แม่…คือแสงสว่างนำทางในยามที่ชีวิตของผมมืดมน

ผมมีประสบการณ์จากคนรู้จักมาเล่าสู่กันฟัง ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดว่าผมจะเล่าเรื่องไร้สาระนะครับ เพราะเรื่องชาวบ้านบางเรื่องเราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นเรื่องของ “ปอ” หนุ่มออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เช่าห้องพักเล็ก ๆ อยู่ตามลำพังใกล้ที่ทำงาน ปอเรียนจบปริญญาตรีด้วยเงินจากกองทุนกู้ยืม และได้งานทำทันทีที่เรียนจบ ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่มากนัก แต่ยังดีกว่าตกงาน เขาอดทนทำงานที่เดิมด้วยความหวังว่าเงินเดือนจะขึ้นตามอายุงาน ไม่ได้หวังสูงถึงกับขอให้เงินเดือนพ้นเลขหนึ่งนำหน้า ขอแค่ให้ทำบัตรเครดิตได้ก็พอ แล้วอยู่ดี ๆ ความฝันของปอก็เป็นจริงขึ้นมาด้วยอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ “ปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นห้า” เขาได้รับการชักชวนให้สมัครบัตรเครดิตจากหลายหน่วยงาน และในวันที่ปอได้รับบัตรเครดิตจากธนาคารแห่งหนึ่ง เขายิ้มอย่างเป็นสุขที่สุดในโลก ได้ซื้อโน่นซื้อนี่ให้ตัวเองบ้าง ให้คนอื่นบ้าง เขาใช้เงินอย่างคล่องมือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่กว่าเขาจะจ่ายเงินซิ้ออะไรสักอย่างต้องคิดแล้วคิดอีก ราวกับมีมารขาว มารดำมาตีกันอยู่ข้างหู ซึ่งส่วนใหญ่มารขาวเป็นฝ่ายชนะ และบอกกับเขาว่า ยังไม่จำเป็นสำหรับตอนนี้…กลับบ้านนอนดีกว่า วันเวลาผ่านไปได้ราวสองสามเดือน ความสุขของเขาค่อย ๆ ลดน้อยลง…มันช่างสวนทางกับ “จำนวนเงินที่ต้องชำระ” ในใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตเสียเหลือเกิน ปอมองเอกสารในมือด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง เอนหลังพิงข้างเตียงเก่า ๆ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น… “เป็นไงบ้างลูก” แม่ โทร.หาปอในช่วงเวลาที่เขาต้องการกำลังใจอย่างที่สุด “อ๋อ…ครับ แม่ ผมก็…ก็สบายดีครับ” “ไม่โทร.หาแม่ซะหลายวัน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ” เขาเงียบไปเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ […]

เธอเดินไม่ได้แต่ใจยังสู้ ยึดอาชีพทำดอกไม้จันทน์ขาย จนสร้างบ้าน ซื้อรถได้

อีกหนึ่งเรื่องราวของคนสู้ชีวิต นางนิตยา เขาหนองบัว อายุ 40 ปี ชาวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เธอพิการเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นมานานกว่า 10 ปี แต่เธอไม่ปล่อยให้ความพิการเป็นอุปสรรค กลับมุ่งมั่นทำงานหารายได้เป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยการ ทำดอกไม้จันทน์ขาย แถมยังช่วยสร้างอาชีพให้คนในหมู่บ้านอีกด้วย ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เธอมีร่างกายปกติเหมือนคนทั่วไป และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม ปี 2552 ร่างกายมีอาการผิดปกติ แขนขาเริ่มอ่อนแรง ปวดตามข้อต่างๆ เกิดอาการชัก จนทำให้เส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังมีปัญหา คุณหมอบอกว่า เธอป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง SLE หรือโรคพุ่มพวง และจะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต เธอยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนั้นรู้สึกเสียใจมากที่จะต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เธอกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงรักษาตัวอยู่นานกว่า 1 ปี เมื่ออาการดีขึ้นจนสามารถนั่งได้เธอก็ไม่อยู่เฉย เริ่มหารายได้ด้วยการซื้อขนมปี๊บมาแพ็คขาย และมีญาติมาสอนทำดอกไม้จันทน์ ช่วงแรกเธอรับจ้างทำดอกไม้จันทน์แล้วนำไปส่งลูกค้า พอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวบ้าง ซึ่งในเวลานั้นเธอต้องรบกวนให้ญาติไปซื้ออุปกรณ์ในการทำมาให้ และนำไปส่งให้ทุกอย่าง จนรู้สึกเกรงใจญาติ จึงศึกษาวิธีการทำอุปกรณ์ต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตแล้วมาทดลองทำเอง จากนั้นนำรถกระบะคันเก่าไปเข้าไฟแนนซ์ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง นำมาลงทุนซื้อเครื่องอัดกระดาษ โดยมีแม่และญาติพี่น้องมาช่วยทำ จนกระทั่งมีลูกค้ามาสั่งอุปกรณ์จากร้านของเธอ โดยที่ไม่ต้องไปซื้อไกลถึงตัวจังหวัดนครราชสีมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 […]

