารักดังเดิมหรือยังพ่ายแพ้กิเลสเช่นเคย พระไพศาลมีคำอธิบายค่ะ

อิติปิโส : สวดกี่จบก็คบได้ | ท่าน ว. คลายความสงสัยเรื่องการสวดมนต์

อิติปิโส สวดแบบไหนกันแน่ที่ถูกต้อง หลายคนได้ยินได้ฟังมาว่า เวลาสวดอิติปิโสจะต้องสวดเท่ากับอายุ +1 แต่สวดไม่ถึง จะเป็นอะไรไหม

เป็นลูกน้องหรือเป็นนายตัวเอง อย่างไหนดีกว่ากัน

เป็นลูกน้องหรือ เป็นนายตัวเอง อย่างไหนดีกว่ากัน พอถึงช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงานที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ การออกไปมีธุรกิจเป็นของตนเอง เป็นนายตัวเอง ก็ดีไม่น้อย เป็นความฝันของชาวออฟฟิศหลายที่อยากให้เป็นจริง อยากพ้นจากความทุกข์ที่โดนกดดันด้วยงาน พ้นจากการเป็นลูกน้องที่ต้องรับฟังคำสั่ง ไปสู่ชีวิตที่เสรีและทำตามความคิดของตนเอง คนที่อยากสร้างธุรกิจในฝัน มักเป็นคนที่มองโลกเชิงบวกและมีความกระตือรือร้นกว่าคนที่คิดจะเปลี่ยนงาน คนเหล่านั้นไม่ได้ทอดทิ้งงานเพราะเกลียดบริษัท แต่เพียงอยากทำความฝันของตนเองให้ลุล่วง มองในอีกมุมหนึ่ง ความฝันที่สวยงามอาจกลายเป็นหลุมพราง ทำไมถึงกล่าวแบบนี้ สมัยก่อนการเป็นนายตัวเอง อาจเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน แต่สมัยนี้การขายของออนไลน์ก็สามารถทำให้เราไต่เต้าไปสู่การประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ แต่ผลแห่งความสำเร็จไม่ได้เจริญงอกงามได้กับทุกคน หากพิจารณาดูการทำธุรกิจมีหลายปัจจัยมาก กว่าจะสร้างฐานที่แข็งแกร่ง หากทำเพื่อฝันว่าอยากขายสินค้านี้ ชอบสินค้านี้ และลาออกจากงานประจำมาขายเต็มตัว เพราะวาดฝันไว้สวยหรูว่าจะได้เป็นเจ้าของกิจการที่มั่นคงแน่นอน แต่ทว่าความฝันก็ดับเพราะการไม่เข้าใจการตลาดที่แน่นอน ไม่ทราบความต้องการของลูกค้า ธุรกิจในฝันก็ล่มจมไป จากจุดนี้จะไปไหนต่อ เมื่อน้ำเลี้ยงหลักของเราไม่มีแล้ว เงินที่จะใช้จ่ายในชีวิตที่เคยได้มาหล่อเลี้ยงเป็นเดือน ๆ จากงานประจำไม่มีแล้ว จำนวนประชากรทุกวันนี้ สูสีกับปริมาณสินค้าที่เราขายไหม หากสินค้ามากกว่าผู้ซื้อ ผลต่อมาคือไม่สามารถจัดการสินค้าที่เหลือได้ สินค้าส่วนใหญ่อิงกระแสความต้องการของผู้บริโภค แต่เมื่อกระแสความสนใจเปลี่ยนทิศทาง ก็กลายเป็นปัญหาของเราผู้ออกมาตามฝัน นายตัวเองนอกจากธุรกิจแล้ว การเป็นฟรีแลนซ์ก็เป็นอีกงานที่ไม่ได้รับการกดดันจากบริษัท แต่ฟรีแลนซ์จะไม่ได้รับการคุ้มครองและสวัสดิการการช่วยเหลือใดใดเลย ซึ่งถ้าวันหนึ่งเจ็บป่วยขึ้นมา ก็ลำบากเราไม่น้อย นอกจากจะขยันหางานได้ทีไรมาก ๆ แล้วมีเงินเก็บพอรักษาตัวเอง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ก้าวออกมาจากงานประจำ สู่งานอิสระและการเป็นนายตัวเอง ผลที่ตามมาหลายคนขาดทุน ไม่ได้กำไร […]

