รู้จักไหม หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น ใครเสี่ยงเป็นบ้าง ต้องอ่าน!

มารู้จักกับ หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น กันเถอะ จริงๆแล้ว หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น นี้เรียกกันไปหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หมอนรองกระดูเสื่อม,เคลื่อน, ทับเส้น ทั้งหมดทุกชื่อ ล้วนแล้วแต่มีพยาธิสภาพเดียวกันทั้งสิ้น ความสำคัญของโรคนี้ คือ มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทั้งจากความเสื่อมและจากกิจกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลังและสะโพกร้าวลงขาอีกด้วย ทำไมจึงปลิ้น ตัวหมอนรองกระดูกนั้นประกอบไปด้วยส่วนตรงกลาง เรียกว่านิวเคลียส และเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบๆตัวมันอยู่ เมื่อมีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกที่เสื่อม อาจทำให้หมอนรองกระดูกเกิดมีการขยับหรือว่าปลิ้นไปทางด้านหลัง กดโดนเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ หมอนรองกระดูกโดยปกติทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกายและเป็นตัวให้ความยืดหยุ่น ในขณะที่มีการก้มเงย บิดตัว ของตัวกระดูกสันหลัง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของมันค่อนข้างมีความสำคัญและมันต้องทำงานทุกวันแบบไม่มีเวลาพักนั่นเอง พอมันทำงานทุกวัน ก็เลยเกิดความเสื่อมขึ้น ประจวบกับกิจกรรมเสี่ยงที่ทำอยู่ ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นได้ในที่สุด อาการเป็นอย่างไร อาการของโรคนั้นกว้างมาก เริ่มตั้งแต่แค่ปวดหลังธรรมดา, ปวดหลังเรื้อรัง,ปวดสะโพก, ปวดและชาขา ไปจนถึง ขาอ่อนแรง เดินได้ไม่ไกล โดยบางรายอาการหนักอาจทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะอุจจาระได้เลยทีเดียว การรักษา การรักษาก็ทำได้หลายอย่างเช่นเดียวกัน เป็นน้อยก็รับประทานยาธรรมดา แต่หากเป็นมากขึ้น อาจต้องฉีดยาพิเศษเฉพาะจุดหรือหากมีการกดทับเส้นประสาทมาก อาจถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยทีเดียว ปัจจัยเสี่ยง 1. กิจกรรมที่ต้อง ยก, ก้ม, เอี้ยว, หมุนเอวหรือหลัง ล้วนแต่ทำให้หมอนรองกระดูกต้องทำงานหนักทั้งนั้น หากหมอนรองรับน้ำหนักไม่ไหว ก็จะเคลื่อนหรือปลิ้นได้ 2. น้ำหนักตัวที่มาก เพิ่มโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกหลังปลิ้น ตรงไปตรงมา 3. อาชีพเสี่ยง ได้แก่ อาชีพต้องก้ม, ยก, แบก […]

ป้องกันตัวจาก ปอดบวม ปอดอักเสบ ในยุคโควิด-19

ดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลจาก ปอดบวม / ปอดอักเสบ โรค ปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเเบบเฉียบพลัน เกิดได้จากเชื้อแบคทีเรีย,เชื้อไวรัส และเชื้อรา พบได้บ่อยในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาล สำหรับสาเหตุของโรค มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุและสภาพแวดล้อม โดยร่างกายจะได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นปอดอักเสบมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนสูง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้สูงกว่า คนที่ควรฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีวัคซีนปอดอักเสบชนิด 13 สายพันธุ์ ป้องกันการติดเชื้อและอันตรายร้ายแรงจากเชื้อ โดยผู้ที่เเนะนำให้ฉีด ได้แก่ – ผู้ที่มีอายุ 18-60 ปีขึ้นไป – ผู้ที่สูบบุหรี่, เป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืด – ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะเเละเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก – ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ จากยา เช่น สเตียรอยด์, ยากดภูมิ, ติดเชื้อ HIV – ผู้ที่ได้รับการฉายรังสี หรือรับยาต้านมะเร็งบางชนิด […]

ฝึกหายใจขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน ขยายหลอดลม

ฝึกหายใจขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน ขยายหลอดลม การหายใจที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้เราหายใจดีขึ้นแล้ว ยังช่วยขับเสมหะที่ค้างอยู่ใน ปอด และยังเป็นการบริหารปอดให้แข็งแรง ส่งผลให้การทำงานของปอดดีขึ้นด้วย ยิ่งในช่วงที่โควิด 19 ระบาด เชื้อโคโรนาไวรัสจะส่งผลกับระบบทางเดินหายใจโดยตรง ทั้งยังทำลายเนื้อปอดได้อีก เราก็ยิ่งต้องดูแลปอดให้ดีขึ้น ประโยชน์ของการหายใจที่ถูกต้องมีผลต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วย COVID-19 ที่นอนในโรงพยาบาลนาน ๆ เนื้อปอดได้ถูกทำลายไปบางส่วน และมีเสมหะอุดกั้นถุงลมปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้การหายใจไม่ดีเหมือนปกติ หากฝึกหายใจได้ถูกวิธีจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพปอดให้ดีขึ้น ผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ สามารถฝึกการหายใจได้ด้วยตนเอง เพื่อป้องกันภาวะปอดแฟบ และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด คนไข้ที่มีเสมหะ ช่วยให้ขับเสมหะที่คั่งค้างอยู่ในปอดให้ออกมาได้ง่ายขึ้น ประชาชนทั่วไป ถือเป็นการบริหารปอดให้แข็งแรงอีกทางหนึ่ง และคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจวัตรประจำวันของเราในทุกวันนี้ไม่ค่อยเอื้อให้ “ปอด” ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก ซ้ำร้ายคุณภาพอากาศที่หายใจก็ยังคงแย่ลงอย่างต่อเนื่อง การบริหารปอดจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้ปอดของคุณแข็งแรงเพียงพอที่จะต่อสู้กับมลภาวะทางอากาศได้ เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมว่า การบริหารปอดนั้นทำอย่างไร? หายใจด้วยท้องที่ช่วยเพิ่มออกซิเจน ลดความเครียด และทำให้หลอดลมขยายตัวช่วยทำให้อาการหืดดีขึ้น 1.นอนหงายบนพื้นราบ แล้ววางมือหรือหนังสือเล่มหนึ่งไว้บนท้อง 2.หายใจเข้าลึกๆ โดยไม่ขยับหน้าอก แต่ให้ท้องป่องออกแทน จ้องมองที่มือหรือหนังสือ หากมือขยับขึ้นแสดงว่าคุณหายใจถูกต้องแล้ว 3.เมื่อหายใจเข้าลึกสุดแล้ว ลองหายใจเข้าเพิ่มอีกเล็กน้อย จะสังเกตว่าหนังสือก็ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน 4.หายใจออกช้าๆ พร้อมกับนับ1-5 ช้าๆ ยิ่งหายใจออกได้นานจะยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น […]

กักตัวอยู่บ้าน กับ 8 อาหารเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน

กักตัวอยู่บ้าน กับ 8 อาหารเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน การมี ภูมิคุ้มกันแข็งแรง จะเป็นเกราะป้องกันให้เรารอดจากภัยสุขภาพต่างๆ ได้ดีขึ้น อาหารก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยเพิ่ม ภูมิคุ้นกัน ให้กับร่างกายของคุณได้ ทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน  เพื่อต้านไวรัสโควิด-19 ได้? เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่สามารถยืนยันได้เพราะยังไม่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ ณ วันนี้ ความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่วิตามินซี วิตามินดี หรือซิลเวอร์นาโน ที่กินแล้วสามารถต้านทานไวรัสโควิดได้ก็ยังไม่มีการยืนยันเช่นกัน สารตัวหนึ่งอาจสามารถต้านไวรัสบางตัวได้แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถต้านไวรัสได้ทุกตัว ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรง เพราะจากผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุหรือผู้มีสุขภาพไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะรับเชื้อแล้วมีปฏิกิริยาต่อเชื้อรุนแรง เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือความดันสูง ในขณะที่ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงในหลายๆ กรณีถึงแม้จะได้รับไวรัสแล้วแต่อาจไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ หรือมีอาการน้อยมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายโดยรวมให้แข็งแรงมีผลมากต่อการต้านทานเชื้อไวรัส และนี่คือวิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ทุกคนสามารถทำได้เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องต้านไวรัสแล้วยังสร้างสุขภาพที่ดีเพื่อให้เราห่างไกลโรคอื่นๆ อีกด้วย หากคุณเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเราได้รวบรวมอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคุณ สามารถหากินได้รอบรั้วบ้านของเรา -ขมิ้นชัน มีสารเคอร์คูมิน ช่วยต้านการอักเสบ และต้านจุลินทรีย์ก่อโรค -ขิง กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการเจ็บคอ และภาวะอักเสบต่างๆ -หอมแดง มีสารเคอร์ซิติ ร ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน -ผลไม้รสเปรี้ยว มีวิตามินซีสูง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว -ปลา […]

อัปเดทการรักษา โรคฮีโมฟีเลีย โรคเลือดหยุดยาก ในประเทศไทย

การรักษา โรคฮีโมฟีเลีย ในประเทศไทย มีความหวังแค่ไหน โรคฮีโมฟีเลีย จัดเป็นโรคหายาก โดยสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกได้ประมาณการณ์จำนวนผู้ป่วยทั่วโลกไว้อยู่ที่ 400,000 คน และจากผลสำรวจในปี 2561 พบผู้ป่วยในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,660 คน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ยังมีผู้ป่วยอีกมากที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลักษณะอาการ ฮีโมฟีเลีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการเลือดออกนานกว่าคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับบาดเจ็บ และจะเป็นอันตรายมากขึ้นเมื่อมีเลือดออกในร่างกาย ทั้งยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยด้วย โดยอาการเบื้องต้นที่พบคือ วัยเด็กจะเกิดรอยช้ำได้ง่าย เลือดไหลนาน เลือดออกโดยไม่มีสาเหตุ และมีการไหลของเลือดเป็นจำนวนมากเมื่อพบกับอุบัติเหตุ หรือหลังผ่าตัด ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยบางรายสามารถเล่นกิจกรรมและกีฬาได้เหมือนคนทั่วไป แม้ยังต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษก็ตาม การรักษา นายเอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ รองประธานชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การรักษาโรคฮีโมฟีเลียในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งอาศัยความร่วมมือกับแพทย์ โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของผู้ป่วย ให้พวกเขาได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยเรื่องยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยมีความปลอดภัยและดูแลอาการของโรคในผู้ที่มีอาการรุนแรง ทำให้อุบัติการณ์ของการเกิดความพิการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดน้อยลงอย่างมาก จนอาจไม่ปรากฏความพิการเลยในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้มี ผู้ป่วยเด็กที่สามารถเล่นฟุตบอลและร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนกับเพื่อน ๆ ได้ปกติ เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับตัวเด็กและครอบครัว และเป็นความหวังให้กับผู้ป่วยคนอื่น ๆ อีกด้วย” ปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับโรคฮีโมฟีเลีย อาทิ ผู้ป่วยโรคนี้ทุกคน […]

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หากรู้ก่อน รักษาหายขาดได้

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รู้ก่อน รักษาหายขาดได้ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถือเป็นโรคที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งในมะเร็งทางโลหิตวิทยา กับการพบจำนวนเคสใหม่กว่า 6,000 รายต่อปี คิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 รายต่อปี ในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ อีกหลายประเภท ที่หากรู้เร็ว ก็มีสิทธิ์รักษาหาย รู้จักมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ที่ทำหน้าที่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยเซลล์เหล่านี้พบได้ในต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไธมัส ไขกระดูกและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ Hodgkin Lymphoma (HL) และ Non–Hodgkin Lymphoma (NHL) โดย NHL เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในไทยและทั่วโลก ด้วยอุบัติการณ์ที่มากถึง 4 ใน 5 รายของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปัจจัยเสี่ยงเกิดจาก นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม แต่ความเสี่ยงในการเกิดโรคอาจพบได้ หากผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสกับสารเคมีเป็นระยะเวลานาน  อย่างไรก็ตาม มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนับเป็นมะเร็งที่มีโอกาสหายขาดสูง ดังนั้น การสังเกตอาการนับเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะการได้รับวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหายขาดให้กับผู้ป่วยได้  โดยอาการที่ต้องสงสัยของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองคือ มีก้อนโตขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ […]

