ถ้าอยากมีเพื่อนดี เราก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับ “เพื่อน” ก่อน

มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าการที่เราจะเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับใครสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องมีอะไรมากขอแค่มีความ “จริงใจ” ให้กัน ก็เป็นเพื่อนแท้กันได้แล้ว แต่ในชีวิตจริง เราไม่ได้มีเวลามานั่งวัดกันได้หรอกค่ะ ว่าความจริงใจนั้นอยู่ตรงไหน ใครจริงใจ ใครไม่จริงใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแสดงใส่กันได้ แต่ก็เคยมีคนสอนเรามาว่า ให้ดูยามที่เราทุกข์ คนที่อยู่ข้างๆ ตอนนั้นแหละคือ เพื่อนที่ดี หรือเพื่อนแท้ เมื่ออ่านถึงตรงนี้หลายคนเริ่มหันไปมองรอบตัวแล้วใช่มั้ยคะ ว่า คนที่อยู่ข้างๆ เราตอนนี้ ใช่เพื่อนที่ดีหรือไม่ เอาเป็นว่า ถ้าเราอยากมีเพื่อนที่ดี ทางที่ดีที่สุดเราต้องเป็น “เพื่อนที่ดี” กับคนอื่นก่อนด้วยเช่นกัน และเชื่อว่าใครๆ ก็อยากเป็นคนที่มีแต่เพื่อนๆ รักกันทั้งนั้น แต่การจะเป็นคนคนนั้นได้ เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับทัศนคติที่จะไปสู่การเป็นเพื่อนที่ดีของใครสักคนได้ก่อนค่ะ ฟังดูเหมือนไม่ยาก เพราะที่เคยรู้มาก็แค่ มีน้ำใจให้กัน ตักเตือนกัน รักษาน้ำใจกัน แบ่งปันกัน ไม่โกหกกัน และอีกหลายๆ ข้อที่เป็นคุณสมบัติของเพื่อนที่ดี แต่เราอยากบอกว่าในความเป็นจริงแล้วมันมีมากกว่านั้นค่ะ การที่จะเป็นคนทีมีเพื่อนดี เราต้องดีกับเพื่อนก่อน และวันนี้เราจะไปเจาะลึกเรื่องนี้กัน รู้จักการปรับปรุงตัว ไม่ชอบอะไรก็อย่าทำใส่คนอื่น เราทุกคนต่างอยากได้สิ่งที่ดีอยู่กับตัว คุณลองคิดดูดีๆ สิว่าคุณอยากมีคนให้รัก ตัวคุณทำตัวให้เป็นที่รักแล้วหรือยัง เหมือนกับการทำงานถ้าคุณอยากได้เงินเดือนขึ้น คุณทำตัวให้สมควรแก่การขึ้นเงินเดือนหรือเปล่า และหากคุณอยากมีเพื่อนดี […]

เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตให้ทันสมัย แต่กลับเป็นอันตรายต่อดวงตาเรามากขึ้น!

พัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์แทบจะไม่สามารถแยกขาดออกจากอุปกรณ์ไอที ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ กล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ที่กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ไม่สามารถขาดไปจากชีวิตคนส่วนใหญ่ได้ ทำให้สายตาของคนเราไม่แยกขาดจากหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่หน้ากระดาษเอกสาร หนังสือ นิตยสารต่างๆ ก็ล้วนปรับให้อยู่ในรูปแบบที่สะดวกสบายขึ้นในแล็ปท็อป โน้ตบุก และแท็บเล็ต โดยเฉพาะมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่าวันละ 8 ชั่วโมง จากสิ่งเหล่านี้มีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าผลเสียที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไอทีเหล่านี้นั้นส่งผลต่อ “ดวงตา” ของเรามากแค่ไหน? หากพูดถึงเรื่องของอุปกรณ์ไอทีหรือเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตคนเรา อย่างโทรศัพท์มือถือที่ในอดีตเราเอาไว้ใช้พูดคุยสื่อสารกันเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับมีการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ทั้งใช้ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ถ่ายรูป เล่นเกม ฟังเพลง ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คตลอดจนค้นหาและติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นต้น ส่งผลให้เกิดค่านิยมกลุ่มสังคมก้มหน้า นิ้วจิ้มสมาร์ทโฟน ซึ่งระบาดไปทั่ว พ่อแม่ยุคนี้ก็มักจะเลี้ยงลูกด้วยการยัดแท็บเล็ตใส่มือลูก เพียงเท่านี้เด็กๆ ก็นั่งเงียบ ไม่งอแงรบกวนเป็นที่รำคาญ การระบาดของอุปกรณ์ไอทีทำให้วิถีชีวิตของเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จำนวนผู้ป่วยที่มีปัญหาดวงตามากเกินไปในช่วงก่อนเข้านอนมีมากขึ้นเรื่อยๆ อาการเหล่านี้หากเป็นเพียงโรคดวงตาทั่วๆ ไป เช่น เยื่อบุตาอักเสบ หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ก็ยังรักษาได้ไม่ยากด้วยการหยอดตา หรือการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ที่น่าวิตกกังวลกว่าคือ ผู้ป่วยเหล่านี้เป็นหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ติดอุปกรณ์ไอที บางคนเป็นโรคดวงตาก่อนวัยอันควร […]

