ริดสีดวงทวารหนัก โรคเล็กๆ ที่มองข้ามไม่ได้

ริดสีดวงทวารหนัก โรคเล็กๆ ที่สร้างความรำคาญให้ชีวิต จนละเลยไม่ได้ ริดสีดวงทวารหนัก โรคไม่ติดต่อ แต่สร้างความรำคาญและความเจ็บปวดให้อย่างสาหัสสากรรจ์ วันนี้เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันหน่อยดีกว่า    ริดสีดวงทวารหนัก ก็คือ กลุ่มหลอดเลือดดำที่อยู่ปลายสุดของลำไส้ใหญ่ และที่ขอบรูทวารหนักโป่งพองและยื่นออกมาเป็นติ่งด้านนอก โรคนี้เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักจะพบในคนวัย 30 ปี ขึ้นไป    ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคนี้มีด้วยกันหลายอย่าง โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ควรปรับ เช่น การนั่งอุจาระนานเช่นอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัทพ์ระหว่างขับถ่าย เบ่งอุจจาระแรง กินอาหารที่กากใยน้อยจนท้องผูก การดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงกรรมพันธุ์ และการยืนนานๆ    สำหรับอาการของคนเป็นโรคริดสีดวงทวานจะมีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ มีติ่งเนื้อที่ทวารหนัก และอาจมีอาการคัน ปวด เจ็บ ในขณะที่บางคนอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ แต่การที่ถ่ายออกมาปนเลือด นอกจากริดสีดวงหวานหนักแล้ว อีกโรคที่คล้ายกันคือ มะเร็งลำไส้ส่วนปลาย แต่ทั้งสองโรคก็มีข้อแตกต่างให้สังเกตได้เล็กน้อยว่า มะเร็งลำไส้ส่วนปลาย   แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ควรระวังก็คือ การถ่ายเป็นเลือด จะตีเป็นริดสีดวงทันทีไม่ได้ เนื่องจากมะเร็งลำไส้ส่วนปลายก็ทำให้ขับถ่ายเป็นเลือดได้เช่นกัน ซึ่งมะเร็งลำไส้นั้นจะไม่มีติ่งเนื้อยื่นออกมา มีอาการปวดก้น และเลือดออกมาปนมากับอุจจาระ ส่วนริดสีดวงนั้นเลือดตะออกหลังขับถ่ายเสร็จ    การรักษา นั่งแช่ในน้ำอุ่น ควรทำทั้งก่อนและหลังขับถ่าย  ทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มมากขึ้น  […]

5 สมุนไพรแก้หวัด รับหน้าฝน 

5 สมุนไพรแก้หวัด รับหน้าฝน  ที่หาได้ง่ายๆ ในครัว กินได้แถมอร่อยนะ เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้ว หนึ่งโรคที่มักมากับหน้าฝนคือ โรคหวัด ยิ่งในช่วงนี้การดูแลระบบหายใจให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าปกติ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า สมุนไพรแก้หวัด จะมีตัวไหนบ้าง ที่สำคัญคือเราคัดแต่ตัวหาได้ง่ายๆ มาให้แล้ว    หอมแดง อุดมด้วยสารประกอบกลุ่มออร์กาโนซัลเฟอร์ (Organosulfur)  ที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบและอาจช่วยรักษาโรคหวัดได้ โดยมีสรรพคุณช่วยให้หายใจสะดวกและโล่งขึ้น   ขิง จากการวิจับพบว่าในน้ำขิงมีสารจิงเกอร์รอลที่ช่วยลดการติดเชื้อต่างๆ นอกจากนั้นยังยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิได้ ดังนั้นการดื่มน้ำขิงเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสหวัด และอาการไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    กระเทียม ในกระเทียมอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ รวมไปถึงช่วยให้ร่างกายต้านเชื้อไวรัสหวัดได้อีกด้วย  ฟ้าทะลายโจร  จากงานวิจัยพบว่า มีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตัวฟ้าทะลายโจรเองก็มีข้อบ่งชี้ในการกินว่า ควรกินเมื่อมีอาการเท่านั้น และไม่ควรกินต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ เนื่องจากเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น    ตะไคร้  น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีสารที่ชื่อ ยูจีนอล ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ลดการอักเสบที่เกิดจากหวัดได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก และทำให้นอนหลับเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ข้อมูล honestdocs […]

