จงเอาชนะศรัตรูทุกตัว ที่มาขัดขวางความสำเร็จของชีวิต!

ตามสถิติความสำเร็จของคนเรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ก็ไม่ยากเย็น ถ้าคุณเข้าใจและมีนิสัยไม่ยอมแพ้ มีทางเดียวที่คนเราจะบรรลุเป้าหมายความสำเร็จ ได้นั้นก็คือเราจะต้องตั้งใจจริง เราจะต้องจริงจังกับมันเพื่อความสำเร็จ เราต้องทำตัวให้ยุ่งเราต้องลงมือทำ เราต้องมุ่งไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ และทุกสิ่งทุกอย่างนี้จะส่งผลทั้งสิ้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องการบรรลุความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และการควบคุมเหนือความคิดของตัวเราเองเป็นการปฏิบัติที่ยากที่สุดในการที่จะเป็นนายตัวเอง ลองดูสิว่าคุณสามารถพูดคุยและคิดเฉพาะแต่สิ่งที่คุณปรารถนาเท่านั้น และไม่คิดเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ที่คุณไม่ต้องการเป็นเวลาสัก 24 ชั่วโมง ได้ไหม จงใช้เวลาเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด คิดในเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นเป้าหมาย ใช้สมาธิ ความรู้ทั้งหมดทุ่มเทลงไปกับสิ่งนั้น มันอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่ถ้าฝึกทำบ่อยๆ คุณจะไปถึงจุดที่คุณจะคิดเกี่ยวกับเป้าหมายและความปรารถนาต่างๆ ของคุณเกือบตลอดเวลา แล้วชีวิตทั้งชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นค่ะ ทั้งนี้การเอาชนะศรัตรูที่จะมาขัดขวางความสำเร็จของตัวเรานั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่หรอก แต่มันเป็นวิธีการที่คุณมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณต่างหากที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดไม่ว่าจะเป็นชนิดใดๆ เกิดขึ้นกับคุณ มีกลวิธีซึ่งทรงพลังที่สามารถทำให้คุณดำรงการคิดและการกระทำในเชิงบวกและสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ และต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อรักษาทัศนคติและทีท่าของคุณไว้ให้ดีมากที่สุดเท่าที่สามารถจะเป็นได้ภายใต้สถานการณ์ทั้งหมด มุ่งความสนใจไปที่อนาคต ประการแรกเลยคือไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญความท้าทายใดๆ จงมุ่งความสนใจไปที่อนาคตแทนที่จะเป็นอดีต แทนที่จะวิตกกังวลกับสิ่งที่คุณทำมาหรือจะต้องไปกล่าวตำหนิต่อว่าใคร ให้คุณมุ่งความสนใจไปที่ซึ่งคุณต้องการจะไปและสิ่งที่ต้องการทำ ให้มองเห็นภาพที่สร้างขึ้นในใจอย่างชัดเจน เห็นภาพอนาคตที่สำเร็จของคุณ แล้วลงมือทำไม่ว่าจะต้องทำอะไรที่จะเริ่มเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้นทันที ให้ความคิดและจิตใจและภาพที่เห็นอยู่ในใจของคุณจดจ่ออยู่ที่อนาคต มุ่งความสนใจไปที่ทางออกของปัญหา ประการต่อมาเมื่อใดก็ตามที่คุณเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ให้มุ่งความสนใจไปที่ทางออกแทนที่จะมุ่งไปที่ปัญหา ให้คิดและคุยหาทางออกแทนที่จะมุ่งไปที่ปัญหาให้คิดและคุยเกี่ยวกับทางออกที่ดีที่สุดของอุปสรรคหรือความถดถอยแทนที่จะมัวเสียเวลากับการคิดคร่ำครวญแต่ปัญหา ทางออกมีความเป็นบวกอยู่ในตัวของมัน ส่วนปัญหามีความเป็นลบอยู่ในตัว >>อ่นต่อหน้าถัดไป<< 

รู้ไว้เถิดว่าความสุขที่แท้สร้างได้ เพราะสิ่งที่เรามองเห็น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามองหา!

หลายๆ คนที่ได้อ่านเจอบทความดีๆ หรือข้อคิดสอนใจในการจัดการกับความทุกข์ในตัวเองออกไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลามาจัดการกับความสุข ของตัวเองกันดูบ้าง อย่างที่เราได้เคยพูดกันมาบ่อยๆ แล้วว่าความสุขหรือความทุกข์ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจของตัวเราเองทั้งนั้น ดังนั้นตัวการแรกที่ต้องเริ่มสะสางก็ต้องเริ่มจากจิตใจของเราเองเป็นอย่างแรกก่อนค่ะ แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่ทำให้คนเรามีความสุข? อันนี้ถือเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะว่าแต่ละคนมีรสนิยมในการเสพความสุขที่แตกต่างกันไป บางคนเพียงแค่ได้นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว มีเวลาเป็นส่วนตัวสักวันละ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นความสุขมากแล้ว ในขณะที่บางคนกลับมองว่าการจะมีความสุขได้นั้นจะต้องเกิดจากการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ นอนแช่น้ำในอ่างจากุชชี่สุดหรู จิบไวน์เคล้าเสียงเพลงคลอเบาๆ และมีมือนุ่มๆ ของคนรู้ใจคอยนวดหลังนวดไหล่ให้อยู่ไม่ห่าง จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสุขเกิดจากความต้องการส่วนตัวของแต่ละบุคคลล้วนๆ และเกิดจากตัวคุณเองล้วนๆ ความสุขเป็นความรู้สึกเหมือนกันกับความทุกข์ ถ้าจิตใจเราสามารถสร้างและขจัดความทุกข์ออกไปได้ด้วยตัวเองแล้ว จิตใจของเราก็ย่อมจะสร้างและขจัดความสุขออกไปจากใจเราได้ด้วยตัวเราเองเช่นกัน ในที่สุดแล้วก็จะมีความสุขได้ พื้นฐานที่ง่ายที่สุดคือการเปิดใจให้กว้าง และมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ลด ละ เลิกความวิตกกังวล และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหลายทิ้งไป ฝังกลบความวุ่นวายในจิตใจ รวมทั้งความต้องการต่างๆ นานาลงไปดูสักครู่ แล้วคุณจะรู้ว่า…ความสุขนั้นสร้างได้ เลือกรับแต่สิ่งที่ดี เรามักจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า คุณจะเป็นดั่งเช่นสิ่งที่คุณกิน หรือ You are what you eat ซึ่งเป็นประโยคอมตะที่ได้รับการพิสูจน์มานานแล้วว่าเป็นความจริง แต่ประโยคนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้รับทางการคืออาหารการกินเท่านั้น หรือให้ความสำคัญเฉพาะกับกระเพาะอาหารและลิ้น ในขณะที่ ตา หู […]

ถึงจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่ จงรักษาความเป็นบวกไว้เสมอ

คิดบวก กับคิดดี คำนี้เหมือนกันมั้ย? หลายคนอาจจะเคยสงสัยกันบ้าง โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองมีความคิดว่ามันเป็นคำที่คล้ายกันและแทบจะรวมเป็นคำเดียวกันได้เลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อใดที่เราคิดบวก ความคิดนั้นจะเป็นความคิดที่ดี ดังนั้นทุกอย่างที่เป็น “บวก” ขอให้จงหมั่นทำไปเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคิดบวก พลังงานทางบวก อารมณ์บวก เพราะทั้งหมดนี้จะเป็นกุญแจไปสู่ชีวิตที่รุ่งเรืองได้ ซึ่งเมื่อใดที่คุณมีความเป็นบวกมากเท่าไร ชีวิตก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น  เพราะความเป็นบวกมันให้พลังงานแก่คุณ ขณะที่ความเป็นลบจะดูดเอาพลังงานของคุณไป ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะยังไงก็ตามแต่ขอให้คุณรักษาความเป็นบวกเอาไว้เสมอ เพราะสิ่งสำคัญมากที่สุดที่คนเราทำเพื่อไปสู่ความสำเร็จก็คือการควบคุมองค์ประกอบต่างๆ ที่กำลังชี้แนะชี้นำความคิดที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของคุณ จงทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังมอง สิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณกำลังฟังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายที่คุณต้องการเท่านั้น เอาเป็นว่าหลายคนอาจมองภาพไม่ชัด หรือไม่รู้ว่าควรรักษาความเป็นบวกในตัวเองเอาไว้ด้วยวิธีใด หรือทำยังไงถึงจะเรียกว่ารักษาความเป็นบวก ลองเริ่มจากการทำตามสิ่งที่เรานำมาบอกนี้ดูก่อนก็ได้ค่ะ เพราะยังไงแล้ว ทุกสิ่งที่ทำก็เป็นเรื่องดีกับตัวคุณเองทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือรักษามันเอาไว้ได้นานแค่ไหนก็เท่านั้น >>ฟังจนสำเร็จ<< เริ่มจากการฟังไม่ว่าจะเป็นการฟังรายการวิทยุ หรือการฟังเทปขณะนั่งอยู่ในรถของคุณเอง ลองเลือกเอารายการที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ เพราะเราเสียเวลาอยู่ในรถเป็นเวลานานในแต่ละวัน ระหว่างการเดินทาง หากเราเลือกฟังอะไรที่มีสาระและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต เราจะสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมาย หากลองพิจารณาและตั้งใจฟังสิ่งเหล่านั้นที่เป็นความรู้ แล้วไอเดียดีๆ จะซึมซับลงไปในตัวคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวในทุกๆ วันเลยล่ะค่ะ >>ค้นหาสิ่งที่ดีในงานและอาชีพของคุณ<< เมื่อองค์กรหรือบริษัทที่คุณทำงานอยู่จัดอบรมให้ความรู้ หรือจัดสัมมนาต่างๆ หากมีโอกาสจงเข้าร่วมฟังบรรยาย โดยเฉพาะยิ่งถ้ามีผู้เชี่ยวชาญในสายงานของคุณมาพูดด้วยแล้วยิ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าฟัง หมั่นหาหลักสูตรเพิ่มเติมอื่นๆ แล้วเรียนรู้สิ่งที่คุณสามารถทำได้ เมื่อสงสัยให้รีบถามเพราะเป็นโอกาสที่คุณจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมากกว่าคนอื่น อีกทางหนึ่งคือพยายามหาหนังสือที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญที่เก่งๆ ในสายงานที่เราทำ อ่านบทความและฟังคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วบ่อยๆ จนทำให้คุณอยากและต้องการประสบความสำเร็จแบบเขาเหล่านั้นบ้าง […]

แจกเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และการฝึกหายใจแบบถูกวิธี!

ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคน ซึ่งมีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอน ไม่หลับ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงสัมพันธ์ภาพกับผู้อื่นและบุคคลในครอบครัวไม่ดี ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีการขจัดกับความเครียด ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ทำงานอดิเรก การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและการฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยตรงมีอยู่หลายวิธีให้เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ส่วนเหตุผลที่ต้องฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพราะกายกับจิตเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้เมื่อกล้ามเนื้อกายผ่อนคลายก็มีผลทำให้จิตใจและอารมณ์ผ่อนคลายตามไปด้วย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อนอกจากมีผลกับจิตใจและเป็นการผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังมีความสำคัญต่อคนที่ออกกำลังกาย เป็นประจำเช่นเดียวกับการอบอุ่นร่างกาย ส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยคำนึงถึง เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วก็เลิกทันที นั่นเพราะการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นการที่เราค่อยๆ ลด หรือผ่อนการออกกำลังกาย ให้เบาลงทีละน้อยจนกระทั่งหายเหนื่อย เพื่อให้กล้ามเนื้อและหัวใจที่ทำงานมากขณะออกกำลังกาย ได้ค่อยๆ ทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น ถ้าท่านออกกำลังกายโดยการวิ่ง การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ก็หมายถึง การลดความเร็วลงเรื่อยๆ จนเป็นเดินเร็ว และเดินช้าจนกระทั่งหยุด หลังจากนั้นอาจทำกายบริหารยืดกล้ามเนื้อต่ออีก 3-5 นาที เช่นเดียวกับการอบอุ่นร่างกาย ถ้าหากเราทำให้ครบวงรอบของการออกกำลังกาย ได้แก่ เริ่มต้นอบอุ่นร่างกาย 5-10 นาที ออกกำลังกาย 15-30 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีก 5 นาที หากสามารถทำได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ท่านจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรง อันจะเป็นหัวใจของความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงนะคะ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายที่มีผลมาจากอารมณ์ […]

อาการบอกโรคระบบทางเดินอาหารเป็นสิ่งที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ!

