Hire Heroes โครงการดีๆ เพื่อฮีโร่ตกงาน

ตอนที่ ชาร์ลี ฮอร์แกน (Charlie Horgan) นายทหารซึ่งถูกปลดประจำการเพราะบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในอิรักไปสัมภาษณ์งาน ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าชาร์ลีเป็นคนที่อ่านยาก เพราะเขาตอบทุกคำถามอย่างสั้น ๆ และตรงประเด็นสุด ๆ ราวกับคนไม่มีความรู้สึก ชาร์ลีเล่าภายหลังว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังมองหาคุณสมบัติแบบไหน ผมจึงพยายามแสดงความเป็นมืออาชีพให้มากที่สุด ตอนอยู่ในกองทัพไม่มีคนมานั่งสัมภาษณ์เพื่อดูว่าใครควรจะทำอะไร ถ้าเราไม่ได้อาสามาเองก็จะได้รับมอบหมายหน้าที่มาเลย” ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ไม่เปิดใจให้กว้าง ชาร์ลีอาจไม่ได้งานก็ได้ แต่ในวันนั้นพวกเขารู้ล่วงหน้าว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะได้ติดต่อชาร์ลีผ่าน องค์กรไฮร์ฮีโร่ส์ (Hire Heroes) มาแล้วนั่นเอง… ชาร์ลีอาจไม่สามารถแสดงทักษะบางอย่างที่มีอยู่ในคนทั่วไป แต่เขาก็มีความสามารถบางอย่างที่เหมาะกับงานจริง ๆ เช่น ความรับผิดชอบและความกล้าตัดสินใจที่ทำให้เขาได้งานไปในที่สุด ไฮร์ฮีโร่ส์เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ให้ความช่วยเหลือทหารสหรัฐอเมริกาที่ถูกปลดประจำการเนื่องจากบาดเจ็บหรือพิการให้สามารถหางานทำได้และกลับไปใช้ชีวิตพลเรือนอย่างราบรื่น และเป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงทั้งในด้านแง่คิดและความสำเร็จ นับจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ส่งทหารชายหญิงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภัยสงครามในประเทศต่าง ๆ มาโดยตลอด จึงมีทหารผ่านศึกจำนวนมากที่พิการหรือบาดเจ็บทั้งกายและใจที่ไม่สามารถหางานทำได้ จุดเริ่มต้นขององค์กรนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2004 เมื่อ สิบเอก จัสติน คัลลาแฮน (Sergeant Justin Callahan) ต้องสูญเสียขาซ้ายตั้งแต่บริเวณเหนือเข่าลงไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสนามกับระเบิดในประเทศอัฟกานิสถาน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงเจ็ดครั้งและต้องทำกายภาพบำบัดนานมาก ขณะที่จัสตินกำลังพักฟื้นอยู่นั่นเอง เขาก็ได้พบกับ จอห์น บาร์ดิส (John Bardis) […]

ไท่ หลี่หัว -ไม่มีอะไรหยุดยั้งความฝันได้… ตราบใดที่หัวใจยังแกร่ง

สิ้นเสียงปรบมือโห่ร้องอย่างกึกก้อง อากัปกิริยาแสดงถึงความชื่นชมของผู้ชมนับพันที่ถึงกับลุกขึ้นยืนเมื่อนักเต้นสาวเลือดมังกร “ไท่ หลี่หัว” แสดงจบ วินาทีนั้นเธอสัมผัสได้ทันทีว่า “นี่แหละฝันที่ฉันตามหา และโชคดีเหลือเกินที่ฉันไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเสียก่อน” ราวสี่สิบปีก่อน ครอบครัวเล็ก ๆ ในเมืองอี้ชาง มณฑลหูเป่ย ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ชื่อว่า เด็กหญิงไท่ หลี่หัว (Tai Lihua) ทารกน้อยคนนี้เกิดมาพร้อมกับน้ำเสียงที่กังวานไพเราะชนิดสะดุดหูทุกคนทันทีที่ได้ยิน (แม้จะเป็นแค่เสียงพูดอ้อ ๆ แอ้ ๆ ก็ตาม!) ยิ่งเมื่อเธอเริ่มร้องเพลงได้…ความโดดเด่นนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทว่าเพียงสองปีต่อมา ทุกอย่างก็กลายเป็นอดีต เมื่อเด็กหญิงป่วยหนักและมีไข้สูงจนเสี่ยงต่ออาการชักหมดสติ แพทย์จึงจำเป็นต้องฉีดยาปฏิชีวนะให้เธอเพื่อลดไข้อย่างเร่งด่วน แม้ตัวยาจะทำให้ไข้ลดลงก็จริง แต่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า เด็กหญิงไท่จะต้องสูญเสียการได้ยินไปตลอดกาลเพียงเพราะยาเข็มนั้น! เด็กหญิงไท่วัย 2 ขวบใช้ชีวิตในโลกเงียบมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล การได้คลุกคลีอยู่กับเพื่อน ๆ วัยเดียวกันทำให้เธอเริ่มรู้ว่า “เธอแตกต่างจากเพื่อน ๆ หูของเธอใช้งานไม่ได้” เด็กหญิงได้แต่ร้องไห้ด้วยความเสียใจกับความแตกต่างที่เธอเพิ่งสัมผัสเป็นครั้งแรก ห้าปีต่อมา ทางบ้านตัดสินใจส่งเด็กหญิงไท่ไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนหูหนวก ที่นี่เองที่เด็กหญิงได้สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการให้จังหวะ แม้ว่าจังหวะที่เธอสัมผัสได้นั้นจะเป็นเพียงการกระทืบเท้าลงบนพื้นแรง ๆ ซ้ ำ ๆ ของคุณครู […]

