ธ.ก.ส. ทุ่ม 9.3 หมื่นล้าน หนุนเครดิตเพื่อสังคมเกษตรด้วย “บัตรเกษตรสุขใจ”

ธ.ก.ส. – ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนมาตรการเกษตรประชารัฐ พร้อมเปิดตัว “บัตรเกษตรสุขใจ”

ช้ำรักช่างปะไร! 10 ขั้นตอนเคลียร์ใจ แบบฉบับ “อกหักแต่รักยังอยู่”

ในรอบชีวิตของคนเราต้องพบเจอกับช่วง “อกหัก” สักกี่ครั้ง แม้ข้อมูลจากสำนักงานอ้างอิงทางประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในช่วงชีวิตของแต่ละคนจะเคยอกหักกันคนละ 3 ครั้ง แต่สำหรับบางคนแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ เพราะแค่นั้นก็ทำให้ รู้สึกบอบช้ำไปนานหลายปี

“สังขารอย่างนี้จะไปดูแลใครได้!” ลูกฮึดป๊าหว่อง ชายสูงวัย แต่หัวใจฟิตแอนด์เฟิร์ม

หลายคนคงเคยดูคลิป “ทำ-ตาม-ป๊า” ชายสูงวัยใบหน้ายิ้มแย้มสอนออกกำลังกายแบบง่าย ๆ เช่น ท่าแกว่งแขน วิธีกดจุด ลดความดัน มีคนแชร์คลิปจนมียอดวิวหลายแสน จนถึงหลายล้าน

4 พลังของรอยยิ้ม อานุภาพสร้างสิ่งที่ดีต่อตัวเอง

รอยยิ้มมีอานุภาพสูงยิ่ง เพราะมันคือเครื่องบ่งชี้การมองโลกในแง่ดี ถ้าคิดดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา ด้วยเหตุนี้การยิ้มเพียงครั้งเดียวจึงสามารถสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับเรา

ความ(ไม่)กลัว ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเบิกบาน โดย ติช นัท ฮันห์

พวกเราส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมน่าอัศจรรย์และช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่สำหรับพวกเราหลายๆ คน แม้จะอยู่ในช่วงเวลาอันน่าเบิกบานที่สุด ความกลัวก็ยังอยู่ตรงนั้นซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเบิกบานของเรา

TRUE STORY: กว่าจะสุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี

TRUE STORY: กว่าจะ สุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี ตั้งแต่จำความได้ เสียงที่ฉันได้ยินแทบทุกวันคือเสียงพ่อแม่ทะเลาะ ตะคอก และตะโกนใส่กันฉันเฝ้าโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน ฉันพยายามคิดหาทางแก้ปัญหาแบบเด็ก ๆ ว่า ถ้าฉันเป็นเด็กดีกว่านี้ เรียนหนังสือเก่งกว่านี้ และทำงานบ้านได้เยอะกว่านี้ พ่อแม่คงไม่ทะเลาะกัน คงเป็นบ้านที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเช่นเดียวกับบ้านของเพื่อนคนอื่น ๆ ฉันจึงพยายามอย่างหนักที่จะเป็นเด็กดีของพ่อแม่ หลายปีผ่านไป ฉันเป็นเด็กดีและมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพ่อกับแม่จะคืนดีกัน ตรงกันข้าม พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แม่เก็บข้าวของหนีออกจากบ้าน ส่วนพ่อทิ้งฉันออกไปขับรถสิบล้อรับจ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะกลับบ้าน ตายายและน้าจึงมารับฉันและน้องชายไปอุปการะดูแล ตาเลี้ยงดูฉันอย่างเข้มงวด ท่านมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามไม่ให้มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ ห้ามกลับบ้านดึกเกินสองทุ่ม ห้ามนอนค้างบ้านเพื่อน และห้ามอีกสารพัดเรื่อง ฉันทั้งกลัวและเกรงใจตามาก จึงทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ฉันตัดสินใจขอตาไปอยู่หอพักในตัวเมืองเพื่อทำงานและเรียนต่อชั้น ปวส. ตาเห็นในความตั้งใจจริงจึงอนุญาต แต่ไม่วายขู่ว่า “ตั้งใจเรียนให้จบนะเว้ย อย่าเพิ่งมีแฟนถ้าเรียนไม่จบ มีผัวกลับมา กูจะเหยียบให้แบนเหมือนกระดานเลยคอยดู” ฉันให้คำมั่นสัญญากับตา ทั้งที่ในใจคิดว่าต่อไปนี้ฉันกลับบ้านดึกได้ สังสรรค์กับเพื่อนได้ และมีแฟนได้ ในที่สุดจะได้มีอิสระเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ เสียที หลังจากเรียนได้ไม่กี่เดือน ฉันก็คบหาดูใจกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาดูแลเอาใจใส่และแสดงออกว่ารักฉันมาก ไม่นานนักฉันก็ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ห้องเดียวกับเขาฉันสามีภรรยา เวลาผ่านไปเกือบสองปี เหลือเทอมสุดท้ายฉันก็จะเรียนจบชั้น ปวส. วันหนึ่งขณะกำลังนั่งเรียนหนังสือ ฉันรู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียน จึงขออนุญาตอาจารย์ไปนอนพักที่ห้องพยาบาล ระหว่างนั้นเริ่มคิดว่าไม่มีประจำเดือนมาสองเดือนแล้ว หรือว่าจะท้อง คิดได้แค่นั้นก็กลัวมาก ได้แต่บอกกับตัวเองว่าขอให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นจริง คงแค่คิดมากไปเอง เย็นวันนั้นฉันซื้ออุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์จากร้านขายยากลับมาตรวจเองที่บ้าน ทันทีที่ทราบผลว่าตั้งท้องจริง ๆ ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น ในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ตายแน่ ๆ ท้องทั้งที่ยังเรียนไม่จบแบบนี้ ถ้าตารู้คงโกรธมาก จะทำยังไงต่อไปดี” ทันทีที่แฟนกลับมา ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดเขาตกใจมาก แต่ก็พยายามปลอบใจฉันว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ เขาจะไปปรึกษาแม่ แม่ของเขาใจดี น่าจะมีทางออกให้เราสองคนได้ ทันทีที่แม่แฟนรู้ก็รีบมาหาฉัน แทนที่จะดุด่ากลับมาพร้อมอาหารและผลไม้มากมายแม่ทำกับข้าวให้กิน ทั้งยังดูแลเอาใจใส่อย่างดีพร้อมปลอบใจไม่ให้คิดมาก และบอกว่าจะไปสู่ขอแล้วจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี ฉันทั้งดีใจและซาบซึ้งใจมาก คิดว่าตัวเองช่างเป็นลูกสะใภ้ที่โชคดีที่สุดในโลกที่มีแม่สามีใจดีแบบนี้ วันต่อมาระหว่างที่แฟนออกไปเรียนหนังสือ แม่แฟนแวะมาหาฉันที่ห้องพัก ทำกับข้าวมาให้กินเหมือนเคย แต่คราวนี้แม่นำน้ำสมุนไพรมาด้วย บอกว่าฉันต้องดื่มน้ำสมุนไพรเยอะ ๆ จะได้บำรุงลูกในท้อง ฉันดื่มน้ำสมุนไพรจนเกือบหมดขวดตามที่แม่บอก ไม่นานแม่ก็ถามเสียงแข็งว่า “เริ่มปวดท้องหรือยัง” ฉันตอบว่า “ไม่ปวดค่ะ ดื่มน้ำนี้แล้วจะทำให้ปวดท้องเหรอคะ” เธอมองมาที่ฉันด้วยแววตายิ้มเยาะแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ รีบปวด แล้วรีบขับเลือดออกมาเสีย” ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่แฟนพูดจึงถามย้ำอีกครั้ง คราวนี้แม่แฟนตอบว่า “ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ น้ำสมุนไพรที่ฉันให้เธอกินไม่ใช่ยาบำรุง แต่เป็นยาขับเลือดเข้าใจแล้วก็เลิกถามเสียที รีบ ๆ แท้งลูกออกมาเสีย เรื่องจะได้จบ ๆ” สิ้นเสียงแม่ ฉันตกใจมาก รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความกลัว ผู้หญิงคนนี้ดูภายนอกเหมือนจะใจดี แต่จิตใจโหดร้ายอำมหิต สามารถฆ่าหลานตัวเองได้ลงคอ ไม่นานฉันก็ปวดท้องอย่างรุนแรงนานหลายชั่วโมง แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาเมื่อแฟนกลับมาจากโรงเรียน แม่สั่งให้เขาพาฉันไปทำแท้งที่คลินิกเถื่อน หลังจากพักฟื้นได้ไม่นาน แม่และพ่อของแฟนก็มาสู่ขอฉันจากตายาย ท่านตกใจมาก แต่ก็ยินยอมเพราะเห็นว่าเรารักกันหลังจากเรียนจบชั้น ปวส. เราจัดงานแต่งงานแบบเงียบ ๆ เชิญเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่สนิทเท่านั้น ฉันย้ายเข้าไปอยู่บ้านสามี แม้จะรู้ว่าแม่สามีไม่ค่อยชอบ แต่ก็พยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำงานบ้านทุกอย่าง ทำกับข้าว ซักผ้า ปรนนิบัติดูแลสามี แม่และพ่อของสามี รวมทั้งทำงานนอกบ้าน พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนสามีที่ยังหางานทำไม่ได้ด้วย ชีวิตครอบครัวของฉันดำเนินมาได้เกือบหนึ่งปี วันหนึ่งสามีของฉันประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม แม่สามีโทร.