พลิกมุมมองชีวิตใช้ศิลปะบำบัดมะเร็ง ไปกับ ไอรีล ไตรสารศรี

 “เวลาในชีวิต จะสั้นหรือยาวก็ไม่สำคัญเท่าการที่เราใช้ชีวิตในขณะนี้อย่างไร และเพื่ออะไร” นี่คือแนวคิดและประโยคที่ออกมาจากใจของผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แต่มีกำลังใจดีมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรด้วยซ้ำ “คุณออย-ไอรีล ไตรสารศรี” ผู้ก่อตั้ง ART.for.CANCER  เจ้าของวลีเด็ดที่เราพูดถึงนั่นเอง คุณออยไม่เพียงแต่มีคำพูดเด็ดๆ ที่ฟังแล้วโดนใจและให้แง่คิดเพียงเท่านี้นะคะ แต่ด้วยสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ เป็นการทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเธอเองจะป่วยขนาดไหนก็ตาม แล้วแบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ Goodlifeupdate จะไม่ไปชวนเธอพูดคุย เพราะเราอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแนวคิด และพลังใจดีๆ พร้อมการใช้ชีวิตรูปแบบไหน ถึงได้ดูมีความสุข ดูมีประโยชน์ต่อคนอื่น และสัมผัสคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตได้ขนาดนี้ ไป เราเลยอยากพาทุกคนไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กันค่ะ แว๊บแรกที่เราเห็นตัวจริงของคุณออยต้องยอมรับเลยว่าแอบตกใจนิดๆ เพราะคุณออยดูสดใส แข็งแรง ร่าเริง ไม่มีอาการบางบอกว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 อย่างที่เราคิดเอาไว้ว่าจะต้องโทรมมาก หรือดูไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณออยดูสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากเสียกว่าคนที่ไม่ป่วยอย่างเราๆ เสียอีก เราจึงเริ่มต้นพูดคุยกับคุณออยด้วยคำถามที่สงสัยมานานแล้วว่า… >> ตอนแรกที่รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม รู้สึกอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไร ? <<   “ยอมรับเลยว่าช็อกค่ะ เพราะเราเคยรู้สึกว่ามะเร็งเป็นเรื่องที่ไกลตัว มันน่าจะเกิดกับคนที่อายุเยอะๆ มากกว่า ซึ่งตอนนั้นออยเพิ่งจะอายุ 27 ปี […]

ความเอ๋ยความเครียด…เจ้ามาจากหนใด!

“เครียด” คำนี้เราได้ยินกันบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงนี้หลายๆ เรื่องอาจยิ่งทำให้หลายคนเครียดเข้าไปกันใหญ่ เราได้ฟังคำนี้กันจนติดหู หันไปทางไหนก็พบเจอแต่คำว่าเครียด และคนเครียดๆ โดยเฉพาะคนกรุงที่อยู่ในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันสูง คำว่าเครียดจึงแทบกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่อธิบายอาการของคนสมัยนี้ แต่เชื่อมั้ยคะว่ามีน้อยคนนักที่จะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เครียด” เอาจริงๆ คำว่าเครียดมันก็ไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดอะไรนัก แต่กรมสุขภาพจิตก็ได้อธิบายเอาไว้ให้เข้าใจกันได้ว่า ความเครียดเป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจที่เกิดการตื่นตัวเพื่อเตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าพอใจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินกำลังทรัพยากรที่เรามีอยู่ หรือเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์ และส่งผลให้เกิดอาหารผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย ฟังๆ ดูแล้วความเครียดอาจนำส่งไม่ดีมาสู่ตัวเรา แต่ในความเป็นจริงความเครียดในระดับที่พอดีนั้นสามารถที่จะช่วยกระตุ้นให้คนเรามีพลัง มีความกระตือรือร้น และผลักดันให้เอาชนะอุปสรรคได้ ความเครียดมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มักจะเกิดจากสองสาเหตุประกอบกัน คือมีปัญหาเป็นตัวกระตุ้น และมีการคิดการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งบอกว่าจะมีความเครียดมากน้อยแค่ไหน ความเครียดเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาสุขภาพ ปัญหามลพิษ ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝนแล้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้คนเราเกิดความเครียดขึ้นมาได้ การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล เราจะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจังกับชีวิต และใจร้อน นอกจากนี้คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคนคอยให้การช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา […]

ลองวิ่ง (สู้ฟัด) ดูสักตั้ง แล้วจะพบว่ามันเป็นการออกกำลังกายที่มหัศจรรย์มาก

ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกายที่เรียกว่า “วิ่ง” เลย เพราะมองว่าเป็นอะไรที่เหนื่อย ใช้พลังงานเยอะ บาดเจ็บได้ง่าย เมื่อลองไปวิ่งดูก็พบว่าตัวเองวิ่งไม่ค่อยได้นาน แบบวิ่งต่อเนื่องกันสัก 3-5 นาทีก็เล่นเอาหอบลิ้นห้อยซะแล่ว และหลังจากลองตั้งใจวิ่งแบบจริงๆ จังๆ ดูก็อย่างมากที่สุดก็ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 10 นาที เรียกว่าสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านกีฬาที่เรียกว่าวิ่งได้เลยล่ะค่ะ แต่ไหนๆ ก็คิดจะศึกษาเรื่องการออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลอย่างจริงจังแล้วก็พบว่าการวิ่งนี่แหละคือการออกกำลังกาย ที่เบิร์นแคลอรีได้มากที่สุด ได้ฟังและรับรู้มาแบบนี้เห็นทีจะต้องทำการศึกษาเรื่องการ “วิ่ง” อย่างจริงจังซะแล้ว และก็เป็นอย่างที่คิดค่ะ เมื่อเราทำการศึกษาการวิ่งที่ถูกต้องทุกอย่างแล้ว ทำให้พบว่าร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันนี้จึงอยากเอาเกร็ดควารู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากสาวๆ ที่เริ่มคิดอยากจะหันมาวิ่งกันดู เผื่อใครต้องการความรู้เอาไปประกอบการวิ่งของตัวเอง เราก็ไม่หวงค่ะ ส่วนใครที่ยังท้อและคิดว่าทำไม่ได้อยากให้ขอลองดูก่อนสักตั้ง คิดเสียว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้สิน่า! เริ่มจากวิธีการวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสกันก่อน ก่อนที่เราจะเริ่มวิ่งเราควรเดินช้าๆ สักพัก และเริ่มปรับระดับสายพานให้เร็วขึ้นก่อนเพื่อวอร์มร่างกาย เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมกับการออกวิ่งสัก 5 นาที (Speed km:hour หรือระดับความเร็วกิโลเมตรต่อชั่วโมง ระดับ 4.0-6.0) จากนั้นลองวิ่งเหยาะๆ (Speed km:hour ระดับ 7.0-7.5) ลองดูว่าตัวเองไหวที่ระดับเท่าไร และฝืนตัวเองให้วิ่งได้นานเท่าไร ถ้าไม่ไหวก็ปรับให้ตัวเองกลับมาเดินสักพัก 1- […]

ความจริงใจจะมีค่า ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน!

