ทำไมเราจึงควรแบ่งงานและ “ทำงานเป็นทีม” มากกว่าการเก็บงานไว้ทำคนเดียว

ทำไมเราจึงควรแบ่งงานและ “ทำงานเป็นทีม” มากกว่าการเก็บงานไว้ทำคนเดียว เวลาได้รับมอบหมายงานใหญ่สักชิ้นหนึ่งมา เชื่อว่ามีหลายคนที่ชอบลุยงานคนเดียวไปก่อนโดยไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร อาจจะด้วยความที่มีความรับผิดชอบสูงหรือบางทีก็อาจเป็นคนขี้รำคาญ ไม่อยากไปยุ่งวุ่นวายกับใครให้ปวดหัว และคิดว่าทำเองคนเดียวน่าจะดีและเร็วกว่าเยอะ จนสุดท้ายต้องแบกงานนั้นไว้คนเดียวกว่าจะทำเสร็จก็ห่อเหี่ยวทั้งร่ายกายและจิตใจ สำหรับใครที่ชอบทำงานด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าทำเร็วกว่า ปัญหาน้อยกว่า ไม่มีเรื่องกวนใจ อาจจะเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ อยากให้งานออกมาดีที่สุดและถูกใจเรามากที่สุด ถึงขั้นไม่เชื่อใจและไม่ไว้ใจให้คนอื่นๆ มาหยิบจับงานชิ้นนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่องานมันใหญ่เกินตัวของเราไปการกระจายงานให้ทีมย่อมมีประโยชน์มากกว่า เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ การทำอะไรด้วยตัวคนเดียวอาจจะมีข้อจำกัด บางทีการรับฟังความคิดเห็นจากทีมอาจจะได้ไอเดียที่หลากหลายมากกว่า การยอมแบ่งงานหรือยอมให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่องานใหญ่เกินตัวไป ก็คือการแบ่งงานตามความถนัดและหน้าที่ของแต่ละคน นอกจากจะช่วยเฉลี่ยงานไม่ให้หนักที่ใครคนใดคนหนึ่งจนเกินไปแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพในการทำงานของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่อีกด้วย แต่ในโลกนี้ก็ยังมีบางคนที่โชคร้ายอยู่ ที่ถึงแม้ว่าจะอยากแบ่งงานแค่ไหน ก็ไม่มีใครยอมเข้ามาช่วยแบ่งเบา ตรงนี้เราก็ขอเอาใจช่วยให้รอดวิกฤติการณ์งานล้นมือไปได้แล้วกันนะ อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  “โง่! แต่อวดฉลาด” Dunning-Kruger Effect อคติเชิงการรับรู้ คนไม่เก่ง ชอบคิดว่าตัวเองเก่ง วิธีบริหารเวลา ให้ทำงานเต็มที่-พักอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสูตร 52/17 “แต่งโต๊ะทำงาน” ให้สวยถูกใจ เพิ่มไฟในการ Work from Home WFH ยังไงให้เหมือนทำงานที่ออฟฟิศ ไม่เสียงาน ไม่เสียเวลา ไม่มีพัง […]

หลังหมดโควิดคนจะ “ลาออก” กันมหาศาล และส่วนใหญ่อาจเป็นกลุ่มคน Gen Z

หลังหมดโควิดคนจะ “ลาออก” กันมหาศาล และส่วนใหญ่อาจเป็นกลุ่มคน Gen Z โลกของเราต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 มาเกือบ 2 ปี แน่นอนว่าในช่วงระยะเวลาที่ว่านี้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่การทำงาน ที่หลายคนต้องปรับและเปลี่ยนรูปแบบกันยกใหญ่เพราะเข้าใกล้กันไม่ได้เหมือนแต่ก่อน การเดินทางเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศลดน้อยถอยลงไป หลายบริษัทใช้นโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน และการต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอาจไม่ตอบโจทย์ มีผลสำรวจที่น่าสนใจจาก Bankrate ซึ่งเป็นบริษัทหางานสัญชาติอเมริกัน ที่ระบุว่า 55% ของแรงงานในสหรัฐ บอกว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะหางานใหม่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า เหตุผลที่จะลาออกนั้นก็คือการที่โควิดทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป พนักงานเริ่มชินกับวัฒนธรรมการทำงานทางไกล ที่มีเวลายืดหยุ่นมากกว่า จึงมองหาช่องทางหรือบริษัทใหม่ที่ยังรักษานโยบายการทำงานจากที่บ้านไว้ในช่วงหลังหมดโควิด อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ “ภาวะหมดไฟ” ที่เกิดจากการไม่สามารถแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวได้อย่างชัดเจน ทำให้ต้องหักโหมทำงานมากเกินไป และกลายเป็นการเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นจากการทำงานด้วยตัวเอง นำมาสู่ความเครียด ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และส่งผลให้อยากลาออก ขณะที่ผลการศึกษาจาก Adobe พบว่า ในช่วงเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว พนักงานในสหรัฐฯ กว่า 4 ล้านคนลาออกจากงาน (ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ) เป็นที่แน่ชัดว่าเทรนด์นี้จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น พนักงานบริษัท 35% […]

