ใครไม่เคยเป็นอาจไม่รู้หรอกว่า…อาการ “นอนไม่หลับ” มันทรมานแค่ไหน!

คุณสาวๆ  รู้หรือไม่คะว่า ความผิดปกติของการนอนไม่หลับที่พบในจำนวนประชากรทั้งโลกแล้วนั้น พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า และยิ่งพบมากในผู้สูงอายุผู้หญิงมากที่สุด โดยอาการนอน ไม่หลับนี้ บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็แค่นอนแล้วไม่หลับเท่านั้น เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ซึ่งอาการนี้เรียกว่าเป็นความผิดปกติของการนอน ซึ่งไม่สามารถนอนหลับได้หรือนอนได้นานตามที่ต้องการ ผลที่ตามมาจะทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ อารมณ์หงุดหงิดง่าย และทำให้ระบบในร่างกายเสียสมดุลการทำงาน มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากมายจริงๆ บางคนอาจเกิดข้อสงสัยในตัวเองว่า เอ๊ะ แล้วเรานอนหลับๆ ตื่นๆ นอนน้อยแต่นอนนะเนี่ย เรียกว่าเป็นหนึ่งในอาการนอนไม่หลับหรือเปล่า งั้นเรามาทำความเข้าใจเรื่องนี้กัน ลักกษณะของอาการนอนไม่หลับคือ เป็น อาการหลับยาก หรือใช้เวลานานกว่าจะหลับ รวมทั้งอาการหลับๆ ตื่น กระวนกระวาย ต้องลุกขึ้นมาเดินบ่อยๆ นอนไม่สนิท ตื่นนอนเร็วมากถึงแม้จะเข้านอนดึก และไม่สามารถนอนต่อได้ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ แสดงว่ากำลังมี “ปัญหานอนไม่หลับ” แล้วล่ะค่ะ เราลองไปดูสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เรานอนไม่หลับกันดีกว่า โดยที่จริงแล้วสาเหตุหลักๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับสุขภาพ หรือความป่วยจากร่างกาย มันก็มีอยู่ไม่กี่สาเหตุหลอกค่ะ แต่เมื่อเกิดแล้วก็ทำให้ใช้ชีวิตได้ลำบากทีเดียว เพราะต้องใช้พลังงานในการทำงานหนักด้วย หากปล่อยเอาไว้นานเข้า ร่างกายอาจจะเกิดอาการป่วยได้ เมื่อดูสาเหตุของการนอนไม่หลับที่เราเอามาฝากแล้ว […]

เป็นแผล หายช้า น่าเบื่อ…คุณรู้หรือไม่ว่า เกิดจากอะไร?

“รำคาญจังเวลาเป็นแผล หายช้า น่าเบื่อ” ประโยคนี้หลายคนคงเคยประสบพบเจอกันแน่นอน ไม่มีใครหรอกค่ะที่จะอยากเป็น “แผล” เพราะเป็นแล้วแน่นอนต้องเจ็บปวด ไม่มากก็น้อย เมื่อแผลหาย ก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ดูต่างหน้าที่เราเรียกกันว่า “แผลเป็น” ไว้อีกต่างหาก ซึ่งบาดแผลที่พบในปัจจุบันมีทั้งแผลเรื้อรังและแผลเฉียบพลัน สำหรับแผลเฉียบพลันจะหายได้เร็ว ใช้เวลารักษาไม่นาน แต่สำหรับบาดแผลเรื้อรังเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะการรักษาอย่างถูกวิธีมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วยิ่งขึ้น วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “แผล” กันดีกว่าค่ะ มาสำรวจตัวเองกันว่าในร่างกายเราตอนนี้มีแผลกี่แห่ง หรือถ้าใครไม่มีแผลเลยก็ถือว่าโชคดีไป หมั่นดูแลตัวเองดีๆ เพราะเป็นแผลทั้งทีมันไม่สนุกเลยจริงๆ การมีแผลอยู่ที่ผิวหนัง ทั้งเจ็บ และมีอันตรายหากดูแลไม่ดี บางทีแผลเล็กๆ อาจลามลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อได้ ไปดูกันค่ะว่าเรื่องแผลๆ นั้นมีอะไรบ้าง การมีแผลจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับความรุนแรงจากการบาดเจ็บ ซึ่งการหายของแผลก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลนั้นด้วย อย่างแผลถลอกก็จะดูแลรักษาง่าย โดยขั้นแรกแค่ล้างสิ่งสกปรก หรือเศษดิน ออกจากแผลเสียก่อน จากนั้นล้างด้วยน้ำสบู่ เช็ดให้แห้งด้วยผ้าก็อซหรือสำลีที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว จากนั้นใช้ยาทาแผล เช่น เบทาดีนทาบริเวณแผลที่ถลอก ที่สำคัญอย่าให้แผลถูกน้ำซ้ำๆ จะทำให้แผลแฉะ แผลจะหายช้า หรือเน่าเปื่อยได้ง่าย แผลที่ลึกลงไปจนถึงกล้ามเนื้อ สาเหตุจากการได้รับของมีคมบาดหรือได้รับการกระแทกอย่างแรง จนเป็นแผลฉีกขาด แผลชนิดนี้จะต้องได้รับการรักษาด้วยการเย็บบาดแผลที่โรงพยาบาล ถ้าหากแผลกว้าง มีเลือดออกมาก อาจต้องเย็บเส้นเลือดและเย็บปิดปากแผล แผลเย็บเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นแผลที่สะอาด เพราะไม่ได้ติดเชื้อโรคจนทำให้ผิวหนังแตกเป็นแผล […]

จงเอาชนะศรัตรูทุกตัว ที่มาขัดขวางความสำเร็จของชีวิต!