ทำความรู้จักกับ เนื้องอกมดลูก ภัยเงียบผู้หญิง สาเหตุมีลูกยาก

เนื้องอกมดลูก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เนื้องอกมดลูก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ส่วนมากจะไม่มีอาการ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าบางส่วนเกิดจากพันธุกรรม และฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศในผู้หญิงสามารถกระตุ้นให้เนื้องอกเจริญเติบโตขึ้นได้ มาดูรายละเอียดกัน เนื้องอกมดลูกมีกี่ชนิด เนื้องอกมดลูกมีอยู่ทั้งหมด3ชนิดคือ เนื้องอกที่ผิวมดลูก เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก และเนื้องอกในโพรงมดลูก โดยคนไข้ที่มีเนื้องอกมดลูกส่วนมากจะไม่มีอาการ คนไข้ที่มีอาการมักเกิดจากเนื้องอกในโพรงมดลูกและเนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูกที่มีขนาดใหญ่จนเบียดเข้ามาในโพรงมดลูก อาการเป็นอย่างไร อาการก็จะมีประจำเดือนมามากและมานาน ปวดท้องประจำเดือนมาก ในรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มากๆก็จะอาจจะคลำเจอก้อนได้ที่หน้าท้อง หรือมีอาการของเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียงเช่น ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้เนื้องอกในโพรงมดลูกยังเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยากร่วมด้วยคือ เนื้องอกจะทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติไป ทำให้ตัวอ่อนมาฝังตัวที่บริเวณโพรงมดลูกไม่ได้ นอกจากนี้ถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็อาจทำให้มีการแท้งหรือมีการคลอดก่อนกำหนดตามมาทีหลังได้ การรักษาเนื้องอกมดลูก ถ้าไม่มีอาการก็ไม่ต้องรักษาใดๆแค่ติดตามอัลตราซาวด์เป็นระยะเพื่อดูขนาดของเนื้องอก แต่ในรายที่มีอาการก็จำเป็นที่ต้องรักษา การรักษาก็เริ่มจากการใช้ยาเพื่อลดปริมาณประจำเดือนหรือลดอาการปวดท้องประจำเดือนแต่ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาก็จำเป็นที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบส่องกล้องและการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอกมดลูก บทความโดย : นพ.เสฐียรพงศ์ จารุสินธนากร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูตินรีเวช บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ ชวนทำความรู้จัก ที่มาของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เรื่องเล่าจากห้องผ่าตัด : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น สาวๆ ควรทำอย่างไร เมื่อมีพันธุกรรมมะเร็ง “ปากมดลูก”

3 โรคหายเองได้ ไม่ต้องกินยา

3 โรคหายเองได้ ไม่ต้องกินยา แม้ว่า ยาปฏิชีวนะ จะช่วยรักษาโรคได้ แต่ยาปฏิชีวนะก็เป็นยาที่ต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ หลายคนเข้าใจว่าเมื่อมีอาการป่วยก็ต้องกินยา โดยเฉพาะกินยาปฏิชีวนะจะช่วยลด อาการป่วย ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าทำแบบนั้นไม่ถูกแถมยังเป็นการทำลายสุขภาพอีกด้วย ข้อเสียของการรับประทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ หรือเกินความจำเป็น -สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ -เสี่ยงต่อการแพ้ยา -อาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ -อาจเสี่ยงดื้อยา และทำให้ต้องใช้ยาที่แพงขึ้น ออกฤทธิ์แรงขึ้น อันตรายมากขึ้น รู้แบบนี้ถึงเวลาเปลี่ยนความเคยชิน มาเป็นความเข้าใจพร้อมวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพื่อหยุดยั้งภาวะเชื้อดื้อยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาย้ำไม่ให้ประชาชนกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อพร้อมระบุ 3 โรคหายได้เองโดยไม่ต้องกินยา ดังนี้ โรคหวัดเจ็บคอ มากกว่าร้อย 80 เกิดจากเชื้อไวรัส โดยทั่วไปจะมีอาการนาน 7 – 10 วัน โดยในวันที่ 3 – 4 จะมีอาการหนักที่สุด ควรดื่มน้ำอุ่นและพักผ่อนให้เพียงพอ หลังจากนั้นอาการจะทุเลาลงตามลำดับ อาการเจ็บคอและคอแดง เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อป่วยด้วยโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน ขณะเจ็บคอย่อมมีการอักเสบขึ้นในบริเวณลำคอ เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อ การติดเชื้อที่คอร้อยละ 85 ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย […]