มาบอกว่ากำลังผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันรีบไปรอหน้าห้องผ่าตัด จึงได้ทราบความจริงจากนางพยาบาลว่า สามีไม่ได้ประสบอุบัติเหตุคนเดียว แต่มีหญิงสาวอีกคนซ้อนท้ายรถไปด้วย แต่เธอบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉันโกรธสามีที่นอกใจ พร้อมบอกตัวเองว่า ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่จะเลิกกับเขาทันทีแต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ยังไม่ฟื้น ผ่านไปหนึ่งเดือนสามีจึงฟื้นขึ้นมา นอกจากขาหักแล้วยังความจำเสื่อมและสติไม่ค่อยสมประกอบอีกด้วย ฉันโกรธเขาไม่ลง ตรงกันข้ามฉันสงสารเขาจับใจ หลังสามีกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ภาระหน้าที่ของฉันก็หนักขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากต้องทำงานบ้านทั้งหมดไปพร้อมกับออกไปทำงานประจำแล้ว ยังต้องปรนนิบัติดูแลสามีที่ขาหัก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และสติไม่ค่อยสมประกอบ ด้วยความรักฉันปรนนิบัติดูแลเขาอย่างดี ไม่เคยบ่น และไม่เคยอิดออดเลย หนึ่งปีต่อมาสามีเริ่มกลับมาเดินได้อีกครั้งและความจำดีขึ้น ตรงกันข้ามความรักที่ฉันมีให้เขากลับลดน้อยลง หลงเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่ฉันเดินทางกลับไปเยี่ยมตาและยาย แม่สามีก็โทร.มาด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “เธอกลับบ้านบ่อย ๆ แบบนี้ คงเบื่อลูกชายฉันมากใช่ไหม ถ้าอยากกลับไปอยู่บ้านของตัวเองก็เชิญ” ความอดทนของฉันถึงขีดสุด พอกันทีกับแม่สามีที่คอยกลั่นแกล้ง พ่อสามีที่ไม่เคยสนใจ รวมทั้งสามีที่มีชู้และไม่เคยปกป้องฉันเลย หลังจากวางหูฉันเดินเข้าไปบอกตายายและน้าทั้งน้ำตาว่าฉันจะหย่า วันต่อมาน้าพาฉันไปเก็บข้าวของออกจากบ้านสามี ฉันกลายเป็นแม่ม่ายในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ คนที่คอยรับฟังและให้กำลังใจฉันได้ดีที่สุดในขณะนั้นคือ พิม เพื่อนผู้หญิงในที่ทำงาน เธอเป็นเพียงเพื่อนคนเดียวที่ฉันวางใจ กล้าเล่าปัญหาให้ฟังอยู่เสมอ เราสองคนสนิทกันมาก เพราะพิมก็มาจากครอบครัวที่แตกแยกเช่นกัน ฉันกลับมาอยู่บ้าน ใช้ชีวิตเฉยชาเหมือนคนไม่มีหัวใจ มีเพียงพิมที่คอยดูแลและปลอบใจ ไม่กี่เดือนต่อมาพิมก็ลาออกจากบริษัท แม้เราสองคนไม่ได้ทำงานที่เดียวกันแล้ว แต่ยังโทร.คุยกันแทบทุกวัน พิมเล่าว่าเธอได้งานใหม่เป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ถ้าฉันสนใจซื้อรถ เธอจะให้ส่วนลดพิเศษ พร้อมของแถมอีกหลายรายการ ฉันอยากช่วยเหลือเพื่อน จึงนำเงินเก็บจำนวนห้าหมื่นบาทซึ่งเป็นเงินเก็บเพียงก้อนเดียวที่มีนำไปดาวน์รถยนต์ โดยพิมเป็นคนรับเงินและดูแลเรื่องเอกสารทั้งหมด ครบกำหนดวันรับรถ พิมบอกว่าฉันไม่ต้องเสียเวลาไปรับรถที่บริษัทหรอก เธออาสาขับมาส่งให้ที่บ้านเอง ฉันนั่งรอตลอดทั้งวัน จนพลบค่ำพิมก็ยังไม่มา ฉันร้อนใจและเป็นห่วงว่าเธออาจประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงโทร.หา แต่โทร.เท่าไหร่ก็ไม่ติด จึงโทร.ไปที่บริษัทรถยนต์ พนักงานบอกว่าพิมลาออกจากบริษัทรถยนต์แห่งนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และไม่มีรายการสั่งซื้อรถของฉันด้วย ฉันเริ่มตาสว่าง เข้าใจแล้วว่าพิมหลอกฉันมาตลอด หลอกว่าเป็นเพื่อนที่แสนดีหลอกว่าจะขายรถยนต์ราคาถูกให้ และที่สำคัญหลอกเอาเงินเก็บเพียงก้อนเดียวของฉันไปด้วยวินาทีนั้นฉันรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง โลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ฉันไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว ทั้งลูก ความรัก ความไว้ใจ เพื่อนและเงินทอง ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ไม่รู้ว่าจะทำความดีไปเพื่ออะไร ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ติดเหล้า เที่ยวกลางคืนติดการพนัน และติดหนี้บัตรเครดิต ฉันใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างคนไม่มีอนาคต ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อ โจ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและโจพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เขาเป็นทั้งผู้รับฟัง เป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจ เราคุยโทรศัพท์และแชตไลน์กันทั้งวัน จนในที่สุดโจก็ขอฉันเป็นแฟนหลังจากคบกัน ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โจแนะนำฉันทุกเรื่อง สอนให้รักตัวเอง ให้เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกดื่มเหล้าเลิกการพนัน และรู้จักอดออม จนในที่สุดฉันสามารถปลดหนี้บัตรเครดิตก้อนโตได้สำเร็จ                 ทุกวันนี้ฉันมีความสุขมาก พยายามลืมทุกความทุกข์ที่ผ่านมา แม้ไม่รู้ว่าชีวิตจากนี้จะหันเหไปเช่นไร แต่เชื่อว่าชีวิตฉันเริ่มต้นใหม่ขึ้นอีกครั้งแล้ว ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์จริง ข้อคิดคำสอนจากพระภาสกร ภูริวฑ.ฒโน (ภาวิไล)                 ชีวิตประดุจนาวาแล่นไปในทะเลกว้าง บางครั้งคลื่นลมสงบ บางครั้งก็เป็นดังพายุคลั่ง เราทุกคนมีหน้าที่ประคองนาวาชีวิตนี้ไปให้ถึงฝั่งฝันอันไร้คลื่นลม เมื่อใดที่ปรับใบเรือให้สอดคล้องรับกับแรงลมได้ดี นาวาน้อยก็ทะยานไปเบื้องหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อใดที่ตั้งใบเรือผิดหรือหลงเพลินกับสิ่งอื่น ๆ จนลืมลดใบเรือยามเมื่อคลื่นลมกระหน่ำรุนแรงรวดเร็วไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เรือก็อาจพลิกคว่ำได้                 ชีวิตก็เช่นกัน มีทั้งขาขึ้นและขาลงยามเมื่อขาขึ้นอย่าได้หลงระเริงเพลิดเพลินจนเกินไป ยามเมื่อขาลงก็ถือเสียว่าเป็นโอกาสที่จะได้ชดใช้กรรม ขณะเดียวกันจงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส อย่าไปโทษหรือไปคาดหวังที่จะให้ใครเป็นไปตามใจเราอย่าเอาความสุขความทุกข์ของเราไปฝากไว้กับความคิด คำพูด และการกระทำของคนอื่น จงมองหาโอกาสในการศึกษาพัฒนาตนเพื่อตระเตรียมเอาไว้ให้เพียงพอต่อโอกาสที่จะผ่านเข้ามาในอนาคต ทั้งหมดที่กล่าวมานี้สรุปความลงที่คำว่า “อย่าประมาท”   เรื่อง ปุ๋ย เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล ยอดเมือง สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แบบ อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล, อุรัชษฎา ขุนขำ (ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง)   หากใครมีเรื่องราวชีวิตจริงที่อยากแบ่งปัน […]

