“ผู้หญิงคิดบวก” เธอคือกำลังใจของฉัน

เคยบ้างไหมที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากการทำงาน แต่พอได้นึกถึงหรือคิดถึงใครบางคน กลับทำให้ความเหน็ดเหนื่อยนั้นจางหายไปได้ บางคนคิดถึงคนที่รัก บางคนคิดถึงคนในครอบครัว สำหรับฉันเวลามีปัญหากลับคิดถึงผู้ป่วยหลาย ๆ คนที่เคยไปเยี่ยมบ้าน เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่ายังมีใครอีกหลายคนที่กำลังเจอปัญหาที่หนักหนากว่าเรา หรือคิดง่าย ๆ ว่า ชีวิตฉันยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ ลูกสาวของผู้ป่วยคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน แต่ความคิดเกินอายุ เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในชุมชนแออัดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “สลัม” เธอและแม่ไม่ได้มาเยี่ยมพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบ่อยนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยมาเลยมากกว่า เพราะเหตุผลจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน แม่ของเธอหาบเร่ขายของ ส่วนเธอเป็นลูกจ้างร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้บ้าน ซึ่งไม่สามารถขาดงานได้เลย การหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมทิ้งรายได้เดือนละ 7,000 บาทมาดูแลพ่อ เพราะแม่ก็มีปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกัน วันที่ฉันพบเธอเป็นครั้งแรกคือวันที่พ่อของเธอกลับบ้าน ฉันสอนและแนะนำเกี่ยวกับการดูแลพ่อ เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งเธอก็สามารถเรียนรู้ได้ดี หลังจากพ่อเธอกลับบ้าน ฉันตามไปเยี่ยมบ้านซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งนั้น ถึงแม้สภาพแวดล้อมภายนอกบ้านอาจดูไม่ดีนัก แต่เมื่อเข้าไปในบ้านกลับพบว่าเธอจัดบ้านได้สะอาดและเป็นระเบียบทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนที่พ่อของเธออยู่ หลังจากให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้คุยเรื่องอื่น ๆ “ทำไมถึงไม่แต่งงานล่ะคะ” ฉันถามเพราะเธอเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนที่รัก “คุณพยาบาลคะ ถ้าหนูแต่งงานก็จะไม่มีคนดูแลพ่อ หนูเลือกพ่อเพราะหนูมีพ่อเพียงคนเดียว ถ้าหนูไม่ดูแลพ่อตอนนี้ แล้วหนูจะมีโอกาสไปดูแลพ่อตอนไหน คนรักจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หนูมีพ่อคนนี้คนเดียว หนูหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว […]

ชื่นชมหนูน้อยวัย 12 ไม่อยากเป็นภาระแม่ รับจ้างตัดหญ้าหาเงินเรียนมหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุที่ค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นสูงไม่ใช่เล่น ดังนั้นพ่อแม่จึงมักออมเงินเป็นทุนการศึกษาให้ลูกตั้งแต่คลอดออกมาลืมตาดูโลกเลยทีเดียว แม้แต่ลูก ๆ เองก็ยังหางานพิเศษทำในช่วงที่เรียนมัธยม เพื่อเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จะได้ไม่ไปเป็นหนี้เงินกู้ยืมทางการศึกษาตอนเรียนมหาวิทยาลัย เจย์ลิน ไคลเบิร์น (Jaylin Clyburn) หนูน้อยวัย 12 ปี ก้าวไปไกลกว่าการเก็บออมเงินเพื่อเรียนต่อ ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาเขาตัดสินใจก่อตั้งธุรกิจ รับจ้างตัดหญ้า เป็นของตัวเอง เพื่อเริ่มเก็บออมเงินเรียนมหาวิทยาลัย โดยที่ไม่นึกเลยว่าความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของเขาจะกลายเป็นไวรัลฮือฮาในโลกโซเชียล แถมยังได้ลูกค้าระดับไฮ-เอนอีกด้วย สาเหตุที่เจย์ลินตัดสินใจ รับจ้างตัดหญ้า เพื่อออมเงินเรียนต่อนี้ เป็นเพราะเขาไม่อยากให้แม่มารับภาระในเรื่องค่าเล่าเรียนของเขา เขาจึงตัดสินใจรับจ้างตัดหญ้าอย่างน้อยก็เป็นการช่วยเหลือชุมชนให้เป็นระเบียบดูสะอาดตา และยังมีรายได้ไว้เก็บออมด้วย หนูน้อยเริ่มต้นเหมือนเด็กอื่น ๆ คือลงโฆษณาบริการของเขาในเฟซบุ๊ก บังเอิญโฆษณานี้ไปเตะตาผู้ชายคนหนึ่งชื่อ โจ ลาลิโน (Joe Lalino) เข้า โจจึงตัดสินใจยื่นมือมาช่วยเหลือด้วยการจ้างหนูน้อยเจย์ลินมาดูแลสนามของเขา เจย์ลินใช้เวลา 4 ชั่วโมงทำให้สนามของโจเนี๊ยบเรียบกริบสมบูรณ์แบบสุด ๆ สำหรับการมาให้บริการครั้งแรก นับแต่นั้นมาโจและเจย์ลินก็กลายเป็นเพื่อนซี้ปึ๊กทันที   ยิ่งไปกว่านั้นโจยังช่วยให้ธุรกิจของเจย์ลินไปโลดด้วยการสอนหนูน้อยให้ติดโฆษณาไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าบนบานประตู ในตู้ขายหนังสือพิมพ์ บนกระจกรถ ทุกที่ที่คิดว่าจะได้ลูกค้าใหม่ โจต้องการช่วยเจย์ลินให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งได้ผลเพราะในเวลาต่อมาเรื่องราวของเจย์ลินหนูน้อยผู้แสนขยันก็กลายเป็นข่าวดัง และช่วยยกระดับธุรกิจของหนูน้อยขึ้นไปอีก หนึ่งในลูกค้าใหม่ที่เจ๋งสุด ๆ ของเจย์ลินคือ […]