อ่านเร็วขึ้น จำได้มากขึ้น

คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ยิ่งอ่านหนังสือได้มาก แสดงว่าบริหารเวลาเก่ง กันหรือไม่คะ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ มาก เพราะรู้สึกว่าเวลาอ่านหนังสือจบทุกครั้ง เราจะได้อะไรใหม่ๆ ติดมาจากการอ่านเสมอ ทำให้มีเป้าหมายกับตัวเองว่า วันนี้จะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ อีกทั้งการอ่านยังทำให้มีสมาธิมากขึ้น และเป็นการกระตุ้นสารสื่อประสาทที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้หลั่งออกมา สมองของเราจะจำเนื้อหาที่อ่านได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นการพัฒนาสมองได้ดีที่สุดอีกทางหนึ่งเลยล่ะค่ะ ได้มีโอกาสไปอ่านเจอเทคนิคเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้จำได้แม่นและจำได้ง่ายด้วยการ “อ่านให้เร็วขึ้น” จึงอยากรวบรวมและนำมาถ่ายทอดให้ผู้ที่รักการอ่าน หรือคนที่เริ่มจะฝึกเป็นนักอ่านได้รู้ไปด้วยกัน เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของการอ่านเร็ว ทำให้จำได้มากขึ้น ซึ่งการอ่านเร็วในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเร่งอ่านให้จบจนไม่เข้าใจหรือไม่ได้อรรถรสของหนังสือเล่มนั้นนะคะ แต่คือการที่เราจะอ่านหนังสือได้เร็วและเข้าใจ พร้อมทั้งสนุกได้ในเวลาเดียวกัน เราลองไปดูกันดีกวาค่ะว่าข้อดีของการอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นมีอะไรบ้าง และไปดูเทคนิคในการพัฒนาตัวเองให้อ่านหนังสือเร็วขึ้นที่เรารวบรวมมาฝากกัน ไปดูพร้อมกันว่ามีอะไรบ้าง! อ่านเร็วขึ้น จำได้มากขึ้น >> ฝึกฝนวันละน้อย << การอ่านหนังสือให้เร็วขึ้นต้องเริ่มจากการฝึกฝนวันละน้อย ทักษะหลายอย่างที่จำเป็นต่อเพิ่มความเร็วในการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนทุกวัน จนกระทั่งคุณสามารถทำได้อย่างเป็นปกติ การฝึกเพียงแค่วันละ 15-20 นาที ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่าคุณอ่านได้เร็วขึ้นแล้ว การฝึกฝนนี้ต้องใช้เวลาเพราะคุณต้องเริ่มเรียนรู้วิธีการอ่านแบบใหม่ ๆ ดังนั้น คุณต้องอดทนหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอจนกว่าจะเริ่มเห็นผล  วิธีง่าย ๆ ในการดูความก้าวหน้าการอ่านของคุณก็คือ การจับเวลาเมื่อคุณอ่านหนังสือ ลองจับเวลาดูและดูว่าคุณอ่านไปได้กี่คำในเวลาหนึ่งนาที ยิ่งคุณฝึก คุณก็จะยิ่งเห็นว่าคุณอ่านได้มากขึ้นค่ะ >> อ่านให้นานขึ้นเพื่อพัฒนาสมาธิ << รู้หรือไม่คะว่าสมองของคุณต้องการเวลากว่าจะปรับเข้ากับจังหวะของการอ่าน โดยเฉพาะเมื่อคุณเพิ่งเสร็จจากการทำกิจกรรมอะไรที่ต้องใช้ความกระตือรือร้นมากกว่า […]

อย่าเอาแต่เดินหนี หรือหลบเลี่ยงอุปสรรคที่เจอ..และกล้าเผชิญกับมัน!!

“คุณได้ลองทำดูแล้วใช่ไหม?” นี่มักเป็นคำพูดติดปากของเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จที่เราเคยได้อ่านเจอจากบทความสอนใจ และให้กำลังใจอยู่บ่อยครั้ง บุคคลเหล่านั้นมักจะบอกให้เรารู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราได้รับมอบหมายหรือได้ทำงานอะไรที่สำคัญขององค์กรหรือบริษัท คุณควรจะต้องตอบอย่างมั่นใจว่า “ทำได้แน่นอนค่ะ/ครับ” เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเผลอพูดว่า “รู้สึกไม่มั่นใจเลยค่ะ/ครับ” วินาทีนั้นความพ่ายแพ้ได้เข้ามายึดกุมจิตใจ โดยฉับพลันเข้าให้แล้ว และเชื่อเถอะค่ะว่าคนที่เอ่ยเช่นนั้นออกไปแท้จริงแล้วไม่ใช่เขาทำไม่ได้ แต่นั่นเพราะจิตใจเขาอ่อนแอเกินไป จึงยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ล่วงหน้าต่างหาก จิตใจที่อ่อนแอเหล่านี้จะทำให้คนเราไม่กล้าที่จะเริ่มลองทำสิ่งใดๆ แท้จริงแล้วเป็นเพราะความขี้ขลาดและไม่ต้องการพยายามอีกต่อไปแล้วต่างหาก จึงทำให้เราหลุดพูดออกไปว่า “ไม่มั่นใจ” ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ คุณไม่ควรพูดว่า “ไม่มั่นใจ” ถ้าได้ลองลงมือทำสักครั้งหรือสองครั้ง แล้วพบว่าไม่สำเร็จดังที่หวังไว้ก็อย่าเพิ่งล้มเลิกถอดใจ จงจำเอาไว้เลยว่าคนที่รักตัวเองจะไม่มีทางพูดว่าไม่มั่นใจ คนที่รักตัวเองเมื่อต้องเริ่มทำงานที่ยากและท้าทาย พวกเขาจะให้กำลังใจและปลอบโยนตัวเองเพราะเหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นใจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพจิตของตัวเราให้ดีขึ้น หากคุณรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ไม่ช้าไม่นานคุณจะกลายเป็นคนที่ “เข้มแข็ง” คุณจะสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จ และสามารถวิ่งเข้าสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อย่าดูถูกตัวเอง และปิดกั้นความมั่นใจด้วยคำว่า “ทำไม่ได้” คนเราทุกคนล้วนมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เราเอาแต่หมกมุ่นว่า ไม่เห็นเก่ง ไม่มีความสามารถ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ได้ หากไม่ยอมสลัดความคิด ตำหนิตัวเองว่าด้อยค่าเช่นนี้ทิ้งไป ท้ายที่สุดแล้วความคิดเหล่านี้จะหลอมรวมให้เรากลายเป็นคนที่ไร้ค่าจริงๆ ทั้งที่ความสามารถของเราอาจเยอะและสูงกว่านั้น แต่เพราะเราคิดว่าตัวเองด้อยค่า ทำให้เราเลือกเอาแต่เฉพาะงานที่ง่ายๆ เราเข้าใจดีค่ะว่าแน่นอนอยู่แล้วว่าทุกคนย่อมต้องมีงานที่ทำได้ทำไม่ได้ แต่ถ้าลองคิดดีๆ งานส่วนใหญ่ที่เราคิดว่าทำไม่ได้ล้วนเป็นเพียงข้ออ้างว่า “ทำไม่ได้” เท่านั้น เพราะนั่นเป็นการปกป้องตัวเองในรูปแบบหนึ่ง ความรู้สึกที่เชื่อว่า “ทำไม่ได้” […]

“หยุด” ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วชีวิตจะ “แฮปปี้” ขึ้นแบบทันตา ไม่เชื่อลองดู!

