6 : 6 : 1  รหัสลับ ลดเค็ม ลดหวาน ห่างไกล เบาหวาน ความดัน และอีกสารพัดโรค

ลดเค็ม ลดหวาน ห่างไกล เบาหวาน ความดัน และอีกสารพัดโรค วันนี้ชีวจิตจะชวนทุกคนไปรู้จักรหัสลับสกัดโรค ฟังดูเหมือนหนังสายลับ แต่ความจริงแล้วมีไว้เพื่อ ลดเค็ม ลดหวาน ซึ่งช่วยกำจัดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ความดัน เป็นต้นค่ะ    โดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้นส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม จึงป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งสูตร 6 :  6 : 1 ที่ว่า ก็คือ น้ำตาล ไขมัน และเกลือค่ะ    6 : น้ำตาล เรามาเริ่มที่ 6 ตัวแรก คือน้ำตาล ตามคำแนะนำขององค์การอาหารโลก WHO ระบุไว้ว่าบุคคลทั่วไปอย่างเราๆ ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี อย่างที่รู้ๆ กันค่ะ ว่าเราพบน้ำตาลได้มากในขนม […]

ดูแลผิวหนังอย่างไรดี หลังเข้ารับการ ฉายรังสี รักษาโรคมะเร็ง

ดูแลผิวหนังอย่างไรดี หลังเข้ารับการ ฉายรังสี รักษาโรคมะเร็ง การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน ใช้การผสมผสานกันหลายวิธี ทำให้การรักษาด้วยการ ฉายรังสี เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการรักษาโรคมะเร็งมากขึ้น โดยอาศัยหลักการที่ว่าการฉายรังสีไปยังเนื้อเยื่อของเนื้องอกหรืออวัยวะใดๆ ก็ตามซึ่งเป็น เนื้อเยื่อที่มีชีวิต รังสีจะทำให้เกิดการทำลายดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์เนื้องอกโดยตรงทำให้เกิดการตายและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสรีระวิทยาของเซลล์เนื้องอกนั้น การดูแลผิวหนังบริเวณที่ได้รับการฉายรังสี 1. ห้ามลบเส้นบริเวณที่ฉายรังสีที่แพทย์ขีดไว้ เพราะถ้าเส้นลบแพทย์จะต้องขีดใหม่ ทำให้เสียเวลาในการรักษา อย่าขีดเส้นที่ลบเลือนด้วยตัวเอง 2. ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะ อาจมีอาการผมร่วง ไม่ควรสระผม ให้ขอคำแนะนำจากพยาบาล ก่อนห้ามใช้น้ำมันใส่ผม หรือผลิตภัณฑ์ทาผมหรือแว็กซ์ทาบริเวณที่ฉายรังสี ถ้ารู้สึกคันศีรษะ อาจใช้น้ำมันมะกอกทา ส่วน อาการผมร่วง ผมจะขึ้นใหม่ได้ภายหลังการรักษาสิ้นสุดแล้ว 2-3 เดือน 3. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด หรือการสัมผัสบริเวณที่ฉายรังสีโดยตรงกับความร้อนหรือความเย็น ควรสวมหมวกหลวมๆ หรือกางร่ม 4. ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณลำคอ ผิวหนังอาจมีสีแดง แห้งตึง เกิดอาการคัน ดำคล้ำ และตกสะเก็ด หรือแตกเป็นแผล ห้ามถู แกะ เกา ควรสวมเสื้อหลวมๆ นุ่มๆ ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ […]