คนเราไม่ว่าจะคบกับใคร จะคบกันในสถานะไหนเรื่องของ “ความจริงใจ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ใครเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้บ้างคะ! เราอยากบอกเหลือเกินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สุด ไม่ต้องคิดและไม่ต้องลังเลใจเลย ยิ่งถ้าจะให้คำว่าจริงใจมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นมันต้องออกมาในรูปแบบของการที่เราให้ความจริงใจใครไปผลที่กลับมาก็คือความจริงใจที่ตอบกลับมา แบบนั้นก็ย่อมทำให้เรารู้สึกดี และความจริงใจที่ได้รับกลับมานี้แหละค่ะจะเป็นเสมือนกำลังใจ ที่จะทำให้เราทำสิ่งดีๆ กับคนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าความจริงใจที่เรามอบให้ไป แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นแค่จิงโจ้นั่นหรือความไม่จริงใจ ย่อมทำให้เราเสียความรู้สึกอย่างมาก แต่เชื่อเถอะค่ะว่ามันไม่ใช่ทุกครั้งไปหรอกที่เรามอบความจริงใจ และทำดีกับคนอื่นแบบเต็มที่แล้วสิ่งที่ได้มาคือความหลอกลวง เพราะถ้าเราให้ความจริงใจถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา อย่างไรเสียมันย่อมมีค่าแน่นอน คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ ยิ่งมนุษย์เป็นสัตว์สังคมด้วยแล้วต่างคนก็ต้องมีเพื่อนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรามากมายที่มีทั้งดีและไม่ดี ยิ่งเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะยิ่งดูได้ง่ายว่าคนที่เข้ามาใครมีความจริงใจหรือแค่จิงโจ้ เราจะสัมผัสได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งการที่เราจะดูว่าใครจริงใจกับเรานั้นก็ดูได้ไม่ยากค่ะ โดยดูได้จาก >> คนที่ไม่ชี้นำเราไปในทางที่ผิด <<   คนเราถ้าคิดจะคบกันก็ต้องแนะนำแต่สิ่งดีๆ ให้แก่กัน ไม่พากันไปในทางที่แย่หรือเกิดความเสียหาย หรือหากเห็นคนที่เรารักทำผิดก็ต้องงห้ามกันไม่ใช่ยุแยงให้ทำผิดไปกันใหญ่ อย่าลืมว่าคนเราถ้ารักกันจริงจะดีใจที่เห็นคนที่เรารักได้ดี และอยากจะเดินไปบนเส้นทางดีๆ ไปด้วยกัน มีความเป็นห่วงเป็นใยกันและกัน และจะสังเกตได้ว่าคนที่จริงใจกับเราจะเป็นห่วงเราในมุมที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป จะมองเห็นถึงผลที่จะตามมา จะคอยเป็นห่วงและคอยเตือนเราอยู่เสมอ >> ความจริงใจสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องพูด << คนที่รักและรู้ใจ และมีแต่ความจริงใจให้แก่กันจริงๆ นั้น เค้าแค่มองตากันก็รู้ใจแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไรมากก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดและรู้สึกอย่างไร โดยที่บางทีเราไม่จำเป็นต้องเล่าหรืออธิบายอะไรมากมายด้วยซ้ำ แค่มองตากันหรือสังเกตพฤติกรรมเท่านั้นก็จะรู้ไปถึงความรู้สึกกันทันที […]

เลิกตั้งสเปคการมีความสุขไว้สูงๆ แล้วหันมาใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แต่รู้สึกสุขใจจะดีกว่า!

ด้วยความที่โลกหมุนไปไวเสียเหลือเกินอาจทำให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนอาจจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก บางคนอาจจะเจอเรื่องดีๆ บ่อยครั้ง แต่บางคนก็อาจมีเรื่องแย่ๆ เข้ามาได้เช่นกัน อย่าลืมว่าเวลาในชีวิตของคนเรานั้นมีจำกัด เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเวลาบนโลกของตัวเราเองนั้นเหลืออยู่เท่าใด ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่นมามีอิทธิพลกับตัวเรา มากนัก และอย่าเสียเวลาไปใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่คนอื่นวางเอาไว้ให้ อย่าเอาเสียงรบกวนจากความคิดเห็นของคนอื่นมาปนกับเสียงหัวใจของเรา และจงกล้าที่จะทำตามใจ กล้าที่จะไล่ตามความฝันของตัวเอง วันนี้จึงได้รวบรวมข้อคิดและกำลังใจดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านที่กำลังรู้สึกท้อแท้ หรือหมดพลังใจในการใช้ชีวิต เพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้แบบมีความสุขมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่เราก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ >>ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรัก รักโดยไม่หวังผล จะไม่พบกับคำว่าผิดหวัง<< ในความสัมพันธ์ที่นอกเหนือจากความรักของการเป็นพ่อแม่ที่สัญชาติญาณจะดูแลลูก การมอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่มีความคาดหวัง เราทำกันได้จริงๆ หรือ? ต้องตอบว่ามีจริงๆ ค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าความรักไม่ใช่สิ่งน่าอาย แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้แต่ก็รับรู้ได้ด้วยใจ คนส่วนมากไม่กล้ามอบความรักให้ใครเพราะกลัวการไม่รักตอบ กลัวความผิดหวัง เสียใจเมื่อรักไม่สมดังใจ ความรักแบบนี้เหมือนเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้รับความรักตอบแทนมาให้มากกว่าที่ตัวเองรักเขาแบบนี้ย่อมเป็นทุกข์แน่นอน แต่ก็ยังมีคนบางคนที่กล้าที่จะรักคนอื่นก่อน เพราะเข้าใจหัวใจตัวเองว่าเขาต้องการอะไร ถ้าใจคิดอยากจะรักแล้วให้หัวใจเป็นสุข ก็กล้าที่จะมอบความรักให้คนอื่นโดยไม่คาดหวังด้วยซ้ำไปว่าจะได้อะไรเป็นการตอบแทน ไม่หวังแม้แต่ว่า คนที่ตัวเองรักนั้น ต้องมารักตอบ ขอแค่รักเขาเป็นพอ คนที่สามารถมีความรักได้ยั่งยืนยาวนาน  คือคนที่รักโดยไม่หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพียงแค่อยากรู้สึกรักใครสักคน ที่เขาจะรักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะมอบความรักให้ใคร ก็อย่าคิดเรื่องผิดหวัง เพราะถ้ารักโดยไม่คาดหวัง เราก็จะไม่มีความผิดหวังตามมาอย่างแน่นอน >>มีชีวิตอยู่ด้วยการให้อภัยจะมีจิตใจที่แจ่มใสตลอดเวลา<< หากเราคิดได้ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดกันทั้งนั้น […]

อย่าปล่อยให้เครียดจนเกินจะทน หัดระบายความเครียดออกไปบ้าง!

