5 วิธีอินกับความตาย เข้าใกล้นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล

5 วิธีอินกับความตาย เข้าใกล้นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้แนะนำ วิธีอินกับความตาย ซึ่งเป็นการซ้อมตายในโอกาสต่าง ๆ ฝึกใจให้ละวางตัวตน หลุดพ้นจากความหลง ไว้ดังนี้ 1. ซ้อมตายก่อนนอน ก่อนนอนทุกคืนทำใจให้ผ่อนคลาย จินตนาการว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของเรา ลมหายใจของเรากำลังจะหมด ร่างกายแน่นิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้ ตัวเริ่มเย็นและแข็ง ใช่แต่เท่านั้น เรายังต้องสูญเสียทุกอย่าง ไม่ว่าคนรัก พ่อแม่ ลูกหลาน ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ ฯลฯ จากนั้นถามตัวเองว่า “เราพร้อมไหมที่จะไปในคืนนี้…ถ้าไม่พร้อมแล้วทำอย่างไรถึงจะพร้อม” การพิจารณาดังกล่าวจะทำให้เราตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นด้วยความไม่ประมาท และไม่รีรอที่จะสะสางเรื่องราวที่คั่งค้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมตายในทุกวินาทีของชีวิต 2. ซ้อมตายก่อนเดินทาง เวลาเดินทางหรือนั่งอยู่ในยวดยานพาหนะ ให้นึกว่าเราอาจประสบอุบัติเหตุกลางทาง ออกจากบ้านแล้วอาจจะไม่ได้กลับเข้ามาอีกก็เป็นได้ นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา จากนั้นถามใจตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุเครื่องบินตก รถชน หรือพลิกคว่ำ ในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีสุดท้ายของชีวิต เราจะรู้สึกอย่างไร จะวางใจอย่างไร จะตระหนกตกใจไหม จะกังวลถึงคนข้างหลังหรือไม่… ถ้าคำตอบคือ ตระหนกตกใจ ห่วงหน้าพะวงหลังและยังไม่พร้อมจะตาย เราต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวเตรียมใจ เพื่อเผชิญความตายอย่างสงบให้จริงจังมากขึ้น […]

อานิสงส์การสวดภาวนายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

อานิสงส์การสวดภาวนายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ไว้สำหรับสวดภาวนาทุกเช้าค่ำ เพื่อความสวัสดีเป็นสิริมงคลแก่ผู้สาธยาย อันเป็นบ่อเกิด มหาเตชัง มีเดชมาก มหานุภารัง มีอานุภาพมาก และมีลาภยศ สุขสรรเสริญ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย อุปัทวันตรายและความพินาศทั้งปวง ตลอดทั้งหมู่มารร้าย และศัตรูคู่อาฆาตไม่อาจแผ้วพานได้ อานิสงส์การสวดภาวนายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง เป็นต้น ถ้าสาธยายหรือภาวนาแล้วจะนำมาซึ่งลาภยศ สุขสรรเสริญ และปราศจากอันตรายทั้งปวง ตลอดทั้งเป็นการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เป็นการเจริญพระพุทธานุสติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นแดนเกิดของสมาธิอีกด้วย อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นต้น เมื่อสาธยายหรือภาวนาแล้ว เป็นการมอบกายถวายชีวิตไว้กับองค์พระพุทธเจ้าหรือเอาองค์พระพุทธเจ้าเป็นตาข่ายเพชรคอยปกป้อง คุ้มครองรักษาชีวิตให้ปราศจากเวรภัย อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ เป็นต้น เมื่อสาธยายหรือภาวนาแล้ว ขออาราธนาบารมีธรรมของพระพุทธองค์สิงสถิตในเบญจขันธ์ของเรา เพื่อให้เกิดพระไตรลักษณาญาน อันเป็นทางของพระนิพพานสืบต่อไป อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน เป็นต้น เมื่อสาธยายหรือภาวนา ขออำนาจสมาธิญาณของพระพุทธองค์เป็นไปในธาตุ ในจักรวาล ในเทวโลกหรือในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ […]

“มิจฉาทัศน์” สาเหตุทุกข์ โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส.ชิโนรส)