“YOUเทิร์น” เริ่มต้นที่ยู ชวนทุกคนมาเริ่มต้นจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี เพื่อโลกใบนี้ของเราทุกคน

“YOUเทิร์น” เริ่มต้นที่ยู ชวนทุกคนมาเริ่มต้นจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี เพื่อโลกใบนี้ของเราทุกคน หลายปีที่ผ่านมา “ขยะพลาสติก” จำนวนมาก ไม่ได้รับการจัดการหลังการใช้อย่างเหมาะสม จนกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข ตั้งแต่พวกเราผู้เป็นเจ้าของขยะ ไปจนถึงภาคเอกชนและภาครัฐ ตลอดเส้นทางการจัดการขยะพลาสติกเหล่านี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เห็นความสำคัญและลงมือแก้ไขปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง เรามีความตั้งใจอยากช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ด้วยการจัดการขยะพลาสติกให้เข้าสู่กระบวนการและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง จึงริเริ่ม “YOUเทิร์น” ระบบบริหารจัดการขยะพลาสติกที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับขยะพลาสติกอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “YOUเทิร์น เริ่มต้นที่ยู” เริ่มตั้งแต่แยกและทิ้งขยะพลาสติกในมืออย่างถูกวิธี “YOUเทิร์น” จะเข้ามารวบรวมและคัดแยกขยะพลาสติกอีกครั้ง เชื่อมต่อการขนส่งเข้าสู่ ENVICCO โรงงานรีไซเคิลพลาสติกมาตรฐานโลกของ GC หรือโรงงานรีไซเคิลพันธมิตรที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าขยะพลาสติกทุกชิ้นที่ทุกคนตั้งใจมาทิ้งกับเรา จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม กลับมาสร้างประโยชน์แทนการฝังกลบ และนำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และช่วยลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนไปพร้อม ๆ กัน แยกและทิ้งขยะพลาสติกกับ “YOUเทิร์น” ได้ง่ายๆ เพียงนำไปหย่อนที่ จุดทิ้งขยะพลาสติกของ YOUเทิร์น (YOUเทิร์น Drop […]

มาดู! ใช้วิธีไหนแล้วได้ใจหัวหน้า ถ้าไม่พูดจา “ประจบประแจง”

มาดู! ใช้วิธีไหนแล้วได้ใจหัวหน้า ถ้าไม่พูดจา “ประจบประแจง” การจะเป็นที่รักและโดดเด่นอยู่ในสายตาของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน เราก็ต้องเป็นคนดีและมีความสามารถมากพอ แต่จะทำอย่างไรให้หัวหน้ารู้สึกพึงพอใจ ไว้ใจ มอบหมายให้ทำงานสำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้หละ แน่นอนว่ามีวิธีที่ดูเหมือนจะง่ายโดยแทบไม่ต้องใช้ความสามารถ นั่นก็คือการประจบประแจง แล้วทำไมถึงบอกว่ามันเหมือนจะง่าย? นั่นก็เป็นเพราะว่าถ้าเราก้มหน้าก้มตาเลียแข้งเลียขาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานของการทำงาน ยังไงก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จและเป็นที่ไว้ใจได้เลย เพราะขนาดเรากันเองยังดูออกว่าใครเป็นสายประจบ แล้วหัวหน้าที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมายจะดูไม่ออกเลยเหรอ (ก็อาจจะมีบ้างที่ดูไม่ออก) หัวหน้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ใครมาพูดดีทำดีด้วยก็ต้องรู้สึกดีเป็นธรรมดา แต่ด้วยความที่เป็นหัวหน้าก็ย่อมรู้ดีว่าเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวนั้นควรแยกจากกัน ดังนั้นหากเอาแต่พูดจาประจบประแจงหวังผล แต่ไม่ได้ลงมือลงแรงทำงาน สุดท้ายลมที่พ่นออกจากปากก็แทบไม่มีค่าอะไรเลย ทีนี้ลองมาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีดีๆ วิธีไหนบ้างที่จะทำให้เราได้ใจหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมาครอง 1.ทำงานให้ดี การทำงานให้ดีก็เป็นสิ่งที่การันตีความสามารถของเราอยู่แล้ว แน่นอนว่าในสังคมการทำงานก็ย่อมต้องคาดหวังผลงานเป็นหลัก ดังนั้นหากเรามีความสามารถ ทำงานได้ดี ก็ย่อมต้องได้รับความไว้วางใจอย่างแน่นอน 2.นิสัยและจิตใจดี นิสัยที่ดีเป็นพื้นฐานและเป็นเรื่องหลักที่จะทำให้เราเข้ากับคนอื่นได้และได้รับความรักความรู้สึกดีๆ จากคนอื่น แค่ไม่พูดจาว่าร้าย นินทา ไม่เอาเปรียบคนอื่นๆ เชื่อเถอะยังไงก็กลายเป็นที่รักได้ง่ายๆ 3.วินัยดีมีความรับผิดชอบ นอกเหนือจากการทำงานให้ดีและมีนิสัยดีแล้ว สิ่งที่ควรมีอีกอย่างหนึ่งก็คือความรับผิดชอบ ไม่โยนงาน ไม่เกี่ยงงาน ไม่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น คนแบบนี้แหละที่ทุกๆ สังคมต้องการ . คำว่า “ประจบประแจง” อาจจะดูเป็นความหมายด้านลบ แต่จริงๆมันก็อาจไม่แย่ขนาดนั้น ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. […]

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นแล้วรีบรักษา เพราะว่ารุนแรงกว่าที่คิด!