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้สารเลว”

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้ สารเลว ” การโดดเรียน  ตีกัน (พฤติกรรมที่ สารเลว ) เป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันช่วงที่ผมยังเด็ก  อีกส่วนคือการเป็นมือปืนรับจ้าง  รับแทงสนุ้กให้เจ้ามือ  และเล่นพนันจนได้สตางค์มาซื้อของเล่นมากมาย การพนัน เป็นเรื่องปกติสำหรับผมเพราะพ่อ - แม่ผมเป็นเจ้ามือหวย  ส่วนที่บ้านทำธุรกิจขายแก๊สแสนซอมซ่อ  ตอนเด็ก ๆผมรู้สึกว่าที่บ้านไม่ค่อยมีสตางค์  กว่าจะรู้ว่าบ้านของตัวเองมีเงินก็ตอนที่บ้านโดนพิษเศรษฐกิจปี 40  ธุรกิจล้มละลายจากสาเหตุที่พ่อแม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ซื้อมาขายไป  หมดเงินไปกับที่ดินนับสิบล้าน  และหมดตัวกันทั้งบ้าน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน  เพื่อทำงานหาเงินส่งน้องเรียน  ซึ่งบังเอิญมีคนช่วยฝากผมเข้าทำงานในบริษัทจิเวลรี่แห่งหนึ่ง  ทำหน้าที่รับ - ส่งของหรือเอกสารไปตามที่ต่าง ๆ  โชคดีที่ผมได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษจนได้ติดสอยห้อยตามเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน …แม้แต่ในวงไพ่! การเล่นไพ่ในวงผู้ใหญ่ทำให้ผมได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ  เพราะในการเล่นแต่ละครั้งผมจะติดเงินใส่กระเป๋าไม่มาก  เงินหมดก็หยุดเล่น  แต่ถ้าเล่นได้  เงินสี่ห้าหมื่นก็จะโบยบินเข้ามาสู่กระเป๋า  ดังนั้น สำหรับผม  การเล่นไพ่จึงเป็นธุรกิจที่ “ลงทุนน้อยแต่กำไรมาก”…ดังนั้นยิ่งเล่นผมจึงยิ่งใช้เงินมากขึ้น  จากทีละร้อยก็เริ่มลงทีละพัน…ทีละหมื่น ช่วงนั้นส่วนมากผมจะเล่นได้มากกว่าเสีย  เนื่องจากเล่นกับผู้ใหญ่  เวลาที่เสียผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเตะโต๊ะเตะเก้าอี้เอามือปัดเงินให้กระจุยกระจาย  ระบายอารมณ์โกรธเท่านั้น ผมมั่นใจว่า ณ ตอนนั้นผมไม่ได้ติดพนัน  แต่ติด “เงิน” ที่ได้จากการพนันต่างหาก…แน่ละสิ  ใครจะไม่อยากได้เงินบ้างล่ะ!!! หลังทำกำไรกับการเล่นไพ่มาสองปีผมก็เริ่มขยับขยายไปหาเงินด้วยวิธีอื่น…อย่างเล่นพนันบอล! ผมเริ่มจากการเป็นผู้เล่น…ได้บ้างเสียบ้าง  ความรู้สึกบีบหัวใจในช่วงที่ลุ้นผลบอลส่งผลให้ผมก้าวเข้ามาในวงการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเองเริ่มกลายเป็น“โต๊ะบอล” ขึ้นมา ผมจัดการชักชวนคนรู้จักรอบข้างให้มาเล่นบอลที่โต๊ะ  พอคนมามากเข้า  จากเป็นคนเล่น  ผมเปลี่ยนมาเป็นคนส่งโพยและเงินให้พวกโต๊ะใหญ่ ๆ แทน  เพราะคนเล่นยังมีสิทธิ์เสีย  แต่คนส่งผลส่งเงินน่ะได้เงินเน็ต ๆ ครับ  อาศัยแค่หนังสือพิมพ์ปากกา  กระดาษ และโทรศัพท์  สำหรับใช้เพื่อติดต่อลูกค้า (ขาพนัน) และโต๊ะบอลเท่านั้น  เท่านี้ก็ได้เงินแล้ว! ช่วงเวลานั้น  น้องผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม  ผมมองเห็นลู่ทางทำกินใหม่เลยบอกให้น้องชวนเพื่อน ๆ มาเล่นด้วยกันโดยให้น้องมาเป็นขาของผมอีกทีหนึ่ง  และแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้น้องเป็นค่าขนม ลูกค้าของผมส่วนมากจะเริ่มเล่นตั้งแต่วันศุกร์…คู่ละหมื่น  ไปจบเอาวันเสาร์คู่ละห้าแสน  จนถึงล้าน  คนส่วนมาก  พอเล่นเสียก็มักทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้เงินคืนมา  บางครั้งก็ทุ่มเงินก้อนใหญ่หวัง“ถอนทุน”  แต่ขึ้นชื่อว่าการพนัน  ใครมันจะได้คืนกันล่ะครับ… “คุณยังอยากเก็บชีวิตลูกคุณไว้ไหม…” นี่เป็นคำถามติดปากที่ผมมักถามพวกพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่เล่นเสีย  บางครั้งผมก็ไปดักรอหน้าบ้านของเด็กที่หนีหนี้พอผมเห็นมัน  ผมก็จะลากคอมันเข้าซอกตึก  แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า  “กูรู้จักบ้านมึงแล้วนะ…”  จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กจินตนาการต่อไปเองว่า  ผมจะทำ “อะไร”  ถ้ามันไม่จ่ายเงินคืน… หลังจากผมทำโต๊ะบอล  วิถีชีวิตคนในบ้านก็เปลี่ยนไป  ผมมีเงินจุนเจือครอบครัวมากขึ้น  และเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้น้อง ๆในขณะเดียวกัน  พอเห็นผมมีเงินมากเข้าพ่อที่ตอนแรกเล่นบอลไม่เป็น  ก็เริ่มเล่นหวังได้เงินก้อนใหญ่  พอเล่นด้วยความโลภ ผลที่ได้จึงมีแต่เสีย เสีย และเสีย พอถึงช่วงเวลาที่บอลมา  ผีพนันจะเข้าสิงคนที่เล่น  พ่อเริ่มเปลี่ยนเป็นคนละคนลงเงินพนันคู่ละหมื่นสองหมื่น ทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีจะกิน  ตอนนั้นทั้งบ้านเริ่มร้อนไม่มีใครฟังใคร  วันไหนที่ผมโมโหพ่อมาก ๆที่เอาเงินไปทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ  ผมก็มักจะปาของลงพื้นให้พ่อรู้ว่าไม่พอใจ  ก่อนจะออกมาระบายอารมณ์นอกบ้าน ส่วนน้องของผม  ก็ดันเห็นผมเป็นไอดอล  เดินตามผมมาเล่นพนันบอลเหมือนกัน  ไม่เคยคิดหรอกว่าสิ่งที่พี่ตัวเองทำดีหรือไม่ดี  เพราะในสายตาของน้อง  คนมีเงิน…ถูกเสมอ จนกระทั่งผมเริ่มเห็นชีวิตของคนรอบข้างพังลง  โดยที่ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างรุ่นพี่คนหนึ่งรักเมียมากและมีฐานะมั่นคง  ทั้งยังมีชื่อในวงการอัญมณี  แต่ตอนหลังผมชวนเขามาเล่นบอล  จากคู่ละห้าพันเขาเริ่มเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีหนี้  พอเริ่มเป็นหนี้  เขาก็เริ่มไปโกงเพชรพลอยเพื่อเอาเงินมาหมุนจ่ายหนี้ เพียงสามเดือนเท่านั้น  จากผู้ชายที่เพียบพร้อมกลับกลายเป็นคนหนีหนี้  ทิ้งเมียที่กำลังท้องไว้ที่บ้าน  แถมยังถูกไล่ออกจากงาน  เพราะถูกเจ้านายจับได้ว่าโกงบริษัท ถามว่าผมรู้สึกผิดบ้างไหมที่ทำลายชีวิตใครไป…ไม่เลยสักนิดครับ  พวกเขาทำตัวเองต่างหาก! เมื่อพบเห็นชีวิตของคนพวกนี้มากเข้าบวกกับคนในบ้านเริ่มเพี้ยนไปตาม ๆ กันสุดท้ายผมก็ตัดสินใจล้มโต๊ะบอล  หันมาทำอย่างอื่นแทน “อย่างอื่น” ที่ว่าคือ  ขนเพชรพลอยหนีภาษี… รุ่นพี่คนที่ชวนผมเข้าวงการพนันนั่นแหละพาผมไปซื้อพลอยที่เมืองจีน  ไปทีขนเงินเป็นสิบล้านใส่กระเป๋ากางเกงตัวโคร่ง  ก่อนจะไปซื้อพลอยในเหมือง  และขนพลอยใส่ช่องลับของเสื้อผ้ากลับมา ชีวิตในเมืองจีนช่วงนั้นจะเรียกว่าสบายก็สบายราวกับเจ้าพ่อ  ใช้เพียงแค่หางตาก็สั่งคนได้  มีคนพร้อมให้บริการมากมายอยากได้อะไรก็ได้  ในขณะเดียวกันก็อันตรายไม่ใช่น้อย  เพราะมีการขัดผลประโยชน์กันระหว่างผู้ขายเพชรด้วยกันเอง  พวกผมจึงต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มกันตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองจีน จนกระทั่งช่วงหลัง ๆ กลุ่มผู้ขัดผลประโยชน์เริ่มทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆถึงขั้นเอาขวานหรือมีดมาฟันกันจนเลือดสาดครั้งหลังสุด  รุ่นพี่ของผมโดนหิ้วปีกเข้าซังเตที่เมืองจีนต่อหน้าต่อตาผม  ผมจึงตัดสินใจลาขาดจากอาชีพนี้ แล้วหันมาทำอาชีพใหม่คือ  เปิดร้านเกม… ร้านผมอยู่แถว ๆ สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดเที่ยงวันยันเที่ยงคืน  มีเด็กจรจัดมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก  บางคนมาคุยอวดให้ผมฟังว่า  เพิ่งมีฝรั่งไปอ๊อฟเขามา  ทำให้มีเงินมาเล่นเกม ถามว่า  รู้อย่างนี้แล้ว  ผมยังรับเงินเขาไหม…โธ่  รับสิครับ  ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรกิน! เด็กจรจัดแถบนี้ค่อนข้างน่าสงสารเพราะมักจะถูกเด็กสลัมกลั่นแกล้ง  บางครั้งก็มาตีกันในร้านของผม  ทำให้ผมต้องออกหน้าปกป้องอยู่บ่อย ๆ (ไม่ปกป้องได้ยังไง  เขาเป็นแหล่งเงินผมนี่!)  