Dhamma Daily : ผู้ที่มีอาชีพเป็นเพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ

Dhamma Daily : ผู้ที่มีอาชีพเป็น เพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ผู้ที่มีอาชีพเป็น เพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ตอบปัญหาธรรม โดย พระอาจารย์พรพล ปสันโน ขึ้นชื่อว่าการฆ่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์นั้นย่อมบาปอย่างแน่นอน เพราะถือว่าทำผิดศีลข้อที่ 1 แต่จะบาปมากหรือน้อยต้องดูที่เจตนาเป็นองค์ประกอบ คำถาม : ผู้ที่มีอาชีพเป็นเพชฌฆาต ต้องประหารนักโทษ เขาจะบาปไหมครับ ตอบปัญหาธรรม โดย พระอาจารย์พรพล  ปสันโน ขึ้นชื่อว่าการฆ่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์นั้นย่อมบาปอย่างแน่นอน เพราะถือว่าทำผิดศีลข้อที่ 1 แต่จะบาปมากหรือน้อยต้องดูที่เจตนาเป็นองค์ประกอบ ทั้งนี้มีหลักในการวินิจฉัยดังนี้ คือ 1. ต้องเป็นสัตว์มีชีวิตคือมนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉาน 2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3. มีจิตคิดจะฆ่า 4. พยายามฆ่า 5. สัตว์ตายจากการพยายามฆ่า ถ้าครบองค์ประกอบศีลจึงจะขาด ดังนั้นอาชีพเพชฌฆาตจะบาปมากหรือน้อยนั้นจึงอยู่ที่เจตนา ถ้าทำไปตามหน้าที่โดยไม่มีอคติ ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตเขา ก็นับเป็นบาปเบาแต่ถ้าใจอาฆาตพยาบาท หมายจะเอาชีวิตเขาให้ได้ก็นับเป็น บาปหนัก ในสมัยพระพุทธกาล มีเพชฌฆาตคนหนึ่งชื่อว่านายตัมพทาฐิกะ […]

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต

True Story : ความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องแลกด้วย “ทุกข์” ทั้งชีวิต ความรักที่สมบูรณ์แบบ เกิดขึ้นเมื่อ สามีของฉันเป็นหนุ่มตี๋หน้าตาดี จบปริญญาโทด้านบริหารวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาครอบครัวทำธุรกิจร้านทอง เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่เล่นการพนัน ไม่เจ้าชู้แถมยังตามใจฉันอีกต่างหาก…ฟังดูเหมือนฉันน่าจะเป็นภรรยาที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยใช่ไหม เรื่องของฉันเริ่มต้นในวัย 27 ปีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งแนะนำว่า อยากให้ฉันรู้จักลูกชายเจ้าของร้านทอง เขานิสัยดีมาก และจบปริญญาโทจากเมืองนอกด้วยความเกรงใจฉันจึงยอมไปดูตัว ครอบครัวของเขาเดินทางจากหาดใหญ่ เพื่อมาพบฉันและครอบครัวที่กรุงเทพฯ อาจเป็นเพราะบรรยากาศหรูหราของร้านอาหารใจกลางเมือง หรืออาจเป็นเพราะเวรกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจเขาตั้งแต่แรกพบ ในขณะที่ครอบครัวของเราทั้งคู่ก็ดูจะยินดีที่ได้พบกันด้วย เราใช้เวลาสองปีคบหาดูใจกัน เขาตามใจฉันทุกเรื่อง ซื้อของทุกสิ่งที่ฉันแค่เปรยว่าอยากได้ แม้กระทั่งโคมไฟธรรมดา ๆ ที่ราคาตั้งหลายหมื่นบาท   เราชอบอะไรหลายอย่างคล้ายกันทั้งดูหนังและเดินป่า ในที่สุดเราก็ตัดสินใจแต่งงานกัน    พ่อเห็นว่าฉันรักเขามาก จึงไม่ได้เรียกร้องค่าสินสอดอะไรในวันแต่งงาน เขามอบสินสอดจำนวนสองแสนสองหมื่นบาทพร้อมทองคำหนักสิบบาทและแหวนแต่งงาน ซึ่งญาติฝ่ายฉันหลายคนกระซิบกันว่า ค่าสินสอดดูจะน้อยไปหน่อยสำหรับลูกสาวร้านขายเพชรอย่างฉัน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่เรารักกันก็พอ หลังแต่งงาน ฉันย้ายเข้าไปอยู่เรือนหอที่เขาซื้อไว้ในกรุงเทพฯ เขาขอให้ฉันเป็นแม่บ้าน ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด เพราะนอกจากสามีจะเป็นห่วงแล้ว พ่อฉันก็ยังรักและยกเงินค่าสินสอดทั้งหมดกว่าสามแสนห้าหมื่นบาทให้ฉันเป็นของขวัญอีกด้วย สองเดือนผ่านไป ชีวิตแต่งงานดูเหมือนจะราบรื่นดี เขากลับบ้านตรงเวลาทุกวัน แถมไม่มีเรื่องชู้สาวให้ระคายใจยกเว้นแต่เพียงเขาไม่พูดเล่นหยอกล้อเหมือนข้าวใหม่ปลามันคู่อื่น เขาให้เงินฉันไว้ใช้จ่ายเพียงเดือนละสามพันบาทและมักโทร.หาแม่ทุกครั้งที่มีปัญหาก็เท่านั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก   ไม่นานเขาบอกว่างานที่ทำได้เงินเดือนน้อย ตอนที่เขายื่นธนาคารเพื่อกู้เงินซื้อเรือนหอหลังนี้ก็ได้แค่ 1.5 ล้านบาท  ในขณะที่ราคาจริงคือ 2.6 ล้านบาท  ตอนนีขาดอีกเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น   เขาอยากให้ฉันช่วยหาเงินจำนวนนี้ให้ เพราะรู้ว่าพ่อคงมอบเงินค่าสินสอดให้ ด้วยความรักและคิดว่าปัญหาของสามีก็คือปัญหาของฉันฉันจึงตกลงยกเงินแต่งงานทั้งหมดให้กับเขา ไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีเงินให้ เพราะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านหนักเดือนก่อนเงินก็ไม่พอต้องโทร.ไปขอยืมแม่ และขอให้ฉันเอาเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในบ้านไปก่อนฉันรับปากเขาด้วยรอยยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ฉันแทบไม่เหลือเงินติดตัวเลยแม้จะพยายามออกไปช่วยงานพ่อเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านสูงมาก ไหนยังจะต้องผ่อนรถยนต์และผ่อนบ้านหลังน้อยที่ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานด้วย   ตอนนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจคนเดียว   หนึ่งปีผ่านไปฉันเริ่มมองเห็นความจริงว่า ชีวิตแต่งงานของฉันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์เหมือนที่คิด เรามักทะเลาะเพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน สามีชอบพูดจาเหน็บแนม ไม่พูดหยอกล้อ ไม่แสดงความรัก ไม่สวมกอดไม่แม้แต่จะพาฉันออกไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเลยสักครั้ง สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือต้นไม้ใบหญ้า เขาสามารถตัดแต่งกิ่งต้นมะม่วงได้ทั้งวัน โดยไม่สนใจว่าฉันกำลังนั่งร้องไห้เพราะเครียดเรื่องปัญหาการเงินอยู่ เขาจะพูดคำว่ารักก็ต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น แม้แต่เรื่องสำคัญฉันสามีภรรยาอย่างเรื่องบนเตียงเขาก็ไม่สนใจ ฉันนอนร้องไห้เสียใจทุกวันแต่ลึก ๆ ก็ยังหวังให้เขากลับใจ   จนวันหนึ่ง ฉันก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเรามีลูกด้วยกันอาจช่วยขจัดปัญหาทั้งหมดได้   ฉันจึงตัดสินใจบอกเขาว่าอยากมีลูก เขาเห็นด้วย และยอมมีอะไรกับฉัน จนไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกชายคนแรกสมใจ เขากลับมาเฉยชากับฉันเหมือนเดิม แต่แสดงออกว่ารักลูก และเพิ่มเงินให้เป็นเดือนละห้าพันบาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของแม่ลูกอ่อนที่มีอาการเบบี้บลู หรือเป็นโรคซึมเศร้าอย่างฉัน ทุกครั้งที่เงินเพิ่ม เราก็จะทะเลาะกันและจบลงด้วยการที่เขาเดินหนีไป ฉันตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการขายบ้านที่ซื้อเองกับมือ เพื่อนำเงินมาใช้ยามฉุกเฉินและจ่ายค่าจ้างพี่เลี้ยงช่วยดูแลลูก ผ่านไปเกือบสองปีฉันสังเกตว่าลูกไม่สบตาและมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กอื่น จึงตัดสินใจพาลูกไปหาหมอและได้รู้ว่า ลูกรักของฉันเป็นออทิสติก ฉันยอมรับความจริงแต่โดยดี พร้อมตั้งใจจะทำทุกทางให้ลูกดีขึ้น เราเข้าออกโรงพยาบาลเอกชนกันเป็นว่าเล่น โชคดีที่สามียินดีจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพื่อลูกโดยไม่อิดออด ฉันอ่านหนังสือทุกเล่ม เข้ารับการอบรมแทบทุกคอร์ส เพื่อช่วยให้เข้าใจและสอนลูกได้ดีขึ้น เราสองแม่ลูกตัวติดกันแทบตลอดเวลา ฉันสอนลูกทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการกอด เพราะลูกของฉันไม่ชอบกอด และจะร้องไห้เสียงดังทุกครั้งที่มีใครถูกเนื้อต้องตัว ในช่วงที่ลูกนอนกลางวันฉันจะออกไปสวนสาธารณะใกล้บ้านเพื่อสังเกตพัฒนาการของเด็กปกติคนอื่น แล้วก็เอากลับมาสอนและฝึกลูกของตัวเอง ตกเย็นก็เปิดบ้านชวนเด็ก ๆมากินขนมและเล่นกับลูก เพราะเชื่อว่าเด็กปกติเหล่านี้คือครูชั้นเยี่ยมที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น   ฉันตัดสินใจบอกสามีอีกครั้งว่าอยากมีลูกอีกคนจะได้ดูแลกัน ซึ่งสามีก็เห็นด้วย    ไม่นานฉันก็ตั้งท้องและคลอดลูกสาว ฉันอุทิศเวลาทุกวินาทีให้ลูก ผลของความพยายามทำให้พัฒนาการของลูกชายดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ และเข้าโรงเรียนในวัย 4 ขวบ  ลูกช่วยสอนให้ฉันรู้ว่า ถ้าตั้งใจจริงจะพิชิตได้ทุกสิ่ง  ไม่เว้นแม้แต่อาการออทิสติกที่ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่มีทางรักษาหาย หลังจากที่มั่นใจว่าลูกทั้งสองคนดูแลกันและกันได้แล้ว ฉันก็เบาใจ แต่ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า การมีลูกไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์ของฉันและสามีดีขึ้น เขายังคงเฉยชาและเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมวันหนึ่งเขาบอกให้ฉันรีบเก็บข้าวของ เพราะเขาตัดสินใจว่าจะพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่กับแม่ที่หาดใหญ่ โดยไม่สนใจคำคัดค้านของฉันเลย ความอดกลั้นที่สะสมมาเกือบสิบปีจึงถึงขีดสุด ฉันตัดสินใจในวินาทีนั้นว่า   “พอกันที…ฉันจะขอหย่า!”   หลังหย่ากัน ฉันจำเป็นต้องยกลูกให้เขา พร้อมเซ็นข้อตกลงว่า เขาจะได้รับสิทธิ์เลี้ยงลูกเพียงผู้เดียว เพราะตามกฎหมายฉันไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ ไม่มีรายได้และไม่มีสมบัติเหลือเลย ได้แต่โทษตัวเองว่า ฉันมันโง่! ขายสมบัติตัวเองทุกอย่าง เพราะคิดว่าถ้าทุ่มเทให้เขามาก ๆอาจเปลี่ยนใจเขาได้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว…แม้แต่ลูก! ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ จมกองทุกข์เพียงลำพัง สองสัปดาห์ต่อมาก็มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เมื่อพบแพทย์จึงได้รู้ว่า ฉันป่วยเป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 3 แล้ว แต่น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกกลัวตายเลย การรักษาด้วยเคมีบำบัดทำให้ฉันเพลียและผมร่วง แต่ขณะเดียวกัน ฉันกลับมีความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเพราะโรงพยาบาลทำให้ฉันได้พบและสนิทกับหนังสือธรรมะ…ทางพ้นทุกข์ที่ฉันเพิ่งได้รู้จัก ฉันมีกำลังใจดีขึ้น เริ่มดูแลตัวเองโดยการใส่วิกผมและแต่งตัวสวยทุกวันทั้งที่ตลอดชีวิตการแต่งงาน ฉันไม่เคยคิดอยากสวยเลยสักครั้ง กัลยาณมิตรหลายคนให้กำลังใจว่าฉันคงหายในเร็ววัน เพราะถูกกับเคมีบำบัด หลังรับการรักษาแล้วผิวพรรณของฉันกลับขาวผ่อง มีน้ำมีนวลในขณะที่คนส่วนใหญ่จะโทรมและผิวดำเกรียม  หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดแล้ว ฉันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  อยากออกไปขี่จักรยานทุกวัน ภายหลังเข้ารับการรักษาเพียงหนึ่งปีฉันก็หายจากโรคมะเร็งเต้านม   ตลอดเวลาที่ป่วย อดีตสามีก็ยังโทร.มาตามไปช่วยเลี้ยงลูก เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นเด็กมีปัญหา ฉันปฏิเสธ บอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เขาไม่เชื่อ และคิดว่าฉันสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องเงินชดเชย กระทั่งวันที่หมอลงความเห็นว่าฉันหายแล้วด้วยความที่คิดถึงลูกเหลือเกิน ฉันจึงหอบเสื้อผ้าไปอยู่กับอดีตสามีอีกครั้ง เมื่ออยู่ด้วยกันฉันพบว่า  อดีตสามียังคงใจแคบ  เฉยชา แถมยังพูดกรอกหูฉันทุกวันว่า มีลูกน่ารัก มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้ใช้แล้วเธอยังต้องการอะไรอีก! นอกจากนี้เขาก็ยังเผลอพูดว่า เรือนหอที่ฉันเคยให้เงินสินสอดไปช่วยจ่ายนั้น เขานำไปขายได้เงินมาก้อนโต ทันทีที่ได้ยิน ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เจ็บปวดจนไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงไปกองบนพื้นโดยไม่รู้ตัว ชีวิตแต่งงานพรากทุกสิ่งไปจากฉัน ทั้งลูก เงิน  บ้าน เวลากว่าค่อนชีวิต และความรักบริสุทธิ์ วินาทีนั้นฉันเครียดจนเริ่มมีอาการทางประสาท แต่ทันทีที่ได้สติ ฉันก็รีบหนีออกมา อาการเจ็บปวดรุนแรงที่หน้าอกกลับคืนมาด้วยแพทย์ระบุว่าฉันกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง ฉันตัดสินใจสู้ด้วยการเข้ารับการรักษามะเร็งอีกครั้ง และลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าเล็ก ๆ เพื่อหารายได้ดูแลตัวเอง กิจการร้านเสื้อผ้าดีขึ้นเรื่อย ๆ ฉันพยายามหาเงินมาลงทุนเพิ่ม แต่ไม่อยากรบกวนพ่อ เพราะท่านเองก็มีครอบครัวใหม่ […]