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นแล้วรีบรักษา เพราะว่ารุนแรงกว่าที่คิด! รู้ไหม? ทั่วโลกของเรานั้นมีคนป่วยเป็น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) มากกว่า 230 ล้านคนเลยนะ และโรคภูมิแพ้ผิวหนังที่ว่านี้ยังพบได้ในทุกช่วงอายุเลยด้วย ส่วนในไทยจะพบบ่อยที่สุดในเด็กทารกจนถึงช่วง 3 ขวบปีแรก ขณะที่เด็กอายุ 6-12 ปี จะป่วยเป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 16.51 และพออายุมากขึ้นก็จะมีอัตราที่ลดน้อยลงไป แต่หากเป็นแล้วไม่รีบทำการรักษา อาจมีอาการรุนแรงและเป็นเรื้อรังจนถึงตอนโตได้ นพ.กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ไว้ว่า โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นมากกว่าอาการคันที่ผิวหนัง เพราะโรคนี้มีกระบวนการของการดำเนินโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แบ่งชั้นของความรุนแรงของโรคเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก ซึ่งมีปัจจัยหรือตัวแปรที่เข้ามากระตุ้นความรุนแรงของโรคได้ในหลายมิติ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น · ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่เกิดความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง บุตรก็มีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า แต่หากบิดาและมารดาเป็นผู้ป่วยโรคนี้ทั้งคู่ บุตรก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ ถึง 3-5 เท่า […]

Work from Home ที่แสนสบาย อาจทำให้เราใช้เวลาทำงานกันมากขึ้น

Work from Home ที่แสนสบาย อาจทำให้เราใช้เวลาทำงานกันมากขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกของเราส่งผลให้หลายสิ่งหลายอย่างเกิดการปรับเปลี่ยน เมื่อโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัด เราไม่สามารถมารวมกลุ่มพูดคุยหรือทำกิจกรรมกันได้เหมือนเก่า จากเดิมที่ร่วมโต๊ะกินข้าว เข้าประชุม หรือทำงานร่วมกัน ก็ต้องแยกย้ายไป Work frome Home แน่นอนว่าการทำงานจากที่บ้านจะทำให้เวลางานสามารถยืดหยุ่นได้ แต่ขณะเดียวกันองค์กรก็มีความคาดหวังเพิ่มสูงขึ้นว่าพนักงานจะต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอ และสำหรับหลายๆ คน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ถูกหลอมรวมเป็นเส้นเดียวกันไปแล้ว และจากผลสำรวจของ Adobe พบว่า 49 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานบริษัท และ 56 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระบุว่า ทุกวันนี้พวกเขาใช้เวลาทำงานยาวนานกว่าเดิม กล่าวคือ พนักงานบริษัททำงานโดยเฉลี่ย 44.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทำงานโดยเฉลี่ย 45.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าชั่วโมงทำงานปกติ เวลาที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นว่าพนักงานหรือผู้ประกอบการต้อง “พร้อมติดต่อได้เสมอ” แม้กระทั่งหลังเวลาเลิกงาน และเกือบครึ่งหนึ่งของพนักงานบริษัท และ 3 ใน 5 ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รู้สึกกดดันที่จะต้องตอบกลับอีเมล และแก้ปัญหาให้กับลูกค้าหลังเวลางาน ก่อนนี้เราเคยใช้เวลาราวสองชั่วโมงต่อวัน ในการเดินทางไป-กลับที่ทำงาน แต่ตอนนี้เมื่อเราทำงานจากที่บ้าน เราใช้เวลาดังกล่าวไปกับเรื่องใดบ้าง? คำตอบที่ได้คือ […]

4 ท่ายืดเส้น ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นโรค “ออฟฟิศซินโดรม”

4 ท่ายืดเส้น ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นโรค “ออฟฟิศซินโดรม” มนุษย์ออฟฟิศรู้ไหม? ว่าการนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ลุกไปไหน ไม่เคลื่อนไหวร่างกายอย่างที่ควรเป็น มันส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราอย่างมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นส่งผลเสียต่อสมอง หัวใจ ตับอ่อน ปอด มดลูก ระบบการย่อยอาหาร และอีกปัญหาใหญ่นั่นก็คือ อาการปวด คอ บ่า หลัง ไหล่ หรือเรียกกันทั่วๆ ไปว่า “ออฟฟิศซินโดรม” ที่เป็นปัญหากวนใจอันดับ 1 ของวัยทำงาน เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้ ถ้ายังไม่รีบทำอะไรสุดท้ายโรคภัยต่างๆ จะถามหาโดยไม่รู้ตัว วันนี้ GL เลยนำวิธียืดเส้นยืดสายดีๆ มาบอกต่อกัน 1.ใช้สองมือประสานกันข้างหน้า จากนั้นยืดออกไปจนสุด ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที ทำ 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนที่มักจะตึงเวลาทำงานนานๆ ช่วยให้ผ่อนคลายและลดอาการปวด 2.ใช้สองมือประสานกันเหนือศีรษะ แล้วเหยียดขึ้นไปด้านบนจนสุด ค้างไว้ประมาณ 10-20 วินาที ทำ 2 ครั้ง จะช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังส่วนตื้นและต้นแขน 3.ปล่อยแขนสองข้างลงไปด้านล่างตามสบาย และดันหลังส่วนล่างด้วยการยืดอกพร้อมแอ่นตัวไปข้างหลัง […]

