ทำงานด้วย จิตว่าง ทำอย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีคำตอบ

ถ้าอาชีพที่เราทำบังเอิญขัดกับหลักพระพุทธศาสนา เราจะ ทำงานด้วยจิตว่าง หรือทำงานไปด้วยเจริญสติไปด้วย โดยไม่สุข ไม่ทุกข์ ได้อย่างไรกันคะ

 True Story : วันที่ไม่เหลือใคร  [เรื่องจริงจาก Secret magazine]

ท่ามกลางเรื่องราวที่คนอื่นคิดว่าเลวร้าย แต่ฉันไม่เคยคิดท้อใจสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ !

ชีวิตต่างแดน ที่ ‘เพื่อนสนิท’ ชวนว่าดี แต่แท้ที่จริงคือ ‘ขุมนรก ’ ! “ถ้าอยู่ที่นี่แล้วลำบากขนาดนี้  ไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยกันดีกว่า แฟนฉันเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่  อยากหาคนไปช่วยอยู่พอดี”

True Story : บันทึกบาป ของผู้หญิงเหลวแหลก

คุณเคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ในอดีตกันบ้างไหม และหากทำได้ คุณอยากแก้ไขเรื่องใดมากที่สุด สำหรับฉัน ถ้าเลือกได้ ก็อยากรีเซ็ตชีวิตใหม่อีกครั้ง

True Story : ชีวิตจริง บนเส้นทางสายทุกข์

คุณคิดว่าชีวิตที่มีความสุขจะต้องประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง เงินทองมากมายล้นฟ้า ครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้า หรือคนรักที่แสนดี หากสิ่งเหล่านี้คือมาตรวัดความสุข ฉันก็ไม่แปลกใจว่าทำไมฉันถึงเป็นทุกข์มาตลอดชีวิต

เป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีลูก แต่คุณแม่อยากอุ้มหลาน [Dhamma Daily]

ดิฉันไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากมีบ่วง  แต่แม่ของดิฉันน้อยใจและเป็นทุกข์  เพราะท่านอยากอุ้มหลาน ดิฉันในฐานะที่เป็นลูกควรจะวางตัวอย่างไรคะ

Dhamma Daily : จูนทัศนคติ อย่างไร เมื่อพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่

ทัศนคติ มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวต่างเพศต่างวัย เช่น ถ้าพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่ ควรทำอย่างไรดี

ถึงเวลา… ก็ต้อง “ปล่อย” เรื่องจริงของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ปล่อยวางความทุกข์

ทุกวันนี้ฉันเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างมีความสุข  กว่าจะมีวันนี้ต้องขอบคุณนาทีเฉียดตายที่ทำให้รู้ว่าชีวิตเรามีค่า  

เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่ไม่มีอะไรเหนือกฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ

เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่ไม่มีอะไรเหนือ กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ เรื่องราว กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ ที่รวบรวมมานี้ อาจจะพอช่วยทำให้คุณไม่กล้าทำบาป ทำกรรมอีกต่อไป วัดอัมพวันทุกวันนี้มีความสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งบรรยากาศที่ร่มรื่น  ศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ ลานจอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย  และห้องน้ำห้องท่าที่สะอาดสะอ้านถึงกว่า 500 ห้อง  รวมถึงโรงทานที่มีอาหารและน้ำดื่มไว้คอยให้บริการแก่ผู้มาทำบุญและปฏิบัติธรรมไม่เคยขาด ช่วงสิบโมงเช้าและบ่ายสองโมงของทุกวัน หลวงพ่อจรัญในวัย 86 ปีจะออกมาให้พรญาติโยมเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้ากุฏิเพื่อพักผ่อน แม้ในวันนี้หลวงพ่อจะชราภาพมากจนไม่สามารถเทศน์โปรดญาติโยมได้เหมือนในอดีต  แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาของท่านที่ส่งผ่านแววตาและสีหน้าที่แจ่มใส  รอยยิ้มน้อย ๆ ของท่านทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอบอุ่น และมั่นใจที่จะปฏิบัติตามและก้าวเดินตามท่านในทางสายกลางเส้นนี้     ชีวิตในวัยเยาว์   หลวงพ่อจรัญมีนามเดิมว่า จรัญ  จรรยารักษ์  เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2471  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7  ณ ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองฯ  จังหวัดสิงห์บุรี  เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวน 10 คน ที่เกิดจาก โยมมารดาเจิม และ โยมบิดาแพ  จรรยารักษ์ ในวัยเยาว์หลวงพ่ออาศัยอยู่กับยายวัย 80 ปีที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่กลางดงไม้ร่มครึ้ม มีเรื่องเล่าว่า  ยายของหลวงพ่อมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า  และมักจัดให้มีการเทศน์มหาชาติที่บ้าน  แต่ด้วยความที่เด็กชายจรัญชอบวิ่งเล่นซุกซนยายเลยต้องจับล่ามขาไว้กับเสาเรือนให้ฟังเทศน์อยู่เป็นประจำ ทุกวันเวลาตีสี่  ยายจะลุกขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง  ส่วนเด็กชายจรัญจะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร ครั้นยายให้เอาข้าวไปถวายพระ  เด็กชายจรัญก็มักนำไปกินกับเพื่อนแทน  นอกจากนี้ยังไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน  และมักชวนเพื่อน ๆไปยิงนกตกปลาตามประสาเด็กอีกด้วย หลังเรียนจบชั้น ม. 4  หลวงพ่อจรัญได้ศึกษาวิชาต่าง ๆหลากหลายแขนง  ทั้งวิชาช่างกลจาก อาจารย์เลื่อน  พงษ์โสภณ และวิชาดนตรีดีดสีตีเป่าจาก หลวงประดิษฐ์ไพเราะ  ครั้งหนึ่งท่านเคยเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  แต่เรียนได้แค่สามเดือนก็ลาออกเพราะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับรุ่นพี่ หลังจากนั้นหลวงพ่อจรัญจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่สิงห์บุรี  และนำวิชาดนตรีที่ได้ร่ำเรียนมาประกอบอาชีพอยู่ที่อำเภอพรหมบุรี  โดยออกงานดนตรีกับ คณะจรรยารักษ์ ซึ่งมีอยู่เดิม  จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว  นอกจากมีฝืมือทางด้านดนตรีแล้ว  หลวงพ่อจรัญยังมีฝีมือทางการเขียนหนังสือ  สามารถประพันธ์เรื่อง นางอรพิมกับท้าวปาจิตต์  