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ถาม : เคยมีบางแนวคิดที่กล่าวว่า การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ตอบ : แนวคิดนี้คงนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้นะ เพราะการวัดว่าบาปมากบาปน้อยต้องดูที่เจตนาของจิตที่คิดจะฆ่าว่ามีความตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อย พยายามมากหรือพยายามน้อย ถ้าตั้งใจมากพยายามมาก ก็ถือเป็นบาปมาก แต่ถ้าตั้งใจน้อย พยายามน้อยเกิดจากความคิดเพียงชั่ววูบ ก็ย่อมบาปน้อยกว่าคนที่มีการวางแผนมานานแล้ว     ถาม : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฉันนะที่ฆ่าตัวตายเพราะทนโรคภัยไข้เจ็บไม่ไหว ทว่าสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในช่วงก่อนจะสิ้นลมแบบนี้ถือเป็นบาปไหมขอรับ ตอบ : ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งหมายความว่าท่านเข้าถึงนิพพาน ไม่ต้องวนเวียนมาให้เป็นทุกข์อีกแล้ว จึงแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปที่ยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ เหตุที่ยังมีคนฆ่าตัวตายอยู่เพราะหลงคิดไปว่าเมื่อตายแล้วจะสามารถหลีกหนีจากความทุกข์ไปได้ ซึ่งไม่จริงเลยเพราะการไปเกิดในอบายจะยิ่งต้องทนทุกข์หนักกว่าเดิมหลายเท่า   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ inbox มาที่ เพจ secret magazine (thailand) […]

True story : “คำพิพากษา” เมื่อเธอต้องมีชีวิตตกต่ำเพียงเพราะคำพิพากษาจากผู้เป็นพ่อ

คำพิพากษา                  เสียงกลองดังลอยมาจากวัดในหมู่บ้าน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าที่วัดกำลังมีงานก่อพระเจดีย์ทรายคนเฒ่าคนแก่แต่งตัวพิเศษกว่าทุกวันเพื่อไปสรงน้ำพระ ส่วนบรรดาหนุ่มสาวก็นัดแนะกันออกไปเล่นน้ำในตัวเมือง…ฉันได้แต่มอง แล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านต่อไป แม้เช้าวันนั้นจะล่วงเลยมา 40 กว่าปีแล้ว แต่ฉันก็จดจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม… ฉันชื่อ จ๋า เด็กบ้านนอกวัยแรกสาว แม้จะเป็นวันสงกรานต์แต่ฉันก็หมดสิทธิ์ออกไปเที่ยวเล่นสาดน้ำเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ นั่นก็เพราะฉันมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ทั้งงานบ้าน เลี้ยงน้อง ช่วยแม่ขายของ ช่วยพ่อทำนา…จนแทบไม่มีเวลาให้กับเรื่องสนุกสนาน ครอบครัวของเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฉะนั้นทุกคนในบ้านจึงต้องช่วยกันทำมาหากิน โดยมีพ่อเป็นผู้คุมกฎระเบียบประจำบ้านในขณะที่ลูก ๆ ทุกคนจะต้องเชื่อฟังและห้ามทำตัวแหกคอกอย่างเด็ดขาด ฉันมั่นใจว่าความดุของพ่อคงเกินกว่าใครจะคาดเดาได้ ครั้งหนึ่งฉันทะเลาะกับพี่สาวเพราะแย่งตะเกียงกันใช้  พ่อคว้าเชือกไนลอนได้ก็ฟาดฉันไม่ยั้งมือ หรืออีกครั้งน้องชายคนเล็กเล่นซน พ่อจับมือน้องมัดติดกันแล้วแขวนตัวน้องไว้บนคานในยุ้งข้าว เมื่อสาแก่ใจแล้ว พ่อก็จับน้องลงมาโยนใส่กองขยะที่เต็มไปด้วยฝูงมดแดง ไม่ต้องสงสัยว่าแม่ทำอะไรอยู่  เพราะเพียงแค่แม่พยายามเข้ามาช่วยก็โดนพ่อเตะเข้าอย่างจัง! วันนั้นขณะที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้าน พ่อใช้ให้ฉันไปซื้อสีย้อมผ้าจีวรให้หลวงน้าซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดใกล้บ้าน  ฉันต้องเดินเท้าออกจากบ้านไปไกลกว่า 6 กิโลเมตรเพื่อต่อรถเมล์ไปยังร้านขายของในตัวเมือง ระหว่างทาง ฉันเจอเพื่อนที่โรงเรียนโดยบังเอิญ เมื่อเพื่อนเห็นว่าเรากำลังจะไปทางเดียวกัน จึงชวนฉันแวะไปเที่ยวงานสรงน้ำพระที่จัดอยู่ไม่ไกลจากร้านขายของ พร้อมกับอาสาไปส่งฉันที่บ้านตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าแวะไปประเดี๋ยวเดียวคงไม่เป็นไร เพราะตอนนั้นเพิ่ง 9 โมงเช้า จึงตัดสินใจติดรถไปกับเพื่อน ตะวันคล้อยแล้ว แต่เพื่อนก็ยังเล่นน้ำไม่ยอมเลิก ฉันเริ่มใจคอไม่ดี แม้เพื่อนจะรับปากว่าจะช่วยอธิบายให้พ่อฟังถึงสาเหตุที่กลับบ้านช้า แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นแม้แต่น้อยเพียงแค่นึกถึงความเจ็บแสบจากเชือกไนลอน  หรือรอยแผลของน้องชายในวันนั้น…ฉันก็ขยาดเสียแล้ว! ฉันมองไปรอบ ๆ เผื่อว่าโชคดีอาจเจอคนรู้จัก จะได้ขอติดรถกลับบ้าน และแล้วโชคก็เข้าข้าง พี่เหน่งคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในหมู่บ้านที่อายุห่างจากฉันเกือบ 20 ปี แวะมาทำธุระแถวนั้นพอดิบพอดี […]

ยิ้มไว้ก่อน ท่าน ว สอนไว้! 8 วิธีสลายความเครียด สูตร ว.วชิรเมธี

สลายความเครียด ไม่ใช่เรื่องยาก ใครก็ตามที่เคยเรียนรู้เรื่องการเจริญสติ คนนั้นสามารถที่จะบริหารใจให้ลอยอยู่เหนือความเครียดได้อย่างสบายๆ