ในช่วงชีวิตของคนเราที่ผ่านมา อาจมีเวลาที่เราพลาดอะไรดีๆ ไปหลายครั้ง เพราะการกระทำ หรือความคิดที่มาคอยปิดกั้นตัวเอง แม้แต่การไม่เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ ให้เข้ามาในชีวิตบ้างเลยก็ตาม อย่าลืมว่าโลกนี้มันกว้าง มีอะไรให้เราได้ทำอีกตั้งมากมาย บางครั้งสิ่งที่เราทำอยู่ อาจบดบังสิ่งดีๆ ที่เราจะได้พบเจอ หรือได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพระฉะนั้น เรื่องราวที่เราเอามาฝากกันในวันนี้ เป็นสิ่งที่เราอยากให้ทุกคนลอง “หยุด” ทำมันดู  แล้วลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ของตัวเองดูใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นแบบทันตา หากใครไม่เชื่อ ต้องลองพิสูจน์ดู!! >>หยุดโกหกตัวเอง<< คนเราจะโกหกอะไรก็โกหกได้ค่ะ แต่อย่าโกหกตัวเองเลย เพราะการโกหกตัวเองจะทำให้คุณไม่อยู่กับความเป็นจริง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณเองก็รู้อยูเต็มอกว่าความจริงคืออะไร เพียงแต่คุณไม่ยอมรับมันเท่านั้น ยิ่งถ้าคุณโกหกตัวเองบ่อยๆ จะทำให้คุณไม่สามารถอยู่กับชีวิตตามความเป็นจริงได้ และต่อไปคุณจะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้แบบยากลำบาก แต่ถึงอย่างไรเสียคุณก็ยังต้องก้าวไปเจอกับความเป็นจริงแบบเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว บางคนอาจบอกว่าการโหหกตัวเองเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการป้องกันความเสียใจที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราได้ เช่น เมื่อเราเจอเรื่องเศร้าเราก็โกหกตัวเองไปว่าเราไม่เศร้านะ เรื่องนั้นมันไม่ได้ใหญ่โตอะไรขนาดนั้น แต่การโกหกตัวเองบ่อยๆ มันอาจลามไปถึงขั้นหลอกคนอื่นไปด้วย มันจะกลายเป็นการหลอกแบบมาราธอนแบบนี้ก็ไม่ไหวนะคะ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องมาเผชิญกับความจริงอันน่าเศร้านั้นอยู่ดี สู้ชนกับมันไปเลยดีกว่า ให้รู้ไปเลยว่าเป็นยังไง อย่ามัวโกหกตัวเองอยู่เลย มันไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ >>หยุดยึดติดกับอดีต<< เราทุกคนย่อมมีอดีตด้วยกันทั้งนั้น เพราะสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด คืออดีต แม้แต่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวานมันก็คืออดีตไปแล้ว และหลายคนมักจะพูดว่าอดีตมีไว้ให้เรียนรู้แต่ไม่ใช่ให้จมอยู่กับมัน ชีวิตคุณจะไม่มีวันไปไหนถ้ายังยึดติดกับเรื่องเดิมๆ คิดว่าชีวิตมันต้องเป็นแบบเมื่อวาน […]

พักผ่อนและผ่อนคลาย แบบ Self-Care คือการดูแลตัวเองอย่างเป็นองค์รวม

เท่าที่ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอบทความ หรือข้อซักถามเกี่ยวกับสุขภาพของคนที่มักจะป่วยบ่อยๆ ทำให้พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสุขภาพที่ต้องการได้คือ การไม่ให้เวลาดูแลสุขภาพ ตัวเอง ลองสังเกตดูดีๆ ถึงด้านใดของชีวิตคนเราหากกำลังไปได้ดี คนเราจะให้เวลาและใส่ใจกับด้านนั้นๆ ของชีวิตมากกว่าด้านอื่นๆ ที่ยังต้องปรับปรุง เช่น หากหน้าที่การงานกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่สุขภาพกลับย่ำแย่ลง นั่นบ่งบอกถึงว่าคุณกำลังทุ่มเทเวลา  และความสนใจไปในด้านการงานมาก และไม่ให้เวลากับสุขภาพตัวเองเท่าไรนัก อันที่จริงแล้วการที่เราให้เวลากับร่างกายและใจของเราไม่ได้ให้ผลแค่รูปร่างดีและจิตใจแจ่มใส แต่จะได้ผลดีในทุกๆ ด้านของชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงกับจิตใจที่ปลอดโปร่งทั้งนั้น นั่นคือเมื่อเลือดสะอาดและร่างกายได้รับสารอาหารจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ อวัยวะต่างๆ จะทำงานได้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ร่างกายจะมีสุขภาพดีขึ้น ความคิดและอารมณ์ก็จะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ทำงานและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทีนี้เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่าการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นองค์รวม ที่เรียกว่า Self-Care นั้นควรต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปฏิบัติตามกันดู เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวยังไงล่ะคะ >>การนอนหลับให้ถูกต้อง<< การนอนหลับอย่างเต็มที่ แบบที่เรียกว่าหลับอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีโอกาสได้ซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะต่างๆ ที่ใช้งานมาในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโต ความแข็งแรง หรือการปรับสมดุลต่างๆ ด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า นอนน้อยแต่ยังทำงานได้ประสิทธิภาพหรือได้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม ขอให้คิดใหม่ค่ะ เพราะนอกจากการนอนหลับไม่เพียงพอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ระบบภายในรวนแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพได้อีก เช่น ความจำและการตัดสินใจไม่ดี ไม่สดชื่น เหนื่อยล้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย เจ็บป่วยบ่อย […]