ทิปส์ง่ายๆ กินอาหารปลอดภัย ไกลโรคช่วงหน้าฝน

วิธี กินอาหารปลอดภัย ในช่วงหน้าฝน วันนี้จะมาแนะนำการ กินอาหารปลอดภัย ในช่วงหน้าฝน ช่วยป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยตามฤดูกาล ทั้งยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงด้วย มาดูกันเลยว่าควรทำอย่างไรบ้าง ขอบคุณข้อมูลจาก LG Electronics Thailand ค่ะ ทิปส์ง่ายๆ กินอาหารให้ปลอดภัย ไกลโรค รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่มักจะมาพร้อมกับฤดูฝน เช่น ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ปรุงอาหารด้วยความร้อนเกิน 100 องศาเซลเซียส สำหรับน้ำดื่ม ก็ควรต้องผ่านการต้มสุกก่อนด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มากับความชื้นในหน้าฝน ทำความสะอาดและเก็บรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่ ก่อนปรุงอาหาร ควรล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด เก็บรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อช่วยยืดอายุและรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้นานยิ่งขึ้น การเก็บเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ควรล้างทำความสะอาดและซับให้แห้งก่อนนำเข้าตู้เย็น โดยใส่ในกล่องที่มีฝาปิดสนิทหรือถุงซิปล็อคเพื่อคงความสดใหม่ สำหรับผักสด ควรแยกประเภทของผักก่อน จากนั้นห่อด้วยกระดาษหรือพลาสติกให้มิดชิด และควรเก็บผลไม้ในถุงซิปล็อคหรือกล่องพลาสติกที่มีรูระบายอากาศเพื่อไม่ให้ผลไม้ชื้น ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ไว้ในถุงเดียวกันเพราะผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอทิลีนออกมา ทำให้ผักที่อยู่ใกล้กันเน่าเสียเร็วขึ้น ล้างอุปกรณ์เครื่องครัวให้สะอาด อุปกรณ์ทำครัวต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือที่แขวนเอาไว้ ควรล้างให้สะอาดก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันเชื้อราและเชื้อโรค สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ช้อน ส้อม หลังจากทำความสะอาด ควรใช้วิธีผึ่งหรืออบให้แห้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดเด็ดขาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค […]

ลดความดันโลหิตสูง ด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดความดันโลหิตสูง ด้วยวิธีธรรมชาติ พูดถึง ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจรักษาโรคอย่างอื่น บางรายที่มี ความดันโลหิตสูง มากๆ มักมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดที่ท้ายทอย หรือวิงเวียนศีรษะร่วมด้วยได้ และผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงนานๆ อาจมาด้วยภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้ เช่น อาการหัวใจวายเฉียบพลัน, ไตวาย, เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ หากกลัวว่ามัจจุราชเงียบจะเข้าคุกคามทำลายชีวิตต้องรีบป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสำหรับผู้ป่วยที่กำลังเอาชนะโรคร้ายนี้อยู่ วิธีธรรมชาติต่อไปนี้ จะช่วยให้โรคความดันโลหิตสูงทุเลาลง ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน และอาจสามารถหยุดใช้ยาที่มีผลข้างเคียงมากๆ ได้ในที่สุด โรคนี้พบได้มากขึ้นตามอายุ และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 คน มีความดันโลหิต-สูง ทำให้ความดันโลหิตที่สูงถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย และภาวะไตวายเรื้อรัง พบว่าความเสี่ยงเหล่านี้ สูงขึ้นตามระดับของความดันโลหิต ยิ่งระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อมีการควบคุมความดันโลหิตให้ดี จะพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น รับประทานอาหารเค็ม รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ดื่มแอกอฮอล์มาก […]

สมุนไพรบำรุงครรภ์ ตำรับโบราณ

สมุนไพรบำรุงครรภ์ ตำรับโบราณ ยาสมุนไพรไทย ก็เช่นเดียวกับยาฝรั่ง มีทั้งกลุ่มที่ให้คุณประโยชน์ และกลุ่มที่ให้โทษต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและรู้จริง  “การแพทย์แผนไทยจากมูลนิธิสุขภาพไทย” ให้ข้อแนะนำในการใช้ยาสมุนไพรกับคุณแม่ตั้งครรภ์ว่า ตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยโบราณ มีตำรายาให้แม่ท้องกินตั้งแต่เดือนแรกจนเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ปัจจุบันยาเหล่านั้นบางตัวหายาก ซึ่งตอนนี้ยาที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประยุกต์มาจากตำรายาไทยโบราณเพื่อใช้สำหรับแม่ตั้งครรภ์ จะประกอบด้วยยาแก้อาการต่างๆ เช่น อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนแก้อาการท้องผูก แล้วก็ยาบำรุงครรภ์บำรุงคุณแม่และเด็กในท้อง บางตัวเป็นยาที่เรารู้จักกันดีและใช้กันอย่างแพร่หลายแต่บางตัวต้องระวังในการใช้มากๆ วันนี้ชีวจิตได้รวบรวม สมุนไพร บำรุงครรภ์ ตำรับโบราณมาฝากคุณแม่ๆ ทั้งหลาย เพื่อนำไปใช้ในการดูแลเจ้าตัวเล็ก ให้ออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ ช่วงไตรมาสที่  1 (อายุครรภ์ 1-3 เดือน) กินอาหาร รสสุขุม เย็น มัน เพื่อป้องกันอาการไข้ และอาเจียน ข้อควรระวัง อาหารที่มีรสยาเผ็ดร้อน เช่น พริกไทย ดีปลี กระวานฯลฯ เพราะอาจจะทำให้เกิดการแท้งได้ แนะนำ ธัญพืชจำพวก ข้าวเหนียวดำ ถั่วเขียว และสมุนไพรอื่นๆ เช่น เกสรบัวหลวง หัวแห้วหมู ช่วงไตรมาสที่ 2 […]

