ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) จำเป็นอย่างไร

รู้จัก ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ทำงานอย่างไร จำเป็นหรือไม่ โรคซึมเศร้า แทบจะกลายเป็นอีกโรคที่พบได้ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพศไหน วัยไหน ทำอาชีพอะไร ล้วนตกเป็นเหยื่อของโรคซึมเศร้าได้ทั้งนั้น วันนี้ทางชีวจิตจึงจะมาพูดถึง ยาต้านซึมเศร้า โดยมีข้อมูลประกอบจากหนังสือ โรคซึมเศร้า โดยนายแพทย์ประเสริฐ กันค่ะ คุณหมอได้อธิบายเรื่องของ ยาต้านซึมเศร้า หรือยาปฏิโทมนัส (Antidepressants) ในหนังสือไว้ว่า “เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองและระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ช่วยปรับสมดุลของสารสื่อนำประสาทให้เข้าที่ ยาต้านอารมณ์เศร้ามีข้อดีคือ เป็นการรักษาจำเพาะ (Specific Treatment) มิใช่ยาบรรเทาอาการเหมือนยาลดไข้แก้ปวด ดังนั้น การให้ยาต้านอารมณ์เศร้าจำเป็นต้องให้ในขนาดที่ถูกต้องและใช้เวลานานพอก่อนที่จะประเมินผลการรักษา “โดยทั่วไปยาต้านอารมณ์เศร้าใช้เวลาประเมินผล 2 -4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเวลาที่เร็วที่สุดที่ยาจะออกฤทธิ์หลังจากได้ขนาดที่ถูกต้อง จะเห็นว่าใช้เวลานาน ไม่ทันใจ และต้องการความอดทนของผู้ป่วยและญาติในตอนแรก ๆ ก่อนที่จะได้รับประโยชน์ของยา “ยาต้านอารมณ์เศร้าทุกตัวมีข้อเสียคือความง่วง บ้างมีอาการคอแห้ง ท้องผูก และลุกเร็วหน้ามืด เหล่านี้เป็นฤทธิ์ข้างเคียงที่เลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถรอเวลาให้ร่างกายชินกับยาเองได้ หากจำเป็นควรลางานพักผ่อนในตอนแรก ๆ ดื่มน้ำมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายและเปลี่ยนอิริยาบถด้วยความระมัดระวัง ไม่ลุกขึ้นยืนรวดเร็วเกินไป โดยทั่วไปอาการข้างเคียงต่างๆ นานาเหล่านี้จะดีขึ้นได้เองใน 2 […]

กินไม่หยุด แก้อย่างไร โรคทางจิต ไม่ใช่แค่ตะกละ

รู้จัก โรคกินไม่หยุด แก้ยังไง โรคทางจิต ไม่ใช่แค่ตะกละ หลายคนอาจมองว่า เหตุผลที่คนกินอาหารปริมาณมากก็คงมีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเพราะอยากเฉย ๆ ชื่นชอบการกินเป็นนิสัยอยู่แล้ว หรือกินแล้วมีความสุข ก็ตามแต่ พวกนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องปกติก็จริง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ นอกจากพฤติกรรมการกินอาหารเยอะ จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาแล้ว ยังสามารถบ่งบอกถึงอาการของ โรคกินไม่หยุด ได้อีกด้วย โรคกินไม่หยุด (Binge Eating disorder) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่เป็นผลกระทบมาจากโรคซึมเศร้าและความเครียดซึ่งอาจเป็นได้โดยไม่รู้ตัว มีอาการหลัก ๆ ตามชื่อโรคคือ ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้หยุดกินอาหารได้ แม้อาจฟังดูธรรมดาสามัญ แต่จริง ๆ แล้วสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยหากปล่อยไว้นาน โดยโรคนี้ เป็นหนึ่งในโรคใหม่ที่พึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2013 ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต หรือ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-5) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปกติ จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา และถูกใช้อ้างอิงกว้างขวางโดยแพทย์และนักวิจัยในอเมริกา แตกต่างจากคนที่มีอาการของโรคบูลิเมียหรือโรคล้วงคอ ที่จะกำจัดแคลอรี่ส่วนเกินจากการกินด้วยการอ้วก การใช้ยาระบาย หรือฝืนออกกำลังกายมากจนเกินกำลัง […]