Heroine in Pink Sari วีรสตรีในชุดส่าหรีสีชมพู

“เธอ” สวมอาภรณ์แห่งความกล้า ส่าหรีสีชมพู ดูอ่อนหวาน แววตากล้าแกร่งแฝงอหังการ เพื่อสร้างตำนานศักดิ์ศรีสตรีอินเดีย สัมพัต ปาล เทวี (Sampat Pal Devi) ผู้ก่อตั้งแก๊งกัลลาบิ (Gulabi แปลว่า สีชมพู) หรือแก๊งส่าหรีสีชมพู คือ “เธอ” คนนั้น…คนที่จะไม่ยอมให้ผู้หญิงอินเดียถูกกดขี่อีกต่อไป สัมพัต ปาล เทวี เป็นลูกสาวคนเลี้ยงแกะแห่งเมืองบันดา (Bunda) รัฐอุตตรประเทศ ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย ชีวิตวัยเด็กของสัมพัต ปาล เทวี ก็ไม่ต่างจากเด็กหญิงชาวอินเดียทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กผู้ชาย แต่ถึงกระนั้นสัมพัต ปาล เทวี ก็ไม่ได้เหนื่อยหน่ายหรือสิ้นหวังในชีวิต เธอหาทางเล่าเรียนด้วยตัวเองอย่างถึงที่สุด อาศัยถามไถ่บทเรียนจากพี่ชายและน้องชายบ้าง ฝึกอ่านฝึกเขียนโดยใช้กำแพงบ้านเป็นกระดานดำ หรือไม่ก็หัดคัดลายมือโดยการเขียนตัวอักษรลงบนกล่องกระดาษเปื้อนฝุ่นบ้าง แต่เชื่อหรือไม่ว่า การเรียนอันแสนอัตคัดเช่นนั้นกลับเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตของสัมพัต ปาล เทวี ไม่ไร้การศึกษาจนถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ขณะที่สตรีคนอื่นใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของสามี สัมพัต ปาล เทวี กลับลุกขึ้นก้าวเดินด้วยขาของตัวเอง ความรู้ความสามารถทำให้สัมพัต ปาล เทวี ได้งานทำในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่เธอทำงานอยู่ได้ไม่นานก็ลาออก […]

พอสซั่ม สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์หายใจ

มนุษย์มักทำตัวยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ และมักหลงคิดไปว่ามนุษย์เท่านั้นที่มีลมหายใจและมีสิทธิ์ตัดสินหรือตัดสิทธิ์การมีลมหายใจของต้นไม้ พืช สัตว์ และแม้มนุษย์ด้วยกันเอง ในประเทศนิวซีแลนด์ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์ นอกจากภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดแล้ว ภัยที่เป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งชาวกีวีเอ่ยถึงด้วยความชิงชังรังเกียจนักหนา หากเจอที่ไหนเป็นต้องไล่ล่าเข่นฆ่าให้สูญพันธุ์ เห็นจะไม่มีสัตว์หน้าไหนมีกรรมเกินเจ้า “พอสซั่ม” (possum) ตามประวัตินั้น ในปี 1980 พอสซั่มได้รับการเชื้อเชิญจากออสเตรเลียแดนจิงโจ้ให้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ดินแดนแห่งนกกีวีในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ โดยขนของมันนำมาใช้ในการทำเครื่องกันหนาว แต่การแพร่พันธ์ุของพอสซั่มเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทำให้จำนวนของพอสซั่มมีมากกว่าจำนวนประชากรนิวซีแลนด์ทั้งประเทศหลายเท่า ส่งผลให้สัตว์เศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ต้องการกลับกลายป็นส่วนเกินที่ต้องกำจัดไปในที่สุด ที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ยามค่ำคืนมักมีแขกยามวิกาลมาเยี่ยมเยียนตามกุฏิต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเหนือทุ่งกว้าง ใครไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเจ้าสัตว์กลางคืนที่ละม้ายคล้ายสัตว์หลาย ๆ ชนิดผสมกัน ก็ลองดูภาพประกอบจากวิกิพีเดียได้ หน้าของพอสซั่มจะแหลม ๆ ตาโต ๆ แบบเดียวกับตัวนางอายบ้านเรา ถึงหน้าตาจะดูขี้เหร่ แต่ตามตัวมีขนปุกปุยนุ่มนิ่มน่ารักเหมือนกระต่าย และมีนิสัยชอบปีนป่ายบนต้นไม้เหมือนหมีโคอาลา ที่เท้าซึ่งค่อนข้างยาว มีเล็บแหลมเพื่อเกาะเกี่ยวตามกิ่งก้านต้นไม้ ก่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงคนเดิน ในเวลากลางคืน หากใครไม่ชินกับเสียงฝีเท้าพอสซั่ม ก็อาจตกใจกลัวได้ แต่ฉันเองชินแล้วกับเสียงตึงตังบนหลังคาหลังเที่ยงคืน เพราะมักจะมีพอสซั่มแม่ลูกสองตัวมาเยี่ยมตอนกลางดึกเพื่อขออาหาร ที่รู้ว่าเป็นแม่ลูกกันก็เพราะตัวลูกขี่อยู่บนหลังตัวแม่ บางคืนมีพายุฝน ตัวแม่ซึ่งดูอุ้ยอ้ายกว่ามักเข้ามาหลบฝนเงียบ ๆ อย่างเจียมตัว บางเช้าที่อุณหภูมิติดลบ เจ้าตัวลูกก็มาแอบอยู่ในถังใส่ของ ฉันรู้ดีว่าเมืองนี้เขาห้ามให้อาหารพอสซั่ม […]