อานิ โลแซง ดอลมา จากดาราสาวสวยชื่อดังสู่ชีวิตภิกษุณีที่แสนสงบ

ยุคสมัยนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเป็นยุคแห่ง ความหล่อความสวย ยิ่งถ้าหล่อสวยใกล้เคียงกับดารานางแบบด้วยแล้ว จะยิ่งได้รับความนิยมชมชอบจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น จึงทำให้บรรดาร้านขายเครื่องสำอางและคลินิกศัลยกรรมผุดขึ้นมาใหม่มากมายราวกับดอกเห็ด และที่น่าแปลกใจคือ แทบทุกร้านล้วนมียอดการใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ในขณะที่เรามัวแต่สนใจเรื่องความงามของใบหน้าและพะวงกับการกระชับสัดส่วนอยู่นั้น กลับมีดารานางแบบสาวสวยคนหนึ่งของประเทศเนปาลยอมละทิ้งความงาม (ภายนอก) ทั้งชื่อเสียงและเงินตราทุกอย่างที่มี เดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบวชเป็น “ภิกษุณี” ภิกษุณีรูปนี้มีนามว่า อานิ โลแซง ดอลมา (Ani Losang Dolma) หรือนามเดิมคือ โคฮีนัว ซิงห์ (Kohinoor Singh) อดีตนักแสดงและนางแบบสาวชั้นแนวหน้าของประเทศเนปาล ซึ่งโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานนับสิบปี ในขณะที่ชีวิตในวงการบันเทิงกำลังดังถึงขีดสุดอยู่นั้น ดาราสาวผู้นี้กลับเลือกที่จะสละชีวิตทางโลกทั้งหมดโดยการบวชเป็นภิกษุณี ด้วยเหตุผลที่ว่า การบวชในพุทธศาสนาเหมาะกับวิถีชีวิตของเธอเองมากกว่าชีวิตทางโลก เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เรียบง่ายและเป็นความจริง ภิกษุณีดอลมากล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจบวชในพุทธศาสนาว่า “ฉันรู้สึกชื่นชมการเป็นภิกษุณีมาตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาที่พบเหล่าภิกษุณี ท่านดูมีความสุขและแต่งกายเหมือนเดิมเสมอ ดูเรียบง่าย ปราศจากสิ่งเหนี่ยวนำใจให้ตกต่ำ ต่างจากคนธรรมดาที่มักจะรักษาแต่ภาพลักษณ์ของตัวเอง มีกิเลสความอยากได้อยากมี จึงทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลง” สมัยที่ยังเป็นดารา ภิกษุณีดอลมามักรู้สึกว่างานที่ทำขัดต่อความเป็นตัวของตัวเองเสมอ อาจเป็นเพราะงานในวงการบันเทิงทำให้เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปร่วมงานปาร์ตี้และดื่มสังสรรค์ อีกทั้งยังมีเรื่องให้คนเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกว่างานที่ทำอยู่กลายเป็นภาระอันหนักหนาสาหัส แต่บัดนี้เมื่อสละทุกสิ่งและได้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ชีวิตของเธอกลับมีแต่ความสงบ เรียบง่าย “ช่วงแรกที่บวชไม่มีใครจำฉันได้เลย วันหนึ่งขณะกำลังเดินอยู่ มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งเล่นบาสเกตบอลกัน แล้วลูกบาสเกิดพลัดมาทางที่ฉันกำลังเดินอยู่พอดี พวกเขาคิดว่าฉันเป็นนักบวชชาย เลยขอให้ฉันช่วยโยนลูกบาสคืนให้” […]

แล้วเราก็หากันจนเจอ – เรื่องราวอัศจรรย์ของความรัก

แครอล แอนเดอร์สัน เป็นม่ายสาวซึ่งสามีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยสามสิบห้า ส่วนบ็อบ เอ็ดเวิร์คส ก็เป็นพ่อม่ายหนุ่มที่ภรรยาจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่ออายุได้ยี่สิบเก้า ชีวิตแต่งานของทั้งสองมีความสุขมาก ทั้งแครอลและบ็อบต่างก็ตั้งมั่นว่าคงจะรักใครหรือแต่งงานกับใครไม่ได้อีกแล้ว หลังครองตัวโดดเดี๋ยวแสนเจ็บปวดอยู่นานหลายปี ทั้งสองพบกันที่โบสถ์ในเย็นวันหนึ่งและรักกัน เมื่อทั้งคู่หมั้นหมายเละแต่งงานกัน พวกเขาบอกทุกคนว่า “เป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่เราได้มาเจอกัน” ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างแนบแน่น ชีวิตแต่งงานมีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือทัศนคติของทั้งสองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตตรงข้ามกัน แครอลชอบฝังมันไว้ ข้างบ็อบก็อยากจะค้นหา แครอลไม่อยากพูดถึงชีวิตแต่งงานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นของใคร ส่วนบ็อบกระหายอยากรู้ทุกรายละเอียดในชีวิตของแครอลก่อนที่ทั้งคู่จะพบกัน และรู้สึกเสียใจที่แครอลแสดงความไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง “ทำไมต้องปลุกคนที่ตายไปแล้วขึ้นมาด้วยล่ะ” แครอลมักพูดเช่นนี้เมื่อบ็อบดื้อกระเซ้าถาม “ควรเก็บความทรงจำไว้ ไม่ใช่ลบล้าง” เขามักพูดทำนองนี้ การณ์เป็นเช่นนี้นานหลายปี โดยแครอลเป็นผู้มีชัย ดังนั้นทั้งสองจึงไม่เคยแลกเปลี่ยนเรื่องราว รูปถ่าย หรือความทรงจำใด ๆ ในอดีตจากการแต่งงานครั้งแรกซึ่งกันและกันเลย สิบปีต่อมาแครอลเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแต่งงานมั่นคงพอที่จะต้านทานผลลบของเรื่องในอดีตได้ “โอเค” เธอบอกบ็อบในวันหนึ่ง “ฉันพร้อมที่จะคุยเรื่องเก่า ๆ แล้ว” เธอเริ่มเล่าชีวิตแต่งงานครั้งแรกให้บ็อบฟัง และหยิบอัลบั้มภาพถ่ายที่ซ่อนไว้ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันออกมาอวด “ภาพนี้ถ่ายตอนฮันนีมูน” เธอพูดพลางพลิกหน้าอย่างเร็ว “เราไปเที่ยวฝรั่งเศส โอ้…นี่ไง เราอยู่ที่ลอร์เดส” “คุณไปที่ลอร์เดสด้วยเหรอ” บ็อบถามอย่างสนใจ “เราก็ไปเหมือนกัน” “คงมีสักครึ่งโลกหรอกนะที่ไปลอร์เดส” แครอลหัวเราะ “ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลย ทุกคนต่างก็ไปขอพรที่นั่นทั้งนั้น” “เดี๋ยวก่อนแครอล พลิกกลับไปหน้าก่อนสิจ๊ะ” […]