ตามสถิติความสำเร็จของคนเรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากเย็น ถ้าคุณเข้าใจและมีนิสัยไม่ยอมแพ้ มีทางเดียวที่คนเราจะบรรลุเป้าหมายความสำเร็จ ได้นั้นก็คือเราจะต้องตั้งใจจริง เราจะต้องจริงจังกับมันเพื่อความสำเร็จ เราต้องทำตัวให้ยุ่งเราต้องลงมือทำ เราต้องมุ่งไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ และทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะส่งผลทั้งสิ้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องการบรรลุความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และการควบคุมเหนือความคิดของตัวเราเองเป็นการปฏิบัติที่ยากที่สุดในการที่จะเป็นนายตัวเอง ลองดูสิว่าคุณสามารถพูดคุยและคิดเฉพาะแต่สิ่งที่คุณปรารถนาเท่านั้น และไม่คิดเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ที่คุณไม่ต้องการเป็นเวลาสัก 24 ชั่วโมง ได้ไหม จงใช้เวลาเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด คิดในเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นเป้าหมาย ใช้สมาธิ ความรู้ทั้งหมดทุ่มเทลงไปกับสิ่งนั้น มันอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่ถ้าฝึกทำบ่อยๆ คุณจะไปถึงจุดที่คุณจะคิดเกี่ยวกับเป้าหมายและความปรารถนาต่างๆ ของคุณเกือบตลอดเวลา แล้วชีวิตทั้งชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นค่ะ ทั้งนี้การเอาชนะศรัตรูที่จะมาขัดขวางความสำเร็จของตัวเรานั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่หรอก แต่มันเป็นวิธีการที่คุณมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณต่างหากที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดไม่ว่าจะเป็นชนิดใดๆ เกิดขึ้นกับคุณ มีกลวิธีซึ่งทรงพลังที่สามารถทำให้คุณดำรงการคิดและการกระทำในเชิงบวกและสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ และต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อรักษาทัศนคติและทีท่าของคุณไว้ให้ดีมากที่สุดเท่าที่สามารถจะเป็นได้ภายใต้สถานการณ์ทั้งหมด มุ่งความสนใจไปที่อนาคต ประการแรกเลยคือไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญความท้าทายใดๆ จงมุ่งความสนใจไปที่อนาคตแทนที่จะเป็นอดีต แทนที่จะวิตกกังวลกับสิ่งที่คุณทำมาหรือจะต้องไปกล่าวตำหนิต่อว่าใคร ให้คุณมุ่งความสนใจไปที่ซึ่งคุณต้องการจะไปและสิ่งที่ต้องการทำ ให้มองเห็นภาพที่สร้างขึ้นในใจอย่างชัดเจน เห็นภาพอนาคตที่สำเร็จของคุณ แล้วลงมือทำไม่ว่าจะต้องทำอะไรที่จะเริ่มเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้นทันที ให้ความคิดและจิตใจและภาพที่เห็นอยู่ในใจของคุณจดจ่ออยู่ที่อนาคต มุ่งความสนใจไปที่ทางออกของปัญหา ประการต่อมาเมื่อใดก็ตามที่คุณเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ให้มุ่งความสนใจไปที่ทางออกแทนที่จะมุ่งไปที่ปัญหา ให้คิดและคุยหาทางออกแทนที่จะมุ่งไปที่ปัญหาให้คิดและคุยเกี่ยวกับทางออกที่ดีที่สุดของอุปสรรคหรือความถดถอยแทนที่จะมัวเสียเวลากับการคิดคร่ำครวญแต่ปัญหา ทางออกมีความเป็นบวกอยู่ในตัวของมัน ส่วนปัญหามีความเป็นลบอยู่ในตัว >>อ่นต่อหน้าถัดไป<< 

รู้ไว้เถิดว่าความสุขที่แท้สร้างได้ เพราะสิ่งที่เรามองเห็น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามองหา!

หลายๆ คนที่ได้อ่านเจอบทความดีๆ หรือข้อคิดสอนใจในการจัดการกับความทุกข์ในตัวเองออกไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลามาจัดการกับความสุข ของตัวเองกันดูบ้าง อย่างที่เราได้เคยพูดกันมาบ่อยๆ แล้วว่าความสุขหรือความทุกข์ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจของตัวเราเองทั้งนั้น ดังนั้นตัวการแรกที่ต้องเริ่มสะสางก็ต้องเริ่มจากจิตใจของเราเองเป็นอย่างแรกก่อนค่ะ แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่ทำให้คนเรามีความสุข? อันนี้ถือเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะว่าแต่ละคนมีรสนิยมในการเสพความสุขที่แตกต่างกันไป บางคนเพียงแค่ได้นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว มีเวลาเป็นส่วนตัวสักวันละ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นความสุขมากแล้ว ในขณะที่บางคนกลับมองว่าการจะมีความสุขได้นั้นจะต้องเกิดจากการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ นอนแช่น้ำในอ่างจากุชชี่สุดหรู จิบไวน์เคล้าเสียงเพลงคลอเบาๆ และมีมือนุ่มๆ ของคนรู้ใจคอยนวดหลังนวดไหล่ให้อยู่ไม่ห่าง จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสุขเกิดจากความต้องการส่วนตัวของแต่ละบุคคลล้วนๆ และเกิดจากตัวคุณเองล้วนๆ ความสุขเป็นความรู้สึกเหมือนกันกับความทุกข์ ถ้าจิตใจเราสามารถสร้างและขจัดความทุกข์ออกไปได้ด้วยตัวเองแล้ว จิตใจของเราก็ย่อมจะสร้างและขจัดความสุขออกไปจากใจเราได้ด้วยตัวเราเองเช่นกัน ในที่สุดแล้วก็จะมีความสุขได้ พื้นฐานที่ง่ายที่สุดคือการเปิดใจให้กว้าง และมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ลด ละ เลิกความวิตกกังวล และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหลายทิ้งไป ฝังกลบความวุ่นวายในจิตใจ รวมทั้งความต้องการต่างๆ นานาลงไปดูสักครู่ แล้วคุณจะรู้ว่า…ความสุขนั้นสร้างได้ เลือกรับแต่สิ่งที่ดี เรามักจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า คุณจะเป็นดั่งเช่นสิ่งที่คุณกิน หรือ You are what you eat ซึ่งเป็นประโยคอมตะที่ได้รับการพิสูจน์มานานแล้วว่าเป็นความจริง แต่ประโยคนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้รับทางการคืออาหารการกินเท่านั้น หรือให้ความสำคัญเฉพาะกับกระเพาะอาหารและลิ้น ในขณะที่ ตา หู […]

ถึงจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่ จงรักษาความเป็นบวกไว้เสมอ