เหงือกบวม บวมแบบไหน อาการแบบใด ที่เราต้องรีบไปพบทันตแพทย์

เหงือกบวม บวมแบบไหน อาการแบบใด ที่เราต้องรีบไปพบทันตแพทย์ เหงือกบวม เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน คนส่วนใหญ่มักมีอาการเหงือกอักเสบ เหงือกบวมแดง เมื่อแปรงฟันจะรู้สึกเจ็บและมีเลือดออกตามไรฟัน ทำให้มีกลิ่นปาก หากไม่รีบรักษา อาจนำไปสู่อาการอักเสบเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นได้ ซึ่งบางครั้งอาการเหงือกบวมก็สามารถหายได้เอง แต่ยังมีเหงือกบวมแบบที่เราต้องรีบพบแพทย์อีกด้วย สาเหตุของเหงือกบวม เกิดจากอะไร? เหงือกบวม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดอยู่ตามขอบเหงือก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน หากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สูบบุหรี่ หรือผู้หญิงมีครรภ์ที่ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ ก็จะยิ่งทำให้เหงือกมีอาการอักเสบและบวมมากยิ่งขึ้นได้  อักเสบแบบไหน ควรไปพบทันตแพทย์ โรคเหงือกบวมมีหลายแบบ หากไม่รุนแรงก็สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพในช่องปาก แต่บางรายอาจมีอาการอักเสบที่ส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยหากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาอย่างถูกต้อง เหงือกอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากหินปูนสะสมในช่องปาก ทำให้เหงือกโดยรอบมีอาการอักเสบ ส่งผลให้มีกลิ่นปาก และเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน ทางที่ดีควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการรักษาและดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี เหงือกบวมเป็นหนอง ในผู้ป่วยรายที่มีอาการเหงือกบวมและอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้รักษา เหงือกจะเริ่มบวมแดง และเกิดหนองไหลออกจากขอบเหงือก เป็นสัญญาณอักเสบรุนแรงที่ไม่ควรละเลย ควรรีบไปพบทันตแพทย์ เหงือกบวมฟันกราม การปวดเหงือกบริเวณฟันกรามมีสาเหตุจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ฟันคุด  ฟันกรามผุ ฟันแตก และเหงือกอักเสบ ทำให้รู้สึกปวดและระคายเคือง […]

ปวดท้องประจำเดือน อย่าละเลย! อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ปวดท้องประจำเดือน อย่าละเลย! อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไป ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างเคยมีอาการปวดประจำเดือนและมักคิดว่าอาการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมชาติโดยเฉพาะหากมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม อาการปวดประจำเดือนเล็กน้อยแต่ปวดมาเป็นระยะเวลานาน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกของโรคร้ายได้เช่นเดียวกับอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต อาการปวดประจำเดือนคืออะไร ผู้หญิงจำนวนมากมีอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน และระหว่างมีประจำเดือนในช่วงวันแรกๆ อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) มีตั้งแต่อาการปวดหน่วงหรือปวดเกร็งเล็กน้อย ไปจนถึงอาการปวดขั้นรุนแรงบริเวณท้องน้อยและอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลังด้านล่าง คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืด เวียนศีรษะและปวดศีรษะ เป็นต้น สาเหตุของการปวดประจำเดือน โดยเฉลี่ยทุกๆ 28 วัน หากไข่ไม่มีอสุจิมาผสม เยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน อาการปวดประจำเดือนเกิดจากสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งก่อตัวขึ้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างมีประจำเดือน โพรสตาแกลนดินทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวและหดเกร็งคล้ายกับอาการเจ็บปวดขณะคลอดบุตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หากร่างกายหลั่งสารนี้ในปริมาณมากจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการบีบรัด ทำให้รู้สึกปวดประจำเดือนยิ่งขึ้น ประเภทของอาการปวดประจำเดือน อาการปวดประจำเดือนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดประจำเดือนที่พบบ่อยที่สุด สาเหตุมักเกิดจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดินมากเกินไป ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) […]

MIS–C อาการผิดปกติในเด็กหลัง หายจาก COVID-19

เมื่อเด็ก หายจาก COVID-19 ยังมีสิ่งน่ากังวลอยู่ ภาวะมิสซี MIS-C หรืออาการอักเสบในหลายระบบอย่างรุนแรง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่ หายจาก COVID-19 แล้ว ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคคาวาซากิเป็นอย่างมาก และหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อวัยวะล้มเหลวถึงขั้นเสียชีวิตได้ สำหรับผู้ปกครองแล้ว การรู้สาเหตุและอาการเบื้องต้น จะสามารถช่วยเฝ้าระวังและช่วยให้บุตรหลานได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รู้จักกับ อาการอักเสบในหลายระบบอย่างรุนแรง นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ สาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า MIS-C หรือ Multisystem Inflammatory Syndrome in Children คือภาวะที่มีอาการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในร่างกาย เช่น ปอด ไต สมอง ผิวหนัง ตา ทางเดินอาหาร หัวใจและหลอดเลือด และยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดภาวะนี้  แต่จะมีอาการเกิดขึ้นหลังหายจากการติดเชื้อ COVID – 19 แล้ว เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย และในบางคนไม่มีอาการแสดงหรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มมีอาการได้ ตั้งแต่ระยะที่กำลังจะหายจากโรค หรือ ตามหลังการติดเชื้อประมาณ2-6 สัปดาห์ […]

“แพนิก” ภาวะตื่นตระหนกที่ต้องรักษา คุณเป็นอยู่หรือเปล่า?

