จัดห้องน้ำผู้สูงอายุ แบบผิดๆ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุไม่คาดฝัน!

จัดห้องน้ำผู้สูงอายุ แบบผิดๆ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุไม่คาดฝัน! เป็นเรื่องธรรมชาติที่ เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายที่เคยแข็งแรงจะเริ่มทรุดโทรมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเริ่มลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาใช้ “ห้องน้ำ” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ การสร้างห้องน้ำ จึงควรจะต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกปลอดภัย เชื่อว่าที่ผ่านมาในขณะที่เรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เรามักสร้างบ้านโดยคำนึงถึงวัสดุและดีไซน์เป็นหลัก จนอาจมองข้ามความสำคัญทางกายภาพของตัวเราหรือสมาชิกในครอบครัวที่อยู่อาศัยในบ้าน ซึ่งอาจยาวนานหลายปีหรือตลอดชีวิตเลยก็ได้ ซึ่งหากว่าเราเล็งเห็นถึงความสำคัญในจุดนี้ตั้งแต่แรก และออกแบบห้องน้ำให้ใช้งานได้ทั้งวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ ก็จะทำให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืน แต่หลายคนอาจหลงลืมไปว่า แล้วหากเรามีการปรับห้องน้ำผิดวิธี จะส่งผลเสียหรืออันตรายกับผู้สูงวัยอย่างไรบ้าง ซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกเรื่องนี้กัน เมื่ออ่านจบแล้วก็ลองสำรวจห้องน้ำในบ้านของตัวเองกันดูค่ะว่า มีการจัดห้องน้ำแบบผิดๆ หรือไม่ เพราะถ้าจัดไม่ดี อันตรายอาจเกิดขึ้นกับคนที่เรารักแบบคาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้นถ้าพบแล้ว ก็ให้รีบปรับปรุงแก้ไขนะคะ 10 ข้อผิดพลาดในการสร้างห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้เสี่ยงอุบัติเหตุ ห้องน้ำภายในบ้านเป็นจุดที่ควรให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะครอบครัวไหนมีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องห้องน้ำเป็นพิเศษ การทำห้องน้ำผู้สูงอายุที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน และเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายมีดังนี้ พื้นที่ภายในห้องน้ำมีขนาดแคบมาก ส่งผลให้ลำบากในการหมุนกลับตัวของรถเข็น ทำให้เกิดความไม่สะดวก บางคนเคิดว่า ผู้สูงอายุใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่นาน ไม่ต้องสร้างให้กว้างขวางมากนักก็ได้ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะห้องน้ำที่ดีควรกว้างอย่างน้อย 1.5 x 2 เมตร เพื่อการหมุนกลับตัวของรถเข็นได้สะดวก ยิ่งกว้างยิ่งดี แต่ก็ไม่ควรกว้างมากจนเกินไป จนทำให้ผู้สูงอายุต้องใช้เวลาเดินนานกว่าจะถึงก็ไม่ควร เอาเป็นว่าสร้างขนาดพอดีๆ […]

ปรับบ้านดี ป้องกันผู้สูงวัยพลัดหกล้มได้!

จัดบ้านเป็น ปลอดภัย เพื่อผู้สูงวัยชีวิตดี๊ดี! “บ้าน” สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับ “ผู้สูงวัย” แล้ว บ้านอาจเป็นอันตรายหรือร้ายกว่าที่คิดหากเราไม่เตรียมพร้อมป้องกันให้ดี อาจทำให้ท่านลื่นหกล้มบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จนอาจกลายเป็นฝันร้ายของคนในบ้าน อย่างที่เราทราบกันดีว่า เรื่องความเสื่อมของร่างกาย ไม่อาจแก้ไขให้ดีขึ้นได้มากนัก แต่การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ดีเพื่อการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่เรารักได้ เพราะผู้สูงอายุใช้เวลาส่วนใหญ่ในบ้านพักอาศัย ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านที่เหมาะสมถือเป็นการป้องกันที่ดีอย่างแรกที่ควรทำนั่นเองค่ะ ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ระบุว่า เพื่อป้องกันการหกล้มว่า หลักการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ 1.พื้น ควรปรับให้เป็นพื้นเรียบ ไม่ขรุขระและไม่ขัดมันจนลื่น โดยเฉพาะห้องน้ำ เพราะการเปียกลื่นทำให้เกิดอุบัติเหตุง่ายและรุนแรง ควรหมั่นทำความสะอาดไม่ให้มีคราบสบู่หรือตะไคร่ตกค้างบนพื้น อาจนำแผ่นกันลื่นมาวางไว้ ทำราวเกาะไว้ยึดทรงตัว เปลี่ยนส่วนส้วมซึมเป็นแบบนั่งราบ เพราะส้วมซึมจะทำให้ลำบากและปวดในการงอเข่า เวลาลุกนั่งอาจเซหรือล้มได้ และบริเวณบ้านไม่ควรมีพื้นต่างระดับ เพราะอาจทำให้สะดุดหกล้ม 2.บันได ควรติดตั้งราวจับ แต่ละขั้นควรมีความสูงเสมอกัน ไม่ชันมากจนเกินไป ไม่วางของกีดขวางทางเดิน ควรมีแสงสว่างเพียงพอตลอดแนวบันได ทั้งนี้ พบว่าในต่างจังหวัดบันไดบ้านมักจะมีลักษณะแคบ สูงชัน และมีพื้นของบันไดที่ไม่เรียบเสมอกัน จึงมักทำให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงมา ดังนั้น ควรเพิ่มความกว้างของช่องทางเดิน และขยายความกว้างของขั้นบันได หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้สูงอายุพักอาศัยบริเวณชั้นล่าง […]

“ผ้าอ้อมผู้ใหญ่” ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับผู้ป่วยอย่างเดียว