นาธาน โวล์ฟ นักล่าไวรัสผู้ยิ่งใหญ่

คุณสมบัติสําคัญสําหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้คือ “การปรับตัว” แม้แต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างเชื้อไวรัสก็ต้องอาศัยวิธีการนี้เช่นกัน ทว่าการพัฒนาสายพันธุ์ของเชื้อโรคให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกลับกลายเป็นดาบสองคมสุดอันตราย เพราะเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายที่คร่าชีวิตทั้งคนและสัตว์มานักต่อนัก หนทางเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดคือ ต้องรู้จักเชื้อโรคให้ได้ก่อนที่มันจะมาเยือนเรา! หลังคว้าปริญญาตรีด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา นาธาน โวล์ฟ (Nathan Wolfe) บัณฑิตหนุ่มชาวอเมริกัน ตั้งใจจะศึกษาต่อปริญญาโทและเอกด้านมานุษยวิทยาและชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เพราะเขาเคยฝันไว้ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมให้ได้ แต่แล้วทริปที่เขาเดินทางไปเก็บข้อมูลเรื่องการป่วยของลิงชิมแปนซีที่ประเทศอูกันดา เมื่อค.ศ.1990 ก็ทําให้ฝันนั้นต้องสะดุดลง เมื่อโวล์ฟเกิดความสนใจเรื่องเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์และการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจากสัตว์มาสู่คนเป็นอย่างมาก ยิ่งได้รู้ว่าบรรดาไวรัสที่เราไม่รู้จักมาก่อนมีพิษสงมากมายแค่ไหนและทําให้เกิดโรคร้ายชนิดใดขึ้นมาบ้าง โวล์ฟก็ยิ่งสนใจจะศึกษาหาความรู้ด้านนี้ให้มากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อสิ้นสุดทริปที่อูกันดา โวล์ฟจึงตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมาเรียนสาขาภูมิคุ้มกันวิทยาและการแพร่ระบาดของเชื้อโรคแทน พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะทํางานด้านนี้ต่อไปในอนาคตด้วยความมุ่งมั่นว่า “ถ้าเรารู้จักเชื้อไวรัสก่อนที่มันจะมาทําร้ายเราก็คงจะดีไม่น้อย เพราะเราจะได้หาวิธีป้องกันตัวให้ห่างจากโรคได้ รวมถึงสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไปได้อีก” ทั้งที่รู้ดีว่าเส้นทางใหม่ที่เขาเลือกเดินไม่ได้เรียบหรูดูดี ที่ทํางานของเขาไม่ใช่ห้องแล็บทันสมัยมีชื่อเสียงระดับโลก หากแต่เป็นดินแดนที่เข้าถึงได้ยากลําบาก บางวันอาจต้องย่ำเดินในพื้นที่อันชื้นแฉะ ในขณะที่บางวันอาจต้องเผชิญกับอากาศร้อนที่แทบจะเผาไหม้ร่างกายให้เป็นจุล แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อันตรายมากเท่ากับวิธีการทํางานของโวล์ฟที่เหมือนเอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้ายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเก็บตัวอย่างเลือดสัตว์ป่า การเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ที่สัมผัสเลือดสัตว์โดยตรง (ผู้ฆ่า ผู้ชําแหละ หรือผู้บริโภค) หรือการวิเคราะห์ตรวจสอบชนิดของเชื้อไวรัส เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมาในขั้นตอนใดแม้แต่นิดเดียว เขาก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสชนิดนั้น ๆได้ทันที ทว่าแม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน โวล์ฟก็ไม่เคยคิดที่จะ “หยุด” ทําภารกิจตรงหน้านี้เลยสักครั้ง แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะเคยถูกมาลาเรียเล่นงานจนอาการปางตายมาแล้วก็ตาม กว่า 10 ปีที่โวล์ฟออกเดินทางอย่างกล้าหาญเพื่อตามล่าหาไวรัสในเขตป่าฝนที่แคเมอรูน แอฟริกา เอเชียใต้ จีน […]