“แพนิก” ภาวะตื่นตระหนกที่ต้องรักษา คุณเป็นอยู่หรือเปล่า? ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องเผชิญชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็ส่งผลต่อความวิตกกังวลมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คน แต่ถ้ามีความกังวลที่มากเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้เกิด “อาการแพนิก” ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกตื่นตระหนกและรู้สึกกังวล เมื่อต้องเผชิญกับความเครียด แต่ในบางรายความวิตกที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคแพนิกได้เช่นกัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและอาการของโรคจะช่วยให้สามารถหาแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธีมากยิ่งขึ้น รู้จัก “โรคแพนิก” คืออะไร? โรคแพนิก คือ ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยที่ผู้ป่วยเองก็ไม่ทราบสาเหตุ บางครั้งโรคนี้ถูกเรียกว่า “โรคตื่นตระหนก” มีความเชื่อมโยงกับโรคทางจิตเวช ผู้ที่มีโรคแพนิกจะมีความวิตกกังวลจนอาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาผู้อื่น ไม่กล้าทำกิจกรรม หรือเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว ในบางรายอาจพบภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย สาเหตุของโรคแพนิก มีอะไรบ้าง? สาเหตุของโรคแพนิกเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ ทำให้สารเคมีต่างๆ ในสมองเสียสมดุล จึงส่งผลให้พฤติกรรมและความคิดเปลี่ยนไปด้วย แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าว เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมนที่ผิดปกติ ใช้สารเสพติด ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ถูกข่มขืน และโรคซึมเศร้า เป็นต้น อาการของโรคแพนิกเป็นอย่างไร? เมื่ออาการแพนิกกำเริบ ผู้ป่วยจะรู้สึกหัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อออก ท้องไส้ปั่นป่วน หายใจไม่อิ่ม […]

รู้ทัน! ปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อในกระแสเลือด

รู้เท่าทัน! ปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อในกระแสเลือด “ติดเชื้อในกระแสเลือด” หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ เพราะได้คร่าชีวิตใครหลายๆ คนไปมากมาย โดยเฉพาะเหล่าคนดัง ที่เหตุของการเสียชีวิตมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้หลายคนสงสัยว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดมีโอกาสหายหรือไม่ เกิดขึ้นได้อย่างไร คนที่ป่วยโรคอะไรมีความเสี่ยง มีวิธีการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบจาก นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา มาฝากกันค่ะ การติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดจากอะไร การติดเชื้อในกระแสเลือด คือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ผ่านทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือทางบาดแผล แล้วลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดที่ทำหน้าที่ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ทำให้อวัยวะส่วนนั้นๆ อักเสบติดเชื้อ หากภูมิคุ้มกันไม่ดี รักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันจนช็อก และอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือด ต่อมหมวกไตล้มเหลวจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 7 ปัจจัยเสี่ยง เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ดังนี้ 1.ปัญหาสุขภาพทั่วไปจากการเจ็บป่วย เพราะร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น โรคเกี่ยวกับการติดเชื้อในปอด เช่น ปอดบวม ติดเชื้อที่ไต โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ 2.ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง โรคเบาหวาน […]