“ผ้าอ้อมผู้ใหญ่” ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับผู้ป่วยอย่างเดียว ในความเคยชินของเราทั่วไปอาจจะเข้าใจว่า ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้สูงอายุ เท่านั้น แต่สำหรับยุคปัจจุบัน ผ้าอ้อมผู้ใหญ่นี้ ถือเป็นอุปกรณ์อย่างนึงที่เป็นตัวช่วยสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ที่มีอาการเกี่ยวกับระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ อาทิ ผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ที่มีภาวะปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะขัด  ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ และผู้ที่ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ เนื่องจากสาเหตุอื่นๆ อีกด้วยค่ะ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ในท้องตลาดทั่วไป มีหลายยี่ห้อที่ส่วนใหญ่จำหน่ายในร้านขายยา และเวชภัณฑ์ เรียกว่าเป็นสินค้าที่สามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้น ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และมีให้เลือกตรงกับความต้องการ วันนี้เรามาดูกันหากคุณหรือคนใกล้ชิดภาวะผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในแง่ของสุขภาพกายและ สุขภาพจิต ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความกังวล และความอายจนหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคมและ ไม่ยอมออกนอกบ้าน เราจะแก้ไขด้วยการเลือกใช้ “ผ้าอ้อมผู้ใหญ่” มาเป็นตัวช่วยสำหรับลดปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจนี้ ก่อนอื่นลองไปดูกันค่ะว่าหากคุณหรือคนใกล้ชิดที่เป็นผู้สูงวัยต้องการใช้ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ต้องพิจารณาเลือกอย่างไรบ้าง ประเภทของผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ค่ะ  คือแบบ เทปกาว และแบบ กางเกงผ้าอ้อม  ทั้งสองแบบต่างกันตรงที่ปริมาณการจุของเหลว และลักษณะรูปทรง  โดยจะมีวิธีการเลือกดังนี้ ผ้าอ้อมแบบกางเกงผ้าอ้อม เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ […]

ที่นอนดี ชีวิตดี! เทคนิคเลือกที่นอนคุณภาพให้พ่อแม่!

การดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุจะนำพาความสุข ความมีชีวิตชีวา ความหวัง ความหมาย การเห็นคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเองมาสู่ตัวผู้สูงอายุเอง การดูแลผู้สูงวัยของบ้านจึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากที่สุด ไม่เว้นแม่แต่การเลือก “ที่นอน” ที่ควรต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของร่างกายท่าน เพราะคนในวัยนี้ อยู่ในช่วงที่ร่างกายเกิดความเสื่อม โดยเฉพาะเรื่องของกระดูกและโครงสร้างของร่างกายที่ความแข็งแรงค่อนข้างต่ำ ซึ่งการเลือกใช้ ที่นอน ไม่เหมาะสมยิ่งจะเป็นการทำให้เกิดความเสื่อมของร่างกายมากขึ้นไปอีก การเลือกที่นอน หรือฟูกที่เหมาะสำหรับการนอนหลับพักผ่อนในผู้สูงอายุ ถือเป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนกำลังสงสัยว่าควรเลือกใช้แบบไหน จึงจะเหมาะสมต่อสุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุมากที่สุด เพราะที่นอนมีหลากหลายรูปแบบ และแน่นอนการใช้งานในแต่ละช่วงวัยย่อมแตกต่างกันไป โดยทั่วไป การเลือกซื้อที่นอน จะเลือกตามความพึงพอใจตามลักษณะและรูปแบบการนอนของแต่ละบุคคล บางคนชอบที่นอนแข็ง บางคนชอบที่นอนนิ่ม บางคนชอบที่นอนที่ไม่แข็งหรือนิ่มมากเกินไป ก็สุดแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล การเลือกที่นอนให้มีความเหมาะสมกับผู้สูงอายุนั้น ควรเลือกที่นอนที่มีความยืดหยุ่นดี มีความแข็งประมาณหนึ่ง เพื่อช่วยในการรองรับกระดูกสันหลังได้ดีในขณะนอน เนื่องจากกระดูกสันหลังของผู้สูงอายุค่อนข้างมีความอ่อนแอ เสื่อมถอยไปตามอายุที่มากขึ้น โดยจะสังเกตได้ว่า ธรรมชาติของผู้สูงอายุ มักจะบ่นถึงอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวดหลังและแข้งขา มีมาให้ได้ยินบ่อยๆ ดังนั้นการเลือกที่นอนให้เหมาะกับโครงสร้างสรีระของผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด แข็งไปก็ไม่ดี นิ่มไปก็ปวดเมื่อย   ในวัยของผู้สูงอายุต้องการการพักผ่อนนอนหลับที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นที่นอนที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก หากใช้ที่นอนไม่เหมาะสมจะยิ่งทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำเป็นต้องสังเกตอาการความปวดเมื่อยของผู้สูงอายุประกอบกันด้วย เนื่องจากในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การนอนที่นอนแข็งอาจช่วยให้หายจากปวดหลังได้ แต่พอเวลาผ่านไป อาจจะกลายเป็นว่าเกิดการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อในบริเวณอื่นแทน การเลือกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ สิ่งที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรก […]

ทำความรู้จักแอพพลิเคชั่นสำหรับปรึกษาทางจิตเวช ที่ชื่อ “Ooca “ กันเถอะ!

ทำความรู้จักแอพพลิเคชั่นสำหรับปรึกษาทางจิตเวช ที่ชื่อ “Ooca “ กันเถอะ! เรื่องสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และพบปัญหาในชีวิตประจำวันของทุกคนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัว ความรัก การทำงาน และต้องการวิธีในการแก้ปัญหาแตกต่างกัน ทั้งอาจจะพูดคุยกับตัวเอง การไปหาเพื่อน หรือหาแนวทางระบายความเครียด หรือบางครั้งถึงจุดเครียดอย่างมาก ควรเข้าไปพูดคุยกับทั้งจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา และตอนนี้ก็มีเทรนที่กำลังมาแรง และมาได้ทันเวลากับช่วงที่มีกระแสที่คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตกันเยอะมากขึ้น  นั่นคือ อูก้า (Ooca) แอพพลิเคชั่น ที่มีการพัฒนาและรวบรวมทั้งอาจารย์จิตแพทย์ จิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ไว้ได้อย่างครอบคลุมในทุกด้าน โดยเป็นช่องทางทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก สามารถนัดเวลาเพื่อพบจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถพูดคุยได้โดยตรง รวมถึงมีความสะดวกในการใช้งาน เราไปทำความรู้จักกับเจ้าอูก้า ผ่านทางผู้คิดค้นจาก http://www.ooca.co  เพิ่มเติมดีกว่าค่ะ เพราะปัญหาสุขภาพจิต ถ้ามีการละเลยก็จะเกิดเรื่องที่คาดคิดไม่ได้เยอะ ทุกคนไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ทำงานอาชีพใด เราสามารถรู้สึกอ่อนแอได้ ต้องการที่พึ่งทางใจ สุขภาพจิตเป็นสิ่งที่อยู่ภายในที่มีความสำคัญอย่างมาก Ooca คือการให้บริการในรูปแบบแอพพลิเคชั่น เพราะเป็นระบบทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก สามารถเลือกนัดพบได้ตามเวลาที่ต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือ และพูดคุยผ่านวิดีโอคอลของแอพพลิเคชั่น Ooca หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.ooca.co ซึ่งการสมัครก็เหมือนกรอกประวัติคนไข้ไม่มีอะไรมาก แต่สำหรับถ้าใครสมัครแล้วอยากให้มาเติมประวัติตัวเองให้เต็ม 100% […]