พูดถึง “ระบบทางเดินอาหาร” ในร่างกายของคนเรา เป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก เคยมีคนเปรียบเอาไว้ว่าระบบทางเดินอาหารเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ในชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรา ที่มีครัวแล้วมีแม่บ้านไปคอยจ่ายตลาดซื้อกับข้าวมาทำอาหาร แม่บ้านหรือแม่ครัวก็จะทำการปรุงอาหาร แล้วสมาชิกในครอบครัวก็กิน ส่วนกากอาหารหรือเศษอาหารที่เหลือก็นำไปทิ้งลงในถังขยะ เพื่อให้เทศบาลนำไปกำจัดทิ้งต่อไป ระบบทางเดินอาหารปกติของคนเราปกติก็จะประกอบไปด้วยปาก ซึ่งรวมทั้งอวัยวะภายในช่องปาก เช่นฟันและลิ้น เป็นต้น ต่อจากปากก็จะเป็นหลอดอาหาร ซึ่งส่วนปลายของหลอดอาหารจะติดต่อกับส่วนของระบบทางเดินอาหารที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งได้แก่ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และสุดท้ายก็คือทวารหนัก นอกจากนี้ไส้ติ่งก็อยู่ในช่องท้องเช่นเดียวกันโดยอยู่บริเวณส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ ส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหาร   ปากและฟัน : จะทำหน้าที่รับอาหารและบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ต่อจากนั้นอาหารจะถูกส่งผ่านเข้าสู่หลอดอาหาร และเมื่อมาถึงกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารให้เป็นโมเลกุลที่เล็กลงไปอีก ช่องปาก:  ภายในประกอบด้วย ฟัน ที่มีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้น มีหน้าที่ในการคลุกเคล้าอาหาร และต่อมน้ำลายที่สำคัญ 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้หู ต่อมน้ำลายใต้โคนลิ้น และต่อมน้ำลายใต้ฟันกรามล่าง ต่อมน้ำลายมีหน้าที่ในการสร้างน้ำลายออกมา โดยในน้ำลายนั้นประกอบไปด้วย น้ำ กับ น้ำย่อยอะมัยเลส ซึ่งมีผลต่อการย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ หลอดอาหาร : ประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่สามารถบีบตัวเป็นจังหวะในขณะที่อาหารผ่านลงมา ในทางเดินอาหารส่วนนี้ไม่มีการสร้างน้ำย่อยออกมา แต่มีการหลั่งสารเมือกช่วยหล่อลื่น ระหว่างกลืนอาหารก้อนอาหารจะถูกผลักผ่านหลอดอาหารอย่างเร็ว โดยการหดตัวอย่างแรง […]

พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากอุปสรรคในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ!

เราทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีใครที่ในชีวิต ไม่เคยพบเจอกับอุปสรรค มันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่ทุกคนต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ แต่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณจะต้องรับมือกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้อย่างไรต่างหาก ในหลายๆ ปัจจัย อุปสรรคจัดเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันทำให้คุณพบช่องโหว่ในแผนการที่ตัวคุณเองวางไว้ มันทำให้คุณค้นเจอข้อผิดพลาดที่มีอยู่ และทำให้คุณสามารถจัดการแก้ไขมันได้ทันเวลา ก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่โตไปมากกว่าที่เป็นอยู่ คนเราจะเติบโตขึ้นเสมอ เมื่อได้พบเจอและก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตไปได้ เพราะ “อุปสรรค” คือสิ่งที่สอนให้คนเราได้เรียนรู้ชีวิต ได้ใช้สติปัญญา ได้ใช้สมอง ค้นหาหนทางในการแก้ไข คิดหาวิธีจัดการกับอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า บางคนเลือกที่จะวิ่งเข้าชนกับอุปสรรคที่ขวางอยู่ตรงๆ และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะฝ่าผ่านอุปสรรคไปโดยอาจจะมีบาดแผลติดตัวไปบ้าง แต่เขาจะแข็งแกร่งขึ้น และเรียนรู้ว่าในครั้งต่อๆ ไป จะต้องเข้าชนกับมันอย่างไรบ้างให้เจ็บน้อยลง บางคนเลือกที่จะเดินไปข้างๆ สำรวจอุปสรรคให้ถี่ถ้วน ก่อนจะเลือกเฟ้นเส้นทางการฝ่าฟันอุปสรรคไป อาจจะอาศัยตัวช่วยบ้าง เช่น หาบันไดมาพาดปีนข้าม หรืออาศัยแรงคนอื่นช่วยกันส่งข้ามไป เมื่อผ่านไปได้แล้ว พวกเขาก็จะหันกลับมามองว่าใครบ้างที่ช่วยให้ตนเองผ่านอุปสรรคนั้นไปได้ และจดจำผู้คนเหล่านั้นเอาไว้ในใจ ในขณะที่บางคนกลับยืนแหงนหน้ามองอุปสรรคที่ขวางอยู่อย่างงุนงง ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไปดี บางคนอาจถึงกับต้องหยุดอยู่ตรงนั้นตลอดไป เพราะไม่กล้าจะหักหาญเข้าสู้กับสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ ได้แต่รอคอยว่าอุปสรรคจะหลีกทางให้ตัวเองเสียที ถ้าอุปสรรคนั้นเลือนหายไปตามกาลเวลาก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าว่ามันเป็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากตัวเองแล้วล่ะก็ รอคอยให้ตายยังไงอุปสรรคนั้นก็ยังขวางหน้าอยู่เหมือนเดิมค่ะ เราทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเองได้เสมอ วิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนๆ นั้นพบเจอ เมื่อผ่านมาในชีวิต การศึกษาประสบการณ์ของคนอื่นแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้อย่างเหมาะสมได้ก็จะเป็นการดีเหมือนในบางกรณีนั่นเองค่ะ ดังนั้น […]

ย้อนอดีต ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา อาจเจอสิ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในอนาคต!