จงเห็นทุกข์แต่อย่าเป็นทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

นิพพานน้อย ๆ สามารถเข้าถึงได้ด้วยการที่เอาใจที่กำลังเป็นทุกข์มามองดูจนรู้เท่าทัน แล้วใจของเราจะเกิดการปล่อยวาง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในหลักอริยสัจธรรมอันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคไว้ว่า เมื่อเรารู้ทุกข์เห็นทุกข์ เราจะละสมุทัย สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดจากตัณหานานาประการ เช่น กามตัณกา ภวตัณหา วิภวตัณหา เพื่อมุ่งไปสู่ความดับทุกข์คือนิโรธหรือนิพพาน โดยนิพพานนี้เกิดจากการปฏิบัติมรรค การปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 อันประกอบด้วย สัมมาทิฐิ (มีความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (มีวาจาชอบ) สัมมาอาชีวะ (ประกอบอาชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาวายามะ (มีความเพียร) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งมั่นชอบ) เกิดขึ้นเวลาใด การประหัตประหารกิเลสก็เกิดขึ้นเวลานั้น เมื่อกิเลสดับ เราก็พบกับนิโรธหรือนิพพานเท่านั้นเอง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ทุกข์นี้ไม่ใช่ธรรมที่ควรละ แต่ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเข้าไปกำหนดรู้ ทุกข์เป็นปริญญาตัพพกิจ คือกิจที่ควรรู้ ไม่ใช่กิจที่ควรละ ส่วนสมุทัยเป็นปหาตัพพธรรม เป็นธรรมที่บุคคลจะต้องละให้ได้ ทุกข์ที่เรานำมาพูดถึงเป็นทุกข์ธรรมดาสามัญ คือใจที่เป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์ก็เกิดมาจากการดำริคิดถึง เช่น ดำริว่าเขาจากเราไป ทิ้งเราไป […]

ท่องราตรีเดี่ยว เที่ยวหนีตาย ในแม่น้ำแอมะซอน บราซิล

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวสำรวจโลกมาแล้ว 7 ทวีป มากกว่าร้อยประเทศ ต้องเรียกได้ว่าจังหวะของชีวิตพาไปเพราะอาศัยงานประจำเป็นลูกเรือสำราญหรูระดับโลก ได้ไปบางประเทศที่ไกลโพ้นจนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บ้างก็อยู่หลบมุม ต้องค้นหาจากลุงกู (เกิล) ว่าอยู่ซอกใดในแผนที่โลก จนบางครั้งอดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน (บราซิล) ด้วยความที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แน่นอนย่อมเกิดความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่ออยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้ พระท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการดำเนินชีวิตให้เป็นมนุษย์ก็หาได้ง่ายเช่นกัน จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปสัมผัสไปใช้เวลาช่วงหนึ่งในต่างแดน วันนี้ขอกล่าวถึงเมืองหนึ่งซึ่งอยู่แสนไกลในป่าเขาลำเนาไพร ดินแดนต้นกำเนิดและอาศัยของปลาปิรันยาและอะนาคอนดา นั่นคือประเทศบราซิล ชื่อ บราซิล มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “บราซิลวูด” (Pau-Brasil) ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดงด้วยเปลือกไม้ของมัน ประเทศบราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมทั้งแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และประมาณอันดับที่ 10 ของโลก ในอดีตชาวโปรตุเกสได้ยึดครองประเทศ รวมทั้งได้ใช้กองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ ทำให้ได้วัฒนธรรมจากชาวยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย เมืองที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีใหม่สองปีซ้อนคือ “มาเนาส์” (Manaus) เป็นเมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำเนโกรและแม่น้ำโซลิโมย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงของบราซิล 3,490 กิโลเมตร […]

นิพพานในออฟฟิศ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

นิพพานในออฟฟิศ: ทำงานแล้วพักไปในตัว จะได้ไม่ต้องเอาตัวไปพัก เวลาของคนส่วนใหญ่นั้นหมดไปในที่ทำงาน ความเครียดส่วนมากก็อยู่ที่การทำงานนั่นเอง คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราใช้การทำงานเป็นการพักผ่อนไปในตัว จะได้ไม่ต้องเอาตัวไปพัก หรือพูดง่าย ๆ ว่า นิพพานในออฟฟิศ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ขณะทำงานนั้น จิตเราอยู่ในแดนบวกหรือแดนลบ เช่น ตอนนี้เจ้านายชมจนจิตมัน +9 แล้วนะ หรือว่าเมื่อตะกี้ถูกเพื่อนร่วมงานนินทาจนจิตมัน -20 แล้ว ต้องรู้ตัวเองก่อน จากนั้นเราก็ค่อยใช้เจตนา ใช้ความจงใจให้จิตมาอยู่ตรงเลขศูนย์ คือมารู้กายรู้ใจ เนื้อเรื่องที่เรากำลังฟูหรือแฟบนั้นให้ตัดไปเลย ไม่ต้องไปรู้คำชม ไม่ต้องไปสนใจคำนินทา กลับมารู้กายรู้ใจเราก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงจนกู่ไม่กลับ วิธีเดียวคือต้องอาศัยเจตนาเป็นเบื้องต้น แต่เจตนาตัวนี้เป็นมหากุศล เป็นความจงใจที่จะเจริญสติ จงใจดึงจิตกลับมายังฐานที่มั่นเพื่อสะสมความคุ้นเคย หากเราทำอย่างต่อเนื่อง ต่อไปเวลาจิตออกจากฐาน มันจะกลับเข้ามาเอง คล้าย ๆ ว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน จิตจะเข้า safe-house เข้าหลุมหลบภัยโดยอัตโนมัติ เรียกว่าสติเกิดเอง ถ้ามีสติรู้กายรู้ใจ นิพพานก็เกิดที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถหล่อเลี้ยงนิพพานไว้ได้ตลอดเวลา เราต้องอยู่กับกิจการงาน ต้องขับรถ ต้องคิดเลข จิตก็ไม่สามารถมาอยู่กับกายกับใจได้ตลอด จิตออกจากกายไปอยู่กับบัญญัติ เนื้อเรื่อง เหตุการณ์ […]