เทคนิคการทำงาน ให้เสร็จไวๆ ช่วยให้เสร็จได้ทันก่อนเวลาเลิกงาน

เทคนิคการทำงาน ให้เสร็จไวๆ ช่วยให้เสร็จได้ทันก่อนเวลาเลิกงาน ในแต่ละวันมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามีงานให้ทำมากมาย ทำให้หลายครั้งทำงานเสร็จไม่ทันเวลาเลิกงานต้องนั่งลากยาวต่อไปอีกนานกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง Work from Home แบบนี้ ที่ไม่ค่อยจะมีแรงใจในการทำงานเหมือนตอนที่อยู่ออฟฟิศสักเท่าไหร่ เพราะว่ามีสิ่งล่อตาและดึงดูดใจมากมายทั้งแว๊บไปดูยูทูป เล่นเฟซบุ๊ก ช็อปปิ้งออนไลน์ เพราะทำได้โดยไม่มีใครรู้ แต่ถ้าหากใครอยากลองปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้สามารถทำงานได้ตรงตามเวลาที่กำหนด ไม่ต้องทำโอทีหรือนั่วลากยาวต่อไป ลองมาดูเทคนิคดีๆ เหล่านี้กันดีกว่า 1.จัดลำดับความสำคัญ เริ่มแรกให้จัดลำดับความสำคัญโดยลิสต์งานต่างๆ ออกมาเป็นข้อๆ งานไหนสำคัญที่สุดให้เร่งมือทำงานนั้นให้เสร็จก่อน ส่วนงานที่สำคัญรองลงไปให้ก็เอาไว้ทำทีหลัง และเมื่อทำงานไหนเสร็จแล้วก็ให้ขีดฆ่าไปจากนั้นก็เริ่มลงมือทำงานชิ้นต่อไปได้เลย ส่วนงานที่ไม่สำคัญมากหรืองานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ ก็ปล่อยให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้มาทำแล้วกัน 2.แบ่งเวลาให้เหมาะสม การ Work from Home อาจทำให้เวลาทำงานและเวลาพักผิดเพี้ยนไป ดังนั้นเราจึงต้องแบ่งเวลาให้ลงตัว อย่างเช่นตั้งใจไว้เลยว่าใน 1 ชั่วโมงจะทุ่มเททำงานให้ได้ 50 นาที ส่วนอีก 10 นาที จะแบ่งเวลาไว้สำหรับให้ตัวเองได้พักสายตา ยืดเส้นยืดสาย หรือลุกไปเข้าห้องน้า 3.ลองใช้ประโยชน์จากข้อมูลเก่าๆ งานที่มีเนื้อหาคล้ายกันเราอาจนำมาข้อมูลเก่าๆ มาดัดแปลงเพื่อให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ได้ อย่างเช่นการเขียนอีเมล การทำพรีเซนท์ ที่อาจนำรูปแบบเก่ามาวางเป็นพื้นฐาน แล้วเปลี่ยนข้อมูลให้เข้ากับงานชิ้นใหม่ แน่นอนว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการทำงานได้ดีเลยทีเดียว 4.ตั้งเป้าหมายว่าอยากทำอะไรหลังเลิกงาน […]

5 วิธีถนอมสายตา เมื่อเจอแสงจ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

5 วิธีถนอมสายตา เมื่อเจอแสงจ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนในการทำงาน รวมๆ แล้ววันนึงก็ไม่ต่ำกว่า 7-8 ชั่วโมง และนอกเหนือจากเวลาทำงานก็ยังใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ในการดูซีรีย์ เล่นเกม หรือใช้ดูสิ่งต่างๆ เพื่อคลายเครียด การใช้สายตาเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน เป็นเวลานานย่อมเกิดผลเสีย และยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาทางด้านสายตา ไม่ว่าจะ แสบตา ปวดตา ตามัว ตาแห้ง ตาล้า หรืออาจทำให้เป็นโรคทางสายตาอย่าง โรควุ้นในตาเสื่อม โรคสายตาสั้น-เอียง และโรคจอประสาทตาเสื่อม แต่ด้วยหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามเราควรหาวิธีถนอมสายตา เพื่อรักษาและยืดอายุให้สายตาดีนั้นอยู่กับเราไปได้นานๆ โดยสามารถทำตาม 5 วิธีดังนี้ 1.กะพริบตาให้ถี่ขึ้น การจ้องมองจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ทำให้เรากระพริบตาน้อยลง และการกระพริบตาน้อยลงจะส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง โดยปกติแล้วคนเราจะกระพริบตา 20 – 22 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อจ้องมองจอคอมพิวเตอร์จะเหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น ดังนั้นเราควรเตือนตัวเองให้กระพริบตาถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นก็ได้ 2.พักสายตา หลังจากทำงานครบทุกๆ […]

อาการปวดแบบนี้ ปวดกระดูก หรือปวดกล้ามเนื้อกันแน่นะ?