“มิจฉาทัศน์” สาเหตุทุกข์ โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส) สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เห็นกระแสเกิด-ดับ และดับ-เกิด คือ การเจาะเข้าไปถึงสาเหตุที่แท้จริงของทุกข์ หรือ มิจฉาทัศน์ ที่ฝังลึกอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์แต่ละคนมาชั่วกัปชั่วกัลป์ มิจฉาทัศน์ที่ว่ามี 4 อย่าง ดังนี้ 1. เชื่อว่าสรรพสิ่งเที่ยงแท้ (สัสสตทิฏฐิ) ความเห็นผิดเช่นนี้ เชื่อว่าจะมีรูปแบบชีวิตที่จีรังยั่งยืนตลอดไป มีสุขสมหวัง-มั่งคั่งร่ำรวย-มีอำนาจวาสนาตลอดไป หรือเมื่อตายไปแล้วก็เกิดในมิติที่เป็นอมตะตลอดไป ความเชื่อว่าสรรพสิ่งเที่ยงแท้เกิดจากศาสนาต่าง ๆ ที่สอนให้เชื่อพระเจ้า ศาสนาเหล่านี้สอนมนุษย์มาหลายพันปีว่า ชีวิตเริ่มจากจุดที่สร้างโดยพระเจ้า แล้วจะพัฒนาไปจนถึงจุดที่สมบูรณ์ที่สุด เที่ยงแท้ชั่วนิรันดร์ ไม่เกิดไม่ตายอีก ความเชื่อเหล่านี้จึงฝังลึกอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์อย่างไม่รู้ตัว คอยบงการจิตใจมนุษย์ให้แสวงหารูปแบบชีวิตที่เที่ยงแท้ หรือความสุขสมหวังที่ยั่งยืนอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดไป เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นการเกิด-ดับของสรรพสิ่งในรูปกระแส ความเชื่อดังกล่าวก็ถูกท้าทายทันที เพราะเมื่อสรรพสิ่งเป็นกระแสเกิด-ดับอย่างนั้น จะมีสิ่งที่เที่ยงแท้เป็นอมตะค้ำฟ้าได้อย่างไร 2. เชื่อว่าสรรพสิ่งสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) ความเห็นผิดเช่นนี้ เชื่อว่าชีวิตตายแล้วสูญ ชีวิตโลกหน้าไม่มีอีกต่อไป เคยได้ยินบางคนพูดว่า “ชีวิตเกิดหนเดียว ตายหนเดียว” นั่นคือความคิดที่สะท้อนออกจากความเชื่อว่า สรรพสิ่งสูญ นักวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า สรรพสิ่งสูญ ความจริงมีเพียงแค่วัตถุ เมื่อวัตถุแตกสลาย […]

เมื่อผมพาแม่ไปปฏิบัติธรรม

วันนี้จะขอพาพี่ ๆ เพื่อน ๆ มาวัดที่จังหวัดบ้านเกิดผม ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลาย ๆ คนอาจจะนึกว่าวัดหลวงพ่อโสธร แต่ไม่ใช่ครับ วัดนี้เป็นวัดที่ไม่ได้โด่งดังด้านความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นวัดที่มีความสําคัญในการพัฒนาจิตใจเราให้ดีขึ้น พาแม่ไปปฏิบัติธรรม นี่คือ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่นี้เป็นบ้านอีกแห่งหนึ่งของผมเช่นกัน ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่า ถ้าผมหมุนเวลาย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน นาฬิกาชีวิตย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่ผมได้เริ่มทํางานที่แรกกับการเป็นเซลส์ รายได้อู้ฟู่ไม่ใช่น้อย ใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย หมดเงินไปกับสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น ค่านิยมจํานวนมาก จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แม่เริ่มไม่สบาย ปวดขา และต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลาที่ผมไปหาลูกค้าเสร็จ ช่วงเย็นผมต้องมาเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล อาการที่ขาของแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ผมมักจะซื้อของที่แม่ชอบมาให้แม่กินประจํา ผมนั่งมองดูแม่หลับ น้ำตาผมจะไหล แต่มันไหลไม่ได้ ผมอยากให้แม่หายไว ๆ เมื่อก่อนเวลาที่แม่บ่นแม่ว่า ผมไม่เคยสนใจท่านเลย ผมไม่เคยกอดแม่นานมากแล้ว…จําได้ครั้งล่าสุดที่กอดคือวันที่รถตู้โรงเรียนสมัยมัธยมถูกสิบล้อชน แม่มาที่โรงเรียนและวิ่งเข้ามากอดผม แม่นึกว่าผมอยู่ในรถคันนั้น ผมเดินออกจากโรงพยาบาลในตอนค่ำอย่างอ่อนล้า ท่ามกลางแสงไฟและแสงสีในกรุงเทพฯ ผมเคยเป็นเหมือนแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ หลงแสงสี หลงรัก หลงทาง หาทางออกไม่เจอ วันนี้ผมไม่ต้องออกตลาด เพราะผมต้องประชุมและเคลียร์งานอยู่ที่ออฟฟิศแถวชิดลม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อโทรศัพท์มาบอกว่า […]