เรื่องเล่าจากปลายดินสอ

ครั้งหนึ่งสมัยยังเด็ก ฉันซื้อ ดินสอ มา 1 แท่ง และถือมีดทำครัวออกมาเตรียมตั้งท่าจะเหลา บังเอิญคุณป้าที่กำลังทำกับข้าวมาเห็นเข้าและกลัวว่าฉันจะเถือนิ้วตัวเองจนกุดเสียก่อน คุณป้าจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลาดินสอให้ เหลาไปก็สอนไปว่าให้จับดินสอแน่น ๆ ชี้ปลายออกนอกตัว จับมีดให้มั่น แล้วใช้นิ้วชี้รองไว้ใต้ไส้ดินสอ ไส้จะได้ไม่หัก แต่ถึงอย่างไรการเหลาดินสอด้วยมีดก็เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ๆ อยู่ดี คุณป้าเล่าว่า สมัยป้าเด็ก ๆ ไม้ที่ใช้ทำดินสอเป็นไม้เนื้อดีมาก เวลาเหลาจะได้กลิ่นหอมของเนื้อไม้ “ฮ้อม…หอม” ป้าพูดแล้วอมยิ้มเป็นภาพที่ฉันยังจำได้ ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณป้ามาจนถึงรุ่นฉันที่ผ่านพ้นวัยเด็กมาเกือบยี่สิบปี ทุกวันนี้ดินสอแทบจะไม่มีบทบาทในชีวิตประจำวันอีกแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่ากลิ่นของมันได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน! มีเรื่องเกี่ยวกับ ดินสอ ที่ฉันจำติดใจตั้งแต่ตอน ป.1 ไม่ใช่ฉันเอาดินสอไปจิ้มก้นใครหรอก แต่เป็นนิสัยประหลาดเกี่ยวกับการเหลาดินสอของฉันเอง ที่โต๊ะครูประจำชั้นหน้าห้องเรียนจะมีกบเหลาดินสอแบบมือหมุน ล็อกติดอยู่กับโต๊ะ กบสุดไฮโซนี้สามารถเหลาดินสอได้แหลมคมและสะดวกสบายไม่มีที่ติ ทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน คุณครูจะถามว่าดินสอใครทู่ เด็ก ๆ ก็จะยืนต่อแถวที่หน้าโต๊ะครูเพื่อให้ครูเหลาดินสอให้ บางทีครูก็ให้ลองเหลาเอง ซึ่งฉันรู้สึกสนุกมาก ฉันชอบเหลาดินสอบ่อย ๆ ทั้งที่ดินสอก็ไม่ได้ทู่ บางทีก็อาสาเอาดินสอของเพื่อนไปเหลาให้ พอไม่มีดินสอของใครให้เหลาแล้ว และดินสอของตัวเองก็ยังแหลมอยู่ ด้วยความที่อยากเหลาดินสอมากฉันจึงกดไส้ดินสอกับโต๊ะเขียนหนังสือให้หัก เพื่อจะได้เหลาดินสอใหม่ ดินสอของฉันจึงหดสั้นเร็วกว่าของคนอื่น จนในที่สุดคุณครูก็จับได้ว่าฉันชอบหักไส้ดินสอ คุณครูขู่ว่าถ้าฉันใช้ดินสอหมดเร็วกว่าคนอื่นจะไม่แจกดินสอให้ฉันอีกและฉันจะต้องซื้อดินสอใช้เอง […]

อัล กอร์ กับภารกิจกอบกู้โลก

อัล กอร์  เป็นšผู้หนึ่งที่ปลุกให้เŒราหันมารับรู้ความจริงที่ยากจะยอมรับว่า‹ “โลก” อันเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ‹ และเป็นบ้านของพวกเรานั้น กำลังจะตาย ข้อมูลข้างต้นไม่ใช่ข้อมูลใหม่ล่าสุด เพราะตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยอัล กอร์ ออกฉายเมื่อปี 2005 ผู้คนทั่วโลกก็ได้รู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ๆ อย่างน่าใจหาย ทำให้ภูเขาคิลิมันจาโรที่มีหิมะปกคลุมยอดเขาตลอดปีกลายเป็นภูเขาไร้หิมะ ทำให้แม่น้ำสายสำคัญแห้งขอด ทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดต้องสูญพันธุ์ และทำให้หมีขั้วโลกที่ว่ายน้ำเก่งสุดยอดต้องจมน้ำตาย! อัล กอร์บอกเราว่า ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นมีผลมาจากการที่มนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไปจนถึงระดับที่เป็นอันตราย และถ้าเราไม่รีบแก้ไข เราจะต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากจนถึงขั้นที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ ที่จริงแล้ว อัล กอร์เป็นคนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงระดับโลก แต่ไม่มีงานไหนที่จะทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจมากไปกว่าการเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อกอบกู้โลกที่กำลังจะตายจากภาวะโลกร้อน อัล กอร์ มีชื่อเต็มว่า อัลเบิร์ต อาร์โนลด์ กอร์ (Albert Arnold Gore) เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1948 เขาเป็นบุตรชายคนที่สองของวุฒิสมาชิก อัล กอร์ ซีเนียร์   อัล […]

เด็กอายุ 13 ทำโครงการตู้เสื้อผ้าโรงเรียนให้เพื่อนที่ขัดสนได้มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่

เด็กชายเชส เนย์แลนด์-สแควร์ (Chase Neyland-Square) มีอุปนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ถึงแม้อายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เชสก็ทำประโยชน์ให้กับเมืองพอร์ทเอลเลน รัฐหลุยเซียนาของเขาแล้ว เขาเลี้ยงอาหารเย็นให้แก่บรรดาผู้สูงวัยและบริจาคถุงเท้าหลายร้อยคู่ให้คนไร้บ้าน และตอนนี้เขากำลังช่วยเหลือเพื่อน ๆ ของเขาที่โรงเรียนกับโครงการใหม่ที่เป็นไอเดียของเขาเอง เรื่องมีอยู่ว่าทางโรงเรียน Port Allen Middle School และครูใหญ่ เจสสิก้า เมเจอร์ ได้จัดกิจกรรมดี ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเป็นผู้นำในตัวเด็ก ๆ จึงให้นักเรียนเสนอไอเดีย ว่า อยากทำอะไรให้โรงเรียนของเราดูดียิ่งขึ้น ซึ่ง 1 ในไอเดียที่ส่งเข้ามามากมายเป็นของเชส ในชื่อไอเดียว่า “PAM’s Pantry” ที่มาของไอเดียคือ เชสสังเกตเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากที่โรงเรียนมีฐานะขัดสน ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่โรงเรียนมีงานอย่าง งานเต้นรำและพิธีจบการศึกษา เชสจึงแนะว่า ควรช่วยผู้ปกครองหาเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ โดยทำตู้เสื้อผ้าประจำโรงเรียนขึ้น และนำเสื้อผ้าสภาพดีมาส่งต่อและช่วยเหลือเพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียนที่ขัดสนได้มีโอกาสเลือกสวมใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ฟรี ทางโรงเรียนเห็นด้วย โครงการ PAM’s Pantry จึงถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยแนวคิดเรียบง่ายคือ […]