ขึ้นชื่อว่า “อดีต” ย่อมเป็นบทเรียนที่สอนให้เกิดการสะสมอนาคต สิ่งสำคัญของอดีตคือการสร้างประสบการณ์ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่เราได้ผ่านมาทั้งหมดคือสิ่งที่สร้างให้เป็นตัวเราขึ้นมาในวันนี้ เหมือนที่เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผิดเป็นครู” ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ ในอนาคตได้นั้นจะต้องรู้จักเรียนรู้จากอดีตตนเอง ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากประสบการณ์ ดีๆ เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เคยผ่านมานอดีตของตนเองด้วย การทบทวนประสบการณ์ที่เราเคยได้ประสบพบเจอมา จะช่วยให้เราสามารถพบเจอตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ และสามารถที่จะตอบความต้องการที่แท้จริงของตัวเองได้ รวมถึงมองเห็นหนทางลางๆ ของเส้นทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคต เพราะคนเราไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ โดยที่ไม่หันกลับมามองอดีตของตัวเอง แล้วคุณรู้มั้ยว่าตัวเราเองสามารถอาศัยการพิจารณา สังเกต และทบทวนมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเองเพื่อช่วยในการค้นหาตัวเองได้ไม่ยาก และคนทั่วไปมักจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทบทวนอดีตเพื่อพัฒนาอนาคตของตัวเองกันอยู่แทบทุกวันเสียด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ทุกสิ่งที่ผ่านมาก็สามารถเป็นบทเรียนได้ แล้วบทเรียนแบบไหนบ้างล่ะที่เราควรนำกลับมาทบทวน เพื่อปรับปรุงสำหรับใช้ในอนาคต จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์แบบไหน ก็ล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้น เพียงแค่จุดเล็กๆ หรือความรู้สึกดีๆ ในการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างก็สามารถจะบอกอะไรคุณได้มากกว่าที่คุณคิดก็ได้ค่ะ! >>มองย้อนกลับไปหาอดีตกับหลักการง่ายๆ ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ<< การทดลองมองย้อนกลับไปหาอดีตสมัยยังเด็กอยู่ก็จัดว่าไม่เลวนัก หลักง่ายๆ หลักแรกสุดของการดึงอดีตมาทำให้เราประสบความสำเร็จคือการมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ในอดีต อาจจะเริ่มต้นที่ประสบการณ์ดีๆ การประสบความสำเร็จที่ผ่านมาในชีวิต สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ อาจจะเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆ จากการที่เราเคยประสบความสำเร็จกับอะไรบางอย่างตั้งแต่ในสมัยเด็ก ซึ่งการย้อนกลับไปมองความสำเร็จเล็กๆ ในสมัยเด็กนี้ จะช่วยกระตุ้นให้คุณมองเห็นความรู้สึกพื้นฐานขั้นแรกสุด และกระตุ้นความอยากรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งของเราขึ้นมาด้วย >>มองย้อนกลับไป หาแรงกระตุ้นที่ส่งผลให้เราทำอะไรบางอย่างนั้นจนสำเร็จ<< หลังจากมองเหตุการณ์สมัยเด็กแล้ว ให้ลองมองย้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงความรู้สึกของการประสบความสำเร็จหรือการได้ทำอะไรให้ลุล่วงลงไปสักอย่าง […]

เลิกทำซะเถอะ! พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ

พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพมักเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพราะงานที่ยุ่ง และความเร่งรีบทำให้ไม่ได้ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน จนทำให้ร่างการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย แสบอก ปวดท้อง ภูมิคุ้มกันต่ำลง ฯลฯ ด้วยการดำเนินชีวิตหลากหลายรูปแบบในแต่ละบุคคลส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นการ “ทำลายสุขภาพ” ของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ และมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วยความตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ส่วนใหญ่คนเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าทำอะไรแล้วดีต่อร่างกาย ทำอะไรส่งผลเสียแต่ก็ยังฝืนหรือทำกันต่อไป นั่นเพราะยังไม่เจอผลกระทบอันใหญ่หลวงหรือการเจ็บป่วย กับตัวเองนั่นเอง เรียกว่าชะล่าใจนั่นเอง อย่าลืมว่าพฤติกรรมที่ไม่ดีย่อมส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายของเราในอนาคตได้ เพราะหากเราทำอะไรที่ไม่ดี กินอะไรที่ไม่มีประโยชน์ซ้ำๆ เดิมๆ ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อร่างกายติดต่อกันหลายๆ ปี ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงได้มากมาย ทั้งมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน ความดัน และอีกสารพัดโรค ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการกิน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแต่ะวัน ให้ดี เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และไม่เกินโรคเรื้อรังในอนาคต เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่าพฤติกรรมเสี่ยงๆ อะไรบ้างที่เรามักทำกันบ่อยๆ มาเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า “พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ” นั้นมีอะไรบ้าง >>ดื่มน้ำสะอาดๆ น้อยเกินไปในแต่ละวัน<< การดื่มน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเลยทีเดียว หลายๆ คนมักนั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ หรือใช้ชีวิตโดยลืมไปว่าร่างกายต้องการการดูแล ฟื้นฟู […]

อย่าปล่อยให้ร่างกายต้องฟ้องว่า…กำลังเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง!

“น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตของคนเราเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือดซึ่งต้องไหลเวียนไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ รักษาสมดุลเพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้น้ำ ในร่างกายยังต้องสมดุลไปกับสภาวะเกลือแร่ด้วย อีกทั้งร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 70% ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานทุกด้านของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกระดูกและผิวหนัง ซึ่งหากร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปริมาณน้ำที่ได้รับ “ภาวะขาดน้ำ” ก็จะเกิดขึ้น โดยอาการอาจไม่รุนแรง รุนแรงปานกลาง หรือรุนแรงมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่สูญเสียไป หากพูดถึง “ภาวะการขาดน้ำ” ก็คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอจนส่งผลต่อการทำงานของระบบไหลเวียนและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ เป็นต้น อาการของภาวะขาดน้ำช่วงต้นจะมีอาการปากแห้ง คอแห้ง กระหาย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน หากขาดน้ำมากขึ้นจะเริ่มกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาเร็ว ซึมลง หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งความรุนแรงที่มากจะส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไตวายเฉียบพลัน หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ด้วยเช่นกัน เราได้รับน้ำสองในสามจากน้ำที่เราดื่ม ส่วนที่เหลือได้มาจากของเหลวในอาหารและจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นตามปกติในร่างกาย ร่างกายของคนส่วนใหญ่จะสูญเสียน้ำประมาณสองในสามเป็นประจำทุกวัน การสูญเสียน้ำนี้เกิดจากการทำงานของร่างกายตามปกติ เช่น การหายใจ การปัสสาวะและการถ่ายอุจจาระ และการเสียเหงื่อ ปัจจัยที่อาจทำให้เราสูญเสียน้ำมากขึ้น […]

คนคิดบวกไม่ใช่พวกโลกสวย แต่คือคนมองทุกอย่างในแบบที่มันเป็นต่างหาก!