เรื่องจริงจากเรือนจํา ความในใจของผู้ต้องขังผู้ใช้บทสวดมนต์กล่อมเกลาจิตใจ

ในช่วงชีวิตคนเรา ผมเชื่อแน่ว่าหลายท่านคงจะประสบพบเจอ “ปัญหา” แทบทุกวัน แต่ปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางท่านเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือ “หนีปัญหา” แต่สิ่งที่จะตามมาจากการหนีปัญหาคือ “ตัวปัญหา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่อยากพบเจอ แต่ถ้าเราใช้สติในการแก้ รับรองว่า “ปัญหา” ก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องจริงจากเรือนจำ เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในยามที่คุณต้องพบเจอ “ปัญหา” และต้องการหาทางแก้ไข เช้าวันนั้นเป็นวันที่ 17 กันยายน ผมจะต้องออกไปติดต่องานกับลูกค้าตามปกติ ผมตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมด้วยภารกิจที่จะต้องปฏิบัติทุกวัน คือการไปส่งลูกที่โรงเรียน โดยมีภรรยาของผมเป็นผู้ช่วยที่แสนดี เวลาไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมจะกอดลูกแล้วจูบลูกที่หน้าผากทุกครั้ง ในวันนั้นฝนตกหนักมาก เหมือนจะเป็นลางบอกเหตุ แถมภรรยาของผมยังพูดอีกว่า “วันนี้ฝันไม่ค่อยดีเลย ฝันว่าฟันหัก และลูกบอกด้วยว่าลูกตกเหว ไม่มีใครช่วยเลย” ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไร วันนั้นฝนตกทั้งวัน ทําให้น้ำท่วมทางเข้าหมู่บ้าน การสัญจรเข้าออกลําบากมาก พอได้เวลาเลิกเรียนผมต้องขับรถไปรับลูกที่โรงเรียน แต่วันนั้นฝนที่ตกลงมาทําให้น้ำท่วมทางเข้าโรงเรียนของลูกสูงมาก ด้วยความเป็นห่วงลูก ผมตัดสินใจฝ่าน้ำที่ท่วมสูงเกือบครึ่งคันรถเข้าไป ผมขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนของลูก วินาทีนั้นผมถูกตํารวจชุดสืบสวนขับรถมาประกบและขอตรวจค้น ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร สิ่งแรกที่ผมได้ยินจากปากเจ้าหน้าที่ตํารวจคือ “คุณมีหมายจับ” ในเวลานั้นเป็นเวลาที่ลูกของผมเลิกเรียนพอดี วินาทีนั้นผมรู้ถึงปัญหาที่ผมเคยก่อไว้ และผมก็หนีปัญหานี้มาตลอด […]

อินทรา นูยี ซีอีโอมาตรฐานโลก

ด้วยความที่ อินทรา นูยี (Indra Nooyi) เป็นผู้บริหารสูงสุดของอาณาจักรเป๊ปซี่โค (PepsiCo) ที่มีพนักงานกว่า 185,000 ชีวิตอยู่ในความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเคยได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตารางงานของเธอจึงแน่นมากถึงมากที่สุด แต่เมื่อสิ้นวัน นูยีไม่เคยลืมที่จะทบทวนตัวเองว่า เธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้มีบทบาทเป็นแม่และภรรยาคนหนึ่งเท่านั้น อินทรา กฤษณมูรตี นูยี (Indra Krishnamurthy Nooyi) เกิดวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 ที่เมืองมาทราส (ปัจจุบันคือเจนไน) ประเทศอินเดีย เธอใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าจะต้องตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกาให้ได้ ดังนั้นแม้ว่าเธอจะมีปริญญาในมือแล้วถึงสองฉบับ และมีอนาคตการทํางานที่รุ่งโรจน์ในบ้านเกิด นูยีในวัย 23 กลับเลือกที่จะไปเรียนต่ออีกครั้งที่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเยล เพื่อทําตามความฝันของเธอ ในปี ค.ศ. 1978 หลังจากนูยีเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกาได้ไม่กี่เดือน เธอก็ตกอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงต้องเร่งหางานพิเศษทํา แต่ ณ วันนั้นสูทราคาประหยัดกับบู๊ตสีส้มสดที่เธอมีอยู่ทําให้เธอดูแตกต่างจากอเมริกันชนคนอื่น ๆ จนดูคล้ายตัวประหลาด นูยีจึงต้องเดินน้ำตาตกออกจากห้องสัมภาษณ์ แม้ว่าจะมีประสบการณ์การทํางานที่ดีเยี่ยมมาจากประเทศอินเดียบ้านเกิดของเธอก็ตาม ด้วยเหตุนี้นูยีจึงตัดสินใจขอรับคําปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาอาชีพของมหาวิทยาลัย เธอเล่าว่า คําแนะนําของเจ้าหน้าที่ทําให้เธอตาสว่าง […]

กำไรจากเรื่องร้าย ๆ นิทานธรรมสะกิดใจ โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ

“กำไรจากเรื่องร้าย ๆ” นิทานธรรม สะกิดใจ โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ เศรษฐีคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวยมาก ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ล้วนสร้างกำไรแก่เขาเสมอ เขามีลูกทั้งหมด 7 คน เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิงอีก 4 คน ทุกคนในครอบครัวต่างอยู่ด้วยกันอย่างผู้มีน้ำใจเอื้ออารีต่อกัน เศรษฐีมีสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เช่น อูฐ โค ลา แพะ และแกะ เมื่อมีการจำหน่ายออกไปในแต่ละครั้งก็จะนำรายได้มาสู่ครอบครัวของเศรษฐีเป็นจำนวนมาก นิทานธรรม ด้วยความที่เป็นผู้มั่งคั่ง เศรษฐีจึงต้องมีการบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างรอบคอบ ทำให้ท่านเป็นคนที่ได้เรียนรู้ชีวิตอย่างผู้มีปัญญาเสมอมา การที่เศรษฐีต้องอยู่กับการบริหารมาโดยตลอด ต้องทนแรงเสียดทานต่าง ๆ จากการค้าขาย รวมทั้งต้องเกี่ยวข้องกับการได้กำไรและการขาดทุนอยู่เรื่อย ๆ จึงทำให้ท่านมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้จักปล่อยวางได้เมื่อมีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้น อยู่มาวันหนึ่ง คนรับใช้ชาย 4 คนของเศรษฐีที่ได้ไปปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างกันวิ่งหน้าตาตื่นมาหา พอมาถึงก็รีบแจ้งข่าวให้ท่านรับทราบในทันที คนที่ 1 แจ้งให้ทราบว่า “ท่านเศรษฐีครับ ผมมีข่าวร้ายจะแจ้งให้ท่านได้ทราบ คือมีโจรมาดักปล้นโคและลาที่ท่านมอบหมายให้พวกผมไปเลี้ยง พวกผมต่อสู้จนสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถต้านทานพวกโจรได้ […]

ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง โดย หลวงพ่อโพธินันทะ

ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง โดย หลวงพ่อโพธินันทะ เป้าหมายของการปฏิบัติภาวนาคือ การบรรลุถึงบรมธรรมสูงสุด ทั้งในความมืดและสว่าง ทั้งความสับสนวุ่นวายและความสงบศานติ จะต้องรู้ชัดต่อบรมธรรมให้ชัดเจนอยู่เสมอ และถ้าปรารถนาให้สัจธรรมแสดงตนอยู่ยาวนานก็จะต้องคอยเฝ้ารักษาจิตประภัสสรของตนเองอยู่เสมอ ๆ “จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี” ปราชญ์ย่อมตามรักษาจิตของตน ศิลปะของการเรียนรู้ตนเอง พระพุทธองค์มุ่งชี้แนะให้มนุษย์บรรลุถึงความหลุดพ้นจากความยึดถือทั้งปวง สำเร็จมรรคผล เข้าถึงบรมธรรมอันสมบูรณ์ รู้แจ้งในความสมบูรณ์แห่งการดำเนินชีวิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ถึงพร้อมในความบริบูรณ์แห่งสัจธรรมในการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน “วันนี้อากาศร้อนจัง” ปรมาจารย์ตั๊กม้อบอกว่า “อยากเห็นปลาให้มองน้ำ อยากเป็นพุทธะให้เฝ้ามองจิตใจ” เป็นการชี้แนะในการปฏิบัติที่ดีมาก แต่อย่าแสวงหาความเป็นอนัตตาด้วยการรับรู้อย่างแบ่งแยกแล้วใช้ความคิดระดับเหตุผลพิจารณาหาสิ่งที่ตรงข้ามกับความมีตัวตน จิตเดิมที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งมันปกติอยู่แล้ว เป็นไปได้ไหมที่เราจะคอยรักษาจิตที่ปกติของเราไว้ ดังนั้นการฝึกฝนหรือปฏิบัติภาวนาก็เพื่อการดำรงอยู่บนวิถีของจิตที่ปกตินี้แหละ มันเป็นการฝึกฝนที่มหัศจรรย์และมีศิลปะอย่างยิ่ง ถ้าเรามีความศรัทธาต่อจิตประภัสสรของเราอย่างแรงกล้า แล้วใช้จิตประภัสสรเป็นฐานของการปฏิบัติภาวนา จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ปัญญาญาณก็จะหยั่งลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจ เข้าถึงความเป็นเองแล้วแสดงออกร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอันเป็นวิถีของธรรมชาติแห่งพุทธะ แล้วรู้ชัดในความเป็นองค์รวมของสรรพสิ่งในทุกขณะของการดำรงอยู่ นี่คือ “เอกายนมรรค” นี่คือวิถีของความเป็นเอกภาพของโพธิจิตแห่งพุทธะ เราไม่อาจเข้าถึงความเป็นศิลปะของการดำรงอยู่ได้เลย หากเรายังดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกว่า มีตัวเราเป็นศูนย์กลางของการรับรู้อย่างแบ่งแยก แล้วเห็นสรรพสิ่งแตกต่างกัน นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่งที่เราจะต้องขจัดหรือไปให้พ้นมัน (ผู้รู้-สิ่งที่ถูกรู้ : นามรูป) การศึกษาที่แท้จริง การศึกษาที่แท้จริงจะทำให้เราเข้าใจตัวเองและทำให้เกิดปัญญาญาณ เข้าใจโลกจากประสบการณ์จริง ด้วยการรู้แจ้งชัดว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของสรรพสัตว์คือสุญญตา […]

10 เหตุผลที่เราทุกคนควรมีเมตตา ข้อคิดสะกิดใจโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำไมพระบรมศาสดาของทุกศาสนาจึงเน้นย้ำให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกอยู่กันด้วย เมตตา เพื่อจะตอบคำถามนี้ ขอให้เราลองมาพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ร่วมกัน (1) มนุษยชาติ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ อาจเคยเป็นญาติพี่น้องหรือวงศาคณาญาติกันมาแต่ชาติปางก่อน เพราะในสังสารวัฏอันยาวไกลที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่พบนี้ เราล้วนเคยเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วนับชาติภพไม่ถ้วนตลอดเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจเคยเกี่ยวข้องกันมาแล้วในฐานะต่าง ๆ บ้างเคยเป็นมารดา บ้างเคยเป็นบิดา บ้างเคยเป็นบุตรธิดา บ้างเคยเป็นสามีภรรยา บ้างเคยเป็นเพื่อน พี่ น้อง บริวาร อาจารย์ ศิษย์ ฯลฯ กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เมตตาต่อคน ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นพี่น้องวงศาคณาญาติของเราเอง (2) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นสัตว์โลกซึ่งดำรงความเป็นสมาชิกของโลกนี้ประเภทหนึ่งเหมือนกันกับเรา จริงอยู่ แม้คน สัตว์ เทวดา จะมีความแตกต่างกันโดยอัตภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกบ้าง แต่เมื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว เราทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในสังกัดเดียวกัน คือเป็นสัตว์โลกผู้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ เมตตา ต่อกันและกัน (3) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นผู้ตกอยู่ในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกันกับเรา กล่าวคือ มนุษย์ สัตว์ เทวดา แม้จะเกิดมาแตกต่างกัน แต่ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอาณัติของกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสากลที่เรียกว่า […]