โควิดลงปอด แยงจมูกตรวจอาจไม่เจอ ต้องตรวจเลือดชัวร์สุด

โควิดลงปอด แยงจมูกตรวจอาจไม่เจอ ต้องตรวจเลือดชัวร์สุด การแพร่ระบาดของโควิด 19 อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ เพราะเมื่อรับเชื้อมาแล้วอาจไม่มีอาการได้นานเกิน 14 วัน แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีสำคัญในการควบคุมการระบาดก็คือการตรวจพบเชื้อและกักกันให้เร็วที่สุด แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการตรวจหาเชื้อที่ง่ายและไวที่สุดก็คือ การแยงจมูก แต่อ่านเจอขพ้อมูลล่าสุดที่ทาง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟชบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดีย รวมถึงแนะวิธีคัดกรอง เอาไว้ว่า….. เชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดียมักจะแพร่เชื้อลงปอดในลึกขึ้น และจะทำให้ตรวจหาเชื้อจากการแยงจมูกไม่พบ อีกทั้งการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR อาจจะไม่สามารถตรวจจับหาเชื้อได้ทั้งหมด เพราะรหัสพันธุกรรมผิดเพี้ยน ดังนั้นหากมีการแพร่เชื้อ อาจทำให้เกิดปัญหากับวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้ทั้งหมด สำหรับข้อแนะนำในการคัดกรองหาเชื้อที่เร็วที่สุด คือ การตรวจเลือดว่าติดเชื้อหรือไม่ เช่น ตรวจด้วย “อีไลซา” คือ การทดสอบโดยใช้แอนติบอดีที่มีแล้วในหลายโรงพยาบาล และสามารถทำได้ง่ายกว่าการแยงจมูก และหากพบผลตรวจเลือดเป็นบวก โดยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ให้แยกตัวผู้ติดเชื้อออกจากคนอื่นและเข้ารับการกักตัว 14 วัน ตั้งแต่กลางปีนี้ ถ้ามีสายอินเดียและแพร่คนไทยสู่คนไทย ต้องระวัง […]

“หัวใจล้มเหลว” ภัยเงียบที่มักเกิดเฉียบพลัน อายุน้อยก็เสี่ยงได้!

“หัวใจล้มเหลว” ภัยเงียบที่มักเกิดเฉียบพลัน อายุน้อยก็เสี่ยงได้! “หัวใจล้มเหลว” นาทีนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โรคนี้คือ หนึ่งในภาวะของ โรคหัวใจ ที่อันตรายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ แต่โดยทั่วไปเรามักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะความเชื่อที่ว่าการเป็นโรคหัวใจ หรือจะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้นั้น ก็ต้องสูงวัยก่อน รอให้อายุเยอะ ค่อยดูแล ป้องกันตัวเองก็ยังทัน แต่ในความเป็นจริงนั้น ต่อให้เป็นคนหนุ่มสาว เป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ก็มีโอกาสเผชิญหน้ากับภาวะหัวใจล้มเหลวได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ แนวโน้มที่ชี้ว่าคนอายุน้อยๆ มีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นผลมาจากสาเหตุใด วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากภัยร้ายของภาวะหัวใจล้มเหลวได้มากยิ่งขึ้น หัวใจล้มเหลวคืออะไร ทำไมหัวใจถึงได้ล้มเหลว? คำถามว่าหัวใจล้มเหลว คืออะไร แล้วทำไมหัวใจเราถึงล้มเหลวได้ คำตอบก็คือ  ภาวะที่หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เพราะหัวใจคนเรานั้นเปรียบได้กับ ปั๊มน้ำ ถ้าหากปั๊มอ่อนแรง ก็จะไม่สามารถส่งน้ำออกไปใช้งานได้ ดังนั้น เมื่อหัวใจอ่อนแรงไม่สามารถปั๊มเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่มขาดเลือด หรือไม่สามารถใช้เลือดได้ ไม่สามารถนำเอาออกซิเจนในเลือดไปใช้งานได้ ซึ่งมักนำมาสู่อาการวูบ  เป็นลม หรือถ้าหากเป็นถึงขั้นรุนแรง คือปั๊มเลือดออกไม่ได้เลย ก็จะทำให้ เลือดท่วมท้นอยู่ในปอด ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า น้ำท่วมปอด หายใจไม่ทัน กลายเป็นหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้น […]