True Story : ในวันที่ลูกคิดได้…เมื่อเป็นแม่…เรื่องของผู้หญิงที่จำต้อง ทิ้งลูก

เรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกเก็บมาเลี้ยงแต่เด็ก และเมื่อถึงคราวตัวเองจำต้อง ทิ้งลูก บ้าง จึงเข้าใจหัวอกของแม่แท้ ๆ ที่ทิ้งเธอไป “แม้พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นพ่อแม่แท้ๆ ของฉัน แต่ท่านเลี้ยงฉันมาจนถึงขนาดนี้ นับเป็นบุญคุณมากมายแล้ว” นั่นคือความคิดของฉันเมื่อตัดสินใจออกจากบ้านตอนอายุ 13 ปี พ่อกับแม่เอาฉันมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ พออายุสองขวบ แม่ก็คลอดลูกคนแรกและอีกหนึ่งปีถัดมาท่านก็มีน้องคนที่สอง ตั้งแต่เล็กจนโตฉันต้องทำงานบ้านและดูแลน้องทั้งสองคน ถ้าทำผิดฉันจะถูกล่ามโซ่และถูกตีอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดทางกายไม่นานก็หาย แต่การถูกด่าว่าว่าเป็น “เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีใครเอา” ต่างหากที่ทำให้รู้สึกน้อยใจ เสียใจเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อเรียนถึงชั้น ป.6 พ่อบอกว่า “จบ ป.6 แล้วก็เลิกเรียนเถอะ น้อง ๆ ยังต้องเรียนอีกตั้ง 2 คน” แม้จะเสียใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะพ่อแม่ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายนัก ยังติดหนี้ร้านค้าอยู่ไม่น้อย ฉันจึงบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปเป็นกรรมกรที่กรุงเทพฯ ได้ค่าแรงวันละ 250 บาท พ่อกับแม่บอกให้ฉันดูแลตัวเองให้ดีฉันมาอาศัยอยู่ในบ้านพักคนงานแถวลาดกระบังเพื่อเป็นกรรมกรก่อสร้าง เมื่ออายุได้ 15 ปีและมีบัตรประจำตัวประชาชน ฉันจึงสมัครงานโรงงานซึ่งให้รายได้ดีเพราะทำงานรอบกลางคืนและขยันทำโอที  เงินเดือนที่ได้มาหมดไปกับการเที่ยว ดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูง ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กที่พ่อแม่ทอดทิ้ง แม้ภายหลังจะกลับมาอยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ยังรู้สึกต่อต้านและไม่ไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองทุกครั้งที่เขาตัดพ้อถึงชีวิตที่รันทด ทุกครั้งที่เขาร้องไห้เสียใจเพราะเรื่องในวัยเด็ก ฉันเข้าใจความรู้สึกเขาเป็นอย่างดี เราชอบพอจนคบหากันเป็นแฟน และคิดว่าความเข้าใจ ความเห็นใจที่มีต่อกันมากจะสามารถสร้างครอบครัวขึ้นมาได้ ฉันย้ายมาอยู่กับครอบครัวของสามีซึ่งเปิดร้านขายของชำ เพราะคิดว่าจะทำให้เราช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วขึ้น แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน ชีวิตคู่กลับตกต่ำ เมื่อเขาเริ่มเสพยาบ้าจนไม่สามารถทำงานได้และยังตามไปหึงหวงฉันถึงที่ทำงานจนฉันต้องลาออกจากงาน เมื่อไม่มีรายได้ ฉันกับสามีก็ยิ่งทะเลาะกัน ฉันเครียดจนบางวันไม่อยากพูดกับใครเลย และฉันก็เลือกหลีกหนีความทุกข์ความกังวลไปชั่วคราวด้วยการร่วมเสพยาบ้ากับสามี แม้ต่อมาฉันจะตั้งท้อง แต่ก็ยังไม่เลิกเสพยา จนกระทั่งคลอดลูก ทันทีที่เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง น้ำตาของฉันก็ไหลอาบแก้ม เขาทำให้ฉันมีความหวัง ฉันเสพยาน้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เลิกขาด ฉันกลับไปทำงานโรงงานอีกครั้งเพราะอยากมีเงินไว้เลี้ยงดูลูก แต่สามีก็ยังตามไปอาละวาดหึงหวงจนฉันต้องลาออกจากงานอีกครั้ง ฉันจึงไปรับจ้างเลี้ยงเด็กอ่อนและช่วยพ่อแม่สามีขายของชำอยู่ที่บ้าน ฉันกับสามียังคงทะเลาะกันเป็นประจำ เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งท้องลูกคนที่สองได้สองเดือน ฉันรวบรวมความกล้าบอกกับสามีว่า “เลิกยาเถอะ เพื่อลูกนะ” “มึงมันพูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวกูฆ่าให้ตายเลย” เขาสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวก่อนลุกไปหยิบมีดจากครัวจะมาฟันฉันต่อหน้าลูกสาววัยขวบเศษที่ยังพูดไม่ได้และนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ นาทีที่เขาเงื้อมีดจะฟันลงมาที่ตัวฉัน ลูกน้อยก็วิ่งเข้ามากอดขาฉันพร้อมกับกรีดร้องลั่นบ้าน สามีชะงักไปชั่วขณะ ฉันรีบอุ้มลูกหลบเข้าไปในห้องนอน ขณะที่ฉันกำลังร้องไห้และกอดปลอบลูกอยู่ในห้อง สามีก็พังประตูห้องเข้ามากระชากตัวฉันออกจากลูกและลากฉันไปหน้าบ้าน ขณะที่เขากำลังง้างเท้าจะกระทืบฉัน เพื่อนบ้านก็เข้ามาห้ามและบอกให้ฉันหลบไปอยู่ที่วัดใกล้บ้านและปล่อยให้สามีสงบสติอารมณ์อยู่ที่นี่ ฉันหลบอยู่ที่วัดจนพ่อแม่สามีกลับมาบ้านแล้ว แต่แม่สามีกลับต่อว่าฉันว่าไม่อยู่ดูแลร้านค้า ฉันจึงพาลูกสาวหนีไปอยู่บ้านเพื่อน แต่อยู่ได้เพียงสามวัน สามีก็พาพ่อแม่มาตามฉันกับลูกกลับบ้าน ฉันยืนยันว่าจะไม่กลับไปอีก สามีกับฉันแย่งลูกกันพัลวัน ลูกร้องไห้โยเย ส่วนพ่อแม่สามีก็ด่าทอต่อว่าฉันอยู่หน้าบ้านเพื่อนว่า “ตัวเองยังไม่มีปัญญาเลี้ยง เ-ือกจะเอาลูกไปด้วย แม่ดี ๆ ที่ไหนเขาทำกัน” สุดท้ายฉันต้องปล่อยให้ลูกกลับไปอยู่กับครอบครัวของสามี ส่วนฉันไม่กลับไปด้วย เพราะไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ กลัวว่าลูกในท้องอีกคนจะเป็นอันตราย หลังจากอยู่บ้านเพื่อนได้ไม่นาน ฉันก็ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี จึงได้เข้ามาพักพิงที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯจังหวัดปทุมธานี การอยู่ห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมทำให้ฉันมีสติ คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันคิดถึงพ่อกับแม่บุญธรรมที่เลี้ยงฉันมา ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร ท่านก็ห่วงใยฉันอย่างแท้จริง เมื่อออกมาอยู่เอง ฉันจึงรู้ว่าจะหาคนที่หวังดีจริง ๆ ได้ยากเต็มที เรื่องสามี ฉันสรุปได้เพียงว่า ฉันเริ่มต้นชีวิตคู่กับเขาด้วยความสงสาร แต่เราไม่ได้รักและหวังดีต่อกัน ฉันสงสารเขามากเกินไปจนกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฉันลูบคลำท้องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็คิดถึงลูกสาวที่อยู่กับสามีและรู้สึกเสียใจหากวันหนึ่งข้างหน้าลูกจะคิดว่าฉันตั้งใจทอดทิ้งเขาไป ฉันอยากบอกเขาว่า ไม่ว่าพ่อแม่ของเขาจะเลวร้ายเพียงใด แต่เขาเกิดจากความรักอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ความรักจากแม่คนนี้ที่อุ้มท้องเขามาด้วยความยากลำบากทุกคืนฉันภาวนาขอให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองและไม่ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่ผิดพลาดเฉกเช่นฉันและสามี สำหรับพ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งฉันโหยหามาทั้งชีวิตนั้น ฉันอยากบอกท่านว่าฉันรักท่านแม้ว่าเราจะไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็ตาม และเมื่อมีลูก ฉันเข้าใจแล้วว่า บางครั้งชีวิตก็ไม่มีทางเลือก ท่านคงมีเหตุผลของท่าน และที่สำคัญ เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ “ฉันเป็นเด็กที่ถูกทิ้ง” นั่นคือความทรงจำที่เลือกจำเพียงด้านเดียวซึ่งทำให้ฉันเจ็บปวดเสมอมา แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ฉันลืมไปก็คือ เมื่อเกิดมา ฉันมีชีวิตเป็นของตัวเอง ฉันกับพ่อและแม่เป็นคนละคนกัน และที่สำคัญ “ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเดินตามรอยเท้าที่ผิดพลาดของใคร” ฉันจะหมั่นย้ำประโยคนี้กับตัวเองทุกวัน… ดับทุกข์ทางโลกด้วยธรรมะ ข้อคิดจากพระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน มองชีวิตที่เคยผิดพลาดให้เป็นครู…มองชีวิตที่เหลืออยู่ให้เห็นโอกาสความผิดพลาด ความไม่สมหวัง คือ ต้นตอความทุกข์ของชีวิตที่ผ่านมาการยึดติดกับความทุกข์ในวันวานนั้นอาจทำให้เราสูญเสียวันพรุ่งนี้  เมื่อโยมท่านนี้มาถึงวันที่คิดได้ นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การยึดติดความทุกข์ในอดีตไม่เคยช่วยให้วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้ หากแต่การปรับความคิด ปรับจิตใจให้มีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยจิตใจให้แกว่งไปกับความทุกข์ที่เราฉุกคิด ไม่ปล่อยให้ความทุกข์เข้ามาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคิดขึ้นมา นี่คือการก้าวผ่านความทุกข์ในขั้นต้น และจงเริ่มต้นชีวิตใหม่ ให้โอกาสตัวเองนับจากนี้ด้วยการคิดใหม่ ทำใหม่ การคิดใหม่คือการดับทุกข์ทางใจคิดแต่ในทางดี ไม่ปรุงแต่งจิต อยู่กับปัจจุบันขณะ และปล่อยวางสิ่งที่นึกคิดตอกย้ำอยู่ตลอด คิดถึงเป้าหมายในชีวิตให้มากขึ้นด้วยความมีสติเพื่อให้เกิดปัญญาและลงมือทำ การทำใหม่คือการดับทุกข์ทางกายคิดแล้วลงมือทำด้วยสติ ดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ แม้อาจเป็นการก้าวไปอย่างช้า ๆ ที่ยังไม่พบจุดที่ดีที่สุด แต่ชีวิตจะดีขึ้นในทุกวันอย่างแน่นอน จึงขอให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่ง สามารถดูแลทั้งชีวิตตนเองและลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมาบนโลกใบนี้ “จิต เงียบลง ปลง คิดได้…ใจ นิ่งไว้ มองเห็น ชัดเจน”   เรื่อง สาวช่างยนต์ เรียบเรียง Ametal  Secret Magazine (Thailand) Photo by MMPR on […]