หัวไต้ซาน องครักษ์พิทักษ์แม่น้ำหวาย ช่วยชุมชนให้ฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง

แม‹่น้ำหวาย (Huai River) เปš็นแม่‹น้ำขนาดใหญ่‹อันดับสามของจีน ไหลพาดผ่านสี่มณฑลใหญ่เป็นšระยะทาง 1,000 กิโลเมตร หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนริมสองฝั่งแม่น‹้ำกว่า‹ 150 ล้านคน หัวไต้ซาน (Huo Daishan) ยังจำได้ดีว่า สมัยเด็ก ๆ แม่น้ำหวายมีขนาดกว้างมากและมีคลื่นลูกโต ๆ ด้วย ยามลมพัดแรง สายลมจะหอบกลิ่นหอมของข้าวที่กำลังออกรวง มองเห็นนาข้าวอยู่บนฝั่งไกลลิบ ๆ แต่เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ภาพดังกล่าวได้หายไปอย่างสิ้นเชิง ปี 1994 หัวไต้ซานซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ได้ไปทำข่าวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำหวาย เขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าเด็กนักเรียนทุกคนต้องสวมผ้าปิดปากและสวมแว่นตาสำหรับป้องกันก๊าซพิษตลอดเวลาที่นั่งเรียนหนังสือ ไม่เพียงเท่านั้น หัวไต้ซานยังพบข้อมูลที่น่ากลัวมากมาย เช่น จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นที่ว่าบางครอบครัวพี่น้องเสียชีวิตห่างกันเพียงหนึ่งเดือน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไปหาหมอก็ต่อเมื่อป่วยถึงขั้นสุดท้าย เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีเงินค่ารักษาอยู่ดี บางหมู่บ้านเด็กเกิดใหม่มีอาการผิดปกติ เช่น เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด ส่วนแม่น้ำหวายที่เคยเป็นสวรรค์บนดิน ก็เปลี่ยนเป็น แม่น้ำแห่งความตาย โดยสมบูรณ์ เพราะน้ำกลายเป็นสีดำสนิท ฟองลอยฟ่อง ส่งกลิ่นเน่าเหม็น และแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ อันที่จริงหัวไต้ซานผูกพันกับแม่น้ำหวายมาเกือบชั่วชีวิต เพราะหมู่บ้านเสิ่นชิ่ว (Shenqiu) ที่เขาเกิดก็ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหวาย เมื่อรู้ปัญหานี้ หัวไต้ซานจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อช่วยแม่น้ำหวายที่กำลังใกล้ตาย แม้ว่าเขาจะมีเครื่องมือเพียงกล้องถ่ายรูปราคาไม่ถึง 300 […]

ท่านเจ้าคุณอลงกต ได้รับรางวัลดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2562

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยรายชื่อบุคคลและองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2562 เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชู และประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้สังคมได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่าง โดยมีบุคคลและองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลทั้งสิ้น จำนวน 7 ราย แบ่งตามประเภทรางวัล 7 ด้าน ดังรายชื่อต่อไปนี้ ด้านที่ 1 สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้แก่ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) หรือ เจ้าคุณอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี พระของชุมชนผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมในการอุปการะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยโรคเอดส์ มายาวนานกว่า 20 ปี ด้านที่ 2 สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ได้แก่ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ องค์กรศาสนาภายใต้สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเด็นความยุติธรรมและสันติ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับชุมชน โรงเรียน และสังคมมาเป็นเวลากว่า 42 ปี ด้านที่ 3 สิทธิเด็ก […]

เจสสิก้า ค็อกซ์ เกิดมาไม่มีแขนแต่ใช้เท้าทำแทนได้ทุกอย่างแม้แต่ขับเครื่องบิน!

เราอาจจะรู้ “ขนาด” หัวใจของตัวเองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการกำมือเข้าหากัน แต่คงไม่มีใครที่จะล่วงรู้ได้ว่า หัวใจของตัวเองแข็งแกร่งมากน้อยเพียงไหน ตราบเท่าที่เขาคนนั้นยังไม่เคยเผชิญหน้ากับความทุกข์หรืออุปสรรคปัญหาจริง ๆ เรื่องราวของ เจสสิก้า ค็อกซ์ (Jessica Cox) หญิงสาวเชื้อสายฟิลิปปินส์ – อเมริกัน คือแบบอย่างคนหัวใจแกร่งที่น่าชื่นชมเป็นที่สุด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะเอ่ยคำว่า “ทำไม่ได้” แม้ว่าเธอจะเกิดมาโดยปราศจากแขนทั้งสองข้างก็ตาม ย้อนหลังกลับไปราวสามสิบหกปีก่อน ณ เมืองทักสัน รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เจสสิก้าถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะลูกคนที่ 2 ของครอบครัวค็อกซ์ พร้อมด้วยความผิดปกติที่แม้แต่แพทย์ก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่เป็นอุปสรรคขวางกั้นความรักและกำลังใจจากครอบครัวที่มีให้เธอแม้แต่น้อย เจสสิก้าเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข สดใส ร่าเริงสมวัย จะแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ บ้างตรงที่เธอมีเพื่อนสนิทเป็น “แขนเทียม” แต่กระนั้นเธอก็ตัดสินใจถอดมันออกขณะอายุได้เพียง 13 ปี เมื่อค้นพบว่า ใช่สิ ถึงเราจะไม่มีแขน ไม่มีมือเหมือนใคร ๆ แต่เราก็ยังมีขาและเท้าอยู่นี่ เมื่อตระหนักว่า “สิ่งที่ขาดหายไป” ไม่สำคัญเท่ากับ “สิ่งที่มีอยู่” จากวันนั้นเป็นต้นมาเธอจึงตั้งอกตั้งใจฝึก “ขาและเท้า” คู่นี้ให้มีความยืดหยุ่นคล่องแคล่ว […]