เคล็ดลับ เสริมภูมิคุ้มกัน ธรรมชาติจากศาสตร์แพทย์แผนจีน ยุคโควิด

เคล็ดลับ เสริมภูมิคุ้มกัน ธรรมชาติจากศาสตร์แพทย์แผนจีน เรื่องการ เสริมภูคุ้มกัน ร่างกายให้แข็งแรง สำหรับคนจีนนั้นเรียกว่า เสริมพลังชี่ หน้าที่ของชี่คือส่งพลังงานในร่างกาย การเสริมให้หยินและหยางเท่ากันหรือทำให้ทุกระบบในร่างกายสมดุลกัน ทำอย่างไรได้บ้าง สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายและใกล้ตัวมากที่สุดคืออาหาร ชาวจีนใช้อาหารเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ จะกินเพื่อให้ร่างกายเย็นลงหรือจะกินเพื่อให้ร่างกายร้อนขึ้นก็ได้ เรียกว่าอาหารเป็นยา เป็นการกินเพื่อปรับสมดุลธาตุ จึงขอแนะนำลิสต์อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดหลากชนิด ถ้ามีกำลังซื้อก็เลือกเห็ดหลินจือ ถ้งเช่แต่ถ้าไม่สะดวกเป็นเห็ดรวมหลายชนิด เพราะหลากหลายสายพันธุ์มีสายใยสั้นและยาวจำนวนมาก กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี และเห็ดยังมีโปรตีน กรดแอมิโนสูงถึง 21 ชนิด และแร่ธาตุสูง จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังช่วยทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิด NK Cells (Natural Killer Cells) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนทหารคอยคุ้มกันร่างกาย ทำลายสิ่งแปลกปลอมและเซลล์ที่เสื่อมให้ตายไป ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 2. ปีกคี้หรือหวงฉี ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง บำรุงปอด บำรุงซี่ บำรุงเว่ยชื่หรือชื่ภูมิคุ้มกันจากปอด ช่วยไล่ความชื้นออก ชาวจีนถือว่าเป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยให้ฟื้นไข้ได้ ปักคี้นำมาทำอาหารได้หลากหลาย สามารถใส่ในซุปหรือต้มแกงจืดกินบำรุงร่างกายได้ทุกวัน อย่างไรก็ตาม การกินอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับร่างกายเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงเสริมภูมิต้านทานได้ แต่นอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ควรออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีด้วยค่ะ ส่วนเรื่องผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนที่มีการชาที่ปลายประสาทมือ เท้า […]

“ใบ” กัญชา กินเท่าไร อย่างไร ไม่เมา ไม่มีผลเสีย

กัญชา กินเท่าไร อย่างไร ไม่เมา ไม่มีผลเสีย จะเห็นได้ว่า ตอนนี้ ตามร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม เริ่มมีเมนูที่มีส่วนผสมของใบ กัญชา ที่ได้รับอนุญาตให้ประชาชนได้ลิ้มรส วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีกินใบกัญชา ที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกันค่ะ ว่าด้วยสารเมา จะเห็นได้ว่าใบกัญชาส่วนใหญ่นิยมนำมาต้ม แกง ผ่านความร้อนสูง ซึ่งการปรุงด้วยความร้อนนี้เกิดผลต่อปริมาณสารออกฤทธิ์ในใบกัญชาอย่างไรบ้าง เภสัชกรหญิงอาสาฬ อธิบายว่า เมื่อกัญชาผ่านความร้อนจากการปรุงอาหารจะมีปริมาณสาร THC และ CBD ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโมเลกุลของพืชอยู่แล้ว กัญชาโดยธรรมชาติจะอยู่ในรูปสาร THCA แต่เมื่อได้รับความร้อนจะกลายเป็นสาร THC และยิ่งอาหารมีส่วนผสมของไขมัน สาร THC จะละลายออกมาได้มากขึ้น ร่งกายจะดูดซึมสาร THC ได้ดียิ่งขึ้น สังเกตว่า น้ำมันกัญชาที่ใช้เป็นยาก็จะถูกเจือจางในน้ำมัน เช่นเดียวกับภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตที่มักแกงกับกะทิหรือเนื้อสัตว์ที่มีความมันหรือเอาไปทอด” กินยังไง นอกจากการปรุงแล้ว ปริมาณสารเมาในใบกัญชายังขึ้นอยู่กับความอ่อนแก่ของใบ ใบอ่อนจะมีสารเมาน้อยกว่าใบแก่ เภสัชกรหญิงอาสาฬให้คำแนะนำในการกินเมนูกัญชาว่า “สำหรับการปรุงอาหาร ควรใช้ใบกัญชาไม่เกิน 5 ใบต่อหนึ่งจาน หรือไม่ควรกินเกินวันละ 8 ใบ ซึ่งเมนูที่ทางอภัยภูเบศรออกแบบมาส่วนใหญ่จะใช้ครึ่งถึง 1 ใบเท่านั้น เพราะเรากังวลเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากแต่ละคนมีความไวต่อสารเมาไม่เหมือนกัน เหมือนคนดื่มเหล้าที่มีทั้งคออ่อนและคอแข็ง บางคนกินใบเดียวหรือจานเดียวก็มึนๆ […]