โรคเบาหวาน กับความเข้าใจผิด ๆ ที่ทุกคนควรรู้ หมอตอบเอง

ว่าด้วยความเข้าใจผิด ๆ เรื่อง โรคเบาหวาน อีกหนึ่งภัยเงียบที่ทำร้ายสุขภาพและสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตของผู้คนคือโรคเบาหวาน ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานและไม่ได้รับข้อมูลความรู้ รวมถึงการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง หากปล่อยไว้ อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ไตวาย โรคเกี่ยวกับดวงตา และอาจอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่รู้ตัวและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเสียแต่เนิ่น ๆ รู้รอบเรื่องเบาหวาน กับคำถามและความเข้าใจผิด ๆ ที่ (เคย) คิดว่าใช่ คำถาม/ความเชื่อ: จริงหรือไม่ที่โรคเบาหวานมักมาคู่กับความอ้วน คุณหมอตอบ: เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่ง คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือคนที่เป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 126 เท่ากับเป็นเบาหวานแล้ว (เทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดปกติควรอยู่ที่ 100) เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก ๆ และมีภาวะอ้วน ร่างกายจะดื้อต่อการใช้อินซูลินและทำให้มีปริมาณน้ำตาลในร่างกายเกินความจำเป็น แม้น้ำหนักจะลดลงภายหลังก็ไม่ควรย่ามใจ เพราะแท้จริงอาจเป็นเบาหวานแล้ว ต้องเฝ้าระวังและหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นเบาหวานอยู่แล้ว รวมถึงคนที่มีภาวะอ้วนลงพุงก็เสี่ยงเช่นกัน โดยวัดจากขนาดรอบเอวที่เหมาะสมด้วยการนำส่วนสูงมาหารสอง ขนาดรอบเอวที่ดีไม่ควรเกินเลขส่วนสูงหารสอง หากมากกว่านั้นก็เสี่ยงเป็นเบาหวานได้ ส่วนผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองคือ เป็นเบาหวานที่พบตั้งแต่เด็ก […]

ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายหลังจากการ ติดเชื้อ COVID-19 (Rehab Post COVID Program)

จะฟื้นฟูร่างกายจากการ ติดเชื้อ COVID-19 อย่างไร หลัง ติดเชื้อ COVID-19 เมื่อได้รับการรักษา COVID – 19 จนหายแล้ว แต่ความรุนแรงและอาการของโรคยังหลงเหลืออยู่ ทำให้ยากต่อการกลับมาใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างอุ่นใจ การได้รับการรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น และควรได้รับการดูแลจากทีมแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติ หายโควิด ร่างกายเป็นอย่างไร พญ. ประภาภรณ์ ปราชญ์พยนต์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยหายจาก COVID – 19 แล้ว จะเกิดผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว ในแต่ละบุคคลมีความรุนแรงของโรคขณะติดเชื้อที่แตกต่างกัน อาจจะเกี่ยวข้องกับระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมอง การรับรู้ ความจำ จึงทำให้วิธีการฟื้นฟูร่างกายแตกต่างกัน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นสามารถส่งผลต่อร่างกายได้ตั้งแต่หลังจากหายจากการรักษาหาย ไปถึง 1 ปี ทั้งนี้เราจึงออกแบบโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังหายจาก COVID – 19 เฉพาะบุคคลให้ตรงกับปัญหาของผู้ป่วยให้มากและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ สามารถกลับไปทำงานได้อย่างปลอดภัย โดยการตรวจประเมินร่างกายจากทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องด้วยทีมกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด การฟื้นฟู ทำได้อย่างไรบ้าง […]

เทคนิค กินต้านมะเร็ง 5 ชนิด

เทคนิค กินต้านมะเร็ง 5 ชนิด มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร แค่เลือกกิน เราก็ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้ ซึ่งวิธี กินต้านมะเร็ง องค์กรการวิจัยโรคมะเร็งและ American Cancer Society ได้แนะนำการกินอาหารและกิจกรรมที่ช่วย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ดังนี้ กินอาหารที่เป็นผักผลไม้อย่างน้อย 5 จานต่อวัน และเพิ่มอาหารจำพวกถั่วและธัญพืชในอาหารแต่ละมื้อ กินอาหารที่มีไขมันและเกลือต่ำ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน จำกัดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เก็บรักษาและเตรียมอาหารอย่างปลอดภัย ไม่ใช้ยาสูบในทุกรูปแบบ การดูแลตัวเมื่อพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งและการป้องกันการลุกลามของโรคมะเร็ง จากการศึกษาพบว่าสารอาหารต้านมะเร็งสามารถช่วยป้องกันการลุกลามของมะเร็งได้ด้วยโดยการศึกษาพบ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและโรคมะเร็งดังต่อไปนี้ มะเร็งปอด การกินอาหารที่เป็นผักผลไม้อย่างน้อย 5 จานต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอด การกินอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนจะเพิ่มโอกาสการเป็นโรคมะเร็งปอดในกลุ่มผู้ชายที่สูบบุหรี่ มะเร็งต่อมลูกหมาก การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว/ไขมันจากสัตว์สูงจะเพิ่มความเสี่ยงในการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมาก การกินอาหารที่มีวิตามินอีสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการตายด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปการกินอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการตายด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างไรก็ตามการบริโภคอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนจะเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งใน กลุ่มผู้ชายที่สูบบุหรี่ มะเร็งเต้านม การกินอาหารที่ให้พลังงานและมีไขมันสูงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ การดื่มเบียร์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ และการตาย การมีไขมันส่วนเกินมากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ การขาดการออกกำลังกายจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างถั่วเหลืองกับโรคมะเร็งเต้านมกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา มะเร็งลำไส้ใหญ่ การกินอาหารจำพวกธัญพืชสูงเป็นประจำเป็นระยะเวลานานจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็น  […]