“อ่านหนังสือ” หนึ่งในงานอดิเรกสลายเครียด

มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า “การอ่านหนังสือ คือการซื้อประสบการณ์” เวลาที่อยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเสมอไป การอ่านหนังสือคือการอ่านประสบการณ์หลายร้อยชั่วโมงของคนที่ลองผิดลองถูกมาก่อน และสรุปผลให้เราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเวลาเป็นสิ่งมีค่า เมื่อมีเวลาคนเราก็จะมีความสุข นี่คือคำกล่าวให้เห็นถึงข้อดีของการ “อ่าน” โดยแม้จริง และเรายังมองไม่เห็นเลยว่า การอ่านหนังสือ นั้นมี “ข้อสัย” อะไรบ้าง นอกจากนี้การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาทักษะการทำงานแล้วยังช่วยขจัดความเครียดและความกังวลได้อีกด้วย โดยธรรมชาติแล้วเวลาเจอวิกฤตหรือความเครียด มนุษย์จะมีมุมมองที่แคบลง ทำให้เอาแต่คิดถึงแต่เรื่องตรงหน้า จนนึกวิธีแก้ปัญหาที่ต่างออกไปจากเดิมไม่ออก และหลงลืมไปว่า การอ่านหนังสือสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ แค่เรารู้วิธีจัดการหรือวิธีแก้ปัญหา และคิดว่าน่าจะผ่านมันไปได้ ความเครียดก็จะลดลงจนสัมผัสได้ หลายคนก็มีวิธีในการผ่อนคลายความเครียดแตกต่างกันออกไป บางคนก็เลือกออกไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าวกับเพื่อนฝูง ปาร์ตี้ ท่องเที่ยว อะไรก็ว่ากันไปแต่ถ้าหากคนที่มีความรู้สึกว่าไม่ได้อยากออกไปทำอะไรแบบนั้นแต่ไม่รู้จะผ่อนคลายความเครียดให้กับตัวเองได้อย่างไร แนะนำว่าให้ลองหาหนังสือดีๆ ที่ชื่นชอบสักเล่มมาอ่านแล้วจะช่วยให้ความเครียดของคุณหายไปได้ เราไปดูข้อดีของการอ่านหนังสือที่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังช่วยคลายเครียดได้อีกด้วย “อ่านหนังสือ” หนึ่งในงานอดิเรกสลายเครียด หนังสือที่ว่านี้ควรต้องเลือกก่อนว่าเป็นหนังสือที่ตนเองให้ความสนใจ เช่น หนังสือนวนิยาย หนังสือการ์ตูน หนังสือประวัติศาสตร์ สารคดี การสืบสวน และอื่นๆ อีกมากมาย ต้องเลือกเอาที่ตนเองชื่นชอบจากนั้นให้เริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรกโดยสมองไม่ต้องไปคิดถึงเครื่องเครียดๆ อะไรมากนัก ให้ลองอ่านพร้อมตั้งสมาธิไปยังตัวหนังสือทุกตัวที่ผ่านเข้าสู่สายตาไปยังสมองของเรา ธรรมชาติของมนุษย์สมองจะสามารถคิดได้ทีละเรื่อง ดังนั้นหากสมองของเรากำลังคิดเรื่องของตัวหนังสือที่ผ่านเข้ามาในหัวสมองก็จะไม่สามารถคิดเรื่องเครียดก่อนหน้านี้ได้ เป็นวิธีการคลายเครียดที่ดีอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรให้ยุ่งยากแค่หนังสือเล่มเดียวก็ทำให้ความเครียดเหล่านั้นหายไปได้ไม่มากก็น้อย การอ่านหนังสือ […]

รู้ไว้เถิดว่าความสุขที่แท้สร้างได้ เพราะสิ่งที่เรามองเห็น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามองหา!

หลายๆ คนที่ได้อ่านเจอบทความดีๆ หรือข้อคิดสอนใจในการจัดการกับความทุกข์ในตัวเองออกไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลามาจัดการกับความสุข ของตัวเองกันดูบ้าง อย่างที่เราได้เคยพูดกันมาบ่อยๆ แล้วว่าความสุขหรือความทุกข์ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจของตัวเราเองทั้งนั้น ดังนั้นตัวการแรกที่ต้องเริ่มสะสางก็ต้องเริ่มจากจิตใจของเราเองเป็นอย่างแรกก่อนค่ะ แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่ทำให้คนเรามีความสุข? อันนี้ถือเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะว่าแต่ละคนมีรสนิยมในการเสพความสุขที่แตกต่างกันไป บางคนเพียงแค่ได้นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว มีเวลาเป็นส่วนตัวสักวันละ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นความสุขมากแล้ว ในขณะที่บางคนกลับมองว่าการจะมีความสุขได้นั้นจะต้องเกิดจากการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ นอนแช่น้ำในอ่างจากุชชี่สุดหรู จิบไวน์เคล้าเสียงเพลงคลอเบาๆ และมีมือนุ่มๆ ของคนรู้ใจคอยนวดหลังนวดไหล่ให้อยู่ไม่ห่าง จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสุขเกิดจากความต้องการส่วนตัวของแต่ละบุคคลล้วนๆ และเกิดจากตัวคุณเองล้วนๆ ความสุขเป็นความรู้สึกเหมือนกันกับความทุกข์ ถ้าจิตใจเราสามารถสร้างและขจัดความทุกข์ออกไปได้ด้วยตัวเองแล้ว จิตใจของเราก็ย่อมจะสร้างและขจัดความสุขออกไปจากใจเราได้ด้วยตัวเราเองเช่นกัน ในที่สุดแล้วก็จะมีความสุขได้ พื้นฐานที่ง่ายที่สุดคือการเปิดใจให้กว้าง และมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ลด ละ เลิกความวิตกกังวล และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหลายทิ้งไป ฝังกลบความวุ่นวายในจิตใจ รวมทั้งความต้องการต่างๆ นานาลงไปดูสักครู่ แล้วคุณจะรู้ว่า…ความสุขนั้นสร้างได้ เลือกรับแต่สิ่งที่ดี เรามักจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า คุณจะเป็นดั่งเช่นสิ่งที่คุณกิน หรือ You are what you eat ซึ่งเป็นประโยคอมตะที่ได้รับการพิสูจน์มานานแล้วว่าเป็นความจริง แต่ประโยคนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้รับทางการคืออาหารการกินเท่านั้น หรือให้ความสำคัญเฉพาะกับกระเพาะอาหารและลิ้น ในขณะที่ ตา หู […]

เรียนรู้เรื่องอารมณ์ที่มีผลกับร่างกาย และควรรู้ไว้ว่าอารมณ์ใดทำให้เกิดโรคใด?