การจัดห้องครัวดีนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัย ยังทำให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตต่อไปได้อีกนาน

การจัดห้องครัวดีนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัย ยังทำให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตต่อไปได้อีกนาน หากพูดถึงอุบัติเหตุภายในบ้าน จุดที่เกิดเหตุได้บ่อยครั้งที่สุด ก็เห็นจะเป็นห้องครัว เพราะการทำอาหารเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใส่ใจเรื่องรสชาติและ หน้าตา สีสันของอาหาร กว่าจะได้มาซึ่งเมนูอาหารจานโปรด ก็ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนที่ต้องผ่านความร้อนและของมีคม สิ่งสำคัญของการจัดครัว และการทำครัวคือการป้องกันอุบัติเหตุและการรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เพื่อพ่อครัว แม่ครัว เท่านั้นนะคะ หากยังหมายถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนในบ้าน โดยเฉพาะ“ผู้สูงอายุ” ที่ถ้าท่านยังทำไหว โดยมากก็มักจะชอบเข้าครัวทำอาหารให้ลูกๆ หลานๆ รับประทาน คงจะดีไม่น้อย หากจะมาสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในห้องครัวกัน ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกว่าจะสร้างความปลอดภัยให้ห้องครัวได้อย่างไรบ้าง ควรออกแบบอย่างไรถึงจะเกิดความปลอดภัยกับพวกท่านได้มากขึ้น ก็ลองศึกษาได้จากวิธีต่อไปนี้เลยค่ะ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดสำหรับห้องครัวที่ปลอดภัย สายไฟต้องเก็บให้เรียบร้อย เพื่อเลี่ยงอุบัติเหตุ สายไฟต่าง ๆ ทั้งบริเวณบ้าน และในห้องครัวคืออุปสรรคอีกหนึ่งอย่างที่ต้องหลีกเลี่ยงให้พ้นจากผู้สูงวัย ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการสะดุดล้มขึ้นได้ แนะนำให้ปรึกษาผู้ที่ออกแบบบ้านให้ช่วยเก็บสายไฟต่าง ๆ ฝังเข้าในผนังเลยก็ได้ค่ะ หรือถ้าสร้างบ้านไปแล้วก็หาวิธีเก็บสายไฟให้เข้าที่และเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ใช้ท่อร้อยสายไฟหรือตอกหมุดล็อกสายไฟติดกับผนัง ติดตั้งเครื่องดักจับควันและสัญญาณไฟไหม้ นอกจากสัญญาณกันขโมยที่เราแนะนำไปแล้วนั้น เครื่องดักจับควันและสัญญาณกันขโมยก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อจำเป็นที่จะต้องให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านเพียงลำพัง เราก็จะวางใจได้ระดับหนึ่งในเรื่องของอันตรายจากฟืนไฟนั่นเอง แผงสวิตช์ไฟ เปิด-ปิดได้อย่างง่ายดาย แม้สวิตช์ไฟในครัวจะเป็นอะไรที่ไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก แต่สำหรับผู้สูงวัยบางท่านอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับนิ้วมือหรืออาจเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไม่ถนัด แนะนำให้ติดตั้งแผงสวิตช์ไฟที่จำเป็นต้องใช้ไว้ในจุดเดียว และต้องเป็นจุดที่ผู้สูงวัยใช้งานได้อย่างถนัด เลือกชนิดของสวิตช์ที่เปิด-ปิดง่าย และที่สำคัญที่ตัวสวิตช์จะต้องมีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสวิตช์คือไฟตรงจุดใดอย่างชัดเจน และอย่าลืม หาผ้าหรือที่เช็ดมือเอาไว้ใกล้ๆ […]

6 ดาราเคยป่วยซึมเศร้า กับวิธีเยียวยาอาการ แถมท้ายด้วยเช็คลิสท์เช็คสัญญาณซึมเศร้าดูว่าคุณเสี่ยงไหม?!

6 ดาราเคยป่วยซึมเศร้า กับวิธีเยียวยาอาการ แถมท้ายด้วยเช็คลิสท์เช็คสัญญาณซึมเศร้าดูว่าคุณเสี่ยงไหม?! ในช่วงหลังเราจะได้ยินคำว่า “โรคซึมเศร้า” บ่อยมากขึ้น จากข่าวคนดังที่ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองเนื่องมาจากโรคนี้ ซึ่งในสังคมไทยทุกวันนี้ คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ถ้าหากได้คนรอบข้างที่เข้าใจ ได้ทำกิจกรรมใหม่ๆ ก็จะทำให้อาการเหล่านั้นดีขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นาน จะเกิดอาการดิ่งลงอย่างรวดเร็ว อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ จึงเรียกได้ว่า “โรคซึมเศร้า” เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบของสังคมที่น่ากลัวมากในตอนนี้ ขณะที่พบว่ามีบรรดานายแบบ นางแบบ ดารา และนักร้องจำนวนมากที่เคยออกมายอมรับว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้า รวมทั้งเผยวิธีการรักษาตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ ทำให้ทุกวันนี้ยังคงใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ซึ่งจะเป็นใครบ้างนั้นไปดูกันค่ะ! ทราย เจริญปุระ เริ่มกันที่คุณทราย เจริญปุระ ที่ได้ออกมาบอกว่าเธอเป็นโรคนี้ และทำการรักษา แต่ไม่ต่อเนื่องเท่าไรนัก จนทำให้กลับมาเป็นอีกครั้ง จนได้คนมองว่าเธอเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโรคนี้ไปแล้ว โดยเธอบอกว่าอาการครั้งแรกที่เป็นเกิดจากความสะเทือนใจหลังอุบัติเหตุเมื่อปี 2554จากนั้นก็รักษาตัวด้วยการพบจิตแพทย์อยู่เกือบ 1 ปี รับยามากินจนหายจากการป่วยและเว้นการกินยาไป 1 ปี แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นอีกครั้งที่เกิดจากความเครียดที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วย แต่เธอก็มีระเบียบวินัยในการดูแลรักษาตัวเอง กินยาตลอดทุกวัน รวมถึงบริหารจัดการตัวเองได้ดีมาก พยายามคิดถึงเรื่องที่ทำแล้วชีวิตมีความสุขจนทุกวันนี้ หวาย ปัญญริสา ทำหลายคนตกอกตกใจเช่นกัน เพราะภายนอกสาวคนนี้ดูสวย เซ็กซี่ และแซ่บมาก แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า เธอนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่อายุ […]

การให้กำลังใจตัวเองไม่สามารถหยุดปัญหาที่เจอได้ แต่มันพาเราก้าวผ่านสิ่งต่างๆ ไปได้!