การระบายความเครียดก็เหมือนกับการเทขยะออกไปจากจิตใจ ทำให้ใจสงบ ใจสบาย และมีความสุขขึ้นมาก ส่วนการเก็บกักความเครียดไว้ย่อมจะมีผลในทางกลับกัน ยิ่งจะทำให้เครียดมากขึ้นและความเครียด จะส่งผลทำลายล้างได้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย เช่น ส่งผลต่อสภาพร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ความอ่อนเยาว์หนีหาย อีกทั้งอาจทำให้คิดอะไรสั้นๆ อย่างการทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตายได้ ซึ่งเมื่อมีความเครียดแล้วคุณไม่ควรเก็บไว้ในใจ ควรหาทางระบายความเครียดให้ออกไปด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ :พูดคุยกับคนรู้จัก:    คนรู้จักในที่นี้คือญาติมิตรที่ไว้ใจได้ของคุณเอง ซึ่งเขาเหล่านี้ล้วนมีความรัก มีความปรารถนาดีต่อคุณ เขาย่อมเปิดใจและเต็มใจที่จะรับฟังปัญหาและการระบายของคุณอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนนอกหรือคนที่ไม่ได้รู้จักคุณ เขาอาจมีคำแนะนำดีๆ ที่เป็นแสงสว่างแก่คุณได้ค่ะ :พูดคุยกับจิตแพทย์:   บางครั้งความเครียดที่คุณมีอาจซับซ้อน รุนแรง เกินกว่าที่จะระบาย หรือปรึกษาใคร คงต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ในการบำบัดอย่างจิตแพทย์ที่เขารู้ว่าควรทำอย่างไร อาจมีการให้คำปรึกษาหรือจ่ายยาแก้เครียดบางชนิดให้ด้วย :พูดคุยกับสายด่วน: สายด่วนในที่นี้ก็คือ โทรศัพท์สายด่วนที่ให้คำปรึกษาในเรื่องของสุขภาพจิตและความเครียดที่จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยรับสายและให้คำแนะนำ แม้จะไม่เครียดมากแต่หากไม่มีทีพึ่ง การพูดคุยโดยตรงกับสายด่วนเหล่านี้ ย่อมจะเป็นแนวทางที่ดีในการจัดการกับความเครียดในปัจจุบันและอนาคตได้ :เขียนระบายความเครียด:   การเขียนระบายความเครียดซึ่งเป็นการระบายอีกรูปแบบหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเปิดเผยปัญหาหรือความเครียดของตนให้ผู้อื่นรับรู้หรือมีความเครียดมากนัก เพียงแค่อยากปลดปล่อยออกมาเท่านั้น จะเป็นการเขียนระบายความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นตัวอักษรแบบที่เรียกว่าไม่ต้องไปปิดบังอะไรเลย ไม่เหมือนกับการพูดจาปรึกษาผู้อื่น ซึ่งเมื่อกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งก็จะช่วยให้เข้าใจปัญหามากขึ้น เข้าใจว่าตนเองเป็นอย่างไร ผู้อื่นเป็นอย่างไร อะไรที่ตนไม่พอใจบ้าง และที่สำคัญคือในตอนที่เครียดที่โมโหกับตอนที่อารมณ์เย็นลงแล้ว ความคิดในหน้ากระดาษกับความคิดในหัวสมองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นไรบ้าง เหล่านี้คือวิธีระบายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ […]

ผิวสวยและดูอ่อนเยาว์ในชั่วพริบตาด้วย “โฮมสปา”

ผิวหนังเป็นปราการด่านแรกที่เป็นที่สังเกตของผู้พบเห็น ผิวที่ละเอียด เต่งตึง และอ่อนเยาว์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน การทำ “โฮมสปา” ที่เราจะกล่าวถึงกันในวันนี้เป็นวิธีการดูแลผิวพรรณอย่างง่ายๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยม เป็นการขจัดคราบไคล สารพิษ รวมไปจนถึงสิ่งตกค้างอื่นๆ ออกจากผิวหน้าและผิวกาย ทำให้ผิว บริสุทธิ์ผุดผ่อง แลดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นวิธีง่ายๆ เราสามารถทำได้เองที่บ้านด้วยงบประมาณที่ไม่แพงมากนัก ผิวหนังเป็นอวัยวะขับถ่ายที่มีขนาดใหญ่และสามารถขับสารพิษและของเสียได้ดีและมากที่สุด ผิวหนังจะทำหน้าที่ในการระบายของเสียและสารพิษจำพวกโลหะหนักออกจากน้ำเหลือง เลือด และเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมาในรูปของเหงื่อ สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเหงื่อมีปริมาณของของเสียและสารพิษในปริมาณที่เข้มข้น คือการที่เรามีกลิ่นตัวแรง เหม็นเปรี้ยว และตัวเหนียวเหนอะหนะ การดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธีและเหมาะสม จะช่วยป้องกันผิวจากการถูกทำลายจากของเสียและสารพิษดังกล่าว และยังช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังมีการขับสารพิษและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน การดูแลผิวสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อชะล้างสารพิษและของเสียที่ร่างกายขับออกมาไม่ให้ของเสียเหล่านั้นเกิดการหมักหมมจนอาจส่งผลเสียต่อผิวหนังได้ในที่สุด ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารซักฟอกที่รุนแรง สบู่ หรือสารเคมีที่เป็นอันตราย ขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป และยังเป็นการช่วยทำความสะอาดรูขุมขนไม่ให้อุดตัน ทำให้สามารถระบายสารพิษออกมาได้ง่ายมากขึ้น แปรงผิวด้วยแปรงขนสัตว์แห้งก่อนอาบน้ำเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง ทำให้สามารถระบายของเสียจำพวกโลหะหนักออกมาได้ดียิ่งขึ้น เช็ดตัวหลังอาบน้ำด้วยผ้าขนหนูตามแนวดิ่งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวภายในร่างกาย นวดหน้าและลำตัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสเลือด อบไอน้ำหรือทำซาวน่าเพื่อขับสารพิษและของเสียออกจากผิวหนัง เนื่องจากในช่วงอากาศร้อน รูขุมขนจะเปิดกว้างทำให้ร่างกายสามารถขับสารพิษและของเสียออกมาพร้อมกับเหงื่อได้ดียิ่งขึ้น นอนแช่ตัวในน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของเกลือทะเล หยอดน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษลงไปสักเล็กน้อย แช่เท้าลงในน้ำเกลือ โดยให้ระดับน้ำที่แช่อยู่เหนือข้อเท้าขึ้นมา น้ำเกลือจะชะล้างโลหะหนักจำพวกอลูมินัม และปรอท ควรกินอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพผิว เนื่องจากผิวหนังมีส่วนประกอบของไขมันเสียเป็นส่วนใหญ่ […]

อยากมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คู่รักจำเป็นต้อง “เคารพกันและกัน”