เชื้อราดำ ภัยร้ายจากโควิด ที่อินเดียต้องเผชิญ

เชื้อราดำ จากเชื้อหายาก สู่ภัยร้ายทางสาธารณสุขที่อินเดียต้องผ่านไปให้ได้ ในตอนนี้นอกจากโรคโควิด-19 ที่คุกคามชาวอินเดียอย่างหนักจนทำให้ระบบสาธารณะสุขล่มสลายแล้ว เชื้อราดำ  ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำซ้ำเติมให้สถานการณ์หนักขึ้น ซึ่งเขาบอกกันว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับโควิดด้วย เราจึงควรทำความรู้จักเอาไว้สักนิด เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในไทยค่ะ  เชื้อราดำ หรือโรคติดเชื้อรากินสมอง ในสถานการณ์ปกติแล้ว ในแต่ละปีอินเดียมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพียง 1-2 คนเท่านั้น แต่เพียงแค่ไม่นานหลังการระบาดระลอกใหญ่ของโควิดในประเทศอินเดีย ทำให้มีผู้ติดเชื้อนี้สูงถึง 9,000 ราย นอกจากอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อราดำจะสูงแล้ว ในการรักษาชีวิต ก็อาจต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน เช่น ดวงตา เลยทีเดียว   เชื้อราดำ เป็นเชื้อราที่มีชื่อทางการว่า มิวคอร์ไมโคซิส (Mucormycetes) ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเชื้อราที่มีอยู่ตามสภาวะแวดล้อมทั่วไปที่เช่นในดิน ในแม่น้ำ เป็นต้น ที่มาของชื่อเชื้อราดำสีสันที่พบเห็นหลังจากการเพาะเลี้ยงในห้องแล็บแล้ว    สาเหตุของการระบาด สำหรับสาเหตุของการระบาดเชื้อราดำที่แท้จริงนั้นยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่นายแพทย์ แลนเซล็อต พินโต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอด ของโรงพยาบาล มุมไบ ฮินดูจา ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ 2 ประการ คือ  การให้ยาที่ไม่จำเป็นมากเกินไป เช่น ซิงค์ และสเตียรอยด์ […]

โรคเกาต์ ไม่ต้องกินไก่ ก็เป็นได้

โรคเกาต์ อาการปวดตามข้อ ที่ไม่ต้องกินไก่ ไม่ต้องแก่ ก็เป็นได้ “กินไก่เยอะระวัง แก่ไปเป็นเกาต์” เป็นประโยคที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่ในความจริงแล้วนั้น “เกาต์” ไม่ต้องกินไก่เยอะ ไม่ต้องแก่ก็เป็นได้ แถมกลุ่มเสี่ยงยังเริ่มตั้งแต่วัย 30 ปีเลยทีเดียว  เกาต์เป็นโรคที่ทำให้ปวดตามต่อต่างๆ ของกระดูก โดยมักเริ่มที่หัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง แล้วอาจลุกลามไปสู่หัวเข่าและนิ้วมือ  เกาต์เกิดขึ้นจากการที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงและสะสมเป็นเวลานานจนตกตะกอน เกิดเป็นโรคข้ออักเสบได้ ซึ่งผู้ร้ายในเรื่องนี้แอดบอกเลยว่าไม่ใช่ไก่ และไม่ใช่แก่ เพราะพบมากในเพศชายตั้งแต่วัย 30 ปี – 50 ปี เรียกได้ว่าเป็นกันตั้งแต่หนุ่มๆ แถมผู้ชายยังเป็นโรคนี้กันมากกว่าผู้หญิงอีกนะคะ    ผู้ร้ายตัวจริงในการเกิดโรคเกาต์นั้นก็คือ  ภาวะโรคเรื้อรัง ได้แก่ อ้วน เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด  แอลกอฮอล์  เนื้อสัตว์ที่มีไขมักมาก และเครื่องในสัตว์ ยาบางชนิด (ที่กินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน) เช่น ยาขับปัสสาะ ผู้ที่มีภาวะไตทำงานบกพร่อง จนทำให้เกิดกรดยูริกคั่งในเลือด  อาการของโรคเกาต์นั้นมีด้วยกัน 3 ระยะ คือ  ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน  เป็นระยะที่เกิดข้ออักเสบเฉียบพลันมีลักษณะ ปวด […]

เข่าเสื่อม โรค(ไม่)ร้าย ที่เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย

เข่าเสื่อม โรค(ไม่)ร้าย ที่เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย แถมรักษาแพงมาก เข่าเสื่อม อีกหนึ่งอาการของเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายคนอาจคิดว่าแก่ตอนเสื่อม แต่แอดอยากให้คิดใหม่เพราะโรคนี้คนวัยทำงาน ก็เป็นได้เหมือนกัน เราจึงควรต้องดูแลเข่ากันแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้เสื่อมแล้วค่อยมาดูและนะคะ เข่าเสื่อม หรือชื่อแบบทางการก็คือ “ข้อเข่าเสื่อม” เป็นอาการที่เกิดขึ้นเพราะกระดูกอ่อนผิวข้อยุบตัวและไม่ยืดหยุ่น ทำให้กระดูกข้อต่อเสียดสีกันขณะเคลื่อนไหวจนเกิดการสึกกร่อน  โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ ทำให้ผิวข้อบางลง อาจมีเสียงตามข้อ และมีอาการปวดเข่าเมื่อเคลื่อนไหว หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้ข้อเข่าผิดรูปได้    เข่าเสื่อม นี้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุจากทั้งพันธุกรรม พฤติกรรมและอุบัติเหตุ  การใช้งานข้อเข่ามากๆ เช่น นั่งในท่างอเข่า นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ น้ำหนักตัวที่มาก  เคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่า  อายุที่เพิ่มมากขึ้น *ผู้หญิงมีโอกาสเป็นได้มากกว่าผู้ชาย ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่นรูมาตอยด์ ดูแลเข่าเสื่อม  ลดน้ำหนัก  เลี่ยงการใช้ของหนัก  เลี่ยงการนั่งที่ทำให้เข่าต้องงอมากกว่า 90 องศา  การทำกายภาพ แต่หากเป็นมากจริงๆ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อใส่ข้อเข่าเทียม   ป้องกันก่อนเสื่อม  แต่ความจริงแล้วโรคข้อเข่าเสื่อมก็สามารถป้องกันได้นะคะ แถมดีกว่าการรักษาอีก  ควบคุมน้ำหนัก  เลี่ยงการเล่นกีฬา หรือกิจกรรมที่เกิดการปะทะ และแรงกระแทกต่อข้อเข่า เช่น […]

5 อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันป่วย

5 อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันป่วย ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ในช่วงนี้ดูเหมือนว่า “ภูมิคุ้มกัน” ของร่างกายจะทำงานหนักเป็นพิเศษ เราจึงควรมองหา อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกาย ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ และยังทำได้ง่ายๆ ที่สำคัญคืออาหารเสริมภูมิคุ้มกันมีอยู่แล้วรอบตัว วิตามินซี ช่วยในการทำงาานของเม็ดเลือดขาว และช่วยในการทำลายเชื้อโรค ซึ่งในทางเวชศาสตร์ชะลอวัยคนเราควรได้รับวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมเพื่อเสริมภูมิต้านทานและบำรุงผิวพรรณ แต่สำหรับในรายที่มีปัญหาเรื่องหวัด หรือภูมิแพ้ควรทานด้รับวันละ 2,000 มิลลิกรัม วิตามินซีจะมีมากใน ฝรั่ง พริกหวาน ผักคะน้า และมะขามป้อม แต่เนื่องจากวิตามินซีสูญเสียได้ง่ายเมื่อโดนความร้อน หรือสัมผัสน้ำโดยตรง ดังนั้นการทานในลักษณะดิบ หรือปรุงในเวลาสั้นๆ จะช่วยให้คงคุณค่าของวิตามินได้ดีกว่า วิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ต่อสู้กับไวรัสที่เข้ามา ได้รวมถึงบำรุงรักษาเซลล์เนื้อเยื่อ ยับยั้งการอักเสบจากเชื้อไวรัส แหล่งวิตามินเอที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้แก่ นม ผักใบเขียว อย่างตำลึง ผักบุ้ง แครอท ฟักทอง มะละกอ เป็นต้น สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และควบคุมเอมไซม์การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งแหล่งสังกะสีที่ร่างกายดูดซึมมาใช้ได้ดีคือ สัตว์ปีก ปลา […]

รู้จักไหม หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น ใครเสี่ยงเป็นบ้าง ต้องอ่าน!

