Dyson เผยโฉมพัดลมกรองอากาศเทคโนโลยีล่าสุด เพื่ออากาศบริสุทธิ์ทุกมุมห้อง

Dyson เผยโฉมพัดลมกรองอากาศเทคโนโลยีล่าสุด เพื่ออากาศบริสุทธิ์ทุกมุมห้อง (กัวลาลัมเปอร์) Dyson เปิดตัวพัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool™  เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาประสิทธิภาพในการกรองและหมุนเวียนของอากาศ  ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และอัลกอริทึมเฉพาะของ Dyson  เพื่อจัดการกับปัญหามลภาวะภายในบ้านที่ปนเปื้อนไปด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่ตาเปล่ามองไม่เห็น     พอล ดอว์สัน รองประธาน กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม Dyson กล่าวว่า “ที่ Dyson เราพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ใช้และการใช้งานภายในบ้านที่ใช้อยู่อาศัยจริง โดยสร้างเทคโนโลยีที่ประสิทธิภาพผ่านห้องปฏิบัติการทดสอบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในการใช้งานจริง การกรองอากาศภายในบ้าน เครื่องกรองควรมีคุณสมบัติมากกว่าการมีตัวกรองอากาศที่ดี และสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นเครื่องกรองอากาศ ทั้งความสามารถในการตรวจวัดมลพิษได้อย่างอัตโนมัติ ดักจับแก๊สและอนุภาคขนาดเล็ก และการกระจายลมสะอาดไปทั่วทุกมุมห้อง พัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool™ พัฒนาขึ้นให้มีประสิทธิภาพครบถ้วน และเป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่สามารถกรองอากาศสะอาดทั้งห้องได้อย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน AHAM AC1-2015” มาร์ค เฮิร์ด วิศวกรแผนกผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ อธิบายถึงคุณสมบัติของพัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool™ ว่า ระบบการกรองอากาศทั้งห้องแบบอัตโนมัตินี้สามารถตรวจจับแก๊สและอนุภาคเล็ก รายงานมลภาวะภายในบ้านแบบเรียลไทม์ ผ่านจอ LCD และจัดการกับปัญหาอย่างอัตโนมัติ ด้วยระบบฟิลเตอร์ทั้งเครื่องปิดสนิท […]

ทุกข์เพราะป่วย วิธีปรับความคิดให้พ้นโรค โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ทุกข์จากโรคประจำตัวเหลือเกินค่ะ ควรทำไรอย่างไรดีพระอาจารย์ 
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่มีใครรอดพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เป็นบทพิจารณาทางธรรมที่ขอฝากไว้ให้พวกเราได้พิจารณาเนืองๆ เป็นสัจจะ เป็นความจริง อย่างไรก็ต้องเจ็บ ก็ต้องป่วย เพราะร่างกายเป็นรังของโรค มีตาก็เป็นโรคตา มีหูเป็นโรคหู ทุกส่วนของร่างกายมีโรคอยู่แล้วโดยธรรมชาติ อย่างอาตมา ตั้งแต่เกิดมาก็มีโรคโดยกรรมพันธุ์ เป็นโรคเลือดจางตั้งแต่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะได้รับมรดกของโลก คือความเป็นโรค นั่นเอง

ดิฉันมีสามีเป็นเกย์ !  ความลับใน ความรัก ที่ต้องการคำตอบ

ดิฉันมีคำถามค้างคาใจ ไม่ทราบจะถามพระที่ไหนได้ เพราะสมัยก่อนไม่น่าจะมีเคสแบบนี้บัญญัติไว้ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สามีดิฉันเป็นเกย์  แต่งงานเพื่อสถานะทางสังคม  รู้จักกันโดยมีคนแนะนำ  แต่งงานโดยมิได้มีการคบหาดูใจศึกษานิสัยกันก่อน  ดิฉันไม่ทราบมาก่อนเรื่องที่เขาเป็นเกย์ เก้ง กวาง

แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture

กว่าที่ช่างไม้คนหนึ่งจะสร้างบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และดีไซน์ อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยย่อมผ่านเรื่องราวมามากมาย คุณพิเดช ชวาลดิฐ น้องเล็กทายาทธุรกิจรุ่นสอง เล่าถึงเส้นทางธุรกิจกว่าครึ่งศตวรรษของเอสบี เฟอร์นิเจอร์

ธ.ก.ส. ทุ่ม 9.3 หมื่นล้าน หนุนเครดิตเพื่อสังคมเกษตรด้วย “บัตรเกษตรสุขใจ”

ธ.ก.ส. – ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนมาตรการเกษตรประชารัฐ พร้อมเปิดตัว “บัตรเกษตรสุขใจ”

ช้ำรักช่างปะไร! 10 ขั้นตอนเคลียร์ใจ แบบฉบับ “อกหักแต่รักยังอยู่”

ในรอบชีวิตของคนเราต้องพบเจอกับช่วง “อกหัก” สักกี่ครั้ง แม้ข้อมูลจากสำนักงานอ้างอิงทางประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในช่วงชีวิตของแต่ละคนจะเคยอกหักกันคนละ 3 ครั้ง แต่สำหรับบางคนแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ เพราะแค่นั้นก็ทำให้ รู้สึกบอบช้ำไปนานหลายปี