เค้าว่ากันว่าหากต้องการมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน คู่รักจำเป็นจะต้องเคารพซึ่งกันและกัน ความเคารพที่ว่าคือ เคารพซึ่งความแตกต่างของกันและกัน เคารพความคิดเห็น การตัดสินใจ ความฝัน เป้าหมายชีวิต และเรื่องอื่นๆ ของคนที่เรารัก เพราะการเคารพความแตกต่างของคู่ชีวิต ทำให้เรายอมรับตัวตนที่แท้จริงของเขา และไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเขา เนื่องจากความแตกต่างนั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นเพียงสิ่งที่ต้องปรับตัวเข้าหากันต่างหาก การแสดงออกถึงความเคารพในตัวคนรักนั้นทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือ ไม่ตัดสินว่าความเคารพในตัวคนรักนั้นทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือไม่ตัดสินว่าความคิด การตัดสินใจหรือการกระทำของเขาเป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างทันทีเพราะคนรักที่ดีนั้นต้องเคารพการตัดสินใจและเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายว่าทำดีที่สุดแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ควรให้กำลังใจกันและกันต่อไป ไม่ควรติเตียนเรื่องการตัดสินใจและผลลัพธ์ของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง เพราะคนรักอาจรู้สึกเสียหน้าและอับอายนอกจากนี้เรายังสามารถแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขาได้ด้วยถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขากับคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ ของคนรักทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อตอกย้ำความรู้สึกและแสดงให้เห็นว่าคุณเคารพในตัวเขาอย่างจริงจังและจริงใจ   การแสดงความเคารพกันและกันยังช่วยเพิ่มความมั่นคงในความรัก เพราะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความมั่นใจและปลอดภัยกว่า ไม่ว่าโลกภายนอกเขาจะเผชิญกับความยากลำบากหรือความผิดพลาดมากเพียงใด แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนคนหนึ่งที่เคารพในการกระทำและเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ ซึ่งก็คือคนรักของเขานั่นเอง…หากใครทำตามนี้ความสัมพันธ์ก็ของคู่คุณจะต้องมีความสุข และยืนยาวแน่นอน แต่เรามีเคล็ดลับแถมให้อีกสามสี่ข้อค่ะ เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้ความรักของคุณอบอุ่นและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไปดูพร้อมกันว่ามีอะไรบ้าง >>พูดคุยกันเป็นประจำ<< คู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหรือคบหากันมานาน อาจมองข้ามความสำคัญของการพูดคุยไป จนอาจเป็นสาเหตุของปัญหาความแตกร้าวในความสัมพันธ์ การพูดคุยที่สามารถยืดอายุความสัมพันธ์นั้นหมายรวมถึงตั้งแต่การพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบในชีวิตประจำวันไปจนถึงการอัพเดตเรื่องราวเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน การพูดคุยเปิดอกถึงปัญหาและความคับข้องใจ เรามี Tips วิธีพูดคุยเพิ่มความเข้าใจมาฝากค่ะ เริ่มจากใช้น้ำเสียงที่ไพเราะ น้ำเสียงที่อ่อนโยนช่วยลดความตึงเครียดลงได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจ หรือเรื่องที่เป็นปัญหาในครอบครัว เนื่องจากการพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวจะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกกดดัน เครียด และโมโหในที่สุด […]

เมื่อเราโตขึ้นเราจะเข้าใจว่า “การมีเพื่อนเยอะไม่สำคัญเท่ากับการมีเพื่อนดี”

“อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา เหมือนเกลือดีมีน้อยด้อยราคา ยังดีกว่าน้ำเค็มเต็มทะเล” วันนี้ขอยกเอาคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่เป็นบทกลอนสอนใจเรื่องเกี่ยวกับ “เพื่อน” ขึ้นมาพูดสักหน่อยนะคะ เพราะด้วยสถานการณ์และผู้คนที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน หรือแม้แต่ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทำให้เรากลับมานั่งคิดทบทวนว่า เวลาเรามีเรื่องทุกข์ใจ หรือเศร้าใจ มีใครบ้างที่เหลืออยู่กับเราในเวลานั้น และเขาคนนั้นแม้จะเป็นเพียงคนคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ขอให้จงดีใจเอาไว้เถอะค่ะ ว่านั่นแหละคุณได้เจอเพื่อนแท้แล้ว แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เค้าคือเพื่อน “คุณภาพ” ที่แท้จริของคุณ ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทันสมัยขึ้นทำให้คนเรามีการสื่อสารกันง่ายมากขึ้น คนเราจึงมีเพื่อนมากมายในสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุคเป็นร้อย บางคนนี่มีเพื่อนเป็นพันๆ คน แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็จะคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ในโลกออนไลน์หากเราพอใจที่จะให้เพื่อนคนไหนอยู่ในชีวิตเราก็แค่เก็บเขาเอาไว้ หรือหากไม่พอใจใครก็แค่ลบหรือบล็อคออกไปจากเฟสบุคก็เท่านั้น แต่ในชีวิตจริงเรามีเพื่อนที่พูดคุยด้วยได้ทุกเรื่องสักกี่คน เรามีคนที่รับฟังปัญหาที่เราเจอมีกี่คน เคยลองนั่งคิดกันบ้างหรือเปล่า ถึงเวลาแล้วค่ะที่เราจะคัดเลือกเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้ข้างกายแบบเพื่อนคุณภาพ  แม้ว่าคัดออกมาแล้วจะเหลือจำนวนน้อยมากเพียงไม่กี่คน หรือบางคนอาจจะเหลือแค่คนเดียว แต่จงดีใจเถอะว่าคุณเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีเพราะที่เหลือเพื่อนน้อยๆ นั่นแหละ แต่เค้าคือเพื่อนแท้ค่ะ เวลาที่คนเรามีปัญหา หรือมีเรื่องอยากระบายให้ใครสักคนฟัง เชื่อหรือไม่คะว่าเรามักต้องการเพียงแค่คนคนเดียวเท่านั้นที่รับฟัง ฉะนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าข้อดีของการมีเพื่อนน้อย แต่เป็นเพื่อนคุณภาพนั้นมีอะไรบ้าง แล้วไปดูว่าเมื่อเราเจอคนคนนั้นแล้ว เราควรรักษาเค้าเอาไว้อย่างไร >> เชื่อเถอะว่าเพื่อนยิ่งเยอะ ยิ่งมากปัญหา << เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก หรือเมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่น เราจะมีความรู้สึกว่าถ้าไปไหนแล้วได้ไปกันเป็นกลุ่ม เป็นแก๊งค์ใหญ่ๆ คนเยอะๆ มันช่างเป็นอะไรที่สนุกสนานเหลือเกิน ยิ่งคนเยอะยิ่งมันส์สุดๆ แต่เมื่อเราโตขึ้นด้วยภาระหน้าที่ที่ทุกคนต้องมี […]

อาการง่วงนอนผิดปกติเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะบางทีคุณอาจป่วยเป็น “โรคลมหลับ”