กินให้เป็น เพื่อความแข็งแรง หลังจาก ฉายแสงและให้เคมีบำบัด

กินให้เป็น เพื่อความแข็งแรง หลังจาก ฉายแสงและให้เคมีบำบัด หลังจาก ฉายแสงและให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยจะต้องกินอย่างไร คงเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลและผู้ป่วยสงสัย วันนี้ เรามีวิธีกินที่จะช่วยฟื้นฟูจากการรักษามะเร็งมากบอกต่อ ผู้ป่วยมะเร็งควรมีความรู้ในการกินอาหารเพื่อช่วยให้แข็งแรง ช่วยให้เคมีบำบัดออกฤทธิ์ฆ่ามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาได้ต่อเนื่อง ช่วงนี้ผู้ป่วยอาจได้รับคำบอกให้งดเนื้อสัตว์ทุกชนิดงดน้ำตาล รู้สึกสับสน คู่มือนี้จะคลายความสับสนให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจจริงๆ ว่า กินอย่างไรช่วยให้สู้มะเร็งได้อย่างแท้จริง อาการที่เกิดขึ้นในช่วงรับเคมีบำบัดหรือฉายแสงจะบรรเทาได้ อาหารมีส่วนสำคัญช่วยฟื้นฟูร่างกาย ดังคำแนะนำต่อไปนี้ 1. ทำอย่างไร..เมื่อไม่อยากกิน ถ้าเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินอะไรก็ไม่อร่อย หากไม่กินจะมีสุขภาพแย่ลงจนแพทย์ไม่สามารถให้เคมีบำบัดต่อเนื่องได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรลองปรับการกินเป็นกินครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้งแทน หรือลองจัดจานอาหารให้ดูน่ากิน จัดสิ่งแวดล้อมที่สร้างบรรยากาศให้น่ากินมากขึ้น กินไม่ลง กินอะไรก็ไม่อร่อย อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้ รับรสชาดเพี้ยน – เมื่อรับเคมีบำบัดอาจทำให้ลิ้นรับรสเพี้ยน จมูกรับกลิ่นเปลี่ยนไป บางทีก็รู้สึกอาหารมีรสเค็มจัด หวานจัด หรือบางทีก็ไม่รู้รสเลย จะเป็นแค่ชั่วคราวอย่าเพิ่งหงุดหงิด คำแนะนำ ให้ลองปรุงรสด้วยมะนาวหรือผักสมุนไพรจะช่วยชูรสชาดให้ดีขึ้นได้ อิ่มเร็ว – คำแนะนำ ต้องกินอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วน 1. กินครั้งละน้อย แต่บ่อยขึ้นเป็น 5-6 มื้อ 2. กินอาหารที่มีโปรตีนสูง […]

หนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ต้องรู้ การตรวจคัดกรอง มะเร็งในผู้ชาย นั้นเป็นอย่างไร

หนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ต้องรู้ การตรวจคัดกรอง มะเร็งในผู้ชาย นั้นเป็นอย่างไร การตรวจคัดกรอง มะเร็งในผู้ชาย นั้นมีความสำคัญมาก โดยมะเร็งที่เจอบ่อยในผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด ดังนั้น การตรวจสุขภาพก็จะเป็นตามแนวทางนี้ มะเร็งต่อมลูกหมาก จริงๆ การตรวจคัดกรองในโรคนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันเพราะมีหลายการศึกษาที่ระบุว่าการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มการมีชีวิตอยู่รอด แถมเมื่อตรวจค่าผิดปกติและต้องไปเจาะตรวจชิ้นเนื้อ พบว่าประมาณ 75% พบว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง ผู้ป่วยก็จะเจ็บตัวเปล่าๆ แต่ถ้าอยากตรวจก็สามารถทำได้โดยการตรวจหาค่า PSA และการพบแพทย์เพื่อตรวจขนาดต่อมลูกหมากทางทวาร (rectal examination) โดยมักแนะนำในคนที่มีความเสี่ยงเช่น อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในครอบครัว มะเร็งตับ เรามักจะตรวจในผู้ป่วยที่โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัสตับอักเสบBและC ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง โดยการหาเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (liver function test) ค่าของ AFP และการอัลตราซาวน์ตับ หรือถ้ามีการสงสัยอะไรก็อาจส่งตรวจเพิ่มเติมเช่นการทำMRI มะเร็งลำไส้ เริ่มตรวจที่อายุ 50 ปี แต่ถ้ามีภาวะบางอย่างที่อาจมีผลเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ ก็จะแนะนำตรวจก่อนอายุ 50 ปี เช่น […]