ระดับอารมณ์ของคนเราเป็นตัวบงการสำคัญให้ร่างกายกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา ส่งผลไปถึงจิตใจที่มักแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ จากอารมณ์หนึ่งไปอีกอารมณ์หนึ่ง เป็นอย่างนี้ไปตลอดวัน ดังนั้นจึงพูดได้ว่าอารมณ์มีผลต่อสมองและร่างกาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเวลาคนมีอารมณ์ตื่นเต้นตกใจ ร่างกายจะมีพลังมากกว่าปกติ เราคงเคยได้ยินว่าเวลาที่ตกใจเมื่อเกิดไฟไหม้สามารถแบกของหนักออกมาจากบ้านได้ แต่พอเหตุการณ์สงบแล้วแบกของกลับเข้าบ้านไม่ได้ นั่นเป็นเพราะตอนที่มีอารมณ์ตกใจสมอง จะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนที่มีบทบาทในการสั่งให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อมากกว่าที่อื่นนั่นเอง ในความเป็นจริงถ้าเราตกใจแบบนี้อีก กลไกแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นเองโดยเราไม่ต้องสั่ง หรือเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวและเลือกไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นเองตามอารมณ์ที่เรามีนั่นหมายความว่าเมื่อไรที่ตกใจ เมื่อนั้นร่างกายจะตอบสนองการตกใจด้วยกลไกแบบนี้เสมอ  ไม่ใช่แค่อารมณ์ตกใจเท่านั้นที่ร่างกายตอบสนอง ร่างกายตอบสนองทุกอารมณ์ที่เรามี แค่ด้วยปฏิกิริยาที่ต่างกัน ดังนั้นอารมณ์นี่ล่ะที่เป็นต้นเหตุให้สมองหลั่งฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งออกมา และร่างกายแปรเปลี่ยนไปตามที่ฮอร์โมนตัวนั้นควบคุมอยู่ เมื่ออารมณ์เป็รเสมือนตัวการสั่งงานให้สมองสั่งร่างกายให้ทำงานแบบอัตโนมัติ อารมณ์จึงเป็นนายเหนือร่างกาย เราอยากให้ร่างกายแข็งแรงเราต้องมีอารมณ์ที่สั่งให้ร่างกายทำเช่นนั้นได้ การที่เราจะสร้างอารมณ์ใดขึ้นมาได้อย่างใจนั้น เราต้องฝึกหัด ฉะนั้นอยากมีสุขภาพดีเราต้องฝึกจิตให้เข้มแข็ง จะได้ควบคุมอารมณ์ได้ดังใจมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องฝึกหัดไปเรื่อยๆ >>อารมณ์ใด…ทำให้เกิดโรคใด<<   อารมณ์ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใด การตอบสนองของร่างกายต่ออารมณ์ต่างชนิดกันจะมีผลกระทบต่ออวัยวะในร่างกายไม่เหมือนกัน การแพทย์แถบเอเชียของเราเรียนรู้เรื่องนี้กันมานานแล้ว และจะได้จัดการสรุปผลที่อารมณ์มีต่อร่างกายอย่างเป็นแบบแผนไว้ ซึ่งการแพทย์แผนจีนเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้าอย่างงั้นเราไปดูกันว่าอารมร์ใดมีผลต่ออวัยวะใดกันบ้าง อารมณ์โกรธหงุดหงิด ไม่พอใจ อารมณ์เหล่านี้จะส่งผลต่อร่างกายที่ตับและถุงน้ำดีมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ถ้าเรามีอารมร์แบบนี้เป็นประจำ ตับและถุงน้ำดีจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร ทำให้เกิดโรคตับขึ้นได้ เมื่อตับเสื่อมเร็ว สุขภาพทั้งร่างกายจะเสียไปด้วยทั้งหมด เพราะตับเป็นอวัยวะที่สำคัญในการย่อยอาหารและล้างพิษ ถ้าตับทำงานไม่ได้ ร่างกายก็อยู่ไม่ได้ คนไข้ที่เป็นโรคตับจึงต้องแก้ไขรักษาด้วยการลดความโกรธ หงุดหงิดต่างๆ ลงด้วย […]

เหตุที่คนเราป่วยเรื้อรัง เป็นสิวไม่หาย อาจเกิดมาจากภาวะ “ลำไส้รั่ว”

ระบบทางเดินอาหารถือเป็นระบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถึงขนาดมีคำเปรียบเปรยว่า “You are what you digest” แปลความหมายได้ง่ายๆ ว่า คุณคือสิ่งที่ร่างกายคุณย่อยนั่นเอง ซึ่งหลายคนคงเคยอ่านเจอคำพูดของนักวิชาการแพทย์ชื่อดังของโลกคือ ฮิปโปคราตีส ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ทุกโรคล้วนเริ่มต้นที่ลำไส้” กันมาบ้าง แต่วงการแพทย์ปัจจุบันอาจจะเพิ่งหันมาให้ความสนใจระบบการย่อยอาหาร เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ โดยดูได้จากเริ่มมีหนังสือเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาให้เห็นกันมากขึ้นกว่าในอดีต ใครที่มีอาการสิวอักเสบ ผื่นแพ้ตามผิวหนัง แพ้อาหาร ระบบทางเดินอาหารอักเสบ อ่อนเพลีย และมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังมานานชนิดที่ว่ารักษาเท่าไรก็ไม่หายสักที เชื่อหรือไม่ว่าสาเหตุอาจเกิดมาจากความผิดปกติของลำไส้ที่เรียกว่า “ลำไส้รั่ว”  และวันนี้ค่ะ เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับภาวะลำไส้รั่วกัน ว่ามันเกิดจากสาเหตุใด และเมื่อเป็นแล้วเราจะมีอาการอย่างไร พร้อมวิธีการป้องกันและรักษา รู้เอาไว้ก่อนได้เปรียบค่ะ ทำความรู้จักกับ “ภาวะลำไส้รั่ว” ร่างกายของคนเราเปรียบเสมือนบ้านของเหล่าจุลินทรีย์สายพันธ์ต่างๆ จำนวนนับล้านตัว มนุษย์เราเริ่มได้รับเชื้อจุลินทรีย์ตั้งแต่แรกเกิดในขณะเคลื่อนผ่านช่องคลอดของมารดา โดยจุลินทรีย์จากช่องคลอดจะแทรกซึมสู่ทารกโดยอัตโนมัติ เรียกว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากๆ อย่างหนึ่งโดยเฉพาะในระบบย่อยอาหาร กำจัดกากอาหาร และปกป้องการทำงานของลำไส้ให้เป็นไปอย่างปกติ การทำงานอย่างสมดุลของจุลินทรีย์จะส่งผลให้ร่างกายคนเรามีความสุข อารมณ์แจ่มใส สุขภาพแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่ง ตลอดจนส่งผลมาสู่ภายนอกนั่นคือมีสภาพผิวหนังที่ดี เป็นต้น แต่จุลินทรีย์ก็มีทั้งชนิดดีและไม่ดี จุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ไม่ให้จุลินทรีย์ไม่ดีมาก่อให้ร่างกายเกิดโรคมากเกินไปมีชื่อว่าโพรไบโอติก ซึ่งหากจุลินทรีย์ชนิดนี้ถูกทำลายไปด้วยเชื้อโรคที่อันตรายทำให้ร่างกายเกิดโรคขึ้นมากมาย สิ่งเหล่านี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบนิเวศน์ในลำไส้เสียสมดุลได้ และหากปล่อยไว้จะกระตุ้นให้เกิด “ภาวะลำไส้รั่ว” […]

ความ “เผลอ” บางประเภท ที่ทำให้(บางครั้ง) คนเราไม่รักตัวเอง!