จุ๋ย – วรัทยา นิลคูหา ฝันให้ใกล้ ๆ แล้วพา “ใจ” ไปให้ถึง

ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคย “ฝัน˜ ” ไม่ว่า‹จะฝันในเรื่องการเรียน การงาน ความรัก ความสำเร็จ หรืออะไรก็ตามแต่‹ ความฝั˜นเป็šนสิ่งสำคัญที่ทำให้Œหลายคนก้Œาวเดินไปอย่‹างมีทิศทาง จุ๋ย – วรัทยา นิลคูหา นักแสดงสาวมากความสามารถ เป็นคนหนึ่งที่ฝัน มีเป้าหมายกับทุกช่วงชีวิต เพียงแต่ทุก ๆ ฝันของเธอไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่าที่จะมองเห็น ฝันของเธอเป็นฝันระยะใกล้ ๆ ที่พอจะมองเห็น “โอกาสและความเป็นไปได้” อยู่บ้าง เพื่อที่ว่าหากไม่ได้ดังที่ฝันจะได้ไม่ต้องเสียใจหรือฟูมฟายมากมาย เรียกว่า “รู้จังหวะชีวิตและรู้จักเผื่อใจ” ไปในตัว ทุกครั้งที่ฝัน เธอจะมุ่งมั่นตั้งใจกับฝันนั้นอย่างเต็มที่ ให้ใจเต็มร้อย พร้อมจะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคที่ขวางหน้าเพื่อให้ถึงฝั่งฝันในที่สุด เกียรติยศและโอกาส ความที่แวดวงญาติ ๆ ของจุ๋ยเป็นข้าราชการกันเกือบทั้งหมด จุ๋ยจึงซึมซับกลิ่นอายของอาชีพนี้มาด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ ความมีเกียรติ ความมั่นคง จนเริ่มอยากเป็นข้าราชการกับเขาบ้าง แต่ชีวิตก็พลิกผันเมื่อจุ๋ยได้รับคัดเลือกให้รับบท “พระสุพรรณกัลยา” ในละครเรื่อง กษัตริยา นอกจากจะเป็นละครเรื่องแรกในชีวิตและเป็นละครอิงประวัติศาสตร์แล้ว ในเรื่องนี้จุ๋ยยังได้ร่วมแสดงกับทูลกระหม่อมฯด้วย เรียกว่าเป็นโอกาสสำคัญ เป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิต และเป็นบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ของจุ๋ยก็ว่าได้ แม้การเข้าฉากกับทูลกระหม่อมฯจะทำให้จุ๋ยเกร็งจนเดินเป็นหุ่นยนต์ ทำอะไรไม่ถูก แต่ด้วยความเมตตาของทูลกระหม่อมฯ ความศรัทธาที่มีต่อพระสุพรรณกัลยา เจตนาที่เราอยากสื่อถึงความรักชาติ […]

สวดมนต์เป็นนิจและคิดให้ถูกทาง

ทุกวันนี้คุณ สวดมนต์ บ้างไหมคะ การสวดมนต์เป็นกิจวัตรที่ชาวพุทธทุกคนควรปฏิบัติ เพื่อเป็นการฝึกหัดร่างกายและขัดเกลาจิตใจให้แนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น เข้มแข็ง เกิดสติปัญญา และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลวงพ่อจรัญ แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี บันทึกไว้ว่า ขณะจำวัดในคืนหนึ่ง ท่านนิมิตเห็นสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา มาสั่งความให้เดินทางไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจดคาถาบทหนึ่งในพระเจดีย์ เมื่อตื่นขึ้น หลวงพ่อจรัญแน่ใจว่าเรื่องราวที่เห็นในนิมิตนั้นเป็นความจริง เพราะท่านนอนกรรมฐานทุกคืนจึงไม่เคยฝันฟุ้งซ่าน อีกทั้งยังทราบด้วยว่า ขณะนั้นวัดใหญ่ชัยมงคลกำลังบูรณะพระเจดีย์อยู่ และจะทำการปิดยอดบัวเจดีย์ในวันนั้นพอดี ท่านจึงโทรศัพท์ไปขอร้องดอกเตอร์กิ่งแก้ว อัตถากร ซึ่งเป็นผู้ดูแลการบูรณะในครั้งนั้น ให้เลื่อนวันปิดยอดบัวไปอีกหนึ่งวัน เมื่อไปถึงวัดใหญ่ชัยมงคล หลวงพ่อจรัญพบว่าที่พระเจดีย์มีโพรงทางเข้าสำหรับลงไปด้านล่าง เมื่อเดินลงไปก็พบลานทองคำ 13 ลานที่ฐานเจดีย์ ซึ่งพระพนรัตน์ได้จารึกชัยมงคลคาถาเอาไว้ คำจารึกในใบลานที่ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ค้นพบในพระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล ระบุไว้ว่า บทสวดชัยมงคลคาถานี้เป็นพระคาถาที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระคาถาบทนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้สวดเป็นประจำทั้งเวลาอยู่ในพระบรมมหาราชวังและในสนามรบ ทำให้ทรงชนะศึกสงครามมาโดยตลอด แม้จะออกรบคู่กับสมเด็จพระอนุชาเพียงสองพระองค์ ก็ยังสามารถต้านทหารพม่าทั้งกองทัพไว้ได้ ดังนั้นผู้ที่หมั่นสวดบทชัยมงคลคาถาเป็นประจำทุก ๆ วันจะมีพลังใจที่เข้มแข็ง มีสติปัญญาเฉียบคม สามารถต่อต้านมาร คือความชั่ว […]

