เอริน กรูเวลล์ ครูผู้เปลี่ยนเด็กเกเรให้กลายเป็นนักเขียนเพื่ออิสรภาพ

เอริน กรูเวลล์ (Erin Gruwell) รู้ดีว่าการปลุกปั้นเด็กสักคนนั้นยากเย็นขนาดไหน ฤดูใบไม้ร่วงปี 1994 เอรินเริ่มงานสอนครั้งแรกที่ วู้ดโรว์ วิลสัน ไฮสกูล แคลิฟอร์เนีย ห้อง 203 ที่เธอรับผิดชอบประกอบด้วยเด็กอายุราว 14 – 15 ปีหลายเชื้อชาติ เช่น แอฟริกัน-อเมริกัน ละตินอเมริกัน กัมพูชา เวียดนาม และอเมริกัน เด็กๆ จับกลุ่มกันเป็นแก๊งตามเชื้อชาติ หลายคนในห้องนี้เคยอยู่ในสถานกักกัน ครอบครัวแตกแยก พกอาวุธ เสพยา และถูกผู้ใหญ่ตราหน้าว่า ““เหลือขอจนหมดทางสอน”” ทุกๆ วันเมื่อเดินออกจากโรงเรียน พวกเขาต้องเจอกับคู่อริที่พร้อมจะหยุดทุกปัญหาด้วยลูกกระสุน เอรินอดทนสอนอะไรต่อมิอะไรอย่างที่ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษควรสอน แม้จะไม่ค่อยมีใครตั้งใจฟัง แต่แล้ววันหนึ่งความอดทนของเธอก็สิ้นสุด เมื่อนักเรียนพากันส่งกระดาษวาดภาพล้อเลียนเพื่อนที่เป็นคนผิวดำไปทั่วห้องอย่างสนุกสนาน เธอเล่าด้วยเสียงปวดร้าวว่า นาซีก็ใช้วิธีเผยแพร่ภาพชาวยิวที่มีจมูกงองุ้มเพื่อสร้างความเกลียดชัง ก่อนจะนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวผู้บริสุทธิ์นับล้าน เอรินช็อกมากยิ่งขึ้นเมื่อนักเรียนเกือบทั้งห้องไม่รู้จักว่า ““การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”” คืออะไร ทั้งที่เกือบทุกคนยอมรับว่าเคยถูกไล่ยิง   หลังจากวันนั้นเอรินพยายามหาวิธีใหม่ๆ นอกกรอบมาสอนเด็กๆ เช่น เล่นเกมที่ทำให้พวกเขาค่อยๆ เข้าใจว่า แม้คนเราจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน […]

การบรรยายครั้งสุดท้ายของ แรนดี้ พอสช์ ผู้เขียน The Last Lecture

เคยคิดเล่นๆ ไหมว่า ถ้าเหลือเวลาบนโลกเพียงไม่กี่เดือน คุณจะทำอะไร แรนดี้ พอสช์ ดอกเตอร์แรนดี้ พอสช์ (Randy Pausch) ไม่ได้แค่คิด เมื่อทราบจากหมอว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 2 – 3 เดือนเท่านั้น เนื่องจากมะเร็งตับอ่อนลุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว เพียงไม่กี่อาทิตย์ต่อมา คือในวันที่ 18 กันยายน 2550 แรนดี้ได้จัดการบรรยายต่อหน้าผู้ฟังกว่า 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน และอดีตลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ เพื่อมาฟังเลกเชอร์ครั้งสุดท้ายของครูที่พวกเขารัก               การบรรยายโดยคนที่รู้กำหนดเวลาตายของตัวเองอย่างแรนดี้ภายใต้หัวข้อ “”จงทำความฝันสมัยเด็กให้เป็นจริง”„ ไม่ใช่เรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เขามีส่วนสำคัญในการบุกเบิก แต่กลับเป็นเรื่องของชีวิตที่เรารู้กันอยู่แล้ว เช่น คุณค่าของความฝัน การมองโลกในแง่ดี การฝ่าฟันอุปสรรค… “”เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่จั่วขึ้นมา แต่เราเปลี่ยนวิธีเล่นได้„” ””ไม่มีใครที่เลวไปเสียทุกด้าน ทุกคนมีด้านดี แค่เพียงต้องรอจนกว่าด้านที่ดีจะแสดงตัวออกมา”„ “”เมื่อไรก็ตามที่คุณทำสิ่งที่แย่ๆ และคนรอบข้างไม่อยากตักเตือนคุณอีกต่อไป นั่นแหละคือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะการที่มีคนคอยวิพากษ์วิจารณ์คุณ แปลว่าเขายังรักและห่วงใยคุณอยู่„” บางครั้งแรนดี้เองถึงกับต้องปาดน้ำตาร่วมไปกับผู้ฟัง แต่เขาก็ยังยิ้มแย้ม […]

