หัวใจแห่งการรับใช้เพื่อนมนุษย์ บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

หัวใจแห่งการรับใช้เพื่อนมนุษย์  โดย ท่าน ว.วชิรเมธี เราเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คนอย่าง แม่ชีเทเรซา คนอย่าง ทอมัส แอลวา เอดิสัน คนอย่าง เอบราแฮม ลิงคอล์น คนอย่าง พระพุทธเจ้าพระเยซู หรือคนอย่าง มหาตมาคานธี หรือ องค์ทะไลลามะจึงได้รับความรักความนับถือจากคนทั่วโลก ชื่อของบุคคลที่กล่าวมานี้ ถูกเอ่ยอ้างถึงมาอย่างยาวนานและคงจะเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้บุคคลที่กล่าวมากลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก  หรือกลายเป็น “บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจ” ให้กับคนร่วมยุคสมัยและคนรุ่นหลังมาอย่างต่อเนื่องยาวนานข้ามกาลเวลา คำตอบ (ซึ่งมีได้หลายนัย) หนึ่งซึ่งขอนำเสนอไว้ในที่นี้ก็คือ การที่บุคคลดังกล่าวมาข้างต้นกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่ส่งอิทธิพลอย่างกว้างไกลไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ นั่นเป็นเพราะว่าบุคคลเหล่านั้นล้วน “เบิกบานกับการรับใช้เพื่อนมนุษย์”โดยถือหลัก “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์มาก่อนประโยชน์ส่วนตัว” นั่นเอง ไอน์สไตน์ เคยได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศอิสราเอลแต่เขาปฏิเสธ เพราะต้องการอุทิศตนให้กับการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม่ชีเทเรซา เคยสอนอยู่ในโรงเรียนชั้นนำ แต่แล้วกลับทอดทิ้งความสะดวกสบายในรั้วโรงเรียนไปอยู่กับผู้ป่วยโรคเรื้อน เอดิสัน ก็เคยถูกทอดทิ้ง เพราะเขาผิดหวังจากการวิจัยนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยล้มเลิกกลางคัน จนในที่สุดหลังการทดลองนับหมื่นครั้ง จึงค้นพบวิธีผลิตไส้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างยาวนานอันเป็นต้นแบบของหลอดไฟทุกวันนี้ ในวันที่เขาเสียชีวิต บางรัฐในสหรัฐอเมริกาถึงกับปิดไฟทั้งเมืองเพื่อไว้อาลัยและให้เกียรติเขา เอบราแฮม ลิงคอล์น ดำเนินนโยบายเลิกทาสเพื่อปลดแอกมนุษยชาติจากความอยุติธรรมทางสังคม แม้ในตอนปลายของชีวิตจะถูกลอบสังหาร แต่เขาก็นำสังคมอเมริกันก้าวสู่ยุคสว่างเรืองรอง ทำให้ทาสนับล้านคนได้รับอิสรภาพ และประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกาหยั่งรากลึกจนมั่นคงสืบมาถึงทุกวันนี้ พระพุทธเจ้า พระเยซู ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งสองพระองค์ที่มีทรงวางชีวิตลงเป็นเดิมพันเพื่อมอบแสงสว่างทางปัญญาและจิตวิญญาณให้กับมนุษยชาติ แม้จนนาทีสุดท้ายพระพุทธองค์ก็ยังทรงสอนศิษย์ที่มาขอฟังธรรม ส่วนพระเยซูเจ้านั้น แม้จะถูกตรึงอยู่บนกางเขน พระองค์ก็ยังทรงเทศนาเรื่องความรักอันไร้ขีดจำกัด การทรงสละพระองค์เองเพื่อปลุกมนุษยชาติให้ตื่นจากความหลับใหล นั่นแหละคือความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ    มหาตมาคานธี ก็สู้สละความสะดวกสบายส่วนตนทุกประการเพื่ออุทิศศักยภาพทั้งหมดให้กับการกู้เอกราชของอินเดีย องค์ทะไลลามะ ทรงเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ทั่วโลก เพื่อป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าประชาชนในประเทศของพระองค์ถูก “กระทำ”อย่างไร้มนุษยธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร แม้จะต้องทรงเดินทางตลอดชีวิตเหนื่อยหนักหนาสาหัสแค่ไหน พระองค์ก็ยังไม่ยอมหยุดภารกิจที่ทรงถือปฏิบัติตลอดมา ในฐานะที่ทรงเป็น “กระบอกเสียงของผู้ทุกข์ยาก” นับแสนนับล้าน การเป็นคนของโลกไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นล้วนอุทิศตนช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์อย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างต่อเนื่องและอย่างยาวนาน โลกของเราดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น ก็เพราะบุคคลที่ทอดตนลงเป็นสะพานให้เพื่อนมนุษย์ได้ก้าวข้ามไป เราทุกคนก็สามารถเป็นคนของโลกได้ขอเพียงแค่เราถือคติ “ส่วนไหน ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าส่วนรวม” ส่วนในทางปฏิบัติ ขอเพียงเราถือคติ “ขอให้เธอเบิกบานกับการรับใช้เพื่อนมนุษย์”เพียงถือปฏิบัติตามหลักสองประการนี้เท่านั้นเราก็กำลังดำเนินอยู่บนหนทางของมหาบุรุษแล้ว ชีวิตของเราทุกคนล้วนดำรงอยู่ได้เพราะอิงอาศัยคนอื่นสิ่งอื่นอย่างมากมายนับไม่ถ้วนชีวิตที่เราได้มา บ้านที่เราอาศัย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เรานุ่งห่ม อาหารที่เรารับประทาน อากาศที่เราหายใจ ความรู้ที่เราได้รับ เก้าอี้ที่เราได้นั่ง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ที่เราได้ใช้ ฯลฯ หากปราศจากการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนอื่นหากปราศจากความลำบากตรากตรำของคนอื่นอีกนับหมื่นนับแสนนับล้าน ไหนเลยเราจะมีชีวิตที่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกับคนอื่นสิ่งอื่นมากมายในลักษณะ “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน” ดังกวีนิพนธ์ที่ว่า “เราต่างมีกันและกันในสรรพ์สิ่ง เราต่างอิงองค์อื่นอีกหมื่นหมายเราต่างถ้อยธำรงจึงทรงกายเราต่างคล้ายเป็นส่วนหนึ่งที่ถึงกัน…” คนอื่นให้เรามามากมาย สิ่งอื่นให้เรามานับไม่ถ้วน แล้วเราเล่าจะให้คืนกับคนอื่นสิ่งอื่นได้อย่างไร หรือเราเกิดมาเพียงเพื่อ “ประโยชน์ของตัวเอง” ล้วน ๆ แล้วก็จากไปเท่านั้น ในหนังสือรวมกวีนิพนธ์ จักรวาลในถ้วยชา เราแต่ละคนได้รับอะไรต่อมิอะไรมามากแล้ว เราควรจะถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับโลกนี้ได้อย่างไร เราจะเป็นผู้ให้แก่สังคมได้อย่างไร อย่ารอให้ตัวเองถึงพร้อมจึงจะเป็นผู้ให้ เราควรจะให้เท่าที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้ เหมือนพระโพธิสัตว์ยินดีช่วยเหลือคนโดยไม่ต้องรอให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน เพราะหากเรารอให้ตัวเองสมบูรณ์เสียก่อน แต่วันนั้นกลับมาไม่ถึง เราก็คงไม่ได้คืนอะไรให้กับสังคมและโลกนี้เลย ทุกครั้งทุกขณะที่เราได้รับอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เราควรถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับผู้ที่ให้เราได้อย่างไร   เรื่อง ท่าน ว.วชิรเมธี  photo by Ben_Kerckx on pixabay Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1) สุรางคณา สุนทรพนาเวศ กล่าวว่า ในทางโลก การได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงสุด…รวยที่สุด เก่งที่สุด สวยที่สุด หล่อที่สุด อาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่สำหรับบางคน การเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะละทิ้งจากการยึดมั่นถือมั่น ข้าวของเงินทองก็เป็นของชั่วคราว ความสวยงามก็ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ยิ่งทำให้ตัวตนเข้าใกล้คำว่า “ศูนย์” มากเท่าไหร่ ดูเหมือน “ความสุข” ในชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่คือแนวคิดในการใช้ชีวิตของ คุณตา-สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ผู้หญิงที่เคยได้ชื่อว่าสวยในลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตำแหน่งอดีตรองนางสาวไทยและอดีตรองสาวแพรวการันตี เธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกรไปร่ำเรียนมาแล้วหลายประเทศ มีดีกรีปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ภาพลักษณ์ภายนอกที่พูดจาฉะฉานหัวเราะเสียงดัง ร่าเริงสดใส อาจทำให้หลายคนคิดไม่ถึงว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนสนใจใฝ่ในธรรมมากว่า 20 ปีแล้ว ชีวิตที่เป็นศูนย์ในวันนี้ ทำให้เธอเป็นสุขได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องราวของเธอด้วยกัน   เติบโตมากับยายที่จังหวัดสุรินทร์ ตอนเด็ก ๆ ตามีชีวิตที่สนุกสนานแก่น ซน ฉลาดแกมโกงมาก แล้วก็เคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เฉียดใกล้ความตายหลายครั้ง พ่อของตาเป็นวิศวกรจากชลบุรีที่มาพบรักกับแม่ซึ่งเป็นคนสุรินทร์ แต่หลังจากแม่คลอดตาได้ไม่นานพ่อก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ  แม่จึงหอบลูกเข้ามาเรียนและหางานทำที่กรุงเทพฯ แม่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วยและทำงานเป็นพนักงานบัญชีในร้านคาเฟ่แถวประตูน้ำไปด้วย ชีวิตของแม่ตอนนั้นลำบากมาก วันหนึ่งเมื่อยายมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจขโมยตาที่อายุได้เพียง 3 ขวบไปเลี้ยงที่จังหวัดสุรินทร์ ยายเป็นคนจีนกวางตุ้งที่มีญาติพี่น้องมากมาย แต่ละคนก็ทำธุรกิจใหญ่โต แต่ครอบครัวของยายมีฐานะแค่พออยู่พอกิน จังหวัดสุรินทร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองช้าง ตาอาศัยอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ได้เห็นช้างเดินเล่นมาตั้งแต่เด็ก ตาเป็นเด็กช่างพูดช่างคุยและกล้าแสดงออกเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน ถ้าอยากได้ตังค์ไปซื้อทอฟฟี่ก็จะเต้นให้ญาติ ๆ ดู นอกจากนั้นยังชอบเล่นเหมือนเด็กผู้ชายชอบชวนเพื่อนจับกลุ่มกันปั่นจักรยานไปขโมยมะม่วงบ้านคนอื่น และเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ เวลาเล่นขายของก็จะตัดกระดาษทำเป็นเงินไว้เล่นกับเพื่อน ส่วนเงินเหรียญก็ทำจากฝาเบียร์ที่นำไปวางให้รถไฟทับจนเรียบแบน แถมยังเป็นเด็กฉลาดแกมโกง วันหนึ่งยายใช้ให้เดินไปซื้อโอเลี้ยง ตาก็เดินไปซื้อ แต่ขากลับแอบดูดจนเกือบหมด ยายถามว่าโอเลี้ยงไปไหนหมด ตาก็ตอบว่า “มันหนัก เลยเดินดูดมาระหว่างทางจ้ะ” บางวันตาไปชวนเพื่อนเล่น แต่เพื่อนออกมาเล่นไม่ได้เพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย ตาก็จะช่วยเพื่อนทำทั้งเม็ดขนุน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถือเป็นความโชคดีที่ทำให้เราเรียนรู้การทำงานมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะทำเพราะอยากเล่นซนก็ตาม   เกือบตายเพราะ… ทุกครั้งที่มีเหตุเภทภัยหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นกับตา แม้แม่จะทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็มักจะมีสัมผัสพิเศษบางอย่างที่ทำให้แม่รู้สึกร้อนรุ่มใจจนต้องมาเยี่ยมลูกที่สุรินทร์เสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนอายุได้สามขวบ ตาเกือบถูกรถชนตาย เรื่องของเรื่องก็เพราะความซนของตานั่นเอง  คือที่ริมถนนหน้าบ้านของยายจะปูลาดด้วยหินกรวด พอฝนตกก็จะมีน้ำขังเฉอะแฉะ ตาก็จะเอาเชือกผูกกับกระป๋องนมทำเป็นเบ็ดตกปลา เหวี่ยงลงไปในน้ำแล้วพยายามครูดหินให้ติดเข้ามาในกระป๋อง จินตนาการว่ามีปลาติดเบ็ด วันนั้นเล่น ๆ อยู่ดี ๆ กระป๋องนมเกิดไปติดแหง็กอยู่กับหินก้อนใหญ่ ตาก็เลยจะเดินไปแกะกระป๋องให้หลุด จังหวะนั้นเองรถสิบล้อที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็ผ่านมาพอดี ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ แม่ที่กลับมาจากซื้อส้มตำได้ยินคนแถวบ้านร้องบอกว่า “ไอ้ไก่! ลูกเอ็งโดนรถสิบล้อเหยียบ”เท่านั้นเองแม่ก็ทิ้งส้มตำที่อยู่ในมือ วิ่งไปดูลูกทันที ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ตานั่งนิ่ง ๆ ตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ส่วนคนขับก็หยุดรถแล้วเดินลงมาดู ในใจก็คิดว่าคงเหยียบเด็กตายคาที่แน่แล้ว แต่โชคดีที่ครั้งนั้นตาตัวเล็กเมื่อนั่งยอง ๆ ทำให้สามารถลอดท้องรถไปได้จึงรอดตายอย่างเหลือเชื่อ! อีกครั้งหนึ่งเพื่อน ๆ ชวนกันไปเล่นน้ำที่สระน้ำข้างวัด แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตาก็ไปกับเขาด้วย  และด้วยความซนเลยไปเล่นอยู่ริมตลิ่ง เล่นไปเล่นมาเท้าเกิดพลาดตกลงไปในน้ำแล้วจมลงไปทั้งตัว เพื่อนที่ไปด้วยนึกว่าตกน้ำตายไปแล้ว โชคดีมีขอนไม้ลอยมา ตาเลยคว้าไว้ทัน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ นอกจากนั้นตาเคยเป็นไข้เลือดออกด้วย  แต่ที่หนักหนามากคือครั้งที่ป่วยเป็นโรคไวรัสขึ้นสมอง ถ้ารักษาไม่ทันก็อาจตายได้ โชคดีที่ตอนนั้นมีคุณหมอจบใหม่จากจุฬาฯไปประจำที่จังหวัด คุณหมอก็เลยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด นั่งเฝ้าทั้งคืน เพราะเท่าที่ทราบ โรคนี้ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปก็อาจทำให้ปัญญาอ่อน แต่ถ้าให้น้อยเกินไปก็อาจตายได้ ตารอดมาครั้งนั้นถือว่าเป็นบุญมาก และยังรู้สึกขอบคุณคุณหมอมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตของตามีหลายเรื่องมากที่เหลือเชื่อด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้วัดบูรพาราม ทำให้มีโอกาสได้วิ่งเล่นในวัดช่วงที่ หลวงปู่ดูลย์อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ ครั้งนั้นท่านยังเคยพูดกับตาที่เป็นแค่เพียงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ แสนซนด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า… (โปรดติดตามตอนต่อไป)   ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต เรื่อง : สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ภาพ : www.sanook.com   บทความน่าสนใจ Room to Read : เยาวชนได้อ่านหนังสือดี ๆ ฟรีคือความสุขของเรา 6 สิ่งที่ควรเลิกก่อนกลายเป็น […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2) ชีวิตของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ) อยู่ใกล้วัดใกล้วามาตั้งแต่เด็กเพราะวิ่งเล่นอยู่ในวัดบูรพารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทำให้มีโอกาสได้เจอหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น กว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้นเราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่…เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเอง แต่จงเรียนเพื่อคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาเป็นเด็กที่ซนมาก ชอบเที่ยวเล่นไม่เคยรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ต้องสำรวมระวัง ไปวัดก็ไปวิ่งเล่นโป้งแปะกับเพื่อน จำได้ว่าที่วัดบูรพารามมีต้นหูกวางเยอะและมีกุฏิพระอยู่โดยรอบ วันนั้นตาก็ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเหมือนทุกวัน ขณะที่วิ่งไล่กันอยู่นั้น ตาก็วิ่งหนีไปจับชายผ้าเหลืองของพระรูปหนึ่งที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าท่านคือหลวงปู่ดูลย์ พระภิกษุผู้มีปฏิปทาสูงเป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลทั่วไป แต่หลวงปู่ดูลย์มีเมตตาสูงมาก ท่านพูดกับเด็กหญิงตาในวันนั้นว่า“เป็นผู้หญิงจับจีวรพระไม่ได้นะ” เมื่อโตขึ้น เล่าให้ใครฟังมีแต่คนบอกว่าเป็นบุญของตา และนั่นก็คงเป็นความจริง ตาคงเคยทำบุญมาบ้าง เพราะหลังจากนั้นต่อให้ชีวิตพลิกผันไปอย่างไร ตาก็ได้ประสบแต่สิ่งที่ดี มีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชูเสมอมา   บ้านนอกเข้ากรุง ตอนเด็ก ๆ ตาอยู่กับยายที่จังหวัดสุรินทร์ พอเริ่มเข้าเรียน ป.3 แม่ก็รับมาอยู่ที่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่อยู่กับแม่ได้ไม่นาน ผู้จัดการร้านคอฟฟี่ช็อปที่แม่ทำงานอยู่ก็ขอตาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตาก็กลายเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจ ที่เคยกล้าพูด กล้าเล่นก็กลายเป็นเด็กขี้อาย ร้องไห้เก่ง และไม่กล้าพูด จำได้ว่า สมัยเด็ก ๆ ตาเกลียดวิชาภาษาอังกฤษมาก เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก เขียนได้แค่เอบีซี แต่วันแรกที่เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครูสั่งให้เขียนชื่อวันทั้งเจ็ดเป็นภาษาอังกฤษ ตาเขียนไม่ได้เลยถูกทำโทษ พอกลับบ้านไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็เลยช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ พอถึงชั้น ป.6 จากเด็กเรียบร้อยที่โดนเพื่อนผู้ชายแกล้งเป็นประจำ ตาก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการเลือกเรียนวิชาเนตรนารี และสมัครเป็นสารวัตรนักเรียน เป็นจราจรโรงเรียน คอยดูแลให้คนข้ามถนน  ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้ นอกจากนั้นว่าง ๆ ยังไปเตะบอลกับเพื่อนผู้ชายด้วยเพราะไม่อยากให้เขามาแกล้งเราอีก หลังจากจบ ป.6 ตาก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง อยู่แถวสุขุมวิท 22 สมัยก่อนสุขุมวิทไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ สองข้างทางยังเป็นทุ่งนาเล้าหมู เวลาจะไปเรียนก็ต้องนั่งรถสองแถวจากปากซอยเข้าไป ชีวิตวัยเรียนของตาค่อนข้างสนุกสนานตาเป็นคนเรียนระดับปานกลาง แต่ชอบทำกิจกรรม เป็นทั้งนักวิ่ง นักยิมนาสติกแต่พอขึ้น ม.4 ชีวิตก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง       ตามสูตรสู่ดวงดาว  วันหนึ่งตาไปเดินเล่นแถวสยามฯแล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ตามสูตรของการเป็นดารายุคนั้นเป๊ะ หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายแบบถ่ายโฆษณาตามมามากมาย งานแรกได้ถ่ายโฆษณาน้ำอัดลม ตามด้วยโฆษณาฟิล์มถ่ายรูป และด้วยความที่มือสวย ฟันสวย ตาก็ได้งานโฆษณาแบบที่ใช้มือของเราไปจับหน้าคนอื่น ได้ถ่ายโฆษณายาสีฟันที่เป็นภาพยิ้มเห็นฟันอยู่ข้างกล่อง เมื่อเข้าวงการก็เริ่มมีเงินจ่ายค่าเทอมของตัวเอง งานแรกได้เงินถึง 20,000 บาท หลังจากนั้นเมื่ออายุ 18 ปีก็ได้รับเลือกให้เป็นอิมเมจเกิร์ลของผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องจากประเทศฝรั่งเศสยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ เวลามีการแข่งรถต้องไปยืนถือร่มที่สนามแข่ง เซ็นสัญญาทำงานหนึ่งปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท นอกจากนั้นตอนอยู่ ม.6 บังเอิญมีพี่เลี้ยงนางงามชวนไปประกวดนางนพมาศที่สมุทรปราการ พอได้ตำแหน่งก็ไปประกวดนางสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นงานประกวดนางสงกรานต์ที่ดังมาก แล้วไปจบด้วยการประกวดนางสาวไทย ความจริงตามีแววด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆเพราะตาชอบถือไม้กวาดอยู่หน้ากระจกแล้วพูดว่า “สุรางคณา คัมฟรอมไทยแลนด์” ตอนอายุ 14 กลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดสุรินทร์ท่านก็ให้เป็นนางเทียน ใส่ชุดไทยนั่งบนรถแห่เทียนพรรษาของวัด เรียกว่าก่อนประกวดนางสาวไทยตาผ่านมาหลายเวทีมาก แม้กระทั่งสาวแพรวก็เคยประกวดมาแล้ว เป็นรุ่นเดียวกับ คุณหน่อย - บุษกร วงศ์พัวพันธ์ปีนั้นพี่หน่อยได้ตำแหน่ง ส่วนตาได้เป็นรองสาวแพรว แม้ว่าจะทำกิจกรรมมากมาย แต่ตาก็ยังเป็นคนที่รักเรียน จบ ม.6 แล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สมความตั้งใจและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็ให้อะไรตามากมายจนถึงทุกวันนี้     คำสอนของธรรมศาสตร์  สมัยก่อนการประกวดนางสาวไทยได้รับความสนใจมาก แต่แทบจะไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยปิดเข้าประกวดเพราะต้องใส่ชุดว่ายน้ำ จึงเสี่ยงกับการถูกไล่ออก ตาน่าจะเป็นผู้เข้าประกวดที่มาจากมหาวิทยาลัยปิดยุคแรก ๆ ก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ตาไม่มีอะไรทำเลยลองเข้าประกวดดูเล่น ๆ แอบไปโดยไม่บอกเพื่อน ไม่บอกแฟน กะว่าถ้าตกรอบจะได้ไม่ต้องอายใคร แล้วสมัยก่อนคนเข้าประกวดนางงามต้องทำผมทรงฟาร์ราห์แต่ตากลับตัดผมสั้น โอกาสเข้ารอบน้อยมาก เรียกว่าเป็นม้ามืดเลยทีเดียว ยิ่งรอบที่ให้แสดงความสามารถพิเศษ ตาก็ไม่มีอะไรไปโชว์เลยสักอย่าง คนอื่นรำไทย เล่นเปียโน เต้นบัลเลต์ ตาทำได้อยู่อย่างเดียวคือ พูดเก่ง เลยขอเป็นพิธีกรคู่กับเพื่อนอีกคนในเวทีประกวดนางสาวไทย ผลปรากฏว่า ปีนั้น คุณยลดา รองหานาม ได้เป็นนางสาวไทย และตาได้เป็นรองนางสาวไทยอันดับ 4 แบบที่ไม่มีใครคาดหมาย เพราะเป็นรองนางสาวไทยที่ตัดผมสั้น คุยเก่ง ไม่ได้มีบุคลิกเรียบร้อยอย่างรุ่นก่อน ๆ เลยแม้แต่น้อย พอได้รับตำแหน่งก็กลายเป็นที่รู้จักของเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่ตาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ได้แบ่งรวยจน ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้หมด ตาได้รับคำสอนดี ๆ จากธรรมศาสตร์ที่นำมาใช้ในทุกวันนี้หลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะการทำอะไรเพื่อคนอื่น เทอมแรกของการเรียน รุ่นพี่พาตาและเพื่อน ๆ ไปทำกิจกรรม “รับเพื่อนใหม่”ที่หาดแม่รำพึง การรับน้องที่นี่ไม่โหด เราเน้นทำกิจกรรมที่สนุกสนานและผูกสัมพันธ์มากกว่า จำได้ว่า เย็นวันนั้นหลังจากที่พี่ ๆ แกล้งให้น้องทำนั่นทำนี่จนเหนื่อยแล้ว พวกเขาก็มานอนเรียงคว่ำหน้าอยู่บนชายหาดแล้วให้น้องเดินเหยียบหลังข้ามไป พี่ ๆถามพวกเราว่า รู้ไหม ทำไมถึงให้ทำอย่างนี้ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า เพราะพี่ ๆ อยากบอกว่าธรรมศาสตร์สอนให้เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ พี่ที่เป็นหัวหน้าบอกกับพวกเราว่ากว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้น เราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่ หนึ่งต่อหนึ่งพันคน