“แมคาเดเมีย” คุณค่าที่มาพร้อมมูลค่า

ในโลกสังคมทุนนิยม บ่อยครั้งที่มูลค่ามักเป็นตัวชี้วัดกำหนด คุณค่า ยิ่งสิ่งใดหากมองดูโดยผิวเผินแล้วไม่เห็นประโยชน์…สิ่งนั้นก็ย่อมไร้ทั้งมูลค่าและคุณค่า หากแต่กฎเกณฑ์นี้คงใช้ไม่ได้กับถั่วเปลือกหนาที่สุดในโลกอย่าง “แมคาเดเมีย” กว่าที่ ถั่วแมคาเดเมีย (Macadamia nut) จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะถั่วที่มีความหอม กรอบ มัน สุดอร่อยอย่างทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อมีผู้นำไม้ป่าชนิดนี้ออกเดินทางจากถิ่นกำเนิดแถบภาคตะวันออกของออสเตรเลีย * ไปยังมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อค.ศ. 1990 ทว่าการมาถึงของแมคาเดเมียในครั้งแรกนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะของอาหาร แต่กลับอยู่ในฐานะของ ไม้ยืนต้นที่ทำหน้าที่เป็นแนวกันลมให้แก่ไร่อ้อยของชาวฮาวาย เพราะความที่มีลำต้นสูงใหญ่ กิ่งก้านใบแข็งแรงนั่นเอง ตราบจนสี่สิบปีให้หลัง สถานีวิจัยเกษตรแห่งฮาวายจึงเกิดความคิดว่า ภายใต้เปลือกแข็ง ๆ หนา ๆ ของผลแมคาเดเมียน่าจะมีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่ พวกเขาลองกะเทาะเปลือกหนาออกมา จึงได้รู้ว่า เนื้อในของแมคาเดเมียนั้นหอม มัน และอร่อยเป็นที่สุด แถมยังมีคุณค่ทางโภชนาการสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ ในโลก แมคาเดเมีย มีโปรตีน เส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มพอลิฟินอล แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ ที่สำคัญคือ ไม่มีคอเลสเตอรอล และช่วยลดไขมันเลวในเส้นเลือดได้ แมคาเดเมียจึงเลื่อนขั้นขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจในฮาวายอย่างรวดเร็ว […]

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ เมื่อรู้แจ้งชัดว่าชีวิตและความตายคือสิ่งเดียวกัน ย่อมพ้นจากความกลัวทั้งปวงและเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง การดำเนินชีวิตของปุถุชนล่องลอยไปตามกระแสของสังสารวัฏแห่งการเกิดและการตาย และความน่าสะพรึงกลัวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะเราไม่เห็นโทษภัยของสังสารวัฏ จึงมีแต่ปัญหาอันหาที่สุดมิได้ การดำเนินชีวิตของวิสุทธิบุคคลย่อมนำไปสู่ทัศนะที่ถูกต้อง เป็นการเรียนรู้ตนเองที่กำลังดำเนินอยู่ในสังสารวัฏจนเกิดความเข้าใจที่แท้จริงจากประสบการณ์ตรงต่อสัจจะ เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจจักรวาลตามที่มันเป็น จนจิตใจเป็นอิสระจากความยึดถือในสิ่งที่เคยสำคัญผิดทั้งปวง สภาวะตามที่รู้แจ้งชัดในขณะบำเพ็ญภาวนาคือประสบการณ์ที่เป็นกัลยาณมิตรอันประเสริฐ เราจึงจำเป็นต้องแสวงหามันเพื่อเป็นประทีปส่องทางของชีวิต ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ** (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นที่พึ่ง) เพื่อสั่งสมบ่มเพาะอริยทรัพย์และความเจริญยิ่งในธรรม เราต้องตระเตรียมพวงแพเพื่อใช้ข้ามสายธารอันเชี่ยวกรากแห่งสังสารวัฏ ด้วยการเจริญจิตตภาวนาโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนิกายใด ศาสนาใด ย่อมกำจัดอุปสรรคและขวากหนามทั้งปวงลงได้ คำสอนของพระพุทธองค์ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นพัน ๆ ปี แต่ก็ยังคงความมั่นใจมาให้แก่ผู้เข้าถึงความจริงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้แจ้งชัดว่าชีวิตในทุกขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่คือความเป็นพุทธะ (ความสิ้นสุดของอัตตาตัวตน)   **ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมป็นที่พึ่ง) ที่มา : ทีมนิกาย มหาวรรค…ไตร-เล่มที่ 10 ข้อ 93 หน้า 119   ที่มา  ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ Photo by […]

เควิน วอร์วิก มนุษย์ยนต์คนแรกของโลก

เควิน วอร์วิก มนุษย์ยนต์คนแรกของโลก คุณผู้อ่านคงเคยฝันอยากเป็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่ Secret เชื่อว่าความฝันของคุณคงไม่เหมือนของชายผู้นี้ “ผมมีเป้าหมายอย่างหนึ่งในชีวิต นั่นคือผมอยากจะเป็นหุ่นยนต์ หรือเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่มีสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งเครื่องจักร” แม้ความฝันนี้ของ ศาสตราจารย์ ดร.เควิน วอร์วิก (Kevin Warwick) จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ปัจจุบันเขาก็พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า “เขาทำได้ “ เควิน วอร์วิก เกิดที่เมืองคอเวนทรี (Coventry) สหราชอาณาจักร ด้วยความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียนหนังสือเมื่ออายุเพียง 16 ปี เพื่อร่วมงานกับ บริติชเทเลคอม (British Telecom) และเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 22 ปื อีกทั้งยังเก่งกาจจนคว้าปริญญาเอกจาก อิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) ได้ในเวลาต่อมา ด้วยความหลงใหลในความมหัศจรรย์ของเครื่องจักรที่สามารถทำสิ่งต่าง ๆได้เหนือมนุษย์ ดร.เควินจึงค้นคว้าเกี่ยวกับการดัดแปลงร่างกายของมนุษย์เพื่อให้สามารถสั่งงานอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ได้โดยใช้เพียงแค่ความคิดเท่านั้น ที่สำคัญ ดร.เควินไม่ได้ขอแรงอาสาสมัครที่ไหน หากแต่ใช้ตัวของเขาเองในการทดลอง วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1998 เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการผ่าตัดฝังชิปลงไปบริเวณต้นแขนของ […]

โอลก้า สปีแรนสกายา กับภารกิจ “คืนชีวิตให้สิ่งแวดล้อม”