ชวนรู้จัก COGNITIVE TRAINING ฝึกให้สมองทำงานหลาย ๆ อย่าง ต้านอัลไซเมอร์

COGNITIVE TRAINING ฝึกให้สมองทำงานหลาย ๆ อย่าง วันนี้เราจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับการทำ COGNITIVE TRAINING หรือการฝึกให้สมองทำงานหลาย ๆ อย่าง เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์กันค่ะ มาดูกันเลยว่าวิธีการมีอะไรบ้าง ยากหรือง่าย อะไรคือ COGNITIVE TRAINING ร้อยเอก นายแพทย์สุรชาเล่าว่า เทคนิคนี้พูดง่ายๆ ก็คือ การใช้สมองให้เยอะๆ นั่นเอง โดยฝึกให้สมองต้องทำงานอย่างสม่ำเสมอผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็น การฝึกใช้จมูกในการดมกลิ่นสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น กลิ่นผักผลไม้ ต้นไม้ใบหญ้า หรือดอกไม้หลากหลายชนิด ซึ่งการฝึกดมกลิ่นนี้จะช่วยให้สมองได้ใช้งานในส่วนของการรับกลิ่น (Olfactory Nerve) ถือเป็นการกระตุ้นสมองให้ทำงานอีกทาง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการฝึกสมองด้วยการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของต่าง ๆ ด้วยมือผ่านการทำกิจกรรมที่หลากหลาย อย่างเช่น การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ หรือการจัดบ้ายิ่งสัมผัสหลากหลายก็ยิ่งกระตุ้นให้สมองเกิดการเรียนรู้และทำงาน หรือการลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ก็ถือเป็นการฝึกสมองที่ดีอีกทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การเรียนงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย หรือการเรียนทำอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะถือเป็นการทำกิจกรรมที่ได้ฝึกประสาทการรับรู้หลายส่วนไปพร้อม ๆ กัน ทั้งการได้ยิน การสัมผัส และการได้กลิ่น ซึ่งทุกรูปแบบการฝึกสมองให้ทำงานนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่มีสาระหรือเครียดเสมอไป จะลองฝึกอะไรง่าย ๆ […]

กรวยไตอักเสบ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

กรวยไตอักเสบ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม กรวยไตอักเสบ อาจดูเป็นโรคที่ไกลตัวนะคะ แต่หารู้ไม่การเกิดขึ้นของโรคนี้อาจจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตของเราได้ด้วย ว่าแต่กรวยไตอักเสบคืออะไร เกิดจากอะไร กลุ่มเสี่ยงเป็นใครบ้าง อาการและวิธีการรักษาเป็นแบบไหน วันนี้เรามีข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากค่ะ กรวยไตเป็นส่วนหนึ่งของ ไต ซึ่งเป็นที่รวมของปัสสาวะที่กรองออกมาจากไตก่อนจะผ่านไปยังท่อไตและลงไปที่ท่อปัสสาวะ กรวยไตอาจเกิดการอักเสบทั้งแบบเฉียบพลัน หรือเรื้อรังก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นอาการแบบเฉียบพลัน โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบมากในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยเบาหวานหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ชายสูงอายุที่เป็นต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต การอักเสบของทางเดินปัสสาวะเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก และเป็นโรคซึ่งอาจจะทำให้มีการทำลายของเนื้อไตได้ในภายหลังจนถึงกับเกิดมีภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ป่วยโรคไตถ้าไม่เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็ว ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายไว้ว่า “กรวยไตอักเสบ”  เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยสาเหตุที่ทำให้กรวยไตติดเชื้อ ได้แก่ มีการติดเชื้อที่ส่วนอื่นๆ ของทางเดินปัสสาวะอยู่แล้ว เช่น มีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เป็นโรคกระเพาปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น ซึ่งสามารถอาจเป็นได้ทั้งกรวยไตอักเสบแบบเฉียบพลัน หรือกรวยไตอักเสบแบบเรื้อรังได้ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการทีพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจจะเสียชีวิตได้ กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดกรวยไตอักเสบ มีใครบ้าง? ผู้หญิงเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ทางเดินปัสสาวะมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่า และอยู่ใกล้ช่องคลอดกับทวารหนัก ผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น ทำให้ความดันในท่อไตสูงขึ้นจนอาจเกิดกรวยไตอุดตันและมีการติดเชื้อได้ ผู้ที่เคยได้รับการส่องกล้องหรือเคยรับการผ่าตัดในระบบทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ […]