3 ลักษณะของคนโชคดีที่คุณก็คาดไม่ถึงว่าเป็นความโชคดี

3 ลักษณะของคนโชคดี ที่คุณก็คาดไม่ถึงว่าเป็นความโชคดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายเรื่องทีทำการสังเกต ลักษณะของคนโชคดี และคนโชคร้ายจาก 5 ลักษณะนิสัย ประกอบด้วย อารมณ์ร่วม หมายถึง ความสามารถในการอ่านบรรยายกาศและสิ่งรอบตัว หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดความรู้สึกร่วม และพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น สรุปสั้น ๆ คือ เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน ความซื่อสัตย์ หมายถึง ความสามารถในการบังคับตัวเอง เช่น ควบคุมตัวเองได้หรือไม่ มีจิตใจเข้มแข็งหรือไม่ พูดโกหกหรือไม่ เป็นต้น การเข้าสังคม หมายถึง การชอบเข้าสังคม กระตือรือร้น เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ความแปรปรวนของอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับความเครียด หรือความกดดันจากคนรอบข้างได้หรือไม่ ขี้กังวลหรือตื่นเต้นง่ายแค่ไหน จิตใจเปิดกว้าง หมายถึง การแสดงความคิดสร้างสรรค์ ความสนใจและชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ดร.ไวส์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเคยสำรวจลักษณะนิสัยพื้นฐาน 5 ประการระหว่างคนโชคดีกับคนโชคร้ายว่า มีความแตกต่างกันหรือไม่ จนได้ผลลัพท์ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คนโชคดีกับคนโชคร้ายมีจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพียงแค่ 3 เรื่อง ได้แก่ การเข้าสังคม ความแปรปรวนของอารมณ์ และจิตใจที่เปิดกว้าง ส่วนอารมณ์ร่วมและความซื่อสัตย์นั้น […]