จนมีคณะลิเกมาขอลอกบทเพื่อนำไปแสดงเป็นลิเกหลายคณะสู่ร่มกาสาวพัสตร์     ในวัยหนุ่มอาจกล่าวได้ว่าหลวงพ่อจรัญท่านไม่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย  ออกจะไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะครั้งหนึ่งช่วงที่เป็นนักดนตรี  ท่านเคยไปเล่นดนตรีที่วัดโตนด แต่พระวัดนี้กลับพาศิษย์วัดกว่า 10 คนมารุมทำร้าย  เนื่องจากท่านเคยด่าว่าพระว่าอาศัยผ้าเหลืองหากิน  ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย  ทำให้ท่านเกือบถูกแทงตายและถูกรุมทำร้ายจนสะบักสะบอม  โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ทัน  ตั้งแต่นั้นท่านจึงไม่ชอบพระ จนกระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 20 ปี  โยมแม่ท่านล้มป่วยลง  ท่านจึงคิดจะบวชเพื่อตอบแทนพระคุณแม่สักหนึ่งพรรษา  แต่ปรากฏว่าการบวชครั้งนั้นเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นกับท่านจนไม่อาจลาสิกขาได้ เรื่องมีอยู่ว่า  วันที่จะสึก  หลวงพ่อจรัญเกิดรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมา  แล้วท่านก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นว่า “คุณบวชแบบนี้ดีแล้ว  จะสึกก็ไม่เป็นไร  แต่นะโมยังไม่ได้  ได้นะโมแล้วค่อยสึก”  ขณะที่ท่านกำลังนึกสงสัยว่าเป็นเสียงใคร  ก็ได้ยินเสียงดังตามมาอีกว่า  “คุณสึกก็ไม่เป็นไร  ไม่ยากอะไรนักหนา  แต่ขอถามว่าพุทธคุณได้หรือยัง  ธรรมคุณได้หรือยัง  สังฆคุณได้หรือยัง”  ซึ่งเป็นเพราะเสียงประหลาดนี้เองที่ทำให้หลวงพ่อจรัญยังครองเพศบรรพชิตมาจนถึงบัดนี้     ธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้   เมื่อบวชเป็นพระแล้ว  หลวงพ่อจรัญได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร  เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ทั้งทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  ทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์หลายท่าน เริ่มจากเมื่อสอบนักธรรมโทได้แล้ว  ในปี 2493  หลวงพ่อจรัญได้พบ หลวงพ่อเดิม  หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์  อายุ 105 ปี  แห่งวัดหนองโพธิ์  จังหวัดนครสวรรค์  หลวงพ่อเดิมเป็นผู้ที่รอบรู้ตำราพิชัยสงคราม  เชี่ยวชาญวิชาการรบในสมัยโบราณ ตอนแรกหลวงพ่อจรัญตั้งใจจะเรียนวิชาคาถามหานิยมกับท่าน  เพราะคิดว่าหากลาสิกขาไปประกอบอาชีพทางโลกจะได้นำไปใช้  แต่หลวงพ่อเดิมกลับให้วิชาเลี้ยงช้าง  ต่อช้างป่า  และวิชาจับช้างตกมันแทนหลังจากนั้นด้วยความเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน  หลวงพ่อจรัญจึงเดินทางไปศึกษาวิชากรรมฐานกับ หลวงพ่อลี และ ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร  จังหวัดขอนแก่น  โดยท่านศึกษาวิชาทำเครื่องรางของขลัง  น้ำมันมนต์  กับ หลวงพ่อจง  วัดหน้าต่าง  จังหวัดอยุธยาศึกษาวิชาสมถวิปัสสนากับ พระมงคลเทพมุนี (สด  จนฺทสโร)  หรือหลวงพ่อสด  วัดปากน้ำ  รวมถึงศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก  ญาณสิทฺธิ)  วัดมหาธาตุ นอกจากนั้นท่านก็ยังศึกษาพระอภิธรรมกับ พระอาจารย์เตชิน(ชาวพม่า) ที่วัดระฆัง  ศึกษาการพยากรณ์จาก สมเด็จพระสังฆราช(อยู่  ญาโณทโย)  วัดสระเกศฯ  และศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับ อาจารย์ พ.อ.