อันตรายจากหูฟัง ทำหูพังก่อนวัยอันควร

อันตรายจากหูฟัง เรื่องในหูที่ต้องรู้ ก่อนหูพังก่อนวัยอันควร ตอนนี้หูฟังดูจะเป็นอีกแกดเจ็ตที่ได้รับความนิยมอยู่พอสมควร เพราะทั้งช่วยให้ใช้ชีวิตได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรบกวนผู้อื่นน้อยลง แต่ความสะดวกที่ได้มานั้นก็แลกกับหูที่อาจจะพังได้ก่อนวัยควร เพราะ อันตรายจากหูฟัง นั้นร้ายแรงกว่าที่คิดอีกนะคะ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า กว่า 50% ของ คนที่มีอายุตั้งแต่ 12 -35 ปี มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการได้ยิน เนื่องจากฟังเสียงดังมากและนานเกินไป    ผลกระทบจากหูฟัง จากการศึกษาของนักโสตสัมผัสวิทยา พบว่าการใช้หูฟัง ไม่ว่าจะเป็นแบบครอบหู หรือแบบใส่เข้าไปในหูที่เปิดเสียงดังเกินไป ล้วนแต่ส่งผลให้สูญเสียการได้ยิน ที่ทำให้คนในวัย 40 อาจได้มีระดับการได้ยินเท่ากับคนอายุ 80 เลยก็เป็นได้  ซึ่งการสูญเสียการได้ยินนี้ไม่เพียงส่งผลต่อการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง และอาจทำให้สมองเสื่อมได้  ระดับเสียงแค่ไหนที่พอดี สำหรับการตั้งค่าความดังของหูฟังที่พอดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรเกิน 70 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับความดังที่ฟังได้เป็นยาวนาน และไม่ทำลายการได้ยิน  สำหรับการตั้งค่าระดับความดังไม่ให้เกิน 70 เดซิเบล ก็มีวิธีง่ายๆ คือเปิดระดับเสียงไม่เกิน 50% ของระดับเสียงหูฟัง แต่ถ้าใครอยากได้แบบเป๊ะๆ ก็มีมีแอพพริเคชั่นให้โหลดมาวัดอยู่เหมือนกัน ทั้งระบบ Android และ IOS […]

เครียดลงกระเพาะ ภัยเงียบที่ควรระวัง

เครียดลงกระเพาะ ภัยเงียบที่ควรระวัง ทุกคนรู้หรือไม่คะว่าการที่คุณทำงานหนักหรือเครียดเกินไปจะทำให้คุณมีภัยเงียบที่ร้ายกาจตามมาโดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งภัยเงียบเหล่านั้นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศซินโดรม โรคเครียด โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น เคยอ่านเจอบทความที่คุณหมอจากโรงพยาบาลรามคำแหงบอกเอาไว้ว่า เครียดลงกระเพาะ ก็เป็นอีกโรคยอดนิยมของคนวัยทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ซึ่งโรคเครียดลงกระเพาะ แท้จริงแล้วก็คือโรคกระเพาะที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา (ไม่มีแผลที่กระเพาะอาหาร) แต่เป็นการสั่งการของสมอง ยิ่งเครียดก็ยิ่งกระตุ้นให้กระเพาะเกิดการบิดตัว และหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ ทำให้เมือกในกระเพาะอาหารเสียสมดุลและเกิดการระคายเคืองในช่องท้องได้ เวลาเครียดลงกระเพาะเมื่อไหร่ บางคนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็ว ขนลุก อยากอาหารมากกว่าปกติ คลื่นไส้ รู้สึกหงุดหงิด หรือนอนไม่หลับ ถ้าใครมีอาการดังกล่าวนอกจากปวดท้องเวลาเครียดล่ะก็ สันนิษฐานได้เลย ว่าคุณเข้าสู่ลัทธิเครียดลงกระเพาะไปครึ่งก้าวแล้ว แต่ข่าวดีของโรคนี้ก็คือ โรคเครียดลงกระเพาะสามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีการก็พื้นๆ เลย ตามที่เราเคยได้ยินกันมาตลอด ทั้งการกินอาหารให้เป็นเวลาครบ 3 มื้อ เลี่ยงอาหารรสจัด ย่อยยาก อาหารหมักดอง ของมัน ของทอด ไม่สูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ต่างๆ ทั้งนี้เรื่องการควบคุมการกินถือเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ความจริงส่วนที่ทำยากที่สุดในการรักษาโรคนี้ คือการรับมือกับความเครียด […]