คนเราเมื่อเกิดความรู้สึกท้อแท้ขึ้นระหว่างการทำอะไรสักอย่าง เช่น สิ่งที่ทำไม่ยอมสำเร็จลุล่วงไปสักที เกิดความเหนื่อยล้า ท้อแท้ใจ ทุกข์ใจ หมดหวังที่จะทำอะไรต่อ แต่ลองสังเกตกันดูสิว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาสู้ต่อไปได้คืออะไร? ถ้าไม่ใช่ “กำลังใจ”ฉะนั้นก็พูด ได้แบบเต็มปากว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาความท้อแท้ได้มากเลยทีเดียว และแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแบบทันตา แต่มันก็ช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้าในใจของคนเราได้มากทีเดียว คุณลองนึกถึงยามที่คุณกำลังท้อแท้แล้วมีคนมาพูดว่า “สู้ๆ นะ” หรือ “เราเป็นกำลังใจให้นะ”คุณย่อมยิ้มออกและรู้สึกดีมากกว่าการที่มี่ใครสนใจคุณเลยใช่มั้ยล่ะคะ ยิ่งกับคนที่เราต้องการกำลังใจจากเค้าด้วยแล้วมันยิ่งทำให้เราใจชื้นและมีกำลังใจที่จะสู้ต่อๆได้มากขึ้น แถมยังทำให้เรามีแรงในการตั้งหน้าตั้งตาทำบางสิ่งให้ดีขึ้นไปอีกทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบจะไม่เหลือแรงทำอะไรแล้ว ดังนั้น การให้กำลังใจคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี คนฟังฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกดี วันนี้เราลองมาดูการสร้างกำลังใจให้ตัวเองดูกันค่ะ เผื่อบางคนที่ไม่ค่อยได้รับสิ่งนี้จากใคร เราก็สร้างมันขึ้นมาเองก็ได้ มาลองสร้างกำลังใจให้ตัวเองกันดูเพื่อให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรามีความสุข โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำ ที่อาจกำลังหมดไฟ มาให้กำลังใจตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้กันค่ะ มีความคิดและเชื่อมั่นว่าเราทำได้ คนเราหากขาดความเชื่อมั่นหรือเป้าหมายในสิ่งที่จะทำ ความสำเร็จก็อาจเกิดขึ้นได้ยากอย่างแน่นอน ดังนั้นควรบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า เราต้องทำได้, สิ่งนั้นมันไม่ได้ยากจนเกินความสามารถของเรานักหรอก แล้วเราจะทำมันสำเร็จลงได้โดยง่าย เมื่อเรามีความมั่นใจในการทำสิ่งเราคาดหวังไว้ก็จะเกิดตามมาอนาคตแน่นอน พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการทำงาน สิ่งที่เราต้องมีมากที่สุดนั่นคือความเชื่อมั่นว่าเรา “ทำได้” แม้ว่าจะยังไม่ได้ลงมือทำ ถ้าหากคิดแบบนี้ก็สำเร็จไปเกินครึ่งแล้วล่ะค่ะ คิดถึงข้อดีของตัวเองให้มากๆ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเองกันทั้งนั้น แต่การมองโลกในแง่ดีย่อมดีกว่า ฉะนั้นการมองโลกในแง่ดีย่อมทำให้คนคนนั้นทำอะไรได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และยิ่งึนเราถ้ามองหาข้อดีของตัวเองเขอแล้วดึงมันออกมาใช้ในการทำสิ่งต่างๆ จะทำให้ทำได้ดีกว่าการคิดถึงข้อด้อย หมั่นค้นหาว่าตัวเองทำอะไรได้ หรือทำได้ดีที่สุด […]

วิธีรับมือให้ได้กับอาการ “จิตตก” แค่มีสติ แล้วรีบดึงมันกลับขึ้นมา!!

“จิตตก” เป็นคำที่เราคุ้นหูและมักจะใช้พูดกันเวลาที่มีอะไรมากระทบจิตใจเราแล้วมันทำให้เราเกิดความไม่สบายใจและไม่สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้จนทำให้เราเกิดความเครียด กดดันหรือรู้สึกวิตกกังวล เกรงว่าสิ่งที่ไม่ดีจะเกิดขึ้น จะมีความเสียหายเกิดขึ้น คิดว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ คิดว่าจะล้มเหลว ทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ซึ่งเรารู้ดีค่ะว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เรายังไม่สามารถจัดการกับความคิดและจิตใจของตัวเองได้ หรือยังไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้มากนัก แต่อย่างไรเสียเราก็ยังคงต้องดูแลเยียวยารักษาใจตัวเองให้ได้อยู่ดี ต้องอย่าไปจมดิ่งลงไปกับปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ทำให้จิตตกนาน เพราะหากเรายิ่งจมอยู่กับอาการจิตตกนานเท่าไร เราก็ยิ่งจะสูญเสียโอกาสในการเดินหน้าในชีวิต มากเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าในภาวะจิตตกจะไม่มีข้อดีเอาซะเลย มันก็มีอยู่บ้าง เพราะอาการจิตตกมักจะเกิดขึ้นในยามที่เราเจอปัญหา และปัญหานั้นๆ อาจทำให้เรารู้จักเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งต่างๆ กลายเป็นจุดพลิกผันทำให้เราเติบโตและก้าวหน้าขึ้นได้เช่นกัน เราลองมาดูกันว่า เมื่อจิตตก ให้มองในแง่ดี ว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเหตุการณ์ที่เจอ แล้วจะทำให้เรามองเห็นทางออกของปัญหามากขึ้น พูดง่ายๆ คือ เมื่อใดที่จิตตกมันทำให้คนเรามีสติมากขึ้นนั่นเอง เมื่อ “จิตตก” จะเป็นโอกาสให้คนเราได้สำรวจตัวเอง หลายคนคงเคยมีประสบการณ์การจิตตกแบบไม่มีสาเหตุ รู้ตัวอีกทีใจก็ดิ่งลึกเหมือนหล่นลงไปอยู่ก้นหลุมแถมใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนให้ปกติ และด้วยธรรมชาติของมนุษย์แล้วอารมณ์ความรู้สึกสามารถเคลื่อนที่ขึ้นลง เหวี่ยงไปมาได้เสมอ หากมีบางจังหวะที่ความรู้สึกเราดิ่งวูบ หรือที่พูดกันติดปากว่าจิตตก จึงไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติ และที่สำคัญอาการจิตตกที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีสาเหตุ ในช่วงที่เรารู้สึกว่าจิตใจของตัวเองดาวน์ลงอาจเป็นช่วงที่เราได้นั่งทบทวนตัวเอง เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองคุยกับตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญหรือไม่สำคัญของชีวิตอย่างแท้จริง ได้เรียนรู้และฝึกคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นได้ดั่งใจเราไปหมดทุกอย่าง บางทีสถานการณ์หรือเหตุการณ์นั้นๆ ก็ทำให้เรารู้จักการเยียวยา และรักษาตัวเองขึ้นมาใหม่ เมื่อ “จิตตก” ทำให้เรารู้จักฝึกมองปัญหาไปสู่การแก้ไขให้อนาคตดีขึ้นได้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มใจหล่นและจิตตกยังไม่ลึก สิ่งสำคัญคือต้องรับรู้ตัวเองก่อนว่ากำลังจิตตก อย่าเพิ่งไปคิดถึงวิธีการรักษา แค่กำลังรับรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญความรู้สึกอะไรอยู่ก็เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของคนที่มีสุขภาพจิตดีแล้ว  ในความเป็นจริงช่วงที่คนเรากำลังจิตตกหรือรู้สึกเฟลกับอะไรบางอย่าง […]