อาการปวดแบบนี้ ปวดกระดูก หรือปวดกล้ามเนื้อกันแน่นะ? หลายคนอาจเคยมีความกังวลว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ เป็นที่กระดูก หรือกล้ามเนื้อ เช่น หากเราปวดหลัง เราปวดกล้ามเนื้อหลัง หรือปวดเพราะกระดูกสันหลังมีปัญหาซะแล้ว งั้นวันนี้เรามาดูวิธีแยกอาการด้วยกันเลย ว่าปวดแบบนี้มาจากอะไรกันแน่ 1.อาการปวดที่กระดูก มักเป็นการปวดแบบลึก และระบุจุดได้ชัดเจน เช่น บริเวณตามข้อต่อต่างๆ กระดูกสันหลัง เวลาขยับข้อต่อจะมีอาการปวดที่มากขึ้น มักจะมีระดับความรุนแรงการปวดและระยะเวลาการปวดมากกว่ากล้ามเนื้อ – ทำอย่างไรเมื่อมีอาการปวดกระดูก? หากมีอาการปวดจนทนไม่ไหว หรือปวดนานเกินกว่า 48 ชั่วโมง ให้รีบพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน เพื่อทำการตรวจประเมินทันที – สาเหตุของการปวดกระดูก เกิดได้หลายสาเหตุ บางกรณีอาจเกิดจากอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทก หกล้ม ซึ่งมักเจอในผู้สูงอายุที่อาจมีภาวะกระดูกพรุน หรือกลุ่มคนที่นั่งทำงานนานๆ หรือคนที่ยกของผิดท่าก็อาจเสี่ยงเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ – วิธีการป้องกัน ควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ควบคู่กับการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อกระดูกสันหลัง เช่น การยกของแบบหลังงอ หรือการนั่งต่อเนื่องนานๆ 2. อาการปวดที่กล้ามเนื้อ มักพบบ่อยกว่าการปวดกระดูก ลักษณะการปวดมักเป็นแบบปวดเมื่อย ปวดตึง ความรุนแรงของการปวดไม่ได้มากเท่ากับการปวดกระดูก และสามารถหายเองได้ภายใน 2-3 วัน – ทำอย่างไรเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อ […]

วิธีบริหารเวลา ให้ทำงานเต็มที่-พักอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสูตร 52/17

วิธีบริหารเวลา ให้ทำงานเต็มที่-พักอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสูตร 52/17 การ Work from Home อาจทำให้เรา บริหารเวลา และแบ่งเวลาทำงานและเวลาพักได้ไม่ดีนัก เพราะบรรยากาศที่บ้านไม่เหมือนกับการทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ที่หันไปทางไหนทุกคนก็สนใจอยู่กับการทำงานจนทำให้เราขยันมุ่งมั่นตามไปด้วย และเมื่อเปลี่ยนมาทำงานที่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้พักผ่อน อาจทำให้เราวอกแวกหันไปสนใจอย่างอื่น พอกลับมาทำงานก็ดันใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมันนานเกินไป จากข้อมูลของ Desktime ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่คำนวณความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาทำงานกับความสามารถในการทำงานของพนักงาน พบว่าพนักงานที่มีความสามารถในการผลิตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของบริษัท จะหยุดพักทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 ครั้ง คือทำงาน 52 นาที แล้วหยุดพัก 17 นาที นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงานที่มีความสามารถในการทำงานสูงสุด ทำงานไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป แสดงให้เห็นว่าวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดไม่ใช่การทำงานเป็นเวลานาน แต่เป็นการทำงานแล้วหยุดพักอย่างเหมาะสม คนที่หยุดพักอย่างเหมาะสม จึงทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานและใช้เวลาในการทำงานน้อยกว่า เพราะมีสมาธิจดจ่อกับการทำงานได้มากกว่า ส่วนการทำงานโดยไม่หยุดพัก จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากขึ้น ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ทำได้ เหมือนกับกำลังทำงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามการทำงานแบบ 52/17 นั้น ใน 52 นาที เราควรจะต้องจดจ่ออยู่กับงานและทำมันอย่างเต็มที่โดยไม่หลุดโฟกัส ส่วนอีก 17 […]