คันหัว ไม่ใช่เหา แล้วเป็นอะไร?

คันหัว ไม่ใช่เหา แล้วเป็นอะไร? เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เวลา คันหัว ก็พอจะเดาได้ว่ามีเหา แต่พอโตขึ้นยังคงคันหัวอยู่ก็เริ่มสงสัยว่ามันเป็นเพราะอะไร ตอนแรกแอดก็ว่าน่าจะมาจากรังแค แต่หาข้อมูลไปมา นอกจากรังแคก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกเพียบเลยค่ะ เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง มีอาการผื่นแดงที่หนังศีรษะ อาจพบผื่นที่ผิวหน้าบริเวณคิ้ว ร่องจมูก เซ็บเดิร์มเกิดขึ้นจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศที่เปลี่ยนแปลง การรักษา : ใช้ยาสระผมที่ลดเชื้อรา โดยนวดทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก และทายาลดการอักเสบของหนังศีรษะร่วมด้วย   สะเก็ดเงิน ผื่นหนา เป็นขุยสะเก็ดสีขาว ในบางรายอาจมีผื่นเลยแนวไรผมออกมา ส่วนใหญ่จะมีผื่นที่ลำตัวด้วย โดยสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่ปัจจุบันยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ควบคุมอาการให้สงบได้ การรักษา : ใช้แชมพูที่ส่วนผสมของน้ำมันดิน กรดซาลิไซลิก ร่วมกับการทายาลดการอักเสบ  เชื้อราบนหนังศีรษะ มีอาการหลากหลาย แต่มักมีอาการคัน ผมร่วงหรือหักติดมือ อาจเกิดการอักเสบหรือตุ่มหนอง เป็นอาการที่ติดต่อกันได้โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในเด็ก การรักษา : จำเป็นต้องทานยาในกลุ่มยาต้านเชื้อราเป็นเวลา 1-2 เดือน ร่วมกับแชมพูลดจำนวนเชื้อรา   ผื่นแพ้ที่หนังศีรษะ […]

ชุดตรวจโควิด19 วิธี RT-LAMP แม่นยำเกือบร้อย ช่วยลดการแพร่ระบาดชัวร์

ชุดตรวจโควิด19 วิธี RT-LAMP แม่นยำเกือบร้อย ช่วยลดการแพร่ระบาดชัวร์ ชุดตรวจโควิด19 มีออกมาให้เห็นมากมาย  เนื่องจากหลายคนจำเป็นที่ต้องเดินทางพบปะผู้คนมากมาย ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างเสมอคือ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบัน วิธีการตรวจหาเชื้อโควิดมีหลากหลาย ทั้งวิธี Reverse transcription Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) คือ การตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต โดยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางจมูกและลำคอ หรือที่เรียกว่า Swab สามารถตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อได้โดยตรง แม้เชื้อในร่างกายจะมีปริมาณน้อย หรือเพิ่งได้รับเชื้อและยังไม่แสดงอาการ นอกจากนี้ RT-PCR ยังสามารถตรวจพบเศษชิ้นส่วนของไวรัสในผู้ที่เคยติดเชื้อและหายแล้วได้อีกด้วย ดังนั้น จึงทำให้วิธีนี้เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีมาตรฐาน มีการวิจัยรองรับ รวมถึงมีความจำเพาะและความแม่นยำสูง และยังถือว่าเป็นวิธีระดับ Gold standard สำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา ที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ทำให้วิธีนี้มักเป็นที่นิยมในประเทศไทย ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ได้รับรองการใช้ชุดตรวจโควิดด้วยตัวเอง Antigen Test Kit (ATK) โดยอนุญาตให้จำหน่ายในร้านขายยาเพื่อให้ประชาชนซื้อไปตรวจได้เอง แม้ว่าในช่วงแรกจะหาซื้อได้ยาก ขาดตลาด และราคาค่อนข้างสูง แต่ ณ […]