เกรก มอร์เทนสัน พ่อพระผู้เสี่ยงชีวิตช่วยเด็กหญิงปากีสถานให้ได้เรียนหนังสือ

เมื่อไดŒ้ฟั˜งเรื่องราวของ เกรก มอร์เทนสัน (Greg Mortenson) จนจบ คุณจะรูŒ้ว่‹าขีดจำกัดของมนุษย์แท้Œจริงแล้Œว… อยู่‹ที่ไหน เรื่องราวของเกรกเริ่มต้นเมื่อ 26 ปีที่แล้ว… ในปี ค.ศ. 1993 เกรกต้องสูญเสีย คริสตา (Christa) น้องสาวเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน เพื่อรำลึกถึงการจากไปของเธอ เกรกจึงตัดสินใจปีนภูเขา K2 ซึ่งมีความสูงเป็นอันดับสองของโลก ทว่าในวันที่ 78 ของการปีนเขา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและขาวโพลนไปด้วยหิมะ เกรกในสภาพขาดน้ำและอาหารเดินพลัดหลงจากกลุ่มไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า Korphe ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน และได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านจนหายดี วันหนึ่งเกรกออกมาเดินเล่นรอบหมู่บ้าน เขาตกใจมากเมื่อเห็นว่าในสถานที่ที่ชื่อว่าโรงเรียนนั้น มีเด็ก ๆ จำนวน 84 คนออกมานั่งเรียนกลางแจ้ง ใช้กิ่งไม้ต่างดินสอ ใช้พื้นดินต่างสมุด และเด็ก ๆ ต้องเวียนกันใช้กระดานชนวนซึ่งมีอยู่เพียง 7 แผ่น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตราตรึงอยู่ในใจของเกรกไม่ใช่ความยากจนที่เขาเห็นด้วยตา แต่เป็น “ความปรารถนาอันแรงกล้าของเด็ก ๆ ที่อยากเรียนหนังสือ” เกรกสัญญากับตัวเองวา่ เขาจะกลับมาปากีสถานอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อสานต่อภารกิจการปีนเขา […]

พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ก่อนเชื่อก่อนแชร์ในโลกโซเชียล

หยุดเชื่อ หยุดแชร์ ถ้าไม่ชัวร์ ในยุคที่สมาร์ทโฟนดูจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อดีอย่างหนึ่งคือการเชื่อมโลกทั้งโลก (โลกจริงบ้าง โลกสมมุติบ้าง) ให้มาอยู่ในมือเรา อยากรู้อะไร อยากหาข้อมูลอะไร อยากซื้ออะไร ก็ใช้เวลาไม่กี่วินาที อยากแชร์ หรืออยากประกาศอะไรให้โลก (โซเชียล) รู้ก็ง่ายนิดเดียว (พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ) ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เพราะนอกจากข้อดี (หากใช้เป็น) แล้ว ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย หากว่าเราใช้ผิด ๆ หรือใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น พอได้ข้อมูลอะไรมาก็อ่าน อ่านแล้วก็เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แชร์ต่อโดยไม่มีสติ บางครั้งก็ทำตามวิธีนั้น ๆ จนเกิดผลเสียตามมา หรือบางครั้งหลงเชื่อจนไปคอมเมนต์ให้ผู้อื่นเสียหาย หรือแม้ตัวเราเองที่ต้องเสียเงินทองไปก็มี อย่างที่เห็นเป็นคดีความตามสื่อต่าง ๆ กันบ่อย ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์อะไรง่าย ๆ รวมถึงการคอมเมนต์ต่าง ๆ ต้องมีสติ และใช้ปัญญาไตร่ตรองเสียก่อน ขอแนะนำ บทสวดกาลามสูตร (บางส่วน) ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยแสดงแก่ชาวกาลามะ ณ […]