“แต่งโต๊ะทำงาน” ให้สวยถูกใจ เพิ่มไฟในการ Work from Home

“แต่งโต๊ะทำงาน” ให้สวยถูกใจ เพิ่มไฟในการ Work from Home หลังจากได้กลับมา Work from Home เพราะไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดในรอบนี้ อยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกเบื่อขึ้นมา เพราะนั่งอยู่แต่ในห้องแคบๆ ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาหรือพักผ่อนหย่อนใจที่ไหน เข้าไปหาบรรยากาศและแรงบันดาลใจที่ออฟฟิศก็ไม่ได้เพราะว่ามีความเสี่ยง แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแอดมินได้บังเอิญไปพบเจอกับเทรนด์หนึ่งเข้านั่นก็คือการแต่งโต๊ะทำงานให้สวยงามและไม่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์การทำงาน Gadget ต่างๆ หรือแม้แต่ตู้ปลาและต้นไม้ จนเรียกได้ว่าเป็นอีกจักรยาน เอ้ย! อีกจักรวาลหนึ่งที่ได้เปิดหูเปิดตาไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะในกลุ่มที่เอาไว้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ต่างคนต่างแชร์ไอเดียเด็ดๆ พร้อมป้ายยาจนทำให้อดใจไม่ไหวอยากซื้อมาแต่งตามให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย ซึ่งหลังจากที่หมกตัวอยู่ในกลุ่มและแอบดูมาอยู่พักหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าจะมีไอเท็มหลักๆ ที่เกือบทุกคนใช้เป็นส่วนประกอบในการจัดโต๊ะทำงาน ที่นอกจากจะทำให้มีความสวยงามแล้วยังเพิ่มความสะดวกสบายอยู่หลายอย่างด้วยกัน ส่วนเขาจะเพิ่มเติมหรืออัปเกรดอะไรกันบ้างนั้นลองมาดูกันดีกว่า – เมาส์ นอกจากเมาส์ทำงานแบบทั่วไป ในยุคนี้ยังมีเมาส์อีกมากมายหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งเมาส์ไร้สาย เมาส์ที่สามารถตั้งโปรแกรมต่างๆ ได้ หรือแม้แต่เมาส์เพื่อสุขภาพที่ปรับรูปแบบการใช้ให้เหมาะสมกับสรีระ ขณะที่บางคนก็หันไปเลือกใช้เมาส์เกมมิ่งมีสีสันและแสงไฟ น้ำหนักเบา ปรับเพิ่มลดความไวได้ แตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละแบรนด์ – คีย์บอร์ด จัดโต๊ะคอมให้สวยทั้งทีจะใช้คีย์บอร์ดแบบธรรมดาก็คงไม่ได้ ที่ผ่านมาเห็นหลายคนใช้แบรนด์ Keychron ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งโหมด iOS, macOS, Windows, […]

แก้ปวดหัวไมเกรน ด้วยการปรับพฤติกรรมเสี่ยงและเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

แก้ปวดหัวไมเกรน ด้วยการปรับพฤติกรรมเสี่ยงและเลี่ยงสิ่งกระตุ้น อย่างที่รู้กันว่าวัยทำงานต้องเผชิญกับเรื่องต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องงานที่ต้องจดจ่ออยู่กับมันเป็นเวลานานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือเรื่องการใช้ชีวิตในเวลานี้ที่ต้องหมกตัวอยู่กับบ้านและไม่สามารถออกไปเดินพักผ่อนหย่อนใจได้ตามปกติ จนส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม บั่นทอนสุขภาพกายและสุขภาพใจ จนทำให้โรคภัยต่างๆ ถามหา แต่ก็มีอยู่โรคหนึ่งที่เป็นโรคยอดฮิตคอยตามติดและรังควานชีวิตวัยทำงาน นั่นก็คือ “ไมเกรน” บอกเลยว่าเมื่อไหร่ที่ปวดหัวไมเกรนขึ้นมา เมื่อนั้นแหละจะรู้ว่าความทรมานเป็นอย่างไร เพราะมันจะทำให้เราปวดหัวตุบๆ ข้างเดียวนานเป็นชั่วโมงๆ บางคนอาการหนักยิ่งกว่านั้นเพราะมีการปวดร้าวไปที่กระบอกตาและท้ายทอย หมดอารมณ์ไม่มีแรงทำงาน อยากกินยาแล้วนอนพักผ่อนเพื่อให้อาการหายไป สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมเราถึงมีอาการปวดหัวไมเกรน นั่นก็เพราะว่า เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง ทำให้ก้านสมองถูกกระตุ้น หลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมองมีการบีบและคลายตัวมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการปวดหัวตุ๊บ ๆ หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แพ้แสง จากก้านสมองที่ถูกกระตุ้น ซึ่งสิ่งที่กระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบขึ้นมานั้นมีอยู่ 7 ปัจจัย ก็คือ 1.แสงไฟ แสงแดดจ้า 2.อากาศร้อนจนเกินไป (ร้อนชื้น ช่วงก่อนฝนตก) 3.อาการปวดตึงกล้ามเนื้อหรือออฟฟิศซินโดรม 4.อาหาร ชีส แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ (คาเฟอีน ถือเป็นสารที่กระตุ้นอาการไมเกรนได้) 5.ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ 6.ประจำเดือน 7.ช่วงเวลาภายหลังจากการคลอดบุตร นอกจากนี้ ไมเกรน […]

9 ข้อที่วัยทำงานควรจำไว้ แล้วจะห่างไกลจาก “โรคอ้วน”