มารู้จักกับ หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น กันเถอะ จริงๆแล้ว หมอนรองกระดูกหลังปลิ้น นี้เรียกกันไปหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หมอนรองกระดูเสื่อม,เคลื่อน, ทับเส้น ทั้งหมดทุกชื่อ ล้วนแล้วแต่มีพยาธิสภาพเดียวกันทั้งสิ้น ความสำคัญของโรคนี้ คือ มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทั้งจากความเสื่อมและจากกิจกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลังและสะโพกร้าวลงขาอีกด้วย ทำไมจึงปลิ้น ตัวหมอนรองกระดูกนั้นประกอบไปด้วยส่วนตรงกลาง เรียกว่านิวเคลียส และเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบๆตัวมันอยู่ เมื่อมีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกที่เสื่อม อาจทำให้หมอนรองกระดูกเกิดมีการขยับหรือว่าปลิ้นไปทางด้านหลัง กดโดนเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ หมอนรองกระดูกโดยปกติทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกายและเป็นตัวให้ความยืดหยุ่น ในขณะที่มีการก้มเงย บิดตัว ของตัวกระดูกสันหลัง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของมันค่อนข้างมีความสำคัญและมันต้องทำงานทุกวันแบบไม่มีเวลาพักนั่นเอง พอมันทำงานทุกวัน ก็เลยเกิดความเสื่อมขึ้น ประจวบกับกิจกรรมเสี่ยงที่ทำอยู่ ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นได้ในที่สุด อาการเป็นอย่างไร อาการของโรคนั้นกว้างมาก เริ่มตั้งแต่แค่ปวดหลังธรรมดา, ปวดหลังเรื้อรัง,ปวดสะโพก, ปวดและชาขา ไปจนถึง ขาอ่อนแรง เดินได้ไม่ไกล โดยบางรายอาการหนักอาจทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะอุจจาระได้เลยทีเดียว การรักษา การรักษาก็ทำได้หลายอย่างเช่นเดียวกัน เป็นน้อยก็รับประทานยาธรรมดา แต่หากเป็นมากขึ้น อาจต้องฉีดยาพิเศษเฉพาะจุดหรือหากมีการกดทับเส้นประสาทมาก อาจถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยทีเดียว ปัจจัยเสี่ยง 1. กิจกรรมที่ต้อง ยก, ก้ม, เอี้ยว, หมุนเอวหรือหลัง ล้วนแต่ทำให้หมอนรองกระดูกต้องทำงานหนักทั้งนั้น หากหมอนรองรับน้ำหนักไม่ไหว ก็จะเคลื่อนหรือปลิ้นได้ 2. น้ำหนักตัวที่มาก เพิ่มโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกหลังปลิ้น ตรงไปตรงมา 3. อาชีพเสี่ยง ได้แก่ อาชีพต้องก้ม, ยก, แบก […]

ป้องกันตัวจาก ปอดบวม ปอดอักเสบ ในยุคโควิด-19

ดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลจาก ปอดบวม / ปอดอักเสบ โรค ปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเเบบเฉียบพลัน เกิดได้จากเชื้อแบคทีเรีย,เชื้อไวรัส และเชื้อรา พบได้บ่อยในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาล สำหรับสาเหตุของโรค มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุและสภาพแวดล้อม โดยร่างกายจะได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นปอดอักเสบมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนสูง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้สูงกว่า คนที่ควรฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีวัคซีนปอดอักเสบชนิด 13 สายพันธุ์ ป้องกันการติดเชื้อและอันตรายร้ายแรงจากเชื้อ โดยผู้ที่เเนะนำให้ฉีด ได้แก่ – ผู้ที่มีอายุ 18-60 ปีขึ้นไป – ผู้ที่สูบบุหรี่, เป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืด – ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะเเละเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก – ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ จากยา เช่น สเตียรอยด์, ยากดภูมิ, ติดเชื้อ HIV – ผู้ที่ได้รับการฉายรังสี หรือรับยาต้านมะเร็งบางชนิด […]

อัปเดทการรักษา โรคฮีโมฟีเลีย โรคเลือดหยุดยาก ในประเทศไทย

การรักษา โรคฮีโมฟีเลีย ในประเทศไทย มีความหวังแค่ไหน โรคฮีโมฟีเลีย จัดเป็นโรคหายาก โดยสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกได้ประมาณการณ์จำนวนผู้ป่วยทั่วโลกไว้อยู่ที่ 400,000 คน และจากผลสำรวจในปี 2561 พบผู้ป่วยในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,660 คน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ยังมีผู้ป่วยอีกมากที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลักษณะอาการ ฮีโมฟีเลีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการเลือดออกนานกว่าคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับบาดเจ็บ และจะเป็นอันตรายมากขึ้นเมื่อมีเลือดออกในร่างกาย ทั้งยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยด้วย โดยอาการเบื้องต้นที่พบคือ วัยเด็กจะเกิดรอยช้ำได้ง่าย เลือดไหลนาน เลือดออกโดยไม่มีสาเหตุ และมีการไหลของเลือดเป็นจำนวนมากเมื่อพบกับอุบัติเหตุ หรือหลังผ่าตัด ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยบางรายสามารถเล่นกิจกรรมและกีฬาได้เหมือนคนทั่วไป แม้ยังต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษก็ตาม การรักษา นายเอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ รองประธานชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การรักษาโรคฮีโมฟีเลียในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งอาศัยความร่วมมือกับแพทย์ โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของผู้ป่วย ให้พวกเขาได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยเรื่องยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยมีความปลอดภัยและดูแลอาการของโรคในผู้ที่มีอาการรุนแรง ทำให้อุบัติการณ์ของการเกิดความพิการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดน้อยลงอย่างมาก จนอาจไม่ปรากฏความพิการเลยในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้มี ผู้ป่วยเด็กที่สามารถเล่นฟุตบอลและร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนกับเพื่อน ๆ ได้ปกติ เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับตัวเด็กและครอบครัว และเป็นความหวังให้กับผู้ป่วยคนอื่น ๆ อีกด้วย” ปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับโรคฮีโมฟีเลีย อาทิ ผู้ป่วยโรคนี้ทุกคน […]