แก้ปวดไมเกรน แบบฉบับคนไม่อยากกินยา และเตรียมตัวฉีดวัคซีนโควิด

แก้ปวดไมเกรน แบบฉบับคนไม่อยากกินยา และเตรียมตัวฉีดวัคซีนโควิด ไมเกรน เป็นอีกหนึ่งอาการที่ปวดที่ทำร้ายคนในยุคนี้ เพราะเป็นกันถ้วนทั้ง ตั้งแต่วัยเรียน จนถึงวัยทำงาน รวมถึงสาเหตุการปวดก็มาจากหลายๆ อย่าง อย่างแอดเองก็มีอาการนี้ด้วยเหมือนกัน และทุกครั้งที่กินยา แก้ปวดไมเกรน ก็จะมีอาการมึนยา จนแอดเชื่อว่าหลายคนไม่อยากกินยา จึงไปหาวิธีแก้ปวด มาฝากกันค่ะ และในช่วงนี้ที่หลายคนกำลังเตรียมตัวเพื่อฉีดวัคซีนโควิด ยาไมเกรนก็เป็นอีกสิ่งที่ควรเลี่ยง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน สำหรับวิธีหลีกเลี่ยง และ แก้ปวดไมเกรน รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อฉีดวัคซีนมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ   หยุดยา เบื้องต้นเลย ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ควรหยุดยาก่อนฉีดวัคซีนประมาณ 5 – 7  วัน ซึ่งแอดบอกเลยว่าเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะในตัวยารักษาไมเกรนส่งผลต่อระบบเส้นเลือด และหัวใจ ดังนั้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดจึงควรงดยานะคะ หากปวดจริงๆ คงต้องพึ่งยาพาราเซตามอนไปก่อน ลดปวดแบบไม่พึ่งยา  แม้ยาจะเป็นทางออกที่ได้ผล แต่หากมีอาการในช่วง 5 วันก่อนฉีด ก็พอจะมีวิธีการบรรเทาได้อยู่เหมือนกันค่ะ  กดจุด กดบริเวณเหนือส้นมือ (มาทางข้อพับ) ประมาณ 3 นิ้วจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้  สูดน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะกลิ่นลาเวนเดอร์ จะช่วยบรรเทาอาการได้ […]

ลำไส้แปรปรวน แค่เครียดก็เป็นได้แล้ว

ลำไส้แปรปรวน อาการปวดท้อง ที่แค่เครียดก็เป็นได้แล้ว ความเครียดนี้ไม่ดีเลยค่ะ ก่อให้เกิดโรคขึ้นมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือโรคที่กำลังจะพูดถึงในวันนี้นั้นก็คือ “ลำไส้แปรปรวน” ซึ่งเป็นกันได้ในทุกเพศ ทุกวัย และยังเป็นได้โดยไม่รู้ตัว ไม่รวมถึงว่ามีอาการมากมายหลายแบบอีกด้วย    ลำไส้แปรปรวนคือ ลำไส้แปรปรวน เป็นอีกหนึ่งโรคที่ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของสาเหตุการเกิดโรคนี้ แต่ ดร.ดักลาส เอ. ดรอสแมน (Dr. DouglasA. Drossman) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านช่องท้อง กล่าวว่า “ความเครียดกับโรคลำไส้แปรปรวนมีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก” เพราะจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเวลาเราตื่นเต้นมักจะปวดท้องด้วยนั่นเอง    อาการลำไส้แปรปรวน สำหรับอาการของโรคลำไส้แปรปรวนนั่นมีหลายอาการร่วมกันก็คือ 1. ปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยหรือใต้สะดือ 2. ท้องเสีย 3. ท้องผูก 4. ท้องเสียสลับท้องผูก อาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอด้วย และมักจะปวดท้องในตอนเช้าหรือหลังอาหารเช้า นอกจากนั้นแล้ว สำหรับผู้หญิงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องมากขึ้นขณะมีประจำเดือนด้วยนะคะ สาเหตุของลำไส้แปรปรวน ความเครียด รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น น้ำอัดลม เป็นต้น   การดูแลแลป้องกัน การดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาการลำไส้แปรปรวนนั้น ควรต้องเริ่มจากการสังเกตุตัวเองว่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ แล้วหลีกเลี่ยง รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  ลดการกินเนื้อสัตว์ และไข่ ที่เป็นโปรตีนย่อยยาก และควรทานโปรตีนจากเต้าหู้ และเนื้อปลาที่ย่อยง่ายกว่า เลี่ยงของทอด […]