พลังแห่งสติ แมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย)

ครั้งหนึ่ง คุณแมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย) เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่าง แล้วธรรมะก็ตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงจุด “แมคเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเข้าวัดทำบุญเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ส่วนเรื่องงานท่านพาไปโรงงาน ไปประชุมด้วย ทำให้แมคซึมซับเรื่องธุรกิจ อยากทำธุรกิจ ชอบค้าขาย ช่วงเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ก่อนปัจฉิมนิเทศมีหลักสูตรพานิสิตไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นครั้งแรกที่รู้จักการทำวิปัสสนา แต่ก็ยังเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับธรรมะ” หลังจากเรียนจบ คุณจุฑาทิพย์เข้ามาทำงานที่บริษัทคุณพ่อ เรียนรู้งานด้านการตลาดจากพี่ ๆ ที่เชี่ยวชาญในองค์กร แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารที่ต่างประเทศการต้องอยู่ตัวคนเดียวทำให้รู้สึกกลัว เธอจึงกำจัดความกลัวด้วยการสวดมนต์ เพราะเคยได้ยินคนบอกว่าสวดมนต์แล้วดี แม้จะสวดมนต์บ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอสักเท่าไรจนกระทั่งกลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้ง “กลับมาทำงานไปได้สักพัก รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรบางอย่างขาดหายไป แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อย่างเวลาเราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง พอเราได้มันมา เราดีใจแค่ชั่วครู่ แล้วความดีใจนั้นก็หายไป เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนต้องถามตัวเองว่า มันใช่หรือ ไม่เห็นมีความสุขเลย อะไรคือสิ่งที่ขาด พอเกิดคำถาม จู่ ๆ ก็คิดถึงตอนไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ จึงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เข้าคอร์สของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย 8 วัน 7 คืน “คอร์สนี้เป็นคอร์สกลุ่มใหญ่ มีการจัดกลุ่มแล้วพูดคุยกับวิทยากร สิ่งที่แมคเห็นชัดเจนที่สุดเป็นอย่างแรกคือ ทุกคนมีปัญหาจริง ๆ บางคนมีปัญหาลูกติดยา บางคนมีปัญหาเรื่องสามี เขาทุกข์กันจริงจังมาก แมคถามตัวเองทันทีว่า แล้วเรามีทุกข์อะไร เราสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ส่วนอีกเรื่องที่แมคได้เรียนรู้ก็คือ แมคได้รู้จักการทำวิปัสสนาอย่างจริงจังว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร   “กลับจากการไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นก็ได้คำตอบของโจทย์ที่ว่าชีวิตขาดอะไร จริงๆแล้วเราไม่ได้ขาดอะไร ถ้าจะขาดคือขาดสติ คิดไปเองว่าขาด ไม่มีความสุข ต้องหาอะไรมาเติมเต็ม แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถเติมเต็มด้วยตัวเองได้ เรามีความสุขได้กับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน”   การไปปฏิบัติธรรมเหมือนกับได้ชาร์จพลังให้ชีวิต เธอเปรียบว่า เวลาเดินบนถนนแล้วเจอฝุ่น เราก็ต้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เป็นการชำระล้างจิตใจ เธอจึงพยายามไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่เธอเรียนรู้อีกหนึ่งอย่างก็คือธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปนั่งปฏิบัติในคอร์สเท่านั้นแต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกวัน “แมคให้ความสำคัญเรื่องการมีสติมากอย่างถ้าเราวางของไว้ตรงนี้ แล้วคุยไปด้วยเสร็จแล้วลุกไปโน่นนี่ สักพักเดียว อ้าววางของไว้ที่ไหน ถ้ามีสติเราจะไม่มีคำถามว่าของอยู่ตรงไหน แต่เราจะรู้ว่าวางมันไว้ตรงไหน “เวลาทำงานยิ่งต้องมีสติให้มาก ครั้งหนึ่งมีงานด่วนเข้ามา แมคสั่งงานลูกน้อง เอทำอันนี้ แล้วบีทำอันนั้น พอถึงเวลาแมคโทร.ตามงาน บีบอกว่ายังไม่เสร็จ เราถามเหตุผลว่าทำไมยังไม่เสร็จ เขาบอกว่าเอาไปให้ซีทำ ที่แมคไม่เลือกให้ซีทำตั้งแต่แรกเพราะซีทำงานดีแต่ช้า แต่เราต้องการคนทำงานเร็ว ตอนนั้นแมคอยากตำหนิบี แต่มีสติคิดทันว่าถ้าตำหนิไปตอนนั้นจะยิ่งทำให้งานช้าลงไปอีก จึงบอกว่าไม่เป็นไร รีบทำให้เสร็จก่อน สติใช้ได้กับทุกอย่างจริง ๆ”    อยากให้ชีวิตดีไม่ต้องไปร้องขอที่ไหนเพราะชีวิตจะดีแค่มีสติเท่านั้นเอง    ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 190 เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ:สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จักรยานให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จากการปั่นจักรยาน “สังคมแบ่งปัน” สิ่งดีๆ ที่แฝงมากับ “ วัฒนธรรมจักรยาน ” บริษัทดัง กับ “เทรนด์ปฏิบัติธรรม” เอสแอนด์พี ธรรมะคือหัวใจของบริษัท แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ […]

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก”