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หากรู้ก่อน รักษาหายขาดได้

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รู้ก่อน รักษาหายขาดได้ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถือเป็นโรคที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งในมะเร็งทางโลหิตวิทยา กับการพบจำนวนเคสใหม่กว่า 6,000 รายต่อปี คิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 รายต่อปี ในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ อีกหลายประเภท ที่หากรู้เร็ว ก็มีสิทธิ์รักษาหาย รู้จักมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ที่ทำหน้าที่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยเซลล์เหล่านี้พบได้ในต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไธมัส ไขกระดูกและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ Hodgkin Lymphoma (HL) และ Non–Hodgkin Lymphoma (NHL) โดย NHL เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในไทยและทั่วโลก ด้วยอุบัติการณ์ที่มากถึง 4 ใน 5 รายของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปัจจัยเสี่ยงเกิดจาก นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม แต่ความเสี่ยงในการเกิดโรคอาจพบได้ หากผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสกับสารเคมีเป็นระยะเวลานาน  อย่างไรก็ตาม มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนับเป็นมะเร็งที่มีโอกาสหายขาดสูง ดังนั้น การสังเกตอาการนับเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะการได้รับวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหายขาดให้กับผู้ป่วยได้  โดยอาการที่ต้องสงสัยของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองคือ มีก้อนโตขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ […]

ทำความรู้จักกับ เนื้องอกมดลูก ภัยเงียบผู้หญิง สาเหตุมีลูกยาก

เนื้องอกมดลูก ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เนื้องอกมดลูก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ส่วนมากจะไม่มีอาการ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าบางส่วนเกิดจากพันธุกรรม และฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศในผู้หญิงสามารถกระตุ้นให้เนื้องอกเจริญเติบโตขึ้นได้ มาดูรายละเอียดกัน เนื้องอกมดลูกมีกี่ชนิด เนื้องอกมดลูกมีอยู่ทั้งหมด3ชนิดคือ เนื้องอกที่ผิวมดลูก เนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก และเนื้องอกในโพรงมดลูก โดยคนไข้ที่มีเนื้องอกมดลูกส่วนมากจะไม่มีอาการ คนไข้ที่มีอาการมักเกิดจากเนื้องอกในโพรงมดลูกและเนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูกที่มีขนาดใหญ่จนเบียดเข้ามาในโพรงมดลูก อาการเป็นอย่างไร อาการก็จะมีประจำเดือนมามากและมานาน ปวดท้องประจำเดือนมาก ในรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มากๆก็จะอาจจะคลำเจอก้อนได้ที่หน้าท้อง หรือมีอาการของเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียงเช่น ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้เนื้องอกในโพรงมดลูกยังเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยากร่วมด้วยคือ เนื้องอกจะทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติไป ทำให้ตัวอ่อนมาฝังตัวที่บริเวณโพรงมดลูกไม่ได้ นอกจากนี้ถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็อาจทำให้มีการแท้งหรือมีการคลอดก่อนกำหนดตามมาทีหลังได้ การรักษาเนื้องอกมดลูก ถ้าไม่มีอาการก็ไม่ต้องรักษาใดๆแค่ติดตามอัลตราซาวด์เป็นระยะเพื่อดูขนาดของเนื้องอก แต่ในรายที่มีอาการก็จำเป็นที่ต้องรักษา การรักษาก็เริ่มจากการใช้ยาเพื่อลดปริมาณประจำเดือนหรือลดอาการปวดท้องประจำเดือนแต่ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาก็จำเป็นที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบส่องกล้องและการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอกมดลูก บทความโดย : นพ.เสฐียรพงศ์ จารุสินธนากร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูตินรีเวช บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ ชวนทำความรู้จัก ที่มาของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เรื่องเล่าจากห้องผ่าตัด : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น สาวๆ ควรทำอย่างไร เมื่อมีพันธุกรรมมะเร็ง “ปากมดลูก”