ตอนนี้ใครรู้สึกเพลียๆ ร่างกายต้องการทที่นอนตลอดเวลา ฟุบนอนลงไปที่โต๊ะทำงานก็คือหลับได้ทันที อยากบอกว่าอาการง่วงเหงาหาวนอน อย่างที่ว่านี้ แบบนอนเท่าไรก็ไม่พอ บางทีก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าสำรวจตัวเองดูว่ามีอาการประมาณนี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ นะคะ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยจากโรคอีกหนึ่งชนิด ที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาแล้ว แต่เชื่อว่าอีกหลายๆ คนอาจยังไม่รู้จัก กับ “โรคลมหลับ” ลองหันมาใส่ใจตัวเองดูกันดีกว่าค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าข่ายว่าจะเป็น หรือไม่แน่คุณอาจเป็นอยู่ก็ได้มันอันตรายมาก ยิ่งต้องขับขี่รถหรือต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรยิ่งต้องระวังให้ดี คนส่วนใหญ่พอพูดถึงการนอนไม่พอก็มักจะคิดเพียงว่าสาเหตุของการนอนไม่เพียงพอ เนื่องจากความรับผิดชอบในหน้าที่การทำงานมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสื่อสารผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค อาทิ  ไลน์ เฟซบุ๊ค ทำให้นอนดึกโดยเฉพาะวัยรุ่น หากมองผิวเผินดูเหมือนเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัติทำยาก ไม่ว่าวัยรุ่น คนทำงาน รวมทั้งผู้สูงอายุ ตามหลักการควรนอนอย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับวัย นอกจากนี้เวลานอนไม่เหมาะสมก็มีผลให้ตื่นแล้วไม่สดชื่นรู้สึกง่วง  แม้ว่าจำนวนชั่วโมงได้ตามเกณฑ์แต่เวลานอนไม่เหมาะสม โดยเวลาที่เหมาะสมในการนอน คือ สี่ทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง แต่ละคนอาจไม่เหมือนกันแม้จะอายุเท่ากัน เพศเดียวกัน น้ำหนักตัวเท่ากัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่วันนี้ที่เราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “โรคลมหลับ” เพราะมันเป็นอาการง่วงนอนผิดปกติถือเป็นปัญหาสำคัญของชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอดนอน หลายคนละเลย ทั้งๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตไม่ต่างจากการเมาแล้วขับ ที่สำคัญไม่ได้มีการตรวจเช็กเหมือนการตรวจแอลกอฮอลล์ของผู้ที่ขับขี่รถยนต์เลยล่ะค่ะ ไปดูกันว่าเจ้าโรคลมหลับนี้มันเป็นอย่างไร […]

กินให้สวยตามกรุ๊ปเลือด กับอาหารที่ควรกิน และไม่ควรกิน

บางครั้งอาหารที่ดีที่ได้รับการยกย่องว่ามีสารอาหาร ครบถ้วน หรือมีประโยชน์ในด้านใดด้านหนึ่งอย่างโดดเด่น ก็อาจไม่ใช่สารอาหารที่ดีหรือเหมาะสมกับคนบางคนก็เป็นได้ เนื่องจากสภาพสรีระและความเป็นไปของร่างกายในด้านต่างๆ เช่น ความต้านทานโรค ความแข็งแรงทนทาน ปฏิกิริยาทางเคมีในอาหาร และอาการแพ้อาหารบางอย่างของคนเราไม่เหมือนกัน คนเราจึงต้องมีการเลือกกินอาหารในรูปแบบที่เหมาะสมต่อร่างกายและดีต่อสุขภาพของตัวเอง วันนี้เราอยากนำเสนอการกินในอีกรูปแบบหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพและความอ่อนเยาว์ แบบเฉพาะเจาะจงกันไปเลยในแต่ละบุคคล โดยอาศัยการแบ่งแยกตามกรุ๊ปเลือดหรือหมู่เลือดนั่นเอง เชื่อว่าหากใครที่กินได้ตามที่เราบอก และเลี่ยงอาหารที่ไม่เหมาะกับร่างกายตัวเองนอกจากสุขภาพร่างกายจะแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังสวยและดูอ่อนกว่าวัยแบบทันตาเห็นอีกด้วย จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลยค่ะ >> ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด A << คนที่มีกรุ๊ปเลือด A ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาที่ระบบการย่อยอาหารที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก อาหารมักย่อยยากจนทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุก เสียด แน่นท้องเป็นประจำ เนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปนั่นเอง  ทำให้คนกรุ๊ปเลือดนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคร้ายแรง อย่างโรคหัวใจและโรคมะเร็ง เพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายด้อยประสิทธิภาพ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนกรุ๊ปเลือด A อาหารที่คนกรุ๊ปเลือดนี้ควรเลี่ยงก็จะเป็นจำพวกเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากซึ่งเป็นอุปสรรคในการย่อยมาโดยตลอดอย่างเนื้อหมู เนื้อวัว, ไข่แดง เนื่องจากไข่แดงย่อยยากกว่าไข่ขาว อีกทั้งยังมีคอเลสเตอรอลสูงซึ่งส่งเสริมความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจที่คนกรุ๊ปเลือดนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว, นม และผลิตภัณฑ์จากนม อย่างชีส โยเกิร์ต เนื่องจากกินแล้วทำให้ท้องอืด และระบบเผาผลาญอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงแป้งสาลี เช่น ขนมปังต่างๆ เบเกอรี่ ฯลฯ เนื่องจากการเผาผลาญอาหารช้าลง อีกทั้งยังจะไปยับยั้งการทำงานของอินซูลินด้วย, ถั่วแดง […]

หลักจิตวิทยาคนทำงาน กับบันได 6 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ!

ความรู้ความสามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนคนหนึ่งก้าวไกลในโลกของการทำงานแต่หาใช่สิ่งเดียว เพราะคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อาจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งสิ่งนั้นอาจไม่ใช่สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ความยุติธรรมในที่ทำงาน ผู้บริหารในระดับสูง หรือคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดที่คุณใช้ทำงานอยู่ หากแต่เป็นตัวของคุณเองที่จะทำให้ตัวเองเกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้น หรือเป็นตัวถ่วงความเจริญของตัวเองโดยที่คุณไม่รู้ตัวซึ่งเจ้าเพชรฆาตตัวร้ายที่จะคอยดึงเราไม่ให้ก้าวหน้ามีอะไรบ้างใครๆ ต่างก็รู้ดี ซึ่งเมื่อรู้แล้วก็ไม่ควรทำจริงมั้ยล่ะคะ จริงๆ แล้วในโลกของการทำงานคนเราก็ต้องมีการตั้งเป้าหมายชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำแหน่งงาน เงินเดือน ว่าภายในปีนี้จะต้องทำผลงานให้ได้ตามเป้าเพื่อที่จะได้รับในสิ่งที่มุ่งหมายเอาไว้ และการที่เรามีเป้าหมายจะทำให้การกำหนดทิศทางในการทำงานได้ง่ายขึ้น เราจะรู้ว่าเราทำสิ่งนี้เพราะอะไรและเพื่ออะไร มีผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานหลายๆ ท่าน มักจะพูดแนะนำอยู่เสมอถึงวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนทำงาน และในวันนี้เราได้รวบรวมเอามาฝากคุณผู้อ่านกันอีกครั้ง ถือว่าเป็นบันไดสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานที่หลายคนทำตามแล้วได้ผล ทำให้ประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้วค่ะ >> สนุกสนานกับงานที่ทำ << นอกเหนือจากความเครียด การทำงานควรต้องมีความสนุกและกระตือรือร้นหากต้องทำงานอีกด้วยค่ะ เพราะเมื่อคุณทำงานด้วยความสนุก คุณจะมีแรงขับ ในการพยายามที่จะทำงานให้ได้ดีที่สุด และประสบความสำเร็จ ในหนึ่งวันเราทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นทุกวัน บางงานเป็นอะไรที่ซ้ำซาก จำเจ ทำให้คนเราเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ และอาจส่งผลให้งานเกิดความผิดพลาด ดังนั้นคุณควรหาวิธีการที่จะทำให้การทำงานของคุณสนุกมากขึ้น หาสิ่งท้าทายใหม่ๆ ที่คิดว่าเกิดประโยชน์กับตัวคุณและงานที่ทำ หมั่นกระตุ้นตัวเองให้ทำงานอย่างสนุกเสมอ สร้างไฟแห่งความหวังและเติมพลังให้ตัวเองตลอดเวลา ชีวิตชีวาในการทำงานเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทำงานทุกคน เมื่อไหร่ที่คุณหมดไฟหรือเมื่อมองทุกอย่างไม่สนุก คุณต้องรีบหาทางแก้ปัญหา ถามตัวเองว่าเราจะทำงานนี้ต่อไปด้วยความกระตือรือร้นได้อย่างไร แก้ปัญหาไม่ใช่หนีปัญหา นี่คือสุดยอดความท้าทายในการทำงาน >> […]