คิดบวก กับคิดดี คำนี้เหมือนกันมั้ย? หลายคนอาจจะเคยสงสัยกันบ้าง โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองมีความคิดว่ามันเป็นคำที่คล้ายกันและแทบจะรวมเป็นคำเดียวกันได้เลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อใดที่เราคิดบวก ความคิดนั้นจะเป็นความคิดที่ดี ดังนั้นทุกอย่างที่เป็น “บวก” ขอให้จงหมั่นทำไปเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคิดบวก พลังงานทางบวก อารมณ์บวก เพราะทั้งหมดนี้จะเป็นกุญแจไปสู่ชีวิตที่รุ่งเรืองได้ ซึ่งเมื่อใดที่คุณมีความเป็นบวกมากเท่าไร ชีวิตก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น  เพราะความเป็นบวกมันให้พลังงานแก่คุณ ขณะที่ความเป็นลบจะดูดเอาพลังงานของคุณไป ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะยังไงก็ตามแต่ขอให้คุณรักษาความเป็นบวกเอาไว้เสมอ เพราะสิ่งสำคัญมากที่สุดที่คนเราทำเพื่อไปสู่ความสำเร็จก็คือการควบคุมองค์ประกอบต่างๆ ที่กำลังชี้แนะชี้นำความคิดที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของคุณ จงทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังมอง สิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณกำลังฟังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายที่คุณต้องการเท่านั้น เอาเป็นว่าหลายคนอาจมองภาพไม่ชัด หรือไม่รู้ว่าควรรักษาความเป็นบวกในตัวเองเอาไว้ด้วยวิธีใด หรือทำยังไงถึงจะเรียกว่ารักษาความเป็นบวก ลองเริ่มจากการทำตามสิ่งที่เรานำมาบอกนี้ดูก่อนก็ได้ค่ะ เพราะยังไงแล้ว ทุกสิ่งที่ทำก็เป็นเรื่องดีกับตัวคุณเองทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือรักษามันเอาไว้ได้นานแค่ไหนก็เท่านั้น >>ฟังจนสำเร็จ<< เริ่มจากการฟังไม่ว่าจะเป็นการฟังรายการวิทยุ หรือการฟังเทปขณะนั่งอยู่ในรถของคุณเอง ลองเลือกเอารายการที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ เพราะเราเสียเวลาอยู่ในรถเป็นเวลานานในแต่ละวัน ระหว่างการเดินทาง หากเราเลือกฟังอะไรที่มีสาระและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต เราจะสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมาย หากลองพิจารณาและตั้งใจฟังสิ่งเหล่านั้นที่เป็นความรู้ แล้วไอเดียดีๆ จะซึมซับลงไปในตัวคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวในทุกๆ วันเลยล่ะค่ะ >>ค้นหาสิ่งที่ดีในงานและอาชีพของคุณ<< เมื่อองค์กรหรือบริษัทที่คุณทำงานอยู่จัดอบรมให้ความรู้ หรือจัดสัมมนาต่างๆ หากมีโอกาสจงเข้าร่วมฟังบรรยาย โดยเฉพาะยิ่งถ้ามีผู้เชี่ยวชาญในสายงานของคุณมาพูดด้วยแล้วยิ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าฟัง หมั่นหาหลักสูตรเพิ่มเติมอื่นๆ แล้วเรียนรู้สิ่งที่คุณสามารถทำได้ เมื่อสงสัยให้รีบถามเพราะเป็นโอกาสที่คุณจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมากกว่าคนอื่น อีกทางหนึ่งคือพยายามหาหนังสือที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญที่เก่งๆ ในสายงานที่เราทำ อ่านบทความและฟังคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วบ่อยๆ จนทำให้คุณอยากและต้องการประสบความสำเร็จแบบเขาเหล่านั้นบ้าง […]

แจกเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการฝึกหายใจแบบถูกวิธี!

ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคน ซึ่งมีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอน ไม่หลับ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงสัมพันธ์ภาพกับผู้อื่นและบุคคลในครอบครัวไม่ดี ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีการขจัดกับความเครียด ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ทำงานอดิเรก การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและการฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยตรงมีอยู่หลายวิธีให้เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ส่วนเหตุผลที่ต้องฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพราะกายกับจิตเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้เมื่อกล้ามเนื้อกายผ่อนคลายก็มีผลทำให้จิตใจและอารมณ์ผ่อนคลายตามไปด้วย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อนอกจากมีผลกับจิตใจและเป็นการผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีความสำคัญต่อคนที่ออกกำลังกาย เป็นประจำเช่นเดียวกับการอบอุ่นร่างกาย ส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยคำนึงถึง เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วก็เลิกทันที นั่นเพราะการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นการที่เราค่อยๆ ลด หรือผ่อนการออกกำลังกาย ให้เบาลงทีละน้อยจนกระทั่งหายเหนื่อย เพื่อให้กล้ามเนื้อและหัวใจที่ทำงานมากขณะออกกำลังกาย ได้ค่อยๆ ทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น ถ้าท่านออกกำลังกายโดยการวิ่ง การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ก็หมายถึง การลดความเร็วลงเรื่อยๆ จนเป็นเดินเร็ว และเดินช้าจนกระทั่งหยุด หลังจากนั้นอาจทำกายบริหารยืดกล้ามเนื้อต่ออีก 3-5 นาที เช่นเดียวกับการอบอุ่นร่างกาย ถ้าหากเราทำให้ครบวงรอบของการออกกำลังกาย ได้แก่ เริ่มต้นอบอุ่นร่างกาย 5-10 นาที ออกกำลังกาย 15-30 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีก 5 นาที หากสามารถทำได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ท่านจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรง อันจะเป็นหัวใจของความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงนะคะ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายที่มีผลมาจากอารมณ์ […]

อาการบอกโรคระบบทางเดินอาหารเป็นสิ่งที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ!