ผลข้างเคียงวัคซีนซิโนแวค – แอสตร้าฯ ต่างกันอย่างไร

ผลข้างเคียงวัคซีนซิโนแวค – แอสตร้าฯ ต่างกันอย่างไร การฉีดวัคซีน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง หรือเกิดอาการแพ้ได้เช่นเดียวกับยาทั่วไป แต่หากเทียบกับความรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอย่างโควิด19 แล้วนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าผลข้างเคียงน่าจะมีความน่ากลัวน้อยกว่ามาก การฉีดวัคซีน โควิด-19 จะช่วยสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ โดยหลังเข้ารับการฉีดวัคซีน ผู้เข้ารับการฉีดบางท่านอาจมีอาการข้างเคียง หรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน โดยอาการที่สามารถพบได้หลังรับวัคซีน 1-2 วัน คือ อาการไข้หวัด เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ฉีดวัคซีนโควิด ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่หลายคนรอฉีดวัคซีนกันอยู่ บางคนก็ได้ฉีดไปแล้ว มีการรายงานผลข้างเคียงออกมาเป็นระยะและแตกต่างกันไป ทำให้ความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้ว วัคซีนที่เราฉีดแต่ละชนิดนั้นมีผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร และเรามีคำตอบมาฝากแล่วค่ะ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายอาการไม่พึงประสงค์ ระหว่าง แอสตร้าเซเนก้า – ซิโนแวค ซึ่งสรุปออกมาได้ว่า จากการศึกษาของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ที่พบว่า วัคซีนซิโนแวคมีอาการข้างเคียง น้อยกว่าแอสตร้าเซนเนก้าโดยเฉพาะในเรื่องไข้ ปวดบริเวณที่ฉีด […]

รู้ไหมทำไมอาการตอบสนอง “วัคซีนโควิด” ถึงแตกต่างกัน?

รู้ไหมทำไมอาการตอบสนอง “วัคซีนโควิด” ถึงแตกต่างกัน? ในยามที่ประชากรไทยเริ่มทยอยเข้ารับวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการฉีดวัคซีน โควิด 19 ของประเทศไทยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต เพื่อปกป้องระบบสุขภาพของประเทศ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คนไทยทุกคนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่า หลังเข้ารับวัคซีนแล้วก็ย่อมพบ “อาการไม่พึงประสงค์” หรือ “ผลข้างเคียง” อื่นๆ ตามมา อาการข้างเคียงชั่วคราว เช่น อาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า และมีไข้ เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันของมุษย์เรากำลังทำงาน ซึ่งเป็นการที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนตามปกติ และเป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วๆ ไป นายแพทย์ ปีเตอร์ มาร์คส์ หัวหน้าฝ่ายงานวัคซีนขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ซึ่งมีอาการเหนื่อยล้าหลังจากที่ฉีดวัคซีนเข็มแรก แนะนำว่า หลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ควรทำกิจกรรมอะไรที่ต้องใช้กำลังมากๆ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราจะมีกลไกหลักอยู่สองอย่าง และกลไกแรกจะเริ่มทำงานทันทีที่ร่างกายตรวจพบสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวจะรวมตัวกันอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบจนทำให้เกิดอาการหนาวสั่น ปวดเมื่อย เหนื่อยล้า ตลอดจนผลข้างเคียงอื่น ๆ ทั้งนี้ ขั้นตอนการตอบสนองอย่างรวดเร็วของระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เรามักจะลดลงตามอายุ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนอายุน้อยกว่ารายงานผลข้างเคียงมากกว่าผู้สูงอายุ นอกจากนี้ วัคซีนบางชนิดอาจสามารถกระตุ้นปฏิกิริยาได้มากกว่าชนิดอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนมีการตอบสนองแตกต่างกัน หากผู้ที่ฉีดวัคซีนไม่มีอาการอะไรเลยในหนึ่งหรือสองวันหลังจากที่ฉีดวัคซีนทั้งสองเข็ม ก็ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่ทำงาน […]

สารต้านอนุมูลอิสระคือ ? แล้วต้านมะเร็งได้อย่างไร

สารต้านอนุมูลอิสระคือ ? ต้านมะเร็งได้จริงหรือไม่ หลายครั้งที่อ่านข้อมูลด้านการป้องกันโรคจะเจอ “สารต้านอนุมูลอิสระ” ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แล้วยังมีสรรพคุณด้านความงามลดเลือนริ้วรอย วันนี้เรามาดูกันค่ะว่า  สารต้านอนุมูลอิสระคือ? แล้วป้องกันมะเร็งได้จริงหรือไม่ รวมถึงพบได้มากที่ไหน   สารต้านอนุมูลอิสระคือ สารที่อาจปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระนี้ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ  ทำลายยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น  หยุดการเกิดอนุมูลอิสระ    อนุมูลอิสระคืออะไร โมเลกุลที่ไม่เสถียรเนื่องจากขาดอิเลกตรอน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะต้องมีโมเลกุลที่มีอิเลกตรอนอยู่เป็นคู่ โดยอนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้จากทั้งมลพิษรอบๆ ตัว และจากภายในร่างกายเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนน้อย ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม เป็นต้น   สารต้านอนุมูลอิสระกับโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้อนุมูลอิสระมีความเสถียรจนไม่เกิดการทำลายเซลล์ ซึ่งหากว่าเซลล์ถูกทำลายเป็นนานๆ จะทำให้ร่างกายไม่ซ่อมแซมความผิดปกติที่เกิดขึ้น และกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งตามมานั่นเอง  ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระ 1. ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง 2. ชะลอกระบวนการแก่ชรา ลดเลือนริ้วรอย 3. ลดภาวะอัลไซเมอร์ 4. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย 5. ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ 6. ป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ 7. ป้องกันมลพิษ […]