หลักการคิดให้ชีวิตมีสุข ต้องรู้จักปล่อยวางจากความรู้สึกไม่ดี!

ในโลกนี้สิ่งที่เราต้องพบเจอกันในการใช้ชีวิต เรื่องราวต่างๆ มากมายอาจทำให้มีอะไรมากระทบความรู้สึกเราได้ แน่นอนว่าเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ ไม่ตรงกับความรู้สึกที่เราอยากให้เป็น เรามักจะเกิดอาการ เศร้า เสียใจ โกรธ กลุ้มใจ เครียด หรือท้อแท้ บางคนเอาความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นมาทำร้ายชีวิตตัวเอง จมอยู่กับอารมณ์ด้านลบเหล่านั้นนานเกินไป หลายครั้งที่ได้ยินคนบอกให้เรา “ปล่อยวาง” ก็แค่คิดตามว่าปล่อยวางคือการไม่คิดถึงปัญหาที่เจอเท่านั้น ซึ่งมันไม่ง่ายเลยกับการจะปล่อยวางอะไรไปง่ายๆ แบบนั้น แต่เชื่อเถอะค่ะ ถึงเวลาจริงๆ ทุกสิ่งที่เจอจะทำให้เราปล่อยวางไปเองโดยอัตโนมัติ  และในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้สิ่งเดียวที่จะทำได้คือหาวิธีรับมือกันมันไปก็เท่านั้น วิธีที่จะจัดการความรู้สึกหรืออารมณ์ด้านลบที่เจอด้วยการปล่อยวางเรื่องไม่ดีที่เจอนั้นไป ก็มีอยู่นะคะ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้ความทุกข์ หรือปัญหาที่เจอนั้นหายไปแบบทันทีทันใด แต่ก็สามารถแบ่งเบาความรู้สึกแย่ๆ ในใจได้แน่ๆ เรารู้ดีว่าความรู้สึกไม่ดีย่อมมีกันทุกคน เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกต้องมีการกระทบกระทั่งกับคนรอบตัวบ้าง การปล่อยวางความรู้สึกไม่ดีอาจทำได้ง่าย ๆ โดยการให้อภัยพวกเขาบ่อย ๆ คุณอาจพูดให้อภัยพวกเขาในใจยามที่ความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้ใจคุณสงบและปล่อยวางได้ หรือคุณอาจจะใช้การคิดบวกเพื่อแทนที่การคิดลบซึ่งทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นและปล่อยวางไปในที่สุด หรืออาจลองทำตามแนวคิดที่เราเอามาฝากนี้ดู บางทีจิตใจที่ว้าวุ่นอาจทุเลาลงได้ >> คิดไว้เสมอว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอด << เมื่อไรก็ตามที่เรายึดติดกับอะไรมากๆ เมื่อนั้นเองความเจ็บปวด ความเศร้า ความผิดหวังจะมาหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายึดติดกับพวกสิ่งของนอกกาย เราจะไม่มีวันใช้เวลากับมันอย่างเป็นสุขเลย เพราะมัวแต่กลัวว่ามันจะหาย กลัวว่ามันจะพัง หรือกลัวมันจะโดนขโมยไป ความคิดแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนบนโลกนี้ […]

รอบรู้เรื่องรอบเดือน ประจำเดือนที่ผิดปกติมีลักษณะอย่างไร และบอกอะไรเราได้บ้าง!

ก่อนจะไปอ่านบทความนี้เรามาเช็คร่างกายของเรากันก่อนดีกว่าค่ะ คุณสาวๆ ลองสังเกตดูสิคะว่าประจำเดือนของคุณมาปกติหรือเปล่า การจะดูว่าประจำเดือนมาปกติหรือไม่นั้นก็นับระยะเวลาที่ประจำเดือน มาวันแรก ไปจนถึงวันก่อนมีรอบเดือนรอบใหม่ เรามักจะเคยได้ยินมาว่าผู้หญิงปกติแล้วมีระยะรอบเดือน 28 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีระยะรอบเดือนสั้นหรือยาวกว่านั้นถือว่าผิดปกตินะคะ เพราะโดยปกติแล้วผู้หญิงสามารถมีรอบเดือนยาวสั้นแตกต่างกัน ตามธรรมชาติแล้วสามารถพบได้ตั้งแต่ 23-35 วัน ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณมีความปกติดี ถ้าระยะรอบเดือนคุณมาทุกๆ 23 วัน หรือทุก 35 วัน หรือกี่วันก็ได้ระหว่างนั้นตราบใดที่รอบเดือนของคุณมาสม่ำเสมอและสามารถมาก่อนกรือหลังรอบเดือนเฉลี่ยได้สองสามวัน แต่วันนี้เราอยากมาพูดกันถึงการมีประจำเดือน “ผิดปกติ” หรือผิดไปนานๆ ครั้งป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในช่วงที่คุณมีความเครียด เดินทางข้ามประเทศหรือมีอาการป่วย  สำหรับผู้หญิงทั่วๆ ไป เมื่อพ้นจากความเครียดหรือหายป่วยแล้วประจำเดือนก็จะกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง แต่บางคนความผิดปกติกลับมีมากกว่านั้น เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรกันบ้าง ประจำเดือนคือเลือดเสียใช่หรือไม่ จริงๆแล้วประจำเดือนเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเมื่อไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในรอบเดือนนั้นๆ โดยจะปนมากับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเอนไซม์ต่างๆ ออกมาในลักษณะของเลือดนั่นเอง ในความเป็นจริงประจำเดือน สามารถบ่งชี้ถึงภาวะสุขภาพบางอย่างของผู้หญิงได้ การให้ความสนใจเกี่ยวกับประจำเดือนและอาการที่เกิดร่วมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ประจำเดือนที่ปกติ และผิดปกติเป็นอย่างไร ปกติแล้วประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอทุกๆ 25-35 วัน และมีเลือดออกนานราวๆ 3-5 วัน โดยไม่ควรเกิน 7 วัน และปริมาณเลือดที่เสียออกมาไม่เกิน 80 มล.ความผิดปกติ […]

แจกสูตรสำเร็จความสวยจากภายใน…จะได้สวยตลอดไป และสวยตลอดกาล!