“ใส่บาตรครั้งแรก” บทความดี ๆ โดย ดังตฤณ

เหตุการณ์ในชีวิตคนเรามักถูกหลงลืมมากกว่าถูกจดจำ คุณอุตส่าห์ฝันตั้งเป็นชั่วโมง แต่ทั้งหมดมักถูกลบเกลี้ยงเพียงด้วยวินาทีแห่งการตื่นนอน และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกับชีวิตเก่าที่อุตส่าห์ผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานหลายสิบปี กลับถูกลืมไม่เหลือ เพียงด้วยช่วงเก้าเดือนของการอยู่ในท้องแม่ ใส่บาตรครั้งแรก ผมจะลืมตาที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านกี่ครั้งก็ไม่รู่ ้ แต่ความทรงจำของผมตั้งต้นด้วยการลืมตาขึ้นมาเห็นภูเขาและท้องฟ้า นั่นคือจิตดวงแรกที่สามารถรับรู้ได้อย่างเต็มตื่น กับทั้งประทับแน่น ไม่ลืมเลือนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจำได้ว่า หลังจากเมียงมองภูเขาและท้องฟ้าด้วยความคิดทำนองว่า “”ได้เห็นอะไรอย่างนี้อีกแล้ว” ” ครู่หนึ่งก็อ่อนแรงและหลับใหลลงตามเดิม ภูเขาและท้องฟ้าอันเป็นภาพความทรงจำแรกคือละแวกบ้านพักพนักงานไทยออยล์ จังหวัดชลบุรี ที่คุณพ่อของผมทำงานอยู่ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจำได้ถึงความรู้สึกอยากได้อ้อมกอดจากแม่ จำได้ถึงภาวะอ่อนแอที่ขับดันให้อยากร้องไห้หาแม่ จำได้ถึงน้ำเสียงปลอบประโลมของแม่ แม่อยู่กับผมทั้งวัน ส่วนพ่อเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะกลับมาบ้านในตอนเย็น ตอนหนึ่งขวบผมแยกแยะได้ชัดเจนว่าพ่อเป็นอย่างไร แม่เป็นอย่างไร พี่สาวอีกสองคนเป็นอย่างไร และในวันครบหนึ่งขวบเต็มนั่นเอง มหากุศลจิตก็เกิดขึ้นเป็นดวงแรกในชีวิต เช้าวันนั้นพ่ออุ้มผมออกมาหน้าบ้าน อากาศสดชื่น ผมเห็นแม่และใครอีกคนจัดโต๊ะเล็ก มีขันข้าวและมีถุงกับข้าวหลายถุง ผมระลึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเคยเห็นพ่อแม่เอาโต๊ะออกไปตั้งหน้าบ้านหลายหนแล้ว เพื่อรอคนที่พ่อแม่เรียกว่า ““พระ”” เดินมารับ ผมเห็นแม่ถือกล้องถ่ายรูป ยิ้มแย้ม และพยายามเรียกให้ผมหันไปมอง ผมจำเสียงหัวเราะดีใจของตัวเองได้เมื่อเห็นแม่กดชัตเตอร์ถ่ายรูปผมไว ้ และผมก็ดีใจมากด้วยที่พ่ออุ้มผมไว้ตลอด ไม่วางเลย ถึงเวลาพระมา พ่อพนมมือไหว้ทั้งยังมีผมอยู่ในอ้อมแขน แล้วตักข้าวใส่บาตรให้ดู จากนั้นจึงถามผมว่าอยากใส่เองไหม ผมรู้สึกตื่นเต้นและเห็นเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากรู้สึกถึงมือที่เล็กเมื่อเทียบกับด้ามทัพพี แล้วก็รู้สึกถึงกำลังแขนที่ยังน้อยอยู่ ชวนให้ไม่แน่ใจว่า จะสามารถยกทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระไหวหรือเปล่า […]

อิงวาร์ คัมปราด จากเด็กขายไม้ขีดไฟสู่เจ้าของอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์

เมื่อเอ่ยชื่อ อิงวาร์ คัมปราด (Ingvar Kamprad) คนที่รู้จักเขาคงจะนึกถึง หนึ่ง อาณาจักรเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ IKEA สอง ความร่ำรวย เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับ แต่นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้อิงวาร์เป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก และสาม ความมัธยัสถ์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ควรจะรีบดำเนินรอยตามโดยด่วน อิงวาร์ คัมปราด เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1926 เขาเติบโตในฟารม์ ที่ชื่อว่า Elmtaryd ใกล้หมู่บ้าน Agunnaryd ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน   อิงวาร์มีอาการของโรคการเขียนอ่านบกพร่อง (Dyslexia) แต่เขากลับมีหัวการค้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก เขาเริ่มทำธุรกิจครั้งแรกด้วยการใช้โรงเก็บของในสวนเปิดเป็นร้านขายเมล็ดพันธุ์พืช เด็กชายใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเก็บเงินซื้อรถจักรยานของตัวเองได้ หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มธุรกิจใหม่ด้วยการซื้อไม้ขีดไฟแบบเหมายกลังแล้วนำมาแยกขายเป็นกลักๆ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด โดยใช้จักรยานคู่ใจเป็นพาหนะ เขาพบว่า แม้จะขายไม้ขีดไฟในราคาถูก แต่หากขายจำนวนมากก็ได้กำไรดี เมื่ออิงวาร์อายุได้ 17 ปี พ่อได้ให้เงินขวัญถุงเป็นรางวัลในวันที่เขาเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ซึ่งอิงวาร์ได้ใช้เงินก้อนนี้ในการตั้งต้นธุรกิจ เขาตั้งชื่อร้านว่า ไอเกีย (IKEA) โดยตัวไอ (I) […]