ชม  สุคันธรัต ด้วย     เผชิญกฎแห่งกรรม ในระหว่างที่บวชเป็นพระนี้  หลวงพ่อจรัญต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ในวัยเด็กครั้งแล้วครั้งเล่า  บางครั้งก็หนักหนาสาหัสจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า  ครั้งหนึ่งมีคนขี้เหล้าจ้างท่านด้วยเงิน 1 บาท  ให้นำเต่า 7 ตัวไปต้มเพื่อเป็นกับแกล้ม  ท่านจึงนำเต่าทั้งหมดไปต้มในหม้อน้ำที่น้ำกำลังเดือดพล่าน  แต่คงเพราะหม้อดินเผาที่ใช้ต้มคงเก่ามากแล้ว  เมื่อเต่าพากันดิ้นขลุกขลักอยู่ในหม้อ  หม้อจึงแตกออกเป็นสองเสี่ยง  เต่าทั้งหมดหลุดออกมาได้และยังไม่ตาย  จึงพยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิตเข้าไปซุกตัวอยู่ใกล้กอไผ่  เมื่อเด็กชายจรัญวิ่งตามเพื่อจะจับมาต้มอีก  เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นเพราะเต่าใช้สองขาหน้าปาดน้ำตาที่ไหลพราก ๆ ออกมา  เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า” ไม่มีผิด  ด้วยความสงสารเขาจึงปล่อยเต่าทั้งหมดไป ขณะที่บวชเป็นพระ  หลวงพ่อรู้ล่วงหน้าว่าท่านต้องรับผลกรรมครั้งนั้น  วันหนึ่งคนที่ท่านรู้จักที่บางปะอินไม่สบาย  ท่านจึงตั้งใจไปเยี่ยม  โดยจ้างรถปิ๊กอัพไปกับคนขับสองคน  ระหว่างทางกลับฝนตกหนักมาก  ถนนลื่น  รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำแปดตลบหลวงพ่อดิ้นขลุกขลักอยู่ในรถ  เพราะประตูรถล็อกหมด  ศีรษะถูกกระแทกทั้งบนและล่าง  รถพังหมดทั้งคัน  พอดีมีคนผ่านมาช่วยไว้จึงรอดชีวิตมาได้  แต่ท่านก็ต้องปวดแสบปวดร้อน  ผิวหนังถลอกอยู่นานนับเดือน อย่างไรก็ตาม  แม้หลวงพ่อจรัญจะเจริญกรรมฐานแผ่เมตตาขออโหสิกรรมแก่เต่า  แต่กรรมเวรที่ทำไว้ยังไม่หมดแค่นั้น  แถมครั้งที่สองยังหนักหนากว่าครั้งแรก  คราวนี้ท่านประสบอุบัติเหตุอีกครั้ง  โดยรถที่ท่านนั่งมาประสานงากับรถทัวร์อย่างแรง  จนร่างของท่านพุ่งทะลุกระจกรถกระเด็นออกไปหลายวา  แล้วตกลงมาหน้าบ้านของเจ้าของโรงงานทำอิฐในสภาพคอหักพับมาอยู่ที่หน้าอกหนังศีรษะเปิดจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย  เลือดเต็มปากเต็มคอ     โชคดีที่มีคนมาพบเข้า  จึงอุ้มหลวงพ่อจรัญใส่รถขนอิฐแล้วนำไปส่งโรงพยาบาล  แต่บังเอิญว่ารถไม่มีเบาะ  หม้อน้ำรถก็ไม่มีฝาปิดต้องใช้ผ้าอุดแทน  ซึ่งอยู่ในตำแหน่งก้นของหลวงพ่อจรัญพอดิบพอดี  ระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาล  ท่านได้ยินเสียงเต่า  พร้อมเห็นภาพเต่าโผล่ออกมาแล้วพูดว่า “สมน้ำหน้า  เดี๋ยวกูจะซ้ำมึง ๆ” พอขาดคำ  น้ำในหม้อน้ำก็พุ่งขึ้นมาลวกใส่หลวงพ่อจรัญตั้งแต่หัวไปตลอดตัว  ท่านต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดทาง  และเมื่อไปถึงโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หมอก็บอกกับญาติโยมว่าท่านเสียชีวิตแล้ว  ให้นำไปวัด  เตรียมจัดงานศพได้เลย ทว่าขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็นหลวงพ่อไปเย็บแผลล้างเลือดเตรียมเข้าห้องดับจิตนั้น  หลวงพ่อได้ฟื้นคืนสติ  จึงตั้งอธิษฐานจิตว่า  “ด้วยเดชะบุญกุศล  ท้าวเวสสุวัณ  เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า  ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้กรรมในโลกมนุษย์หมดแล้วก็ยินดีจะไป  แต่ถ้าข้าพเจ้ายังใช้หนี้กรรมไม่หมด  ข้าพเจ้าขอสาบานต่อท้าวเวสสุวัณว่า  ขอให้ข้าพเจ้ากลับมาแก้ตัว  สร้างกรรมดีใช้หนี้ให้หมด  ถ้าหมดแล้วข้าพเจ้าจะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก”   […]