“สังขารอย่างนี้จะไปดูแลใครได้!” ลูกฮึดป๊าหว่อง ชายสูงวัย แต่หัวใจฟิตแอนด์เฟิร์ม

หลายคนคงเคยดูคลิป “ทำ-ตาม-ป๊า” ชายสูงวัยใบหน้ายิ้มแย้มสอนออกกำลังกายแบบง่าย ๆ เช่น ท่าแกว่งแขน วิธีกดจุด ลดความดัน มีคนแชร์คลิปจนมียอดวิวหลายแสน จนถึงหลายล้าน

4 พลังของรอยยิ้ม อานุภาพสร้างสิ่งที่ดีต่อตัวเอง

รอยยิ้มมีอานุภาพสูงยิ่ง เพราะมันคือเครื่องบ่งชี้การมองโลกในแง่ดี ถ้าคิดดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา ด้วยเหตุนี้การยิ้มเพียงครั้งเดียวจึงสามารถสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับเรา

ความ(ไม่)กลัว ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเบิกบาน โดย ติช นัท ฮันห์

พวกเราส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมน่าอัศจรรย์และช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่สำหรับพวกเราหลายๆ คน แม้จะอยู่ในช่วงเวลาอันน่าเบิกบานที่สุด ความกลัวก็ยังอยู่ตรงนั้นซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเบิกบานของเรา

TRUE STORY: กว่าจะสุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี

TRUE STORY: กว่าจะ สุข เรื่องจริงของหญิงที่ต้องทนทุกข์กับแม่สามี ตั้งแต่จำความได้ เสียงที่ฉันได้ยินแทบทุกวันคือเสียงพ่อแม่ทะเลาะ ตะคอก และตะโกนใส่กันฉันเฝ้าโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน ฉันพยายามคิดหาทางแก้ปัญหาแบบเด็ก ๆ ว่า ถ้าฉันเป็นเด็กดีกว่านี้ เรียนหนังสือเก่งกว่านี้ และทำงานบ้านได้เยอะกว่านี้ พ่อแม่คงไม่ทะเลาะกัน คงเป็นบ้านที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเช่นเดียวกับบ้านของเพื่อนคนอื่น ๆ ฉันจึงพยายามอย่างหนักที่จะเป็นเด็กดีของพ่อแม่ หลายปีผ่านไป ฉันเป็นเด็กดีและมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพ่อกับแม่จะคืนดีกัน ตรงกันข้าม พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แม่เก็บข้าวของหนีออกจากบ้าน ส่วนพ่อทิ้งฉันออกไปขับรถสิบล้อรับจ้างนาน ๆ ครั้งจึงจะกลับบ้าน ตายายและน้าจึงมารับฉันและน้องชายไปอุปการะดูแล ตาเลี้ยงดูฉันอย่างเข้มงวด ท่านมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามไม่ให้มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ ห้ามกลับบ้านดึกเกินสองทุ่ม ห้ามนอนค้างบ้านเพื่อน และห้ามอีกสารพัดเรื่อง ฉันทั้งกลัวและเกรงใจตามาก จึงทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ฉันตัดสินใจขอตาไปอยู่หอพักในตัวเมืองเพื่อทำงานและเรียนต่อชั้น ปวส. ตาเห็นในความตั้งใจจริงจึงอนุญาต แต่ไม่วายขู่ว่า “ตั้งใจเรียนให้จบนะเว้ย อย่าเพิ่งมีแฟนถ้าเรียนไม่จบ มีผัวกลับมา กูจะเหยียบให้แบนเหมือนกระดานเลยคอยดู” ฉันให้คำมั่นสัญญากับตา ทั้งที่ในใจคิดว่าต่อไปนี้ฉันกลับบ้านดึกได้ สังสรรค์กับเพื่อนได้ และมีแฟนได้ ในที่สุดจะได้มีอิสระเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ เสียที หลังจากเรียนได้ไม่กี่เดือน ฉันก็คบหาดูใจกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาดูแลเอาใจใส่และแสดงออกว่ารักฉันมาก ไม่นานนักฉันก็ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ห้องเดียวกับเขาฉันสามีภรรยา เวลาผ่านไปเกือบสองปี เหลือเทอมสุดท้ายฉันก็จะเรียนจบชั้น ปวส. วันหนึ่งขณะกำลังนั่งเรียนหนังสือ ฉันรู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้คล้ายจะอาเจียน จึงขออนุญาตอาจารย์ไปนอนพักที่ห้องพยาบาล ระหว่างนั้นเริ่มคิดว่าไม่มีประจำเดือนมาสองเดือนแล้ว หรือว่าจะท้อง คิดได้แค่นั้นก็กลัวมาก ได้แต่บอกกับตัวเองว่าขอให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นจริง คงแค่คิดมากไปเอง เย็นวันนั้นฉันซื้ออุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์จากร้านขายยากลับมาตรวจเองที่บ้าน ทันทีที่ทราบผลว่าตั้งท้องจริง ๆ ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น ในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ตายแน่ ๆ ท้องทั้งที่ยังเรียนไม่จบแบบนี้ ถ้าตารู้คงโกรธมาก จะทำยังไงต่อไปดี” ทันทีที่แฟนกลับมา ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดเขาตกใจมาก แต่ก็พยายามปลอบใจฉันว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ เขาจะไปปรึกษาแม่ แม่ของเขาใจดี น่าจะมีทางออกให้เราสองคนได้ ทันทีที่แม่แฟนรู้ก็รีบมาหาฉัน แทนที่จะดุด่ากลับมาพร้อมอาหารและผลไม้มากมายแม่ทำกับข้าวให้กิน ทั้งยังดูแลเอาใจใส่อย่างดีพร้อมปลอบใจไม่ให้คิดมาก และบอกว่าจะไปสู่ขอแล้วจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี ฉันทั้งดีใจและซาบซึ้งใจมาก คิดว่าตัวเองช่างเป็นลูกสะใภ้ที่โชคดีที่สุดในโลกที่มีแม่สามีใจดีแบบนี้ วันต่อมาระหว่างที่แฟนออกไปเรียนหนังสือ แม่แฟนแวะมาหาฉันที่ห้องพัก ทำกับข้าวมาให้กินเหมือนเคย แต่คราวนี้แม่นำน้ำสมุนไพรมาด้วย บอกว่าฉันต้องดื่มน้ำสมุนไพรเยอะ ๆ จะได้บำรุงลูกในท้อง ฉันดื่มน้ำสมุนไพรจนเกือบหมดขวดตามที่แม่บอก ไม่นานแม่ก็ถามเสียงแข็งว่า “เริ่มปวดท้องหรือยัง” ฉันตอบว่า “ไม่ปวดค่ะ ดื่มน้ำนี้แล้วจะทำให้ปวดท้องเหรอคะ” เธอมองมาที่ฉันด้วยแววตายิ้มเยาะแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ รีบปวด แล้วรีบขับเลือดออกมาเสีย” ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่แฟนพูดจึงถามย้ำอีกครั้ง คราวนี้แม่แฟนตอบว่า “ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ น้ำสมุนไพรที่ฉันให้เธอกินไม่ใช่ยาบำรุง แต่เป็นยาขับเลือดเข้าใจแล้วก็เลิกถามเสียที รีบ ๆ แท้งลูกออกมาเสีย เรื่องจะได้จบ ๆ” สิ้นเสียงแม่ ฉันตกใจมาก รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความกลัว ผู้หญิงคนนี้ดูภายนอกเหมือนจะใจดี แต่จิตใจโหดร้ายอำมหิต สามารถฆ่าหลานตัวเองได้ลงคอ ไม่นานฉันก็ปวดท้องอย่างรุนแรงนานหลายชั่วโมง แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมาเมื่อแฟนกลับมาจากโรงเรียน แม่สั่งให้เขาพาฉันไปทำแท้งที่คลินิกเถื่อน หลังจากพักฟื้นได้ไม่นาน แม่และพ่อของแฟนก็มาสู่ขอฉันจากตายาย ท่านตกใจมาก แต่ก็ยินยอมเพราะเห็นว่าเรารักกันหลังจากเรียนจบชั้น ปวส. เราจัดงานแต่งงานแบบเงียบ ๆ เชิญเฉพาะญาติผู้ใหญ่ที่สนิทเท่านั้น ฉันย้ายเข้าไปอยู่บ้านสามี แม้จะรู้ว่าแม่สามีไม่ค่อยชอบ แต่ก็พยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำงานบ้านทุกอย่าง ทำกับข้าว ซักผ้า ปรนนิบัติดูแลสามี แม่และพ่อของสามี รวมทั้งทำงานนอกบ้าน พร้อมดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนสามีที่ยังหางานทำไม่ได้ด้วย ชีวิตครอบครัวของฉันดำเนินมาได้เกือบหนึ่งปี วันหนึ่งสามีของฉันประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม แม่สามีโทร.