เราทุกคนต้องการที่จะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ตัวคุณเองก็ต้องการมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์เช่นเดียวกันใช่มั้ยคะ และการจะมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงเค้าวัดกันที่ความรู้สึกทางจิตใจ นั่นคือ คุณมองโลกในแง่ดีแค่ไหน โลกที่ว่าก็คือทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวของคุณเอง และที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านต่างๆ ของคุณ คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนพูดว่า ความคิด สามารถกำหนดชีวิตของคนได้ ที่สำคัญต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี หลายคนเข้าใจผิดว่าคนคิดบวกคือพวกโลกสวย แต่ในความจริงคนคิดบวกคือคนที่ยังมองทุกอย่างในแบบที่มันเป็น เพียงแต่เลือกโฟกัสเฉพาะด้านที่ดี ทำให้มีวิธีคิดและการดำเนินชีวิตที่ต่างจากคนแบบอื่น ลองฝึกคิดในแง่ดี เพื่อรับมือกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแล้วชีวิตคุณจะมีสุขเพิ่มขึ้น ต่อไปนี้จะเป็นวิธีการที่เราอยากนำมาบอกให้ทุกคนลองคิดตามกันดู เป็นวิธีการคิดในลักษณะเฉพาะที่สุด เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกดีมากขึ้นกับตัวเอง และรู้สึกดีกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและพร้อมรับมือกับมันได้ตลอดเวลา เพราะคุณไม่มากลัวว่าใครจะมองวาคุณเป็นพวกโลกสวย ไม่ต้องไปแคร์ค่ะ ถ้าโลกสวยแล้วทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็สวยไปเถอะ เราเองที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า เราเป็นแค่เพียงคนที่มองอะไรในแบบที่มันเป็นจริงเท่านั้นต่างหาก >>การควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเอง<< การมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มาทำอะไรกับตัวเรา เรามักจะตอบสนองออกมาทันที โดยไม่มีการควบคุมเพราะจิตใต้สำนึกของเราคิดเอาไว้แล้วว่าเมื่อมีคนว่าเราก็จะต้องงโกรธทันที ของแบบนี้ฝึกกันได้ค่ะ เพราะการมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบพื้นฐานของคนที่มองโลกในแง่ดี กับผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย ข้อแตกต่างคือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบมีระยะเวลาจำกัด ไม่มีผลกระทบอย่างแท้จริงต่ออนาคต นั่นก็คือคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปนั่นเอง แต่ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดต่อไปอย่างถาวร เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชะตาชีวิตของตัวเอง ซึ่งแบบนั้นมันไม่เห็นมีประโยชน์อะไรสักนิดจริงมั้ยคะ >>แยกเหตุการณ์แต่ละอย่างออกจากกัน<< ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนที่มองโลกในแง่ดีกับคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็คือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองความยากลำบากต่างๆ เป็นเรื่องเฉพาะหนึ่งๆ ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่ามันกระจายตัวออกไปครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หมายถึงเมื่อมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นสักอย่างหนึ่ง สำหรับผู้มองโลกในแง่ดีแล้วเขาจะมองเหตุการณ์นั้นว่ามันเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิต >>มองเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดังหวังว่าเป็นเรื่องชั่วคราว<< ในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่คุณกำลังหวังอะไรสักอย่างเอาไว้มากๆ แล้วเกิดต้องมีอันล้มเหลวแล้วคุณคิดได้ว่านี่มันเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเราทุกคนมันไม่ใช่โชคร้าย นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบคนที่มองโลกในแง่ดี […]

พลิกมุมมองชีวิตใช้ศิลปะบำบัดมะเร็ง ไปกับ ไอรีล ไตรสารศรี

 “เวลาในชีวิต จะสั้นหรือยาวก็ไม่สำคัญเท่าการที่เราใช้ชีวิตในขณะนี้อย่างไร และเพื่ออะไร” นี่คือแนวคิดและประโยคที่ออกมาจากใจของผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แต่มีกำลังใจดีมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรด้วยซ้ำ “คุณออย-ไอรีล ไตรสารศรี” ผู้ก่อตั้ง ART.for.CANCER  เจ้าของวลีเด็ดที่เราพูดถึงนั่นเอง คุณออยไม่เพียงแต่มีคำพูดเด็ดๆ ที่ฟังแล้วโดนใจและให้แง่คิดเพียงเท่านี้นะคะ แต่ด้วยสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เป็นการทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเธอเองจะป่วยขนาดไหนก็ตาม แล้วแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ Goodlifeupdate จะไม่ไปชวนเธอพูดคุย เพราะเราอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแนวคิด และพลังใจดีๆ พร้อมการใช้ชีวิตรูปแบบไหน ถึงได้ดูมีความสุข ดูมีประโยชน์ต่อคนอื่น และสัมผัสคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตได้ขนาดนี้ ไป เราเลยอยากพาทุกคนไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กันค่ะ แว๊บแรกที่เราเห็นตัวจริงของคุณออยต้องยอมรับเลยว่าแอบตกใจนิดๆ เพราะคุณออยดูสดใส แข็งแรง ร่าเริง ไม่มีอาการบางบอกว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 อย่างที่เราคิดเอาไว้ว่าจะต้องโทรมมาก หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณออยดูสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากเสียกว่าคนที่ไม่ป่วยอย่างเราๆ เสียอีก เราจึงเริ่มต้นพูดคุยกับคุณออยด้วยคำถามที่สงสัยมานานแล้วว่า… >> ตอนแรกที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม รู้สึกอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไร ? <<   “ยอมรับเลยว่าช็อกค่ะ เพราะเราเคยรู้สึกว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ไกลตัว มันน่าจะเกิดกับคนที่อายุเยอะๆ มากกว่า ซึ่งตอนนั้นออยเพิ่งจะอายุ 27 ปี […]

ความเอ๋ยความเครียด…เจ้ามาจากหนใด!

“เครียด” คำนี้เราได้ยินกันบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงนี้หลายๆ เรื่องอาจยิ่งทำให้หลายคนเครียดเข้าไปกันใหญ่ เราได้ฟังคำนี้กันจนติดหู หันไปทางไหนก็พบเจอแต่คำว่าเครียด และคนเครียดๆ โดยเฉพาะคนกรุงที่อยู่ในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง คำว่าเครียดจึงแทบกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่อธิบายอาการของคนสมัยนี้ แต่เชื่อมั้ยคะว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เครียด” เอาจริงๆ คำว่าเครียดมันก็ไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดอะไรนัก แต่กรมสุขภาพจิตก็ได้อธิบายเอาไว้ให้เข้าใจกันได้ว่า ความเครียดเป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจที่เกิดการตื่นตัวเพื่อเตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าพอใจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินกำลังทรัพยากรที่เรามีอยู่ หรือเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์ และส่งผลให้เกิดอาหารผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย ฟังๆ ดูแล้วความเครียดอาจนำส่งไม่ดีมาสู่ตัวเรา แต่ในความเป็นจริงความเครียดในระดับที่พอดีนั้นสามารถที่จะช่วยกระตุ้นให้คนเรามีพลัง มีความกระตือรือร้น และผลักดันให้เอาชนะอุปสรรคได้ ความเครียดมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มักจะเกิดจากสองสาเหตุประกอบกัน คือมีปัญหาเป็นตัวกระตุ้น และมีการคิดการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งบอกว่าจะมีความเครียดมากน้อยแค่ไหน ความเครียดเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาสุขภาพ ปัญหามลพิษ ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝนแล้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้คนเราเกิดความเครียดขึ้นมาได้ การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล เราจะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจังกับชีวิต และใจร้อน นอกจากนี้คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคนคอยให้การช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา […]