แนะนำ CPR ให้เป็นทุกคน ช่วยชีวิตทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ลดการเสียชีวิตได้

CPR หนึ่งในวิธีช่วยชีวิตพื้นฐาน ไม่ว่าใครก็ควรรู้ไว้ ทำไมถึงควรทำ CPR เป็น? เพราะปัจจุบันมีข่าวการเสียชีวิตอย่างกระทันหันเพิ่มมากขึ้นทุกๆวัน ทั้งในผู้ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง รวมถึงในนักกีฬา ซึ่งการเสียชีวิตอย่างกระทันหันนั้นส่วนมากเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่พบมากขึ้นก็เพราะในยุคสมัยนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่มากขึ้น ทั้ง PM2.5 ทั้งไลฟ์สไตล์ที่มีการเปลี่ยนไป (เช่น การกินอาหาร และการออกกำลังกาย) จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มเติมจากโรคประจำตัวเดิม (เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันสูง) และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน  นพ.วิสุทธิ์ เกตุแก้ว อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า มีคำแนะนำในการช่วยชีวิตเบื้องต้น ในกรณีที่พบผู้หมดสติอย่างกระทันหัน โดยให้คิดถึงภาวะหัวใจวาย และเป้าหมายสำคัญคือควรได้รับการปั๊มหัวใจช่วยชีวิต (CPR) และควรได้รับการช็อกไฟฟ้าด้วยเครื่อง AED (Automated External Defibrillator) โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากภาวะนี้ ขึ้นตอนทำ CPR มีอะไรบ้าง -อันดับแรกให้เราประเมินสถานการณ์ก่อน ว่าเรามีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วย และมีความปลอดภัยในการเข้าไปช่วยหรือไม่ เช่น ถ้าคนไข้ถูกไฟช็อต ก็ต้องตัดไฟก่อนเข้าช่วยเหลือ  (scene safety) –ให้เราประเมินว่าคนไข้หมดสติไปจริงหรือไม่ โดยปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้าง […]

เช็กสัญญาณ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ก่อโรคสารพัด

จะรู้ได้อย่างไร เมื่อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันโรค (Immune System) เป็นกลไกการทำงานของร่างกายเสมือนปราการด่านแรกในการต้านโรคภัยไข้เจ็บและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หรือเมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำลายกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายเกิดติดเชื้อหรือได้รับเชื้อโรคโดยตรง  ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตโปรตีนที่ชื่อ แอนติบอดี (Antibodies) มีฤทธิ์ในการต้านพิษ ทำให้ผู้ป่วยแม้จะเกิดอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ   มารู้จักระบบภูมิคุ้มกันกันก่อน ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate หรือ natural immunity) หรือเป็นการป้องกันที่ผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ กลไกทาง กายภาพ กลไกทางเคมี และกลไกทางพันธุกรรม เช่น ผิวหนัง เยื่อบุผิว กระเพาะอาหาร น้ำตา น้ำลาย ระบบขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ หากสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านไปได้  ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เช่น เม็ดเลือดขาว จะเกิดกระบวนการจับกินเชื้อโรค (Phagocytosis) หรือ เคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาว Neutrophilic […]