โอลก้า สปีแรนสกายา กับภารกิจ “คืนชีวิตให้สิ่งแวดล้อม” ภายหลังการล่มสลายของ “สหภาพโซเวียต” เมื่อ 29 ปีก่อน นอกจากโลกจะได้ต้อนรับ 14 ประเทศน้องใหม่ซึ่งล้วนเป็นอดีตรัฐที่ขอแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตแล้ว ยังเป็นการกลับมาอีกครั้งของ “รัสเซีย” ยักษ์ใหญ่ที่ถูกล้มล้างอำนาจไปในอดีตอีกด้วย ประชาชนทั้ง 15 ประเทศต่างตื่นเต้นยินดีในอิสรภาพครั้งนี้ โดยแทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่า “ระบอบคอมมิวนิสต์” ที่เคยครอบงำสหภาพโซเวียตครั้งเก่าก่อนได้ทิ้ง “ระเบิดเวลา” จำนวนมหาศาลไว้ทั่วทุกแห่ง กว่าจะรู้ตัว ระเบิดเวลาเหล่านั้นก็ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนนับพัน ๆ ราย! โอลก้า สปีแรนสกายา (Olga Speranskaya) นักวิทยาศาสตร์ทางสมุทรศาสตร์ชาวรัสเซียเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลานั้นสืบเนื่องมาจาก “ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์” นั่นเอง ครั้งนั้นสหภาพโซเวียตต้องการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจตามหลักคอมมิวนิสต์ ด้วยการ “เร่ง” กำลังการผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ภาคแรงงานทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องหา “ตัวช่วย” เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้ปริมาณมากที่สุดในเวลาอันจำกัด ซึ่งพวกเขาเลือกใช้ “สารเคมีนานาชนิด” สหภาพโซเวียตสั่งนำเข้าสารเคมีจากผู้ผลิตหลายแห่งทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จนว่ากันว่า เวลานั้นสารเคมีทั่วทั้งสหภาพโซเวียตมีปริมาณมากถึงร้อยล้านตัน! และน่าจะมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ทว่าหลังกระบวนการผลิต สารเคมีเหล่านั้นกลับไม่ได้หายไปไหน ส่วนหนึ่งปนเปื้อนอยู่ในผลผลิต อีกส่วนเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตและถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี ในที่สุดสารเคมีเหล่านั้นก็กลายเป็นระเบิดเวลาสุดอันตรายที่รอจังหวะทำร้ายมนุษย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ข้อมูลที่น่าตกใจเหล่านี้ สปีแรนสกายาได้เขียนตีแผ่ลงในบทความเรื่อง […]

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

“เชื่อมั่นในความดี” ยุ้ย – จีรนันท์ มะโนแจ่ม

“เชื่อมั่นในความดี” ยุ้ย – จีรนันท์ มะโนแจ่ม ชีวิตที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่มาจากการ “คิดดี ทำดี” เช่นเดียวกับชีวิตของ ยุ้ย – จีรนันท์ มะโนแจ่ม นักแสดงสาวผู้เชื่อมั่นว่า ผลของ “ความดี” ไม่เพียงนำ “ความสุข” มาให้เธอเท่านั้น แต่ยังมอบสิ่งมีค่าให้ชีวิตมากมาย แม้ว่าเธอจะเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม ชีวิตครอบครัวในวัยเด็กเป็นอย่างไรคะ ยุ้ยเกิดในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่กับคุณตาคุณยาย ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะท่านต่างไปมีครอบครัวใหม่ แต่คุณแม่ก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน ยังมาหาตลอด เพียงแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ยุ้ยมีพี่สาวอีกสองคน พี่สาวคนโตอายุห่างกับยุ้ย 10 ปี พี่คนกลางห่างกัน 6 ปี ยุ้ยเป็นน้องเล็กที่สุด ทุกคนใจดี คอยดูแลยุ้ยอย่างดีมาตลอด เมื่อก่อนครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร จะเรียกว่าจนก็ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากยากเข็ญ คุณตาเป็นยาม คุณแม่รับจ้างทุกอย่าง แต่พอยุ้ยเริ่มโต คุณตาได้ทำงานบริษัท จึงพอมีรายได้มากขึ้น คุณยายเป็นคนเลี้ยงยุ้ยตั้งแต่เด็ก ๆ ยุ้ยต้องกินน้ำข้าวแทนนมแม่ แต่ที่บ้านใช้หม้อข้าวไฟฟ้า พี่สาวสองคนต้องไปขอน้ำข้าวจากข้างบ้านที่หุงข้าวด้วยเตาถ่าน คุณยายก็เอาน้ำข้าวมาต้มใส่เกลืออีกนิดหน่อยให้พอมีรสชาติ ส่วนพี่สาวทั้งสองคนมีหน้าที่ป้อนน้ำข้าว […]

การเมือง … เรื่องเล็ก?