ความสุขอยู่ที่ไหนกัน ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย

ทันทีที่แสงสปอตไลต์ส่องตรงมาที่ฉัน  เสียงปรบมือ  เสียงเรียกชื่อ “ลุลา  ลุลา  ลุลา” ก็ดังกระหึ่มขึ้น พร้อมๆ กันทั้งฮอลล์คอนเสิร์ต  ณ วินาทีนั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ว่า “นี่แหละความสุข  ความฝันที่ฉันตามหามาทั้งชีวิต…ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลงจริงๆ” ครอบครัวลุลาเป็นคนจีนค่ะ  เรามีกันอยู่ 5 คน  พ่อ  แม่  ลูกชายสอง  และลูกสาวอีกหนึ่ง  ลุลาเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน ด้วยเหตุนี้เองคุณแม่จึงสนับสนุนลุลาเต็มที่ สนใจจะเรียนอะไร จะฝึกอะไรขอได้หมด ลุลาจึงได้เรียนตั้งแต่บัลเลต์ ร้องเพลง สเกตลีลา คอรัส (ร้องประสานเสียง) ทำอาหาร  ตัดผม  ฯลฯ พอเรียนบัลเลต์ได้ดี  ลุลาก็เริ่มฝันจะเป็นนักบัลเลต์ แต่พอรู้แน่ว่านักบัลเลต์เป็นอาชีพที่เกิดได้ยากในเมืองไทย  ลุลาก็เริ่มเบนเข็มว่า “เป็นนักร้องดีไหม  เพราะเราก็ชอบร้องเพลง”  แต่พอนึกถึงภาพนักร้องเมืองไทยในช่วงนั้นที่เน้นว่าต้องหล่อ สวย หุ่นดี ยิ่งเป็นดาราด้วยยิ่งดี ความฝันนี้ก็ตกไปทันที เพราะลุลาไม่มีคุณสมบัติที่ว่าเลย นอกจากร้องเพลงได้เท่านั้น คิดไปคิดมายังเหลืออีกอย่างที่ลุลาชอบ นั่นก็คืองานศิลปะ  เพราะลุลาชอบวาดรูป  ชอบออกแบบ  ลุลาจึงมุ่งมั่นเรียนด้าน Exhibition Design แทน พอเรียนจบปั๊บ ลุลาก็เริ่มทำงานประจำ จนเวลาผ่านไป 2 - 3 ปี  ก็เริ่มรู้สึกว่า “งานที่ทำอยู่ไม่ใช่ตัวเรา”  แล้วจู่ ๆ ความฝันเดิมๆ ก็วนกลับเข้ามาในใจอีกครั้ง! พร้อมคำถามว่า “เรายังอยากเป็นนักร้องอยู่หรือเปล่า” ตั้งแต่เรียนมัธยมจนกระทั่งมหาวิทยาลัย มีคนมาชวนลุลาเป็นนักร้องหลายครั้ง  แต่คุณแม่ก็ไม่เคยอนุญาตเลยสักครั้ง เพราะท่านมองว่า นักร้องเป็นงานฉาบฉวย  อยู่กับแสงสี  เสี่ยงต่อการเสียผู้เสียคน  จึงอยากให้ทำธุรกิจหรือทำงานที่มั่นคงมากกว่า แต่มาถึงวันนี้ลุลาเรียนจบอย่างที่คุณแม่ต้องการแล้ว  มีประสบการณ์ชีวิตมาระดับหนึ่งจึงอยากทำตามฝันของตัวเองดูบ้าง  ลุลาจึงตัดสินใจ “แอบ” คุณแม่ไปทำอัลบั้มแบบเงียบ ๆ จนได้…ก่อนจะเจ๊งไปแบบเงียบ ๆ จนต้องตัดสินใจออกจากค่ายเพลงทั้งที่ยังไม่หมดสัญญาด้วยซ้ำ จากนั้นลุลาก็กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง  คราวนี้ลุลาโหมงานอย่างหนัก  แต่ละวันต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง  เสาร์ - อาทิตย์ก็มีงานตลอด  ไม่ค่อยได้เจอคุณแม่เลย  ส่วนอาหารการกิน  ลุลาเน้นข้าวกล่องเป็นหลัก  กินแค่พออิ่มและประหยัดเวลา  พอถึงเวลานอนก็ยังหลับไม่สนิทเพราะคิดถึงแต่งาน  เครียด  กังวลไปสารพัด  ด้วยเหตุนี้ลุลาจึงป่วยบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะลงเอยด้วย โรคออฟฟิศซินโดรม!     วันหนึ่งลุลาบังเอิญได้คุยกับพี่โปรดิวเซอร์คนหนึ่งเข้า  ความที่สนิทกัน  ลุลาจึงระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องงานประจำให้เขาฟังจนหมดเกลี้ยง  พี่โปรดิวเซอร์จึงแนะนำให้ลองฟังเพลงแนวบอสซาโนวา(Bossanova) ดู  เนื่องจากบอสซาโนวาเป็นแนวเพลงที่มีจังหวะเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจมนุษย์  ทำให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย  ยิ่งผสมผสานกับการร้องแบบกระซิบ ๆ  ไม่เต็มเสียง  ยิ่งเข้ากันได้ดี สำหรับลุลาแล้ว  การฟังเพลงแนวบอสซาโนวาเปรียบเหมือนการได้เจอ “โอเอซิส” อย่างไรอย่างนั้น ยิ่งทำงานไปด้วย ฟังเพลงไปด้วยก็ยิ่งเพลิดเพลิน  เหมือนมีอะไรมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้กลับมีพลังอีกครั้ง หลังจากเป็นผู้ฟังที่ดีมา 2 ปี วันหนึ่งลุลาก็มีโอกาสได้ลองร้องเพลงแนวบอสซาโนวาเป็นครั้งแรก  แม้จะไม่มั่นใจเท่าไร  แต่พอร้องแล้วมีคนชื่นชอบ ลุลาก็ยิ่งมั่นใจ  จนในที่สุดก็ตัดสินใจแอบหนีคุณแม่มาร้องเพลงบอสซาโนวาทุกคืนวันพุธ ส่วนกลางวันก็ยังทำงานประจำแบบวุ่น ๆ ไปตามเดิม ช่วงนั้นนอกจากอาการออฟฟิศซินโดรมจะยังไม่หายขาดแล้ว  คุณหมอยังตรวจเจอซีสต์ในตัวลุลาเพิ่มอีกหลายแห่งด้วย พอเห็นลุลาป่วยขนาดนี้คุณแม่จึงเอ่ยปากว่า  “เปลี่ยนงานดีไหมลูก  หรือไม่ก็ลาออกไปเรียนปริญญาโทก่อน”  ใจลุลาเองก็อยากจะพักอย่างที่คุณแม่บอกเหมือนกัน  จะได้รักษาตัวและเรียนปริญญาโทเสียที  แต่ก็ยังสองจิตสองใจอยู่  จนกระทั่ง พี่เต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม เอ่ยปากชวนลุลามาทำอัลบั้มแนวบอสซาโนวาด้วยเท่านั้น  ลุลาก็ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ทันที  พอกันทีชีวิตสาวออฟฟิศ! ความรู้สึกของลุลาตอนนั้น “ดีใจอย่างบอกไม่ถูกค่ะ  มันพองฟูไปหมด  มันเหมือนกับคนที่ทิ้งความฝันไปแล้ว  เกือบจะไม่รู้จักความฝันและความหวังแล้วด้วยซ้ำ แต่อยู่ ๆ ก็มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้อีกครั้ง ถึงจะต้องแอบคุณแม่ไปทำอัลบั้มก็ยอม” ครั้งนี้ลุลาทำงานด้วยความคิดแบบนักดีไซน์ที่ว่า  “Innovation is everything.” หมายความว่า การมีนวัตกรรมทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้น่าสนใจได้  คราวนี้แหละที่ลุลาจะได้พรีเซ้นต์ตัวเองในแง่มุมต่าง ๆ เหมือนการดีไซน์งานศิลปะสักชิ้นขึ้นมาด้วยความรัก ไร้ความกดดัน  ไร้ความคาดหวัง แค่คิดก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เสียใจแล้วที่จะได้ทำอัลบั้มอย่างที่ตัวเองต้องการออกมา ในที่สุดปี 2551  อัลบั้ม Lula Urban Lullaby  อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกในชีวิตลุลาก็เสร็จสมบูรณ์ค่ะ  หลังจากปล่อยเพลงโปรโมตออกไปได้ไม่นาน  ก็เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามมามากมายตามสื่อต่าง ๆ  ไม่ว่าจะในกูเกิล (Google) ที่มีสถิติการค้นหาชื่อลุลาสูงสุด  ทำไมนักร้องคนนี้ต้องร้องเพลงแอ๊บแบ๊วขนาดนี้  ฯลฯ  แต่ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงในลักษณะไหน  ลุลาก็ถือว่าเป็นความสำเร็จและเป็นกำลังใจที่ดีมาก ๆ ค่ะ ส่วนคุณแม่ กว่าท่านจะรู้ว่าลุลาไม่ได้แค่เรียนปริญญาโทอย่างเดียว  แต่ยังแอบไปทำอัลบั้มด้วยก็เมื่อท่านได้ฟังเพลง “ทะเลสีดำ” ที่เปิดตามคลื่นวิทยุแล้วค่ะ ฟังครั้งแรกก็ยังไม่ได้ว่าอะไร  แต่ได้ยินวิทยุเปิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ  ท่านก็เริ่มยอมรับแล้วว่า “ลูกสาวคนนี้ไม่ธรรมดา” “ทุกสิ่งที่ลุลาทำพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ  แต่เกิดจากความพยายามล้วน ๆ  ซึ่งถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่กับตัวแล้ว  แน่นอนว่าโลกนี้ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”   […]