คนไข้ลาวเงินหมด คิดกลับไปตายบ้านเกิด หมอไทยช่วยกันลงขันยื้อชีวิตไว้ได้

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าประทับใจในโลกโซเชียล เมื่อทีมแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ระดมน้ำใจช่วยเหลือ คนไข้ลาว ฐานะยากจน ซึ่งครอบครัวพามารักษาตัวจนเงินหมด เหลือเงินติดตัวแค่ 200 บาท ครอบครัวจึงจะขอพากลับไปตายที่บ้านเกิด คุณหมอเจ้าของไข้เห็นว่าอาการของคนไข้สามารถรักษาให้หายได้ ไม่อยากปล่อยให้คนไข้กลับไปเสียชีวิตที่บ้านเกิด เพราะคนไข้ยังมีลูกเล็ก ๆ หลายคนที่ต้องดูแล จึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนหมอด้วยกัน และเกิดการระดมทุนช่วยกันลงขันในกลุ่มเพื่อนหมอ ในที่สุดก็สามารถช่วยชีวิตคนไข้เอาไว้ได้  ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wirat Sawangarom  ได้เผยแพร่เรื่องราวดังต่อไปนี้ เทวดาผู้คืนชีวิต พาพ่อคืนมาให้ลูก ๆ ได้สำเร็จ .. #สายของวันหนึ่ง .. หมอราชันย์ : เอาไงดีพี่ก๊อต คนไข้ลาว ญาติจะเอากลับไปตายที่บ้าน แต่ผมรักษาได้ ผมรักษาหายได้ อายุไม่เยอะ มีลูกเล็ก ๆ หลายคน รักษาจนหมดตัว เหลือแค่ 200 ค่าข้ามกลับไปยังไม่พอ ค่าข้าวกินแทบไม่มี ผม : ให้ทีมช่วยเลยครับ หมอราชันย์ : เอากลับไปเขาตายแน่นอน แต่ค่ารักษาต่อเนื่องอีกครึ่งเดือน แสนกว่าบาท ผม : […]

บทเรียนจากพลทหารเดนตาย ลาซาร์ ปองตีเซลลี

นายลาซาร์ ปองตีเซลลี (Lazzaro Ponticelli) เป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเสียชีวิตในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2551 รวมอายุได้ 110 ปี เขาเป็นทหารผ่านศึกฝรั่งเศสคนสุดท้ายที่รอดตายจากสงครามครั้งนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457 – 2461) นั้น เดิมได้รับการขนานนามว่า ””สงครามซึ่งยุติทุกสงคราม”„ มีทหารจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเข้าร่วมรบกว่า 60 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ทั้งทหารและพลเรือนถึง 40 ล้านคน เป็นสงครามที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ นอกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จะไม่ใช่สงครามที่ยุติทุกสงครามแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย นายปองตีเซลลีเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2440 ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอิตาลีซึ่งอยู่ติดกับชายแดนฝรั่งเศส ครอบครัวของเขายากจนชนิดที่ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย และความจนนี่เองที่ทำให้เขาอพยพตัวเองเข้าไปในฝรั่งเศสประเทศที่เขาเรียกว่า ””สวรรค์”„ จนวันสุดท้าย เมื่อสงครามเริ่ม เขาอาสาเข้ารบให้กองทัพฝรั่งเศสและเข้าร่วมในกองทหารต่างด้าวซึ่งคนชาติใดก็เข้าร่วมได้ มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคนฝรั่งเศส นายปองตีเซลลีเล่าว่า […]

เพียงแค่หันไป…ฉันก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้มีอนาคตที่สดใส

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจเกิดจากการกระทำที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยกับความใส่ใจอีกนิดหน่อย โดยลืมคำว่า “ธุระไม่ใช่” ไปเสียและใครจะรู้…การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจส่งผลถึงสังคมส่วนรวมอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กน้อยคนนี้… วันนั้นฉันไปซื้ออาหารสุนัขที่ร้านแถวจตุจักร ขณะกำลังเดินกลับมาที่รถ ฉันเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่กับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ฉันเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังไล่หลังมาว่า “เด็กคนนี้มันน่าสงสารจริง ๆ พ่อค้ายาบ้าจนติดคุก แม่ก็ไม่ดูแล มันเลยต้องไปขอข้าวบ้านนั้นทีบ้านนี้ที” เมื่อหันกลับไปฉันก็ได้เห็นว่าต้นเสียงคือชายคนดังกล่าว และข้าง ๆ เขาเป็นเด็กผ้ชู ายผิวดำเกรียมอายุประมาณ 5 – 6 ขวบหน้าตาน่าเอ็นดู แต่รูปร่างผอมเกร็ง สวมเพียงกางเกงขาสั้นมอซอกับรองเท้าแตะเก่า ๆ ในมือกำธนบัตรสีเขียวไว้แน่น…ฉันหันไปมองรอบตัว ไม่เห็นใคร ก็เลยแน่ใจว่าชายคนนั้นคงไม่ได้พูดกับคนอื่น ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปหา “ดูซิครับคุณ ผมต้องให้มันวันละยี่สิบบาท เพราะมันไม่มีจะกิน วัน ๆ ก็วิ่งอยู่แถวนี้ ผมละกลัวมันจะโดนรถทับ…ป่านนี้ยังไม่ได้เรียนหนังสือกับเขาเลย” ชายคนนั้นบ่นพลางลูบหัวเด็กน้อยด้วยท่าทางเอ็นดู แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงทำให้ฉันไม่ปักใจเชื่อใครง่าย ๆ ‘อาจเป็นพวกแก๊งขอทานเอาเด็กมาหากินก็ได้’ ฉันคิดก่อนจะดึงตัวเด็กชายออกมาห่าง ๆ และลงมือซักถามเขาด้วยตัวเอง แล้วฉันก็ได้รับคำตอบทุกอย่างตามคำบอกเล่าของชายคนนั้น แต่รู้เพิ่มขึ้นมาว่า “เอก” อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย และเขาอยากเรียนหนังสือมาก…เด็กน้อยพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” ทุกประโยค […]