หนึ่งต่อหนึ่งหมื่นคน มีลูกตาสีตาสาลูกชาวไร่ชาวนาอีกมากมายที่เขาอยากมาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีโอกาส แล้วเงินที่เราใช้เรียนก็มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเองแต่จงเรียนเพื่อคนอื่น ๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาประทับใจคำสอนของธรรมศาสตร์มาก และใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากประกวดนางสาวไทยแล้วตาก็เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นพิธีกร เล่นละคร และที่ดังเป็นพลุแตกก็ตอนรับบทเป็นผู้หญิงขายตัวในละครเรื่อง คุณหญิงนอกทำเนียบ ที่มี นุสบา ปุณณกันต์เป็นนางเอก คุณแดง - สุรางค์ เปรมปรีดิ์จับพลิกบทบาทแบบสุดขั้ว จากนางงามมาเป็นนางร้ายปากจัดจนคนอินกันทั่วบ้านทั่วเมือง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3) หลังเรียนจบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ ตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )  มีชื่อเสียงโด่งดังแบบสุดๆ มีงานเยอะไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น ตาเป็นคนที่คิดอะไร ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยดีมาก เลยคิดว่าน่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะคิดว่าชาวต่างชาติคนอื่นที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เราจะได้สู้คนอื่นได้ ก่อนไปหลายคนอาจไม่ทราบว่าตาเกือบจะได้เป็นนักร้อง เพราะไปซุ่มร้องเพลงอยู่ในค่ายมูเซอของ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ แต่สอบติดที่ญี่ปุ่นก่อนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต เลยตัดสินใจทิ้งงานแสดงและนักร้องไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ตอนนั้นพี่จิกเพิ่งเปิดบริษัทเวิร์คพอยท์กับพี่ตา - ปัญญา นิรันดร์กุล ตามีโอกาสได้ไปช่วยร้องเพลงช่วงคำถามในรายการว่า“ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า…ยังจำได้ไหมจำได้หรือเปล่า” ช่วงแรก ๆ เป็นเสียงร้องของตา ก่อนที่จะมีผู้หญิงสองคนออกมาร้องและเต้นอย่างปัจจุบัน เมื่อสอบเข้าเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตาก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อสอบได้แล้ว เราก็ต้องคว้าเอาไว้   ชีวิตนักศึกษาในญี่ปุ่น ปีแรกของการไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล (Tokyo International University) ตาต้องจ่ายค่าเทอมเอง แต่พอเข้าปีที่สองตาก็สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้  แถมยังสอบได้ถึงสองทุน คือ ทุนโรตารีและทุนมอนบูโช (Monbusho) แต่ตาเลือกทุนมอนบูโชเพราะให้ทุนการศึกษามากกว่า ด้วยความที่เป็นคนคุยเก่งและตั้งใจเรียน ทำให้ตาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว สามารถข้ามชั้นของการเรียนภาษาไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ครึ่งปีแรกของการเรียน ตาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ครึ่งปีหลังตาต้องนั่งท่องคำศัพท์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องใช้ในการเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่น และเขียนวิทยานิพนธ์ 3 ปีในญี่ปุ่นให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก สอนให้ตารู้จักมีระเบียบวินัยและรู้คุณค่าของเวลา ที่ญี่ปุ่นมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่น ๆ ในโลกก็จริงแต่คนที่นี่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก เมื่อก่อนตาเป็นคนเรื่อย ๆ กินข้าวช้า เดินช้า พอไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ต้องปรับให้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสังเกตว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเห็นคนญี่ปุ่นมีหนังสือติดมือตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่รถไฟแน่น ๆ มือหนึ่งโหนรถอีกมือก็อ่านหนังสือได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญ คนที่นี่ยังรักษาประเพณีที่ดีงามไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี สาว ๆ สามารถใส่ชุดกิโมโนปั่นจักรยานไปไหนมาไหนได้เป็นเรื่องปกติ ตาเห็นแล้วก็ชื่นชม และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความละเอียดอ่อนและใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ ช่วงแรกของการเรียนที่นี่ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์ นอกจากจะยากเพราะต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น ตายังทะเลาะกับโปรเฟสเซอร์ ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่อยากเรียนต่อให้จบ แต่โชคดีที่โทร.คุยระบายกับเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์มาด้วยกัน เขาพูดกับตาว่า “จำได้ไหมว่าเราเรียนเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีโอกาส คนไทยสักกี่คนที่จะได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ให้คิดถึงคนอื่นด้วย” ตาได้ฟังเพื่อนพูดแล้วก็ฮึดสู้จนเรียนจบในที่สุด เป็นการเรียนที่ต้องใช้ใจต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยกลับมีคนนินทาว่าตาไปขายตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปเรียนอย่างที่บอกใคร ๆ  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นแบบนั้นเยอะมาก แต่เมื่อหลายคนได้เห็นใบปริญญาบัตรของตา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกต่อไป หลังจากเรียนจบใหม่ ๆ ตาก็ลองสอบเข้าทำงานที่บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เพราะอยากวัดความรู้ความสามารถของตัวเองปรากฏว่า สอบได้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตจอแอลซีดี แต่ทำได้แค่เดือนเดียวก็ลาออกเพราะอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ตอนแรกก็ไปเรียนภาษาที่ UCL College ก่อนหลังจากนั้นก็สมัครเรียนต่อที่ London School of Economics (LSE) แต่ยังไม่ได้เข้าเรียน ปรากฏว่าประเทศไทยประสบกับภาวะต้มยำกุ้งเสียก่อน  ตาเลยตัดสินใจกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ รายการต่าง ๆ เชิญไปเป็นแขกรับเชิญเยอะมาก เพราะแทบจะไม่มีดาราคนไหนที่เป็นรองนางสาวไทยแล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังได้รับงานพิธีกรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ทั้งพิธีกรเปิดโรงงาน พิธีกรฉลองครบรอบ10 ปี ฯลฯ  เรียกว่างานเข้าเยอะมาก     ความเจ็บป่วยทำให้รู้จักธรรมะ ตาอยู่วงการบันเทิงก็ใช้ชีวิตเหมือนคนในวงการทั่วไป เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบแต่ตาชอบเล่นกีฬามาก  ทั้งตีกอล์ฟ ดำน้ำจนถึงขั้นเปิดร้านสอนดำน้ำด้วยตัวเอง ฟิตขนาดนี้ตาเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแม้แต่น้อย จนวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอพบว่า ท่อน้ำดีโตกว่าปกติ ท่อน้ำดีของคนอื่นอาจจะกว้างแค่ 3 มิลลิเมตร แต่ของตากว้างถึง 6 เซนติเมตร…ใหญ่มากจนคุณหมอตกใจ ต้องขอตัดมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ โรคท่อน้ำดีโตผิดปกติเป็นโรคที่พบน้อยมาก มันจะโตตามวัยของเราไปเรื่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ตาคิดว่าตัวเองอาจเป็นโรคบิดเพราะมักจะปวดท้อง อาเจียนมีน้ำเหลือง ๆขม ๆ ออกมา แต่ความจริงมันคืออาการของโรคนี้นั่นเอง โชคดีว่าชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจ คุณหมอไม่พบว่าเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านแนะนำว่าถ้าทิ้งไว้อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง ตาเลยตัดสินใจตัดออก ความเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตารู้ซึ้งกับคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” มาก จากที่เมื่อก่อนรู้สึกต่อต้านกับคำสอนภาษาบาลี  ไม่เข้าใจว่าต้องพูดคำยาก ๆ ทำไม เพื่อนเคยให้หนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านตอนอกหักก็หันไปด่าเพื่อนว่า  “มึงเห็นกูไม่เป็นมนุษย์เหรอ” แต่ในวันที่เจ็บป่วย ตาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง จากคนที่เคยร่างกายแข็งแรง บ้าพลังทำงานวันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัด คุณหมอให้นอนพักผ่อนสิบกว่าวัน นอกจากจะรู้สึกเบื่อมากแล้ว เวลาหายใจเข้าก็จะรู้สึกปวดแผลมาก เพราะแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่ พอยาชาหมดฤทธิ์ ตาปวดเหมือนจะตายให้ได้ รู้สึกเลยว่าหายใจออกเหมือนสวรรค์หายใจเข้าเหมือนนรกสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญญาเห็นธรรม“เออหนอ…ร่างกายนี้เป็นทุกข์” เวลาร่างนี้เป็นทุกข์ พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถมาทุกข์แทนเราได้ “ฉันเจ็บก็เจ็บคนเดียว ฉันทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว ฉันตายก็ตายคนเดียว”เมื่อเห็นอย่างนี้ตาเลยเกิดความคิดว่า เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว คิดว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์มีแต่ทุกข์ มีหนทางไหนที่เราจะพ้นทุกข์บ้างไหม ในวันนั้นตาหยิบหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ตาเริ่มด้วยการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเอง และใช้ชีวิตด้วยการทำงานครึ่งเดือน ไปศึกษาธรรมะที่วัดอีกครึ่งเดือน แรก ๆ ก็ไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ตอนหนึ่งทุ่มทุกเย็นตั้งจิตอธิษฐานว่า “ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะมาสวดมนต์ให้ได้ทุกวันให้ครบ 3 เดือน” และแค่การไปสวดมนต์อย่างเดียวก็ทำให้ตารู้ว่า ตัวเองได้ปฏิบัติบารมีหลายข้อมาก ทั้งวิริยะบารมีขันติบารมี สัจจะบารมี และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตาเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพราะเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการต่อสู้กับกิเลส หลังจากนั้นตาก็เริ่มฟังธรรมมากขึ้นและครั้งหนึ่งก็เคยไปบวชชีที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี ได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ได้เรียนพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในวงการไม่ค่อยมีใครรู้เพราะสมัยก่อนการปฏิบัติธรรมยังอยู่ในวงจำกัด แต่บวชได้ 15 วันตาก็กลับมาใส่วิกเล่นละครต่อ  ในช่วงเวลานี้เองที่ตาเริ่มได้เป็นพิธีกรงานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้ช่วยเหลืองานของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้มีโอกาสพบเจอกับพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมาย  รวมถึงได้รับโอกาสให้ไปบรรยายธรรมในทัณฑสถานหญิง ซึ่งทำให้ตาได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยประกวดนางงามมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้เป็นคนสวย แถมยังนิสัยดี แต่เมื่อมองที่ข้อเท้า ตาก็ถึงกับตะลึง!