อย่าอยู่อย่างคนรกโลก ข้อคิดเตือนสติ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อย่าอยู่อย่าง คนรกโลก โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีพระบาลีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า  คนรกโลก นะ สิยา โลกะ วัฑฒะโน อย่าเป็นคนรกโลก หรือจมโลก ติดข้องอยู่ในโลก ที่ว่า “คนรกโลก” นั้นก็หมายเอาคนที่มาอยู่ในโลกแล้ว เกิดมาบนโลกแล้วมีแต่จะมาเอา มากอบ มาโกย มาโกง มากิน มาเก็บ มากัก มากำ มากก มากอด รวมทั้งเกรี้ยวกราดและโกรธเกลียดโลกด้วย แต่ไม่เคยให้อะไร ๆ กับโลกเลย ไม่เคยแม้คิดที่จะทำประโยชน์ต่อโลกเลย หรือถ้าจะให้อะไร ๆ แก่โลกหรือแก่ใคร ๆ ก็ต้องมีเงื่อนไข มีผลประโยชน์ที่ตัวองจะได้รับเป็นการตอบแทน เสมือนเป็นการลงทุน การให้แบบนั้นแท้จริงแล้วจึงไม่เรียกว่าการให้ แต่เรียกว่าเป็นการเอารูปแบบหนึ่งนั่นเอง คนประเภทนี้มักจะมีคำพูดในทำนองที่ว่า “จะให้กันฟรี ๆ ได้อย่างไร” หรือ “ของฟรีไม่มีในโลก” ฯลฯ แต่ แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างในโลกนั้นล้วนได้มาฟรี ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของฟรี โลกหรือธรรมชาติให้เรามาฟรี ๆ […]

ชีวิตอันน่าเสียดาย (?) ของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ได้รับการยกย่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันว่าเขาคือนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เทียบได้กับ แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) จากผลงานการอธิบายสภาวะของ “หลุมดํา”และ “การกําเนิดของจักรวาล” ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชให้แก่วิชา “จักรวาลวิทยา” ซึ่งเป็นฟิสิกส์กระแสหลักของโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่แล้วเมื่อผู้คนได้ยิน ได้ฟัง หรือได้เห็น “ชีวิต” ของสตีเฟ่นก็คงอดคิดไม่ได้ว่า “ช่างน่าเสียดายนัก” เพราะสมองอันปราดเปรื่องของเขาต้องอยู่ในร่างที่พิการ ขยับได้เพียงนิ้วสองนิ้วและซีกหน้าด้านซ้ายเท่านั้น แต่ทว่าชีวิตของสตีเฟ่นเป็นชีวิตที่น่าเสียดายจริงหรือ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง เกิดวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1942 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และฉายแววอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่สตีเฟ่นไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ไม่ยอมจดโน้ต และเข้าห้องเรียนน้อยมาก แต่เขากลับทําคะแนนสอบได้สูงที่สุด โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ สตีเฟ่นได้รับทุนให้เรียนหลักสูตร วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดขณะอายุได้เพียง 17 ปี แต่สตีเฟ่นเห็นว่าวิชาที่เรียนอยู่นั้นง่ายดายเกินไปจนน่าเบื่อหน่าย ครั้งหนึ่งเขาถึงกับปฏิเสธไม่ยอมทําโจทย์ฟิสิกส์จากตําราที่อาจารย์สั่งให้ทําเป็นการบ้าน เมื่ออาจารย์ทวงถาม สตีเฟ่นก็อธิบายถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในตําราเล่มนั้น จนอาจารย์ต้องเป็นฝ่ายตกตะลึง […]