พิยุช เทวารี นักบุกเบิกผู้ปฏิวัติท้องถนนอินเดียให้เป็นสีขาว

“อินเดีย” เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก ประมาณกันว่า ในทุก ๆ 13 ชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างน้อย 1 ราย พิยุช เทวารี (Piyush Tewari) เป็นคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียน้องชายไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ พ.ศ. 2550 บนถนนสายหนึ่งในเมืองเดลี แม้การจากไปของเด็กหนุ่มอนาคตไกลคนนี้จะสร้างความโศกเศร้าอาลัยให้ครอบครัวและโรงเรียนอย่างมาก แต่นั่นก็ยังไม่มากเท่ากับความจริงที่ทางโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ถ้าเด็กหนุ่มมาถึงมือหมอ “เร็ว” กว่านี้สักนิด ก็ยังพอมีโอกาสรอดอยู่บ้าง เพราะบาดแผลของคนเจ็บไม่ได้หนักหนาอะไร จะมีก็แต่การเสียเลือดมากเท่านั้นที่ทำให้ร่างกายคนเจ็บต้านทานไม่ไหว แรก ๆ เหตุผลนี้ฟังดูคล้ายกับการปัดความรับผิดชอบของทางโรงพยาบาล แต่ทว่าเมื่อพิยุชได้ตรึกตรองถึงการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ประกอบกับประสบการณ์การสัญจรบนท้องถนนอินเดียตลอดชีวิต 26 ปีที่ผ่านมาของตัวเขาเอง จากคำบอกเล่าจากเพื่อนฝูง คนรู้จัก ไม่นานนักเขาก็ได้คำตอบอย่างชัดเจนว่า อินเดียไม่มีหน่วยกู้ภัย ไม่มีหน่วยช่วยเหลือฉุกเฉินเหมือนในอเมริกา ยุโรป หรือเมืองใหญ่ ๆ ในเอเชีย จะมีก็เพียง “ตำรวจจราจร” ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุด ทั้งนี้กว่าจะลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้แล้วเสร็จก็ใช้เวลาไปไม่น้อยกว่า 1 – 2 ชั่วโมง “เวลา” จึงมีผลอย่างยิ่งในการชี้เป็นชี้ตายคนเจ็บแต่ละราย ดั่งที่ภาษานักกู้ภัยเรียกกันว่า “ชั่วโมงทอง” เพราะยิ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากเท่าไร โอกาสที่คนเจ็บจะรอดชีวิตหรือรอดพ้นจากภาวะทุพพลภาพก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น […]

สัปเหร่อหญิงใจบุญ ช่วยทำศพ 9 วัด ไม่รับค่าจ้างมานานกว่า 20 ปี

สัปเหร่อหญิงใจบุญ นางสายัณห์ อ่อนละม้าย หรือ “น้ายัณห์” วัย 61 ปี อาสาช่วยชาวบ้านจัดงานศพที่วัดในเขตพื้นที่อำเภอโพธิ์ทอง จ.อ่างทองโดยไม่เคยคิดค่าใช้จ่าย และทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว น้ายัณห์เล่าว่า พ่อเป็นสัปเหร่อมาก่อน เธอได้สืบทอดวิชามาจากพ่อ เวลาพ่อไปช่วยงานศพ ก็จะติดสอยห้อยตามพ่อไปตลอด จนกระทั่งพ่อเสียชีวิต น้ายัณห์จึงสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อ ประกอบกับใจรักในด้านนี้ จึงสานต่อการเป็นสัปเหร่อจากพ่อ โดยไม่ได้คิดว่าเป็นอาชีพ เพราะปกติจะมีอาชีพจักสาน รับสานตะกร้าหวายส่งในตลาดโพธิ์ทอง พอมีงานศพก็จะมีคนมาตามไปช่วย เธอก็ไปทุกงาน ตอนแรกช่วยวัดที่บ้านก่อนคือวัดท่าอิฐ จากนั้นวัดอื่น ๆ ก็ตามมารวม 9 วัด คือ วัดท่าอิฐ วัดน้ำอาบ วัดแม่นาง วัดท่าตลาด วัดโพธิ์เกรียบ วัดศีลขันธาราม วัดสว่าง วัดท่าโขลง และวัดกลางพุฒินิมิต ตั้งแต่ทำมายังไม่เคยเว้นไม่ไปงานไหนเลย ถึงไม่สบายไปไม่ไหวก็จะมีคนมาช่วยพยุงไป แต่พอไปถึงงานเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จากที่เดินไม่ค่อยไหว พอไปถึงกลับมีเรี่ยวมีแรงทำหน้าที่สัปเหร่อจนเสร็จ พอกลับมาบ้านก็ถึงกับล้มนอนต่อ การทำหน้าที่สัปเหร่อไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมากมาย แต่ต้องมีพิธีกรรมท่องคาถาตามที่พ่อสอนมา เมื่อมีคนมาแจ้งข่าวงานศพ เธอจะไปช่วยจัดเตรียมพิธีรดน้ำศพ  มัดตราสังศพลงโลง และจัดเตรียมสถานที่เสร็จเรียบร้อย […]

