Dhamma Daily: เมื่อ คนรักเปลี่ยนไป ยังฝังใจ ยากจะลืม

แม้ความรักจะสร้างความสุข แต่ก็ไม่เคยหยุดสร้างทุกข์ให้คนเรา โดยเฉพาะในยามที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไป หรือมีปัญหาจนต้องเลิกรามักตามมาด้วยความเจ็บปวดเสมอ

บทเรียนจากความเจ็บปวดซ้ำซาก ของหญิงผู้โหยหาความรัก

แม้ชีวิตของฉันจะเริ่มต้นจาก “ความไม่พร้อม” ของพ่อและแม่ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังถือว่าตัวเองเป็นคน “โชคดี” เพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก…

หนีทหาร ซ้ำเติมชีวิต เรื่องจริงของผู้ชายที่หวังตื่นจากฝันร้าย

เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย  อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในหมู่วัยรุ่น  ผมไม่ได้รู้จักแต่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนเท่านั้น  ผมได้รู้จักกับชายคนหนึ่งในโปรแกรมแชต  เขาเป็นมากกว่าแค่คนรู้จัก  เป็นมากกว่าเพื่อนสนิท  เขาเป็นคนรักคนแรก  เป็นรักบริสุทธิ์  เป็นทุกอย่างในชีวิตของผม

ดิฉันมี สามีเป็นเกย์ ! ความลับในความรักที่ต้องการคำตอบ

ดิฉันมีคำถามค้างคาใจ ไม่ทราบจะถามพระที่ไหนได้ เพราะสมัยก่อนไม่น่าจะมีเคสแบบนี้บัญญัติไว้ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สามีดิฉันเป็นเกย์  แต่งงานเพื่อสถานะทางสังคม  รู้จักกันโดยมีคนแนะนำ  แต่งงานโดยมิได้มีการคบหาดูใจศึกษานิสัยกันก่อน  ดิฉันไม่ทราบมาก่อนเรื่องที่เขาเป็นเกย์ เก้ง กวาง

Dhamma Daily : ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะไร้ความยุติธรรม ทำอย่างไรดี ?

พระอาจารย์คะ ถ้ารักงานแต่ เบื่อเจ้านาย เพราะเจ้านายไม่ดี ไม่มีความยุติธรรมในการปกครองคน แต่เราก็ไม่อยากลาออก จะทำยังไงดีคะ พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  กล่าวตอบว่า เรามาทำงานไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปสนใจสัตว์ บุคคล นาย ก. นาย ข. ด้วย ฉะนั้น ตัดส่วนเกินคือคน สัตว์ บุคคล ไปได้เลย…เราเรียนมามีความรู้ความสามารถ ก็จงนำความรู้ความสามารถเหล่านั้นมาปฏิบัติหน้าที่ทำให้งานดำเนินไป ถ้าเราตัดส่วนเกินออกไป ความทุกข์จะเกิดไม่ได้ การปรุงแต่งจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราไปทำงานเพื่องาน คนส่วนมากที่บอกว่าไปทำงานๆ ต้องลองหันกลับมามองดูนะ ว่าไปทำงานจริงหรือเปล่า ไปทำงานหรือไปให้ถูกงาน “ทำ” ผู้ถูกงานทำ ทำงานไม่เป็น ไม่ได้ทำงาน มัวแต่เอาเวลาไปคิดนู่นนี่ไร้สาระ แล้วจะมาทำงานทำไม ซีเคร็ตเคล็ดลับ วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ “ผมคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้านายและลูกน้องไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทั้งสองฝ่ายควรปรับตัวเข้าหากัน และในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ทุกคนอาจต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนคนละเล็กคนละน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของทีม แล้วจะพบว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีมากกว่าการทำงานคนเดียวเสียอีก” “แท้ที่จริงแล้วแนวคิดเหล่านี้ล้วนมาจากศาสนาพุทธทั้งสิ้น เพราะการโค้ชตนเองก็คือการปฏิบัติธรรม ในขณะที่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเสมือนฟา อันจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ตรัสให้นางกิสาโคตมีหาเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย กระทั่งนางเห็นธรรมและบรรลุเป็นพระโสดาบันนอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเปรียบได้กับเมนทอร์ เนื่องจากพระองค์ตรัสสอนผู้อื่นผ่านพระสูตรหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ” ที่มา : วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ เคล็ด (ไม่) ลับ จาก […]