True Story : ครอบครัว แทบพังเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “พ่อของลูก” ครอบครัว ของฉันเป็นชนชั้นกลาง พ่อรับราชการ แม่เป็นแม่บ้าน มีพี่สาวและพี่ชายรวม 4 คน ทุกคนที่เอ่ยมานี้ล้วนมีชีวิตออกแนวอนุรักษนิยม อยู่ในกรอบ และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ มีแต่ฉัน “พลอย” ลูกสาวคนเล็กของบ้านเท่านั้นที่ดูจะ  “ต่าง” ออกมาจากกลุ่ม ความ “ต่าง” ของฉันเริ่มตั้งแต่การที่ฉันเป็น “ลูกหลง” ของบ้าน ซึ่งแค่เทียบอายุกับพี่คนที่ 4 เราสองคนก็ห่างกันถึง 13 ปีแล้ว ทุกคนในบ้านจึงประคบประหงมฉันอย่างดีไม่ต่างจากไข่ในหิน ยิ่งพอพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้แค่ 5 ขวบ ทุกคนก็ยิ่งทวีความรักความใส่ใจฉันมากยิ่งขึ้นแต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่การ “สปอยล์” พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พี่ ๆ ก็เริ่มให้ฉันหัดทำงานพิเศษเพื่อให้รู้จักคุณค่าของเงิน แรก ๆ ก็เหนื่อย แต่พอได้เงินก็มีแต่ความดีใจ ภูมิใจ และมั่นใจเข้ามาแทนที่ว่า “ฉันเป็นคนเก่ง หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย” ต่อมาก็เรื่องการเรียน พี่ ๆ ของฉันทุกคนเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย แต่ฉันเรียนไม่เก่ง หนีเรียน แต่กลับชนะเลิศด้านกิจกรรมมาตั้งแต่ประถมจนชั้นมหาวิทยาลัยด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นที่รักของอาจารย์ รุ่นพี่และเพื่อน ๆ ยิ่งกับรุ่นน้องด้วยแล้ว ฉันเป็น “ไอดอล” ของพวกเขาก็ว่าได้ ชีวิตช่วงนั้นเรียกว่า “เต็มอิ่มทุกอย่าง” จะขาดอยู่เรื่องเดียวที่ฉันยังไม่เคยมีก็คือ “ความรักแบบหนุ่มสาว” ฉันไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรู้ว่าเขาจีบกันอย่างไร กระทั่งขึ้นชั้นปีที่ 2 ความเป็นนักกิจกรรมพาให้ฉันไปรู้จักนักเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งเข้า และคนนี้เองคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร เขาคนนี้ดูแลฉันอย่างดี ทุกอย่างระหว่างเราดูเพอร์เฟ็กต์ไปหมดจนใคร ๆ อิจฉา ทว่าหลังจากคบกันได้เกือบ 4 ปี พอเขาเริ่มติดยศร้อยตำรวจโท ทุกอย่างระหว่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไป…เมื่อฉันจับได้ว่าเขาแอบมีคนอื่น แถมนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรกที่นอกใจเพราะตั้งแต่คบหากันมา เขาก็แอบคบคนอื่นไปพร้อม ๆ กับฉันด้วย ความรู้สึกช็อก เสียใจ และผิดหวังประดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าเขาจะพยายามขอโอกาส แต่ฉันก็ปฏิเสธกลับไปเพราะมั่นใจว่าผู้หญิงเก่งอย่างฉันต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน ฉันตัดสินใจหั่นผมยาวสลวยที่ฟูมฟักมานานปีทิ้งทันที ราวกับว่า “นี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นชีวิตใหม่” และจากนี้ไปอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นเคยขอร้องไม่ให้ทำเพราะไม่ชอบ แต่ขอให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันก็ทำมันหมดทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่งตัวแรง ๆเที่ยวกลางคืน ฯลฯ เพราะไม่ต้องแคร์อะไรหรือใครอีกต่อไป…ชีวิตนี้เป็นของเรา อยากทำอะไรก็ทำ คนรอบข้างต่างตกใจในความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือของฉัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือถามอะไร ยิ่งคนที่บ้านด้วยแล้วยิ่งไม่มี แต่ฉันเองก็พอจะรู้ว่า แม่และพี่ ๆ พลอยทุกข์ใจไปกับฉันมากแค่ไหน หลังจากว่างเว้นจากความรักไปพักใหญ่ในที่สุดฉันก็พบรักใหม่ที่ต่างจากการเป็น“ว่าที่คุณนายตำรวจแบบสุดขั้ว” เพราะเขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็น “มาเฟียใหญ่ที่พัทยา” เราคบกันได้สักพักถึงได้รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วฉันจึงตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตของเขาทันที เพราะไม่อยากทำร้ายครอบครัวใคร แล้วชีวิตของฉันก็เดินทางต่อไป วันหนึ่งความเป็นนักเที่ยวกลางคืนก็พาฉันมาพบความรักอีกครั้ง ทว่าผู้ชายคนนี้ก็มีภรรยาอยู่แล้ว (อีกแล้ว!) แต่กำลังจะเลิกกับภรรยา น่าแปลกว่าคราวนี้ฉันกลับตัดสินใจให้โอกาสเขา ทั้งที่บรรดาเพื่อนสนิทต่างไม่เห็นชอบด้วยเลย แม้แต่เจ้านายที่รักฉันที่สุดก็ยังออกปากเตือนว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องผิดศีลห้านะพลอย เพราะโปรไฟล์ชีวิตมันจะเสีย แล้วมันก็บาปด้วย” ถึงจะสะอึกกับคำพูดนี้ แต่ฉันก็ยังให้โอกาสผู้ชายคนนี้ ในที่สุดแม้จะรอมานานเกือบสามปีแล้ว เขาก็ยังไม่เลิกรากับภรรยาฉันจึงตัดสินใจบอกลา…จบสิ้นกันทีการรอคอยที่ไร้ความหวัง แต่ถึงอย่างนั้นมิตรภาพของเราสองคนก็ยังคงอยู่ เขายังคงไว้ใจและมอบหมายให้ฉันช่วยเป็นผู้จัดการร้านเหล้าให้เหมือนเดิม (ตอนกลางวันฉันทำงานออฟฟิศ) ที่ร้านแห่งนี้เองที่ฉันได้พบกับ “ติ๊ก” ผู้ชายคนที่สองซึ่งยอมเปิดเผยตัวว่า “ไม่มีแฟน” ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีสักทีที่ได้เจอคนไม่มีเจ้าของ หลังจากฉันกับติ๊กคบหาเป็นแฟนกันได้ไม่นาน อยู่ ๆ ติ๊กก็ถูกไล่ออกจากงานความที่ไม่เคยเก็บเงินไว้ เมื่อไม่มีงานติ๊กจึงแทบไม่ต่างจากคนตัวเปล่า ไปไหนมาไหนฉันก็ต้องเป็นคนจ่าย เท่านั้นยังไม่พอ ติ๊กยังอยากได้โน่นนี่อยู่เรื่อย ๆ และแน่นอนว่าเป็นฉันที่ต้องคอยรับหน้าที่ “ผ่อนชำระ” ให้ พักหลัง ๆ ฉันเริ่มปฏิเสธ เราจึงทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนในที่สุดติ๊กก็หายไป 4 วันพอย่างเข้าวันที่ห้าติ๊กโทร.มาบอกฉันสั้น ๆ ว่า “พลอย เราคงไปกันไม่ได้แล้ว ผมจะกลับไปหาครีม (แฟนเก่า) นะ” นาทีนั้นแม้ความผิดหวัง เสียใจโกรธ แค้นจะผสมกันยุ่งไปหมด แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่า “คนไม่ดีอย่างนี้เลิกดีกว่าอย่าเสียเวลาอีกเลย เพราะแค่สี่เดือนที่คบกันมายังถือว่ามากไปด้วยซ้ำ” ทว่าเรื่องร้าย ๆ กลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะจากนั้นไม่ถึงเดือน ประจำเดือนของฉันก็เริ่ม “ขาด” ฉันกังวลไปสารพัด กลัวจะท้องเป็นที่สุด และแล้วสิ่งที่ฉันกลัวก็เป็นจริง เมื่อคุณหมอแจ้งว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว ต้องทานโฟเลตเสริมนะคะ” นาทีนั้นหูของฉันอื้อไปหมด ตาสองข้างพร่ามัวทันทีเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเสียใจ ขณะที่ในหัวก็คิดไปสารพัด“จะทำอย่างไรดี” จะบอกคนที่บ้านให้รู้ก็ไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ใครมาเสียใจด้วยฉันตัดสินใจโทร.หาเพื่อนสนิท ก่อนจะได้รับคำแนะนำว่า “เธอต้องบอกพ่อแม่ผู้ชายให้รับรู้เรื่องนี้ ห้ามปล่อยผ่าน” แม้สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ฉันบอกพ่อแม่ของเขาคือ ติ๊กกลับมาขอโทษ มาบอกรักแต่ตอนนั้นหัวใจของฉันตายด้านไปแล้วนอกจากจะไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ฉันยังหมดรักเขาไปแล้วด้วย คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ฉันต้องแต่งงานให้เร็วที่สุด” ก่อนที่ท้องจะโตไปกว่านี้ เพราะไม่อยากให้แม่กับพี่ ๆ ต้องอับอายคนอื่น จากนั้นวิญญาณเวดดิ้งแพลนเนอร์(จำเป็น) ก็เข้าสิงทันที ฉันจัดแจงให้พ่อแม่ฝ่ายชายมาสู่ขอ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ออกแบบการ์ดแต่งงาน สั่งพิมพ์ ไปหาซื้อของชำร่วย หาสถานที่จัดงาน ไม่ใช่“ลงแรง” เท่านั้น แต่ยังต้อง “ลงทุน”ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่แค่พาตัวมาร่วมงานให้ได้เท่านั้น งานแต่งในวันนั้นดูเหมือนจะราบรื่นดี ทว่า “ซองเงินช่วย” จากฝ่ายชายกลับหายไปเกินครึ่ง! แถมยังทิ้งซองเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้าในถังขยะหลังร้านอีกด้วย เรื่องที่เกิดคงเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากสามีตัวแสบ นอกจากจะไม่ช่วยงานไม่ช่วยเงินแล้ว มันยังกล้ามาเอาเงินก้อนนี้ไปอีก สรุปลงทุนไปสามแสน แต่ได้เงินช่วยกลับมาแค่เก้าหมื่น ขาดทุนย่อยยับ!อย่างที่บอก ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเดือดร้อนไปด้วย ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ เร่งหาเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการคลอดเจ้าตัวน้อยในอีก 4 เดือนข้างหน้า วันหนึ่งโชคชะตาดูจะเข้าข้าง เมื่อฉันได้งานพิเศษที่มีค่าเหนื่อยสูงถึง 70,000 บาทพอเหมาะพอดีกับที่ฝันไว้เป๊ะ แต่แล้วทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า เพราะเมื่อถึงวันรับเงินจริง ๆ ผู้จ้างกลับอ้างว่าเขาสามารถจ่ายได้เต็มที่เพียง 15,000 บาทเท่านั้น โดยที่ฉันไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องอะไรได้เลย เพราะไม่ได้เซ็นสัญญากันเอาไว้ ส่วนติ๊กก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้จะย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวฉัน ติ๊กก็ยังเป็นชาวเกาะเหมือนเดิม กลางวันเล่นเกม กลางคืนไปกินเหล้าแถมยังมีเรื่องผู้หญิงมากวนใจเป็นระยะ ๆ จนถึงวันกำหนดคลอด ติ๊กก็ยังแอบออกจากโรงพยาบาลไปกินเหล้า…กลับมาอีกทีก็ตอนฉันคลอดลูกแล้ว หลังคลอดลูกฉันพยายามประหยัดเงินทุกวิถีทาง แต่สถานการณ์การเงินของฉันก็ยังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะต้องเลี้ยงทั้งลูกและสามีไปพร้อม ๆ กัน สุดท้ายก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออยู่ ๆ “ทอง” ของแม่ที่เก็บมาทั้งชีวิตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย กรณีนี้ไม่มีใครน่าสงสัยเท่าสามีตัวแสบของฉันอีกแล้ว ฉันพยายามจะทวงถามหาความจริงจากติ๊กให้ได้ แต่พี่ ๆ ทุกคนก็บอกว่า “ติ๊กไม่ได้เอาไป ไม่ใช่ติ๊ก ๆ” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะไม่อยากให้ฉันทะเลาะกับสามีนั่นเอง ส่วนแม่นั้นใครจะรู้ว่าภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย ท่านซ่อนความเครียดไว้มากแค่ไหน จนกระทั่งแม่ล้มป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แม้จะโกรธแสนโกรธ แต่ฉันก็ไม่กล้าทำร้ายเขาหรือบอกเลิก อย่างดีก็แค่ไล่ออกจากบ้าน เพราะคิดว่าสักวันเขาจะ “เปลี่ยน” ตัวเองได้ แต่วันนั้นก็ยังมาไม่ถึง กลับมีแต่เรื่องร้าย ๆ ตามมาไม่หยุดหย่อน ที่ร้ายที่สุดก็คือ ติ๊กเมาแล้วขับรถไปชนจนพังยับถึงขั้นต้องขายซากทิ้ง ซึ่งฉันก็ต้องเป็นธุระจัดการคดีและเป็นหนี้อีกหลายแสน คราวนี้เมื่อรถไม่มีใช้ก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงานแทน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น ฉันจึงตัดสินใจเอาทองที่แม่ซื้อให้ไปขาย แล้วก็ต้องอึ้ง เมื่อทางร้านบอกว่าฉันเอาทองปลอมมาขาย! เคราะห์ดีที่เคลียร์กันรู้เรื่อง ฉันจึงรอดมาได้หวุดหวิด ความสังหรณ์ใจทำให้ฉันรีบย้อนกลับไปที่บ้านแล้วก็ต้องช็อก เพราะแหวนแต่งงานของฉันก็หายไปด้วย ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ต้องเป็นฝีมือติ๊กแน่ ๆ ฉันเอาโจรเข้ามาอยู่ในบ้านชัด ๆ สถานการณ์ระหว่างฉันกับติ๊กเลวร้ายลงทุกที เมื่ออยู่ ๆ ติ๊กก็ขอย้ายออกไปอยู่หอ เพราะอ้างว่าใกล้ที่ทำงานใหม่มากกว่า ตอนนั้นฉันอดใจหายไม่ได้ว่าครอบครัวเราแตกแล้วจริง ๆ ใช่ไหม แต่ก็แอบคิดว่า บางทีความห่างอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ได้ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะเขาไม่กลับมาอีกเลย ฉันร้องไห้กับความล่มสลายของชีวิตรักครั้งนี้อยู่ถึง 3 วัน เสียใจที่คิดว่าตัวเองเก่งแน่ และเจ๋ง ที่สามารถจัดการทุกอย่างได้เสียใจที่คิดน้อยเกินไป ไม่มีสติ จนทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนและพลอยทุกข์ไปด้วย ทว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ […]

มาเช็คระดับ ” ความใจร้อน ” ในตัวคุณกันหน่อยดีกว่า!