ความสําเร็จของ ริชาร์ด แบรนสัน

ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) รู้ดีว่า ถ้าหากเขาต้องการมีชีวิตที่สนุกแล้วละก็ เขาต้องทําตัวเองให้สนุกเสียก่อน มารู้จักสูตรความสําเร็จที่มาจากความสนุกของเจ้าของอาณาจักรเวอร์จิ้นผู้นี้กันดีกว่า ริชาร์ด ชาร์ลส์ นิโคลัส แบรนสัน เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1950 ในครอบครัวชนชั้นสูงของอังกฤษ แต่โชคร้ายที่เขามีอาการที่เรียกว่า ภาวะการเรียนรู้บกพร่อง (Dyslexia) คือทุกครั้งที่เรียนหนังสือ เขาจะมองเห็นตัวหนังสือกระโดดไปมาราวกับเล่นตลก ซึ่งทําให้เด็กชายริชาร์ดต้องใช้เวลานานมากกว่าจะอ่านออกเขียนได้เหมือนเด็กอื่น       ผลจากอาการป่วยทําให้ริชาร์ดครองตําแหน่งที่โหล่อยู่เสมอ เขาจึงลาออกจากโรงเรียนขณะอายุเพียง 16 ปี และหันมาทําธุรกิจกับเพื่อนๆ ด้วยการเปิดนิตยสาร Student แทน ผลจากการทํานิตยสารครั้งนั้นทําให้ริชาร์ดมีชื่อเสียงพอตัวในหมู่วัยรุ่นของกรุงลอนดอน ต่อมาเขาจึงเริ่มหันมาทําธุรกิจ“เปิดท้ายขายเทป” โดยเลือกหยิบดนตรีแนวที่เขาชอบไปปักหลักขายอยู่ริมถนน โดยมีการให้ส่วนลดพิเศษที่แตกต่างจากร้านเทปทั่วไป       ริชาร์ดพบว่า ในปีค.ศ. 1970 นั้น แม้ว่าความบันเทิงที่ผู้คนหาซื้อได้จะอยู่ในรูปของเทปเพลงหรือแผ่นเสียงเท่านั้น แต่ตลาดเทปเพลงกลับไปอยู่ในมือของนักธุรกิจกลุ่มใหญ่ๆ เพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งไม่เคยคิดจะลดราคาเทปเพลงลงอย่างที่ควรจะเป็น เขามีความใฝ่ฝันว่า อยากทําให้ค่ายเทปต่างๆ ปรับราคาเทปเพลงให้เป็นธรรมมากขึ้น และแม้ว่าความฝันนี้จะดูห่างไกล เพราะเทียบไปแล้วเขาเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ […]

โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส ผู้ก่อตั้งธนาคารต้นแบบแก้ปัญหาความยากจน

โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส Imagine there’s no heaven It’s easy if you try No hell below us Above us only sky Imagine all the people Living for today… จินตนาการว่าโลกนี้ไม่มีสวรรค์ นี่เป็นสิ่งที่ง่ายดายหากคุณจะลองจินตนาการดู โลกที่ไม่มีนรกอยู่เบื้องล่าง สิ่งที่อยู่เหนือเราคือท้องฟ้าเท่านั้น จินตนาการว่าคนทุกคน มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้… ช่วงเวลา 3.01 นาทีตลอดความยาวของเพลง อิแมจิ้น (Imagine) ทําให้คนส่วนใหญ่มองเห็นภาพโลกที่มีแต่สันติสุขได้อย่างชัดเจน โลกใบที่ว่าไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีประเทศ ไม่มีสงคราม ไม่มีความยากจน คนจํานวนไม่น้อยพากันหัวเราะเยาะโลกในจินตนาการของ จอห์น เลนนอน (John Lennon) ผู้แต่งและขับร้องเพลงนี้ ในขณะที่คนอีกจํานวนหนึ่งรู้สึกซาบซึ้งไปกับบทเพลง แต่ในใจลึกๆ แล้วกลับบอกตัวเองว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างไรก็ดี […]