เรื่องจริงแสนทรมานของภรรยา ที่ถูกสามีทาสสุรา จุดไฟเผาทั้งเป็น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า หญิงชายจะเป็นคู่แท้กันได้นั้น ก็เพราะต่างฝ่ายต่างมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน คือ ร่วมยินดีไปในแนวความเชื่อเดียวกัน มีใจปรารถนา…

“ทำกรรมกับปู ” เรื่องจริงของ แรงกรรม จากผู้อ่านนิตยสารซีเคร็ต

“ทำกรรมกับปู ” เรื่องจริงของ แรงกรรม จากผู้อ่านนิตยสารซีเคร็ต ในช่วงวัยประถมฯ หลังเลิกเรียน หรือในวันหยุด ฉันมักจะไปเที่ยวเล่นตามทุ่งนา ธรรมชาติทำให้ฉันมีความสุข สนุกไปกับกลุ่มเพื่อนๆ สนุกกับการได้วิ่งเล่นบนความอิสระ ทุกครั้งที่ออกไปทุ่งนา ฉันมักจะหาวัตถุดิบกลับมาให้แม่ปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ผักบุ้ง สายบัว ผักแว่น หอบหิ้วติดไม้ติดมือมาตลอด ก้ามปูเผาเป็นเมนูที่ฉันชอบกินมาก อาจด้วยเพราะเป็นลูกชาวนา บวกกับความยากจนทำให้โอกาสเลือกมีน้อย เราต้องยินดีกับสิ่งที่มีอยู่เบื้องหน้า การเดินทางไปตามท้องนา สายตาของฉันจึงสอดส่องมองหาแต่รูปู ยิ่งช่วงไถคราดนาใหม่ๆ จะสังเกตเห็นรูปูได้ง่าย อีกทั้งยังมีปูเดินขวักไขว่อยู่ในผืนนา อุปกรณ์ที่ฉันต้องเตรียมพร้อม คือ ถุงพลาสติก 2 ใบ เลือกที่หนาๆ หน่อยก็จะดี ใบหนึ่งนำมาสวมไว้ที่มือ แล้วนำหนังยางมารัดที่ข้อมือกันไม่ให้ถุงหลุดออก เจอรูปูที่ไหนก็ใช้มือที่สวมถุงล้วงเข้าไปควานหาตัวมันทันที เมื่อจับได้ก็จะดึงตัวปูออกมาแล้วหักก้ามใหญ่ หรือที่เราเรียกกันว่าก้ามเป้งออกทันที แล้วก็หย่อนใส่ถุงอีกใบหนึ่งที่เตรียมมา คงด้วยสัญชาติญาณของสัตว์ที่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอด การจับปูบางตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันจะง้างก้ามหนีบนิ้วทันทีที่มีโอกาส และความรู้สึกนั้นบอกได้เลยว่า เจ็บสุดๆ แต่แทนที่จะยอมแพ้ ฉันกลับต้องหาวิธีนำปูตัวนั้นออกมาให้ได้ และเมื่อนำออกมาได้แล้วจัดการหักก้ามแล้วโยนตัวมันทิ้งทันทีแบบไม่แยแสด้วยซ้ำ หรือจะว่าไปก็แอบมีโมโห ผสมความสะใจที่เหมือนได้เป็นผู้ชนะ […]

เปลี่ยน ‘ จิตตก ‘ เป็น ‘จิตฟู’ ลดอาการ โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

ในยุคที่สังคมนิยมแสวงสุข แต่ผู้คนกลับเศร้าง่าย โรคซึมเศร้ากำลังคร่าชีวิตคนไทยทีละนิด ( โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี )

ทำงานด้วย จิตว่าง ทำอย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีคำตอบ

ถ้าอาชีพที่เราทำบังเอิญขัดกับหลักพระพุทธศาสนา เราจะ ทำงานด้วยจิตว่าง หรือทำงานไปด้วยเจริญสติไปด้วย โดยไม่สุข ไม่ทุกข์ ได้อย่างไรกันคะ

 True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นคิดว่าเลวร้าย แต่ฉันไม่เคยคิดท้อใจสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ !

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ ! “ถ้าอยู่ที่นี่แล้วลำบากขนาดนี้  ไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยกันดีกว่า แฟนฉันเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่  อยากหาคนไปช่วยอยู่พอดี”

True Story : บันทึกบาป ของผู้หญิงเหลวแหลก

คุณเคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ในอดีตกันบ้างไหม และหากทำได้ คุณอยากแก้ไขเรื่องใดมากที่สุด สำหรับฉัน ถ้าเลือกได้ ก็อยากรีเซ็ตชีวิตใหม่อีกครั้ง

True Story : ชีวิตจริง บนเส้นทางสายทุกข์

คุณคิดว่าชีวิตที่มีความสุขจะต้องประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง เงินทองมากมายล้นฟ้า ครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้า หรือคนรักที่แสนดี หากสิ่งเหล่านี้คือมาตรวัดความสุข ฉันก็ไม่แปลกใจว่าทำไมฉันถึงเป็นทุกข์มาตลอดชีวิต

เป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีลูก แต่คุณแม่อยากอุ้มหลาน [Dhamma Daily]

ดิฉันไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากมีบ่วง  แต่แม่ของดิฉันน้อยใจและเป็นทุกข์  เพราะท่านอยากอุ้มหลาน ดิฉันในฐานะที่เป็นลูกควรจะวางตัวอย่างไรคะ

Dhamma Daily : จูนทัศนคติ อย่างไร เมื่อพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่

ทัศนคติ มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวต่างเพศต่างวัย เช่น ถ้าพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่ ควรทำอย่างไรดี

ถึงเวลา… ก็ต้อง “ปล่อย” เรื่องจริงของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ปล่อยวางความทุกข์

ทุกวันนี้ฉันเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างมีความสุข  กว่าจะมีวันนี้ต้องขอบคุณนาทีเฉียดตายที่ทำให้รู้ว่าชีวิตเรามีค่า  

เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่ไม่มีอะไรเหนือกฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ

เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่ไม่มีอะไรเหนือ กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ เรื่องราว กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ ที่รวบรวมมานี้ อาจจะพอช่วยทำให้คุณไม่กล้าทำบาป ทำกรรมอีกต่อไป วัดอัมพวันทุกวันนี้มีความสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งบรรยากาศที่ร่มรื่น  ศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ ลานจอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย  และห้องน้ำห้องท่าที่สะอาดสะอ้านถึงกว่า 500 ห้อง  รวมถึงโรงทานที่มีอาหารและน้ำดื่มไว้คอยให้บริการแก่ผู้มาทำบุญและปฏิบัติธรรมไม่เคยขาด ช่วงสิบโมงเช้าและบ่ายสองโมงของทุกวัน หลวงพ่อจรัญในวัย 86 ปีจะออกมาให้พรญาติโยมเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้ากุฏิเพื่อพักผ่อน แม้ในวันนี้หลวงพ่อจะชราภาพมากจนไม่สามารถเทศน์โปรดญาติโยมได้เหมือนในอดีต  แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาของท่านที่ส่งผ่านแววตาและสีหน้าที่แจ่มใส  รอยยิ้มน้อย ๆ ของท่านทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอบอุ่น และมั่นใจที่จะปฏิบัติตามและก้าวเดินตามท่านในทางสายกลางเส้นนี้     ชีวิตในวัยเยาว์   หลวงพ่อจรัญมีนามเดิมว่า จรัญ  จรรยารักษ์  เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2471  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7  ณ ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองฯ  จังหวัดสิงห์บุรี  เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวน 10 คน ที่เกิดจาก โยมมารดาเจิม และ โยมบิดาแพ  จรรยารักษ์ ในวัยเยาว์หลวงพ่ออาศัยอยู่กับยายวัย 80 ปีที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่กลางดงไม้ร่มครึ้ม มีเรื่องเล่าว่า  ยายของหลวงพ่อมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า  และมักจัดให้มีการเทศน์มหาชาติที่บ้าน  แต่ด้วยความที่เด็กชายจรัญชอบวิ่งเล่นซุกซนยายเลยต้องจับล่ามขาไว้กับเสาเรือนให้ฟังเทศน์อยู่เป็นประจำ ทุกวันเวลาตีสี่  ยายจะลุกขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง  ส่วนเด็กชายจรัญจะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร ครั้นยายให้เอาข้าวไปถวายพระ  เด็กชายจรัญก็มักนำไปกินกับเพื่อนแทน  นอกจากนี้ยังไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน  และมักชวนเพื่อน ๆไปยิงนกตกปลาตามประสาเด็กอีกด้วย หลังเรียนจบชั้น ม. 4  หลวงพ่อจรัญได้ศึกษาวิชาต่าง ๆหลากหลายแขนง  ทั้งวิชาช่างกลจาก อาจารย์เลื่อน  พงษ์โสภณ และวิชาดนตรีดีดสีตีเป่าจาก หลวงประดิษฐ์ไพเราะ  ครั้งหนึ่งท่านเคยเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  แต่เรียนได้แค่สามเดือนก็ลาออกเพราะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับรุ่นพี่ หลังจากนั้นหลวงพ่อจรัญจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่สิงห์บุรี  และนำวิชาดนตรีที่ได้ร่ำเรียนมาประกอบอาชีพอยู่ที่อำเภอพรหมบุรี  โดยออกงานดนตรีกับ คณะจรรยารักษ์ ซึ่งมีอยู่เดิม  จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว  นอกจากมีฝืมือทางด้านดนตรีแล้ว  หลวงพ่อจรัญยังมีฝีมือทางการเขียนหนังสือ  สามารถประพันธ์เรื่อง นางอรพิมกับท้าวปาจิตต์  จนมีคณะลิเกมาขอลอกบทเพื่อนำไปแสดงเป็นลิเกหลายคณะสู่ร่มกาสาวพัสตร์     ในวัยหนุ่มอาจกล่าวได้ว่าหลวงพ่อจรัญท่านไม่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย  ออกจะไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะครั้งหนึ่งช่วงที่เป็นนักดนตรี  ท่านเคยไปเล่นดนตรีที่วัดโตนด แต่พระวัดนี้กลับพาศิษย์วัดกว่า 10 คนมารุมทำร้าย  เนื่องจากท่านเคยด่าว่าพระว่าอาศัยผ้าเหลืองหากิน  ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย  ทำให้ท่านเกือบถูกแทงตายและถูกรุมทำร้ายจนสะบักสะบอม  โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ทัน  ตั้งแต่นั้นท่านจึงไม่ชอบพระ จนกระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 20 ปี  โยมแม่ท่านล้มป่วยลง  ท่านจึงคิดจะบวชเพื่อตอบแทนพระคุณแม่สักหนึ่งพรรษา  แต่ปรากฏว่าการบวชครั้งนั้นเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นกับท่านจนไม่อาจลาสิกขาได้ เรื่องมีอยู่ว่า  วันที่จะสึก  หลวงพ่อจรัญเกิดรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมา  แล้วท่านก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นว่า “คุณบวชแบบนี้ดีแล้ว  จะสึกก็ไม่เป็นไร  แต่นะโมยังไม่ได้  ได้นะโมแล้วค่อยสึก”  ขณะที่ท่านกำลังนึกสงสัยว่าเป็นเสียงใคร  ก็ได้ยินเสียงดังตามมาอีกว่า  “คุณสึกก็ไม่เป็นไร  ไม่ยากอะไรนักหนา  แต่ขอถามว่าพุทธคุณได้หรือยัง  ธรรมคุณได้หรือยัง  สังฆคุณได้หรือยัง”  ซึ่งเป็นเพราะเสียงประหลาดนี้เองที่ทำให้หลวงพ่อจรัญยังครองเพศบรรพชิตมาจนถึงบัดนี้     ธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้   เมื่อบวชเป็นพระแล้ว  