มาบอกว่ากำลังผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันรีบไปรอหน้าห้องผ่าตัด จึงได้ทราบความจริงจากนางพยาบาลว่า สามีไม่ได้ประสบอุบัติเหตุคนเดียว แต่มีหญิงสาวอีกคนซ้อนท้ายรถไปด้วย แต่เธอบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉันโกรธสามีที่นอกใจ พร้อมบอกตัวเองว่า ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่จะเลิกกับเขาทันทีแต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ยังไม่ฟื้น ผ่านไปหนึ่งเดือนสามีจึงฟื้นขึ้นมา นอกจากขาหักแล้วยังความจำเสื่อมและสติไม่ค่อยสมประกอบอีกด้วย ฉันโกรธเขาไม่ลง ตรงกันข้ามฉันสงสารเขาจับใจ หลังสามีกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ภาระหน้าที่ของฉันก็หนักขึ้นเป็นทวีคูณ นอกจากต้องทำงานบ้านทั้งหมดไปพร้อมกับออกไปทำงานประจำแล้ว ยังต้องปรนนิบัติดูแลสามีที่ขาหัก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และสติไม่ค่อยสมประกอบ ด้วยความรักฉันปรนนิบัติดูแลเขาอย่างดี ไม่เคยบ่น และไม่เคยอิดออดเลย หนึ่งปีต่อมาสามีเริ่มกลับมาเดินได้อีกครั้งและความจำดีขึ้น ตรงกันข้ามความรักที่ฉันมีให้เขากลับลดน้อยลง หลงเหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่ฉันเดินทางกลับไปเยี่ยมตาและยาย แม่สามีก็โทร.มาด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “เธอกลับบ้านบ่อย ๆ แบบนี้ คงเบื่อลูกชายฉันมากใช่ไหม ถ้าอยากกลับไปอยู่บ้านของตัวเองก็เชิญ” ความอดทนของฉันถึงขีดสุด พอกันทีกับแม่สามีที่คอยกลั่นแกล้ง พ่อสามีที่ไม่เคยสนใจ รวมทั้งสามีที่มีชู้และไม่เคยปกป้องฉันเลย หลังจากวางหูฉันเดินเข้าไปบอกตายายและน้าทั้งน้ำตาว่าฉันจะหย่า วันต่อมาน้าพาฉันไปเก็บข้าวของออกจากบ้านสามี ฉันกลายเป็นแม่ม่ายในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ คนที่คอยรับฟังและให้กำลังใจฉันได้ดีที่สุดในขณะนั้นคือ พิม เพื่อนผู้หญิงในที่ทำงาน เธอเป็นเพียงเพื่อนคนเดียวที่ฉันวางใจ กล้าเล่าปัญหาให้ฟังอยู่เสมอ เราสองคนสนิทกันมาก เพราะพิมก็มาจากครอบครัวที่แตกแยกเช่นกัน ฉันกลับมาอยู่บ้าน ใช้ชีวิตเฉยชาเหมือนคนไม่มีหัวใจ มีเพียงพิมที่คอยดูแลและปลอบใจ ไม่กี่เดือนต่อมาพิมก็ลาออกจากบริษัท แม้เราสองคนไม่ได้ทำงานที่เดียวกันแล้ว แต่ยังโทร.คุยกันแทบทุกวัน พิมเล่าว่าเธอได้งานใหม่เป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ถ้าฉันสนใจซื้อรถ เธอจะให้ส่วนลดพิเศษ พร้อมของแถมอีกหลายรายการ ฉันอยากช่วยเหลือเพื่อน จึงนำเงินเก็บจำนวนห้าหมื่นบาทซึ่งเป็นเงินเก็บเพียงก้อนเดียวที่มีนำไปดาวน์รถยนต์ โดยพิมเป็นคนรับเงินและดูแลเรื่องเอกสารทั้งหมด ครบกำหนดวันรับรถ พิมบอกว่าฉันไม่ต้องเสียเวลาไปรับรถที่บริษัทหรอก เธออาสาขับมาส่งให้ที่บ้านเอง ฉันนั่งรอตลอดทั้งวัน จนพลบค่ำพิมก็ยังไม่มา ฉันร้อนใจและเป็นห่วงว่าเธออาจประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงโทร.หา แต่โทร.เท่าไหร่ก็ไม่ติด จึงโทร.ไปที่บริษัทรถยนต์ พนักงานบอกว่าพิมลาออกจากบริษัทรถยนต์แห่งนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และไม่มีรายการสั่งซื้อรถของฉันด้วย ฉันเริ่มตาสว่าง เข้าใจแล้วว่าพิมหลอกฉันมาตลอด หลอกว่าเป็นเพื่อนที่แสนดีหลอกว่าจะขายรถยนต์ราคาถูกให้ และที่สำคัญหลอกเอาเงินเก็บเพียงก้อนเดียวของฉันไปด้วยวินาทีนั้นฉันรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง โลกใบนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ฉันไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว ทั้งลูก ความรัก ความไว้ใจ เพื่อนและเงินทอง ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ไม่รู้ว่าจะทำความดีไปเพื่ออะไร ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ติดเหล้า เที่ยวกลางคืนติดการพนัน และติดหนี้บัตรเครดิต ฉันใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างคนไม่มีอนาคต ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อ โจ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและโจพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เขาเป็นทั้งผู้รับฟัง เป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจ เราคุยโทรศัพท์และแชตไลน์กันทั้งวัน จนในที่สุดโจก็ขอฉันเป็นแฟนหลังจากคบกัน ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โจแนะนำฉันทุกเรื่อง สอนให้รักตัวเอง ให้เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกดื่มเหล้าเลิกการพนัน และรู้จักอดออม จนในที่สุดฉันสามารถปลดหนี้บัตรเครดิตก้อนโตได้สำเร็จ                 ทุกวันนี้ฉันมีความสุขมาก พยายามลืมทุกความทุกข์ที่ผ่านมา แม้ไม่รู้ว่าชีวิตจากนี้จะหันเหไปเช่นไร แต่เชื่อว่าชีวิตฉันเริ่มต้นใหม่ขึ้นอีกครั้งแล้ว ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์จริง ข้อคิดคำสอนจากพระภาสกร ภูริวฑ.ฒโน (ภาวิไล)                 ชีวิตประดุจนาวาแล่นไปในทะเลกว้าง บางครั้งคลื่นลมสงบ บางครั้งก็เป็นดังพายุคลั่ง เราทุกคนมีหน้าที่ประคองนาวาชีวิตนี้ไปให้ถึงฝั่งฝันอันไร้คลื่นลม เมื่อใดที่ปรับใบเรือให้สอดคล้องรับกับแรงลมได้ดี นาวาน้อยก็ทะยานไปเบื้องหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อใดที่ตั้งใบเรือผิดหรือหลงเพลินกับสิ่งอื่น ๆ จนลืมลดใบเรือยามเมื่อคลื่นลมกระหน่ำรุนแรงรวดเร็วไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เรือก็อาจพลิกคว่ำได้                 ชีวิตก็เช่นกัน มีทั้งขาขึ้นและขาลงยามเมื่อขาขึ้นอย่าได้หลงระเริงเพลิดเพลินจนเกินไป ยามเมื่อขาลงก็ถือเสียว่าเป็นโอกาสที่จะได้ชดใช้กรรม ขณะเดียวกันจงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส อย่าไปโทษหรือไปคาดหวังที่จะให้ใครเป็นไปตามใจเราอย่าเอาความสุขความทุกข์ของเราไปฝากไว้กับความคิด คำพูด และการกระทำของคนอื่น จงมองหาโอกาสในการศึกษาพัฒนาตนเพื่อตระเตรียมเอาไว้ให้เพียงพอต่อโอกาสที่จะผ่านเข้ามาในอนาคต ทั้งหมดที่กล่าวมานี้สรุปความลงที่คำว่า “อย่าประมาท”   เรื่อง ปุ๋ย เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล ยอดเมือง สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แบบ อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล, อุรัชษฎา ขุนขำ (ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง)   หากใครมีเรื่องราวชีวิตจริงที่อยากแบ่งปัน […]