บ่อเกิดแห่งความทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ปัญหานานัปการในชีวิตของเรานั้นล้วนเกิดมาจากความรู้สึกภายในใจ ปัญหาของคนอื่นยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ จนกระทั่งมาสู่ใจของเรานั่นเองจึงกลายเป็นปัญหา คำว่าปัญหานั้น หมายเอาเฉพาะปัญหาที่เกิดแก่ตัวเราเท่านั้น ปัญหาทั่วไปไม่ต้องพูดถึง เพราะปัญหาทั้งหลายบนโลกใบนี้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่ใจของเรา ก็ยังไม่สำคัญเพราะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ ดังนั้น หากเราต้องการจะดับทุกข์ทางใจ ก็ต้องเข้าใจเรื่องของเราเองให้ถ่องแท้เสียก่อน ทุกข์ใจคืออะไร ทุกข์ใจคือความไม่สบายใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน ลองทบทวนดูสิว่าขณะที่เราไม่สบายใจ ใจของเราคิดถึงอะไร ถ้านึกย้อนกลับไปจะเห็นว่า ใจของเรากำลังคิดถึงใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แสดงว่าเราเป็นทุกข์เพราะคิดถึงสิ่งที่ทำให้ใจทุกข์นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า ทุกข์เกิดจากการดำริ ตัวดำริคิดถึงเป็นสาเหตุทำให้ใจทุกข์ คิดถึงอะไร ประการแรกคือ คิดถึงสิ่งที่ทำให้เราชอบ เมื่อคิดไปถึงสิ่งที่ชอบแล้วใจจะเกิดความพอใจ เมื่อพอใจแล้วก็จะเกิดความอยากได้ เมื่ออยากได้เราก็เริ่มเดือดร้อนกับการเสาะหาวิธีที่จะช่วยให้ได้สิ่งนั้น ไม่นานนักความหวาดกลัวก็จะเกิดตามมา ความหวาดกลัวอันดับหนึ่งก็คือกลัวว่าจะไม่ได้ กลายเป็นความระแวงจนต้องใช้เล่ห์เพทุบายเข้าช่วยให้สมใจ แม้ว่าจะต้องทำความผิดหรือทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม ในที่สุดก็เป็นทุกข์เพราะโดนความผิดนั้นคอยทิ่มแทงใจไม่หยุดหย่อน อีกหนึ่งประการที่ทำให้เป็นทุกข์ก็คือการคิดถึงสิ่งที่ทำให้เราชัง คิดถึงเรื่องแย่ ๆ เรื่องในเชิงลบ เรื่องที่เลวร้าย จนทำให้ใจต้องหมองมัว เช่น การคิดถึงคนที่กำลังทำให้เรารู้สึกขัดใจ ถ้าเรารู้สึกขัดใจใครแล้ว เราก็จะเริ่มกังวลว่า เขาจะพูดหรือทำอะไรไม่ดีที่จะส่งผลเสียมาถึงเราหรือเปล่า บางครั้งทุกข์ทางใจที่เกิดขึ้นจึงมิได้เกี่ยวกับตัวเราโดยตรงด้วยซ้ำ แต่เพียงแค่คิดขึ้นมาว่าจะมีคนทำเรื่องไม่ดีกับคนที่เรารักเราชอบ เราก็เดือดร้อนใจแล้ว แม้แต่เวลาที่มีใครไปทำดีกับคนที่เราเกลียดก็ตาม เราก็ขัดใจได้อีกเหมือนกัน ตอนนี้มีหนึ่งคำถามให้ช่วยตอบ คือ “ถ้ามีใครสักคนมาทำให้เราไม่สบายใจ อะไรเป็นตัวปัญหา” การที่ใครสักคนมายืนต่อว่าเราอยู่ปาว […]

“ถ้าพร้อมตาย ก็สบายไปแปดอย่าง”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเทือกเขาอันสลับซับซ้อนที่สวยงามราวกับภาพวาด ทว่าฉันกลับได้รับความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวแต่ก็มีคุณค่าที่สุด! เนื่องจากฉันขออยู่คนเดียวและ “เรือนภาวนา” ใกล้ ๆ เต็มหมด ฉันเลยถูกส่งไปอยู่หลังที่ไกลลิบ…ตอนแรกฉันดีใจมากที่ไม่ต้องนอนกับคนแปลกหน้า แถมวิวตรงนั้นยังสวยเกินบรรยาย เพราะเรือนอยู่ตรงเชิงเขาอย่างโดดเดี่ยว มีอีกเพียง 1 – 2 หลังอยู่ห่าง ๆ แต่พอตกกลางคืนฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดเมื่อต้องนอนเพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขากว้างใหญ่และเสียงโหยหวนของสัตว์กลางคืน รวมทั้งจักจั่นเรไรที่แข่งกันร้องระงม ฉันพยายามข่มตาหลับ แต่จู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้น ๆ จนเสียงดังอื้ออึงไม่ต่างจากพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ราวกับจะหอบเอาเรือนทั้งหลังไป!…อากาศก็เย็นยะเยือกจนทนแทบไม่ไหว เพราะฉันไม่คิดว่าอุณหภูมิจะต่ำถึงขนาดนั้นจึงไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมามากพอ ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ฉันได้ยินเสียงประตูกระแทกกันตลอดเวลา ซึ่งฟังดูคล้ายมีคนกำลังพยายามเปิดมันเข้ามา!…ทำให้ฉันรู้สึกประสาทเสียมากขึ้น เมื่อนึกได้ว่าตอนที่มาถึงและหาเรือนไม่เจอ ฉันได้ไปถามทางคนสวนหน้าตาน่ากลัวที่ทำงานอยู่แถวนั้น “เขาจะต้องรู้ว่าฉันอยู่คนเดียวในเรือนโดดเดี่ยวหลังนี้!”…. ฉันตัดสินใจลุกขึ้นหยิบไม้ถูพื้นไปวางไว้ที่ประตู เผื่อใครเข้ามาจะได้รู้ตัว…พร้อมทั้งแข็งใจมองไปรอบ ๆ เรือน แล้วก็ต้องแปลกใจมากที่เห็นว่าใบไม้บริเวณนั้นแทบไม่ไหวติง “แล้วเสียงลมมาจากไหนกัน?!” ฉันกลับมานอนครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา และยิ่งคิดก็ดูเหมือนเสียงหวีดหวิวนั้นจะยิ่งดังขึ้น ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนจะสติแตกเอาเลยทีเดียว! แต่แล้วฉันก็พยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ พร้อมกับคิดว่า “นี่เรากำลังกลัวอะไรหรือ…กลัวพายุ…กลัวสัตว์ร้าย…กลัวผี…กลัวคน หรือกลัวความตายกันแน่” สุดท้ายฉันก็คิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพายุ สัตว์ร้าย ผี หรือคน […]