…  (โปรดติดตามตอนต่อไป) […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ) “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินมาช้านาน  แต่เป็นจริงทุกยุคสมัย ในภาษาธรรมเราเรียกเพื่อนที่ชักนำไปในทางที่ดีงามและทางที่เจริญว่า “กัลยาณมิตร” แต่น่าเสียดายที่กว่าเพื่อนคนหนึ่งของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )จะซึ้งใจในคำกล่าวนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยความที่ตาสนใจธรรมะ พากเพียรเรียนจนจบนักธรรมเอก ก็เลยได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายธรรมในเรือนจำกลางคลองเปรมให้นักโทษหญิงฟัง  ครั้งแรกที่ไปเห็นว่านักโทษที่นี่ต้องอยู่กันอย่างแออัดต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรงแคบ ๆ แม้กระทั่งห้องสมุดก็ยังเป็นกรง กว่าตาจะเข้าไปถึงชั้นในได้ต้องผ่านประตูถึง 3 ชั้น …ตาเข้าไปแล้วยังเดินออกมาได้ แต่ผู้หญิงอีกหลายคนที่เข้าไปอยู่ในนั้น บางคนต้องโทษประหารชีวิต บางคนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกอีกเลย…   บรรยายธรรมในเรือนจำ วันที่ตาไปบรรยาย มีนักโทษหญิงราว 100 คนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมานั่งฟัง บางคนเป็นยายแก่ ๆ หน้าตาไม่น่าจะเป็นนักโทษเลยสักนิด วันนั้นหลังบรรยายธรรมเสร็จแล้ว ตาก็แจกขนมให้นักโทษหญิงเหล่านั้น แจกไปเรื่อย ๆ จนมาถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตา เห็นหน้าแล้วก็รู้สึกเอะใจว่า “ทำไมหน้าตาคล้ายเพื่อนเราจัง แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเพื่อนเราทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งเก่ง เรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอก ไม่น่าจะมาอยู่ในนี้” เมื่อคิดอย่างนั้น ตาก็เลยเดินผ่านเธอไป แต่ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ ตาย้อนกลับมายืนดูเขาอีกครั้งจากทางด้านหลัง คิดในใจว่า “ถ้าคนนี้ใช่เพื่อนเรา เธอจะต้องมีรอยสักที่ข้อเท้าซ้าย” และแล้วตาก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีรอยสักที่ข้อเท้าลายเดียวกับเพื่อนของตาจริง ๆ ยิ่งเมื่อเรียกชื่อแล้วเธอหันมา ตาก็ยิ่งสลดหดหู่กับความจริงที่ได้เจอ เพื่อนวิ่งเข้ามากอดตาแล้วร้องไห้คาดว่าเธอคงรู้ว่าวันนี้ตาจะมาบรรยาย แต่ด้วยความอายจึงไม่อยากให้ตาเห็น ความจริงเพื่อนคนนี้เป็นคนดี ตอนที่ประเทศไทยเกิดสึนามิ เราเคยขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปเก็บศพ ไปสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยด้วยกันแต่หลายปีหลังจากนั้นตาก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย เพื่อนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า ถ้าก่อนหน้านี้ได้มาเดินบนเส้นทางธรรมเหมือนตา ชีวิตก็คงไม่ต้องมาพบเจอกับเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้ แต่นี่เธอกลับไปคบเพื่อนที่เสพยา ค้ายา สุดท้ายตัวเธอเองก็ถูกจับที่คอนโดพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ทำให้ถูกตัดสินจำคุกถึง 50 ปี ชีวิตของเพื่อนเป็นอุทาหรณ์อย่างดีที่ตามักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า  กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต การคบเพื่อนไม่ดีแม้เพียงแค่คนเดียว ก็อาจทำให้ชีวิตพบกับหายนะโดยที่เราคาดไม่ถึง แต่การคบเพื่อนดีแม้มีน้อย แต่คอยชักนำเราไปในทางที่ดี ช่วยกันยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ชีวิตของเราก็จะพบเจอแต่คนดี ๆ เรื่องราวดี ๆ และแม้มีเหตุเภทภัยอะไร  เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเราเสมอ       “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่น หลังจากเรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น ตาก็มีโอกาสได้เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ตามด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีก1 ปี ช่วงนี้ตามีโอกาสปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์มากมาย ทั้งจากหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ทุกวันอาทิตย์ตาก็จะนำของไปถวายพระ ไปฟังธรรมะจากท่าน ซึ่งก่อนหน้านั้นตาก็ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางต่าง ๆ เช่น แนว ท่านโกเอ็นก้า ตามศูนย์ต่าง ๆ รวมถึงคุณแม่สิริ กรินชัยที่วัดผาณิตาราม พระอภิเชษฐ์ที่จังหวัดลำปาง พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช, อดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก รวมถึงพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ  ฯลฯ ตาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ทำแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด และไม่หวั่นเกรงกับอะไรหลายคนอาจบอกว่า นักแสดงปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะอาชีพนี้มีแต่สร้างกิเลสปรุงแต่ง การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่นได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่างๆเป็นพี่ เป็นแม่ เป็นภรรยาได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอการจากลา การพลัดพราก จิตให้หัวเราะ ร้องไห้ไปตามอารมณ์ แต่สำหรับตากลับค้นพบว่า การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่น ได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่าง ๆ เป็นพี่  เป็นแม่  เป็นภรรยา ได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอ การจากลา การพลัดพราก เห็นชัดมากจนทำให้รู้สึกเบื่อกับการเวียนว่ายตายเกิด นอกจากนั้นการเป็นนักแสดงยังทำให้ตา “สั่งคัต” ตัวเองจากอารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ในละคร ผู้ชายคนนี้อาจเป็นสามีของเรา แต่พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ เขาก็กลายเป็นคนอื่น ในชีวิตจริงตาคิดว่า ถ้าเรารู้จัก “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้ตายังไม่มีครอบครัว  แต่ก็ไม่คิดว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไม่มีครอบครัว คิดว่าแล้วแต่ธรรมะจัดสรร ถ้าวันหนึ่งจะมีก็มี ถ้าไม่มีก็มีความสุขกับการเป็นโสด เพราะเห็นว่าตัวเองยังทำประโยชน์ให้สังคมได้โดยไม่มีภาระ ตาเชื่อว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะใครแต่ทุกข์เพราะตัวเองนั่นแหละ กายนี้ ใจนี้คือทุกข์ มีกายนี้ก็ต้องหิว ต้องป่วย พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ทุกข์ ไม่ต้องไปโทษใครอื่น เราทั้งนั้นที่ทำตัวเอง น้ำตาไหลเมื่อได้ไปสักการะสังเวชนียสถาน ก่อนจะไปเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal  Nehru University) ประเทศอินเดีย ตาเคยไปสักการะสังเวชนียสถานมาแล้ว 8 ครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่น้ำตาไม่ไหล ก่อนไปได้ยินมาว่าเพื่อนบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ตาคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน  เพราะ “ฉันเป็นดารา ฉันสั่งตัวเองให้ร้องไห้หรือหยุดร้องไห้ได้” แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม และมีเรื่องราวอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ไปถึง ตอนนั้นตาเชื่อว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดี แต่ไม่แน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ตามประสาคนเชื่อยากชอบพิสูจน์ เมื่อไปถึงอินเดียครั้งแรกและได้นั่งใต้ต้นโพธิ์ที่วัดพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าชาตินี้จะมีโอกาสได้เผยแผ่ธรรมะ ก็ขอให้ใบโพธิ์ซึ่งตอนนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้นร่วงลงมา อธิษฐานยังไม่ทันขาดคำ ใบโพธิ์ก็ร่วงลงมากลางมือ ตาน้ำตาร่วง ขนลุกซู่ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้น “สิ้นสงสัยแล้ว” ยิ่งเมื่อเดินทางไปยังกุสินาราวิหารปรินิพพานซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ตาก็น้ำตาร่วงเผาะ ๆ เป็นสายหยุดไม่ได้ เกิดความรู้สึกปีติระคนกับความสลดโศกาว่า “พระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ไปนานแล้ว แต่เรายังว่ายวนอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่…” ตาร้องไห้แบบไม่หยุดทุกครั้งที่ไปยังสถานที่แห่งนี้  ยิ่งเมื่อสวดมนต์บทสวดสรภัญญะ  “องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน…” ไปด้วย น้ำตาก็จะไหลเหมือนท่อน้ำตาแตก  สั่งให้หยุดก็ไม่ได้ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ตาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมผัสได้เฉพาะตน อาจไม่เกิดกับคนอื่นแต่เกิดขึ้นกับตาแล้วจริง ๆ และทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาของตามีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ปัจจุบันตากำลังศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย สองปีที่อยู่ที่นี่ได้ฝึกตัวเองในหลายเรื่อง ก่อนไปเรียนตาขายรถขายบ้าน ทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นนักศึกษาธรรมดา ๆ อีกครั้ง  ไปอยู่ที่โน่นได้ใช้ชีวิตในหอพัก เป็นหอรวม ห้องน้ำรวม ต้องซักผ้าด้วยตัวเอง กินข้าวหอกินโรตีจาปาตีแทนข้าว  ถ้าเบื่อก็กินมาม่าชีวิตในแต่ละวันเหมือนได้ปฏิบัติธรรม ได้เห็นตัวเองชัด ๆ อีกครั้งว่า “ตา - สุรางคณา”ที่ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จัก สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ตาเชื่อว่ายิ่งเราไม่สะสม ตัวเราก็จะยิ่งเบา ทุกวันนี้ตามีแค่กระเป๋าใบเดียวแต่ไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีอะไรต้องกังวล  ตาคิดว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ “เรียนรู้ตัวเอง”สร้างประโยชน์ให้ตนเอง  สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น…   ถ้าทำได้  ถึงจะอยู่ที่ไหน  เราก็สุขใจแน่นอนค่ะ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ […]