พูดถึง “ระบบทางเดินอาหาร” ในร่างกายของคนเรา เป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก เคยมีคนเปรียบเอาไว้ว่าระบบทางเดินอาหารเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ในชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรา ที่มีครัวแล้วมีแม่บ้านไปคอยจ่ายตลาดซื้อกับข้าวมาทำอาหาร แม่บ้านหรือแม่ครัวก็จะทำการปรุงอาหาร แล้วสมาชิกในครอบครัวก็กิน ส่วนกากอาหารหรือเศษอาหารที่เหลือก็นำไปทิ้งลงในถังขยะ เพื่อให้เทศบาลนำไปกำจัดทิ้งต่อไป ระบบทางเดินอาหารปกติของคนเราปกติก็จะประกอบไปด้วยปาก ซึ่งรวมทั้งอวัยวะภายในช่องปาก เช่นฟันและลิ้น เป็นต้น ต่อจากปากก็จะเป็นหลอดอาหาร ซึ่งส่วนปลายของหลอดอาหารจะติดต่อกับส่วนของระบบทางเดินอาหารที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งได้แก่ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และสุดท้ายก็คือทวารหนัก นอกจากนี้ไส้ติ่งก็อยู่ในช่องท้องเช่นเดียวกันโดยอยู่บริเวณส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ ส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหาร   ปากและฟัน : จะทำหน้าที่รับอาหารและบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ต่อจากนั้นอาหารจะถูกส่งผ่านเข้าสู่หลอดอาหาร และเมื่อมาถึงกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารให้เป็นโมเลกุลที่เล็กลงไปอีก ช่องปาก:  ภายในประกอบด้วย ฟัน ที่มีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้น มีหน้าที่ในการคลุกเคล้าอาหาร และต่อมน้ำลายที่สำคัญ 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้หู ต่อมน้ำลายใต้โคนลิ้น และต่อมน้ำลายใต้ฟันกรามล่าง ต่อมน้ำลายมีหน้าที่ในการสร้างน้ำลายออกมา โดยในน้ำลายนั้นประกอบไปด้วย น้ำ กับ น้ำย่อยอะมัยเลส ซึ่งมีผลต่อการย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ หลอดอาหาร : ประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่สามารถบีบตัวเป็นจังหวะในขณะที่อาหารผ่านลงมา ในทางเดินอาหารส่วนนี้ไม่มีการสร้างน้ำย่อยออกมา แต่มีการหลั่งสารเมือกช่วยหล่อลื่น ระหว่างกลืนอาหารก้อนอาหารจะถูกผลักผ่านหลอดอาหารอย่างเร็ว โดยการหดตัวอย่างแรง […]

พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากอุปสรรคในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ!

เราทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีใครที่ในชีวิต ไม่เคยพบเจอกับอุปสรรค มันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่ทุกคนต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ แต่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณจะต้องรับมือกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้อย่างไรต่างหาก ในหลายๆ ปัจจัย อุปสรรคจัดเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันทำให้คุณพบช่องโหว่ในแผนการที่ตัวคุณเองวางไว้ มันทำให้คุณค้นเจอข้อผิดพลาดที่มีอยู่ และทำให้คุณสามารถจัดการแก้ไขมันได้ทันเวลา ก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่โตไปมากกว่าที่เป็นอยู่ คนเราจะเติบโตขึ้นเสมอ เมื่อได้พบเจอและก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตไปได้ เพราะ “อุปสรรค” คือสิ่งที่สอนให้คนเราได้เรียนรู้ชีวิต ได้ใช้สติปัญญา ได้ใช้สมอง ค้นหาหนทางในการแก้ไข คิดหาวิธีจัดการกับอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า บางคนเลือกที่จะวิ่งเข้าชนกับอุปสรรคที่ขวางอยู่ตรงๆ และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะฝ่าผ่านอุปสรรคไปโดยอาจจะมีบาดแผลติดตัวไปบ้าง แต่เขาจะแข็งแกร่งขึ้น และเรียนรู้ว่าในครั้งต่อๆ ไป จะต้องเข้าชนกับมันอย่างไรบ้างให้เจ็บน้อยลง บางคนเลือกที่จะเดินไปข้างๆ สำรวจอุปสรรคให้ถี่ถ้วน ก่อนจะเลือกเฟ้นเส้นทางการฝ่าฟันอุปสรรคไป อาจจะอาศัยตัวช่วยบ้าง เช่น หาบันไดมาพาดปีนข้าม หรืออาศัยแรงคนอื่นช่วยกันส่งข้ามไป เมื่อผ่านไปได้แล้ว พวกเขาก็จะหันกลับมามองว่าใครบ้างที่ช่วยให้ตนเองผ่านอุปสรรคนั้นไปได้ และจดจำผู้คนเหล่านั้นเอาไว้ในใจ ในขณะที่บางคนกลับยืนแหงนหน้ามองอุปสรรคที่ขวางอยู่อย่างงุนงง ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไปดี บางคนอาจถึงกับต้องหยุดอยู่ตรงนั้นตลอดไป เพราะไม่กล้าจะหักหาญเข้าสู้กับสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ ได้แต่รอคอยว่าอุปสรรคจะหลีกทางให้ตัวเองเสียที ถ้าอุปสรรคนั้นเลือนหายไปตามกาลเวลาก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าว่ามันเป็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากตัวเองแล้วล่ะก็ รอคอยให้ตายยังไงอุปสรรคนั้นก็ยังขวางหน้าอยู่เหมือนเดิมค่ะ เราทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเองได้เสมอ วิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนๆ นั้นพบเจอ เมื่อผ่านมาในชีวิต การศึกษาประสบการณ์ของคนอื่นแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้อย่างเหมาะสมได้ก็จะเป็นการดีเหมือนในบางกรณีนั่นเองค่ะ ดังนั้น […]

ย้อนอดีต ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา อาจเจอสิ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในอนาคต!

ขึ้นชื่อว่า “อดีต” ย่อมเป็นบทเรียนที่สอนให้เกิดการสะสมอนาคต สิ่งสำคัญของอดีตคือการสร้างประสบการณ์ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่เราได้ผ่านมาทั้งหมดคือสิ่งที่สร้างให้เป็นตัวเราขึ้นมาในวันนี้ เหมือนที่เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผิดเป็นครู” ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ ในอนาคตได้นั้นจะต้องรู้จักเรียนรู้จากอดีตตนเอง ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากประสบการณ์ ดีๆ เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เคยผ่านมานอดีตของตนเองด้วย การทบทวนประสบการณ์ที่เราเคยได้ประสบพบเจอมา จะช่วยให้เราสามารถพบเจอตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ และสามารถที่จะตอบความต้องการที่แท้จริงของตัวเองได้ รวมถึงมองเห็นหนทางลางๆ ของเส้นทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคต เพราะคนเราไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ โดยที่ไม่หันกลับมามองอดีตของตัวเอง แล้วคุณรู้มั้ยว่าตัวเราเองสามารถอาศัยการพิจารณา สังเกต และทบทวนมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเองเพื่อช่วยในการค้นหาตัวเองได้ไม่ยาก และคนทั่วไปมักจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทบทวนอดีตเพื่อพัฒนาอนาคตของตัวเองกันอยู่แทบทุกวันเสียด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ทุกสิ่งที่ผ่านมาก็สามารถเป็นบทเรียนได้ แล้วบทเรียนแบบไหนบ้างล่ะที่เราควรนำกลับมาทบทวน เพื่อปรับปรุงสำหรับใช้ในอนาคต จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์แบบไหน ก็ล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้น เพียงแค่จุดเล็กๆ หรือความรู้สึกดีๆ ในการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างก็สามารถจะบอกอะไรคุณได้มากกว่าที่คุณคิดก็ได้ค่ะ! >>มองย้อนกลับไปหาอดีตกับหลักการง่ายๆ ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ<< การทดลองมองย้อนกลับไปหาอดีตสมัยยังเด็กอยู่ก็จัดว่าไม่เลวนัก หลักง่ายๆ หลักแรกสุดของการดึงอดีตมาทำให้เราประสบความสำเร็จคือการมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ในอดีต อาจจะเริ่มต้นที่ประสบการณ์ดีๆ การประสบความสำเร็จที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ อาจจะเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆ จากการที่เราเคยประสบความสำเร็จกับอะไรบางอย่างตั้งแต่ในสมัยเด็ก ซึ่งการย้อนกลับไปมองความสำเร็จเล็กๆ ในสมัยเด็กนี้ จะช่วยกระตุ้นให้คุณมองเห็นความรู้สึกพื้นฐานขั้นแรกสุด และกระตุ้นความอยากรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งของเราขึ้นมาด้วย >>มองย้อนกลับไป หาแรงกระตุ้นที่ส่งผลให้เราทำอะไรบางอย่างนั้นจนสำเร็จ<< หลังจากมองเหตุการณ์สมัยเด็กแล้ว ให้ลองมองย้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงความรู้สึกของการประสบความสำเร็จหรือการได้ทำอะไรให้ลุล่วงลงไปสักอย่าง […]