“ถ่ายเป็นเลือด” สัญญาณผิดปกติในลำไส้ใหญ่

“ถ่ายเป็นเลือด” สัญญาณผิดปกติในลำไส้ใหญ่ ถ่ายเป็นเลือด ต้องระวัง!! เราทุกคนต่างรู้ดีว่าการขับถ่ายเรื่องปกติที่ทุกคนต้องทำเป็นกิจวัตร แต่ความเป็นจริงแล้วอาจมีอันตรายแอบแฝงอยู่ซึ่งหากพบความผิดปกติบางอย่างเช่น พบเลือดที่ปนมากับอุจจาระ ร่วมกับมีอาการเจ็บที่บริเวณรูทวารหรือปวดท้องร่วมอยู่ด้วย อาจเป็นภัยเงียบที่นำไปสู่โรคร้ายได้ หากขับถ่ายแล้วมีเลือดออก หลายคนมักคิดว่าเป็นโรคริดสีดวงทวาร ไม่ทันคาดคิดว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ส่วนปลาย ทั้งที่บางอาการอาจมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นควรหมั่นสังเกตและไม่ควรชะล่าใจในการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เพื่อทำการรักษาได้ถูกวิธีก่อนสายเกินแก้ จะสังเกตได้อย่างไร เลือดออกในทางเดินอาหาร เบื้องต้นให้สังเกตสีของอุจจาระของตัวเองทุกวัน มีความผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงไปหรือ หากมีภาวะอุจจาระปนเลือด หรือถ่ายดำ อาจเกิดจากความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก แต่หากเลือดออกลำไส้ใหญ่ จะมีอาการถ่ายเป็นเลือดสด หรือไม่มีอาการชัดเจน แต่อาจมีอาการอื่นๆ แทน เช่น อ่อนเพลีย หน้ามืด เหนื่อยง่ายเป็นต้น มักเกิดในผู้สูงอายุ เกี่ยวกับเรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าอาการถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นสัญญาณบอกความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร หรือผลต่อเนื่องจากโรคตับ หนึ่งในอาการไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยนายแพทย์สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์ แพทย์ประจำศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาล นครธน ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ อธิบายถึงอาการถ่ายเป็นเลือดว่า อาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด บ่งบอกถึงโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่โรคร้ายแรงที่สุดอย่าง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ เนื้องอกในลำไส้ จนถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง […]

ภูมิคุ้มกันร่างกาย สู้โควิด ถูกทำลายได้ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้!

ภูมิคุ้มกันร่างกาย ไว้สู้โควิดถูกทำลายด้วยผิดพฤติกรรมผิดๆ ภูมิคุ้มกันโรค หรือภูมิคุ้มกันร่างกาย เป็นเหมือนเกราะในการป้องกันร่างกายจากไวรัสต่างๆ จึงป้องกันสุขภาพไม่ให้ป่วยจากการติดเชื้อต่างๆ รวมไปถึงหวัด และโควิด-19 ด้วย ซึ่งในกรณีหลังนี้ หากมีมาก ก็จะทำให้อาการน้อยหน่อย แต่หากมีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ก็ทำให้อาการเพียบหนักลงได้ ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในยามนี้ ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันนั้นมีได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็หนีไม่พ้น การทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิกันร่างกาย และแม้เราจะทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันโรค หรืออัดวิตามินทั้งซี และดี ซึ่งเป็นวิตามินสำคัญในการสร้างภูมิ แต่ถ้าเรายังมีพฤติกรรมทำลายภูมิคุ้มกันโรคละก็ ภูมิคุ้มกันที่พยายามสร้าง ก็ถูกทำลายลงได้ง่ายๆ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้าง ที่ควรเลิกทำ หากไม่อยากให้ ภูมิคุ้มกันโรค ถูกทำลาย   เครียด ความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดประสิทธิภาพลง เนื่องจากร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นกำลังหลักในการกำจัดเชื้อโรคลดลง จึงทำให้เชื้อโรคเข้าโจมตี และเกิดโรคได้ง่าย    กินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสจัด ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด รวมไปถึงการกินอาหารแปรรูป และอาหารปนเปื้อนต่างๆ ล้วนเป็นการทำลายภูมิคุ้มกันโรคทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารที่ดีต่อภูมิคุ้มกันร่างกายเช่น ปลา กระเทียม ผักผลไม้สีส้มเหลือ ผักใบเขียว และธัญพืช  […]