ครั้งหนึ่งผมทนไม่ไหวเลยชกโป้งเข้าที่หน้าเด็กสลัมจนบวมปูดเลยเป็นเรื่องขึ้นมา…. เด็กสลัมคนนั้นขนคนมาแทบทั้งซอยพร้อมปืนและไม้หน้าสาม  คงตั้งใจจะพังร้านผมให้ราบคาบ  เพราะผมไปเปิดร้านเกมใน “ถิ่น” เขา  แต่ดันไปทำกร่างชกหน้าเด็กเขาซะงั้น! “ใครจะทำอะไรลูกกู!”  ตอนนั้นแม่ผมเหมือนซูเปอร์ฮีโร่  พอเห็นคนมารุมผมมาก ๆ ก็จัดการลากแป๊บเหล็กมายืนข้าง ๆเตรียมเป็นกำลังเสริมให้ผมทันที ช่วงเวลานั้น  เหงื่อที่ขมับผมเริ่มไหลลงมา  ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะในจิตใจใจหนึ่งก็กลัวโดนรุมกระทืบ  อีกใจก็กลัวร้านเกมโดนทำลาย  ต้องเสียเงินซ่อมใหม่อีก  แถมสองชีวิต (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนแก่)จะไปสู้อีกยี่สิบชีวิตที่กำลังโกรธได้ยังไง… โชคดีที่ยังไม่ถึงเวลาตายของผม  เรื่องจึงจบลงโดยผู้ใหญ่ในถิ่นนั้นมาช่วยเคลียร์ให้ส่วนผมตัดสินใจปิดร้านเกม  เพราะชีวิตเริ่มไม่ปลอดภัย ในที่สุดผมก็เริ่มทำธุรกิจถูกกฎหมายกับเขาบ้าง  ธุรกิจนั้นคือการ…ขายเหล้าขาวเหตุเพราะรัฐบาลใจดีเปิดเสรีให้ชาวบ้านทำขายได้  ผมจึงทำเอง  กลั่นเองทุกขั้นตอน!น่าเสียดายที่ดันเจ๊งไม่เป็นท่า  พอ ๆ กับการทำธุรกิจอื่น ๆ ที่เจ๊งกะบ๊งเช่นกัน  ด้วยนิสัยแข็งกระด้าง  ไม่ยอมคน  และเอาประโยชน์เข้าตัว  เอาเงินเข้ากระเป๋าของผม  ทำให้ผมไม่ยอมใคร  บางครั้งถึงกับยืนด่าคนที่ยืมเงินผมไป  กะให้เขาอาย  จนโดนเอาปืนไล่ยิงหนีตายแทบไม่ทัน ชีวิตของผมเริ่มจะสุขสงบมากขึ้นหลังจากเปลี่ยนมาทำอาชีพสุจริต (จริง ๆ!)อย่างการทำแฟรนไชส์ชานมไข่มุก  อาชีพที่ผมไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง  คอยหวาดกลัวว่าจะถูกจับเข้าซังเตเมื่อไร ในระหว่างที่ผมกำลังเริ่มต้นทำอาชีพนี้ชีวิตของผมก็พลิกอีกครั้ง  เมื่อผมมีโอกาสได้พบผู้ที่เรียกผมว่า  “ไอ้สารเลว!” คนที่เรียกผมเช่นนี้คือ  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  ซึ่งผมมีโอกาสบวช และได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่าจากท่านเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง (ใครอยากทราบว่าเรื่องราวการบวชของผมเป็นอย่างไร  ต้องติดตามในหนังสือ ๑ พระอาจารย์  ปราบ ๑๐ มารในคราบเซียน กันเอาเองนะครับ) ท่านอธิบายว่า  “สารเลว” ในที่นี้หมายถึง “เลวอย่างมีสาระ  คนแบบนี้ดูเหมือนเลว  แต่จริง ๆ แล้วต้องทำเลวเพราะต้องเลี้ยงพ่อแม่  ส่งน้องเรียน”  ผมฟังแล้วก็อดยืดอกไม่ได้ …อย่างน้อยถึงจะเป็นคนเลว  ก็เลวอย่างมีสาระละกันวะ… หลังจากผมสึกออกมา  ชีวิตที่สุขสงบอยู่บ้างก่อนหน้านี้ก็ยิ่ง “สงบ” และ “สุข”มากขึ้นกว่าเดิม  เพราะผมรู้แล้วว่าสิ่งไหนดีไม่ดี  ควรทำ  หรือไม่ควรทำ  ดังนั้น  หากมีสิ่งไม่ดีเข้ามา  แม้ว่าจะทำให้ผมมีเงินในธนาคารเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหนก็ตาม  ผมก็จะไม่ทำอีกต่อไป  เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่เพียงแต่เฉพาะกับตัวผม แต่ยังรวมถึงทุกคนในครอบครัวผมด้วย               …ใครอยากทำได้อย่างผม  ก็ต้องมาลองเดินทางเดียวกับผมดู  แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ…  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ                 อาตมาเรียกเขาว่า  “คนสารเลว”  หมายถึงเลวอย่างมีสาระ  คือ  เลวเพราะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ถึงทำตัวแย่ก็ยังมีส่วนดี  ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่สบาย  คนแบบนี้ต้องพามาดัดสักหน่อย  พาเข้าหาทางธรรมเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  เมื่อเข้าใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง  ก็จะสามารถเปลี่ยนตัวเองได้                 […]