ลดความดันโลหิตสูง ด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดความดันโลหิตสูง ด้วยวิธีธรรมชาติ พูดถึง ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจรักษาโรคอย่างอื่น บางรายที่มี ความดันโลหิตสูง มากๆ มักมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดที่ท้ายทอย หรือวิงเวียนศีรษะร่วมด้วยได้ และผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงนานๆ อาจมาด้วยภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้ เช่น อาการหัวใจวายเฉียบพลัน, ไตวาย, เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ หากกลัวว่ามัจจุราชเงียบจะเข้าคุกคามทำลายชีวิตต้องรีบป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสำหรับผู้ป่วยที่กำลังเอาชนะโรคร้ายนี้อยู่ วิธีธรรมชาติต่อไปนี้ จะช่วยให้โรคความดันโลหิตสูงทุเลาลง ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน และอาจสามารถหยุดใช้ยาที่มีผลข้างเคียงมากๆ ได้ในที่สุด โรคนี้พบได้มากขึ้นตามอายุ และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 คน มีความดันโลหิต-สูง ทำให้ความดันโลหิตที่สูงถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย และภาวะไตวายเรื้อรัง พบว่าความเสี่ยงเหล่านี้ สูงขึ้นตามระดับของความดันโลหิต ยิ่งระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อมีการควบคุมความดันโลหิตให้ดี จะพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น รับประทานอาหารเค็ม รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ดื่มแอกอฮอล์มาก […]

โควิดลงปอด แยงจมูกตรวจอาจไม่เจอ ต้องตรวจเลือดชัวร์สุด

โควิดลงปอด แยงจมูกตรวจอาจไม่เจอ ต้องตรวจเลือดชัวร์สุด การแพร่ระบาดของโควิด 19 อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ เพราะเมื่อรับเชื้อมาแล้วอาจไม่มีอาการได้นานเกิน 14 วัน แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีสำคัญในการควบคุมการระบาดก็คือการตรวจพบเชื้อและกักกันให้เร็วที่สุด แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการตรวจหาเชื้อที่ง่ายและไวที่สุดก็คือ การแยงจมูก แต่อ่านเจอขพ้อมูลล่าสุดที่ทาง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟชบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดีย รวมถึงแนะวิธีคัดกรอง เอาไว้ว่า….. เชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดียมักจะแพร่เชื้อลงปอดในลึกขึ้น และจะทำให้ตรวจหาเชื้อจากการแยงจมูกไม่พบ อีกทั้งการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR อาจจะไม่สามารถตรวจจับหาเชื้อได้ทั้งหมด เพราะรหัสพันธุกรรมผิดเพี้ยน ดังนั้นหากมีการแพร่เชื้อ อาจทำให้เกิดปัญหากับวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้ทั้งหมด สำหรับข้อแนะนำในการคัดกรองหาเชื้อที่เร็วที่สุด คือ การตรวจเลือดว่าติดเชื้อหรือไม่ เช่น ตรวจด้วย “อีไลซา” คือ การทดสอบโดยใช้แอนติบอดีที่มีแล้วในหลายโรงพยาบาล และสามารถทำได้ง่ายกว่าการแยงจมูก และหากพบผลตรวจเลือดเป็นบวก โดยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ให้แยกตัวผู้ติดเชื้อออกจากคนอื่นและเข้ารับการกักตัว 14 วัน ตั้งแต่กลางปีนี้ ถ้ามีสายอินเดียและแพร่คนไทยสู่คนไทย ต้องระวัง […]

“หัวใจล้มเหลว” ภัยเงียบที่มักเกิดเฉียบพลัน อายุน้อยก็เสี่ยงได้!