เคยได้ยินกันใช่ไหมว่าหัวใจกับร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าใจของเรารู้สึกดี ร่างกายก็พลอยแข็งแรงไปด้วย แต่ถ้าใจเรารู้สึกแย่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างกายอาจจะพลอยอ่อนล้าทรุดโทรมตามกันไป เราจึงควรหาวิธีสร้างความสุขให้หัวใจเพื่อความสวยจากภายใน วันนี้เรามีวิธีการบำบัดจิตใจให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความสวย เปล่งปลั่งให้กับใบหน้ามาฝากค่ะ เพราะเรารู้ดีว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เกิดเป็นผู้หญิงทั้งทีจะสวยน้อยหรือสวยมากแค่ไหน ไม่อาจกำหนดได้เอง แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนดหรือปรุงแต่งได้ นอกจากความสวยแล้วก็เรื่องการใส่ใจดูแลตัวเองนี่แหละค่ะ เราไปดูพร้อมกันว่ามีอะไรบ้าง >> อาบน้ำไป ร้องเพลงไป <<   การอาบน้ำก็มีขั้นตอนและวิธีนะคะ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่สาวๆ เราทำกันอยู่แล้ว ไปดูค่ะว่าวิธีที่ถูกต้องแบบอาบน้ำให้สวยต้องทำยังไง เริ่มจากใช้น้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป, ถูภสบู่ทุกส่วน อย่าลืมบริเวณซอกนิ้ว, อาจใช้ใยบวบหรือฟองน้ำขัดตัว สร้างความสุขได้อีกแบบ, ทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง ถ้าจะให้จิตใจผ่อนคลายเกิดความสุนทรีย์ในการอาบน้ำก็ฮัมเพลงที่ชอบไปด้วยขณะลูบไล้สบู่ไปที่ผิวกาย จังหวะและท่วงทำนองของเพลงจะทำให้เรารู้สึกอยากขัดสีฉวีวรรณตัวเองมากขึ้น >> ตื่นนอนแล้วให้ออกกำลังกายเบาๆ <<     วิธีสร้างสุขแรกเมื่อลืมตาก็คือ ให้ออกกำลังกายขยับร่างกายเบาๆ เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว ไม่รู้สึกงัวเงีย แถมยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดได้ดี สมองปลอดโปร่งอีกด้วยค่ะ โดยวิธีออกกำลังกายในตอนเช้ามีดังนี้ เริ่มจากยืดแขนตรง ประสานมือเหนือศีรษะ เอียงตัวไปข้างๆ ช้าๆ สลับกันซ้ายขวา จากนั้นก้มเอามือแตะเท้า เข่าตรง แล้วกระโดดตบมือ เสร็จแล้วแยกขาออกกว้าง […]

ความจริงของชีวิต…เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่ผิดหวัง

เราต่างรู้กันดีว่าคนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง และการคาดหวังในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องของตัวเรา คนที่เรารัก และคนรอบข้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ทำให้มีเป้าหมายในชีวิต มีเรี่ยวแรงกำลังใจต่อการฟันฝ่า แต่หากความคาดหวังนั้นมีมากเกินไป สูงส่งเกินไป เกินกำลังที่จะไขว่คว้าได้ ย่อมไม่เป็นผลดีกับชีวิต ของคนที่คาดหวังแน่นอน แถมยังส่งผลเสียอย่างมากมายโดยที่คนคนนั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งแย่ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากความคาดหวังที่มากเกินไปของตัวเอง มีใครเคยลองนั่งถามตัวเองเล่นๆ ดูบ้างหรือไม่ว่าเราเคยรูสึกคาดหวังกับอะไรบางอย่างมากเกินไปหรือไม่?  และเมื่อสิ่งนั้นมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ เราก็จะรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กๆ จริงๆ หรือบางคนก็ถึงกับเสียศูนย์หรือเฟลมากๆ ไปเลยก็มี และกลายเป็นว่าเราเองคือคนที่ต้องเจ็บปวดเสียเอง พอเจ็บปวดเราก็จะเสียความเป็นตัวเราไปในที่สุด ไม่มีใครอยากผิดหวังอันนี้เรารู้ดี แต่ครั้นจะบอกว่าไม่ให้คาดหวังกับสิ่งใดๆ เลย อันนี้ก็ทำยากมาก เอาเป็นว่าลองค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทบทวนดูว่าสิ่งไหนควรคาดหวัง หรือสิ่งใดไม่ควรคาดหวัง อะไรที่มันมากเกินไปรู้ว่าหวังไปก็อาจผิดหวังก็อย่าไปคาดหวัง เพราะจะส่งผลเสียกับชีวิตและความรู้สึกของเราเอง ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าถ้าเราคาดหวังกับอะไรมากเกินไปนั้น จะส่งผลเสียแก่อย่างไรบ้าง >> ทำให้ไม่อยู่บนเหตุผลหรือหลักการของความเป็นจริง อย่างที่เขาเรียกว่าฝันลมๆ แล้งๆ << มีคนเคยบอกเอาไว้ว่าความคาดหวังเป็นเรื่องของประสบการณ์ ความคาดหวังมักจะแน่นิ่งและตายตัว เป็นเรื่องที่เราคาดการณ์จากประสบการณ์ ส่วนความหวังเป็นเรื่องของอนาคต เราไม่สามารถคาดหวังในสิ่งที่เราไม่เคยเห็นหรือไม่เคยคิดถึงมาก่อนได้ แต่ความหวังนั้นกลับกัน เราหวังถึงอะไรที่สวยงาม เป็นเรื่องของจินตนาการ ความเชื่อ หวังถึงอะไรที่ดีกว่าที่เคยมีมาได้ ดังนั้น หากเราไม่เคยมีประสบการณ์หรือไม่มีวี่แววว่าจะพบเจอในสิ่งนั้นๆ มาก่อน แล้วเราไปคาดหวังกับมัน […]

หลีกเลี่ยงหลุมพราง “การสนทนา” กับประโยคที่ไม่ควรพูด!