จากคนเร่ร่อนสู่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย : การเดินทางของคนที่ไม่เคยสิ้นหวัง

บางครั้งชีวิตก็ท้าทายเราอย่างนึกไม่ถึง จนเราหมดสิ้นหนทาง รู้สึกเหมือนไม่มีที่ที่จะให้หวนกลับไป ดังนั้นการได้เห็นคนที่ผ่านอะไรมามากมายสาหัสแต่ยังประสบความสำเร็จในชีวิตได้ จึงเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ฮาโรลด์ เรซินอส (Harold Recinos) ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านคริสตจักรและสังคมอยู่ที่มหาวิทยาลัย Southern Methodist University (SMU) คือคนหนึ่งที่ไม่ว่าโลกจะโหดร้ายเพียงใด เขาก็ไม่เคยหยุดที่จะสู้เพื่ออนาคตอันสดใส พ่อแม่ของฮาโรลด์เป็นผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ทางใต้ของบร๊องซ์ ในกรุงนิวยอร์ก เขาไม่ค่อยได้พบหน้าพ่อบ่อยนัก แม่จึงเป็นคนดิ้นรนทำงานหาเงินเลี้ยงดูลูก ๆ พอฮาโรลด์อายุ 12 รูดี้ พี่ชายของเขาก็ประกาศก้องว่า จะเลิกเรียนเพื่อออกมาหางานทำ แม่จึงยื่นคำขาดว่า รูดี้ต้องเลือกระหว่าง กลับไปเรียนหนังสือ หรือถูกไล่ออกจากบ้าน เมื่อฮาโรลด์พยายามปกป้องพี่ชาย เขาจึงถูกไล่ออกจากบ้านด้วย สองพี่น้องเริ่มไปพักอาศัยตามอาคารหรือบ้านที่ถูกทิ้งร้าง จากนั้นก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เลิกไปเรียนหนังสือ และกลายเป็นคนติดเฮโรอีน ในช่วงชีวิตที่มืดมนนั้น ยามที่เขาออกตระเวณหาอาหารตามท้องถนน เขาก็ได้พบความสุขสงบ ศรัทธา และความปลอดภัยจากโบสถ์ในท้องถิ่น เขาบอกว่า ถึงแม้ชีวิตจะหลงเดินทางผิด จนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ริมถนน เขาก็ยังรู้สึกใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าเสมอ และเขาเชื่อมาตลอดว่าทุกสิ่งจะดีขึ้น นอกจากนั้นเขายังพบ “ที่หลบภัย” ในห้องสมุดสาธารณะ เพราะเป็นสถานที่ปลอดภัยและอบอุ่นในฤดูหนาว เขาจะหามุมเงียบสงบห่างไกลจากคนอื่น และใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการอ่านหนังสือ เขายังบอกอีกว่า “หนังสือไม่สนว่าเสื้อผ้าคุณจะเหม็นเน่าแค่ไหน” หลังจากใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ริมถนนได้ […]

เตรียมตัวตายวันนี้ นิพพานวันนี้ ธรรมะโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

มรณสติเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่งที่เราทุกคนควรน้อมนำปฏิบัติ ถ้าเราระลึกถึงความตายที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารักอยู่เสมอ ความตายจะคอยเตือนและเคี่ยวเข็ญให้เราใช้เวลาทุกนาทีของชีวิตอย่างคุ้มค่า ความตายช่วยผลักดันให้เราเข้าหาธรรมะ ขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุด อย่างไรก็ดี มรณสติไม่ใช่เพียงการนึกถึงความตายที่เกิดขึ้นกับตัวเราเท่านั้น การเตรียมตัวตายที่อาตมาหมายถึงไม่ได้เน้นเฉพาะตอนใกล้ตายเท่านั้น แต่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ขณะที่ยังเป็นปกติ มีสุขภาพดี เตรียมพร้อมด้วยการใช้ชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม เติมเต็มหน้าที่ในชีวิตมนุษย์ให้สมบูรณ์ ถ้าเราระลึกถึงความตายแล้วรู้สึกอินกับมัน ตระหนักว่าความตายได้เดินทางมาถึงเราแล้วจริง ๆ เราจะเห็นความสำคัญของการปล่อยวาง ปล่อยทั้งสิ่งที่เราชอบและวางทั้งสิ่งที่เราชัง ถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เราชอบ เวลาตายเราก็จะห่วงหาอาลัย ขณะเดียวกัน ถ้าเราพกความโกรธเกลียดชิงชังไว้ในใจจนถึงวาระสุดท้าย เราก็จะตายอย่างทุรนทุราย การระลึกถึงความตายทำให้เราปล่อยวางความโกรธ เพราะไม่อยากตายอย่างเป็นทุกข์ ฉะนั้น เวลาโกรธใครก็ตามให้คิดว่า “อีกไม่นานเราก็ต้องตายจากกัน แล้วจะโกรธกันไปทำไม ถ้าไม่อยากตามไปจองเวรในชาติหน้า ก็ต้องเลิกราให้อภัยกันเสียแต่เดี๋ยวนี้” เป็นต้น สำหรับคนที่กลัวตาย การระลึกถึงมรณสติอยู่เสมอ แม้จะทำให้เราต้องระลึกถึงความจริงที่ไม่อยากนึกถึง แต่การเจริญมรณสติเนือง ๆ จะทำให้จิตใจคุ้นเคยกับความตายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความกลัวลดลง ยิ่งหมั่นทำความดีมาก ๆ ละเว้นความชั่ว ก็ยิ่งทำให้มีความกล้ามากขึ้นในการเผชิญกับความตาย ขณะเดียวกันก็ควรปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาอยู่เสมอ จะได้หายกลัว กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว คนเรากลัวตายก็เพราะยังยึดติดถือมั่นหรือหวงแหนตัวตนอยู่ ดังที่มีสำนวนว่า “รักตัวกลัวตาย” ประโยคนี้มีความหมายที่ลึกมาก นั่นคือ เพราะรักตัว […]