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้สารเลว”

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้ สารเลว ” การโดดเรียน  ตีกัน (พฤติกรรมที่ สารเลว ) เป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันช่วงที่ผมยังเด็ก  อีกส่วนคือการเป็นมือปืนรับจ้าง  รับแทงสนุ้กให้เจ้ามือ  และเล่นพนันจนได้สตางค์มาซื้อของเล่นมากมาย การพนัน เป็นเรื่องปกติสำหรับผมเพราะพ่อ - แม่ผมเป็นเจ้ามือหวย  ส่วนที่บ้านทำธุรกิจขายแก๊สแสนซอมซ่อ  ตอนเด็ก ๆผมรู้สึกว่าที่บ้านไม่ค่อยมีสตางค์  กว่าจะรู้ว่าบ้านของตัวเองมีเงินก็ตอนที่บ้านโดนพิษเศรษฐกิจปี 40  ธุรกิจล้มละลายจากสาเหตุที่พ่อแม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ซื้อมาขายไป  หมดเงินไปกับที่ดินนับสิบล้าน  และหมดตัวกันทั้งบ้าน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน  เพื่อทำงานหาเงินส่งน้องเรียน  ซึ่งบังเอิญมีคนช่วยฝากผมเข้าทำงานในบริษัทจิเวลรี่แห่งหนึ่ง  ทำหน้าที่รับ - ส่งของหรือเอกสารไปตามที่ต่าง ๆ  โชคดีที่ผมได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษจนได้ติดสอยห้อยตามเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน …แม้แต่ในวงไพ่! การเล่นไพ่ในวงผู้ใหญ่ทำให้ผมได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ  เพราะในการเล่นแต่ละครั้งผมจะติดเงินใส่กระเป๋าไม่มาก  เงินหมดก็หยุดเล่น  แต่ถ้าเล่นได้  เงินสี่ห้าหมื่นก็จะโบยบินเข้ามาสู่กระเป๋า  ดังนั้น สำหรับผม  การเล่นไพ่จึงเป็นธุรกิจที่ “ลงทุนน้อยแต่กำไรมาก”…ดังนั้นยิ่งเล่นผมจึงยิ่งใช้เงินมากขึ้น  จากทีละร้อยก็เริ่มลงทีละพัน…ทีละหมื่น ช่วงนั้นส่วนมากผมจะเล่นได้มากกว่าเสีย  เนื่องจากเล่นกับผู้ใหญ่  เวลาที่เสียผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเตะโต๊ะเตะเก้าอี้เอามือปัดเงินให้กระจุยกระจาย  ระบายอารมณ์โกรธเท่านั้น ผมมั่นใจว่า ณ ตอนนั้นผมไม่ได้ติดพนัน  แต่ติด “เงิน” ที่ได้จากการพนันต่างหาก…แน่ละสิ  ใครจะไม่อยากได้เงินบ้างล่ะ!!! หลังทำกำไรกับการเล่นไพ่มาสองปีผมก็เริ่มขยับขยายไปหาเงินด้วยวิธีอื่น…อย่างเล่นพนันบอล! ผมเริ่มจากการเป็นผู้เล่น…ได้บ้างเสียบ้าง  ความรู้สึกบีบหัวใจในช่วงที่ลุ้นผลบอลส่งผลให้ผมก้าวเข้ามาในวงการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเองเริ่มกลายเป็น“โต๊ะบอล” ขึ้นมา ผมจัดการชักชวนคนรู้จักรอบข้างให้มาเล่นบอลที่โต๊ะ  พอคนมามากเข้า  จากเป็นคนเล่น  ผมเปลี่ยนมาเป็นคนส่งโพยและเงินให้พวกโต๊ะใหญ่ ๆ แทน  เพราะคนเล่นยังมีสิทธิ์เสีย  แต่คนส่งผลส่งเงินน่ะได้เงินเน็ต ๆ ครับ  อาศัยแค่หนังสือพิมพ์ปากกา  กระดาษ และโทรศัพท์  สำหรับใช้เพื่อติดต่อลูกค้า (ขาพนัน) และโต๊ะบอลเท่านั้น  เท่านี้ก็ได้เงินแล้ว! ช่วงเวลานั้น  น้องผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม  ผมมองเห็นลู่ทางทำกินใหม่เลยบอกให้น้องชวนเพื่อน ๆ มาเล่นด้วยกันโดยให้น้องมาเป็นขาของผมอีกทีหนึ่ง  และแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้น้องเป็นค่าขนม ลูกค้าของผมส่วนมากจะเริ่มเล่นตั้งแต่วันศุกร์…คู่ละหมื่น  ไปจบเอาวันเสาร์คู่ละห้าแสน  จนถึงล้าน  คนส่วนมาก  พอเล่นเสียก็มักทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้เงินคืนมา  บางครั้งก็ทุ่มเงินก้อนใหญ่หวัง“ถอนทุน”  แต่ขึ้นชื่อว่าการพนัน  ใครมันจะได้คืนกันล่ะครับ… “คุณยังอยากเก็บชีวิตลูกคุณไว้ไหม…” นี่เป็นคำถามติดปากที่ผมมักถามพวกพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่เล่นเสีย  บางครั้งผมก็ไปดักรอหน้าบ้านของเด็กที่หนีหนี้พอผมเห็นมัน  ผมก็จะลากคอมันเข้าซอกตึก  แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า  “กูรู้จักบ้านมึงแล้วนะ…”  จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กจินตนาการต่อไปเองว่า  ผมจะทำ “อะไร”  ถ้ามันไม่จ่ายเงินคืน… หลังจากผมทำโต๊ะบอล  วิถีชีวิตคนในบ้านก็เปลี่ยนไป  ผมมีเงินจุนเจือครอบครัวมากขึ้น  และเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้น้อง ๆในขณะเดียวกัน  พอเห็นผมมีเงินมากเข้าพ่อที่ตอนแรกเล่นบอลไม่เป็น  ก็เริ่มเล่นหวังได้เงินก้อนใหญ่  พอเล่นด้วยความโลภ ผลที่ได้จึงมีแต่เสีย เสีย และเสีย พอถึงช่วงเวลาที่บอลมา  ผีพนันจะเข้าสิงคนที่เล่น  พ่อเริ่มเปลี่ยนเป็นคนละคนลงเงินพนันคู่ละหมื่นสองหมื่น ทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีจะกิน  ตอนนั้นทั้งบ้านเริ่มร้อนไม่มีใครฟังใคร  วันไหนที่ผมโมโหพ่อมาก ๆที่เอาเงินไปทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ  ผมก็มักจะปาของลงพื้นให้พ่อรู้ว่าไม่พอใจ  ก่อนจะออกมาระบายอารมณ์นอกบ้าน ส่วนน้องของผม  ก็ดันเห็นผมเป็นไอดอล  เดินตามผมมาเล่นพนันบอลเหมือนกัน  ไม่เคยคิดหรอกว่าสิ่งที่พี่ตัวเองทำดีหรือไม่ดี  เพราะในสายตาของน้อง  คนมีเงิน…ถูกเสมอ จนกระทั่งผมเริ่มเห็นชีวิตของคนรอบข้างพังลง  โดยที่ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างรุ่นพี่คนหนึ่งรักเมียมากและมีฐานะมั่นคง  ทั้งยังมีชื่อในวงการอัญมณี  แต่ตอนหลังผมชวนเขามาเล่นบอล  จากคู่ละห้าพันเขาเริ่มเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีหนี้  พอเริ่มเป็นหนี้  เขาก็เริ่มไปโกงเพชรพลอยเพื่อเอาเงินมาหมุนจ่ายหนี้ เพียงสามเดือนเท่านั้น  จากผู้ชายที่เพียบพร้อมกลับกลายเป็นคนหนีหนี้  ทิ้งเมียที่กำลังท้องไว้ที่บ้าน  แถมยังถูกไล่ออกจากงาน  เพราะถูกเจ้านายจับได้ว่าโกงบริษัท ถามว่าผมรู้สึกผิดบ้างไหมที่ทำลายชีวิตใครไป…ไม่เลยสักนิดครับ  พวกเขาทำตัวเองต่างหาก! เมื่อพบเห็นชีวิตของคนพวกนี้มากเข้าบวกกับคนในบ้านเริ่มเพี้ยนไปตาม ๆ กันสุดท้ายผมก็ตัดสินใจล้มโต๊ะบอล  หันมาทำอย่างอื่นแทน “อย่างอื่น” ที่ว่าคือ  ขนเพชรพลอยหนีภาษี… รุ่นพี่คนที่ชวนผมเข้าวงการพนันนั่นแหละพาผมไปซื้อพลอยที่เมืองจีน  ไปทีขนเงินเป็นสิบล้านใส่กระเป๋ากางเกงตัวโคร่ง  ก่อนจะไปซื้อพลอยในเหมือง  และขนพลอยใส่ช่องลับของเสื้อผ้ากลับมา ชีวิตในเมืองจีนช่วงนั้นจะเรียกว่าสบายก็สบายราวกับเจ้าพ่อ  ใช้เพียงแค่หางตาก็สั่งคนได้  มีคนพร้อมให้บริการมากมายอยากได้อะไรก็ได้  ในขณะเดียวกันก็อันตรายไม่ใช่น้อย  เพราะมีการขัดผลประโยชน์กันระหว่างผู้ขายเพชรด้วยกันเอง  พวกผมจึงต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มกันตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองจีน จนกระทั่งช่วงหลัง ๆ กลุ่มผู้ขัดผลประโยชน์เริ่มทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆถึงขั้นเอาขวานหรือมีดมาฟันกันจนเลือดสาดครั้งหลังสุด  รุ่นพี่ของผมโดนหิ้วปีกเข้าซังเตที่เมืองจีนต่อหน้าต่อตาผม  ผมจึงตัดสินใจลาขาดจากอาชีพนี้ แล้วหันมาทำอาชีพใหม่คือ  เปิดร้านเกม… ร้านผมอยู่แถว ๆ สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดเที่ยงวันยันเที่ยงคืน  มีเด็กจรจัดมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก  บางคนมาคุยอวดให้ผมฟังว่า  เพิ่งมีฝรั่งไปอ๊อฟเขามา  ทำให้มีเงินมาเล่นเกม ถามว่า  รู้อย่างนี้แล้ว  ผมยังรับเงินเขาไหม…โธ่  รับสิครับ  ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรกิน! เด็กจรจัดแถบนี้ค่อนข้างน่าสงสารเพราะมักจะถูกเด็กสลัมกลั่นแกล้ง  บางครั้งก็มาตีกันในร้านของผม  ทำให้ผมต้องออกหน้าปกป้องอยู่บ่อย ๆ (ไม่ปกป้องได้ยังไง  เขาเป็นแหล่งเงินผมนี่!)  