“หัวใจล้มเหลว” ภัยเงียบที่มักเกิดเฉียบพลัน อายุน้อยก็เสี่ยงได้! “หัวใจล้มเหลว” นาทีนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โรคนี้คือ หนึ่งในภาวะของ โรคหัวใจ ที่อันตรายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ แต่โดยทั่วไปเรามักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะความเชื่อที่ว่าการเป็นโรคหัวใจ หรือจะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้นั้น ก็ต้องสูงวัยก่อน รอให้อายุเยอะ ค่อยดูแล ป้องกันตัวเองก็ยังทัน แต่ในความเป็นจริงนั้น ต่อให้เป็นคนหนุ่มสาว เป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ก็มีโอกาสเผชิญหน้ากับภาวะหัวใจล้มเหลวได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ แนวโน้มที่ชี้ว่าคนอายุน้อยๆ มีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นผลมาจากสาเหตุใด วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากภัยร้ายของภาวะหัวใจล้มเหลวได้มากยิ่งขึ้น หัวใจล้มเหลวคืออะไร ทำไมหัวใจถึงได้ล้มเหลว? คำถามว่าหัวใจล้มเหลว คืออะไร แล้วทำไมหัวใจเราถึงล้มเหลวได้ คำตอบก็คือ  ภาวะที่หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เพราะหัวใจคนเรานั้นเปรียบได้กับ ปั๊มน้ำ ถ้าหากปั๊มอ่อนแรง ก็จะไม่สามารถส่งน้ำออกไปใช้งานได้ ดังนั้น เมื่อหัวใจอ่อนแรงไม่สามารถปั๊มเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่มขาดเลือด หรือไม่สามารถใช้เลือดได้ ไม่สามารถนำเอาออกซิเจนในเลือดไปใช้งานได้ ซึ่งมักนำมาสู่อาการวูบ  เป็นลม หรือถ้าหากเป็นถึงขั้นรุนแรง คือปั๊มเลือดออกไม่ได้เลย ก็จะทำให้ เลือดท่วมท้นอยู่ในปอด ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า น้ำท่วมปอด หายใจไม่ทัน กลายเป็นหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้น […]

เช็กสัญญาณ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ก่อโรคสารพัด

จะรู้ได้อย่างไร เมื่อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันโรค (Immune System) เป็นกลไกการทำงานของร่างกายเสมือนปราการด่านแรกในการต้านโรคภัยไข้เจ็บและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หรือเมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำลายกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายเกิดติดเชื้อหรือได้รับเชื้อโรคโดยตรง  ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตโปรตีนที่ชื่อ แอนติบอดี (Antibodies) มีฤทธิ์ในการต้านพิษ ทำให้ผู้ป่วยแม้จะเกิดอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ   มารู้จักระบบภูมิคุ้มกันกันก่อน ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate หรือ natural immunity) หรือเป็นการป้องกันที่ผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ กลไกทาง กายภาพ กลไกทางเคมี และกลไกทางพันธุกรรม เช่น ผิวหนัง เยื่อบุผิว กระเพาะอาหาร น้ำตา น้ำลาย ระบบขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ หากสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านไปได้  ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เช่น เม็ดเลือดขาว จะเกิดกระบวนการจับกินเชื้อโรค (Phagocytosis) หรือ เคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาว Neutrophilic […]

ชวนรู้จัก ” แสงสีฟ้า ” อีกหนึ่งตัวร้ายทำลายผิวให้แก่กว่าวัย ก่อฝ้า จุดด่างดำ

แสงสีฟ้า กับอันตรายที่ไม่แพ้แสง UV เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนทากันแดดเพราะกลัวแสงยูวีทำร้ายผิว น้อยคนจะระแวดระวังจาก แสงสีฟ้า ที่อยู่ร่วมในชีวิตประจำวันของเรา พร้อมจะทำลายผิวก่อให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ผิว ลองมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ อะไรคือแสงสีฟ้า แสงสีฟ้า หรือบลูไลท์ (Bluelight) เป็นคลื่นแสงพลังงานสูง (High Energy Visible Light) ที่มีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ โดยปกติแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์จะแยกเป็นสเปกตรัมทั้งหมดเจ็ดสี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง  โดยแสงบลูไลท์นั้น จะอยู่ระหว่างสีครามกับสีน้ำเงิน และมีความยาวคลื่นระหว่าง 400-500 นาโนเมตร ซึ่งอันตรายของบลูไลท์ส่งผลต่อผิวพรรณเราโดยตรง เพราะทำลายลงลึกสู่ชั้นผิวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารังสียูวี ทั้งยูวีเอและยูวีบี  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บลูไลท์ในแสงแดดนั้นยังรุนแรงมากกว่าจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ถึง 10,300 เท่า หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าเวลาการรับแสงบลูไลท์จากดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งนาที เท่ากับหนึ่งสัปดาห์ของการรับแสงบลูไลท์จากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องนั่นเอง โดยอันตรายของบลูไลท์ต่อผิวชั้นนอกที่เห็นได้ชัดเจนคือไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และรอยอักเสบของผิว และเมื่อแสงบลูไลท์ลงไปสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้นแล้วนั้น จะเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ ที่จะไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่เมื่อมีการสะสมจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เราเจอแสงสีฟ้าจากอะไร นายแพทย์ชลธวัช […]