ทำความรู้จักกับการ ผ่าตัดลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

รู้จักกับการ ผ่าตัดลดน้ำหนัก อีกหนึ่งวิธีรักษาโรคอ้วนที่ได้ผล วันนี้ผู้เขียนจะพามาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งวิธีรักษาโรคอ้วนด้วยการ ผ่าตัดลดน้ำหนัก ค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ทำทุกวิถีทางแล้วไม่ได้ผล และความอ้วนนำโรคพ่วงมากมายจนมีปัญหาสุขภาพมากมาย ฝากไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ ว่ากันด้วย “โรคอ้วน” ก่อน นาวาโท นพ.คมเดช ธนวชิระสิน ศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดส่องกล้องโรคอ้วนและเมตาโบลิค  โรงพยาบาลพระรามเก้า เผยว่า “ความอ้วนของคนบางกลุ่มเกิดขึ้นเพราะสมดุลของระบบเผาผลาญผิดปกติ ที่มาจากความเครียดและสาเหตุอื่น ๆ และส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) กระตุ้นความหิวหลั่งออกมามากผิดปกติ หรือฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากระตุ้นอาการอยากหวานมากเกินไป จนตามมาซึ่งผลของ ‘ภาวะโรคอ้วน’ ที่ควบคุมไม่ได้ และที่อาจแย่กว่านั้น ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้หลายคนโทษตัวเองว่า ความอ้วน คือตราบาป (stigma) ทางจิตใจ จนเกิดผลเสียมากมายตามมา”  “วิธีการผ่าตัดลดน้ำหนัก” จึงถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการลดความอ้วนที่ควบคุมไม่ได้ อย่างได้ผล ผ่าตัดลดน้ำหนักทำอย่างไรบ้าง “การผ่าตัดลดน้ำหนักที่แพทย์สากลยอมรับมีอยู่ 2 วิธี” คุณหมอคมเดช เอ่ย “วิธีแรกคือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ (Restrictive procedure) เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุด แนวทางของวิธีการนี้คือ การส่องกล้องเพื่อตัดกระเพาะออกบางส่วน […]

ชวนรู้จัก ” แสงสีฟ้า ” อีกหนึ่งตัวร้ายทำลายผิวให้แก่กว่าวัย ก่อฝ้า จุดด่างดำ

แสงสีฟ้า กับอันตรายที่ไม่แพ้แสง UV เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนทากันแดดเพราะกลัวแสงยูวีทำร้ายผิว น้อยคนจะระแวดระวังจาก แสงสีฟ้า ที่อยู่ร่วมในชีวิตประจำวันของเรา พร้อมจะทำลายผิวก่อให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ผิว ลองมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ อะไรคือแสงสีฟ้า แสงสีฟ้า หรือบลูไลท์ (Bluelight) เป็นคลื่นแสงพลังงานสูง (High Energy Visible Light) ที่มีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ โดยปกติแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์จะแยกเป็นสเปกตรัมทั้งหมดเจ็ดสี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง  โดยแสงบลูไลท์นั้น จะอยู่ระหว่างสีครามกับสีน้ำเงิน และมีความยาวคลื่นระหว่าง 400-500 นาโนเมตร ซึ่งอันตรายของบลูไลท์ส่งผลต่อผิวพรรณเราโดยตรง เพราะทำลายลงลึกสู่ชั้นผิวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารังสียูวี ทั้งยูวีเอและยูวีบี  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บลูไลท์ในแสงแดดนั้นยังรุนแรงมากกว่าจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ถึง 10,300 เท่า หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าเวลาการรับแสงบลูไลท์จากดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งนาที เท่ากับหนึ่งสัปดาห์ของการรับแสงบลูไลท์จากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องนั่นเอง โดยอันตรายของบลูไลท์ต่อผิวชั้นนอกที่เห็นได้ชัดเจนคือไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และรอยอักเสบของผิว และเมื่อแสงบลูไลท์ลงไปสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้นแล้วนั้น จะเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ ที่จะไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่เมื่อมีการสะสมจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เราเจอแสงสีฟ้าจากอะไร นายแพทย์ชลธวัช […]

สูตร กินแคลเซียม สำหรับทุกช่วงวัย ให้สุขภาพสมดุล แก่ช้า

สูตร กินแคลเซียม ทุกช่วงวัย ให้สุขภาพสมดุล แคลเซียมเป็นสารอาหารจำเป็นตั้งแต่เกิดจนแก่ วันนี้ผู้เขียนจะมาแนะนำการ กินแคลเซียม ในคนทุกช่วงวัย สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าควรกินมากน้อยเท่าไรต่อวัน มาดูกันค่ะ กินแคลเซียมตามวัย -อายุ < 40 ปี 800 mg / วัน = นม 3 – 4 แก้ว -วัยทอง (~50 ปี) 1000 mg / วัน = นม 4 – 5 แก้ว -ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์, อายุ > 60ปี 1200 mg / วัน = นม 6 – 7 แก้ว – ผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึง 30 – […]

keyboard_arrow_up
X amvata