ที่ผ่านมาเรามักไปอ่านเจอบทความ หรือหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา หรือแม้แต่ฟังนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจหลายๆ คน ที่ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าอยากให้ทุกคน “รักตัวเอง” แต่เชื่อหรือไม่ว่าจิตใจของตัวเราเองนี่แหละมันแปลก เราไม่สามารถที่จะสั่งการปุ๊บปั๊บ เหมือนการกดสวิตซ์ไฟแล้วให้การรักตัวเอง เกิดขึ้นได้ทันทีแบบนั้นได้เลย ทั้งๆ ที่เรารู้กันดีว่าการรักตัวเองเป็นเรื่องที่ดีและสมควรทำ แต่บางครั้งเราก็ “เผลอ” คิดลบ เผลอมองโลกในแง่ร้าย หรือเผลอตำหนิติเตียนตัวเอง ลงไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้เราไม่รักตัวเองแบบที่ควรจะเป็น ข้อสงสัยที่ว่า เราอยากรักตัวเอง แต่ทำไมบางครั้งเราถึงไม่รู้สึกรักตัวเองเลยนะ? นั่นเพราะเรามีอาการ “เผลอ” ต่างๆ ที่เข้ามาแทรกความรู้สึกของเรานั่นเองค่ะ เมื่อเราเผลอคิดแบบนั้นลงไปความคิดลบๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาในใจในความคิดของเรา ทำให้เราไม่รักตัวเอง เรามาลองสังเกตดูกันค่ะว่า อาการ “เผลอ” ที่ว่าเรามีอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็เลิกเผลอได้แล้วค่ะ หันมารักตัวเองดีกว่า “เผลอ” ไม่มั่นใจในตัวเอง เมื่อลองเงี่ยหูฟังดีๆ บางครั้งเราอาจได้ยินเสียงเล็กๆ ในหัวกระซิบมาว่า “เราดีพอแล้วหรอ” “เราคู่ควรกับสิ่งนี้แล้วหรอ” “เราไม่น่าทำสิ่งนั้นได้แน่ๆ” หรือ “เราเนี่ยนะ” นั่นคือเสียงกระซิบของความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง หากเราเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบนี้บ่อยๆ เข้าทุกวัน ก็จะทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง จนกลายเป็นความรู้สึกไม่กล้าที่จะมีความสุขได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ยกตัวอย่าง ถ้าเรามีความรัก แทนที่จะมีความสุขกับชีวิตคู่อย่างเต็มที่ คนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็มักจะมีคำถามขึ้นมาบ่อยๆ […]

มาลองทำตัวเป็นผู้นำที่สร้างแรงขับเคลื่อน และผู้จูงใจที่เก่งที่สุดกันดู!

คุณรู้หรือไม่ว่าพลังแห่งการจูงใจสามารถช่วยให้ตัวเราได้สิ่งที่ต้องการได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าสิ่งอื่นใดที่เราทำ มันสามารถหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จ กับความล้มเหลวเลยทีเดียว มันสยังหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลวได้ด้วย มันสามารถรับประกันความก้าวหน้าของตัวเราเอง และทำให้เราสามารถใช้ทักษะและความสามารถด้านอื่นๆ ของตัวเราเองได้ในระดับที่สูงมากที่สุด พลังแห่งการจูงใจของตัวเราจะทำให้เราได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่สมมติฐานที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ ค่ะ                         มาลองทำตัวเป็นผู้นำที่สร้างแรงขับเคลื่อน                                    และผู้จูงใจที่เก่งที่สุดกันดู!   คนเรามีทางเลือกสองทาง   ต้องไม่ลืมว่าคนเรามีทางเลือกสองทางเสมอ นั่นคือ เราสามารถจูงใจคนอื่นให้ช่วยเหลือเราเราช่วยพวกเขาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าการปฏิสัมพัน์ทุกอย่างของมนุษย์เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ซับซ้อนของการจูงใจและการใช้อิทธิพลโน้มน้าว โดยที่ไม่รู้ตัวนี้เอง คนเหล่านั้นก็จะเป็นคนที่ถูกจูงใจให้ช่วยเหลือคนอื่นแทนที่จะเป็นคนที่กำลังจูงใจคนอื่นเสียเองอยู่เสมอค่ะ กุญแจสู่การจูงใจ  คนเรามีแรงขับเคลื่อนหลักอยู่สองอย่าง กล่าวคือ ความปรารถนาที่จะได้มากขึ้น และความกลัวการสูญเสีย ความปรารถนาที่จะได้มากขึ้น […]

นอนน้อยแต่นอนนะไม่พอนะคะ…ต้องนอนให้พอนะจ๊ะ จะดีที่สุดจ้า!

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีความเครียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายและจิตใจ เช่น ไมเกรน นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง อีกทั้งความเครียดยังเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งในปริมาณมากเข้าไปในกระแสเลือด ไปส่งผลต่อกระแสเลือดไปส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ เช่น การลดมวลกระดูก ความดันโลหิตสูง กดระบบภูมิคุ้มกันลดการสร้างคอลลาเจนทำอันตรายเซลล์สมอง และการนอนไม่หลับ นอนน้อย นอนไม่อิ่มนี่แหละค่ะ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเครียด ซึ่งปัญหาจากการนอนดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพคุณภาพชีวิต และการงานของคนเราได้มากที่สุดอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง มีการวิจัยระบุออกมาว่าคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี มีปัญหาการนอนน้อยหรือนอนมากเกินไป มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนเราอย่างมาก การปรับช่วงการนอนให้หลับลึกและยาวนานขึ้น มีสมดุลการนอนที่ดี เป็นช่วงเวลาที่ดีเหมาะสมและดีที่สุดต่อสุขภาพ ดังนั้น วันนี้เราเลยอยากมาพูดถึงเรื่องนอนๆ ที่มีคุณภาพว่าควรทำอย่างไรกันดีกว่าค่ะ ผลกระทบต่อสุขภาพจากการนอนน้อย นอนไม่หลับ    ความจำถดถอยเร็ว: ช่วงเวลานอนหลับเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่สมองมีการประมวลข้อมูลและบันทึกจดจำข้อมูลใหม่ในทุกๆ วัน ดังนั้น การนอนไม่หลับจึงส่งผลต่อระบบความจำ ทั้งระยะสั้นและความจำเรื่องราวในอดีต นอกจากนี้ ในช่วงนอนหลับลึก สมองจะทำการขจัดสารที่เรียกว่าอมัยลอยด์เบต้า หรือขยะพิษในสมองลดโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม นอนไม่หลับ เพิ่มภาวะการเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 33% อารมณ์ด้านลบ: การนอนน้อยหรือนอนไม่หลับ นอกจากจะมีผลให่สมองแก่เร็วขึ้น 3-5 ปี ยังส่งผลต่ออารมณ์และระบบความคิดด้านลบ คือ เกิดความคิดฟุ้งซ่าน สับสน […]

ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายดี…ต้องกิน “อาหาร” ที่เหมาะสมกับชีวิต!