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็น “แบดบอย” เพ็ชร ฐกฤต ตวันพงค์

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็น “แบดบอย” เพ็ชร ฐกฤต ตวันพงค์ เพ็ชร ฐกฤต เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตว่า ครอบครัวผมมีด้วยกันสี่คน พ่อ แม่ และลูกๆ อีกสองคน ผมไม่ได้เป็นแค่ลูกชายคนเดียวของบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นน้องเล็กสุดแสบอีกด้วย ยิ่งพอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นความแสบของผมก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ผมกำลังจะเล่าถึงช่วงอายุสิบห้าหมาด ๆ เรียกว่ากำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี อยากรู้อยากลอง คึกคะนองไปหมดไม่ว่าจะเที่ยวกลางคืน กินเหล้า ร่วมก๊วนซิ่งมอเตอร์ไซค์ หมกนอนตามบ้านเพื่อน ไม่กลับบ้าน ฯลฯ ผมทำมาหมดแล้ว ยิ่งพอระยะหลังๆ พ่อกับแม่มีปากเสียงกันบ่อยขึ้น ผมก็ยิ่งไม่อยากกลับบ้าน เพราะไม่อยากเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันและไม่อยากเป็นเด็กบ้านแตก ไม่นานนักสิ่งที่ผมกลัวก็เป็นจริง…เมื่อพ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกัน! ทุกคนแยกไปคนละทาง ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองรู้สึกอย่างไร รู้แค่ว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไรผมก็ไม่ฟังทั้งนั้น เพราะผมเชื่อว่าความคิดของผมเจ๋งที่สุดแล้ว ผมเริ่มทำตัวมีปัญหามากขึ้น มีเรื่องชกต่อยบ่อยขึ้น ไม่มีคำว่า “ถอย” หรือ “ยอม” มีแต่ลุยอย่างเดียวบางทีก็ถึงขั้นถือมีดดาบไล่ฟันคู่อริจนได้เลือดกันมาแล้ว แต่เชื่อไหมครับว่า ไม่ว่าจะเกเรแค่ไหน ผมก็ไม่เคยทิ้งการเรียน พยายามบังคับตัวเองเพื่อเรียนให้จบชั้น ปวช. ตอนนั้นผมอายุราวสิบเจ็ดได้ ผมเริ่มย้อนคิดขึ้นมาว่า “ที่ผ่านมาผมทำอะไรอยู่ ผมเกเรไปเพื่ออะไร” จนกระทั่งมาได้คำตอบแบบชัดๆ เมื่อพี่เขยและป้าช่วยกันสอนผมว่า […]