“ถ้าอยากเกิดเป็นคน” บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ

ถ้าอยาก เกิดเป็นคน บทความธรรมะดี ๆ โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ กรรมที่มีส่วนสำคัญกับการที่จะให้วิญญาณแต่ละดวงไปเกิดที่ไหน คือจะไปสุคติภูมิ หรือไปอบายภูมิ จะมีอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ ครุกกรรม อาจิณณกรรม และอาสันนกรรม เกิดเป็นคน ครุกกรรม (หรือครุกกรรม) คือกรรมหนักที่รุนแรงไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดีก็ตาม มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของวิญญาณดวงนั้น ๆ เป็นอันดับแรก นอกเสียจากว่าคนคนนั้นไม่เคยทำกรรมหนักอะไรไว้ อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำเป็นนิสัย ก็จะได้สิทธิ์เป็นตัวกำหนดภพภูมิวิญญาณดวงนั้น โดยปกติจิตของคนเราก็มักจะคุ้นชินกับสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย หรือทำอยู่เป็นประจำ เช่นตลอดชีวิตทำแต่บุญทำแต่กุศล จิตควรจะเป็นกุศลมากกว่าเป็นอกุศล ตายไปก็น่าจะได้ไปเกิดในสคติภูมิ แต่หากทำกรรมชั่วตลอดหรือทำอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเป็นอกุศล เมื่อตายไปก็น่าจะไปเกิดในอบายภูมิ นี่ว่ากันโดยเหตุโดยผล แต่จะถือเป็นกฎตายตัวไม่ได้ เพราะความเที่ยงแท้แน่นอนแทบไม่มีอยู่ในโลกนี้ คนที่ทำกรรมดีเป็นอาจิณ แต่ตอนจิตใกล้จะดับ กลับพลาดไป จิตเกิดเป็นอกุศล ไปนึกห่วง วิตกกังวล หรือนึกโกรธ นึกแค้นอะไรเข้า อาสันนกรรมจะมาช่วงชิงสิทธิ์นั้น พาไปเกิดในอบายภูมิทันที ไม่ใส่ใจว่าจะทำกรรมดีอยู่เป็นประจำหรืออย่างไร เช่นเดียวกัน คนที่ทำแต่กรรมชั่ว หากตอนจิตจะดับเกิดทำจิตให้เป็นกุศลได้ ก็จะได้ไปเกิดในสุคติ […]

สามีปลูกต้นไม้นับพันเพื่อรำลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ 15 ปีต่อมากลายเป็นป่ารูปหัวใจ

สามี ปลูกต้นไม้ นับพันเพื่อรำลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ 15 ปีต่อมากลายเป็นป่ารูปหัวใจ ย้อนไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หลังจากที่ เจเน็ต โฮเวส (Janet Howes) เสียชีวิตอย่างกะทันหัน วินสตัน โฮเวส (Winston Howes) สามีผู้แสนดีของเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เพื่อรำลึกถึงเธอเป็นครั้งสุดท้าย  ปลูกต้นไม้ เกษตรกรผู้นี้ได้ปลูกต้นอ่อนของต้นโอ๊คจำนวน 6,000 ต้นลงในที่ดิน 6 เอเคอร์ แต่เว้นว่างตรงกลางไว้เป็นรูปหัวใจ ส่วนปลายแหลมของรูปหัวใจชี้ไปทางบ้านในวัยเด็กของเจเน็ต และ ณ เวลานี้ การแสดงความรักความอาลัยที่แสนโรแมนติกของเขาได้เติบโตงอกงาม ต้นโอ๊คหนาแน่นเบียดเสียดราวกับโอเอซิสอันสุขสงบ ซึ่งวินสตันสามารถนั่งดื่มด่ำธรรมชาติและนึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับซึ่งอยู่กินกันมานานถึง 33 ปี ป่าเล็ก ๆ ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห่งนี้ไม่สามารถมองเห็นได้จากถนน และเป็นความลับของครอบครัวมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนขึ้นบอลลูนอากาศร้อนลอยผ่านมาพบที่นี่เข้าโดยบังเอิญ จากนั้นก็ถ่ายภาพทางอากาศไปเผยแพร่จนกลายเป็นข่าวดังขึ้นมา วินสตัน วัย 70 บอกกับนักข่าวว่า หลังจากภรรยาเสียชีวิต จู่ ๆ เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าจะทำรูปหัวใจกลางทุ่ง ซึ่งเขาคิดว่าเป็นไอเดียที่เจ๋งมาก เขาจึงลงมือปลูกต้นโอ๊คประมาณ 6,000 ต้น พอทำเสร็จเขาก็นั่งในทุ่งนั้น […]