ครั้งหนึ่งผมทนไม่ไหวเลยชกโป้งเข้าที่หน้าเด็กสลัมจนบวมปูดเลยเป็นเรื่องขึ้นมา…. เด็กสลัมคนนั้นขนคนมาแทบทั้งซอยพร้อมปืนและไม้หน้าสาม  คงตั้งใจจะพังร้านผมให้ราบคาบ  เพราะผมไปเปิดร้านเกมใน “ถิ่น” เขา  แต่ดันไปทำกร่างชกหน้าเด็กเขาซะงั้น! “ใครจะทำอะไรลูกกู!”  ตอนนั้นแม่ผมเหมือนซูเปอร์ฮีโร่  พอเห็นคนมารุมผมมาก ๆ ก็จัดการลากแป๊บเหล็กมายืนข้าง ๆเตรียมเป็นกำลังเสริมให้ผมทันที ช่วงเวลานั้น  เหงื่อที่ขมับผมเริ่มไหลลงมา  ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะในจิตใจใจหนึ่งก็กลัวโดนรุมกระทืบ  อีกใจก็กลัวร้านเกมโดนทำลาย  ต้องเสียเงินซ่อมใหม่อีก  แถมสองชีวิต (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนแก่)จะไปสู้อีกยี่สิบชีวิตที่กำลังโกรธได้ยังไง… โชคดีที่ยังไม่ถึงเวลาตายของผม  เรื่องจึงจบลงโดยผู้ใหญ่ในถิ่นนั้นมาช่วยเคลียร์ให้ส่วนผมตัดสินใจปิดร้านเกม  เพราะชีวิตเริ่มไม่ปลอดภัย ในที่สุดผมก็เริ่มทำธุรกิจถูกกฎหมายกับเขาบ้าง  ธุรกิจนั้นคือการ…ขายเหล้าขาวเหตุเพราะรัฐบาลใจดีเปิดเสรีให้ชาวบ้านทำขายได้  ผมจึงทำเอง  กลั่นเองทุกขั้นตอน!น่าเสียดายที่ดันเจ๊งไม่เป็นท่า  พอ ๆ กับการทำธุรกิจอื่น ๆ ที่เจ๊งกะบ๊งเช่นกัน  ด้วยนิสัยแข็งกระด้าง  ไม่ยอมคน  และเอาประโยชน์เข้าตัว  เอาเงินเข้ากระเป๋าของผม  ทำให้ผมไม่ยอมใคร  บางครั้งถึงกับยืนด่าคนที่ยืมเงินผมไป  กะให้เขาอาย  จนโดนเอาปืนไล่ยิงหนีตายแทบไม่ทัน ชีวิตของผมเริ่มจะสุขสงบมากขึ้นหลังจากเปลี่ยนมาทำอาชีพสุจริต (จริง ๆ!)อย่างการทำแฟรนไชส์ชานมไข่มุก  อาชีพที่ผมไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง  คอยหวาดกลัวว่าจะถูกจับเข้าซังเตเมื่อไร ในระหว่างที่ผมกำลังเริ่มต้นทำอาชีพนี้ชีวิตของผมก็พลิกอีกครั้ง  เมื่อผมมีโอกาสได้พบผู้ที่เรียกผมว่า  “ไอ้สารเลว!” คนที่เรียกผมเช่นนี้คือ  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  ซึ่งผมมีโอกาสบวช และได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่าจากท่านเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง (ใครอยากทราบว่าเรื่องราวการบวชของผมเป็นอย่างไร  ต้องติดตามในหนังสือ ๑ พระอาจารย์  ปราบ ๑๐ มารในคราบเซียน กันเอาเองนะครับ) ท่านอธิบายว่า  “สารเลว” ในที่นี้หมายถึง “เลวอย่างมีสาระ  คนแบบนี้ดูเหมือนเลว  แต่จริง ๆ แล้วต้องทำเลวเพราะต้องเลี้ยงพ่อแม่  ส่งน้องเรียน”  ผมฟังแล้วก็อดยืดอกไม่ได้ …อย่างน้อยถึงจะเป็นคนเลว  ก็เลวอย่างมีสาระละกันวะ… หลังจากผมสึกออกมา  ชีวิตที่สุขสงบอยู่บ้างก่อนหน้านี้ก็ยิ่ง “สงบ” และ “สุข”มากขึ้นกว่าเดิม  เพราะผมรู้แล้วว่าสิ่งไหนดีไม่ดี  ควรทำ  หรือไม่ควรทำ  ดังนั้น  หากมีสิ่งไม่ดีเข้ามา  แม้ว่าจะทำให้ผมมีเงินในธนาคารเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหนก็ตาม  ผมก็จะไม่ทำอีกต่อไป  เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่เพียงแต่เฉพาะกับตัวผม แต่ยังรวมถึงทุกคนในครอบครัวผมด้วย               …ใครอยากทำได้อย่างผม  ก็ต้องมาลองเดินทางเดียวกับผมดู  แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ…  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ                 อาตมาเรียกเขาว่า  “คนสารเลว”  หมายถึงเลวอย่างมีสาระ  คือ  เลวเพราะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ถึงทำตัวแย่ก็ยังมีส่วนดี  ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่สบาย  คนแบบนี้ต้องพามาดัดสักหน่อย  พาเข้าหาทางธรรมเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  เมื่อเข้าใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง  ก็จะสามารถเปลี่ยนตัวเองได้                 […]