เพราะ “ดวงตา” เป็นสิ่งสำคัญ จึงควรรู้ทันวิธีถนอมดวงตาด้วยตัวเอง

“ดวงตา” เป็นอวัยวะสำคัญที่ไม่ควรละเลย การรู้เท่าทันทำให้เราปกป้องดวงตาจากโรคบางโรคได้ และแม้โรคที่ป้องกันไม่ได้ แต่การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพของดวงตาให้อยู่คู่กับเราไปชั่วชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้ไว้คือสิ่งดีที่สุดค่ะ การดูแลดวงตาและสายตาในที่นี้หมายถึง การดูแลดวงตาในภาพรวมเพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี มองเห็นภาพได้ชัดเจน ลดอาการเกิดโรค ชะลอการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ของลูกตา และเพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดจากการใช้สายตา เช่น อาการเมื่อยตา ระคายเคืองตา หรือปวดศีรษะเมื่อใช้สายตามากเกินไป ป้องกันการเกิดกระจกตาเป็นแผลหรือฝ้าขาว และอาจชะลอโรคของลูกตาที่เกิดเมื่ออายุมากขึ้น เช่น โรคต้อกระจกและโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมจากอายุที่มากขึ้น การดูแลดวงตาและสายตาด้วยตัวเอง เริ่มจากการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เพราะเบาหวานและความดันสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคของดวงงตาได้สูง เช่น จอตาเสื่อม โรคเลือดออกในจอตา เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ เพื่อให้ได้วิตามินและเกลือแร่ที่บำรุงเซลล์ลูกตา โดยเฉพาะเซลล์ของแก้วตาและจอตา ไม่สูบบุหรี่ เพราะควันบุหรี่ทำลายเซลล์แก้วตาทำให้เกิดต้อกระจก และเซลล์ของจอตา โดยเฉพาะบริเวณจุดภาพชัด และหากโดนมากๆ อาจทำให้เกิดภาวะตามัวและตาบอดได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เพราะเป็นสาเหตุให้ขาดสารอาหาร และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคของดวงตาได้ เช่น การขาดวิตามินเอ เป็นต้น ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่มเพื่อให้เนื้อเยื่อต่างๆ […]

มาไขข้อสงสัยกับคำถามที่ว่า ฝึก “สมาธิบำบัด” แล้วได้อะไร?

เป็นที่รู้กันดีว่าความคิดและจิตใจ ก็เป็นส่วนที่สำคัญในการทำให้ร่างกายเราสงบ ปลอดภัย และเป็นสุข จึงมีการนำสมาธิมาใช้ในกิจกรรมหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น การรักษาโรค การผ่อนคลายในสปา การฝึกโยคะแบบสมาธิ และอื่นๆ อีกมากมาย และเท่าที่รู้มาการฝึกสมาธินั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกจิตให้เข้ากับธรรมชาติ การบริหารร่างกายแบบโยคะและพิลาติส ซึ่งการทำสมาธิพูดง่ายๆ ก็คือการตั้งใจมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง การทำสมาธิ สามารถนำมาใช้ในรูปแบบขแงการบำบัดอาการป่วยได้ มีการทดลองจากนักวิจัยของหลายๆ ประเทศพบว่าการทำสมาธิสามารถช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ทุกคนทำได้ เนื่องจากจะไม่ต้องไปยึดติดกับสิ่งใดๆ ช่วยทำให้คุณมีสติ มีสมาธิที่ยาวนานมั่นคงขึ้น ช่วยคุณเผชิญในเรื่องต่างๆ การทำสมาธิจึงเป็นการฝึกจิตใจและพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคง ตั้งมั่น และทำให้มีคุณภาพทางจิตใจที่ดีขึ้น บำบัดหมายถึงความพยายาม แก้ไข ปัญหาสุขภาพตามการวินิจฉัย ดังนั้น สมาธิบำบัดหมายถึงการใช้สมาธิเพื่อฝึกใจให้มีพลังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ สมาธิบำบัด (Meditation Healing) เป็นอีกหนึ่งการรักษาที่ในปัจจุบันเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมกันในหมู่คนทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ สมาธิบำบัดจะยึดหลักการง่าย ๆ จากคำกล่าวที่ว่า “จิตใจที่ดีและใสสะอาด ย่อมตามมาด้วยร่างกายที่แข็งแรง” โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งโดยยึดหลักการฝึกจิตใจตามแบบพุทธศาสนา ผสมผสานกับแนวคิดปัจจุบันเพื่อให้เกิดการบำบัดและรักษาเยียวยาสภาพทางจิตใจขึ้นนั่นเอง แน่นอนว่าการทำสมาธิบำบัดสามารถทำได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชหรือแม้แต่คนปกติทั่วไป วิธีการทำสมาธิบำบัด  การทำสมาธิบำบัดไม่แตกต่างจากการนั่งสมาธิปกติของชาวพุทธเลย วิธีการหลักๆ ก็คือ ปล่อยวางจากความคิดและทำให้สมองปลอดโปร่งโดยการนั่งหลับตาและกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยจุดสำคัญในการนั่งสมาธิเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ 1 […]

เพราะเรารู้ว่า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม!!