ย้อนไปในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างที่ผมบวชเป็นพระอยู่นั้น ผมและเพื่อนพระใหม่ด้วยกันได้มีโอกาสนั่งรถติดตามพระอาจารย์ของพวกเราไปที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยพระอาจารย์ดูแลพระใหม่ (กว่า) ซึ่งเพิ่งเข้าอุปสมบทหมู่สด ๆ ร้อน ๆ กันเป็นจำนวนมาก ขณะนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองในกรุงเทพฯยังร้อนระอุและยังคงลุกลามมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางที่นั่งรถข้ามกรุงเทพฯออกไปนอกเมือง รถของพวกเราต้องติดอยู่บนทางด่วนนานมาก เพราะวันนั้นมีการเดินขบวนและปะทะกันในหลายพื้นที่ ด้วยความกังวลว่าจะไปถึงที่พักช้ากว่ากำหนด พวกเราพระใหม่ก็พูดกันเล่น ๆ ว่า ที่จริงเราก็ไม่ได้ไปทำกรรมดีกรรมชั่วเกี่ยวข้องอะไรกับเขา ทำไมถึงต้องมารับกรรมรถติดไปกับเขาด้วย พระอาจารย์ท่านนั่งฟังอยู่ด้วยก็เลยหันมาพูดยิ้ม ๆ ว่า ถึงกายเราไม่ได้ไปทำอะไรกับเขา แต่ใจเราก็เข้าร่วมทำกรรมกับเขาไปแล้วใช่ไหม เราถึงโดนหางเลข “เศษกรรม” ลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปกับเขาด้วย ตอนนั้นพวกเราพระใหม่ก็ว่าจริงของพระอาจารย์ ก่อนหน้าที่จะบวช (หรือตอนที่เป็นพระอยู่ก็เถอะ) ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปเข้าร่วมขบวนการต่อต้านประท้วงอะไรกับเขา แต่ใจเราก็ยังแอบเชียร์ แอบชม แอบด่าฝ่ายนั้นฝ่ายนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ใจเราเข้าร่วมเวรร่วมกรรมไปกับเขาแล้วจริง ๆ นั่นแหละ ก็คงไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะต้องเข้าร่วมรับผลเวรผลกรรมไปกับเขาด้วย แม้จะไม่ได้รุนแรงเท่ากับคนที่เข้าไปสร้างกรรมเองจริง ๆ ก็เถอะ กว่าหนึ่งปีจากวันนั้น เหตุการณ์บ้านเมืองแม้จะคลี่คลายลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องร้อนระอุให้ประชาชนอย่างเราๆ ได้ติดตามและร่วมลุ้นกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปอีกบ้าง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ผ่านมาที่เปิดโอกาสให้เราใช้สิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศ เพียงแค่ในช่วงค่ำของวันเลือกตั้ง เมื่อเริ่มมีการประกาศผลการเลือกตั้ง […]

มัลกอร์ชาตา กอร์สกา นักอนุรักษ์ตัวเล็กๆ ผู้กล้าล้มโครงการยักษ์ของรัฐบาล

ว่ากันว่า “ชีวิตที่มีคุณค่าคือชีวิตที่เกิดมาเพื่อผู้อื่น” แม้แต่ต้นหญ้าที่เรามักมองกันว่า “ไร้ค่า” ก็ยังเกิดมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น นับตั้งแต่หญ้าแต่ละต้นที่แตกใบออกเป็นต้นอ่อน จนกระทั่งชูยอดอวดระบัดใบ หรือแม้แต่เมื่อต้นหญ้าตายลง หญ้าแห้ง ๆ ต้นนั้นก็ยังคงเป็นประโยชน์แก่ผืนโลกต่อไป… จะว่าไปแล้วในโลกที่ยึดถือวัตถุนิยมเป็นใหญ่ ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยอำนาจและสถานภาพทางสังคม ผู้เป็นใหญ่มักได้รับการเทียบเคียงให้เป็นขุนเขาอันยิ่งใหญ่สูงเทียมฟ้า ชีวิตของ มัลกอร์ชาตา กอร์สกา (Malgorzata Gorska) นักกิจกรรมและนักอนุรักษ์ชาวโปแลนด์ก็คงไม่ต่างอะไรจากตันหญ้าเล็ก ๆ เรี่ยดิน     ค.ศ.1996 หลังจากรัฐบาลโปแลนด์ประกาศโครงการก่อสร้างถนนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า“เวียบอลติคา (Via Baltica)” เพื่อเชื่อมนครเฮลซิงกิกับนครวอร์ชอว์เข้าด้วยกัน ครั้งนั้นแม้นักวิชาการนักอนุรักษ์จะพยายามคัดค้านโครงการดังกล่าว เพราะมันจะสร้างความเสียหายอย่างไม่อาจประเมินได้ให้กับพื้นที่ หุบเขารอสพูดา (Rospuda Valley) ซึ่งเป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางนิเวศวิทยาสูงสุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเป็นบ้านหลังสุดท้ายของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น นกอินทรีหางขาว กวางใหญ่ หมูป่า แมวป่า ฯลฯ ครั้งนั้นแม้วาการคัดค้านระดับภายในจะไม่เป็นผลใด ๆ “เพราะรัฐบาลโปแลนด์ยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม แต่โชคยังดีว่าโครงการไม่สามารถเริ่มการก่อสร้างได้ด้วยเหตุติดขัดบางประการ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 5 ปี “ฮีโร่”กู้วิกฤติรอสพูดาก็ปรากฏตัวขึ้น…ฮีโร่ซึ่งเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ชื่อว่า มัสกอร์ชาตา กอร์สกา หลังจากกอร์สกาซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์นกแห่งโปแลนด์ได้เดินทางไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของรอสพูดาด้วยตนอง […]