โมโมฟุกุ อันโดะ บิดาแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

“”โลกย่อมมีสันติสุข เมื่อผู้คนมีอาหารกินเพียงพอ”” โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้กล่าวประโยคนี้สิ้นชีวิตไปในขณะมีอายุได้ 96 ปี เขาเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยของไต้หวัน สมัยที่ไต้หวันยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของร้านขายผ้า พออายุ 22 เขาจึงทำกิจการโรงงานทอผ้าของตนเองที่กรุงไทเป อีกหนึ่งปีต่อมาก็ขยายสาขาไปที่เมืองโอซะกะในญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันโดะย้ายไปอยู่ญี่ปุ่น เปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่น และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น พร้อม ๆ กับทำธุรกิจโรงงานทอผ้าไปด้วย เขาถูกจับเข้าคุกไปสองปีด้วยข้อหาเลี่ยงภาษี ซึ่งเขายืนยันว่าที่เขาทำก็แค่จัดสรรเงินให้เป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ออกจากคุก เขาล้มลุกคลุกคลานกับธุรกิจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเริ่มตั้งบริษัทนิสชินเพื่อผลิตเกลือสู่ตลาด ขณะนั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง หลังสงครามโลก รัฐบาลออกมาสนับสนุนให้ประชาชนกินขนมปังที่ทำจากแป้งสาลีจากสหรัฐฯ อันโดะผู้ชอบกินบะหมี่เป็นชีวิตจิตใจเกิดความสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น คำตอบของรัฐคือโรงงานทำบะหมี่เล็กเกินกว่าจะผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ อันโดะจึงตัดสินใจจะพัฒนาโรงงานผลิตบะหมี่ด้วยตนเอง แต่สาเหตุที่เกิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้น ก็เพราะคืนอันหนาวเย็นคืนหนึ่งที่เขาต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อบะหมี่น้ำจากรถเข็น เขาเกิดความคิดเฉียบคมขึ้นว่าต้องหาวิธีทำบะหมี่ที่เกือบสุก ปรุงรสแล้ว เพื่อคนที่ซื้อไปแค่เติมน้ำร้อนก็จะได้ซดบะหมี่ร้อนคล่องคอโดยไม่ต้องเดือดร้อนรอนาน หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ขณะมีอายุ 48 ปี อันโดะก็ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่ออกวางขายในตลาดญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งกลายเป็นอาหารหรูเพราะราคาแพงกว่าบะหมี่น้ำตามร้านถึงหกเท่า จนปีต่อมาสินค้าของเขาจึงเริ่มเป็นที่นิยม ผลิตได้มากขึ้น ทำให้ราคาลดลงเหลือแค่หนึ่งในสามของราคาบะหมี่น้ำตามร้านค้า หลังจากนั้นก็เกิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติต่าง ๆ ตามออกมา […]

คุณป้าเสียงมหัศจรรย์ ป่วยเป็นมะเร็ง ใช้บทเพลงบำบัดจิตใจ

คุณป้าเสียงมหัศจรรย์ ป้าจอย – อารยา รุ่งเรือง เธอเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ช่อง One 31 หลังจากโชว์พลังเสียงเธอก็ได้สร้างความประทับใจให้ทุกคน แม้แต่นักดนตรีในรายการยังลุกขึ้นปรบมือให้ ทุกคนทึ่งในความสามารถของเธอ เนื่องจากเธอเป็นเพียงแม่ค้าในตลาดนัด ไม่เคยขึ้นเวทีร้องเพลงที่ไหนมาก่อน และไม่มีความรู้ด้านดนตรีเลย นอกจากพรสวรรค์ในการร้องเพลงแล้ว เรื่องราวชีวิตของป้าจอยยังน่าสนใจ และเป็นพลังบวกให้คนทั่วไป เพราะป้าจอยใช้เสียงเพลงช่วยเยียวยาจิตใจเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็ง ป้าจอยเล่าถึงตัวเองไว้ในรายการว่า “เป็นคนอุบลค่ะ แต่มาทำมาหากินอยู่ที่ศรีสะเกษ ขายเคสโทรศัพท์ ขายพวกอุปกรณ์ เช่น สายชาร์จแบตโทรศัพท์ ตามตลาดนัด ก็พอได้เงินมาผ่อนค่ารถค่าบ้าน “มาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมตอนปีที่แล้วเมื่อประมาณเดือนเมษายน เป็นระยะสาม เป็นเนื้อร้ายก็เลยต้องตัดนมข้างขวาไปข้างหนึ่ง อยู่โรงพยาบาลศรีสะเกษ “ตอนรักษากินยาหมอก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าก็ใช้เสียงเพลงบำบัดตัวเอง มันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวหรอก เราต้องสู้ เราก็ร้องเพลงนี่แหละสู้เอา เพราะว่ามันอยู่ที่ใจเรา บางทีก็สงสารคนที่เค้าเป็นเหมือนกัน ขอให้สู้ไปนะคะ ถ้าไม่สู้ก็ไม่รู้ โรคมะเร็งมันไม่น่ากลัวหรอกค่ะ มันอยู่ที่ใจเรา อยากให้มาฟังเพลงที่ร้อง มันรักษาโรคนี้ได้สบายมากเลยค่ะ” ป้าจอยเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ร้องเพลงไว้สั้น ๆ ว่า “เริ่มต้นร้องเพลงจากข้างบ้านมีตู้เพลง เค้าเปิดร้านขายลาบ เป็นร้านเพื่อน […]