ดับความโกรธ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า

อบรมตนเองเพื่อ ดับความโกรธ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า โดย พระมหาบุญส่วน ปุญฺญสิริ หากสอนใจตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้ว ยังไม่อาจดับเพลิงแห่งความโกรธที่ลุกไหม้เผาใจอยู่ลงได้ วิธีต่อมาให้ลองใช้วิธีอบรมใจตนเองด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากโจรใจเหี้ยมพึงเอาเลื่อยมาเลื่อยเธอให้ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ถ้าผู้ใดยังคิดประทุษร้ายโจรนั้นอยู่ ผู้นั้นยังหาชื่อว่าทำตามโอวาทเราไม่” พระองค์ทรงเตือนพวกเราว่า แม้จะถูกทำร้าย แต่ถ้าไม่โกรธ ความเจ็บนั้นจะอยู่เพียงแค่กายภายนอก แต่หากโกรธ ความเจ็บจากการถูกทำร้ายนั้นซึมลึกเข้าไปเป็นความทรมานของจิตใจ และฝังแน่นอยู่ในใจเป็นความเจ็บทรมานข้ามภพข้ามชาติ นั่นคือความพยาบาทอาฆาตจองเวรอย่างไม่มีวันจบ เพียงไม่โกรธเท่านั้น ชีวิตก็เป็นอิสระแล้วจากการเป็นทาสของความพยาบาทจองเวร อีกพระโอวาทหนึ่ง พระองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดโกรธตอบ ผู้นั้นเลวกว่าผู้โกรธก่อน ผู้ไม่โกรธตอบชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธตัวแล้ว แต่ส่วนตนเป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยมอยู่ ชื่อว่าประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่คนทั้งสองฝ่าย คือทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น” พระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้ตอบโต้คนที่กำลังโกรธอยู่ด้วยการโกรธตอบ แต่ทรงสอนให้อภัย ให้รีบดับความโกรธในใจของตนนั้นลงเสีย เป็นที่พึ่งแก่ตน ทั้งยังเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ด้วย เพราะเมื่อเราไม่โกรธตอบ ไม่ทะเลาะตอบ ก็เหมือนไม่ยื่นมือออกไปรับการปรบของเขา เสียงปรบมือก็ไม่มี ปรบเมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง เมื่อไม่มีคู่ทะเลาะด้วย ไม่ช้าเขาก็เย็นลงได้เอง อย่าเป็นนักเสียสละไม่เข้าท่า ที่จะขอเย็นเป็นคนสุดท้าย หลังจากคนอื่น ๆ เย็นลงแล้ว …มีคำสอนของพระพุทธองค์ที่ควรนำมาอบรมตนอีก เช่น […]

จิตอาสาของ เมลินดา เกตส์

จิตอาสาของ เมลินดา เกตส์ เมลินดา เกตส์ เคยกล่าวไว้ว่า “การที่ฉันมีโอกาสไปเยือนประเทศต่าง ๆ ในซีกโลกที่กำลังพัฒนา และเห็นด้วยตาตัวเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับแม่และเด็ก ๆ ในหมู่บ้านยากจน ทำให้ฉันรู้สึกถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และรู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวฉันกับบรรดาแม่ ๆ ที่นั่น มันง่ายเหลือเกินที่ฉันจะบอกกับตัวเองว่า ‘นั่นอาจเป็นฉันก็ได้ ถ้าฉันไม่ได้เกิดในสหรัฐอเมริกา ฉันก็อาจเป็นแม่คนนั้น’” “ฉันอาจเป็นแม่คนนั้น” มีความหมายไม่ต่างจาก “ทุกชีวิตมีคุณค่าเท่ากัน” (All Lives Have Equal Value) ซึ่งเป็นคำขวัญประจำ มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ที่ บิล เกตส์ สามีของเธอก่อตั้งขึ้นและที่จริง คำกล่าวนี้เป็นหัวใจของการทำงานการกุศลของเธอและบิลมาโดยตลอด ปัจจุบันมูลนิธิแห่งนี้มีทุนในการดำเนินการสูงกว่า 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเจ้าหน้าที่ประจำกว่าพันคน เป้าหมายหลักของมูลนิธิแห่งนี้ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่ขาดโอกาส และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บในประเทศยากจน รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก แม้ว่ามูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ จะเป็นมูลนิธิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทว่าเมื่อเทียบกับปัญหาต่าง ๆ ที่มี เงินทุนเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใด ๆ ได้ มูลนิธิจึงต้องร่วมมือกับรัฐบาลประเทศต่าง […]

มีทุกอย่างแต่ยังทุกข์… ความสุขที่ขาดหาย โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ตอบคำถามของผู้ที่ “ใจยังพร่อง” ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร ดังนี้ ปุจฉา ผมเป็นคนที่ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ประสบความสําเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ไม่ว่าใครก็อิจฉา แต่ทําไมลึก ๆ แล้วผมถึงยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร คือไม่ถึงกับทุกข์แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร และจะขจัดความรู้สึกนี้ได้อย่างไรครับ วิสัชนา คุณเคยอ่านประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไหม ผู้ชายคนนี้เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ทรัพย์สินที่เขามีมากกว่าทรัพย์สินที่คนไทยทั้งประเทศมีอยู่เสียอีก แต่เขาบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีซึ่งเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกหลายสมัยติดต่อกัน เขาบริจาคเงินมหาศาลกว่าหมื่นล้านเหรียญ แต่ไม่ต้องการแม้แต่หนังสืออนุโมทนาบัตร ชีวิตส่วนตัวนั้นเป็นที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ทำตัวแสนจะธรรมดา ทั้งเสื้อผ้า อาหาร และรถยนต์ที่ใช้ ล้วนเป็นของธรรมดาพื้น ๆ เขานิยมชีวิตที่เรียบง่าย นั่นเป็นเรื่องซึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาของมหาเศรษฐีของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เล่าเรื่องคล้ายกัน คือ มหาเศรษฐีคนหนึ่งของเม็กซิโก เมื่อเขาทำธุรกิจจนรวยล้นฟ้าแล้ว วันหนึ่งก็ขายกิจการทุกอย่าง แล้วกลับออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเงียบ ๆ แถมให้อีกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริง วันหนึ่งมีคนสัมภาษณ์อดีตประธานาธิบดีท่านหนึ่งของติมอร์ว่า […]

keyboard_arrow_up