เลิกทำซะเถอะ! พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ

พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพมักเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพราะงานที่ยุ่ง และความเร่งรีบทำให้ไม่ได้ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน จนทำให้ร่างการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย แสบอก ปวดท้อง ภูมิคุ้มกันต่ำลง ฯลฯ ด้วยการดำเนินชีวิตหลากหลายรูปแบบในแต่ละบุคคลส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นการ “ทำลายสุขภาพ” ของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ และมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วยความตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ส่วนใหญ่คนเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าทำอะไรแล้วดีต่อร่างกาย ทำอะไรส่งผลเสียแต่ก็ยังฝืนหรือทำกันต่อไป นั่นเพราะยังไม่เจอผลกระทบอันใหญ่หลวงหรือการเจ็บป่วย กับตัวเองนั่นเอง เรียกว่าชะล่าใจนั่นเอง อย่าลืมว่าพฤติกรรมที่ไม่ดีย่อมส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายของเราในอนาคตได้ เพราะหากเราทำอะไรที่ไม่ดี กินอะไรที่ไม่มีประโยชน์ซ้ำๆ เดิมๆ ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อร่างกายติดต่อกันหลายๆ ปี ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงได้มากมาย ทั้งมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน ความดัน และอีกสารพัดโรค ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการกิน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแต่ะวัน ให้ดี เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และไม่เกินโรคเรื้อรังในอนาคต เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่าพฤติกรรมเสี่ยงๆ อะไรบ้างที่เรามักทำกันบ่อยๆ มาเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า “พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ” นั้นมีอะไรบ้าง >>ดื่มน้ำสะอาดๆ น้อยเกินไปในแต่ละวัน<< การดื่มน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเลยทีเดียว หลายๆ คนมักนั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ หรือใช้ชีวิตโดยลืมไปว่าร่างกายต้องการการดูแล ฟื้นฟู […]

อย่าปล่อยให้ร่างกายต้องฟ้องว่า…กำลังเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง!

“น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตของคนเราเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือดซึ่งต้องไหลเวียนไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ รักษาสมดุลเพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้น้ำ ในร่างกายยังต้องสมดุลไปกับสภาวะเกลือแร่ด้วย อีกทั้งร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 70% ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานทุกด้านของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกระดูกและผิวหนัง ซึ่งหากร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปริมาณน้ำที่ได้รับ “ภาวะขาดน้ำ” ก็จะเกิดขึ้น โดยอาการอาจไม่รุนแรง รุนแรงปานกลาง หรือรุนแรงมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่สูญเสียไป หากพูดถึง “ภาวะการขาดน้ำ” ก็คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอจนส่งผลต่อการทำงานของระบบไหลเวียนและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ เป็นต้น อาการของภาวะขาดน้ำช่วงต้นจะมีอาการปากแห้ง คอแห้ง กระหาย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน หากขาดน้ำมากขึ้นจะเริ่มกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาเร็ว ซึมลง หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งความรุนแรงที่มากจะส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไตวายเฉียบพลัน หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ด้วยเช่นกัน เราได้รับน้ำสองในสามจากน้ำที่เราดื่ม ส่วนที่เหลือได้มาจากของเหลวในอาหารและจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นตามปกติในร่างกาย ร่างกายของคนส่วนใหญ่จะสูญเสียน้ำประมาณสองในสามเป็นประจำทุกวัน การสูญเสียน้ำนี้เกิดจากการทำงานของร่างกายตามปกติ เช่น การหายใจ การปัสสาวะและการถ่ายอุจจาระ และการเสียเหงื่อ ปัจจัยที่อาจทำให้เราสูญเสียน้ำมากขึ้น […]

คนคิดบวกไม่ใช่พวกโลกสวย แต่คือคนมองทุกอย่างในแบบที่มันเป็นต่างหาก!