น้อง พูลสุขวัฒนา ผู้พลิกชีวิตเลวร้าย สู่เจ้าของร้านข้าวมันไก่ไทยในอเมริกา

หลายปีก่อน สาวไทยเจ้าของร้านข้าวมันไก่ในอเมริกา ขึ้นเวที TEDxPortland เรียกทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา เรื่องราวและรอยยิ้มตลอดรายการจากคลิปบนเวทีเป็นที่มาให้คนไทยรู้จักกับ น้อง พูลสุขวัฒนา สาวไทยผู้เดินทางข้ามซีกโลกไปพร้อมความฝัน

“ขอเวลาปลดกรรม” เรื่องเล่ากฎแห่งกรรมระหว่างแม่-ลูก จากผู้อ่าน

คุณเคยไหม… ได้ยิน เรื่องราวกฎแห่งกรรม ครั้งใดต้องตีสีหน้าและพูดทำนองว่า พิสูจน์ไม่ได้และ…ไร้เหตุผล ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนอื่น

ก้อย รัชวิน ส่งต่อพลังใจแด่เมล็ดพันธุ์ล้านนา “เฮือนชมจันทร์” เชียงราย

ก้อย- รัชวิน วงศ์วิริยะ พาคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมงานบุญ อัญเชิญระฆังมหาชัยยะมงคล ประจำไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ทั้งเดินทางไปเยี่ยมเยือน เฮือนชมจันทร์ ศูนย์เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาของเยาวชนกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน นำความสุขและแรงบันดาลให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

“สุขกับปัจจุบัน” มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

มิว นิษฐา จิรยั่งยืน โด่งดังตั้งแต่ละครเรื่องแรก ภายใต้บุคลิกอ่อนโยน และรอยยิ้มอ่อนหวานของเธอ เต็มไปด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจแค่ไหน มารู้จักเธอกันค่ะ

Dhamma Daily : ทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์ ชาติหน้าเกิดมาจะไม่เต็มบาทจริงหรือ

ถาม: เคยได้ยินมาว่า ทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์ ชาติหน้าเกิดมาจะไม่เต็มบาทจริงไหมคะ
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ตอบปัญหาเรื่องการทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์นี้ไว้ว่า

เกมกรรมของคนลวง บทเรียนชีวิตของอดีต เด็กเสี่ย

ฉันเคยอยู่จุดสูงสุดของชีวิต มีเงินใช้หลายล้านเพราะหลอกเอาเงินจากคนที่รักและดีกับฉันที่สุด แต่แล้ววันหนึ่งกฎแห่งกรรมก็เริ่มทำงาน จากคนที่มีเงินใช้เป็นล้าน ทุกวันนี้เหลือเพียงเงินหลักร้อยเพื่อดำรงชีวิต

“ปาฏิหาริย์” เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ : บทความโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ในเบื้องต้น คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ ปาฏิหาริย์ ” คืออะไร มีความสำคัญแค่ไหนในพุทธศาสนา และเราควรจะมีท่าทีต่อปาฏิหาริย์กันอย่างไร