รอดภัยอย่างปาฏิหาริย์! เพราะบุญกตัญญู [ เรื่องจริง จากซีเคร็ต ]

พ่อตัดสินใจขายที่ดินผืนที่เราอาศัยอยู่มาเนิ่นนาน เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และตั้งต้นชีวิตใหม่

ความจริงของ “ความเจ็บ” โดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นหนึ่งในชุดคำศัพท์ที่เราได้ยินบ่อยครั้งที่สุด แต่น่าแปลกว่าเรามักให้ความสำคัญกับการ “ฉลองวันเกิด” “ชะลอความแก่” และ “ระลึกถึงความตาย” กันมาก ในขณะที่หลายครั้งกลับมองข้ามความ “เจ็บ” ไป

จูเฬกสาฎก มีอันจะกินในชั่วข้ามคืน เพราะผ้าห่มผืนเดียว

บุญมากหรือน้อยวัดกันที่เจตนา คนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะบริจาคทีละรถสิบล้อ เขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆถ้าเฉยละก็ไม่ค่อยได้บุญหรอกนะ ในขณะที่บางคนถวายผ้าเก่าๆ ผืนเดียว แต่มีค่ายิ่งกว่าเงินสิบล้านเป็นไหนๆ

Dhamma Daily : แม่ป่วยหนัก ต้องลักขโมยเงินคนอื่นมารักษาแม่ ถือเป็นคนชั่วไหมคะ

Dhamma Daily : แม่ป่วยหนัก ต้องลักขโมยเงินคนอื่นมารักษาแม่ ถือเป็นคนชั่วไหมคะ หากครอบครัวยากจน แล้ว แม่ป่วยหนัก กะทันหัน ลูกหมดหนทางจะหาเงินมารักษา จึงไปลักขโมยคนอื่น อย่างนี้จะถือว่าลูกเป็นคนชั่วไหมคะ   พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ  พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาตอบว่า ลูกคนนี้มีจิตสองฝ่ายคือ เป็นทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมในคนคนเดียว ซึ่งจิตฝ่ายธรรมะนั้นเป็นกุศลจิตที่มีความกตัญญู-กตเวทีต่อแม่ เป็นจิตที่น่าอนุโมทนา แต่จิตอีกด้านเป็นฝ่ายอธรรม เป็นจิตอกุศล เพราะการลักขโมยถือว่าเป็นบาป ซึ่งการทำบุญกับแม่ในลักษณะนี้เป็นบุญที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นบุญที่ด่างพร้อย เพราะมีตัวบาปติดมาด้วย ซึ่งจะส่งผลเสียทางโลกตามมาอีกมากมาย เช่น หากแม่ทราบภายหลังว่าเงินที่นำมารักษาได้มาจากการลักขโมย อาจทำให้แม่เสียใจจนล้มป่วยหนักกว่าเดิม หรือหากขโมยไม่สำเร็จแล้วลูกต้องติดคุกติดตาราง ใครจะดูแลรักษาแม่ ทางที่ดีที่สุดคือ ให้ลูกคนนี้ได้เข้าใจธรรมะแล้วจะพบว่ามีวิธีสัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพโดยชอบมากมายที่สามารถหาเงินมาช่วยแม่ได้ เช่น อาจขอผัดผ่อนจากโรงพยาบาลในการแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ แล้วพยายามทำงานที่สุจริตให้หนักขึ้น หรือหาวิธีการอื่นซึ่งจะมีเข้ามาเองตามวาระแห่งกรรม ขอเพียงยึดหลักธรรมในใจว่า หากกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่หรือใครก็ตาม ต้องทำโดยไม่ก่อเวรสร้างบาป ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต ภาพ : rawpixel on Pixabay Secret Magazine (Thailand) หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ True story : ขอบคุณ “ความสูญเสีย” ที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง สก็อต นีสัน เศรษฐีผู้หันหน้าเข้าหากองขยะ โก๊ะตี๋ อารามบอย “ขอทำวันนี้เพื่อแม่ แม้จะโคตรรรเหนื่อย” Dhamma Daily : กว่าจะ ทำดีเพื่อแม่ ก็สายไป […]

ปรับตัว กับสิ่งใหม่อย่างไรไม่ให้ทุกข์ ข้อธรรม จากพระอาจารย์มานพ  อุปสโม

ปรับตัว กับสิ่งใหม่อย่างไรไม่ให้ทุกข์ ข้อธรรม จากพระอาจารย์มานพ  อุปสโม พระอาจารย์ขอรับ เราจะ ปรับตัว อย่างไรให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ โดยไม่ทุกข์ ไม่เครียด หรือกังวล โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่วัยทำงาน พระอาจารย์มีคำแนะนำสำหรับคนที่เป็นทุกข์เพราะต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ต้องฝืนทำเพราะปัญหาเศรษฐกิจอย่างไรบ้างขอรับ พระอาจารย์มานพ  อุปสโม  พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาตอบว่า การทำงานนั้น เราควรจะต้องรักที่จะทำ แล้วก็ตั้งใจทำ เรารักอย่างไหนก็มุ่งเรียนไปอย่างนั้น ถ้าได้ทำงานตรงสายงานก็จะมีความสนุก แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ต้องรู้จักปรับตัวเองในระหว่างที่เราทำงาน โดยมีเป้าหมายว่าต้องทำดีที่สุด แล้วก็ต้องสร้าง ฉันทะ ขึ้นมาในงานให้ได้ งานที่ออกมาก็จะดีตาม แล้วเราควรทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตตามสำนวน “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ได้อย่างมีความสุขครับ พระอาจารย์มานพ  อุปสโม   พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาตอบว่า การเข้าไปสู่สถานที่นั้นๆ แล้วรับรู้ว่าสังคมดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม หรือเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำเราก็สามารถอยู่ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำตามเขา อย่างเช่น ถ้าต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีการคอร์รัปชั่นกัน เราไม่จำเป็นต้องไปคอร์รัปชั่นกับเขา ตราบเท่าที่เรายังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปจัดการอะไรได้ก็ต้องรู้จักวางอุเบกขา คือต้องวางเฉย ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลย แต่วางเฉยอย่างรู้เท่าทัน และไม่ไปร่วมในพฤติกรรมในทางเลวร้าย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดี เช่น ทำโครงการรักษาความสะอาดในออฟฟิศ แบบนั้นเราถึงจะสนับสนุน ในขณะเดียวกันก็ทำงานของเราให้ดีที่สุด   ที่มา […]