เราทุกคนต้องการที่จะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ตัวคุณเองก็ต้องการมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์เช่นเดียวกันใช่มั้ยคะ และการจะมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงเค้าวัดกันที่ความรู้สึกทางจิตใจ นั่นคือ คุณมองโลกในแง่ดีแค่ไหน โลกที่ว่าก็คือทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวของคุณเอง และที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านต่างๆ ของคุณ คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนพูดว่า ความคิด สามารถกำหนดชีวิตของคนได้ ที่สำคัญต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี หลายคนเข้าใจผิดว่าคนคิดบวกคือพวกโลกสวย แต่ในความจริงคนคิดบวกคือคนที่ยังมองทุกอย่างในแบบที่มันเป็น เพียงแต่เลือกโฟกัสเฉพาะด้านที่ดี ทำให้มีวิธีคิดและการดำเนินชีวิตที่ต่างจากคนแบบอื่น ลองฝึกคิดในแง่ดี เพื่อรับมือกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแล้วชีวิตคุณจะมีสุขเพิ่มขึ้น ต่อไปนี้จะเป็นวิธีการที่เราอยากนำมาบอกให้ทุกคนลองคิดตามกันดู เป็นวิธีการคิดในลักษณะเฉพาะที่สุด เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกดีมากขึ้นกับตัวเอง และรู้สึกดีกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและพร้อมรับมือกับมันได้ตลอดเวลา เพราะคุณไม่มากลัวว่าใครจะมองวาคุณเป็นพวกโลกสวย ไม่ต้องไปแคร์ค่ะ ถ้าโลกสวยแล้วทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็สวยไปเถอะ เราเองที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า เราเป็นแค่เพียงคนที่มองอะไรในแบบที่มันเป็นจริงเท่านั้นต่างหาก >>การควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเอง<< การมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มาทำอะไรกับตัวเรา เรามักจะตอบสนองออกมาทันที โดยไม่มีการควบคุมเพราะจิตใต้สำนึกของเราคิดเอาไว้แล้วว่าเมื่อมีคนว่าเราก็จะต้องงโกรธทันที ของแบบนี้ฝึกกันได้ค่ะ เพราะการมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบพื้นฐานของคนที่มองโลกในแง่ดี กับผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย ข้อแตกต่างคือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบมีระยะเวลาจำกัด ไม่มีผลกระทบอย่างแท้จริงต่ออนาคต นั่นก็คือคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปนั่นเอง แต่ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดต่อไปอย่างถาวร เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชะตาชีวิตของตัวเอง ซึ่งแบบนั้นมันไม่เห็นมีประโยชน์อะไรสักนิดจริงมั้ยคะ >>แยกเหตุการณ์แต่ละอย่างออกจากกัน<< ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนที่มองโลกในแง่ดีกับคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็คือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองความยากลำบากต่างๆ เป็นเรื่องเฉพาะหนึ่งๆ ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่ามันกระจายตัวออกไปครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หมายถึงเมื่อมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นสักอย่างหนึ่ง สำหรับผู้มองโลกในแง่ดีแล้วเขาจะมองเหตุการณ์นั้นว่ามันเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิต >>มองเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดังหวังว่าเป็นเรื่องชั่วคราว<< ในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่คุณกำลังหวังอะไรสักอย่างเอาไว้มากๆ แล้วเกิดต้องมีอันล้มเหลวแล้วคุณคิดได้ว่านี่มันเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเราทุกคนมันไม่ใช่โชคร้าย นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบคนที่มองโลกในแง่ดี […]

พลิกมุมมองชีวิตใช้ศิลปะบำบัดมะเร็ง ไปกับ ไอรีล ไตรสารศรี

 “เวลาในชีวิต จะสั้นหรือยาวก็ไม่สำคัญเท่าการที่เราใช้ชีวิตในขณะนี้อย่างไร และเพื่ออะไร” นี่คือแนวคิดและประโยคที่ออกมาจากใจของผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แต่มีกำลังใจดีมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรด้วยซ้ำ “คุณออย-ไอรีล ไตรสารศรี” ผู้ก่อตั้ง ART.for.CANCER  เจ้าของวลีเด็ดที่เราพูดถึงนั่นเอง คุณออยไม่เพียงแต่มีคำพูดเด็ดๆ ที่ฟังแล้วโดนใจและให้แง่คิดเพียงเท่านี้นะคะ แต่ด้วยสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เป็นการทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเธอเองจะป่วยขนาดไหนก็ตาม แล้วแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ Goodlifeupdate จะไม่ไปชวนเธอพูดคุย เพราะเราอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแนวคิด และพลังใจดีๆ พร้อมการใช้ชีวิตรูปแบบไหน ถึงได้ดูมีความสุข ดูมีประโยชน์ต่อคนอื่น และสัมผัสคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตได้ขนาดนี้ ไป เราเลยอยากพาทุกคนไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กันค่ะ แว๊บแรกที่เราเห็นตัวจริงของคุณออยต้องยอมรับเลยว่าแอบตกใจนิดๆ เพราะคุณออยดูสดใส แข็งแรง ร่าเริง ไม่มีอาการบางบอกว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 อย่างที่เราคิดเอาไว้ว่าจะต้องโทรมมาก หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณออยดูสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากเสียกว่าคนที่ไม่ป่วยอย่างเราๆ เสียอีก เราจึงเริ่มต้นพูดคุยกับคุณออยด้วยคำถามที่สงสัยมานานแล้วว่า… >> ตอนแรกที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม รู้สึกอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไร ? <<   “ยอมรับเลยว่าช็อกค่ะ เพราะเราเคยรู้สึกว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ไกลตัว มันน่าจะเกิดกับคนที่อายุเยอะๆ มากกว่า ซึ่งตอนนั้นออยเพิ่งจะอายุ 27 ปี […]

ความเอ๋ยความเครียด…เจ้ามาจากหนใด!

“เครียด” คำนี้เราได้ยินกันบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงนี้หลายๆ เรื่องอาจยิ่งทำให้หลายคนเครียดเข้าไปกันใหญ่ เราได้ฟังคำนี้กันจนติดหู หันไปทางไหนก็พบเจอแต่คำว่าเครียด และคนเครียดๆ โดยเฉพาะคนกรุงที่อยู่ในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง คำว่าเครียดจึงแทบกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่อธิบายอาการของคนสมัยนี้ แต่เชื่อมั้ยคะว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เครียด” เอาจริงๆ คำว่าเครียดมันก็ไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดอะไรนัก แต่กรมสุขภาพจิตก็ได้อธิบายเอาไว้ให้เข้าใจกันได้ว่า ความเครียดเป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจที่เกิดการตื่นตัวเพื่อเตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าพอใจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินกำลังทรัพยากรที่เรามีอยู่ หรือเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์ และส่งผลให้เกิดอาหารผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย ฟังๆ ดูแล้วความเครียดอาจนำส่งไม่ดีมาสู่ตัวเรา แต่ในความเป็นจริงความเครียดในระดับที่พอดีนั้นสามารถที่จะช่วยกระตุ้นให้คนเรามีพลัง มีความกระตือรือร้น และผลักดันให้เอาชนะอุปสรรคได้ ความเครียดมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มักจะเกิดจากสองสาเหตุประกอบกัน คือมีปัญหาเป็นตัวกระตุ้น และมีการคิดการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งบอกว่าจะมีความเครียดมากน้อยแค่ไหน ความเครียดเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาสุขภาพ ปัญหามลพิษ ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝนแล้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้คนเราเกิดความเครียดขึ้นมาได้ การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล เราจะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจังกับชีวิต และใจร้อน นอกจากนี้คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคนคอยให้การช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา […]