หลวงพ่อจรัญได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร  เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ทั้งทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  ทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์หลายท่าน เริ่มจากเมื่อสอบนักธรรมโทได้แล้ว  ในปี 2493  หลวงพ่อจรัญได้พบ หลวงพ่อเดิม  หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์  อายุ 105 ปี  แห่งวัดหนองโพธิ์  จังหวัดนครสวรรค์  หลวงพ่อเดิมเป็นผู้ที่รอบรู้ตำราพิชัยสงคราม  เชี่ยวชาญวิชาการรบในสมัยโบราณ ตอนแรกหลวงพ่อจรัญตั้งใจจะเรียนวิชาคาถามหานิยมกับท่าน  เพราะคิดว่าหากลาสิกขาไปประกอบอาชีพทางโลกจะได้นำไปใช้  แต่หลวงพ่อเดิมกลับให้วิชาเลี้ยงช้าง  ต่อช้างป่า  และวิชาจับช้างตกมันแทนหลังจากนั้นด้วยความเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน  หลวงพ่อจรัญจึงเดินทางไปศึกษาวิชากรรมฐานกับ หลวงพ่อลี และ ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร  จังหวัดขอนแก่น  โดยท่านศึกษาวิชาทำเครื่องรางของขลัง  น้ำมันมนต์  กับ หลวงพ่อจง  วัดหน้าต่าง  จังหวัดอยุธยาศึกษาวิชาสมถวิปัสสนากับ พระมงคลเทพมุนี (สด  จนฺทสโร)  หรือหลวงพ่อสด  วัดปากน้ำ  รวมถึงศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก  ญาณสิทฺธิ)  วัดมหาธาตุ นอกจากนั้นท่านก็ยังศึกษาพระอภิธรรมกับ พระอาจารย์เตชิน(ชาวพม่า) ที่วัดระฆัง  ศึกษาการพยากรณ์จาก สมเด็จพระสังฆราช(อยู่  ญาโณทโย)  วัดสระเกศฯ  และศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับ อาจารย์ พ.อ.ชม  สุคันธรัต ด้วย     เผชิญกฎแห่งกรรม ในระหว่างที่บวชเป็นพระนี้  หลวงพ่อจรัญต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ในวัยเด็กครั้งแล้วครั้งเล่า  บางครั้งก็หนักหนาสาหัสจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า  ครั้งหนึ่งมีคนขี้เหล้าจ้างท่านด้วยเงิน 1 บาท  ให้นำเต่า 7 ตัวไปต้มเพื่อเป็นกับแกล้ม  ท่านจึงนำเต่าทั้งหมดไปต้มในหม้อน้ำที่น้ำกำลังเดือดพล่าน  แต่คงเพราะหม้อดินเผาที่ใช้ต้มคงเก่ามากแล้ว  เมื่อเต่าพากันดิ้นขลุกขลักอยู่ในหม้อ  หม้อจึงแตกออกเป็นสองเสี่ยง  เต่าทั้งหมดหลุดออกมาได้และยังไม่ตาย  จึงพยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิตเข้าไปซุกตัวอยู่ใกล้กอไผ่  เมื่อเด็กชายจรัญวิ่งตามเพื่อจะจับมาต้มอีก  เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นเพราะเต่าใช้สองขาหน้าปาดน้ำตาที่ไหลพราก ๆ ออกมา  เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า” ไม่มีผิด  ด้วยความสงสารเขาจึงปล่อยเต่าทั้งหมดไป ขณะที่บวชเป็นพระ  หลวงพ่อรู้ล่วงหน้าว่าท่านต้องรับผลกรรมครั้งนั้น  วันหนึ่งคนที่ท่านรู้จักที่บางปะอินไม่สบาย  ท่านจึงตั้งใจไปเยี่ยม  โดยจ้างรถปิ๊กอัพไปกับคนขับสองคน  ระหว่างทางกลับฝนตกหนักมาก  ถนนลื่น  รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำแปดตลบหลวงพ่อดิ้นขลุกขลักอยู่ในรถ  เพราะประตูรถล็อกหมด  ศีรษะถูกกระแทกทั้งบนและล่าง  รถพังหมดทั้งคัน  พอดีมีคนผ่านมาช่วยไว้จึงรอดชีวิตมาได้  แต่ท่านก็ต้องปวดแสบปวดร้อน  ผิวหนังถลอกอยู่นานนับเดือน อย่างไรก็ตาม  แม้หลวงพ่อจรัญจะเจริญกรรมฐานแผ่เมตตาขออโหสิกรรมแก่เต่า  แต่กรรมเวรที่ทำไว้ยังไม่หมดแค่นั้น  แถมครั้งที่สองยังหนักหนากว่าครั้งแรก  คราวนี้ท่านประสบอุบัติเหตุอีกครั้ง  โดยรถที่ท่านนั่งมาประสานงากับรถทัวร์อย่างแรง  จนร่างของท่านพุ่งทะลุกระจกรถกระเด็นออกไปหลายวา  แล้วตกลงมาหน้าบ้านของเจ้าของโรงงานทำอิฐในสภาพคอหักพับมาอยู่ที่หน้าอกหนังศีรษะเปิดจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย  เลือดเต็มปากเต็มคอ     โชคดีที่มีคนมาพบเข้า  จึงอุ้มหลวงพ่อจรัญใส่รถขนอิฐแล้วนำไปส่งโรงพยาบาล  แต่บังเอิญว่ารถไม่มีเบาะ  หม้อน้ำรถก็ไม่มีฝาปิดต้องใช้ผ้าอุดแทน  ซึ่งอยู่ในตำแหน่งก้นของหลวงพ่อจรัญพอดิบพอดี  ระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาล  ท่านได้ยินเสียงเต่า  พร้อมเห็นภาพเต่าโผล่ออกมาแล้วพูดว่า “สมน้ำหน้า  เดี๋ยวกูจะซ้ำมึง ๆ” พอขาดคำ  น้ำในหม้อน้ำก็พุ่งขึ้นมาลวกใส่หลวงพ่อจรัญตั้งแต่หัวไปตลอดตัว  ท่านต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดทาง  และเมื่อไปถึงโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หมอก็บอกกับญาติโยมว่าท่านเสียชีวิตแล้ว  ให้นำไปวัด  เตรียมจัดงานศพได้เลย ทว่าขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็นหลวงพ่อไปเย็บแผลล้างเลือดเตรียมเข้าห้องดับจิตนั้น  หลวงพ่อได้ฟื้นคืนสติ  จึงตั้งอธิษฐานจิตว่า  “ด้วยเดชะบุญกุศล  ท้าวเวสสุวัณ  เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า  ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้กรรมในโลกมนุษย์หมดแล้วก็ยินดีจะไป  แต่ถ้าข้าพเจ้ายังใช้หนี้กรรมไม่หมด  ข้าพเจ้าขอสาบานต่อท้าวเวสสุวัณว่า  ขอให้ข้าพเจ้ากลับมาแก้ตัว  สร้างกรรมดีใช้หนี้ให้หมด  ถ้าหมดแล้วข้าพเจ้าจะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก”   […]