ตลอดเวลาของการใช้ชีวิตของคนเรา สิ่งที่ทุกคนต้องการคือ “การมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” คงไม่มีใครที่อยากจะมีชีวิตที่แย่หรือตกต่ำลง และในช่วงชีวิต หนึ่งนั้นก็ต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวมากมาย ทั้งดีและร้ายปะปนกันไปตลอด จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ บางครั้งบางเรื่องราวต่างๆ ก็อาจทำให้รู้สึกท้อแท้ บางเรื่องราวก็ทำให้รู้สึกดีใจ  บางเรื่องก็สนุกสุดเหวี่ยง ทุกเรื่องราวล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของเราทั้งสิ้น บางคนทำอะไรแล้วก็รู้สึกเสียใจที่ได้ทำสิ่งนั้นลงไป โดยที่รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในชีวิตที่ได้ทำมันลงไป บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแล้วต้องทำอย่าไรล่ะ ถึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องเริ่มต้นจากตรงไหน เอาเป็นว่าสำหรับใครที่กำลังคิดอยากปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีที่สุด และอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ “หยุด” และ “อย่า” ทำสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่ลองสำรวจตัวเองดูว่าสิ่งงที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้คุณทำอยู่หรือเปล่า ถ้าทำอยู่ก็เลิกซะ!! อย่าทำตัวไร้ค่าไปวันๆ คนที่นั่งคิดแต่ว่าวันๆ หนึ่งไม่เห็นต้องทำอะไร เอาแต่นั่งขี้เกียจ เฉื่อยชา แบบนั้นชีวิตไม่เจอความสุข หรือความเจริญใดๆ แน่นอนค่ะ คนเราถ้าจะทำให้ชีวิตมีคุณค่าต้องมีความกระตือรือร้น ทำงาน สร้างสรรค์ มีงานทำ อย่าทำตัวเหมือนเกิดมาแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตที่รกโลก เกิดมาแล้วก็ตายไป ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ มาทำตัวให้มีค่าดีกว่าที่จะมานั่งทำตัวไร้คุณค่าไปวันๆ อยู่เลย อย่าไร้สาระจนเกินเหตุ คนเราต้องรู้ดีว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรสำคัญ อะไรมีประโยชน์ […]

ถ้าอยากมีเพื่อนดี เราก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับ “เพื่อน” ก่อน

มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าการที่เราจะเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับใครสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องมีอะไรมากขอแค่มีความ “จริงใจ” ให้กัน ก็เป็นเพื่อนแท้กันได้แล้ว แต่ในชีวิตจริง เราไม่ได้มีเวลามานั่งวัดกันได้หรอกค่ะ ว่าความจริงใจนั้นอยู่ตรงไหน ใครจริงใจ ใครไม่จริงใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแสดงใส่กันได้ แต่ก็เคยมีคนสอนเรามาว่า ให้ดูยามที่เราทุกข์ คนที่อยู่ข้างๆ ตอนนั้นแหละคือ เพื่อนที่ดี หรือเพื่อนแท้ เมื่ออ่านถึงตรงนี้หลายคนเริ่มหันไปมองรอบตัวแล้วใช่มั้ยคะ ว่า คนที่อยู่ข้างๆ เราตอนนี้ ใช่เพื่อนที่ดีหรือไม่ เอาเป็นว่า ถ้าเราอยากมีเพื่อนที่ดี ทางที่ดีที่สุดเราต้องเป็น “เพื่อนที่ดี” กับคนอื่นก่อนด้วยเช่นกัน และเชื่อว่าใครๆ ก็อยากเป็นคนที่มีแต่เพื่อนๆ รักกันทั้งนั้น แต่การจะเป็นคนคนนั้นได้ เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับทัศนคติที่จะไปสู่การเป็นเพื่อนที่ดีของใครสักคนได้ก่อนค่ะ ฟังดูเหมือนไม่ยาก เพราะที่เคยรู้มาก็แค่ มีน้ำใจให้กัน ตักเตือนกัน รักษาน้ำใจกัน แบ่งปันกัน ไม่โกหกกัน และอีกหลายๆ ข้อที่เป็นคุณสมบัติของเพื่อนที่ดี แต่เราอยากบอกว่าในความเป็นจริงแล้วมันมีมากกว่านั้นค่ะ การที่จะเป็นคนทีมีเพื่อนดี เราต้องดีกับเพื่อนก่อน และวันนี้เราจะไปเจาะลึกเรื่องนี้กัน รู้จักการปรับปรุงตัว ไม่ชอบอะไรก็อย่าทำใส่คนอื่น เราทุกคนต่างอยากได้สิ่งที่ดีอยู่กับตัว คุณลองคิดดูดีๆ สิว่าคุณอยากมีคนให้รัก ตัวคุณทำตัวให้เป็นที่รักแล้วหรือยัง เหมือนกับการทำงานถ้าคุณอยากได้เงินเดือนขึ้น คุณทำตัวให้สมควรแก่การขึ้นเงินเดือนหรือเปล่า และหากคุณอยากมีเพื่อนดี […]

เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตให้ทันสมัย แต่กลับเป็นอันตรายต่อดวงตาเรามากขึ้น!

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์แทบจะไม่สามารถแยกขาดออกจากอุปกรณ์ไอที ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ กล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ที่กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ไม่สามารถขาดไปจากชีวิตคนส่วนใหญ่ได้ ทำให้สายตาของคนเราไม่แยกขาดจากหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่หน้ากระดาษเอกสาร หนังสือ นิตยสารต่างๆ ก็ล้วนปรับให้อยู่ในรูปแบบที่สะดวกสบายขึ้นในแล็ปท็อป โน้ตบุก และแท็บเล็ต โดยเฉพาะมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่าวันละ 8 ชั่วโมง จากสิ่งเหล่านี้มีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าผลเสียที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไอทีเหล่านี้นั้นส่งผลต่อ “ดวงตา” ของเรามากแค่ไหน? หากพูดถึงเรื่องของอุปกรณ์ไอทีหรือเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนเรา อย่างโทรศัพท์มือถือที่ในอดีตเราเอาไว้ใช้พูดคุยสื่อสารกันเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับมีการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ทั้งใช้ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ถ่ายรูป เล่นเกม ฟังเพลง ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คตลอดจนค้นหาและติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นต้น ส่งผลให้เกิดค่านิยมกลุ่มสังคมก้มหน้า นิ้วจิ้มสมาร์ทโฟน ซึ่งระบาดไปทั่ว พ่อแม่ยุคนี้ก็มักจะเลี้ยงลูกด้วยการยัดแท็บเล็ตใส่มือลูก เพียงเท่านี้เด็กๆ ก็นั่งเงียบ ไม่งอแงรบกวนเป็นที่รำคาญ การระบาดของอุปกรณ์ไอทีทำให้วิถีชีวิตของเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จำนวนผู้ป่วยที่มีปัญหาดวงตามากเกินไปในช่วงก่อนเข้านอนมีมากขึ้นเรื่อยๆ อาการเหล่านี้หากเป็นเพียงโรคดวงตาทั่วๆ ไป เช่น เยื่อบุตาอักเสบ หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ก็ยังรักษาได้ไม่ยากด้วยการหยอดตา หรือการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ที่น่าวิตกกังวลกว่าคือ ผู้ป่วยเหล่านี้เป็นหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ติดอุปกรณ์ไอที บางคนเป็นโรคดวงตาก่อนวัยอันควร […]