ลองวิ่ง (สู้ฟัด) ดูสักตั้ง แล้วจะพบว่ามันเป็นการออกกำลังกายที่มหัศจรรย์มาก

ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกายที่เรียกว่า “วิ่ง” เลย เพราะมองว่าเป็นอะไรที่เหนื่อย ใช้พลังงานเยอะ บาดเจ็บได้ง่าย เมื่อลองไปวิ่งดูก็พบว่าตัวเองวิ่งไม่ค่อยได้นาน แบบวิ่งต่อเนื่องกันสัก 3-5 นาทีก็เล่นเอาหอบลิ้นห้อยซะแล่ว และหลังจากลองตั้งใจวิ่งแบบจริงๆ จังๆ ดูก็อย่างมากที่สุดก็ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 10 นาที เรียกว่าสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านกีฬาที่เรียกว่าวิ่งได้เลยล่ะค่ะ แต่ไหนๆ ก็คิดจะศึกษาเรื่องการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจังแล้วก็พบว่าการวิ่งนี่แหละคือการออกกำลังกาย ที่เบิร์นแคลอรีได้มากที่สุด ได้ฟังและรับรู้มาแบบนี้เห็นทีจะต้องทำการศึกษาเรื่องการ “วิ่ง” อย่างจริงจังซะแล้ว และก็เป็นอย่างที่คิดค่ะ เมื่อเราทำการศึกษาการวิ่งที่ถูกต้องทุกอย่างแล้ว ทำให้พบว่าร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันนี้จึงอยากเอาเกร็ดควารู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากสาวๆ ที่เริ่มคิดอยากจะหันมาวิ่งกันดู เผื่อใครต้องการความรู้เอาไปประกอบการวิ่งของตัวเอง เราก็ไม่หวงค่ะ ส่วนใครที่ยังท้อและคิดว่าทำไม่ได้อยากให้ขอลองดูก่อนสักตั้ง คิดเสียว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้สิน่า! เริ่มจากวิธีการวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสกันก่อน ก่อนที่เราจะเริ่มวิ่งเราควรเดินช้าๆ สักพัก และเริ่มปรับระดับสายพานให้เร็วขึ้นก่อนเพื่อวอร์มร่างกาย เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมกับการออกวิ่งสัก 5 นาที (Speed km:hour หรือระดับความเร็วกิโลเมตรต่อชั่วโมง ระดับ 4.0-6.0) จากนั้นลองวิ่งเหยาะๆ (Speed km:hour ระดับ 7.0-7.5) ลองดูว่าตัวเองไหวที่ระดับเท่าไร และฝืนตัวเองให้วิ่งได้นานเท่าไร ถ้าไม่ไหวก็ปรับให้ตัวเองกลับมาเดินสักพัก 1- […]

ความจริงใจจะมีค่า ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน!

คนเราไม่ว่าจะคบกับใคร จะคบกันในสถานะไหนเรื่องของ “ความจริงใจ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ใครเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้บ้างคะ! เราอยากบอกเหลือเกินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สุด ไม่ต้องคิดและไม่ต้องลังเลใจเลย ยิ่งถ้าจะให้คำว่าจริงใจมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นมันต้องออกมาในรูปแบบของการที่เราให้ความจริงใจใครไปผลที่กลับมาก็คือความจริงใจที่ตอบกลับมา แบบนั้นก็ย่อมทำให้เรารู้สึกดี และความจริงใจที่ได้รับกลับมานี้แหละค่ะจะเป็นเสมือนกำลังใจ ที่จะทำให้เราทำสิ่งดีๆ กับคนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าความจริงใจที่เรามอบให้ไป แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นแค่จิงโจ้นั่นหรือความไม่จริงใจ ย่อมทำให้เราเสียความรู้สึกอย่างมาก แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันไม่ใช่ทุกครั้งไปหรอกที่เรามอบความจริงใจ และทำดีกับคนอื่นแบบเต็มที่แล้วสิ่งที่ได้มาคือความหลอกลวง เพราะถ้าเราให้ความจริงใจถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา อย่างไรเสียมันย่อมมีค่าแน่นอน คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ ยิ่งมนุษย์เป็นสัตว์สังคมด้วยแล้วต่างคนก็ต้องมีเพื่อนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรามากมายที่มีทั้งดีและไม่ดี ยิ่งเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะยิ่งดูได้ง่ายว่าคนที่เข้ามาใครมีความจริงใจหรือแค่จิงโจ้ เราจะสัมผัสได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งการที่เราจะดูว่าใครจริงใจกับเรานั้นก็ดูได้ไม่ยากค่ะ โดยดูได้จาก >> คนที่ไม่ชี้นำเราไปในทางที่ผิด <<   คนเราถ้าคิดจะคบกันก็ต้องแนะนำแต่สิ่งดีๆ ให้แก่กัน ไม่พากันไปในทางที่แย่หรือเกิดความเสียหาย หรือหากเห็นคนที่เรารักทำผิดก็ต้องงห้ามกันไม่ใช่ยุแยงให้ทำผิดไปกันใหญ่ อย่าลืมว่าคนเราถ้ารักกันจริงจะดีใจที่เห็นคนที่เรารักได้ดี และอยากจะเดินไปบนเส้นทางดีๆ ไปด้วยกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยกันและกัน และจะสังเกตได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะเป็นห่วงเราในมุมที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป จะมองเห็นถึงผลที่จะตามมา จะคอยเป็นห่วงและคอยเตือนเราอยู่เสมอ >> ความจริงใจสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องพูด << คนที่รักและรู้ใจ และมีแต่ความจริงใจให้แก่กันจริงๆ นั้น เค้าแค่มองตากันก็รู้ใจแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไรมากก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดและรู้สึกอย่างไร โดยที่บางทีเราไม่จำเป็นต้องเล่าหรืออธิบายอะไรมากมายด้วยซ้ำ แค่มองตากันหรือสังเกตพฤติกรรมเท่านั้นก็จะรู้ไปถึงความรู้สึกกันทันที […]

เลิกตั้งสเปคการมีความสุขไว้สูงๆ แล้วหันมาใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แต่รู้สึกสุขใจจะดีกว่า!