คนทั่วไปจะรู้สึกดีกับคนที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเข้าใจในสภาพที่คนอื่นเจอะเจอ โดยเฉพาะยิ่งมีคำพูดหรือประโยคที่บอกถึงความห่วงใยสื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าคุณเห็นอกเห็นใจเขาและเข้าใจคำพูดของเขาดี เท่ากับว่าคุณชนะใจ และสร้างความยอมรับนับถือจากคนอื่นไปได้เกินครึ่งแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณช่วยให้คนคนนั้นรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เขาจึงรู้สึกดีกับคุณ และคำพูดดีๆ ที่มอบให้กันนั้นจะช่วยเสริมให้มิตรภาพยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะลืมคิดไปว่าอะไรที่พูดออกไปแล้วทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี หรือพูดอะไรแบบไม่ทันฉุกคิด จึงตกหลุมพรางของการสนทนาทำให้จากที่จะสร้างมิตรกลายเป็นสร้างศรัตรูไปเสียอย่างงั้น เชื่อเถอะค่ะว่าเราสามารถชักจูงให้คนอื่นมาชอบเราได้มากขึ้นได้ โดยหนุนให้เขาพูดเรื่องของตัวเอง และตั้งใจฟังเขา ทำแบบนี้เป็นการสร้างมิตรภาพจากการพูดคุยได้ดีที่สุด และสิ่งที่ไม่ควรทำเลยก็คือต้องระวังคำพูดให้ดี เพื่อการสนทนาที่ถูกคอของทั้งสองฝ่าย วันนี้เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะ กับประโยคหรือคำพูดที่จะทำให้คุณตกหลุมพลางเกิดความบาดหมางขึ้นได้ง่ายนั้นมีอะไรบ้าง รู้แล้วก็เลี่ยงเสียดีกว่า เพราะคำพูดมันบอกได้ถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อเขาได้มากกว่ากิริยาและท่าทางซะอีก จำไว้เลยว่าประโยคเหล่านี้ไม่ควรพูด! >>อย่าพูดเรื่องที่ชวนให้อีกฝ่ายรู้สึกติดลบ << ความรู้สึกด้านลบทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ซึ่งย่อมทำให้เขาชอบคุณน้อยลงด้วย และไม่มีอะไรจะรุนแรงเท่าคำพูดจาแบบดูถูกดูแคลน เพราะอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกเสียหน้า หรือประโยคที่เป็นการต่อว่าก็ไม่ควรพูดออกมาจากปากเช่นกัน ถ้าคนคนนั้นไม่ได้สนิทกับคุณมากๆ หรือถึงแม้จะสนิทมากแค่ไหน แต่บางทีคำพูดแรงๆ เชิงต่อว่าก็อาจทำให้คุณเสียเพื่อนคนนั้นไปง่ายๆ ได้เหมือนกัน หรือหากการพูดคุยแล้วอีกฝ่ายเกิดอาการเงียบก็ไม่ควรไปพูดในเชิงว่าจะไม่คิดแสดงความคิดเห็นอะไรสักหน่อยหรอ ลองเช็กตัวเองดูก่อนพูดออกไป  อีกสิ่งที่สำคัญคือก่อนที่จะพูดคำนี้ สำรวจก่อนดีไหมว่าคุณพูดเพื่ออะไร หากไม่คิดให้กำลังใจก็ไม่ควรพูดมันออกมา คนฟังอาจจะรู้สึกว่ากำลังใจถดถอยลงแค่ไหน ถ้าพูดคำนี้ออกไปแล้วเหมือนเป็นการบ่งบอกว่าคุณไม่เชื่อในเพื่อนของคุณเองแบบนั้นคนฟังย่อมไม่รู้สึกดี และไม่อยากสานสัมพันธ์กับคุณต่อแน่นอนค่ะ >> อย่าพร่ำบ่นถึงปัญหาของคุณ ปัญหาครอบครัว หรือสารพัดปัญหาในโลก << ใครๆ ก็มีปัญหาของตัวเองมากพออยู่แล้ว เขาย่อมไม่อยากรับฟังปัญหาของคุณหรือของคนอื่น หยุดพร่ำบ่นถึงปัญหาที่เจอในชีวิต แล้วใช้เวลาไปกับการหาวิธีแก้ปัญหา เรียนรู้จากข้อผิดพลาดเพื่อที่จะเติบโตจะดีกว่าค่ะ ยิ่งถ้าต้องไปคุยกับคนอื่นด้วยแล้ว […]

คู่มือผู้หญิงฉบับสมบูรณ์ รวมเทคนิคการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเข้างานสังคม

คงมีอยู่หลายครั้งที่คุณเกิดความสงสัยเกี่ยวกับกลุ่มคนในวงสังคมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดไปกับการแต่งกายด้วยชุดแปลกๆ เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ หลายคนอาจจะมองว่าการเข้าสังคมจะเป็นเรื่องของคนรวยที่ไม่มีอะไรทำ แต่จริงๆ แล้วงานสังคมมิใช่เพียงแค่งานเลี้ยงที่เป็นที่รวมตัวของบุคคลที่ได้รับเชิญเพื่อมากินดื่มหรือสนทนาเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ทว่ามันยังเป็นสถานที่ที่ให้บุคคลที่ได้รับเชิญเพื่อมาดื่มกินหรือ สนทนาเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้บุคคลได้ประกาศความเป็นตัวเอง เป็นสถานที่ที่คนกลุ่มๆ หนึ่งเข้าไปร่วมหรือมีความสัมพันธ์กันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ ที่ดี นอกจากนี้การเข้างานสังคมยังอาจทำให้เกิดความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกันต่อไป เห็นประโยชน์ของการเข้าสังคมหรือการเข้าร่วมงานสังคมกันบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะค่ะ เอาเป็นว่าหากใครที่คิดจะไปเป็นสาวสังคม หรือเริ่มอยากเปิดตัวเองให้สังคมได้รู้จักแล้วล่ะก็ต้องมีการเตรียมตัวกันสักนิด เพื่อที่จะได้รู้ว่าการเข้าสังคมต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ถึงจะทำให้เราเป็นที่ชื่นชอบ และชื่นชมของผู้ที่พบเห็น ไปดูเทคนิคสู่การเป็นผู้หญิงฉบับสมบูรณ์กับการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเข้างานสังคมที่เราเอามาฝากกันค่ะ >>  รู้จักตัวตนของตัวเอง << เมื่อต้องเข้างานสังคมสิ่งแรกที่คุณจำเป็นต้องทำนอกเหนือจากการหาเครื่องประดับที่เข้าคู่กับเสื้อผ้าคือการทำความรู้จักกับตัวตนของคุณเองเสียก่อน คงไม่มีใครรู้จักตัวคุณได้ดีกว่าตัวของคุณเอง การรู้จักตัวเองทำให้คุณทราบถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการออกงานสังคมครั้งนี้ว่าคืออะไร เพื่อความสนุกสนาน เพื่อผูกมิตรกับแขกเหรื่อในงาน หรือเพื่อเหตุผลทางธุรกิจอื่นๆ การทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงในการออกงาน จะทำให้ทราบว่าคุณควรปฏิบัติตัวเช่นไรเพื่อให้จุดประสงค์ดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ >> รู้จักบุคคล <<   ในการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน นอกจากจะรู้จักความต้องการหรือจุดประสงค์ของตัวเองแล้ว คุณยังต้องฝึกฝนวิธีการอ่านบุคคลให้ออกอีกด้วย ตรงกับสุภาษิตที่เรามักได้ยินว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” การอ่านบุคคลที่เราปรารถนาที่จะสร้างความสัมพันธ์ให้ออก รู้ว่าแขกที่มาร่วมงานเป็นใคร ทำงานอะไร หรือมีฐานะทางสังคมเป็นเช่นไร ทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการสิ่งใดจากการสร้างความสัมพันธ์จากเรา ทำให้เราสามารถตั้งรับได้ถูกว่าเราควรปฏิบัติตัวเช่นไรต่อคนคนนั้น ทำให้เราสามารถสานความสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม >> มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี << เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ […]

keyboard_arrow_up