Dhamma Daily : ปกติคนเรากินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร

Dhamma Daily : โดยปกติ คนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร ถาม: พระอาจารย์ขอรับ โดยปกติคนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษาศีลข้อหนึ่งได้อย่างไร ตอบ: ถ้าจะรักษาศีลข้อนี้ก็ต้องไม่ฆ่าสัตว์ โดยต้องดูว่าเป็นสัตว์เป็นหรือสัตว์ตาย ต้องดูว่าเรามีเจตนาฆ่าหรือเปล่า คือถ้าซื้อสัตว์เป็นมาฆ่าทำอาหารเป็นปาณาติบาต ถ้าซื้อสัตว์ตายมาทำก็ไม่เป็นปาณาติบาต นอกจากนั้นก็ยังต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ ๕ ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง ปาโณ สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ สอง ปาณสญฺญิตา เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต สาม วธกจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะฆ่า สี่ อุปกฺกโม เราพยายามเพื่อจะฆ่า ห้า เตน มรณํ สัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้นๆ ถ้าครบทั้งหมดก็ถือเป็นปาณาติบาต ถาม: ถ้าเช่นนั้นคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ต้องรับบาปข้อนี้ไปเต็มๆ สิขอรับ ทั้งๆ ที่เขาประกอบอาชีพสุจริต ตอบ: ถ้าเราฆ่าสัตว์จะเป็นอาชีพหรือไม่ก็ผิดศีล เป็นปาณาติบาตทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่ได้ฆ่ามากินหรือไม่ได้จงใจฆ่าเพื่อเอาชีวิต มันก็ไม่ถือเป็นปาณาติบาต ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่เป็นตำรวจหรือทหารที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องประเทศ เมื่อมีข้าศึกมาก็ต้องป้องกันแผ่นดิน บางครั้งจึงอาจเกิดความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันกันอย่างนี้ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าผิดศีลหรือไม่จึงต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ถาม: […]