ลองวิ่ง (สู้ฟัด) ดูสักตั้ง แล้วจะพบว่ามันเป็นการออกกำลังกายที่มหัศจรรย์มาก

ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกายที่เรียกว่า “วิ่ง” เลย เพราะมองว่าเป็นอะไรที่เหนื่อย ใช้พลังงานเยอะ บาดเจ็บได้ง่าย เมื่อลองไปวิ่งดูก็พบว่าตัวเองวิ่งไม่ค่อยได้นาน แบบวิ่งต่อเนื่องกันสัก 3-5 นาทีก็เล่นเอาหอบลิ้นห้อยซะแล่ว และหลังจากลองตั้งใจวิ่งแบบจริงๆ จังๆ ดูก็อย่างมากที่สุดก็ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 10 นาที เรียกว่าสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านกีฬาที่เรียกว่าวิ่งได้เลยล่ะค่ะ แต่ไหนๆ ก็คิดจะศึกษาเรื่องการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจังแล้วก็พบว่าการวิ่งนี่แหละคือการออกกำลังกาย ที่เบิร์นแคลอรีได้มากที่สุด ได้ฟังและรับรู้มาแบบนี้เห็นทีจะต้องทำการศึกษาเรื่องการ “วิ่ง” อย่างจริงจังซะแล้ว และก็เป็นอย่างที่คิดค่ะ เมื่อเราทำการศึกษาการวิ่งที่ถูกต้องทุกอย่างแล้ว ทำให้พบว่าร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันนี้จึงอยากเอาเกร็ดควารู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากสาวๆ ที่เริ่มคิดอยากจะหันมาวิ่งกันดู เผื่อใครต้องการความรู้เอาไปประกอบการวิ่งของตัวเอง เราก็ไม่หวงค่ะ ส่วนใครที่ยังท้อและคิดว่าทำไม่ได้อยากให้ขอลองดูก่อนสักตั้ง คิดเสียว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้สิน่า! เริ่มจากวิธีการวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสกันก่อน ก่อนที่เราจะเริ่มวิ่งเราควรเดินช้าๆ สักพัก และเริ่มปรับระดับสายพานให้เร็วขึ้นก่อนเพื่อวอร์มร่างกาย เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมกับการออกวิ่งสัก 5 นาที (Speed km:hour หรือระดับความเร็วกิโลเมตรต่อชั่วโมง ระดับ 4.0-6.0) จากนั้นลองวิ่งเหยาะๆ (Speed km:hour ระดับ 7.0-7.5) ลองดูว่าตัวเองไหวที่ระดับเท่าไร และฝืนตัวเองให้วิ่งได้นานเท่าไร ถ้าไม่ไหวก็ปรับให้ตัวเองกลับมาเดินสักพัก 1- […]

ความจริงใจจะมีค่า ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน!

คนเราไม่ว่าจะคบกับใคร จะคบกันในสถานะไหนเรื่องของ “ความจริงใจ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ใครเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้บ้างคะ! เราอยากบอกเหลือเกินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สุด ไม่ต้องคิดและไม่ต้องลังเลใจเลย ยิ่งถ้าจะให้คำว่าจริงใจมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นมันต้องออกมาในรูปแบบของการที่เราให้ความจริงใจใครไปผลที่กลับมาก็คือความจริงใจที่ตอบกลับมา แบบนั้นก็ย่อมทำให้เรารู้สึกดี และความจริงใจที่ได้รับกลับมานี้แหละค่ะจะเป็นเสมือนกำลังใจ ที่จะทำให้เราทำสิ่งดีๆ กับคนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าความจริงใจที่เรามอบให้ไป แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นแค่จิงโจ้นั่นหรือความไม่จริงใจ ย่อมทำให้เราเสียความรู้สึกอย่างมาก แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันไม่ใช่ทุกครั้งไปหรอกที่เรามอบความจริงใจ และทำดีกับคนอื่นแบบเต็มที่แล้วสิ่งที่ได้มาคือความหลอกลวง เพราะถ้าเราให้ความจริงใจถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา อย่างไรเสียมันย่อมมีค่าแน่นอน คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ ยิ่งมนุษย์เป็นสัตว์สังคมด้วยแล้วต่างคนก็ต้องมีเพื่อนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรามากมายที่มีทั้งดีและไม่ดี ยิ่งเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะยิ่งดูได้ง่ายว่าคนที่เข้ามาใครมีความจริงใจหรือแค่จิงโจ้ เราจะสัมผัสได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งการที่เราจะดูว่าใครจริงใจกับเรานั้นก็ดูได้ไม่ยากค่ะ โดยดูได้จาก >> คนที่ไม่ชี้นำเราไปในทางที่ผิด <<   คนเราถ้าคิดจะคบกันก็ต้องแนะนำแต่สิ่งดีๆ ให้แก่กัน ไม่พากันไปในทางที่แย่หรือเกิดความเสียหาย หรือหากเห็นคนที่เรารักทำผิดก็ต้องงห้ามกันไม่ใช่ยุแยงให้ทำผิดไปกันใหญ่ อย่าลืมว่าคนเราถ้ารักกันจริงจะดีใจที่เห็นคนที่เรารักได้ดี และอยากจะเดินไปบนเส้นทางดีๆ ไปด้วยกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยกันและกัน และจะสังเกตได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะเป็นห่วงเราในมุมที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป จะมองเห็นถึงผลที่จะตามมา จะคอยเป็นห่วงและคอยเตือนเราอยู่เสมอ >> ความจริงใจสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องพูด << คนที่รักและรู้ใจ และมีแต่ความจริงใจให้แก่กันจริงๆ นั้น เค้าแค่มองตากันก็รู้ใจแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไรมากก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดและรู้สึกอย่างไร โดยที่บางทีเราไม่จำเป็นต้องเล่าหรืออธิบายอะไรมากมายด้วยซ้ำ แค่มองตากันหรือสังเกตพฤติกรรมเท่านั้นก็จะรู้ไปถึงความรู้สึกกันทันที […]

เลิกตั้งสเปคการมีความสุขไว้สูงๆ แล้วหันมาใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แต่รู้สึกสุขใจจะดีกว่า!