ผู้เชี่ยวชาญแนะ เล่น Surf Skate อย่างไร ไม่ให้ “หัก”

ผู้เชี่ยวชาญแนะ เล่น Surf Skate อย่างไร ไม่ให้ “หัก” ในปัจจุบันกีฬาเซิฟสเก็ต ( Surf Skate ) ค่อนข้างได้รับความนิยมสูงมากไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่น,ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ไม่ว่าจะเป็นด้วยประโยชน์ในการออกกำลังกายหรือด้วยความตื่นเต้นที่ได้รับก็ตาม กีฬาเซิฟสเก็ตถือว่าช่วยเผาผลาญแคลอรี่, ลดน้ำหนักและช่วยฝึกความสามารถในการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม แต่ความสนุกของกีฬาชนิดนี้ต้องแลกมาด้วยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นครับ โดยเฉพาะกับกระดูก, ข้อต่อ, เอ็นและกล้ามเนื้อ เราจะมีวิธีอย่างไร ที่จะลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บลงให้ได้มากที่สุด “ข้อเข่าและข้อศอก มักไม่หัก” จากสถิติพบว่าตำแหน่งของข้อเข่าและข้อศอกมักไม่หัก มักจะพบเป็นแค่เพียงแผลพกช้ำหรือแผลถลอกเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วการใส่อุปกรณ์ป้องกันบริเวณข้อศอกและข้อเข่าจะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดแผลถลอกหรือแผลฟกช้ำได้ แต่รู้ไหมว่า นั่นไม่ใช่อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด “ข้อมือ!!! คือตำแหน่งที่พบกระดูกหักมากที่สุดต่างหาก” อันดับหนึ่งเลยคือข้อมือ เนื่องจากพบว่าขณะล้ม ผู้เล่นมักจะใช้มือยันลงที่พื้นโดยตรงอย่างไม่ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณข้อมือได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเอ็นข้อมืออักเสบ หรือกระดูกข้อมือหักก็ตาม อุปกรณ์ป้องกันที่สำคัญที่สุดในการเล่นเซิฟสเก็ตจึงเป็นสนับข้อมือครับ!!! สำคัญกว่าสนับเข่าหรือสลับศอกเสียอีกใครที่เล่นเซิฟสเก็ตอยู่แล้วยังไม่มี แนะนำให้หามาใช้ด่วนเลย เพราะจากงานวิจัยพบว่า สลับข้อมือสามารถช่วยลดการหักของกระดูกข้อมือได้อย่างดี “กระดูกข้อเท้ามักเกิดการหักหรือร้าวได้บ่อย” ลำดับรองลงมา คือ ข้อเท้า ไม่ว่าจะเป็นเอ็นข้อเท้าบาดเจ็บ หรือกระดูกข้อเท้าแตกร้าวก็ตาม เนื่องจากว่า ขณะเล่นเซิฟสเก็ต ต้องใช้ข้อเท้าในการหักเลี้ยวและขยับตัวบอร์ด ทำให้ไม่สามารถที่จะใส่อุปกรณ์ป้องกันชนิดแข็งได้ ส่งผลให้หากเกิดอุบัติเหตุ ข้อเท้าจะเกิดการบิดตัวนำไปสู่การบาดเจ็บได้ในที่สุด “กระดูกแขน, กระดูกขาก็พบว่าหัก” จากสถิติพบน้อยกว่าข้อมือและข้อเท้าบาดเจ็บครับ แต่ก็พบได้เช่นกัน แม้แต่หมอเองก็เคยผ่าตัดผู้ป่วยแขนหักจากการเล่นเซิฟสเก็ต กระดูกอื่นๆ ที่พบอีกได้แก่ กระดูกบริเวณใบหน้า เช่น จมูก, คาง, กรามเป็นต้น […]

5 วิธีบู๊สต์พลัง ป้องกันมะเร็งเต้านม

5 วิธีบู๊สต์พลัง ป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม ยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและทั่วโลก มะเร็งเต้านม พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมีโอกาสพบได้น้อยมากเพียง 1% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด จากการเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆในประเทศไทยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี พ.ศ.2559 พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม -อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น -มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง -มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม -มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น -การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 (BRCA ย่อมาจาก BReast CAncer gene) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย -การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม -ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง (ขอบคุณข้อมูลจาก รพ.บำรุงราษฎร์) […]

keyboard_arrow_up