Dhamma Daily : หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่

Dhamma Daily : หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่ ถาม:  หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่ ตอบ: โรคอัลไซเมอร์คือโรคสมองฝ่อ ทำให้เราหลงลืม…ทีนี้สติสัมปชัญญะที่เราฝึกมีจุดมุ่งหมายคือ จะทำให้เราไม่หลงลืมในการระลึกถึงความรู้สึกแต่ละความรู้สึกของตัวเราเอง คือ ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะทันความรู้สึกแล้ว เราจะไม่หลงลืมการตามดูตามรู้ความรู้สึก ส่วนลืมที่เป็นสมมุติบัญญัติ เช่น การลืมชื่อลืมหน้า อาจลืมได้ แต่ในเรื่องการลืมใส่ใจในปัจจุบันธรรมที่ปรากฏจะไม่ลืม อย่างพระอรหันต์เองท่านก็ไม่หลงลืม หลงลืมในที่นี้ไม่ใช่แบบที่เราหลงลืม ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์ท่านต้องจำชื่อเราให้ได้ทั้งหมด อย่างวันนี้นิมนต์พระอรหันต์มาแสดงธรรมที่นี่ แล้วทุกคนมารายงานตัวว่าดิฉัน / ผมชื่อนี้ รายงานชื่อทุกๆ คนพร้อมกัน 100 คน ท่านจำไม่ได้ เพราะการจำเป็นเรื่องของสัญญาแต่ท่านไม่หลงลืมใส่ใจในปัจจุบันธรรมที่ปรากฏ คือถ้าใส่ใจทันท่านจะเห็นความเป็นจริงแล้วกิเลสไม่เกิด หากใส่ใจไม่ทัน จิตจะไปติดกับสมมุติบัญญัติ อนุพยัญชนะ เกิดการปรุงแต่งแล้วเกิดกิเลส ถ้าพระอรหันต์ต้องจำทุกอย่างได้ทั้งหมด ในการทำสังคายนาครั้งแรกที่ถ้ำสัตบรรณคูหา ทำไมต้องห้ามพระอรหันต์บางจำพวกเข้าประชุม มติของพระมหากัสสปะและคณะสงฆ์กล่าวว่า เราจะสังคายนาหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน โดยพระที่จะเข้าสังคายนาต้องมีอภิญญาจิต1 พระอรหันต์ธรรมดาไม่เอา เพราะพระอรหันต์ธรรมดาไม่มีจิตพิเศษในการจำ ปัจจุบันเราถ่ายทอดข้อมูลลงซีดี แต่สมัยก่อนใช้วิธีการถ่ายทอดข้อมูลจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ในครั้งนั้นจึงใช้จิตพิเศษของพระอรหันต์มาเป็นฮาร์ดดิสก์ในการจดจำข้อมูลแทน…ทีนี้พอแต่ละคนจำพระไตรปิฎกได้แล้วก็ตั้งตนเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็จะถ่ายทอดและท่องจำกันมาเรื่อยๆสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์มอง ค่านิยมการมีกิ๊ก อย่างไรขอรับ