“ทุกข์คลายได้ เมื่อใจยอมรับ” บทความสำหรับคนทุกข์ จาก พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล เขียนไว้ใน บทความสำหรับคนทุกข์ ว่า ถ้าไม่อยากซ้ำเติมตนเองก็ควรทำใจยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน แต่การยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมแพ้

วางใจผิด ชีวิตเป็นทุกข์

วางใจผิด ชีวิตเป็นทุกข์ เรื่องเล่าจากพระไพศาล วิสาโล “ฉันทำผิดอะไร ถึงต้องมาเป็นอย่างนี้” หญิงชราวัย 75 ตัดพ้อกับหลวงพ่อที่เธอเคารพนับถือ

โพชฌังคปริตร (แปล) บทสวดมนต์แห่งการตรัสรู้

ชาวพุทธเชื่อกันว่าบทสวดโพชฌังคปริตร เป็นบทที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้เพราะเป็นบทสวดที่มีเสียงสระแค่สองจังหวะตลอดทั้งบท

พระพุทธเจ้าในภาษาคนภาษาธรรม ถอดอัตตาให้ไปสู่วิมุตติ

พระพุทธเจ้าใน ภาษาคนภาษาธรรม ถอดอัตตาให้ไปสู่วิมุตติ ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวความหมายของพระพุทธเจ้าโดยแยกเป็น ภาษาคนภาษาธรรม ได้อย่างลึกซึ้งมาก ทำให้เห็นว่าที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าในสองภาษา อาจเป็นพระองค์เดียวกัน แต่กลับมีความหมายที่ลึกซึ้งไปคนละอย่าง หากเราเข้าใจในภาษาธรรม ก็จะเข้าใจพระพุทธเจ้าในภาษาคนด้วย ทำให้เราไปสู้วิมุตติได้ไม่ยาก คือไม่ยึดติดในสมมติสัจจะที่ชาวโลกบัญญัติ แต่เข้าใจถึงสภาวะธรรมที่เป็นจริง ซึ่งสภาวะธรรมนี้ที่ทำให้มนุษย์สามารถตรัสรู้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานได้นั่นเอง คนทั้งหลายทราบกันดีว่า “พุทธะ” ในภาษาคน หมายถึงพระพุทธเจ้า คือเจ้าชายสิทธัตถะผู้สละราชสมบัติ เพื่อแสวงหาความหลุดพ้น ทรงมีพระชนม์ชีพเมื่อสองพันปีก่อน เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระสรีรสังขารถูกเปลวเพลิงเผาพลาญสิ้นไปแล้ว นั่นคือพุทธะในภาษาสามัญที่ชาวโลกรู้จัก แต่ส่วนพุทธะในภาษาธรรม หมายถึงองค์ธรรมแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ไม่เห็นธรรมะนั้น แม้จะจับจีวรของตถาคตอยู่แท้ ๆ ก็ไม่เชื่อว่าเห็นตถาคตเลย” ลองตรองดูว่า ธรรม ในที่นี้คืออะไร ธรรม ในที่นี้คือ สิ่งที่เป็นนามธรรมไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่มีรูปร่าง แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นแหละคือตัวตถาคต เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าในภาษาธรรม คือตัวธรรมะที่ทำบุคคลสามัญให้กลายเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าได้เห็นแล้วจึงได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า คนในสมัยพุทธกาลหลายคน ไม่พอใจ ไม่ชอบพระพุทธเจ้า ด่าพระองค์ ทำร้ายพระองค์ […]