เปลือกตาอักเสบ โรคเล็กๆ ที่เรื้อรังจนน่ารำคาญ

เปลือกตาอักเสบ ต้นเหตุตาแดง ตาอักเสบ พร้อมแนะวิธีรักษา เปลือกตาอักเสบคือ เปลือกตาอักเสบ ตอบง่ายๆ ก็คือการอักเสบที่บริเวณเปลือกตา ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เปลือกตาอักเสบ เกิดการติดเชื้อที่ต่อมไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตากุ้งยิง และหากว่าเป็นบ่อยๆ จะทำให้ต่อมไขมันสร้างน้ำไขมัน ทำงานผิดปกติ หากว่าทำงานได้น้อยลง จะทำให้น้ำตาระเหยได้เร็ว จนเกิดเป็น ตาแห้ง ตาแดง เคืองตา คันตา น้ำตาไหล  แต่หากทำงานมากเกินไปก็จะทำให้หนังตาแดง มีคราบขี้ตา หรือสะเก็ดบริเวณขนตา  ต้นเหตุเปลือกตาอักเสบ การที่ตาได้รับสิ่งสกปรก เช่นฝุ่นละออง เขียนขอบตา ติดขนตาปลอม  การใส่คอนแทคเลนส์  ภาวะภูมิแพ้ของตา  การได้รับยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยารักษาโรคซึมเศร้า    การรักษา ประคบอุ่นที่เปลือกตา  ซึ่งเป็นการรักษาหลักของผู้ที่มีอาการนี้อยู่บ่อยๆ ทำได้ง่ายๆ ด้วยการ วางอุปกรณ์อุ่น ที่อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส ห่อด้วยผ้าบางๆ ประคบครั้งละประมาณ 5 นาที ทำวันละ 2-4 ครั้ง  การนวดเปลือกตา  ดึงหัวตาและหางตาให้ตึง […]

กินไข่ไก่ วันละกี่ฟองดี ปัญหาโลกแตกจากคอเลสเตอรอล

กินไข่ไก่ วันละกี่ฟองดี ปัญหาโลกแตกที่เกิดจากคอเลสเตอรอล กินไข่ไก่ ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่กินมากไปก็เป็นอันตราย เพราะนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าตัวการสำคัญใน ไข่ไก่ คือคอเลสเตอรอลที่พบในไข่แดง ซึ่งคอเลสเตอรอลนี้สามารถพบเจอได้ในอาหารชนิดอื่นๆ เช่น หอย ผลิตภัณฑ์นม และเนื้อแดง คนวัยผู้ใหญ่ที่รับประทานไข่ไก่ 1½ ฟองต่อวันจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่ได้ทานไข่ไก่ งานวิจัยชี้ว่า ยิ่งรับประทานไข่ไก่มากเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ไข่ไก่ ซึ่งเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลที่พวกเราคุ้นเคยกันมากที่สุด แน่นอนว่าไข่ไก่ก็ยังคงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ควรจะรับประทานให้น้อยกว่าจำนวนไข่ไก่ที่ชาวอเมริกันรับประทานโดยเฉลี่ยจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังคงมีทั้งข้อจำกัดและข้อขัดแย้งกับงานวิจัยที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับไข่ไก่มาอย่างยาวนาน โดยผลวิจัยใหม่นี้ได้เผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสต์เทิร์น และจากที่อื่นๆ ได้รวบรวมผลการวิจัยจากงานศึกษาก่อนหน้า และวิเคราะห์ข้อมูลการรับประทานอาหารรายวันของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันราวสามหมื่นคนโดยคร่าวๆ โดยนักวิจัยได้คำนวณว่าผู้ที่รับประทานคอเลสเตอรอล 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือไข่ไก่จำนวน 1½ ฟอง มีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 17 มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานเลย โดยไข่ไก่ 1 ฟองจะมีปริมาณคอเลสเตอรอลราว 186 มิลลิกรัม นอกจากนี้ มีคำแนะนำว่าการทานคอเลสเตอรอลจำนวนเล็กน้อยยังเป็นเรื่องที่ดี และไข่ไก่ก็ยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมันเป็นแหล่งของโปรตีน เช่นเดียวกับเนื้อไร้ไขมัน สัตว์ปีก และ […]