อ่านเร็วขึ้น จำได้มากขึ้น

คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ยิ่งอ่านหนังสือได้มาก แสดงว่าบริหารเวลาเก่ง กันหรือไม่คะ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ มาก เพราะรู้สึกว่าเวลาอ่านหนังสือจบทุกครั้ง เราจะได้อะไรใหม่ๆ ติดมาจากการอ่านเสมอ ทำให้มีเป้าหมายกับตัวเองว่า วันนี้จะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ อีกทั้งการอ่านยังทำให้มีสมาธิมากขึ้น และเป็นการกระตุ้นสารสื่อประสาทที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้หลั่งออกมา สมองของเราจะจำเนื้อหาที่อ่านได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นการพัฒนาสมองได้ดีที่สุดอีกทางหนึ่งเลยล่ะค่ะ ได้มีโอกาสไปอ่านเจอเทคนิคเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้จำได้แม่นและจำได้ง่ายด้วยการ “อ่านให้เร็วขึ้น” จึงอยากรวบรวมและนำมาถ่ายทอดให้ผู้ที่รักการอ่าน หรือคนที่เริ่มจะฝึกเป็นนักอ่านได้รู้ไปด้วยกัน เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของการอ่านเร็ว ทำให้จำได้มากขึ้น ซึ่งการอ่านเร็วในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเร่งอ่านให้จบจนไม่เข้าใจหรือไม่ได้อรรถรสของหนังสือเล่มนั้นนะคะ แต่คือการที่เราจะอ่านหนังสือได้เร็วและเข้าใจ พร้อมทั้งสนุกได้ในเวลาเดียวกัน เราลองไปดูกันดีกวาค่ะว่าข้อดีของการอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นมีอะไรบ้าง และไปดูเทคนิคในการพัฒนาตัวเองให้อ่านหนังสือเร็วขึ้นที่เรารวบรวมมาฝากกัน ไปดูพร้อมกันว่ามีอะไรบ้าง! อ่านเร็วขึ้น จำได้มากขึ้น >> ฝึกฝนวันละน้อย << การอ่านหนังสือให้เร็วขึ้นต้องเริ่มจากการฝึกฝนวันละน้อย ทักษะหลายอย่างที่จำเป็นต่อเพิ่มความเร็วในการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนทุกวัน จนกระทั่งคุณสามารถทำได้อย่างเป็นปกติ การฝึกเพียงแค่วันละ 15-20 นาที ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่าคุณอ่านได้เร็วขึ้นแล้ว การฝึกฝนนี้ต้องใช้เวลาเพราะคุณต้องเริ่มเรียนรู้วิธีการอ่านแบบใหม่ ๆ ดังนั้น คุณต้องอดทนหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอจนกว่าจะเริ่มเห็นผล  วิธีง่าย ๆ ในการดูความก้าวหน้าการอ่านของคุณก็คือ การจับเวลาเมื่อคุณอ่านหนังสือ ลองจับเวลาดูและดูว่าคุณอ่านไปได้กี่คำในเวลาหนึ่งนาที ยิ่งคุณฝึก คุณก็จะยิ่งเห็นว่าคุณอ่านได้มากขึ้นค่ะ >> อ่านให้นานขึ้นเพื่อพัฒนาสมาธิ << รู้หรือไม่คะว่าสมองของคุณต้องการเวลากว่าจะปรับเข้ากับจังหวะของการอ่าน โดยเฉพาะเมื่อคุณเพิ่งเสร็จจากการทำกิจกรรมอะไรที่ต้องใช้ความกระตือรือร้นมากกว่า […]

อย่าเอาแต่เดินหนี หรือหลบเลี่ยงอุปสรรคที่เจอ..และกล้าเผชิญกับมัน!!

“คุณได้ลองทำดูแล้วใช่ไหม?” นี่มักเป็นคำพูดติดปากของเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จที่เราเคยได้อ่านเจอจากบทความสอนใจ และให้กำลังใจอยู่บ่อยครั้ง บุคคลเหล่านั้นมักจะบอกให้เรารู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราได้รับมอบหมายหรือได้ทำงานอะไรที่สำคัญขององค์กรหรือบริษัท คุณควรจะต้องตอบอย่างมั่นใจว่า “ทำได้แน่นอนค่ะ/ครับ” เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเผลอพูดว่า “รู้สึกไม่มั่นใจเลยค่ะ/ครับ” วินาทีนั้นความพ่ายแพ้ได้เข้ามายึดกุมจิตใจ โดยฉับพลันเข้าให้แล้ว และเชื่อเถอะค่ะว่าคนที่เอ่ยเช่นนั้นออกไปแท้จริงแล้วไม่ใช่เขาทำไม่ได้ แต่นั่นเพราะจิตใจเขาอ่อนแอเกินไป จึงยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ล่วงหน้าต่างหาก จิตใจที่อ่อนแอเหล่านี้จะทำให้คนเราไม่กล้าที่จะเริ่มลองทำสิ่งใดๆ แท้จริงแล้วเป็นเพราะความขี้ขลาดและไม่ต้องการพยายามอีกต่อไปแล้วต่างหาก จึงทำให้เราหลุดพูดออกไปว่า “ไม่มั่นใจ” ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ คุณไม่ควรพูดว่า “ไม่มั่นใจ” ถ้าได้ลองลงมือทำสักครั้งหรือสองครั้ง แล้วพบว่าไม่สำเร็จดังที่หวังไว้ก็อย่าเพิ่งล้มเลิกถอดใจ จงจำเอาไว้เลยว่าคนที่รักตัวเองจะไม่มีทางพูดว่าไม่มั่นใจ คนที่รักตัวเองเมื่อต้องเริ่มทำงานที่ยากและท้าทาย พวกเขาจะให้กำลังใจและปลอบโยนตัวเองเพราะเหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นใจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพจิตของตัวเราให้ดีขึ้น หากคุณรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ไม่ช้าไม่นานคุณจะกลายเป็นคนที่ “เข้มแข็ง” คุณจะสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จ และสามารถวิ่งเข้าสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อย่าดูถูกตัวเอง และปิดกั้นความมั่นใจด้วยคำว่า “ทำไม่ได้” คนเราทุกคนล้วนมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เราเอาแต่หมกมุ่นว่า ไม่เห็นเก่ง ไม่มีความสามารถ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ได้ หากไม่ยอมสลัดความคิด ตำหนิตัวเองว่าด้อยค่าเช่นนี้ทิ้งไป ท้ายที่สุดแล้วความคิดเหล่านี้จะหลอมรวมให้เรากลายเป็นคนที่ไร้ค่าจริงๆ ทั้งที่ความสามารถของเราอาจเยอะและสูงกว่านั้น แต่เพราะเราคิดว่าตัวเองด้อยค่า ทำให้เราเลือกเอาแต่เฉพาะงานที่ง่ายๆ เราเข้าใจดีค่ะว่าแน่นอนอยู่แล้วว่าทุกคนย่อมต้องมีงานที่ทำได้ทำไม่ได้ แต่ถ้าลองคิดดีๆ งานส่วนใหญ่ที่เราคิดว่าทำไม่ได้ล้วนเป็นเพียงข้ออ้างว่า “ทำไม่ได้” เท่านั้น เพราะนั่นเป็นการปกป้องตัวเองในรูปแบบหนึ่ง ความรู้สึกที่เชื่อว่า “ทำไม่ได้” […]