เลดี้ กาก้า กับชื่อเสียงในกำมือ

เชื่อไหมว่า สิ่งหนึ่งที่ยากกว่าการประสบความสำเร็จก็คือ การมีชื่อเสียง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จใช่จะมีชื่อเสียงทุกคนไป แต่คนที่มีชื่อเสียงทุกคนต้องประสบความสำเร็จในทางใดทางหนึ่ง และแม้ว่าโลกนี้จะมีคนที่ดังจริง ๆ แค่เพียงหยิบมือ แต่คงต้องนับเลดี้ กาก้าเป็นหนึ่งในนั้น เพราะ ณ ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนสีผม เดินซื้อกาแฟหรือหกล้ม (ดังที่เธอเคยหกล้มก้นกระแทกในคอนเสิร์ตของตัวเอง) เรื่องของเธอก็สามารถเป็นข่าวที่ขายได้ทั่วทุกมุมโลกทันที เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) หรือ “กาก้า” (ซึ่งเป็นชื่อที่เธออยากให้แฟนเพลงเรียกมากกว่า) เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ ความโด่งดังของเธอวัดได้จากยอดขายตั้งแต่อัลบั้มแรกคือ เดอะเฟม (The Fame) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 หลายเพลงในอัลบั้มนี้ติดอันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงฮิตในหลาย ๆ ประเทศ อีกทั้งได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยมและอัลบั้มแห่งปี รวมถึงทำยอดขายถล่มทลายมากกว่า 14 ล้านแผ่น ปลายปี 2009 กาก้าได้ออกอัลบั้มที่สองคือ เดอะเฟมมอนสเตอร์ (The Fame Monster) ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่ถึงหกรางวัล รวมทั้งรางวัลอัลบั้มเพลงป๊อปยอดเยี่ยมและรางวัลอัลบั้มแห่งปีติดต่อกันเป็นปีที่สอง ณ วันนี้เธอมีผลงานเพลงรวม 7 อัลบั้ม นอกจากแนวดนตรีแปลกใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นที่ถูกใจแฟนเพลงแล้ว มิวสิควิดีโอของเธอยังได้รับความสนใจอย่างยิ่ง เธอเป็นศิลปินคนแรกที่มียอดผู้ชมคลิกเข้าไปชมมิวสิควิดีโอในยูทูบมากกว่า 1 […]

พึ่งตัวเองให้ได้แล้วผู้อื่นจะได้พึ่งเรา โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เมื่อผู้อื่นมีทุกข์และถ้าเรายังมีทุกข์อยู่เช่นผู้อื่น  แล้วเราผู้มีทุกข์จะไปช่วยให้ผู้อื่นไม่ทุกข์หรือพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร  ดีไม่ดีอาจเป็นการไปเพิ่มทุกข์  หรือไปทำให้เขาทุกข์หนักขึ้นก็ได้นะ  ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อให้ตัวเองพ้นไปจากทุกข์ก่อนจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า  ถ้าเรายังทุกข์เต็มที่อยู่  ยังกลัดกลุ้มร้อนรุ่ม  หงุดหงิดโมโห  อาฆาตพยาบาท  อิจฉาริษยาอยู่  ยังเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างหงอยเหงาอยู่  หรือยังอยากไม่รู้จบไม่รู้สิ้นอยู่  หรือพร่องอยู่เป็นนิจ  ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ  ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม  ยังต้องการความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่นอยู่  ยังต้องการกำลังใจจากผู้อื่นอยู่  ยังต้องหวังให้ผู้อื่นปลุกใจปลอบใจอยู่ ฯลฯ  แล้วอย่างนี้เราจะไปช่วยใคร ๆ ได้  เพราะแม้ตัวเราก็ยังเป็นที่พึ่งให้กับตัวไม่ได้ ช่วยตัวเราก่อนท่าน  ก่อนที่จะไปช่วยผู้อื่น  ดูแลตัวเอง  ชื่อว่าดูแลผู้อื่น  รักษาตัวเราก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นไปด้วย  เพราะผู้อื่นจะได้ไม่ต้องมาคอยดูแลเรา  ผู้อื่นจะได้ไม่ต้องมาคอยรักษาเรา  เราก็จะไม่เป็นภาระให้กับผู้อื่น  และถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้  ต่างก็ทำกิจทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง  ให้ดีที่สุด  สังคมก็จะมีความสงบสุข  สันติภาพก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ โดยธรรมดาทั่วไปแล้ว  ถ้าเรามีสิ่งใด  เราก็ย่อมจะนำสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่นได้  แต่ถ้าตัวเราไม่มีสิ่งนั้น  เราก็ไม่สามารถให้สิ่งนั้นกับใคร ๆ ได้จริง ๆ  ตัวเราไม่มีความสงบสุข  แล้วเราจะไปทำให้ผู้อื่นมีความสงบสุขได้อย่างไรถ้าเราไม่มีธรรมะ  เช่น  เมตตา  กรุณา  เป็นต้น  แล้วผู้อื่นจะได้รับธรรมะจากเราได้อย่างไร ตรงข้าม  ถ้าเรามีความทุกข์  […]