9 ข้อที่วัยทำงานควรจำไว้ แล้วจะห่างไกลจาก “โรคอ้วน” กลุ่มคนวัยทำงานส่วนใหญ่ ใช้เวลาทำงานไปไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งบางคนอาจก็จะมากไปกว่านั้น ทำให้ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ เลือกซื้อหรือทานอาหารจานด่วนที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ เนื่องจากต้องการความสะดวกและรวดเร็วเพื่อให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามตารางเวลา และส่วนใหญ่ยังขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จนเสี่ยงต่อการเป็น “โรคอ้วน” ซึ่งจากข้อมูล Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนเมษายน 2564 พบว่า คนไทยอายุ 18-59 ปี เป็นคนอ้วนระดับ 1 คือมีค่า BMI 25-29.9 จำนวนร้อยละ 20.31 และอ้วนระดับ 2 คือมีค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 จำนวนร้อยละ 6.22 นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคอ้วนนั้นยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเสี่ยงเสียชีวิตถ้าหากว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกด้วย ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือผู้ที่เข้าข่ายจึงถือว่าน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามเราสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้เพื่อให้ห่างไกลจากโรคอ้วน ตามคำแนะนำของกรมอนามัย ดังนี้ 1) กินอาหารให้เพียงพอ ไม่กินมากเกิน ไม่กินน้อยเกิน 2) กินอาหารหวานน้อย […]

4 ขั้นตอนปลุกใจ เมื่อต้องเผชิญกับ “ภาวะหมดไฟ” และเบื่องาน

4 ขั้นตอนปลุกใจ เมื่อต้องเผชิญกับ “ภาวะหมดไฟ” และเบื่องาน เมื่อเราทำงานมาสักพักหนึ่งจนเกิดความเคยชินกับมัน ความรู้สึกต่อมานั้นก็คือความเบื่อหน่ายกับการที่ต้องทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ หรือบางคนทำงานหนักจนเกินไปจนเกิดความเครียดสะสมจนมี “ภาวะหมดไฟ” ในการทำงาน ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ตรงกับเป้าหมายที่เคยวางไว้หรือเปล่า หากใครกำลังเป็นแบบที่ว่านี้อยู่ GL อยากให้ลองมาดู 4 ขั้นตอนนี้ไว้ เพราะว่าจะช่วยเพิ่มกำลังใจและปลุกพลังให้เรามีไฟในการทำงานอีกครั้ง และยังช่วยให้เรารู้เป้าหมายว่าทำมันไปเพื่ออะไร 1.ทบทวนเป้าหมาย ลองตั้งคำถามและหาคำตอบพร้อมทบทวนกับตัวเองว่าเราตัดสินใจเข้ามาทำงานนี้เพราะอะไร คาดหวังอะไรจากงานนี้บ้าง เช่น เงินเดือน สวัสดิการ สังคม เพื่อนร่วมงาน สภาพแวดล้อม ความมั่นคง การเติบโต ความรู้ ประสบการณ์ คอนเนคชั่น ฯลฯ แล้วลองหันกลับมามองตัวเราในปัจจุบันว่า เราได้รับสิ่งตอบแทนอย่างที่หวังเอาไว้มากน้อยแค่ไหน มีเป้าหมายอะไรอีกบ้างที่เรายังต้องการก้าวไปให้ถึง 2.จุดไฟขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทบทวนตัวเองจนรู้เป้าหมาย ก็ถึงเวลาหาวิธีก้าวไปให้ถึงสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ หาว่าต้องพัฒนาตนเองอย่างไร ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านไหนถึงจะเพิ่มศักยภาพและความสามารถของตัวเองจนส่งผลให้เกิดผลสำเร็จ จากนั้นก็ให้ลงมือทำมันอย่างเต็มที่ แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยเกินไปก็ให้หยุดพัก อย่าฝืนตัวเอง 3.ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย หากพยายามเต็มที่แล้วและรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันยังไม่ใช่ ตอบโจทย์ที่เราต้องการไม่ได้ ก็คงถึงเวลาที่ต้องก้าวออกไปจาก Comfort Zone ลองออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ เพราะหากว่าเรายังทำแบบเดิม […]

“นมอัลมอนด์” ทางเลือกใหม่สายเฮลท์ตี้ อร่อย ดื่มง่าย เข้ากันได้กับหลายเมนู

“นมอัลมอนด์” ทางเลือกใหม่สายเฮลท์ตี้ อร่อย ดื่มง่าย เข้ากันได้กับหลายเมนู ช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น และ “นม” ก็ถือเป็นตัวเลือกแรกที่สายสุขภาพมักจะหยิบมาดื่มกันเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ตามที่ได้ยินคุณพ่อคุณแม่พูดกันมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่าให้ดื่มนมจะได้โตไวๆ นั่นก็เป็นเรื่องจริงเพราะว่าในนมนั้นมีประโยชน์มากมาย ให้คุณค่าทางที่อาหารสูง ทั้งแคลเซียม โปรตีน และวิตามิน แต่บางคนก็เจอปัญหากับการดื่มนมเหมือนกันนะ โดยเฉพาะนมวัวที่มีน้ำตาลแลคโตส ซึ่งกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก อาจประสบปัญหาภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ เมื่อดื่มเข้าไปก็จะเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง และท้องเสีย ทำให้คนที่แพ้น้ำตาลแลคโตส อาจได้รับแคลเซียมหรือวิตามินไม่เพียงพอ จนเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน – เพราะอะไร? ทำไมคนรักสุขภาพถึงควรเลือกดื่ม “นมอัลมอนด์” อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าอัลมอนด์นั้นมีประโยชน์มากมาย เพราะนมอัลมอนด์อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามินอี ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีแคลเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง อีกข้อสำคัญที่คนรักสุขภาพควรจะเลือกดื่มนมอัลมอนด์ก็คือ การที่มีแคลอรี่ต่ำกว่านมวัว ตัวอย่างเช่น นมอัลมอนด์สูตรไม่เติมน้ำตาล จาก “Almond Breeze®” 1 กล่อง หรือประมาณ 180 มิลลิลิตร ให้พลังงานแค่ 25 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ขณะที่นมวัวซึ่งปริมาณเท่ากัน กลับให้พลังงานสูงกว่าที่ […]