เคยสงสัยไหมว่า คุณเป็นคน ใจร้อน แค่ไหน อยากรู้คำตอบจนแทบรอไม่ไหวแล้วใช่ไหมล่ะ! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำแบบทดสอบกันเลยดีกว่า

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่พ่อแม่ เพราะถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีเรา เมื่อเติบใหญ่จงอย่าลืมทดแทนคุณแต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็อย่าทำให้ท่านทุกข์ อย่าทำให้ท่านเสียใจ “ สิ้นเสียงเทศน์สอนนาค ผมหรือนาคท็อป ณ ตอนนั้นก็ถึงกับสะกดอารมณ์ไม่อยู่“น้ำตาร่วง” ต้องรีบก้มหน้าลง เอามือเช็ดเป็นพัลวัน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าผมกำลังร้องไห้ น้ำตาที่ร่วงในวันนั้นไม่ใช่แค่ซาบซึ้งใจแต่เพราะผมรู้สึกผิดที่เคยทำให้แม่ร้องไห้ เคยทำให้พ่อเสียใจมาหลายต่อหลายครั้ง…เรื่องมีอยู่ว่า ผมเติบโตมาในครอบครัวทหาร ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเข้มงวดและกวดขันลูกๆ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะลูกชายคนโตอย่างผม “ยิ่งโดนหนัก” นัยว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อง ตอนนั้นสิ่งที่คุณแม่ย้ำเสมอๆ คือเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะการแต่งกายที่ถึงขั้น “เป๊ะเว่อร์” เช่น ผมต้องตัดให้สั้น ดูสะอาดตาเสมอ ถ้าออกจากบ้านก็ต้องเอาเสื้อใส่ในกางเกง ใส่ถุงเท้าและรองเท้าผ้าใบทุกครั้งห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด นอกนั้นก็มีเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น เสาร์ – อาทิตย์ห้ามไปเที่ยวเล่น ห้ามไปนอนค้างบ้านเพื่อน     ด้วยข้อจำกัดมากมายนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเด็กเก็บกดหน่อยๆ ดังนั้นพอถึงโรงเรียน ไกลหูไกลตาคุณพ่อคุณแม่ปั๊บผมก็รีบสลัดกรอบพวกนี้ออกจนหมด ตอนนั้นคิดแบบเด็กๆ ว่า “เกเร” แล้วเท่ชะมัด เพื่อนที่ผมเลือกคบจึง ออกแนวนี้หมดเลย เราจะพากันไปนั่งหลังห้อง นั่งคุย นั่งเล่น […]

8 มาตรวัดตรวจสอบความเป็น คนดี คุณมีเกินครึ่งหรือเปล่า เช็คเลย

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนรอบกายคนไหน คือ คนดี วันนี้ พระราชญาณกวี มีคำตอบ

True story : คำ ขอโทษ ที่ป๊าไม่ได้ยิน…เรื่องจริงสุดเศร้าของลูก “บ้านใหญ่”

“ ขอโทษ ” และ “ขอบคุณ” เป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนควรพูดให้ติดปาก ขอโทษเมื่อรู้สึกว่าตนผิดกับใครสักคน และขอบคุณเมื่อใครทำอะไรดีๆ ให้เรา แต่คำสองคำนี้คงแทบไม่มีความหมาย หากไม่ได้เอ่ยออกมาจาก “ใจ” จริงๆ หนูชื่อ “ปัน” ค่ะ อายุ 22 ปี ครอบครัวของหนูมีสมาชิก ทั้งหมด 4 คน พ่อ แม่ ลูกสาวและลูกชายอย่างละหนึ่ง ไม่มากไม่น้อยเกินไป…ดูเป็นครอบครัวในฝันเลยค่ะ แต่ไม่นานนักลูกชายคนเล็กก็เริ่มรักสวยรักงาม มีจริตจะก้านกระเดียดไปทางผู้หญิงมากขึ้นทุกวันๆ และกลายเป็นลูกสาวคนเล็กไปในที่สุด ลูกชายคนเล็กที่ว่านั้นก็คือ…หนูเอง! ถึงหนูจะเป็น “ไม้แปลกป่าหรือปลาที่ว่ายผิดน้ำ” ในสายตาคนข้างนอก แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว เรื่องนี้แทบไม่สำคัญอะไรเลย เพราะแม้แต่ “ป๊า” ผู้ชายคนเดียวของบ้าน (ที่เหลืออยู่) ก็ยังไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า แถมยังแนะนำหนูกับคนอื่นๆ ว่า “นี่ลูกสาวผม” มาแล้วด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับหนู…แต่ที่เป็นปัญหาคือเรื่องที่หนูกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ ฐานะทางบ้านหนูจัดว่าดีเข้าขั้นรวยก็ว่าได้ มีทั้งเงินทองที่ดิน บ้าน อาคารพาณิชย์สะสมไว้มากมาย ทว่าเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นค่อนข้างจะ “สุขเศร้าเคล้าน้ำตา” เวลาป๊าไม่เมาเหล้า ไม่โมโห ไม่เสียม้า ป๊าจะใจดีกับลูกๆ เสมอ อยากได้อะไร แค่เอ่ยปาก…เป็นได้หมด แต่เมื่อไรที่ป๊าเมา โมโห หรือเสียม้ากลับมา ป๊าจะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีซึ่งตอนนี้แหละที่หนูว่า “น่ากลัวที่สุด” อะไรที่ว่าแย่ๆ ไม่ว่าจะการทำลายข้าวของ พูดจาหยาบคาย ด่าทอ พูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ ป๊าทำหมด ขนาดแกล้งพูดประกาศไปทั่วว่า “แม่มีชู้” ป๊าก็เคยทำมาแล้ว…บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่ก็มี ที่หนักสุดเท่าที่จำได้คือ ป๊าเคยถือมีดวิ่งไล่ฟัน แล้วก็ขู่จะฆ่าหนู พี่สาว และแม่ด้วย พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า “มึงฟังไว้นะ เดี๋ยวพอพวกมึงหลับกัน กูจะเอามีดแทงให้ตายให้หมดเลย” ด้วยเหตุนี้ หนู พี่สาว และแม่จึงต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนไปอยู่กับคนข้างบ้านบ้าง ไปอยู่กับเพื่อนแม่บ้าง เรียกว่าค่อยๆ ขยับหนีออกไปไกลบ้าานมากขึ้นทุกทีๆ ชีวิตเราสามแม่ลูกช่วงนั้นเรียกว่า “ไม่มีความสุขเอาเสียเลย” ในที่สุดความอดทนของแม่ก็สิ้นสุดลง แม่จึงตัดสินใจขอหย่าขาดกับป๊าโดยที่ไม่แตะต้องทรัพย์สินใดๆ ของป๊าทั้งสิ้น นอกจากขอให้ป๊าส่งเสียดูแลลูกสองคนต่อ เพราะป๊ามีความพร้อมทางการเงินมากกว่า ส่วนแม่จะกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด หลังจากป๊ากับแม่หย่าขาดจากกัน ความรู้สึกเป็น “เด็กบ้านแตก” ของหนูก็ยังมีไม่มากเท่าไร จนกระทั่งป๊ามีผู้หญิงคนใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตในฐานะ “ภรรยาใหม่” ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะอายุน้อยกว่าป๊าถึง 20 ปีแล้ว! บุคลิกของเธอยังดู “แรง” ใช้ได้ทีเดียว ไม่ว่าเสื้อผ้าหน้าผม การพูดจา หรือท่าทางการเดินเหิน แม้แรกๆ หนูกับผู้หญิงคนนั้นจะดูเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเพราะมีจริตบางอย่างที่ตรงกัน เช่น บ้าช็อปปิ้ง บ้าของแบรนด์เนม ล้างผลาญเงิน (ป๊า) เก่งเหมือนกัน แต่เมื่อผู้หญิงคนนั้นมีลูก…ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หนูกับแม่เลี้ยงกลายเป็นคู่กัด เราทะเลาะกันทุกวันแบบไม่มีใครยอมใคร  บางครั้งก็ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นที่หนูหยิบมีดขึ้นมาอยากจะแทงเธอให้ตายคามือก็เคยมาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอเพราะไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดอะไร ป๊ามักจะเชื่อเป็นจริงเป็นจัง…จนคำพูดของหนูแทบไม่มีความหมาย ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ แม้บางเรื่องหนูจะไม่ได้ทำผิดอะไร  แต่เธอก็มีวิธีพูดเกลี้ยกล่อมจนป๊าเชื่อว่า “หนูผิดจริงๆ” จากนั้นป๊าก็จะตามมาด่าทอ ต่อว่าหนูแรงๆ ให้เจ็บใจอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่ให้สตางค์ ฯลฯ จากความน้อยใจเริ่มสะสมเพิ่มระดับเป็นความโกรธและยกระดับจนกลายเป็นความเกลียดในที่สุด ไม่ใช่แค่เกลียดเฉพาะแม่เลี้ยง แต่หนูกำลังเกลียดป๊าตัวเอง! และเกลียดมากจนถึงขั้นเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าป๊าตายหนูจะไม่เสียใจเลย จะใส่ชุดสีแดงไปงานด้วยซ้ำ! สิ่งเดียวที่พอจะหล่อเลี้ยงหัวใจหนูและยับยั้งไม่ให้ทำอย่างใจคิดก็คือ คำพูดจากแม่ค่ะ เพราะหนูจะโทรศัพท์คุยกับแม่ทุกวัน เล่าทุกอย่างให้แม่ฟังแบบหมดเปลือก  ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีแม่ก็จะคอยห้าม “ปันอย่าไปทำเขา อยู่ห่างๆ เขาไว้ อย่าไปยุ่งกับเขานะลูก” และแม่จะคอยสอนให้หนูรู้จักอดทนอดกลั้น แต่ในที่สุดความอดทนของหนูก็หมดลง เพราะท่าทีของแม่เลี้ยงที่หนักข้อขึ้นทุกวันๆ นิสัยลำเอียงของป๊าก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หนูและพี่สาวจึงตัดสินใจย้ายออกไปอยู่กับแม่ ซึ่งตอนนั้นฐานะของแม่ดีขึ้นมากแล้ว แรกๆ หนูก็มีความสุขดีที่ได้มาอยู่กับแม่ แต่ต่อมาไม่นานก็มีเรื่องมากวนใจอีก เมื่อได้รู้จากแม่ว่า “แม่นั่นผลาญเงินป๊าจนหมดตัวแล้ว” ป๊าต้องขายสมบัติทุกอย่างที่มีจนหมด ไม่เหลือแม้กระทั่งบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน ต้องไปหาบ้านเช่าอยู่แทน แต่ในที่สุดป๊าก็ทนแบกรับภาระค่าเช่าบ้านไม่ไหว เมื่อแม่รู้เรื่องนี้ จึงรีบยื่นมือไปเข้าช่วยเหลือทันที  ด้วยการอนุญาตให้ป๊า แม่เลี้ยง ลูก และอาม่า (แม่ของป๊า) มาอยู่อาคารพาณิชย์ที่แม่ซื้อเก็บไว้ และรับหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า “แม่สงสารอาม่า (แม่ของป๊า) เพราะถ้าไม่มีอาม่า แม่ก็คงไม่มีวันนี้ ส่วนเด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ช่วยอะไรได้ก็ช่วยเขาไปเถอะลูก” อาม่าอยู่บ้านหลังใหม่นี้ได้ไม่นานก็เสียด้วยโรคคนแก่ส่วนป๊าก็เริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน ตอนนั้นหนูไม่สนใจไยดีป๊าเลย จะเป็นอะไรก็ช่าง เพราะยังโกรธเกลียดป๊าไม่หาย แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่กึ่งวานกึ่งบังคับให้หนูไปหาป๊าบ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี ภาพแรกที่หนูได้เห็นป๊า…จะเป็นเพราะหนูไม่ได้เจอป๊ามานาน หรืออาการของโรคที่รุมเร้าป๊าอย่างหนักกันแน่ที่ทำให้ป๊าดู “ย่ำแย่มาก” จนหนูนึกสงสาร แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรจู่ๆ แม่เลี้ยงก็เดินตรงรี่เข้ามาชี้หน้าด่าว่าหนูเสียๆ หายๆ จนหนูแทบตั้งตัวไม่ติด และเพียงชั่วพริบตา แม่เลี้ยงก็เปลี่ยนทีท่าเป็นยกมือขึ้นร่ายรำไปมา ยกแข้งยกขาราวกับเป็นนางรำ ตอนนั้นความโกรธของหนูหายไปทันที พร้อมกับมีความกลัวเข้ามาแทนที่ หนูรีบออกจากบ้านป๊าอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะคิดว่าแม่เลี้ยงบ้าแน่ๆ จากนั้นอาการเพี้ยนๆ ของแม่เลี้ยงก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม่ของหนูสงสารต้องพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา…ซึ่งทำให้หนูรู้สึกขัดหูขัดตาอีกเช่นเคย ส่วนอาการป่วยของป๊าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นต้อง “ตัดขาทิ้งหนึ่งข้าง” และก็เริ่มมีโรคไตแทรกเข้ามาอีกโรค คราวนี้ป๊าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการฟอกไตสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง หนูจึงมีหน้าที่ต้องไปหาป๊าทุกวันหลังเลิกเรียน แต่ถึงอย่างนั้นหนูก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี อยากไปก็ไป เบื่อก็เล่นกับเพื่อน อ้อ…ลืมบอกไปค่ะว่า พออาการของแม่เลี้ยงเริ่มดีขึ้น แม้จะยังไม่หายสนิท แต่เธอก็เริ่มกลับมาซ่าอีก คราวนี้แผลงฤทธิ์กับแม่ของหนูตรงๆ จนหนูต้องขอให้แม่ช่วยไล่แม่นั่นและลูกชายออกไปจากบ้าน ก่อนที่หนูจะอดทนไม่ไหว (ซึ่งก็ไม่ยาก  เพราะป๊าหมดตัวจนไม่เหลืออะไรให้แม่นั่นสูบอีกแล้ว) วันหนึ่งหนูไปเยี่ยมป๊าตามหน้าที่ ป๊าน่าจะเพิ่งฟอกไตเสร็จ  เลยมีอาการเบลอนิดๆ แต่อะไรก็ไม่น่าตกใจเท่ากับว่าป๊าพยายามยกขาข้างที่ตัดออกไปขึ้นมา (ยังพันผ้าพันแผลอยู่เลย) แล้วพูดว่า “ไปซื้อรองเท้ากีฬาสีแดงให้ป๊าหน่อยนะ เราจะได้ไปวิ่งกันต่อไปนี้ป๊าจะออกกำลังกาย ป๊าจะได้แข็งแรง แล้วก็จะงดน้ำ งดผลไม้ ป๊าจะดูแลตัวเอง จะได้อายุยืนๆ อยู่กับลูกได้นานๆ” นี่เป็นครั้งแรกที่หนูสงสารป๊าจนน้ำตาไหล เพราะอาการของป๊าตอนนี้ย่ำแย่เสียจนป๊าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกตัดขาไปแล้ว ทว่าความรู้สึกอยากให้อภัยก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี จนกระทั่งวันที่คุณหมอบอกว่า ป๊าเหลือเวลาอีกไม่มาก หนูถึงได้ตัดสินใจไปหาป๊าที่โรงพยาบาลและค่อยๆ กราบลงที่เท้าป๊าพร้อมกับบอกว่า “ป๊าคะ หนูขอโทษ” แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูดที่ออกมาจากปากเท่านั้น เพราะใจหนูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าป๊าสิ้นใจแล้ว หนูก็แค่รู้สึกอึ้งเท่านั้น คิดในใจว่า “ป๊าเสียแล้วจริงๆ หรือ” ในวันเก็บกระดูกป๊า สัปเหร่อตั้งข้อสังเกตว่า กระดูกของป๊าทำไมไม่เป็นสีขาว หรืออย่างเข้มที่สุดก็สีเทา แต่กลับเป็นสีดำ แถมยังเปราะมาก  ชนิดที่แค่ใช้นิ้วกดเบาๆ ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว! หนูเองได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งพอได้รับโทรศัพท์จากแม่ ความสงสัยทุกอย่างก็คลี่คลายลงเพราะหลังจากป๊าเสียแล้ว แม่ได้พาคนไปช่วยกันยกข้าวของของป๊าเพื่อไปบริจาค แต่ขณะที่กำลังยกเตียงที่ป๊านอนเป็นประจำออกมานั้นเอง แม่กลับได้เจอสิ่งที่ไม่คาดฝันซ่อนอยู่ใต้เตียง สิ่งนั้นคือตุ๊กตา 2 ตัวผูกมัดติดกันด้วยด้ายสายสิญจน์เก่าๆ เหมือนตุ๊กตาทำเสน่ห์ในละครอย่างไรอย่างนั้น! ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ส่วนหัวของตุ๊กตาตัวหนึ่งมีรูปภาพติดอยู่ด้วย ซึ่งภาพนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็น “รูปป๊า” ของหนูนี่เอง แถมยังมีอักขระอะไรบางอย่างเขียนเต็มตัวไปหมด เพียงเท่านี้หนูก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า พฤติกรรมแย่ๆ ที่ป๊าแสดงออกมาตลอด ไม่ว่าจะไม่ใส่ใจเรา หรือเข้าข้างแม่เลี้ยงจนน่าเกลียด ป๊าทำไปโดยไม่รู้ตัว เพราะโดนทำเสน่ห์นี่เอง พอรู้อย่างนี้ กำแพงความโกรธเกลียดป๊าที่หนูสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนาก็พังทลายลงทันที หนูอยากจะตามไปฆ่าแม่เลี้ยงให้สาสมกับสิ่งที่มันทำกับครอบครัวหนูเอาไว้ มันทำให้ป๊าหนูหมดตัว  ทำให้ป๊าป่วยหนักจนตาย และที่สำคัญ ทำให้หนูต้องเกลียดป๊า แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่พูดเตือนสติว่า “ลูกจะไปทำเขาทำไม ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรแถมยังเป็นบ้าด้วย เขาได้รับผลกรรมของเขาแล้ว แม้แต่ลูกชายของเขาเองก็ได้รับกรรมที่แม่ต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน” เรื่องผลกรรมที่แม่เลี้ยงได้รับนี้ หนูกับแม่สรุปกันว่าน่าจะเป็นเพราะสายสิญจน์ที่ผูกตุ๊กตาตรงส่วนคอขาดออกจากกันนั่นเอง จึงทำให้ “ของที่ทำเสื่อม” ความเลวร้ายต่างๆ ถึงได้ย้อนกลับไปทำลายตัวคนทำ ฝ่ายแม่เลี้ยงเองคงพอจะรู้แล้วว่าอาการบ้าของตัวเองต้องแก้ไขอย่างไร จึงย้อนกลับมาหาแม่เพื่อขอตุ๊กตาคืน โชคร้ายว่าแม่นั่นมาสายเกินไป เพราะแม่ของหนูเอาตุ๊กตาลอยน้ำทิ้งไปแล้วนับตั้งแต่วันนั้น แม่นั่นจึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง และจากนั้นมาก็ไม่มีใครได้ข่าวหรือพบเห็นแม่เลี้ยงที่บ้าๆ บอๆ และลูกชายเล็กๆ ของเธออีกเลย ความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ในใจหนูจนแทบจะระเบิด ถ้าป๊ายังอยู่ วันนี้หนูคงทรุดตัวลงร้องไห้กราบเท้าป๊าเป็นร้อยๆ ครั้ง หนูเสียใจที่ปล่อยให้ความโกรธความเกลียดเข้าครอบงำจนทำสิ่งที่ลูกไม่สมควรทำกับพ่อมานานเป็นสิบๆ ปี เสียใจที่ละเลยไม่เคยดูแลป๊า มองป๊าแบบผิดๆ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง เมื่อป๊าจากหนูไปแล้ว สิ่งที่หนูทำได้ตอนนี้คงมีแต่เอ่ยคำขอโทษออกมาจากใจจริงเท่านั้น… “ป๊าคะ หนูขอโทษ” หนูไม่รู้ว่าป๊าจะได้ยินหนูไหม แต่หนูเชื่อว่าป๊าคงไม่โกรธหนู หนูตั้งใจว่าชีวิตต่อจากนี้ หนูจะไม่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดเข้าครอบงำจิตใจอีกแล้ว หนูจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ […]