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็น “แบดบอย” เพ็ชร ฐกฤต ตวันพงค์

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็น “แบดบอย” เพ็ชร ฐกฤต ตวันพงค์ เพ็ชร ฐกฤต เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตว่า ครอบครัวผมมีด้วยกันสี่คน พ่อ แม่ และลูกๆ อีกสองคน ผมไม่ได้เป็นแค่ลูกชายคนเดียวของบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นน้องเล็กสุดแสบอีกด้วย ยิ่งพอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นความแสบของผมก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ผมกำลังจะเล่าถึงช่วงอายุสิบห้าหมาด ๆ เรียกว่ากำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี อยากรู้อยากลอง คึกคะนองไปหมดไม่ว่าจะเที่ยวกลางคืน กินเหล้า ร่วมก๊วนซิ่งมอเตอร์ไซค์ หมกนอนตามบ้านเพื่อน ไม่กลับบ้าน ฯลฯ ผมทำมาหมดแล้ว ยิ่งพอระยะหลังๆ พ่อกับแม่มีปากเสียงกันบ่อยขึ้น ผมก็ยิ่งไม่อยากกลับบ้าน เพราะไม่อยากเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันและไม่อยากเป็นเด็กบ้านแตก ไม่นานนักสิ่งที่ผมกลัวก็เป็นจริง…เมื่อพ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกัน! ทุกคนแยกไปคนละทาง ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองรู้สึกอย่างไร รู้แค่ว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไรผมก็ไม่ฟังทั้งนั้น เพราะผมเชื่อว่าความคิดของผมเจ๋งที่สุดแล้ว ผมเริ่มทำตัวมีปัญหามากขึ้น มีเรื่องชกต่อยบ่อยขึ้น ไม่มีคำว่า “ถอย” หรือ “ยอม” มีแต่ลุยอย่างเดียวบางทีก็ถึงขั้นถือมีดดาบไล่ฟันคู่อริจนได้เลือดกันมาแล้ว แต่เชื่อไหมครับว่า ไม่ว่าจะเกเรแค่ไหน ผมก็ไม่เคยทิ้งการเรียน พยายามบังคับตัวเองเพื่อเรียนให้จบชั้น ปวช. ตอนนั้นผมอายุราวสิบเจ็ดได้ ผมเริ่มย้อนคิดขึ้นมาว่า “ที่ผ่านมาผมทำอะไรอยู่ ผมเกเรไปเพื่ออะไร” จนกระทั่งมาได้คำตอบแบบชัดๆ เมื่อพี่เขยและป้าช่วยกันสอนผมว่า […]

keyboard_arrow_up