น้อง พูลสุขวัฒนา ผู้พลิกชีวิตเลวร้าย สู่เจ้าของร้านข้าวมันไก่ไทยในอเมริกา

หลายปีก่อน สาวไทยเจ้าของร้านข้าวมันไก่ในอเมริกา ขึ้นเวที TEDxPortland เรียกทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา เรื่องราวและรอยยิ้มตลอดรายการจากคลิปบนเวทีเป็นที่มาให้คนไทยรู้จักกับ น้อง พูลสุขวัฒนา สาวไทยผู้เดินทางข้ามซีกโลกไปพร้อมความฝัน

“ขอเวลาปลดกรรม” เรื่องเล่ากฎแห่งกรรมระหว่างแม่-ลูก จากผู้อ่าน

คุณเคยไหม… ได้ยิน เรื่องราวกฎแห่งกรรม ครั้งใดต้องตีสีหน้าและพูดทำนองว่า พิสูจน์ไม่ได้และ…ไร้เหตุผล ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนอื่น

ก้อย รัชวิน ส่งต่อพลังใจแด่เมล็ดพันธุ์ล้านนา “เฮือนชมจันทร์” เชียงราย

ก้อย- รัชวิน วงศ์วิริยะ พาคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมงานบุญ อัญเชิญระฆังมหาชัยยะมงคล ประจำไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ทั้งเดินทางไปเยี่ยมเยือน เฮือนชมจันทร์ ศูนย์เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาของเยาวชนกลุ่มเมล็ดพันธุ์พบดิน นำความสุขและแรงบันดาลให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

“สุขกับปัจจุบัน” มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

มิว นิษฐา จิรยั่งยืน โด่งดังตั้งแต่ละครเรื่องแรก ภายใต้บุคลิกอ่อนโยน และรอยยิ้มอ่อนหวานของเธอ เต็มไปด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจแค่ไหน มารู้จักเธอกันค่ะ

Dhamma Daily : ทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์ ชาติหน้าเกิดมาจะไม่เต็มบาทจริงหรือ

ถาม: เคยได้ยินมาว่า ทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์ ชาติหน้าเกิดมาจะไม่เต็มบาทจริงไหมคะ
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ตอบปัญหาเรื่องการทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์นี้ไว้ว่า

เกมกรรมของคนลวง บทเรียนชีวิตของอดีต เด็กเสี่ย

ฉันเคยอยู่จุดสูงสุดของชีวิต มีเงินใช้หลายล้านเพราะหลอกเอาเงินจากคนที่รักและดีกับฉันที่สุด แต่แล้ววันหนึ่งกฎแห่งกรรมก็เริ่มทำงาน จากคนที่มีเงินใช้เป็นล้าน ทุกวันนี้เหลือเพียงเงินหลักร้อยเพื่อดำรงชีวิต

“ปาฏิหาริย์” เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ : บทความโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ในเบื้องต้น คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ ปาฏิหาริย์ ” คืออะไร มีความสำคัญแค่ไหนในพุทธศาสนา และเราควรจะมีท่าทีต่อปาฏิหาริย์กันอย่างไร

keyboard_arrow_up