ด้วยความที่โลกหมุนไปไวเสียเหลือเกินอาจทำให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนอาจจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก บางคนอาจจะเจอเรื่องดีๆ บ่อยครั้ง แต่บางคนก็อาจมีเรื่องแย่ๆ เข้ามาได้เช่นกัน อย่าลืมว่าเวลาในชีวิตของคนเรานั้นมีจำกัด เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเวลาบนโลกของตัวเราเองนั้นเหลืออยู่เท่าใด ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่นมามีอิทธิพลกับตัวเรา มากนัก และอย่าเสียเวลาไปใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่คนอื่นวางเอาไว้ให้ อย่าเอาเสียงรบกวนจากความคิดเห็นของคนอื่นมาปนกับเสียงหัวใจของเรา และจงกล้าที่จะทำตามใจ กล้าที่จะไล่ตามความฝันของตัวเอง วันนี้จึงได้รวบรวมข้อคิดและกำลังใจดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านที่กำลังรู้สึกท้อแท้ หรือหมดพลังใจในการใช้ชีวิต เพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้แบบมีความสุขมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่เราก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ >>ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรัก รักโดยไม่หวังผล จะไม่พบกับคำว่าผิดหวัง<< ในความสัมพันธ์ที่นอกเหนือจากความรักของการเป็นพ่อแม่ที่สัญชาติญาณจะดูแลลูก การมอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่มีความคาดหวัง เราทำกันได้จริงๆ หรือ? ต้องตอบว่ามีจริงๆ ค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าความรักไม่ใช่สิ่งน่าอาย แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้แต่ก็รับรู้ได้ด้วยใจ คนส่วนมากไม่กล้ามอบความรักให้ใครเพราะกลัวการไม่รักตอบ กลัวความผิดหวัง เสียใจเมื่อรักไม่สมดังใจ ความรักแบบนี้เหมือนเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้รับความรักตอบแทนมาให้มากกว่าที่ตัวเองรักเขาแบบนี้ย่อมเป็นทุกข์แน่นอน แต่ก็ยังมีคนบางคนที่กล้าที่จะรักคนอื่นก่อน เพราะเข้าใจหัวใจตัวเองว่าเขาต้องการอะไร ถ้าใจคิดอยากจะรักแล้วให้หัวใจเป็นสุข ก็กล้าที่จะมอบความรักให้คนอื่นโดยไม่คาดหวังด้วยซ้ำไปว่าจะได้อะไรเป็นการตอบแทน ไม่หวังแม้แต่ว่า คนที่ตัวเองรักนั้น ต้องมารักตอบ ขอแค่รักเขาเป็นพอ คนที่สามารถมีความรักได้ยั่งยืนยาวนาน  คือคนที่รักโดยไม่หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพียงแค่อยากรู้สึกรักใครสักคน ที่เขาจะรักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะมอบความรักให้ใคร ก็อย่าคิดเรื่องผิดหวัง เพราะถ้ารักโดยไม่คาดหวัง เราก็จะไม่มีความผิดหวังตามมาอย่างแน่นอน >>มีชีวิตอยู่ด้วยการให้อภัยจะมีจิตใจที่แจ่มใสตลอดเวลา<< หากเราคิดได้ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดกันทั้งนั้น […]

อย่าปล่อยให้เครียดจนเกินจะทน หัดระบายความเครียดออกไปบ้าง!

การระบายความเครียดก็เหมือนกับการเทขยะออกไปจากจิตใจ ทำให้ใจสงบ ใจสบาย และมีความสุขขึ้นมาก ส่วนการเก็บกักความเครียดไว้ย่อมจะมีผลในทางกลับกัน ยิ่งจะทำให้เครียดมากขึ้นและความเครียด จะส่งผลทำลายล้างได้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย เช่น ส่งผลต่อสภาพร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ความอ่อนเยาว์หนีหาย อีกทั้งอาจทำให้คิดอะไรสั้นๆ อย่างการทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตายได้ ซึ่งเมื่อมีความเครียดแล้วคุณไม่ควรเก็บไว้ในใจ ควรหาทางระบายความเครียดให้ออกไปด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ :พูดคุยกับคนรู้จัก:    คนรู้จักในที่นี้คือญาติมิตรที่ไว้ใจได้ของคุณเอง ซึ่งเขาเหล่านี้ล้วนมีความรัก มีความปรารถนาดีต่อคุณ เขาย่อมเปิดใจและเต็มใจที่จะรับฟังปัญหาและการระบายของคุณอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนนอกหรือคนที่ไม่ได้รู้จักคุณ เขาอาจมีคำแนะนำดีๆ ที่เป็นแสงสว่างแก่คุณได้ค่ะ :พูดคุยกับจิตแพทย์:   บางครั้งความเครียดที่คุณมีอาจซับซ้อน รุนแรง เกินกว่าที่จะระบาย หรือปรึกษาใคร คงต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ในการบำบัดอย่างจิตแพทย์ที่เขารู้ว่าควรทำอย่างไร อาจมีการให้คำปรึกษาหรือจ่ายยาแก้เครียดบางชนิดให้ด้วย :พูดคุยกับสายด่วน: สายด่วนในที่นี้ก็คือ โทรศัพท์สายด่วนที่ให้คำปรึกษาในเรื่องของสุขภาพจิตและความเครียดที่จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยรับสายและให้คำแนะนำ แม้จะไม่เครียดมากแต่หากไม่มีทีพึ่ง การพูดคุยโดยตรงกับสายด่วนเหล่านี้ ย่อมจะเป็นแนวทางที่ดีในการจัดการกับความเครียดในปัจจุบันและอนาคตได้ :เขียนระบายความเครียด:   การเขียนระบายความเครียดซึ่งเป็นการระบายอีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเปิดเผยปัญหาหรือความเครียดของตนให้ผู้อื่นรับรู้หรือมีความเครียดมากนัก เพียงแค่อยากปลดปล่อยออกมาเท่านั้น จะเป็นการเขียนระบายความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นตัวอักษรแบบที่เรียกว่าไม่ต้องไปปิดบังอะไรเลย ไม่เหมือนกับการพูดจาปรึกษาผู้อื่น ซึ่งเมื่อกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งก็จะช่วยให้เข้าใจปัญหามากขึ้น เข้าใจว่าตนเองเป็นอย่างไร ผู้อื่นเป็นอย่างไร อะไรที่ตนไม่พอใจบ้าง และที่สำคัญคือในตอนที่เครียดที่โมโหกับตอนที่อารมณ์เย็นลงแล้ว ความคิดในหน้ากระดาษกับความคิดในหัวสมองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นไรบ้าง เหล่านี้คือวิธีระบายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ […]

ผิวสวยและดูอ่อนเยาว์ในชั่วพริบตาด้วย “โฮมสปา”