“ขอเวลานอกให้ชีวิต” การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การหนีปัญหา โดย ปิยสีโลภิกขุ 

เคยได้ยินคนพูดอยู่บ่อยครั้งว่า การบวชหรือการปฏิบัติธรรมเป็นการหนีปัญหา ความเห็นเช่นนี้เชื่อได้ว่ามาจากคนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมและไม่เคยเฝ้ามองจิตใจของตนเองเลย

คู่แท้ มีจริงหรือแค่เพียงคิดฝัน ความเชื่อเรื่องเนื้อคู่ในสองศาสนา

เป็นไปได้ไหมว่า เนื้อคู่นั้นมีอยู่จริง ..เนื้อคู่ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า soul mate นั้น หมายถึง ชายหญิงที่รู้สึกรักและผูกพันกันมากเป็นพิเศษ ซึ่งคนในแต่ละสังคมก็จะมีมุมมองและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเนื้อคู่ต่างกันไป

วิถีชีวิตชาวไทยวน เมืองสระบุรี ณ วัดจันทบุรี อำเภอเสาไห้

วิถีชีวิตชาวไทยวน เมืองสระบุรี ณ วัดจันทบุรี อำเภอเสาไห้ เสาไห้ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ที่อยู่ใกล้อำเภอเมืองสระบุรีมากที่สุด (ประมาณ 7 กิโลเมตร) เลื่องชื่อในด้านประเพณีแข่งเรือยาว ผ้าทอ และข้าวสาร แต่เดิมอำเภอเสาไห้เป็นตัวเมืองสระบุรี เป็นชุมชนชาว “ไทยวน” หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์หลักในภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นประชากรหลักในภูมิภาคดังกล่าวจนเรียกกันว่า “คนเมือง”   ไทยวนมาจากไหน เหตุใดจึงอยู่สระบุรี ประวัติความเป็นมาของชาวไทยวน หรือ ไตยวน มีกล่าวไว้ใน “ตำนานสิงหนวัศิ” เล่าว่า สิงหนวัศิกุมาร อพยพผู้คนและบริวารมาจากเมืองราชคฤห์ มาตั้งดินแดนอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง สร้างบ้านเรือนอยู่ที่เชียงแสนราวต้นสมัยพุทธกาล เรียกดินแดนของตนว่า “โยนกนคร” เรียกชาวเมืองว่า “ยวน” ซึ่งเป็นเสียงเพี้ยนมาจากชื่อเมืองโยนก นั่นเอง รัฐอิสระแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับอาณาจักรใหญ่ในยุคโบราณ ได้แก่ ขอม พุกาม และยูนนาน มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะสถาปนาเป็นอาณาจักรล้านนา  ในกาลต่อมา จนกระทั่งปี 2101 พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า นำทัพตีเมืองเหนือ และปกครองดินแดนล้านนาเป็นเวลานานถึง 200 […]

keyboard_arrow_up