การสร้างสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วันนั้นมีด้วยกันหลายวิธี แต่ถ้าจะให้เลือกวิธีที่สำคัญๆ ที่ใช้กันมานาน และเป็นวิธีหลักๆ ที่คนเราควรต้องใส่ใจและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนั่นก็คือ “การเลือกรับประทานอาหารที่ดี และเหมาะสมกับชีวิต” และเมื่อพูดถึงอาหาร ที่ดีคนก็จะต้องนึกถึงคำว่าอาหารสุขภาพ ที่เป็นความเชื่อของสังคมแต่ละยุคสมัยมาช้านาน ดังนั้นสูตรอาหารธรรมชาติจึงมีมากมายเสียจนบางครั้งเราเองยังเกิดความสับสนว่าอะไรคืออาหารสุขภาพกันแน่? อันที่จริงอาหารทุกชนิดมีข้อดีและข้อด้อยต่างกันไป ไม่มีอาหารอะไรที่วิเศษสุดที่จะเหมาะกับร่างกายของทุกคน แต่การจะพิจารณาเรียกอาหารใดว่าเป็นอาหารสุขภาพนั้นจะใช้หลักการที่ทุกคนยอมรับได้ นั่นคือ อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีสารพิษ หรือสิ่งปนเปื้อน เรียกว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีคุณค่าครบหมู่ตามที่ร่างกายต้องการ แบบนี้ที่เรียกว่าเป็นลักษณะของอาหารที่ดี และในการสร้างสุขภาพด้วยธรรมชาตินั้นยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงลักษณะที่คงความเป็นธรรมชาติทั้งในเรื่องของความสดของอาหาร ชนิดของอาหารที่เหมาะสมกับฤดูกาล และยังรวมถึงวิธีกินอาหารให้ได้ประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยวันนี้เราเลยอยากมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่เราควรกิน เพื่อสร้างสุขภาพร่างกายที่ดี อาจจะเป็นแนวกว้างๆ ไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่เมื่ออ่านแล้วคุณจะรู้ได้ทันทีเลยว่าอาหารที่ควรเลือกหามากินต้องมีลักษณะอย่างไร                 ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายดี…ต้องกิน “อาหาร” ที่เหมาะสมกับชีวิต! >>อาหารที่มีสารพิษน้อย<< เราควรกินพืชผัก ผลไม้ ตามธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ หรือผักที่ปลูกและดูแลโดยไม่ใช้สารเคมี ถ้าเป็นผักพื้นบ้านตามรั้วได้จะยิ่งปลอดภัย ผัก ผลไม้ที่ปลูกโดยใช้สารเคมีไม่ถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องล้าง ทำความสะอาดให้ปลอดสารพิษมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่อย่างนั้นเราจะได้รับสารพิษเข้าไปโดยตรง การกินอาหารตามร้านอาหารทั่วไปจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่ามีสารพิษมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นถ้าเลือกอาหารและปรุงได้เองก็จะดีมาก […]

ใครไม่เชื่อต้องพิสูจน์…ลองทำ 10 สิ่งนี้ รับรอง “ชีวิตดี” ขึ้นทุกวัน!

คุณเชื่อไหม? ว่าลมหายใจที่เข้าออกสามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมี “ความสุข” หรือ “ความทุกข์” ใครเคยลองสังเกตดูชีวิตของตัวเองบ้างหรือไม่ว่าตลอดเวลาของชีวิต สิ่งที่เราต้องการก็แค่ มีชีวิตที่ดี และมีความสุขในทุกๆ วัน บางคนก็ได้รับมันไปโดยง่าย บางคนนี่แทบจะทั้งชีวิตไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำกับคำว่า “ชีวิตดี และมีความสุข” มันเป็นอะไรที่แตกต่างกันมากเหลือเกิน หลายคนจึงมองว่าการทำให้ชีวิตดี ทำให้ตัวเองมีความสุขมันเป็นเรื่องยากนักหนา ทั้งที่จริงแล้วเปล่าเลย สิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นมันอยู่ใกล้เราแค่ปลายจมูกนี่แหละค่ะ เหลือบตามองนิดเดียวเราก็เจอแล้ว แต่คนเรามักจะมองหาอะไรที่มันไกลตัวอยู่เรื่อย วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปลองทำสิ่งดีๆ 10 อย่าง ที่รับรองว่าทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น ขอเพียงคุณพอใจในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น คุณจะไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการไล่หาความสุข ไม่ต้องไขว่คว้าสิ่งงที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว มาค้นหามามองเห็นมันให้เจอกันดีกว่าค่ะ                                    ลองทำ 10 สิ่งนี้ รับรอง “ชีวิตดี” ขึ้นทุกวัน! >>เปิดใจให้กว้างมองดูสิ่งที่อยู่รอบตัว […]

5 คำว่า “ไม่” ที่เชื่อเถอะว่าทำแล้ว ชีวิตคุณจะมีความสุขมากขึ้น!