Dhamma Daily : พระอาจารย์มอง ค่านิยมการมีกิ๊ก อย่างไรขอรับ พระอาจารย์มานพครับ ผมสงสัย ในมุมมองของพระ พระอาจารย์มอง ค่านิยมการมีกิ๊ก อย่างไรขอรับ ตอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์แค่ทางกาย ถาม: พระอาจารย์มองค่านิยมการมีกิ๊กอย่างไรบ้างขอรับ   ตอบ: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์แค่ทางกายหรือเพียงมีใจให้ และไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม การทำผิดกฏธรรมชาติที่วางเอาไว้ ก็ถือว่าเป็นการผิดศีลที่ทุกคนไม่ควรละเมิดทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะเริ่มด้วยความสุขหรือรูปแบบความสัมพันธ์เป็นอย่างไร สุดท้ายมันก็จบลงด้วยความทุกข์ทั้งนั้น ปัญหาที่เกิดจากเรื่องกามานั้น ล้วนเกิดจากการไม่สำรวม ไม่สังวรณ์ อาจเกิดจากสื่อต่างๆ ที่ส่งผลทำให้คนเราขาดความสำรวม คนเราทุกคนจึงต้องรักษาน้ำใจ โดยเฉพาะคนรักกันก็ไม่ควรจะนอกใจกัน ไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน   พระอาจารย์มานพ อุปสโม พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาธรรม อย่า “แก้ปัญหา” ด้วยการ “เพิ่มปัญหา” เมื่อ สามีนอกใจ โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต “จับได้ว่า สามีนอกใจ ค่ะ แอบไปมีอะไรกับคนที่ออฟฟิศ ดิฉันรู้สึกแย่มากที่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้ เรารักกันมาก เลยไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะกล้า พอถาม เขาก็ให้เหตุผลว่าหลังๆ มานี้ดิฉันขี้บ่น […]

Dhamma Daily : หนูทำกรรมอะไรถึง โดนผู้ชายหลอก ประจำ

ถาม: ทุ่มเทกับความรักทุกครั้งแต่ทำไมถึงโดน ผู้ชายหลอก ประจำ เป็นเพราะทำกรรมอะไร แล้วทำอย่างไรถึงจะเจอคนที่จริงใจกับเราคะ ตอบ: กรรมคือการกระทำทั้งดีและชั่ว

คาถาชินบัญชร (แปล)

คาถาชินบัญชร คืออะไร? ชินบัญชร แปลว่า กรง ซี่กรงของพระชินเจ้า ชินบัญชร มาจากคำว่า ชิน ซึ่งแปลว่า ผู้ชนะ และคำว่า บัญชร ซึ่งแปลว่า กรง ลูกกรง ซี่กรง

วิธีฝึกปฏิบัติสมาธิ ในแบบฉบับของในหลวง ร.9

พระเจ้าอยู่หัวทรงฝึกสมาธิจนเป็นพระนิสัย เพราะฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็ตาม พระสมาธิก็จะไปกำกับการกระทำต่างๆ โดยอัตโนมัติ

3 เรื่องเล่าในหลวง จากองคมนตรี…ความทรงจำประทับใจที่ไม่มีวันลบเลือน

เรื่องเล่าในหลวง ภาพจำที่องคมนตรีมีต่อพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมพระวิริยอุตสาหะ พระมหากษัตริย์ผู้มีแต่ “ให้” พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รัก

“ขัดห้องน้ำวัด” งานปิดทองหลังพระ ที่มีเรื่องราวมากกว่าคุณคิด

เวยยาวัจจมัย เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10  มีความหมายว่า  การช่วยเหลือผู้อื่นในงานที่ชอบ… ขัดห้องน้ำวัด ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เบญจมินทร์ ฝรั่งหัวใจไทย ผู้ต่อลมหายใจให้การแสดงโขน

เบญจมินทร์ ฝรั่งหัวใจไทย ผู้ต่อลมหายใจให้การแสดงโขน “ถ้าไม่มีโขน…ไม่รู้ผมจะอยู่ได้หรือเปล่า” เบญจมินทร์ ตาดี ฝรั่งหัวใจไทย ผู้มีส่วนช่วยในการต่อลมหายใจของ “โขน” กล่าวขึ้น… ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เบญจมินทร์ หนุ่มชาวแคนาดา มีโอกาสได้มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากเรียนภาษาที่ไม่คุ้นเคยและอยากท่องเที่ยวไปให้ไกลบ้านที่สุด สิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้รู้จักเกี่ยวกับประเทศไทยในขณะนั้น ก็มีเพียงคนพูดภาษาแปลก ๆ และคนจำนวนมากนับถือศาสนาพุทธ เมื่อมาอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย  ครูได้แนะนำให้เบญจมินทร์รู้จัก “โขน” เป็นครั้งแรก โดยให้ “เบญ” เข้าเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย “ครั้งแรกที่ได้เห็นพี่ ๆ น้อง ๆ ซ้อมโขน…ทั้งที่ทุกคนยังไม่ได้แต่งตัว ยังไม่มีเพลง  แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมา ตอนนั้นจึงตัดสินใจลงเรียนโขนทันที”  เบญจมินทร์ต้องใช้ความพยายามและใจรักเป็นสองเท่าในการฝึกซ้อม  โดยทุกครั้งเขาต้องมีสมุดจดท่ารำที่เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะ  ภาษาไทยและภาษาอังกฤษอธิบาย  พร้อมวาดรูปประกอบติดตัวอยู่ตลอด เวลา 1 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เบญจมินทร์จำต้องบินกลับแคนาดาเพื่อไปเรียนต่อ  แม้เขาจะพยายามขอพ่อแม่มาเรียนในประเทศไทยก็ตาม  ทว่าทั้งคู่กลับยื่นคำขาดให้เขากลับไปเรียนปริญญาตรีให้จบเสียก่อน  เบญจมินทร์จึงกลับไปศึกษาต่อปริญญาตรี  สาขาศิลปวัฒนธรรมจนจบก่อนตัดสินใจมาเรียนต่อปริญญาโทในประเทศไทย “ตอนมาเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศไทยยังรู้สึกเฉย ๆ  แต่พอมาเห็นโขนก็อยากเรียนใหม่อีก  เสียดายที่เริ่มเรียนช้า…แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เรียน              “พอบอกพ่อแม่  ตอนแรกเขาก็ห่วงแต่ผมบอกเขาว่า ‘ผมเลือกเองที่จะอยู่ที่นี่เพราะมีความสุข’…ในเมื่อลูกชายมีความสุขพ่อแม่ก็ย่อมมีความสุขตาม  เขาจึงยอมให้ผมเรียน                “ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้สอบปริญญาโทให้ได้  ทั้งเรียนอ่าน  พูด  เขียนเป็นภาษาไทย  เรียนร้องและรำโขน  เพราะถ้าอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโขนก็ต้องอ่านหนังสือไทยออก  หรือถ้าอยากฟังโขนซึ่งเป็นคำโบราณ  มีราชาศัพท์ได้  เราก็ต้องฟังคำไทยออก” แม้แต่คนไทยเอง  การอ่านร้อยแก้วร้อยกรอง และคำโบราณยังเป็นเรื่องยาก และเข้าไม่ถึง  ทว่าทั้งหมดนี้กลับไม่ยากไปกว่า “ความพยายาม”  ซึ่งเบญจมินทร์ได้พิสูจน์ให้ทุกคน  รวมถึงกรรมการคุมสอบปริญญาโท  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์*เห็นแล้วว่า  ฝรั่งหัวใจสยามอย่างเขาสามารถร้อง รำ  และเล่นโขนได้ไม่ต่างจากคนไทยเช่นกัน “ครูบอกว่า  ตอนแรกเห็นว่าเป็นฝรั่งไม่เชื่อว่าจะรำโขนได้  แต่ครูเห็นถึงความตั้งใจจริงและเห็นว่าทำได้จริง ๆ จึงให้ผ่าน”เบญจมินทร์จึงเป็นฝรั่งคนแรกและคนเดียวในประเทศไทยที่ได้เข้าเรียนในระดับปริญญาโท ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ “ตอนเด็กผมเล่นยิมนาสติกทำให้ตัวอ่อน  โตมาก็ได้มาเรียนแลกเปลี่ยนเรียนโขน…ผมรู้สึกเหมือนเป็น Destiny…เป็นโชคชะตาที่ทำให้ผมได้เรียนโขน” เบญจมินทร์มีความฝันว่าอยากแสดงโขนให้เก่งและช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง “โขนสอนให้ผมรู้จักวัฒนธรรมไทยแบบโบราณ อย่างการเดินเข่าเข้าไปหาอาจารย์…ตอนนี้กลายเป็นเรื่องธรรมชาติไปแล้วที่ผมต้องยกมือไหว้ผู้ใหญ่  ต้องเคารพคนแก่กว่าและนั่งต่ำกว่าผู้อาวุโส”  แม้สถานที่ที่เบญจมินทร์จากมาจะไม่มีระบบอาวุโส  แต่เบญจมินทร์ก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมชอบแบบนี้…ผมถูกใจแล้ว”   แม้การซ้อมโขนจะหนัก  แต่เบญจมินทร์ไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆเพราะ “โขนไม่มีวันหยุด” “ผมไม่เคยรู้สึกท้อเลย  อยากตื่นมาซ้อมโขนทุกวัน  ถ้าไม่ซ้อมจะไม่สบายใจและคงไม่มีวันที่จะไม่ไหวหรือไม่เอาอีกแล้ว…ตอนนี้โขนอยู่ในสายเลือดของผมแล้ว” เบญจมินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ           “โขนเป็นความฝันของผม เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง…ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เลือก  ได้ทำความฝันให้กลายเป็นความจริง…ถ้าไม่มีโขน  ไม่รู้ผมจะอยู่ได้หรือเปล่า…” เบญจมินทร์อุทิศตัวศึกษาโขนอย่างจริงจัง  ส่วนหนึ่งเพราะใจรัก  อีกส่วนเป็นเพราะ… “ถ้าชาวต่างชาติมาเรียนโขน  มาเรียนวัฒนธรรมของ ‘เรา’  ผมก็จะสามารถอธิบายได้ว่า โขนเป็นอย่างไร  และอธิบายความรู้สึกให้เขาเข้าใจ  ไม่ใช่แปลอย่างเดียว  แต่ไม่เข้าใจถึงความรู้สึก  และนี่เป็นหน้าที่ของเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยให้โขนมีชีวิตอยู่ต่อไป “หลายครั้งที่พอถอดหัวโขนออก  คนจะตกใจที่ผมเป็นฝรั่ง  ซึ่งผมก็ว่าดี  เพราะถ้าผมเป็นประโยชน์  ได้ช่วยให้คนหันมาสนใจโขนมากขึ้นว่า  ‘เอ๊ะ  ทำไมฝรั่งเล่นได้…ถ้าฝรั่งยังทำได้  ทำไมเราคนไทยจะทำไม่ได้’ ผมก็ยินดี  เพราะผมไม่อยากให้คนไทยลืมรากเหง้าของตัวเองว่ามาจากไหน”      เป้าหมายสูงสุดในเส้นทางสายนาฏศิลป์ไทยของเบญจมินทร์คือ  การได้แสดงเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เพราะถ้าไม่มีในหลวง  พระราชินี  โขนคงไม่สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้…นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อจะได้แสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์…สักครั้งหนึ่งในชีวิต…ในฐานะฝรั่งที่มีใจรักความเป็นไทย แน่นอนว่า ฝรั่งหัวใจสยามผู้นี้ได้กลายเป็นขวัญใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย  ทั้งเด็ก  ผู้ใหญ่  ชาวไทยและต่างชาติไปแล้วโดยเฉพาะพวกเราชาวไทยนั้น  นอกจากชื่นชมในความสามารถของเขาแล้ว  ก็ควรที่จะยกย่องเขาด้วย  เพราะแม้จะเป็นคนต่างชาติ  แต่เขาก็ตระหนักในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย  และพร้อมจะอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินของเราตลอดไป  * สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตั้งอยู่บริเวณวังหน้า ในอดีตเคยเป็นสถานที่ประทับของเจ้าฟ้า - เจ้าแผ่นดิน ภายหลังกลายเป็นโรงละครแห่งชาติและวิทยาลัยนาฏศิลป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนาฏศิลปินทุกคน เรื่อง เบญจมินทร์ ตาดี  เรียบเรียง ณัฐนภ ตระกลธนภาส  ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand)