แอนโทนี รอบบินส์ นักสร้างพลังชีวิต

แอนโทนี รอบบินส์ (Anthony Robbins) เป็นคนที่มีความสุขได้วันละหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเขารู้สึกได้ถึงความสุขที่ไหลอาบไปทั่วทั้งร่างขณะกําลังนอนแช่น้ำอยู่ในสปาแห่งหนึ่ง “…อย่างที่คุณรู้ คนที่ไปสปาส่วนใหญ่จะมีท่าทางเซื่องซึม หลายคนพยายามอย่างหนักที่จะผ่อนคลาย แต่ผมได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตชีวามากๆ ผมถามเธอว่า ‘ทําไมคุณถึงมาสปาล่ะ คุณดูกระปรี้กระเปร่ามากอยู่แล้ว’ เธอตอบว่า ‘แต่ฉันมีเนื้องอกอยู่ในสมองนะ’ ผมอุทานว่า‘จริงเหรอ’ เธอก็ตอบว่า ‘จริงสิ! หมอบอกฉันว่าฉันจะอยู่ได้อีกเพียงเก้าสัปดาห์เท่านั้น’ พอเธอพูดจบห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมร้องขึ้นมาว่า ‘คุณช่างมีพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คุณทําได้ยังไง’ “‘ฉันทําได้เพราะฟังเทปของคุณนั่นแหละ’” “เทป” ที่ผู้หญิงคนนี้พูดถึงคือเทปบันทึกเสียงของแอนโทนีที่บอกเล่าถึงวิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แอนโทนีทํางานเป็นโค้ชมานานกว่า 30 ปี งานของเขาคือการดึงความสามารถขั้นสูงสุดของมนุษย์(Peak Performance) ออกมา ตั๋วในการเข้าเรียนแต่ละคอร์สของเขา หากคิดเป็นเงินไทยมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้านบาท     แอนโทนีมีเรื่องเกี่ยวกับพลังชีวิตของผู้คนอย่างเรื่องของผู้หญิงในสปาเก็บตุนไว้มากมาย พร้อมที่จะนํามาเล่าเพื่อเรียกแรงบันดาลใจได้ทุกเมื่อ แต่เรื่องที่แอนโทนีเล่าบ่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเขาเอง แอนโทนี รอบบินส์ มีชื่อเดิมว่า Anthony J. Mahavorick เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 เขาเติบโตขึ้นในเขตเสื่อมโทรมของลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แอนโทนีมีชีวิตวัยเด็กที่กะพร่องกะแพร่ง พ่อและแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุแค่ 7 […]

ชีวิตแบบวิ่ง สู้ ฟัด ของเฉินหลง

ถ้าดาราหรือศิลปินมีหน้าที่หลักคือการสร้างความสุขและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชม เฉินหลง หรือแจ็คกี้ ชาน (Jackie Chan) ก็เป็นคนหนึ่งที่ทําหน้าที่ของเขาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เริ่มแรกเราอาจจะตกหลุมรักเฉินหลงจากบทบาทในภาพยนตร์ ต่อมาอาจจะรู้สึกชื่นชมตัวตนของเขาเพราะได้เห็นเฉินหลงทํางานช่วยเหลือสังคมมานาน และอาจจะถึงขั้นรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากได้สัมผัสอุปนิสัยที่อ่อนโยนและมีอารมณ์ขันอย่างหาตัวจับยาก เหมือนเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ (คัดมาจาก www.jackiechan.com)   ลินเน็ตต์ (Lynette) เป็นสมาชิกของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เธอได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาเรื่อง Arts and Culture as a Pathway Towards Peace ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 โดยมูลนิธิ Peace Foundation ซึ่งได้เชิญเฉินหลงมาเป็นวิทยากรหลัก ด้วยความที่เฉินหลงเป็นดาราที่ลินเน็ตต์ชื่นชอบมานาน เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อถึงคิวที่จะต้องถามคําถาม เธอก็พูดใส่ไมโครโฟนว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลินเน็ตต์… ฉันทํางานที่… เมื่อวานเป็นวันเกิดของฉัน การได้มาพบคุณที่นี่เหมือนเป็นของขวัญของฉันเลยค่ะ… 27 ปีที่ผ่านมาฉันฝันมาตลอดว่าจะได้พบคุณแบบตัวต่อตัว ในที่สุดฝันก็เป็นจริง โอ้! ฉันดู ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 13 รอบ” การสารภาพความในใจอย่างผิดที่ผิดทางเช่นนี้ […]

ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนา

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง ได้ทำพีธีเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนามูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแห่งแรกของฮ่องกง เพื่อเป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่คนรุ่นหลัง โดยใช้เวลาก่อสร้างนาน 3 ปี       เป็นที่รู้กันดีว่า ลี กา-ชิง เป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่ช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เขาบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลอีกมากมาย ทั้งในเอเชียตะวันออกและอเมริกาเหนือ นอกจากนั้นยังสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2547 และแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีนในปี 2551 มหาเศรษฐีใจบุญผู้นี้มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 33,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,057,680 ล้านบาท ด้วยความสนใจทางด้านศาสนาและศิลปะ มูลนิธิลี กา-ชิงจึงเปิดพิพิธภัณฑ์ที่วัดชีซ้าน (Tsz Shan Monastery) ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 12,102 ล้านบาท ตั้งอยู่ใกล้กับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดมหึมาสูงถึง 76 เมตร ซึ่งรูปปั้นนี้ลีก็มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินก่อสร้างเช่นกัน     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,230 ตารางเมตร […]

อย่ากลัวที่จะฝันแบบ เทย์เลอร์ สวิฟต์

ไม่มีผู้ใหญ่ค‹นไหนไม่เ‹คยเป็นเด็กมาก่อน แต่น่าแปลกที่คนเราเมื่อโตเป็นผู้Œใหญ่ก็มักลืมไปสนิทว่า‹เราเคยกลัวอะไรต่อ‹มิอะไรมากมายกว่า‹นี้เมื่อตอนเป็นšเด็ก มิหนำซ้ำยังเผลอสร้าŒงความหวาดกลัวให้เŒด็กๆ โดยไม่รู้ตัว เทย์เลอร์ สวิฟต์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งวงการเพลง เป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกหวาดกลัวมากๆ มาก่อน เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์ (Taylor Alison Swift) เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เมืองไวโอมิสซิง (Wyomissing) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนเป็นเด็ก เทย์เลอร์มักถูกล้อและถูกแกล้งจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำ ตั้งแต่เรื่องเส้นผมที่หยิกตามธรรมชาติ ไปจนถึงนิสัยชอบร้องเพลงของเธอ ซึ่งการไม่ได้รับการยอมรับนี่เองคือเรื่องที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกเจ็บปวดใจมากที่สุด…เจ็บชนิดที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง       โชคดีที่เทย์เลอร์ไม่ได้เลือกที่จะหนีปัญหาด้วยวิธีผิดๆ แต่เลือกที่จะระบายความโกรธด้วยการแต่งเพลง คนที่เคยล้อเลียนเธอกลายเป็นตัวละครในเพลงที่เธอแต่ง และทำให้เพลงของเธอมีชีวิตชีวาขึ้น โชคดีอีกอย่างของเทย์เลอร์ก็คือ การที่เธอรู้ว่า เธออยากเป็นนักร้องตั้งแต่ 10 ขวบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ชาเนีย ทเวน (Shania Twain) ราชินีเพลงคันทรีชื่อดัง หลังจากได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงของชาเนีย ทเวน เทย์เลอร์ก็เริ่มตระเวนเข้าร่วมแข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะที่จัดขึ้นในท้องถิ่น   […]

พระเอกก็คือพระเอก คีอานู รีฟส์ คุณจะหลงรักเขามากขึ้น ถ้าได้ร่วมเดินทางไปกับเขา

พระเอกก็คือพระเอก คีอานู รีฟส์ คุณจะหลงรักเขามากขึ้น ถ้าได้ร่วมเดินทางไปกับเขา มาอีกแล้วกับข่าวความน่ารักของพระเอกหนุ่มขวัญใจมหาชน คีอานู รีฟส์ คราวนี้เขาสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารที่บินไฟลท์เดียวกัน และระหกระเหินร่วมชะตากรรมกันไปตลอดเส้นทาง เนื่องจากมีเหตุให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินก่อนถึงที่หมาย เหตุเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในวันนั้นท่ามกลางผู้โดยสารบนเที่ยวบินของ United Express ที่บินจากซานฟรานซิสโกไปยังเบอร์แบงค์-แอลเอ มีชื่อของ คีอานู รีฟส์รวมอยู่ด้วย   THIS ENTIRE IG STORY ABOUT KEANU IS *italian chef’s kiss* PERFECTION ⭐️ pic.twitter.com/3rgPTkc3GV — Ari Saperstein (@ari_saperstein) March 24, 2019   ไบรอัน รี (Brian Rea) นักวาดการ์ตูนอิสระ และ อาเมียร์ บลัม (Amir Blum) นักแคสเกม ได้โพสต์อินสตาแกรมและทวิตเตอร์ถึงไฟลท์ประทับใจกับพระเอกคีอานู ซึ่งเขาสังเกตเห็นดาราดังตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง คีอานูไม่มีอาการหงุดหงิดหรือเหวี่ยงใส่ใครเลย […]

ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ นางฟ้านักบิด

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ ได้รับเลือกให้เป็นรองนางสาวไทย (รุ่นเดียวกับ นุ้ย – สุจิรา อรุณพิพัฒน์) ปัจจุบันเธอหันหลังให้วงการบันเทิง ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอย่างจริงจัง “หลังออกจากวงการบันเทิง ปูเน่ไปเรียนต่อ จบมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ส่วนจุดเริ่มต้นที่มาแข่งรถบิ๊กไบค์คือพี่ชายชอบเรียกให้ดูการแข่งรถ ดูแล้วก็ชอบ ยิ่งช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ได้ดูเยอะเพราะว่าง หลังจากนั้นจึงไปเข้าคอร์สเรียน วันที่สองที่ไปเรียนอาจารย์เห็นแวว ถามว่าจะไปแข่งไหม ปูเน่อยากสัมผัสบรรยากาศอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที ตอนนั้นมีเวลาฝึกซ้อมประมาณหนึ่งเดือน มีคนลงแข่งทั้งหมด 14 คน เราได้ที่ 7 อาจารย์ให้กำลังใจบอกว่าไม่คว่ำก็ดีแล้ว” (ยิ้ม)         เห็นสวย ๆ หวาน ๆ แบบนี้ เธอมีวิธีปลุกเร้าตัวเองในขณะลงแข่งได้ฮาร์ดคอร์มาก “ก่อนลงสนามจะบอกตัวเองตลอดว่า ต้องทำได้ ขี่ทำเวลาให้ได้ดีกว่าเดิม ชนะตัวเองให้ได้ เพราะยังกลัวทางโค้ง และระหว่างอยู่ในสนามจะคิดถึงคำพูดของครูตลอดว่า เวลาเราออกโค้งให้ช้า ๆ แล้วเติมคันเร่งในโค้ง […]

คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แม้ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนแรงศรัทธา

บรรพชนผู้รักสันติกล่าวไว้ว่า ต่อให้ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความรุนแรงมากมายเพียงใด ขอให้เราใช้ “ความอดทน” เป็นอาวุธฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเพียงเส้นเดียวที่จะนําไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แต่ทว่าการสงบนิ่งท่ามกลางความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายนัก     นายแพทย์เอซเซลดีน อาบู อัลออิช (Dr. Ezzeldeen Abual-Aish) เป็นแพทย์ซึ่งจบการศึกษาด้านสูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าคุณหมอจะเป็นชาวปาเลสไตน์และนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ได้เรียนภาษาฮีบรูจากแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์) จนสามารถสื่อสารภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว คุณหมอทํางานในโรงพยาบาลทั้งในประเทศอิสราเอลและฉนวนกาซา อันเป็นเหมือนกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล แม้พื้นที่เสี่ยงต่อภัยสงครามอย่างฉนวนกาซาจะไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยด้วยประการทั้งปวง แต่คุณหมออาบู อัลออิชก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ครอบครัวของคุณหมอเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อปี 2008 ทําให้คุณหมอวัย 55 ปี (ในเวลานั้น) ต้องดูแลลูกๆ ทั้งแปดคนตามลําพัง คุณหมอเลี้ยงดูลูกๆ ในพื้นที่อันตรายแห่งนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความดีจะช่วยปกป้องครอบครัวของเขาได้ “ผมเลี้ยงลูกๆ ให้ทํางานเป็นและเติบโตขึ้นเป็นทหารเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อว่ายาจะสามารถเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้”     แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2009 ขณะที่ดินแดนแถบอื่นยังเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ความรุนแรงในฉนวนกาซาได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าประชิดฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏฮามาส เสียงปืนดังขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ตอนหยุดยิงหูก็ยังแว่วได้ยินเสียงปุ…ปุ…ปุ ก้องอยู่ในโสตประสาท สงครามขนาดย่อมดําเนินไปถึง 21 […]