โรคหลอดเลือดสมองไม่ว่าวัยใดก็เป็นได้

โรคหลอดเลือดสมองไม่ว่าวัยใดก็เป็นได้ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองมีการตีบตันหรือแตกอย่างเฉียบพลัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองในส่วนนั้นหยุดชะงักลง ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย เนื่องจากการขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดยปกติสมองของคนเราแต่ละส่วนจะควบคุมการทำงานของร่างกายแตกต่างกันออกไป เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทำลายจะส่งผลต่อการทำหน้าที่ในส่วนนั้นๆ สมองเสียหายมากกว่าที่คิด หากเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะส่งผลให้สมองเกิดความเสียหายดังต่อไปนี้ สมองซีกซ้าย: อัมพาตครึ่งตัวด้านขวา, ปัญหาการพูด การเข้าใจ ภาษา และการกลืน, สูญเสียการจัดการ การระวังตัว ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง, เสียการมองเห็นภาพซีกขวาของตาทั้งสองข้าง สมองซีกขวา: อัมพาตครึ่งตัวด้านซ้าย, สูญเสียความสามารถในการประเมินขนาดและประมาณระยะทาง, สูญเสียการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่วางแผน, เสียการมองเห็นภาพซีกซ้ายของตาทั้งสองข้าง ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อสมองน้อย (Cerebellum) จะทำให้สูญเสียการทรงตัว เวียนศีรษะ เคลื่อนไหวไม่ประสานงานกัน เกิดความเสียหายต่อก้านสมอง ทำให้การหายใจหรือการเต้นของหัวใจผิดปกติหรือหมดสติ ซึ่งสามารถประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองได้จากระดับการสูญเสียหน้าที่การทำงานของร่างกาย ต้นเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง ไม่เพียงแต่ผู้สูงวัย แม้แต่วัยรุ่นก็อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองด้วยสาเหตุที่ต่างกัน โดยโรคหลอดเลือดสมองเกิดได้จาก  3 สาเหตุหลัก ๆ โดย 80% เกิดจาก หลอดเลือดในสมองตีบ (Atherosclerosis) เป็นสาเหตุที่เกิดได้ถึง 80% เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจากผนังหลอดเลือดสมองที่มีคราบไขมันเกาะจนแข็ง ทำให้หลอดเลือดสมองตีบแคบลงจนอุดตัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ […]

8 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้ “ปวดหัว” บ่อย

8 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้ “ปวดหัว” บ่อย ปวดหัว อาการที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนวัยทำงาน จนแทบจะเป็นกิจวัตรไปแล้ว ปวดหัวเมื่อใดหลายๆ คนก็มักจะคว้าหายาแก้ปวดมารับประทานตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เราไม่ควรรับประยาแก้ปวดพร่ำเพื่อ ควรหยุดพฤติกรรมรับประทานยาแก้ปวดบ่อยๆ ได้แล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ตับพังไม่รู้ตัว ยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุอีกด้วย แม้ว่าอาการปวดหัวจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไม่น้อย เพราะไม่ใช่แค่อาการปวดหัวเท่านั้น บางคนปวดเบ้าตา ปวดขมับ ปวดท้ายทอยส่งผลให้ทำงานต่อไม่ได้เลยทีเดียว จริงๆ แล้วอาการปวดหัวเหล่านี้อาจเกิดมาจากเรื่องเล็กน้อยใกล้ตัวที่เราทำจนเคยชิน ถ้าไม่อยากปวดหัวบ่อยๆ เรามาเช็คกันสิว่าสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ “ปวดหัว” แล้วเราจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีไหนตามไปเช็คกันเลย… เครียดบ่อย เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่หลายคนพบเจอ หากสังเกตดีๆ เมื่อไหร่ที่เครียดจะรู้สึกปวดหัวหนักๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อๆ บางคนอาจปวดต้นคอ ไหล่ และหลังร่วมด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังอยู่ในความเครียด กดดัน หรือวิตกกังวล ลองผ่อนคลายด้วยการหากิจกรรมทำ หรือออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ดูบ้าง พักผ่อนไม่เพียงพอ การพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวตุบๆ ได้ในตอนเช้า นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกไม่อยากตื่น อ่อนเพลีย ตื่นเช้ามาไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า อาจนำมาซึ่งความเครียด หงุดหงิดง่ายอีกด้วย ทางทีดีควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงจะดีกว่า อากาศร้อนอบอ้าว จริงๆ […]

keyboard_arrow_up