ประคอง จิต ถอนพิษรัก บทความดี ๆ จากพระราชญาณกวี

เราต้องประคองจิต  ถอนพิษรัก ให้ได้ด้วยการตั้งสติ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ตัว  อย่าปล่อยอารมณ์เพ้อคลั่งให้พรั่งพรูจนใครเขา รู้ว่าเราหลง 

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)    ความดี คือ การสร้างตนและสร้างคนอื่นได้ดีเฉพาะตน ไม่มองคนอื่นว่าดี ยังไม่ชื่อว่าดี ความดี คือ จิตที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กามราคะ โลภโกรธ หลง เข้ามาเล่นงาน ความดี คือ การฝึกฝนตน ทนทุกข์ลำบากได้ จนยืนได้ด้วยลำแข้งของตน ความดี คือ การมีจิตสงสาร หาทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ให้พ้นทุกข์ โดยไม่เพิกเฉยทอดธุระ ความดี คือ ความสามารถดำรงชีวิตโดยสุจริต แม้จะมีโอกาสให้ทุจริตได้ แต่ไม่ทำ ความดี คือ การเสียสละ มิใช่เพื่อสร้างตน แต่เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองเยี่ยงวีรบุรุษ ความดี คือ การทำตนให้คนอยากเอาอย่างในทางดี ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนมีอนุสาวรีย์ให้โลกยกย่อง ความดี คือ การเอาภาระธุระของตน ด้วยการตั้งระเบียบวินัย ไม่ทำอะไรตามสบาย จนก้าวถึงเป้าหมายที่ต้องการ ความดี คือ การมุมานะบากบั่น ไม่หวั่นไหว แต่มีจิตเข้มแข็ง อดทนต่อเรื่องราวร้ายแรงที่ผ่านมาในชีวิต ไม่คิดสั้น คนดี คือ คนที่มีความดีดังกล่าว สั่งสมเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานชีวิต ชีวิตคนดีสั้น แต่ความดีของคนดีอยู่ได้นานนับพันปี ทรัพย์คนดีอาจหมดไป แต่ความดีของเขายังยั่งยืนพันปีอำนาจอาจสูญสิ้น แต่ความดีไม่มีเสื่อมคลาย คนดี ไม่เคยทำดีเพื่อประกาศว่าตนเป็นคนดี คนดี คือคนที่พร้อมจะยกย่องคนอื่นว่าดีกว่าตน คนดี คือ คนที่มีดี แต่ไม่อวดดี คนดี คือ คนที่ให้ความดีพูด มิใช่ตัวคนพูด คนดีมิใช่ดีเพราะสร้างภาพลักษณ์ คนดี อาจมิใช่คนหน้าตาดี มีทรัพย์ มีเกียรติ มีอำนาจมีอิทธิพล คนเกรงกลัว คนดี อาจมิใช่คนเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งคนดี ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ คนดีที่โลกยกย่อง ให้เพ่งมองดูว่าเขาเคยทำอะไรไว้ให้โลก นักวิทยาศาสตร์นักศิลปะ นักเคมี ศาสดา หรือนักบวชที่โลกยกย่องมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี ท่านเหล่านั้นมีดีอะไร คนจึงนับถือ ให้เราดูว่าท่านเหล่านั้นได้ให้อะไรแก่มวลมนุษยชาติ มิใช่ท่านได้อะไรไปจากโลกนี้มากกว่ากัน การจะตัดสินว่าใครดี ไม่ดี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ซึ่งใจของแต่ละคนจะสัมผัสเอง ในทางพระพุทธศาสนา มีเครื่องมือตรวจสอบคนดีด้วยวิธีง่าย ๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”  Secret Magazine (Thailand) Photo by Ryan Loughlin on Unsplash