อานิสงส์จากการปฏิบัติธรรมมีจริง

อานิสงส์จากการ ปฏิบัติธรรม มีจริง แม้วันเวลาจะล่วงเลยมาแล้วถึง 17 ปี แต่ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี  (ปฏิบัติธรรม) เช้าวันนั้นผมตื่นนอนประมาณ 6.00 น. รู้สึกแขนขวาชา ความคิดแรกคือ ผมคงจะนอนทับแขนนาน พอลุกจากที่นอนก็หยิบแปรงมาหวีผม ปรากฏว่าแขนขวาไม่มีแรง จึงเดินลงมาชั้นล่างเพื่อถอยรถออกจากบ้าน (บ้านเป็นตึกแถว) พอเหยียบคันเร่ง รถพุ่งออกจากบ้านอย่างแรงจนเกือบชนประตูเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม เนื่องจากขาขวาเหยียบคันเร่งแล้วไม่ยอมถอน ผมลงจากรถแบบงง ๆ เอ…เราเป็นอะไรนี่ เช้านี้รู้สึกแปลก ๆ รีบไปนอนพักบนโซฟาในห้องรับแขก พอสาย ๆ เริ่มพูดไม่ค่อยได้ ลิ้นแข็ง แขนและขาไม่มีแรง มึนศีรษะเล็กน้อย เห็นท่าจะไม่ค่อยดี ผมจึงรีบนั่งแท็กซี่ไปหาหมอ (ไม่กล้าขับรถเอง) พอถึงโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วรีบให้ยา พร้อมกับบอกว่าผมเป็นอัมพฤกษ์ ผมใจหายวูบ เป็นไปได้อย่างไร ผมเพิ่งจะอายุ 43 ปีเอง ความคิดสับสนไปหมด หลังจากนั้นหมอเอาผมเข้าตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่ามีเส้นเลือดตีบในสมอง หมอบอกว่า ถ้าผมมาช้าอีกสองสามชั่วโมงเส้นเลือดในสมองที่ตีบอาจแตกได้ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตก็จะค่อนข้างสูง เจ็ดวันที่อยู่โรงพยาบาล ผมนอนรับยาละลายลิ่มเลือดผ่านทางสายน้ำเกลือ ต้องให้ภรรยาคอยป้อนอาหารและน้ำ ระหว่างอยู่โรงพยาบาล หมอมาตรวจอาการเพิ่มเติม […]

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ – ขอทำความเข้าใจกับนักปฏิบัติดังนี้ การพิจารณาด้วยปัญญานั้น จะพิจารณาได้ทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ใช้ปัญญาพิจารณาได้ทั้งนั้น และก็เป็นอุบายการพิจารณาอย่างเดียวกัน ส่วนอุบายที่นำมาพิจารณานั้นต้องอาศัยเหตุการณ์ที่เป็นหลักความจริงและพิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป การพิจารณากายต้องยกเอาธาตุ 4 ขันธ์ 5 มาเป็นต้นเหตุ และอาศัยสัญญา สมมติเป็นแนวทางของปัญญาไปก่อน ถ้าไม่อาศัยสัญญาและสมมติเป็นเหตุแล้ว การใช้ปัญญาก็จะขยายออกไปไม่ได้ เหมือนกันกับเด็ก ถ้าไม่มีที่เกาะพอพยุงตัวช่วยแล้ว การยืน การเดิน ก็จะล้มตัวได้ง่าย ถ้ามีที่เกาะพอพยุงช่วยตัวเองได้ เด็กก็จะค่อย ๆ ฝึกตัวเองให้ยืนเดินไปได้จนกว่ากำลังกายและความชำนาญพร้อมแล้ว ถึงจะไม่มีสิ่งอื่นช่วยก็ลุกเดินไปได้โดยกำลังตัวเองอย่างคล่องตัวนี้ฉันใด การฝึกปัญญาในช่วงแรกนั้น ก็ต้องอาศัยสัญญาและสมมติมาเป็นหลัก เพื่อเป็นสนามฝึกให้ปัญญาเกิดความเคยชินและชำนาญในการค้นคิดให้ถูกกับความเป็นจริง เรียกว่าจริงสมมติฉันนั้น ถึงจิตยังไม่ยอมรับความจริงตามปัญญาก็ตาม การพิจารณาก็ต้องค้นคิดกันไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนเด็กที่เรียนหนังสือในขั้นต้น เด็กยังไม่เข้าใจในหลักการและยังไม่เข้าใจในการสอนของครู แต่ครูก็ต้องสอน อธิบายวิชาต่าง ๆ ให้เด็กฟังอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายครั้งหลายหนจนเด็กเกิดความเคยชิน ความรู้และวิชานั้น ๆ ครูสอนไปอย่างไร ความเข้าใจของเด็กก็จะค่อยซาบซึ้งเข้าไปในหัวใจเด็กได้นี้ฉันใด การใช้ปัญญาสอนจิตก็ต้องอาศัยความหมั่น […]

“ปาฏิหาริย์บนเทือกเขาแอนดีส” วิกฤตคนกินเนื้อคนเพื่อเอาชีวิตรอด

วันที่ 13 ตุลาคม 1972 สายการบินอุรุกวัย แอร์ฟอร์ซ เที่ยวบินที่ F-227 บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 45 ชีวิต ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากเมืองเมนโดซา ประเทศอุรุกวัย ไปยังประเทศชิลี ผู้โดยสารทั้งหมดคือนักกีฬารักบี้แห่งมหาวิทยาลัยสเตลลามารีส์คอลเลจ (ปาฏิหาริย์บนเทือกเขาแอนดีส) กัปตันทีมวัยเกือบ 23 ปีอย่าง นานโด ปาร์ราโด (Nando Parrado) รู้จักความหมายของมิตรภาพเป็นอย่างดี เพราะสิ่งสำคัญที่สมาชิกในทีมเข้าใจตรงกันก็คือ ““เมื่อใครคนใดคนหนึ่งล้มลง เพื่อนร่วมทีมที่เหลือต้องเข้ามาปกป้องอย่างดีที่สุด”” นานโดเล่าว่า บรรยากาศบนเครื่องบินในวันนั้นคล้ายกับเที่ยวบินหรรษา เพื่อน ๆ ลุกจากที่นั่งเดินทักทายกันไปทั่ว มีกลุ่มหนึ่งนั่งเล่นไพ่อยู่ท้ายลำ อีกกลุ่มหนึ่งปาบอลรับส่งกันไปมา เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังลั่น นอกจากนักกีฬาแล้วยังมีโค้ชและญาติ ๆ ของนักกีฬา รวมทั้งแม่และน้องสาวของนานโดด้วย นี่คงเป็นเกมการแข่งขันที่สนุกสนานอีกเกมหนึ่งถ้าเพียงแต่มันได้เกิดขึ้น! แต่…ความเป็นจริงก็คือ เครื่องบินลำนี้ตกบนเทือกเขาแอนดีสในเขตประเทศอาร์เจนตินา จุดที่ตกอยู่สูงกว่าระดับทะเลถึง 12,000 ฟุต (3,659 เมตร) ลำตัวเครื่องบิน ส่วนปีก และส่วนท้ายฉีกขาดออกจากกัน มีผู้เสียชีวิตทันที 12 คน และผู้รอดชีวิตจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ นานโดแทบไม่รู้สึกตัวตลอด […]