แก้อารมณ์เสีย ส่งเสริมชีวิตให้ดี ด้วยการ ” ฟังดนตรีตามธาตุ ” กันดีกว่า!

“ดนตรีบำบัด” อาจไม่ค่อยแพร่หลายนักในเมืองไทย Secret จึงขออาสาพาผู้อ่านไปรู้จักดนตรีบำบัด และเลือก ฟังดนตรีตามธาตุ กันนะคะ

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เจ้าตำรับธรรมะเดลิเวอรี่ สูตรขำกลิ้ง แต่ไม่ทิ้งธรรม

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เจ้าตำรับธรรมะเดลิเวอรี่ สูตรขำกลิ้ง แต่ไม่ทิ้งธรรม พระสงฆ์ในความคิดของคุณควรเป็นอย่างไร คำตอบที่ผุดขึ้นในใจของใครหลายคนคงเป็นภาพพระภิกษุที่ดูนิ่ง สงบ สุขุม มีบุคลิกภาพของผู้คงแก่เรียน แต่ภาพที่ว่านี้อาจเปลี่ยนไป หากคุณได้พบและได้ฟังพระหนุ่มวัยสี่สิบรูปนี้เทศน์สักครั้ง พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นพระหนุ่มที่มีลีลาการเทศน์สนุกสนานโดนใจวัยรุ่นที่สุดรูปหนึ่งในยุคนี้ ท่านสามารถเรียกเสียงฮาจากผู้ฟังได้ทุกครั้ง ด้วยลูกเล่นที่แพรวพราวเต็มไปด้วยมุกตลก จนสร้างชื่อให้ “หลวงพี่สมปอง” กลายเป็นขวัญใจมหาชนทุกเพศทุกวัยในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าวิธีการเทศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็ส่งผลให้เกิดคำถามในเรื่องความเหมาะสมอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้เคยแสดงทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่า “ในขณะที่ใครหลายคนอาจมองว่าท่านเป็นพระหนุ่มที่คึกคะนอง เล่นมากไปเนื้อหาสาระน้อยไป แต่เมื่อขึ้นตาชั่ง หักลบกลบเสียแล้ว ถือว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นไทยหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น” ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร สังคมจะมองท่านในแง่ไหน ก็ต้องถือว่าพระมหาสมปองได้ก้าวเข้ามาในเส้นทางของพระนักเทศน์ไกลมากแล้ว จากจุดแรกที่ต้องอดหลับอดนอน ทำจดหมายเสนอตัวไปบรรยายตามโรงเรียนต่าง ๆ วันนี้ท่านคือพระนักเทศน์ที่ฮ็อตที่สุดก็ว่าได้ มีคิวเดินสายบรรยายธรรมไปทั่วประเทศ ดูเหมือนว่าธรรมะเดลิเวอรี่ที่ท่านพร้อมเสิร์ฟถึงบ้าน…จะเป็นที่ถูกปากถูกใจญาติโยมอยู่ไม่น้อย! ตอนส่งจดหมายแนะนำตัวไปยังสถานที่ต่างๆ ตอนนั้นหลวงพี่มีเป้าหมายอะไรครับ ตอนนั้นอันดับแรกคือ อาตมาอยากทำงาน อยากบรรยายธรรม เหมือนคนร่ำเรียนมาแล้วร้อนวิชา อยากเผยแผ่ธรรมะออกไป ดังหลักธรรมที่ว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง” พระอย่างอาตมาคงไม่มีบารมีพอที่จะไปสร้างอาคารใหญ่ ๆ หรือแจกวัตถุอะไร เลยขอทำในสิ่งที่เราทำได้ก่อน […]

อาฏานาฏิยปริตร (แปล) ป้องกันจากภัยของอมนุษย์และภยันตรายทั้งปวง

อาฏานาฏิยปริตร คือพระพุทธมนต์ที่เชื่อกันว่าสามารถป้องกันอุปัทวันตรายทั้งปวงได้ บางแห่งกล่าวไว้ว่า สามารถป้องกันภัยจากอมนุษย์

5 เรื่องวุ่นๆ ของ “ การทำบุญสร้างกุศล ” ที่หลายคนยังไม่เคลียร์

เชื่อว่าชาวซีเคร็ตรักการทำ บุญ เป็นชีวิตจิตใจ แต่หลายท่านก็ทำด้วยความสงสัยว่าแบบนี้ได้บุญจริงหรือ ซีเคร็ตจึงสอบถามพระอาจารย์สุรศักดิ์ จรณธัมโม

keyboard_arrow_up