ผิวหนังเป็นปราการด่านแรกที่เป็นที่สังเกตของผู้พบเห็น ผิวที่ละเอียด เต่งตึง และอ่อนเยาว์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน การทำ “โฮมสปา” ที่เราจะกล่าวถึงกันในวันนี้เป็นวิธีการดูแลผิวพรรณอย่างง่ายๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยม เป็นการขจัดคราบไคล สารพิษ รวมไปจนถึงสิ่งตกค้างอื่นๆ ออกจากผิวหน้าและผิวกาย ทำให้ผิว บริสุทธิ์ผุดผ่อง แลดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นวิธีง่ายๆ เราสามารถทำได้เองที่บ้านด้วยงบประมาณที่ไม่แพงมากนัก ผิวหนังเป็นอวัยวะขับถ่ายที่มีขนาดใหญ่และสามารถขับสารพิษและของเสียได้ดีและมากที่สุด ผิวหนังจะทำหน้าที่ในการระบายของเสียและสารพิษจำพวกโลหะหนักออกจากน้ำเหลือง เลือด และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมาในรูปของเหงื่อ สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเหงื่อมีปริมาณของของเสียและสารพิษในปริมาณที่เข้มข้น คือการที่เรามีกลิ่นตัวแรง เหม็นเปรี้ยว และตัวเหนียวเหนอะหนะ การดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธีและเหมาะสม จะช่วยป้องกันผิวจากการถูกทำลายจากของเสียและสารพิษดังกล่าว และยังช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังมีการขับสารพิษและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน การดูแลผิวสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อชะล้างสารพิษและของเสียที่ร่างกายขับออกมาไม่ให้ของเสียเหล่านั้นเกิดการหมักหมมจนอาจส่งผลเสียต่อผิวหนังได้ในที่สุด ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารซักฟอกที่รุนแรง สบู่ หรือสารเคมีที่เป็นอันตราย ขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป และยังเป็นการช่วยทำความสะอาดรูขุมขนไม่ให้อุดตัน ทำให้สามารถระบายสารพิษออกมาได้ง่ายมากขึ้น แปรงผิวด้วยแปรงขนสัตว์แห้งก่อนอาบน้ำเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง ทำให้สามารถระบายของเสียจำพวกโลหะหนักออกมาได้ดียิ่งขึ้น เช็ดตัวหลังอาบน้ำด้วยผ้าขนหนูตามแนวดิ่งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวภายในร่างกาย นวดหน้าและลำตัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสเลือด อบไอน้ำหรือทำซาวน่าเพื่อขับสารพิษและของเสียออกจากผิวหนัง เนื่องจากในช่วงอากาศร้อน รูขุมขนจะเปิดกว้างทำให้ร่างกายสามารถขับสารพิษและของเสียออกมาพร้อมกับเหงื่อได้ดียิ่งขึ้น นอนแช่ตัวในน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของเกลือทะเล หยอดน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษลงไปสักเล็กน้อย แช่เท้าลงในน้ำเกลือ โดยให้ระดับน้ำที่แช่อยู่เหนือข้อเท้าขึ้นมา น้ำเกลือจะชะล้างโลหะหนักจำพวกอลูมินัม และปรอท ควรกินอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพผิว เนื่องจากผิวหนังมีส่วนประกอบของไขมันเสียเป็นส่วนใหญ่ […]

อยากมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คู่รักจำเป็นต้อง “เคารพกันและกัน”

เค้าว่ากันว่าหากต้องการมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คู่รักจำเป็นจะต้องเคารพซึ่งกันและกัน ความเคารพที่ว่าคือ เคารพซึ่งความแตกต่างของกันและกัน เคารพความคิดเห็น การตัดสินใจ ความฝัน เป้าหมายชีวิต และเรื่องอื่นๆ ของคนที่เรารัก เพราะการเคารพความแตกต่างของคู่ชีวิต ทำให้เรายอมรับตัวตนที่แท้จริงของเขา และไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเขา เนื่องจากความแตกต่างนั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นเพียงสิ่งที่ต้องปรับตัวเข้าหากันต่างหาก การแสดงออกถึงความเคารพในตัวคนรักนั้นทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือ ไม่ตัดสินว่าความเคารพในตัวคนรักนั้นทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือไม่ตัดสินว่าความคิด การตัดสินใจหรือการกระทำของเขาเป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างทันทีเพราะคนรักที่ดีนั้นต้องเคารพการตัดสินใจและเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายว่าทำดีที่สุดแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ควรให้กำลังใจกันและกันต่อไป ไม่ควรติเตียนเรื่องการตัดสินใจและผลลัพธ์ของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง เพราะคนรักอาจรู้สึกเสียหน้าและอับอายนอกจากนี้เรายังสามารถแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขาได้ด้วยถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขากับคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ ของคนรักทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อตอกย้ำความรู้สึกและแสดงให้เห็นว่าคุณเคารพในตัวเขาอย่างจริงจังและจริงใจ   การแสดงความเคารพกันและกันยังช่วยเพิ่มความมั่นคงในความรัก เพราะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความมั่นใจและปลอดภัยกว่า ไม่ว่าโลกภายนอกเขาจะเผชิญกับความยากลำบากหรือความผิดพลาดมากเพียงใด แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนคนหนึ่งที่เคารพในการกระทำและเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ ซึ่งก็คือคนรักของเขานั่นเอง…หากใครทำตามนี้ความสัมพันธ์ก็ของคู่คุณจะต้องมีความสุข และยืนยาวแน่นอน แต่เรามีเคล็ดลับแถมให้อีกสามสี่ข้อค่ะ เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้ความรักของคุณอบอุ่นและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไปดูพร้อมกันว่ามีอะไรบ้าง >>พูดคุยกันเป็นประจำ<< คู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหรือคบหากันมานาน อาจมองข้ามความสำคัญของการพูดคุยไป จนอาจเป็นสาเหตุของปัญหาความแตกร้าวในความสัมพันธ์ การพูดคุยที่สามารถยืดอายุความสัมพันธ์นั้นหมายรวมถึงตั้งแต่การพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบในชีวิตประจำวันไปจนถึงการอัพเดตเรื่องราวเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน การพูดคุยเปิดอกถึงปัญหาและความคับข้องใจ เรามี Tips วิธีพูดคุยเพิ่มความเข้าใจมาฝากค่ะ เริ่มจากใช้น้ำเสียงที่ไพเราะ น้ำเสียงที่อ่อนโยนช่วยลดความตึงเครียดลงได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจ หรือเรื่องที่เป็นปัญหาในครอบครัว เนื่องจากการพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวจะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกกดดัน เครียด และโมโหในที่สุด […]

keyboard_arrow_up