รู้หรือไม่ ใช้สายตาหนัก ก่อโรค ทำป่วยได้มากกว่าที่คิด

ใช้สายตาหนัก ก่อโรคได้มากกว่าที่คิด รู้ไหมว่า การใช้สายตาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ (ส่วนมากพบในคนทำงานออฟฟิศ) จะก่อให้เกิดอาการตาล้าได้ ซึ่งกิจวัตรที่เราทำส่งผลให้เกิดความเครียดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อดวงตา และอาจนำไปสู่โรคหรืออาการไม่พึงประสงค์อีกมากมาย อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ ปวดเมื่อยรอบๆดวงตา ตาแห้ง/น้ำตาไหลตลอดเวลา ตาเบลอ เหนื่อยล้าตา ร้อนดวงตา ตาไม่สู้แสง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และสามารถนำไปสู่อาการที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้แก่ ไมเกรน คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก สาเหตุหลัก ๆ มาจาก การใช้สายตาต่อเนื่องนานเกินไป การขับรถนานๆ เจอกับแสงจ้ามากๆ หรือเพ่งสายตาหนักๆ ในที่มืด วิธีแก้ไขคือ -หาโอกาสพักสายตาทุก 20 นาที โดยการมองไปยังที่ไกลๆ สัก 20 วินาที -ใช้น้ำตาเทียม -ประคบดวงตาเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ช่วยลดความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สายตา โดยสามารถประคบเย็นทุกวันหลังใช้สายตา ทำวันละ 15-20 นาที วิธีง่ายๆ สำหรับการประคบเย็นคือการนำผ้าขนหนูชุบน้ำเย็น บิดหมาดโปะดวงตา หรือจะใช้เป็นผ้าคาดเย็นที่ทำมาสำหรับประคบดวงตาก็ได้เช่นกัน คลายความเครียดสักหน่อย 1. อยู่กับปัจจุบัน เราควรสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น […]

‘ ไวรัสตับอักเสบซี ’ ภัยเงียบ ไร้วัคซีน ตรวจรู้ไว รักษาหายขาดได้

‘ ไวรัสตับอักเสบซี ’ ภัยเงียบ ไร้วัคซีน ตรวจรู้ไว รักษาหายขาดได้ หากพูดถึง ไวรัสตับอักเสบซี  หลายคนอาจสงสัยว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไรในการสังเกตตนเอง แล้วอันตรายหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจ พร้อมบอกข่าวดี! สำหรับวิธีรักษา และการใช้ยารักษา หากรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาเร็ว ทำให้หายขาดได้! แต่ก็กลับมาเป็นใหม่ได้เช่นกัน โดยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจเลือดแล้วพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือบริจาคเลือดแล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากมีอาการแสดงอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลียจากการอักเสบของตับ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย โดยทั่วไปประมาณ 70-80% ของผู้ติดเชื้อเฉียบพลันจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้  ซึ่งถ้าหากเป็นนานๆ หลายปีอาจมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด ที่สำคัญการที่จะทราบได้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะต้องใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติเท่านั้นถึงจะทราบ สาเหตุการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางเลือดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติการรับเลือดก่อนปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการตรวจกรองหาเชื้อไวรัส ยังพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด การสักด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด การฉีดยากับหมอเถื่อน และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่รักษาด้วยการล้างไต ยิ่งไปกว่านั้นยังพบได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับการติดเชื้อ […]

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อันตราย ไร้สัญญาณเตือน

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อันตราย ไร้สัญญาณเตือน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่มีสัญญาณเตือน และเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที หากปล่อยไว้นานโอกาสรอดชีวิตจะลดลง โดยสามารถพบได้ทุกช่วงอายุและสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่และทุกช่วงเวลา “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” คืออะไร ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ จนไม่มีการบีบตัวหรือหยุดเต้นทันที โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนี้ จะไม่มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้การทำงานของอวัยวะผิดปกติ ซึ่งอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการทำงานของสมอง เมื่อไม่มีเลือดมาเลี้ยงจะทำให้หมดสติ การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องทำอย่างทันท่วงที ซึ่งแตกต่างจากภาวะหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) สาเหตุที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของหัวใจโดยกำเนิดหรือสาเหตุภายนอกที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นก็ได้ สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่พบบ่อยได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ฯลฯ ส่วนผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปีส่วนใหญ่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ก็ยังอาจเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อยหรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด อาการเตือน “แต่มักไม่ได้สังเกต”  เหนื่อยง่าย  อ่อนเพลีย  แน่นหน้าอกเวลาที่มีภาวะเครียดหรือเวลาออกแรง ประเมินความเสี่ยง ด้วยการทดสอบ มีการตรวจหลายชนิดที่อาจจะประเมินความเสี่ยงได้  การตรวจเลือด เช่น ระดับน้ำตาล, ไขมัน  คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)  […]

keyboard_arrow_up