ด้วยความที่โลกหมุนไปไวเสียเหลือเกินอาจทำให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนอาจจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก บางคนอาจจะเจอเรื่องดีๆ บ่อยครั้ง แต่บางคนก็อาจมีเรื่องแย่ๆ เข้ามาได้เช่นกัน อย่าลืมว่าเวลาในชีวิตของคนเรานั้นมีจำกัด เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเวลาบนโลกของตัวเราเองนั้นเหลืออยู่เท่าใด ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่นมามีอิทธิพลกับตัวเรา มากนัก และอย่าเสียเวลาไปใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่คนอื่นวางเอาไว้ให้ อย่าเอาเสียงรบกวนจากความคิดเห็นของคนอื่นมาปนกับเสียงหัวใจของเรา และจงกล้าที่จะทำตามใจ กล้าที่จะไล่ตามความฝันของตัวเอง วันนี้จึงได้รวบรวมข้อคิดและกำลังใจดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านที่กำลังรู้สึกท้อแท้ หรือหมดพลังใจในการใช้ชีวิต เพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้แบบมีความสุขมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่เราก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ >>ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรัก รักโดยไม่หวังผล จะไม่พบกับคำว่าผิดหวัง<< ในความสัมพันธ์ที่นอกเหนือจากความรักของการเป็นพ่อแม่ที่สัญชาติญาณจะดูแลลูก การมอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่มีความคาดหวัง เราทำกันได้จริงๆ หรือ? ต้องตอบว่ามีจริงๆ ค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าความรักไม่ใช่สิ่งน่าอาย แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้แต่ก็รับรู้ได้ด้วยใจ คนส่วนมากไม่กล้ามอบความรักให้ใครเพราะกลัวการไม่รักตอบ กลัวความผิดหวัง เสียใจเมื่อรักไม่สมดังใจ ความรักแบบนี้เหมือนเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้รับความรักตอบแทนมาให้มากกว่าที่ตัวเองรักเขาแบบนี้ย่อมเป็นทุกข์แน่นอน แต่ก็ยังมีคนบางคนที่กล้าที่จะรักคนอื่นก่อน เพราะเข้าใจหัวใจตัวเองว่าเขาต้องการอะไร ถ้าใจคิดอยากจะรักแล้วให้หัวใจเป็นสุข ก็กล้าที่จะมอบความรักให้คนอื่นโดยไม่คาดหวังด้วยซ้ำไปว่าจะได้อะไรเป็นการตอบแทน ไม่หวังแม้แต่ว่า คนที่ตัวเองรักนั้น ต้องมารักตอบ ขอแค่รักเขาเป็นพอ คนที่สามารถมีความรักได้ยั่งยืนยาวนาน  คือคนที่รักโดยไม่หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพียงแค่อยากรู้สึกรักใครสักคน ที่เขาจะรักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะมอบความรักให้ใคร ก็อย่าคิดเรื่องผิดหวัง เพราะถ้ารักโดยไม่คาดหวัง เราก็จะไม่มีความผิดหวังตามมาอย่างแน่นอน >>มีชีวิตอยู่ด้วยการให้อภัยจะมีจิตใจที่แจ่มใสตลอดเวลา<< หากเราคิดได้ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดกันทั้งนั้น […]

อย่าปล่อยให้เครียดจนเกินจะทน หัดระบายความเครียดออกไปบ้าง!

การระบายความเครียดก็เหมือนกับการเทขยะออกไปจากจิตใจ ทำให้ใจสงบ ใจสบาย และมีความสุขขึ้นมาก ส่วนการเก็บกักความเครียดไว้ย่อมจะมีผลในทางกลับกัน ยิ่งจะทำให้เครียดมากขึ้นและความเครียด จะส่งผลทำลายล้างได้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย เช่น ส่งผลต่อสภาพร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ความอ่อนเยาว์หนีหาย อีกทั้งอาจทำให้คิดอะไรสั้นๆ อย่างการทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตายได้ ซึ่งเมื่อมีความเครียดแล้วคุณไม่ควรเก็บไว้ในใจ ควรหาทางระบายความเครียดให้ออกไปด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ :พูดคุยกับคนรู้จัก:    คนรู้จักในที่นี้คือญาติมิตรที่ไว้ใจได้ของคุณเอง ซึ่งเขาเหล่านี้ล้วนมีความรัก มีความปรารถนาดีต่อคุณ เขาย่อมเปิดใจและเต็มใจที่จะรับฟังปัญหาและการระบายของคุณอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนนอกหรือคนที่ไม่ได้รู้จักคุณ เขาอาจมีคำแนะนำดีๆ ที่เป็นแสงสว่างแก่คุณได้ค่ะ :พูดคุยกับจิตแพทย์:   บางครั้งความเครียดที่คุณมีอาจซับซ้อน รุนแรง เกินกว่าที่จะระบาย หรือปรึกษาใคร คงต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ในการบำบัดอย่างจิตแพทย์ที่เขารู้ว่าควรทำอย่างไร อาจมีการให้คำปรึกษาหรือจ่ายยาแก้เครียดบางชนิดให้ด้วย :พูดคุยกับสายด่วน: สายด่วนในที่นี้ก็คือ โทรศัพท์สายด่วนที่ให้คำปรึกษาในเรื่องของสุขภาพจิตและความเครียดที่จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยรับสายและให้คำแนะนำ แม้จะไม่เครียดมากแต่หากไม่มีทีพึ่ง การพูดคุยโดยตรงกับสายด่วนเหล่านี้ ย่อมจะเป็นแนวทางที่ดีในการจัดการกับความเครียดในปัจจุบันและอนาคตได้ :เขียนระบายความเครียด:   การเขียนระบายความเครียดซึ่งเป็นการระบายอีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเปิดเผยปัญหาหรือความเครียดของตนให้ผู้อื่นรับรู้หรือมีความเครียดมากนัก เพียงแค่อยากปลดปล่อยออกมาเท่านั้น จะเป็นการเขียนระบายความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นตัวอักษรแบบที่เรียกว่าไม่ต้องไปปิดบังอะไรเลย ไม่เหมือนกับการพูดจาปรึกษาผู้อื่น ซึ่งเมื่อกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งก็จะช่วยให้เข้าใจปัญหามากขึ้น เข้าใจว่าตนเองเป็นอย่างไร ผู้อื่นเป็นอย่างไร อะไรที่ตนไม่พอใจบ้าง และที่สำคัญคือในตอนที่เครียดที่โมโหกับตอนที่อารมณ์เย็นลงแล้ว ความคิดในหน้ากระดาษกับความคิดในหัวสมองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นไรบ้าง เหล่านี้คือวิธีระบายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ […]

keyboard_arrow_up