ประโยชน์ของการ “ออมเงิน” มีเหลือใช้ ไม่หนักใจยามฉุกเฉิน

ประโยชน์ของการ “ออมเงิน” มีเหลือใช้ ไม่หนักใจยามฉุกเฉิน ในยุคสมัยนี้วัยเริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่เริ่มหันมาใส่ใจกับการ “ออมเงิน” มากขึ้น ไม่ว่าเหตุผลจะมาจากการต้องการเก็บออมสำหรับเอาไว้ใช้ในอนาคต ออมไว้สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว หรือภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้ต้องสำรองไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน การออมเงินก็ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่ดีนั้นต้องมีประโยชน์ แล้วประโยชน์ของการออมเงินคืออะไร วันนี้เราจะพาไปดูกัน – เพิ่มความมั่นคงในชีวิต เราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ หลายคนต้องตกงาน ถ้าหากเราเก็บออมไว้อย่างน้อยๆ ก็จะช่วยให้เรามีเงินทุนสำรองในการใช้ชีวิต มีเงินเพียงพอสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อล้มอย่างน้อยก็ยังมีเบาะมารองไว้ ไม่ทำให้เราต้องเจ็บมาก – ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและอิสระ เมื่อมีเงินออมพอประมาณก็จะทำให้เราเบาใจและวางใจได้ว่า ในอนาคตเราจะมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าบ้าน ค่ารถ หรือค่าจัดงานแต่งงาน เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ กินอาหารและทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับฐานะ ซึ่งจะทำให้ชีวิตเรามีความสุข – สามารถใช้เงินออมต่อยอดหารายได้เพิ่ม หากเรามีเงินออมมากพอ ก็สามารถแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการลงทุนทำธุรกิจหรือลงทุนในกองทุนต่างๆ รวมทั้งการเล่นหุ้นที่จะทำให้เรามีรายได้เข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามก่อนจะลงทุนอะไรต้องศึกษาให้ดีๆ เพราะการลงทุนนั้นย่อมมีความเสี่ยง – ไม่เป็นภาระของลูกหลาน หากเริ่มออมเงินเสียตั้งแต่วันนี้ เมื่อยามแก่ตัวลงไปเราก็จะไม่เป็นกลายภาระของลูกหลาน เพราะลูกหลานแต่ละคนก็มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป คงไม่มีใครที่สามารถช่วยเราได้ตลอดเวลา และทำให้เราสบายใจได้ว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้แม้ในยามแก่เฒ่า ข้อมูลจาก : KTC อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม  […]

Work From Bed อาจสบาย แต่สุดท้ายร่างกายจะพังแบบไม่รู้ตัว

Work From Bed อาจสบาย แต่สุดท้ายร่างกายจะพังแบบไม่รู้ตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายหน่วยงานหลายบริษัท ออกนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดความแออัดและลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ แน่นอนว่าแม้ Work From Home นั้นจะมีข้อดีก็คือได้ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ลดเวลาเดินทางไปทำงาน แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน ข้อเสียที่ว่านั้นก็คือ บรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานทำให้ขาดความกระตือรือร้น นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่อุปกรณ์ในการทำงานไม่พร้อม ไม่มีโต๊ะทำงาน ทำให้ต้องนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้อง บางคนอาจนั่งหรือนอนทำงานบนเตียงกันเลยทีเดียว แม้ว่าการนอนทำงานหรือนั่งทำงานบนเตียงนั้นมันทำให้รู้สึกสบาย แต่มันก็เป็นแค่ความรู้สึกสบายในระยะสั้น ในระยะยาวมันกลับส่งผลเสียต่อสุขภาพและร่างกายอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ หลัง และสะโพก เรียกรวมๆ ว่าเป็นโรคหรือปัญหาทางเออร์โกโนมิกส์ หากวัยทำงานหนุ่มสาวคนไหนที่กำลังรู้สึกสบายจากการ Work From Bed ในตอนนี้ อยากให้รีบปรับตัว เพราะตอนนี้อาจสบายแต่ความเจ็บของร่างกายนั้นจะถูกสะสมไปเรื่อยๆ และจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนเมื่อเริ่มแก่ตัวลง แต่บางคนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ Work From Bed เพราะพื้นที่มีจำกัด ก็ให้ลองดูวิธีการแก้ไขง่ายๆ ที่ควรทำตามนี้ 1.หาที่พิงหลัง นั่งหลังตรงและไม่เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่ง 2.ใช้หมอนรองบริเวณเอว เพื่อซัพพอร์ตกระดูกสัน 3.ถ้าเป็นไปได้ให้หาที่วางโน๊ตบุ๊คมาใช้ เพื่อให้อยู่ในระดับสายตา 4.ยืดเส้นยืดสาย พักสายตาทุกๆ […]

keyboard_arrow_up