ผมต้องเป็นครู ครูเชาว์ – เชาวลิต สาดสมัย

ผมต้องเป็นครู ครูเชาว์ – เชาวลิต สาดสมัย ซีเคร็ตชวนมารู้จักกับชายร่างผอมแต่มีพลังล้นเหลือ ครูเชาว์ – เชาวลิต สาดสมัย ชายวัย 40 ปี ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อส่วนรวม ครูเชาว์บอกว่า “ผมเน้นกินน้อยแล้วทำงานเยอะ ๆ” (หัวเราะ) ครูเชาว์พาชมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อชุมชนบ้านปูน บริเวณใต้สะพานพระราม 8  ก่อนมานั่งสนทนากันใต้ร่มไม้ใหญ่อย่างเป็นกันเอง   ในหลวง รัชกาลที่ 9 คือแรงบันดาลใจ ผมเป็นเด็กกำพร้าในบ้านราชาวดีมาก่อน ผมจะเห็นในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกค่ำเลย เพราะที่บ้านราชาวดีเปิดข่าวพระราชสำนักให้เราดูทุกวัน พระองค์เป็นบุคคลที่ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม ก้าวแรกของผมคือช่วยเหลือแม่  ๆ ในบ้านราชาวดีเลี้ยงน้อง ป้อนข้าว และอาบน้ำให้น้อง ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 10 ขวบ การช่วยเหลือแม่ ๆ ทำให้ผมได้เติมเต็มในสิ่งที่ขาดหาย ได้รับความรักจากน้อง ๆ ถึงผมจะขาดความรักจากพ่อแม่ แต่ผมก็ได้สิ่งนี้มาทดแทนช่วยให้ผมอบอุ่น ตอนนั้นทางรัฐบาลอนุญาตให้ผู้พิการเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ ผมจึงตั้งใจที่จะสร้างอนาคตให้ตนเอง จึงขออนุญาตนักสังคมสงเคราะห์บ้านราชาวดีเรียนในระดับประถมศึกษา และได้เรียนที่โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ […]

เหตุเกิดเพราะอยากช่วยชาติ สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์มานพ อุปสโม

มีคำกล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” แล้วคนธรรมดาๆ ที่ยามว่างนอกจากจะชอบเข้าวัดแล้วยังชอบเข้าคอร์ส (ปฏิบัติธรรม) อย่างชาว Secret ล่ะ จะสามารถทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้าง… เราควรจะต้องเลือกสีเลือกข้างหรือจะอยู่แบบไร้สังกัดต่อไป ช่วยชาติ พระอาจารย์คะ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดาๆ เราจะทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้างคะ ถ้าพูดถึงชาติบ้านเมือง “ความสามัคคี” ต้องมาก่อน ที่จริงสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศชาติคือประชาชน ถ้าประชาชนมีความสุข ประเทศก็แข็งแรงและเข้มแข็ง ถ้าประชาชนมีความทุกข์ ประเทศก็สั่นคลอนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นการช่วยชาติวิธีหนึ่งก็คือ การทำให้ตัวเองมีความสุขและสามัคคีกัน ซึ่งการที่บุคคลจะมีความสุขได้นั้นต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมในที่นี้ หมายถึงการเจริญสติเหรอคะ อันนั้นก็ใช่ แต่เราควรหาโอกาสนั่งสมาธิ ดูกายดูจิตเป็นประจำด้วย การนั่งสมาธิคือการทำจิตให้นิ่ง อาจเริ่มจากการสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาก็ได้ ความสามัคคีปรองดองเป็นสิ่งที่คนในชาติทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจสร้างยากกว่าสมัยก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนการทะเลาะเบาะแว้งมักเป็นเรื่องของตัวบุคคล มีผู้นำไม่กี่คนที่แตกแยก แต่ทุกวันนี้เหตุปัจจัยของบ้านเมืองต่างออกไป ผู้นำที่มีความคิดไม่ลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามดึงประชาชนมาเป็นฐานเสียง ใช้จำนวนประชาชนในการต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์ คนในสังคมจึงแตกแยกกันมาก เพราะฉะนั้นในฐานะประชาชน ขอเพียงเรารับผิดชอบหน้าที่ของตนให้ดี และรักษาความเป็นกลางให้มากๆ ไม่เข้าข้างนั้น ออกข้างนี้ ไม่เข้าไปแก่งแย่งอะไรกับใครทั้งสิ้น สักวันผู้ที่ขัดแย้งกันก็ต้องล้มหายตายจากไป แล้วความมั่นคงของชาติก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่คนที่เขายอมตัวไปเป็นฐานเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาก็มั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูกต้องนี่คะ คนเลือกเขาก็เลือกตามที่ใจชอบ ซึ่งเลือกแล้วอาจจะไม่สุขก็ได้หรือสิ่งที่คิดว่าถูกอาจไม่ถูกก็ได้ มันไม่แน่นอนและไม่ใช่สุขที่แท้จริง […]

keyboard_arrow_up