โปรโมเตอร์ไนท์คลับทิ้งชีวิตหรู หันมาทำภารกิจหาน้ำสะอาดให้โลก

หลายคนเชื่อว่าเงินจะช่วยแก้ปัญหาได้ ในขณะเดียวกันก็มีคนเชื่อว่าความร่ำรวยไม่สามารถนำความสุขที่แท้จริงมาให้ได้ และสำหรับบางคนสิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นสุขอย่างแท้จริงคือการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต หากมีใครไปถามเรื่องนี้กับ สกอต แฮร์ริสัน (Scott Harrison) อดีตโปรโมเตอร์ไนท์คลับ ซึ่งยอมทิ้งชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในธุรกิจกลางคืนเพื่อเป้าหมายในชีวิตของเขา นั่นคือการนำน้ำสะอาดไปสู่ทุกมุมของโลก ย้อนไปตอนที่สกอตอายุ 18 ปี เขาย้ายมาอยู่นิวยอร์ก และฝ่าฟันเพื่อให้ได้งานในฝัน นั่นคืองานหาคนมาเที่ยวคลับ และตัวเขาได้สนุกกับปาร์ตี้โดยได้รับค่าจ้างด้วย ซึ่งก็คือโปรโมเตอร์ไนท์คลับนั่นเอง แต่ทว่างานในฝันของเขามาพร้อมกับการดื่ม เสพยา และสรวลเสเฮฮาอย่างไม่สิ้นสุดวันแล้ววันเล่า ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าต่อมาอีกถึง 10 ปีที่เขาต้องจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจว่าพอแล้ว ในใจลึก ๆ เขาต้องการใช้เวลาที่มีอยู่ในการช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงสมัครไปยังองค์กรการกุศลต่าง ๆ หลังจากถูกปฏิเสธมานับไม่ถ้วน ก็มีคนตอบรับเขาให้เข้าร่วมทีมบุคลากรทางการแพทย์เดินทางไปกับเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่ประเทศไลบีเรีย เมื่อไปถึงที่นั่น สกอตมีหน้าที่เป็นช่างภาพ เก็บภาพการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วยหลายพันคน ในระหว่างทำงานเขาได้พบกับชายหนุ่มชื่อแฮร์ริส ซึ่งทรมานจากการมีเนื้องอกก้อนใหญ่บนใบหน้า ทำให้เขาหายใจลำบากมากขึ้นทุกที การได้ร่วมเป็นพยานรับรู้ว่าศัลยแพทย์สามารถเปลี่ยนชีวิตของแฮร์ริสไปอย่างสิ้นเชิง คือหนึ่งในช่วงเวลาอันเป็นแรงบันดาลใจอย่างที่สุดในชีวิตของสกอต นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขารู้ทันทีว่าตัวเองต้องการอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นให้มากกว่านี้ เขาจึงเริ่มจากสาเหตุที่ทำให้ชาวไลบีเรียล้มป่วยมากมายมาตั้งแต่แรก นั่นคือน้ำที่สกปรก ชาวบ้านผู้ยากไร้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมดื่มน้ำจากแม่น้ำและบ่อน้ำที่มีเชื้อโรค ชาวบ้านกำลังล้มตาย ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงและเด็กหญิงต้องเดินทุกวันวันละหลายชั่วโมงเพื่อแบกน้ำสกปรกเหล่านั้นกลับมาบ้าน ทำให้ไม่มีเวลาไปเรียนหนังสือ สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไลบีเรีย ยังมีผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีน้ำสะอาด สกอตรู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เขากลับนิวยอร์ก หวนกลับไปหาสิ่งที่เขารู้ดีว่าจะเรียกความสนใจของคนได้ดีที่สุด […]

คำถามที่ยังรอคำตอบ ของหนูน้อยผู้ไม่เคยพบหน้าพ่อ

บ่ายแก่วันนั้น ฉันและสามีแวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคารแห่งหนึ่ง คงเพราะเป็นกลางเดือนจึงมีลูกค้าน้อยมาก ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ดูเงียบเหงา พนักงานต้อนรับพาเราไปนั่งที่โซฟาพร้อมกับบอกว่า “ต่อจากคิวนี้เลยนะคะ” เมื่อมองไปข้างหน้า ฉันเห็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดกระโปรงติดกันเข้ารูปลายดอกไม้เล็ก ๆ…แม้จะเป็นจากด้านข้าง แต่ก็พอดูออกว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเจ้าหน้าที่ทุกคนบริเวณนั้นคือ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อายุไม่เกิน 3 ขวบ ซึ่งนั่งคลอเคลียส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้าง ๆ เธอ หนูน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาใส่เสื้อเอี๊ยมแขนพองลายสกอตกับกระโปรงบานเข้าชุดกัน ผมเปียเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนขมวดเป็นมวยทั้งสองข้างดูเรียบร้อยสวยงาม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของผู้เป็นแม่…บนหลังมีเป้เล็กจิ๋วสีชมพูสดลายคิตตี้สะพายอยู่ ที่สะดุดตาคือรอยยิ้มสดใสกับดวงตากลมโตเป็นประกายขณะที่ซักไซ้และตอบคำถามพนักงานสาว 2 คน ซึ่งมายืนพูดคุยด้วย… “ใช่ค่ะ”…“นี่อะไรคะ”…“ไม่เอาค่ะ” พูดพลางมือป้อม ๆ เล็ก ๆ ของเด็กน้อยก็หยิบจับสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความซุกซนประสาเด็ก…แม้เสียงแกจะดังไม่มากแต่ในความเงียบขณะนั้นเราก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน ฉันแอบนึกชื่นชมแม่ของแกที่อบรมลูกให้พูดจาได้ไพเราะ ผิดกับเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งพ่อแม่มักไม่สนใจเรื่องนี้จนทำให้เด็กขาดความน่ารักไปอย่างน่าเสียดาย สามีฉันนั่งมองตลอดเวลาและอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ จนในที่สุดหนูน้อยก็หันมาทางเรา…ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนรักและชอบเล่นกับเด็ก สามีฉันจึงเริ่มทำหน้าตลกใส่ทันที ปรากฏว่าหนูน้อยหัวเราะคิกคักชอบใจเสียงดังจนแม่แกหันมามองและบอกให้สวัสดีพวกเรา แกจึงยกมือป้อม ๆ ทั้งสองขึ้นไหว้พร้อมกับพูดว่า “สวัสดีค่ะ” หลังจากสามีฉันทำหน้าล้อเล่นด้วยอีกไม่นาน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแกเอื้อมมือไปกระตุกแขนแม่ ก่อนจะเอียงหน้าเข้าไปซบ แล้วถามเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของสามีฉันว่า “คนนี้ใช่พ่อหรือเปล่า” ตอนแรกหลายคนหัวเราะด้วยความขบขันในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย แต่เมื่อแม่ของแกหันมาขอโทษสามีฉันด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ ก่อนจะบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่…ลูก” […]