“หยุด” ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วชีวิตจะ “แฮปปี้” ขึ้นแบบทันตา ไม่เชื่อลองดู!

ในช่วงชีวิตของคนเราที่ผ่านมา อาจมีเวลาที่เราพลาดอะไรดีๆ ไปหลายครั้ง เพราะการกระทำ หรือความคิดที่มาคอยปิดกั้นตัวเอง แม้แต่การไม่เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ ให้เข้ามาในชีวิตบ้างเลยก็ตาม อย่าลืมว่าโลกนี้มันกว้าง มีอะไรให้เราได้ทำอีกตั้งมากมาย บางครั้งสิ่งที่เราทำอยู่ อาจบดบังสิ่งดีๆ ที่เราจะได้พบเจอ หรือได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพระฉะนั้น เรื่องราวที่เราเอามาฝากกันในวันนี้ เป็นสิ่งที่เราอยากให้ทุกคนลอง “หยุด” ทำมันดู  แล้วลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ของตัวเองดูใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นแบบทันตา หากใครไม่เชื่อ ต้องลองพิสูจน์ดู!! >>หยุดโกหกตัวเอง<< คนเราจะโกหกอะไรก็โกหกได้ค่ะ แต่อย่าโกหกตัวเองเลย เพราะการโกหกตัวเองจะทำให้คุณไม่อยู่กับความเป็นจริง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณเองก็รู้อยูเต็มอกว่าความจริงคืออะไร เพียงแต่คุณไม่ยอมรับมันเท่านั้น ยิ่งถ้าคุณโกหกตัวเองบ่อยๆ จะทำให้คุณไม่สามารถอยู่กับชีวิตตามความเป็นจริงได้ และต่อไปคุณจะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แบบยากลำบาก แต่ถึงอย่างไรเสียคุณก็ยังต้องก้าวไปเจอกับความเป็นจริงแบบเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว บางคนอาจบอกว่าการโหหกตัวเองเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการป้องกันความเสียใจที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราได้ เช่น เมื่อเราเจอเรื่องเศร้าเราก็โกหกตัวเองไปว่าเราไม่เศร้านะ เรื่องนั้นมันไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนั้น แต่การโกหกตัวเองบ่อยๆ มันอาจลามไปถึงขั้นหลอกคนอื่นไปด้วย มันจะกลายเป็นการหลอกแบบมาราธอนแบบนี้ก็ไม่ไหวนะคะ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องมาเผชิญกับความจริงอันน่าเศร้านั้นอยู่ดี สู้ชนกับมันไปเลยดีกว่า ให้รู้ไปเลยว่าเป็นยังไง อย่ามัวโกหกตัวเองอยู่เลย มันไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ >>หยุดยึดติดกับอดีต<< เราทุกคนย่อมมีอดีตด้วยกันทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด คืออดีต แม้แต่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวานมันก็คืออดีตไปแล้ว และหลายคนมักจะพูดว่าอดีตมีไว้ให้เรียนรู้แต่ไม่ใช่ให้จมอยู่กับมัน ชีวิตคุณจะไม่มีวันไปไหนถ้ายังยึดติดกับเรื่องเดิมๆ คิดว่าชีวิตมันต้องเป็นแบบเมื่อวาน […]

พักผ่อนและผ่อนคลาย แบบ Self-Care คือการดูแลตัวเองอย่างเป็นองค์รวม

เท่าที่ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอบทความ หรือข้อซักถามเกี่ยวกับสุขภาพของคนที่มักจะป่วยบ่อยๆ ทำให้พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสุขภาพที่ต้องการได้คือ การไม่ให้เวลาดูแลสุขภาพ ตัวเอง ลองสังเกตดูดีๆ ถึงด้านใดของชีวิตคนเราหากกำลังไปได้ดี คนเราจะให้เวลาและใส่ใจกับด้านนั้นๆ ของชีวิตมากกว่าด้านอื่นๆ ที่ยังต้องปรับปรุง เช่น หากหน้าที่การงานกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่สุขภาพกลับย่ำแย่ลง นั่นบ่งบอกถึงว่าคุณกำลังทุ่มเทเวลา  และความสนใจไปในด้านการงานมาก และไม่ให้เวลากับสุขภาพตัวเองเท่าไรนัก อันที่จริงแล้วการที่เราให้เวลากับร่างกายและใจของเราไม่ได้ให้ผลแค่รูปร่างดีและจิตใจแจ่มใส แต่จะได้ผลดีในทุกๆ ด้านของชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงกับจิตใจที่ปลอดโปร่งทั้งนั้น นั่นคือเมื่อเลือดสะอาดและร่างกายได้รับสารอาหารจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ อวัยวะต่างๆ จะทำงานได้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ร่างกายจะมีสุขภาพดีขึ้น ความคิดและอารมณ์ก็จะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ทำงานและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทีนี้เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นองค์รวม ที่เรียกว่า Self-Care นั้นควรต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปฏิบัติตามกันดู เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวยังไงล่ะคะ >>การนอนหลับให้ถูกต้อง<< การนอนหลับอย่างเต็มที่ แบบที่เรียกว่าหลับอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีโอกาสได้ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่างๆ ที่ใช้งานมาในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโต ความแข็งแรง หรือการปรับสมดุลต่างๆ ด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า นอนน้อยแต่ยังทำงานได้ประสิทธิภาพหรือได้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม ขอให้คิดใหม่ค่ะ เพราะนอกจากการนอนหลับไม่เพียงพอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ระบบภายในรวนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพได้อีก เช่น ความจำและการตัดสินใจไม่ดี ไม่สดชื่น เหนื่อยล้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย เจ็บป่วยบ่อย […]

keyboard_arrow_up