หมอฟันใจบุญ เดินสายช่วยทำฟันฟรีให้ผู้ยากไร้ทั่วโลกได้ยิ้มสวยอีกครั้ง

คนเราไม่ว่าอาชีพใด สามารถเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ทุกวัน อย่างเช่น เฟลิเป้ รอซซี่ (Felipe Rossi) ทันตแพทย์ชาวบราซิลผู้นี้ ซึ่งก่อตั้งองค์กรไม่แสวงกำไร NGO Por1sorriso และออกเดินทางทั่วโลก เพื่อนำรอยยิ้มสดใสคืนสู่ใบหน้าของบรรดาผู้ยากไร้บนโลกใบนี้ฟรี ๆ โดยที่คนไข้ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว  (หมอฟันใจบุญ) เฟลิเป้ รอซซี่ อายุ 38 ปี เป็นทันตแพทย์ด้านความงาม เขาก่อตั้ง NGO Por1sorriso ขึ้นในปี 2016 และยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายระดมทุนอีกด้วย เฟลิเป้ต้องการจะช่วยผู้ยากไร้และผู้มีรายได้น้อยในชุมชนของเขา ในประเทศของเขา และเผื่อแผ่ไปทั่วโลกด้วย ความตั้งใจที่จะทำสิ่งดี ๆ ของเขาได้ทำให้เกิดผลในทางบวกอันยิ่งใหญ่กับชุมชนผู้ที่มีรายได้ต่ำทั้งหลาย ไม่เพียงแต่ในบราซิลบ้านเกิดเท่านั้น แต่รวมไปถึงเคนยา โมซัมบิก และที่อื่น ๆ อีกมากมาย ปรัชญาการทำงานของเฟลิเป้คือ ช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีปัจจัยในการดูแลตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่คิดค่าใช้จ่ายกับคนที่เขาทำฟันให้เลย ซึ่งเฟลิเป้เขียนไว้ในอิสตาแกรมส่วนตัวว่า โครงการของเขาจะแตกต่างกับโครงการแจกแปรงสีฟันและยาสีฟันฟรี  โดยตัวเขาและทีมงานจะออกตระเวนไปทั่วโลก เพื่อช่วยผู้ยากไร้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบทันตกรรม ทำศัลยกรรมแก้ไขและตบแต่งฟัน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีรอยยิ้มที่สวยงามอีกครั้ง ถึงแม้จะต้องขนย้ายอุปกรณ์ทำฟันที่มีน้ำหนักมากประมาณ 2 ตันไปทั่วทุกมุมโลก แต่ด้วยความมุ่งมั่น และการช่วยเหลือของเหล่าอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่กว่า 4,000 […]

สัจธรรมชีวิตให้คิดถึงความตาย…จากใบโพธิ์ที่ปลิดปลิว

ตอนเด็ก ๆ บ้านของผมอยู่ใกล้ต้นโพธ์ิขนาดใหญ่ (สัจธรรมชีวิต) ใต้ต้นโพธิ์เป็นที่ตั้งของศาลขนาดย่อม ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนละแวกนี้อย่างมาก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย เสียงเขย่าเซียมซีที่ดังอยู่เกือบตลอดวันและกลิ่นควันธูปที่ลอยโขมงไปทั่ว รบกวนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย เพราะต่างก็ทราบแก่ใจดีว่า ใครขืนโวยวายอาจถึงขั้นถูก ‘อัปเปหิ’ หรือขับไล่ออกนอกพื้นที่อย่างแน่นอน ยิ่งนานวัน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยิ่งเริ่มดังสอดประสานกับกลิ่นควันและเสียงที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ คนอื่นอาจอยู่ยาก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่ไม่มีใครบ่นถึงเลย ผมกลับรู้สึกหงุดหงิด นั่นคือ ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นทุกวัน ที่หงุดหงิดเพราะต้องคอยปัดกวาดอยู่ตลอด มิฉะนั้นใบโพธิ์อาจท่วมมิดบ้านภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 – 3 วัน ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล ใบโพธิ์ที่ร่วงรองลงมาเป็นสีเหลือง ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาน้อยที่สุดคือสีเขียว   การที่ต้องสู้รบปรบมือกับใบโพธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตของผมจดจ่ออยู่กับใบโพธิ์โดยไม่รู้ตัว และเริ่มมองเห็นบางสิ่งในนั้น   ใบโพธิ์สีน้ำตาลนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องกวาดทิ้งทั้งหมด ส่วนใบสีเหลืองกับใบสีเขียว ถ้าเราคัดใบที่สมบูรณ์มาทับไว้ในหนังสือ พอแห้งนำไปเคลือบพลาสติกสักหน่อย เอาไว้คั่นหนังสือก็ได้ หรือจะทำเป็นของที่ระลึกแจกเพื่อน ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะให้วิจิตรกว่านั้น ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อย ๆ รูดเอาเปลือกของใบออก จนเหลือแต่เส้นใยบาง […]

keyboard_arrow_up