20 นาทีบนรถแท็กซี่ที่ฉันได้ทำบุญโดยไม่รู้ตัว

วันนั้นฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องกินลิ้นเป็ดพะโล้ของโปรดให้ได้หลังจากไปไม่ทันเมื่อครั้งก่อน ฉันจึงรีบเดินลิ่วไปซื้อทันทีที่หมดธุระ แล้วฉันก็ได้ลิ้นเป็ดมาถุงใหญ่สมใจก่อนจะเรียกแท็กซี่เพื่อไปต่ออีกแห่งหนึ่ง ฉันบรรจงวางของโปรดลงอย่างทะนุถนอม… “ได้ยินว่าเจ้านี้อร่อยมากใช่ไหมคะ หนูว่าจะลองซื้อหลายครั้งแล้ว แต่เสียดายเงิน” ฉันเงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าคนขับเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆ “เก่งนะ เป็นผู้หญิงขับรถแท็กซี่ ไม่กลัวอันตรายหรือจ๊ะ” เธอยิ้มก่อนตอบว่า “กลัวค่ะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เดิมแฟนหนูเขาขับ แต่ตอนนี้เกิดป่วยเป็นมะเร็ง หนูเลยต้องขับแทน แต่หนูก็เลือกลูกค้าค่ะ ถ้าเป็นกลางคืนหนูก็จะไม่รับผู้ชาย” แล้วเธอก็เล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ฉันฟังอย่างสนุกสนาน แต่จบลงด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเมื่อพูดถึงอาการป่วยของสามี ฉันเลยแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาให้เธอ ซึ่งฉันเพิ่งเห็นข่าวในโทรทัศน์ เธอดีใจมาก เพราะหมออยู่ไม่ไกลและค่ารักษาก็ไม่แพง…ขณะที่ฉันกำลังอธิบายรายละเอียดรถก็แล่นผ่านมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “ลูกสาวหนูเพิ่งเรียนจบจากที่นี่ค่ะ …” เธอพูดอย่างภาคภูมิใจ ฉันรู้สึกชื่นชมในความสามารถของเธอที่ขยันทำมาหากินส่งเสียลูกจนจบปริญญาตรี “ตอนนี้เขายังไม่ได้งานประจำเลยรับทำนามบัตร…ก็พออยู่ได้ ไม่ต้องมารบกวนเรา ไม่งั้นหนูคงแย่ เพราะเดี๋ยวนี้รายได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน” เผอิญฉันนึกออกว่าที่ทำงานลูกกำลังต้องการคน เลยรีบจดที่อยู่ให้เธอพร้อมทั้งชื่อฉันในฐานะผู้แนะนำ ก่อนที่รถจะถึงจุดหมายพอดี แต่พอแท็กซี่ลับตาไปเท่านั้นแหละ ฉันก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นว่าในมือไม่มีถุงลิ้นเป็ดพะโล้! โธ่เอ๋ย…ในที่สุดฉันก็อดกินอีกจนได้…แต่เอาเถอะ ฉันภาวนาขอให้ฉันเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของแท็กซี่คันนั้น เธอและครอบครัวจะได้กินลิ้นเป็ดที่อยากกินมานานเสียที คืนนั้นฉันนอนนึกภาพครอบครัวของเธอนั่งล้อมวงกันกินลิ้นเป็ดอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะหลับไปด้วยความสุขใจ…แปลกนะ บางครั้งถ้าคิดดี ๆ ในท่ามกลางความเลวร้ายก็มีสิ่งที่ดีแอบซ่อนอยู่เหมือนกัน เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานจนฉันลืมไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวเล่าให้ฉันฟังว่า มีเด็กมาสมัครงานโดยเอ่ยชื่อฉัน ฉันเองยังนึกไม่ออก จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นตา “หนูคนขับรถแท็กซี่ค่ะ จำได้ไหมคะ […]

ภารกิจสุดท้ายของป้าแจ๋ว

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ  (ภารกิจสุดท้าย) ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณแม่ทอน ขอให้คุณแม่ทอนได้โปรดอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอตั้งตนไว้ชอบในประพฤติที่ถูกต้องดีงาม ขอบุญบารมีที่เคยสั่งสมบำเพ็ญในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะกระทำในอนาคตก็ดี จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและแม่ทอน ตลอดญาติมิตร บริวาร ลูกหลาน เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสาร ธรรมสารสมบัติทุกประการ ขึ้นชื่อว่าทุกข์หรืออุปสรรคแลโรคภัยใด ๆ อย่าได้มีมากล้ำกรายปรากฏ ที่มีทุกข์อยู่แล้วขอให้หายมลายสิ้นไป… สิ้นเสียงสวดเป็นภาษาบาลี ตามด้วยคำกล่าวขออโหสิกรรม ฉันบอกให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณยายทอนก้มลงกราบที่เท้าแม่ พร้อมกับกระซิบบอกข้างหูคุณยายว่า “ลูก ๆ ขอขมาและขออโหสิกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยล่วงเกิน ขอให้คุณยายยกโทษและให้อภัยต่อลูก […]

keyboard_arrow_up