มีแฟนแล้วทุกข์ ความสุขอยู่ตรงไหน? เก็บมุมคิดจาก พศิน อินทรวงค์ (ชมคลิป)

มีแฟนแล้วทุกข์ ความสุขอยู่ตรงไหน? เก็บมุมคิดจาก พศิน อินทรวงค์ (ชมคลิป)  

ศาสตร์ศิลป์บนเส้นทางธรรม ณ “เฮือนชมจันทร์” เชียงราย

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” …เพราะตระหนักถึงคุณค่าของดนตรีล้านนาและวัฒนธรรมล้ำค่าที่กำลังจะสูญหายไป คุณซัน– ชยานนท์ ปัญญาธีรพงษ์ จึงสร้างเฮือนชมจันทร์บ้านทรงล้านนาประยุกต์ขึ้น ในพื้นที่บ้านป่าแดง ต.จอมหมอกแก้ว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย

ทำไมชีวิตเจอแต่ คนเจ้าชู้ – รู้อยู่แล้วว่าเขามีคู่ควรทำอย่างไร

ปัญหาใหญ่ของ คนเจ้าชู้ คือ มักอยากมีคู่หลาย ๆ คน ถ้าแต่งงานเรียก “ซ่อนชู้” ยังไม่แต่งงานกเรียก “ซ่อนกิ๊ก” คบซ้อน ๆ จบช้ำ ๆ ด้วยสารพันวิธีเพื่อบริหารเสน่ห์

กังวลใจเรื่องใดก็เป็นทุกข์ในเรื่องนั้น ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร

กังวลใจ เรื่องใดก็เป็นทุกข์ในเรื่องนั้น ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) กล่าวว่า ทุกข์ของมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ที่ ความกังวลใจ กังวลใจ เรื่องอะไรก็เป็นทุกข์ในเรื่องนั้น แม้แต่เรื่องความรักซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐสุดที่มนุษย์ต้องการ ตะเกียกตะกาย แสวงหาให้สมปรารถนามากที่สุด แต่เวลากังวลใจในรักก็มักจมอยู่ในรักนั้นอย่างลุ่มหลงมากที่สุด จนหาทางออกไม่พบ ปราชญ์ท่านจึงบอกว่า รักมากดูเหมือนสุขมาก ความจริงรักมากคือทุกข์มากนั่นเอง อารมณ์รักเป็นอารมณ์ที่ไม่เป็นจริง เป็นอารมณ์ปรุงแต่ง แม้แต่คำพูดหรือกวีที่เขียนพรรณนาความรักด้วยบทเพลงหรือกลอน ล้วนแต่เป็นเรื่องเกินจริงทั้งสิ้น ผู้ไม่ได้ใช้ชีวิตตามความเป็นจริง แต่ใช้อย่างละเมอเพ้อฝัน เขาจะประทับใจในช่วงเวลานั้น แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ แต่ในชีวิตจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ หนุ่มสาวที่มีความรัก จึงมักเพ้อฝันเกินจริง แต่พอได้อยู่ร่วมชีวิตกันจริง ๆ เห็นสภาพที่แท้จริงของชีวิตแล้ว ความกังวลใจย่อมเกิดขึ้น ข้าพเจ้ากำลังบอกท่านผู้อ่านว่า ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรักก็คือการพลัดพราก เพราะไม่มีอะไรจะทำให้เราโศกเศร้าเสียใจได้เท่ากับการพลัดพรากจากคนรัก คนที่เราผูกพันมายาวนาน ฉะนั้น เวลามีรักท่านจึงสอนให้ทำใจไว้ด้วย เพราะวันหนึ่งจะต้องมีการพลัดพรากจากกัน ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ มิใช่คนรัก แต่เป็นของรัก ข้าพเจ้าชอบสะสมปากการาคาแพงยี่ห้อดัง มีความสุขมากเมื่อได้เห็น ได้หยิบ ได้ใช้ แต่ก็ชั่วขณะเดียวเท่านั้น แค่รู้สึกดีใจว่ามีเท่านั้นเอง วันหนึ่งปากกาทั้งหมดเกือบ 100 ด้ามหายไป เพราะถูกขโมย ปรากฏว่ามีบรรยากาศหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตคือ เสียใจแวบหนึ่ง แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกโปร่ง โล่ง เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าหายไปเสียได้ก็ดีเหมือนกัน คนอื่นจะได้ใช้ประโยชน์ อยู่กับเรามาตั้งนานก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร เขียนก็ไม่ได้เขียน ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ยังต้องดูแลรักษาอีก เขาเอาไป ก็อาจใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ขายก็ได้เงิน เขียนก็ได้สาระ คิดอย่างนี้ก็เลยหายกังวลใจ    ตั้งแต่นั้นมา เมื่อเวลาเกิดรักอะไร ก็นึกถึงการพลัดพรากเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจ ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต ภาพ : www.pexels.com บทความน่าสนใจ กินโพรไบโอติก แก้กังวลใจ Dhamma Daily: เพราะเหตุใดคนเราจึงมัก กังวลเรื่องความตาย อยู่ตลอดเวลา สารพัดสมุนไพรคลาย วิตกกังวล การพลัดพราก ความกังวลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัก วิธีเช็ค โรคผื่นผิวหนังอักเสบ เสี่ยงมะเร็ง

keyboard_arrow_up