เราต่างก็รู้กันดีว่าชีวิตมันไม่ยาก แต่มันก็ไม่ง่ายเลย มีสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้มาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการเรียนรู้นี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไป คือ อะไรก็ตามที่เราคิด หรือเราอยู่กับมันนานๆ สุดท้ายมันจะกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราเป็นคนยังไง ซึ่งทุกคนก็คงอยากที่จะประสบความสำเร็จ มีความสุข กันใช่ไหมล่ะคะ มันอยู่ที่วิธีการคิดอย่างไรที่จะให้ได้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการ อันนี้แหละที่ยาก เราต้องหมั่นเรียนรู้และอยู่กับสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้น เช่นเราอยากมีความสุข เราต้องเรียนรู้สิ่งที่ทำให้ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมาก่อน เป็นต้น เอาเป็นว่าเพื่อให้ชีวิตของทุกคนได้ก้าวไปได้อย่างมั่นใจ สามารถขจัดปัญหาและอุปสรรค ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้สำเร็จทุกประการ เรามาเริ่มทำความเข้าใจในการทำสิ่งที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์กันดีกว่าค่ะ กับคำว่า “ไม่” ไม่อะไรก็ได้ที่ไม่ทำแล้วชีวิตจะสุขขึ้น เมื่อไม่ทุกข์ก็สุขแล้วล่ะค่ะ แต่จะสุขมากสุขน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วล่ะ “ไม่” ยุ่งกับชีวิตคนอื่น การไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น เป็นหลักคำสอนที่ทางศาสนาแทบจะทุกศาสนา เป็นศีลธรรมข้อหนึ่งเลยก็ว่าได้ เราเคยได้ไปอ่านเจอข้อความที่มีนักธรรมทานนึ่งเคยบอกเอาไว้ว่ คนเราธรรมดามักจะดูแต่คนอื่น 90% และมักจะดูตัวเองแค่ 10% นั่นแสดงให้เห็นว่าคนเรามักคอยจะดูแต่ความผิดพลาดของคนอื่น คิดแต่จะมองความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น คิดและแก้ไขคนอื่น แต่ถ้าลองทำกลับกันลองมองคนอื่นแค่ 10% แล้วพิจารณาตัวเองเป็น90%  แบบนั้นน่าจะทำให้ชีวิตเราดีและมีความสุขขึ้น อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นมาก ยุ่งเท่าที่จำเป็น เรียนรู้ใจตัวเองให้มาก อย่างเวลาทำงานถ้าต้องยุ่งกับคนอื่นก็ยุ่งแค่ตามหน้าที่ ยุ่งเท่าที่จำเป็น ไม่มีธุระอะไรก็อย่าไปยุ่งกับเขามาก เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้มันมีแนวโน้มที่จะทำให้เราต้องเข้าไปยุ่ง ไปรับรู้เรื่องคนอื่นมากขึ้น เพราะเราต้องพบปะผู้คน พูดคุย […]

รู้ให้ลึก! กับอาการท้องเสีย ท้องร่วง ใครที่เป็นบ่อยยิ่งควรต้องรู้

อาการท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน เป็นอาการเดียวกันแต่อาจเรียกได้หลายชื่อ เป็นการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ จากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือรับประทานอาหาร เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารหมักดองที่อาจปนเปื้อน เชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย อุจจาระร่วง หรือพูดง่ายๆ คือร่างกายเกิดความผิดปกติในการถ่ายอุจจาระ ตามปกติ ซึ่งแต่ละคนจะมีจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระในแต่ละวันไม่เท่ากัน บางคนอาจจะถ่ายวันละ 2 – 3 ครั้ง ในขณะที่บางคน 2 – 3 วันจึงจะถ่ายสักครั้ง ท้องเสียจะมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำที่บ่อยขึ้น อาจจะมากกว่า 3 ครั้งใน 1 วัน โดยอาการนำของการเกิดท้องเสียก็คือ ลำไส้จะมีการเคลื่อนไหวหรือบีบตัวอย่างมาก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ถ่ายง่าย และอ่อนเพลียเมื่อมีการถ่ายบ่อยครั้งขึ้น ผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจเกิดคำถามว่าแล้วถ่ายอุจจาระเหลวกี่ครั้ง จึงควรไปหาหมอ หรือควรไปโรงพยาบาล ในกรณีนี้อาจจะต้องดูว่าอาหารถ่ายเหลวที่บอกนั้นมีอาการปวดท้องด้วย คาดว่าอาหารเป็นพิษ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย หากสิ่งที่ถ่ายออกมาเป็นพิษหรือเรียกแบบบ้านๆ ว่าผิดสำแดง ออกจนหมดใน 1-2 ครั้ง อาการถ่ายเหลวจะหยุด อาการเช่นนี้มักไม่เกี่ยวกับเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดอาการอุจจาระร่วง […]

“ภูมิแพ้” แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

ปัจจุบันอัตราความชุกของ “โรคภูมิแพ้” มีแต่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ดูได้จากคนรอบๆ ตัวเรา สักเกตดูสิคะว่าบางคนเป็น คนที่ไม่เคยเป็นหรือป่วยอะไรเลย แต่จู่ๆ ก็กลับมาเป็นภูมิแพ้กันได้ง่ายๆ ซะอย่างนั้น และเมื่อเป็นแล้วก็จะเป็นแบบเรื้อรัง เป็นนาน บางคนก็อาจเป็นตลอดชีวิต ทำให้บั่นทอนสุขภาพ และการใช้ชีวิตอย่างมาก บางคนมักพูดว่าภูมิแพ้เป็นโรคของผู้ดี แบอะไรนิด อะไรหน่อยก็แพ้ ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกเห็นใจคนที่เป็นภูมิแพ้มากๆ เลยล่ะค่ะ เชื่อเถอะว่าเค้าก็ไม่ได้อยากเป็นหรอก…ทางที่ดีหันมาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในภาวะสมดุล ดูแลร่างกายดีๆ เชื่อว่าจะไม่มีคำว่าแพ้ มีแต่ชนะ แน่นอน! วันนี้เรามาทำความเข้าใจ มาทำความรู้จักกับเจ้าโรคภูมิแพ้กันให้ลึกซึ้งกันดีกว่า เพราะมแน่ว่าสักวันอาการนี้อาจเกิดขึ้นกับเรา หรือคนใกล้ตัวเราได้ หรือใครที่มีคนใกล้ตัวที่เป็นอยู่จะได้เข้าใจว่ามันเกิดจากอะไร อย่างที่บอกว่าไม่มีใครอยากเป็นหรอกค่ะ เพราะเป็นแล้วอาการมันน่ารำคาญต่อการใช้ชีวิต เกิดอะไรแปลกปลอมนิดหน่อยก็มีเอฟเฟคต่อร่างกายซะแล้ว ถ้าอย่านั้นไปดู และไปทำความเข้าใจ จะได้เข้าในคนที่เป็นมากขึ้น โรคภูมิแพ้ที่ไม่ได้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง โรคภูมิแพ้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดว่าสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่เข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นอันตราย จึงตอบสนองโดยการผลิตสารภูมิต้านทานขึ้นเพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น เช่นเดียวกับการตอบสนองเมื่อมีเชื้อแบคทีเรีย ปรสิตหรือไวรัสเข้าสู่ร่างกายทั้งๆ ที่อาจเป็นแค่ฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น หรือการเปลี่ยนแปลงของอากาศเท่านั้น เช่น คนทั่วไปสูดฝุ่นละอองเข้าไปจะเกิดอาการน้ำมูกไหล คันจมูก คันตาหรือมีอาการหอบหืด เป็นต้น โรคภูมิแพ้จึงเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานตอบสนองไวเกินไป ซึ่งผิดกับความเชื่อของคนทั่วไปว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลงหรือน้อยลงนั่นเองค่ะ โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง […]

keyboard_arrow_up