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค การสร้างสรรค์จังหวะดนตรีในแบบต่างๆ และการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่วงท่าตามจังหวะดนตรีนั้นอยู่เคียงข้างมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์มาช้านาน และสิ่งนี้ล้วนเกิดจากความมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป สําหรับ ปีแอร์ ดูแลน (Pierre Dulaine) จังหวะดนตรีและท่วงทีการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเพียงความสุนทรีย์ในหัวใจเท่านั้น ดูแลนยังสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ “เปลี่ยน” ชีวิตกลุ่มวัยรุ่นผิวสีในมหานครนิวยอร์กได้อย่างไม่น่าเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ได้ส่งผลต่อวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน     ชีวิตวัยเด็กของดูแลน ลูกครึ่งสามเชื้อชาติ ไอริช ปาเลสไตน์ และฝรั่งเศส เป็นชีวิตที่มีจังหวะขึ้น–ลงไม่ต่างจากเสียงดนตรี เพราะนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกเมื่อ ค.ศ. 1944 ครอบครัวของเขาก็ต้องโยกย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนนั่นก็คือความรักในการเต้นรํา ซึ่งดูแลนทําได้ดีมากๆ จนสามารถเริ่มอาชีพนักเต้นรําด้วยวัยเพียง 14 ปี ที่ประเทศอังกฤษ         ด้วยความมุ่งมั่นและพากเพียร เจ็ดปีต่อมา ดูแลนในวัย 21 ปี ก็กลายเป็นคนหนุ่มคนแรกที่สอบผ่านหลักสูตรการเต้นรําสุดหินอย่างบอลรูม ละติน และโอลดี้ได้สําเร็จภายในวันเดียว จากนั้นไม่นานนักชีวิตของดูแลนก็ได้สัมผัสถึงความหมายอันล้ำค่าของความเป็น“ครู”อย่างแท้จริงเมื่อเขาเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์เริ่มขึ้นตอนกลางดึกคึนหนึ่งในนิวยอร์ก ดูแลนเห็นวัยรุ่นผิวสีคนหนึ่งกําลังทุบรถยนต์อย่างสนุกมือ ก่อนจะผละหนีไปเมื่อรู้ตัวว่ามีคนเห็น ดูแลนรีบเข้าไปดูที่รถ พบนามบัตรวางอยู่ จึงทําให้รู้ว่าเจ้าของรถคือผู้อํานวยการโรงเรียนมัธยมในย่านนั้นนั่นเอง…ส่วนเด็กคนนั้นก็คงเป็นเจ้านักเรียนตัวแสบแน่ๆ ด้วยความคิดที่ว่า […]

ชีวิตที่ไม่คาดหวังของ ดีพัก โชปรา

“นักเขียนส่วนใหญ่จะรู้สึกทุกข์ทรมานเมื่อต้องเจอกับช่วงเวลาที่ความคิดตีบตัน เมื่อเขานั่งลงเขียน แต่กระดาษตรงหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีความคิดที่ดีพอ และถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาในหัวก็ล้วนน่าเบื่อและไร้ประโยชน์ ช่วงเวลาเช่นนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความหายนะ และนั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ฆ่าตัวตาย”  ดีพัก โชปรา ดีพัก โชปรา (Deepak Chopra) ยกเรื่องของเฮมิงเวย์เป็นตัวอย่างของคนที่ล้มเหลวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด ซึ่งจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีของความคาดหวัง ก่อนหน้าวันที่ 2 กรกฎาคม 1961 คงไม่มีใครคาดคิดว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway ค.ศ. 1899 – 1961) นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลจะมีจุดจบเช่นนี้ มันสืบเนื่องมาจากความกลัดกลุ้ม เพราะเขาได้รับมอบหมายให้เขียนคำสดุดีในงานฉลองรับตำแหน่งของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เฮมิงเวย์รู้สึกถูกกดดันจากชื่อเสียงของตัวเอง ทำให้เขาเขียนไม่ออกและตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง รวมกับประวัติส่วนตัวที่มีอาการติดเหล้าและมีคนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตาย เฮมิงเวย์จึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวตาย ดีพักอธิบายว่า การคาดการณ์ไม่ได้ (unpredictability) และความไม่แน่นอน (uncertainty) เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน คือเมื่อพูดถึงสิ่งหนึ่ง คนก็มักจะนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ ทว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง “คนที่คาดหวังก็มักจะเจอกับความผิดหวัง แต่คนที่ใช้ชีวิตไปตามปกติบนความไม่แน่นอน (ที่ใครๆ ก็ต้องเจอเหมือนกัน) มักจะประสบความสำเร็จ” คนที่อยู่กับความคาดหวังมีโอกาสเป็นโรคเครียดสูงมาก เพราะคิดว่าชีวิตคือสูตรสำเร็จ ใส่ส่วนผสมแบบนี้ต้องได้ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ […]

ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง เด็กน้อยฟื้นจากความตาย ทั้งที่หมดลมหายใจไปนานแล้ว

การฟื้นคืนชีวิตเป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจริง และไม่อาจหาข้อพิสูจน์ใดๆ ได้มากไปกว่าจะยกให้เเป็นความมหัศจรรย์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เด็กน้อยฟื้นจากความตาย เดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2005 ณ ประเทศอังกฤษ ขณะที่ จอห์น และ คาเรน แลนเดอร์ (John & Karen Lander) กําลังซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน พวกเขาสังเกตเห็นลูกชายวัย 2 สัปดาห์ตัวซีดขาวและหนาวสั่น จึงรีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลเป็นการด่วน หนูน้อย วู้ดดี้ แลนเดอร์ (Woody Lander) ถูกนําตัวส่งโรงพยาบาล ลีดส์เจเนอรัล (Leeds General Infirmary) ในทันที แต่หลังจากไปถึงโรงพยาบาลได้ไม่นาน หนูน้อยก็หยุดหายใจ… แพทย์พยายามช่วยเหลือหนูน้อยวู้ดดี้อย่างสุดความสามารถเป็นเวลานานถึง 30 นาที แตไม่เป็นผล วู้ดดี้ยังคงนอนแน่นิ่งเช่นเดิม แพทย์จึงตัดสินใจบอกเรื่องเศร้าสลดนี้แก่ผู้เป็นพ่อแม่ นายแลนเดอร์ผู้เป็นพ่อเปิดเผยว่า ตลอดเวลา 30 นาทีของการรอคอยนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก มันยาวนานราวกับไม่มีวันจะสิ้นสุด พอหมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน คําพูดที่ออกจากปากของหมอมีเพียง “หมอทําดีที่สุดแล้ว” จากนั้นพยาบาลก็ค่อยๆดึงท่อออกซิเจนออกจากปากของวู้ดดี้ และมอบหนูน้อยคืนสู่อ้อมแขนของพ่อและแม่ที่หัวใจแทบสลายด้วยความโศกเศร้า เพื่อให้ทั้งสองจูบลาลูกชายคนแรกของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่แล้ว…ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น มีเสียงไอจากร่างเล็กๆ […]