“จิตสัมผัส” เมื่อพระพุทธคุณบังเกิดขึ้นในจิต – ครูหนุ่ย งามจิต มุทะธากุล

ครั้งหนึ่งในฤดูหนาว ครูไปเข้ากรรมฐานที่วัดแห่งหนึ่ง พักในกุฏิหลังสุดท้าย ที่วัดนี้รับประทานอาหารมื้อเดียว พอถึงเวลาอาหาร ครูก็เดินไปตักอาหารใส่กะละมังสีขาวรวม ๆ กันไป แล้วก็เดินกลับไปนั่งรับประทานที่กุฏิ เวลาที่ครูไปเข้ากรรมฐาน ครูจะปิดวาจา ไม่พูดไม่คุยกับใคร สำรวมตา ไม่สอดส่ายสายตามองโน่นมองนี่ สำรวมหู ไม่เงี่ยหูฟังเสียงพูดคุยของคนอื่น สำรวมใจ คอยดูจิตไม่ให้ฟุ้งไปตามอารมณ์ เรียกว่า สำรวมอินทรีย์ ให้จิตมีสติรู้อยู่ภายในกายภายในใจของเราเท่านั้น (จิตสัมผัส) การสำรวมอินทรีย์นี้เป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติธรรมมาก แต่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักไม่เคร่งครัดในการนี้ ความจริงสำนักปฏิบัติธรรมที่ดี ๆ ท่านก็บอกไว้แล้วทั้งนั้นว่าให้งดพูด แต่ไม่ค่อยจะปฏิบัติกัน มุ่งแต่การปฏิบัติในห้องกรรมฐานอย่างเดียว พอออกจากห้องกรรมฐานหรือห้องปฏิบัติรวมบ้างก็เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย บ้างก็แอบคุยกัน บ้างก็แอบเขียนแอบจด สติจึงไม่ต่อเนื่อง สมาธิไม่รวม ขาด ๆ วิ่น ๆ จิตไม่ตั้งมั่น การปฏิบัติธรรมจึงไม่สัมฤทธิผล ทำให้เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ปฏิบัติธรรมมาตั้งนานไม่เห็นจะได้อะไรเลย” ยังขี้โกรธเหมือนเดิม ปากมากเหมือนเดิม ชอบนินทาเหมือนเดิม ขี้อิจฉาเหมือนเดิม ยังถือตัวถือตน ดูถูกคนเหมือนเดิม ไปมากไปบ่อย แต่ปฏิบัติจริง ๆ น้อย ก็ได้มรรคได้ผลตามเหตุปัจจัย เช้าวันนั้นพระท่านบิณฑบาตได้อาหารมาไม่มากนัก ครูตักข้าวกับผัดถั่วฝักยาวมารับประทาน […]

จิตวิญญาณบุญชู…ที่เวียดนาม – วิชัย จงประสิทธิ์พร

—-1—- เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมยังเป็นเด็กเล็กนัก ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง ““บุญชูผู้น่ารัก”” อันเป็นภาคแรกของ “”บุญชู”” (ตอนนี้“บุญชู” มีถึงภาค 9 แล้ว ก็คงพอคาดเดาอายุของผู้เขียนได้!) ฉากที่ประทับใจมากเป็นฉากธรรมดาทั่วไป เป็นมุกตลกผ่าน ๆ และดูเหมือนจะไร้สาระเสียด้วยซ้ำ แต่คนก็ฮากันทั้งโรง และที่สำคัญสารบางอย่างที่อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้สร้าง ““บุญชู”” ต้องการจะบอกในหนังเรื่องนี้ ได้ฝังอยู่ในตัวของเด็กชายเอก – วิชัยโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นสำนวนของทันตแพทย์สม สุจีรา ก็ต้องเรียกว่า “”ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก”” ฉากนั้นเป็นตอนที่ “”บุญชู บ้านโข้ง”” หนุ่มสุพรรณฯเข้ามาเมืองกรุงครั้งแรก แล้วตะแกข้ามถนนไม่เป็น ได้แต่เงอะ ๆ งะ ๆ อยู่ริมฟุตปาธ รถราในเมืองกรุงก็อย่างที่รู้ว่าแล่นฉวัดเฉวียนไปมาไม่เกรงใจใคร หนุ่มบุญชูเกิดอาการกลัว ในขณะเดียวกันก็ต้องข้ามไปอีกฝั่งเพื่อทำธุระให้ได้ ร้อนถึงหนุ่มอีสานคนขับรถตุ๊ก ๆ คันหนึ่งแกขับเข้ามาจอดรับบุญชู บุญชูก็งง ๆ แต่ก็ก้าวขึ้นรถไป แล้วรถตุ๊ก ๆ คันนั้นก็พาบุญชูข้ามมาถึงถนนอีกฝั่งหนึ่งจนได้ จำได้ว่าคนดูส่วนใหญ่ซึ่งคงเป็นคนกรุงฮากันลั่นทั้งโรง คงเพราะเป็นภาพแปลกตาที่รถตุ๊ก ๆ คันหนึ่งขับในระยะเวลาและระยะทางอันแสนสั้น เพียงแค่จากฝั่งถนนหนึ่งไปยังอีกฝั่ง […]

keyboard_arrow_up