เหตุผลที่พระเทวทัตเกลียดพระพุทธเจ้าตั้งแต่แรกพบ

ในอดีต สมัยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ มีพ่อค้าเร่ขายเครื่องประดับอยู่สองคน คนหนึ่งเจ้าเล่ห์ คนหนึ่งซื่อสัตย์ อยู่มาคราวหนึ่งทั้งสองคนได้เดินทางข้ามแม่น้ำไปถึงตำบลหนึ่งพร้อมกัน พ่อค้าที่ซื่อสัตย์เข้าทางตะวันออก ส่วนพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าทางตะวันตก ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์เดินทางไปถึงบ้านเศรษฐีตกยากคนหนึ่งก่อน เมื่อหลานสาวเศรษฐีเห็นเครื่องประดับก็อยากได้ จึงบอกให้ยายนำถาดเก่าสนิมเขรอะที่มีอยู่มาแลก พระเทวทัต ยายจึงนำถาดเก่านั้นมาให้พ่อค้า ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ พอรับถาดมา เห็นหนักผิดปกติ จึงลองเอาเข็มมากรีดดู พบว่าถาดนั้นเป็นทองคำมูลค่า 100,000 กหาปณะ เห็นดังนั้นจึงคิดอยากได้เปล่า เลยแกล้งหลอกยายหลานคู่นั้นว่า ถาดนี้ราคาไม่ถึงสลึง แล้วทำทีเป็นโยนถาดลงกับพื้น ก่อนจะออกเดินเร่ต่อไป คิดในใจว่าจะย้อนกลับมาเอาภายหลังโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด ต่อมาเมื่อฝ่ายพ่อค้าที่ซื่อสัตย์เดินมาถึงบ้านเศรษฐีตกยากหลังนี้ หลานสาวได้ชักชวนยายให้ขายถาดอีกครั้ง ยายจึงนำถาดเก่าเป็นสนิมใบนั้นมาขอแลกกับเครื่องประดับ พ่อค้าเร่คนนี้รู้สึกว่าถาดหนักผิดปกติ จึงเอาเข็มกรีดดู ก่อนจะบอกยายและหลานสาวว่า ถาดทองคำใบนี้มีราคาถึง 100,000 กหาปณะ เมื่อยายรู้ดังนั้น จึงบอกว่าจะยกถาดทองคำให้พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์แลกกับเครื่องประดับเพียงเล็กน้อย พ่อค้าคนนี้จึงยกเงินทั้งหมดที่ขายได้และเครื่องประดับที่มีให้สองยายหลาน ก่อนจะจากไปเพื่อขึ้นเรือกลับเมือง ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ เมื่อได้ย้อนกลับมาที่บ้านเศรษฐีตกยากอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะมาเอาถาดทองคำ แต่เมื่อรู้ว่ายายยกถาดทองคำนั้นให้คนอื่นไปแล้ว ก็รีบทิ้งข้าวของที่ติดตัวมาแล้ววิ่งตามเรือของพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ เขาตะโกนขู่ให้คนพายเรือกลับมารับ แต่เรือไม่กลับมา ด้วยความโกรธ พ่อค้าเจ้าเล่ห์จึงกอบทรายขึ้นมาแล้วอธิษฐานว่า “จะขอจองล้างจองผลาญพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เรื่อยไปเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือ” ต่อมาในสมัยพุทธกาล พ่อค้าเจ้าเล่ห์เกิดเป็นพระเทวทัต ส่วนพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เกิดเป็นพระพุทธเจ้า และการผูกพยาบาทในชาติที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้พระเทวทัตมีอาการ […]

“ดี ชั่ว…เราเลือกได้” สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

“คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้คำกล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย… ดี ชั่ว คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทำอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจ แค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้ว พฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว บางสังคมเรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น […]

keyboard_arrow_up