True Story : ลูก …ของขวัญชิ้นพิเศษในชีวิต

ในชีวิตของฉันได้รับของขวัญมามากมายหลายชิ้น แต่ไม่มีของขวัญชิ้นไหนพิเศษเท่าของขวัญชิ้นนี้อีกแล้ว   ฉันเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่มีความสุขตอนอายุ 20 ปี ฉันและสามีมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ฉันรับราชการที่กระทรวงสาธารณสุขส่วนสามีทำธุรกิจส่วนตัว หลังแต่งงานได้ไม่นานเราก็มีลูกชายคนแรกที่สมบูรณ์แข็งแรง แปดปีต่อมา ฉันตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง สุขภาพครรภ์และร่างกายของฉันแข็งแรงดี แม้ในช่วงเดือนที่ 3 – 4 ฉันจะอยากให้คุณหมอเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจว่าลูกในท้องมีความเสี่ยงเป็นกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ เพราะรู้สึกกังวลใจเมื่อเห็นว่าลูกของคนข้างบ้านมีอาการนี้ แต่คุณหมอกลับแนะนำว่าไม่ควรตรวจ เพราะด้วยวัยแค่เพียง 30 ปีของฉันมีโอกาสเสี่ยงเพียง 1 ในล้านเท่านั้น ฉันจึงดูแลตัวเองตามปกติด้วยการไปพบคุณหมอเดือนละครั้งตามกำหนด เมื่อถึงวันคลอด… ฉันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพราะการคลอดแบบธรรมชาติ ครั้งนี้ฉันต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าครั้งก่อน เหมือนลูกน้อยไม่มีแรงดิ้นเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉันเจ็บปวดขณะคลอดอยู่นานมาก แต่เมื่อเห็นหน้าลูกแวบหนึ่งฉันก็เบาใจ เพราะลูกชายตัวน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและร้องไห้จ้าเหมือนเด็กทั่วไป ฉันจึงผล็อยหลับไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนล้า โดยที่ไม่รู้เลยว่า อีกแค่หนึ่งวันถัดมาความจริงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนชีวิตแม่คนนี้ไปตลอดกาล เช้าวันรุ่งขึ้น กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลขอพบฉัน ด้วยความที่ทำงานในแวดวงการแพทย์ ฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี กลัวว่าจะมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก วันนั้นฉันรีบไปพบคุณหมอเพียงลำพังเพราะสามีกลับไปทำธุระที่บ้าน คุณหมอยิ้มให้ฉัน ก่อนเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วทำให้ฉันปากสั่น มือเย็น และน้ำตาเอ่อล้นขอบตาโดยไม่รู้ตัว      “ลูกของคุณเป็นดาวน์ซินโดรมนะคะ” วินาทีที่ฉันได้ยินประโยคนี้ มันเหมือนกับโลกที่สวยงามถล่มลงตรงหน้า ฉันเข้าใจเลยว่าคำว่า “ใจสลาย” เป็นอย่างไร ความรู้สึกแรกคือสงสารลูกจับใจ คิดกังวลสารพัดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ทำไมเหตุการณ์นี้ต้องมาเกิดกับลูกของเราด้วย ฉันร้องไห้ฟูมฟายปริ่มจะขาดใจ รู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ในสมองคิดไปสารพัด คิดแม้กระทั่งว่าอยากจะตายไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกเสียตอนนั้นเลย เมื่อสามีทราบเรื่อง เขารีบมาหาที่โรงพยาบาล ฉันกลัวมากว่าเขาจะรังเกียจลูก แต่เขารีบบอกทันทีว่าไม่ได้คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อยทั้งยังให้กำลังใจว่าเราต้องช่วยกันเลี้ยงดูลูก ได้ยินอย่างนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความเครียดหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ที่ต้องรู้สึกทรมานหลังจากนั้นคือ การเฝ้ารอผลตรวจโครโมโซมของลูกเพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ช่วงเวลานี้บีบคั้นหัวใจของฉันที่สุด ฉันเฝ้าภาวนาให้ผลตรวจออกมาว่าลูกของฉันปกติ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าคงไม่มีหวัง ฉันได้แต่เศร้าซึม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีจิตใจอยากจะทำอะไร คิดกลัวไปสารพัดว่าคนอื่นจะรังเกียจลูกเราไหม ลูกเราจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร และแวบหนึ่งฉันก็รู้สึกโกรธคุณหมอที่ไปฝากครรภ์จนอยากจะฟ้องร้องให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อีกใจก็คิดว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม ทำไปก็เป็นบาปกรรม หลังจากนั้นเมื่อผลตรวจออกมาว่าลูกชายตัวน้อยเป็นดาวน์ซินโดรมจริง ๆ จิตใจของฉันก็จมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกนานนับเดือน แต่หลังจากสลัดความเศร้าท้อแท้ออกไปได้ ฉันก็คิดจะตั้งหลักให้ตัวเอง จึงไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมกับแม่ที่สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบของที่นี่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของฉันให้สงบนิ่ง หยุดคิดฟุ้งซ่าน อีกทั้งได้กำลังใจจากคู่ชีวิตและพ่อแม่ ฉันจึงกลับมาตั้งหลักได้เร็ว และตั้งใจเดินหน้ากลับมาทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูก จากนั้นฉันจึงเข้าไปพบหัวหน้างานเพื่อขอลาออกมาดูแลลูก ท่านกลับให้ข้อคิดและกำลังใจ อีกทั้งยังอนุญาตให้ฉันลางานมาดูแลลูกได้ 1 ปี พร้อมแนะนำโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อพาลูกไปเสริมพัฒนาการอีกด้วย […]

แฟมิลีต้นแบบ! ซินดี้-สิรินยา นำครอบครัวทำกิจกรรมงามยันหัวใจ เห็นแล้วรักเลย

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางงาม นางแบบ นักแสดง อาจเป็นสเตตัสที่คุ้นชินของใครหลายๆ คน แต่อีกภาคหนึ่ง เธอคือผู้หญิงที่มี “หัวใจแห่งการให้” บรรจุอยู่อย่างเต็มเปี่ยม และที่ดีเลิศคือเมื่อเธอมีแต่งงาน มีครอบครัว เธอยังชักชวนสมาชิกในบ้านมาร่วมกันทำกิจกรรม Sharing ด้วย “จุดเริ่มต้นการให้ของซินดี้เริ่มมาจาก “หัวใจ” ค่ะ  ใจที่คิดอยากจะให้ในสิ่งที่เรามีจริงๆ ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะให้ได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้า “เต็มใจ” เสียอย่าง เพียงเท่านี้ทุกการให้ของซินดี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว “ซินดี้รู้จักการให้เพราะคุณพ่อคุณแม่ จำได้ว่าตอนเด็กๆ งานปาร์ตี้วันเกิดของซินดี้ไม่เคยจัดแค่ภายในครอบครัวเลยสักครั้ง เพราะคุณพ่อคุณแม่จะชักชวนเด็กๆ ทั้งชายหญิงจาก มูลนิธิฟาเธอร์เรย์ (มูลนิธิเด็กกำพร้าที่พัทยา จังหวัดชลบุรี) มาร่วมปาร์ตี้ด้วย แรกๆ ซินดี้เข้าใจแค่ว่าท่านอยากให้งานวันเกิดของลูกสาวสนุกสนาน มีแขกมาร่วมงานเยอะๆ แต่ที่จริงแล้วท่านกลับแฝงนัยที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น นั่นคือท่านต้องการให้ซินดี้รู้จัก การให้ การแบ่งปัน Sharing ทั้งการแบ่งปันสิ่งของและการแบ่งปันความสุข “มันทำให้ซินดี้ได้เรียนรู้ว่า การให้สามารถ “ทำ” ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องทำให้ใคร เพราะเราจะทำให้คนแปลกหน้าก็ได้ หรือจะทำที่ไหนอย่างไรก็ได้เหมือนกัน “พอโตขึ้น ซินดี้มีโอกาสติดตามคุณแม่ไป คามิลเลียน โซเชียล เซ็นเตอร์ จังหวัดระยอง (ศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอชไอวี) แรกๆ ที่ไป พวกเราก็ไปเลี้ยงข้าว ซื้อขนม ซื้อของใช้ไปมอบให้ ยิ่งไปก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน โดยไม่เคยนึกรังเกียจหรือกลัวน้องที่ติดเชื้อเหล่านั้นเลย แต่กลับชื่นชมน้องๆ มากกว่าว่าแม้เขาจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ แต่ทุกคนก็ยังมีรอยยิ้มที่สดใส หัวเราะได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเขาสุดยอดมากจริงๆ “สิ่งเหล่านี้สอนให้ซินดี้รู้ว่า เราต้องภูมิใจ รู้สึกขอบคุณ และมีความสุขกับสิ่งที่เรามี ไม่ตั้งหน้าตั้งตาไขว่คว้า อยากได้ อยากมี หรือคอยเปรียบเทียบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นอยู่ร่ำไป “วันหนึ่งน้องๆ ที่คามิลเลียนฯ ถามซินดี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ห้างสยามพารากอนเป็นอย่างไร ใหญ่ไหม รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นอย่างไร เคยขึ้นหรือเปล่า ตอนนั้นซินดี้แต่งงานแล้ว เลยปรึกษากับไบรอน (คุณไบรอน บิชอพ […]

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) สมบัติบน โลก ใบนี้มีไว้ให้ทุกคนชื่นชม มิใช่ให้ใครครอบครอง แม้ใครจะเป็นเจ้าของก็เป็นได้ชั่วขณะ เมื่อถึงเวลาวางก็ต้องวางให้ได้ ทุกคนต้องหัดวาง ถ้าไม่หัดอาจติดขัดเวลาเดินทางกลับ เรามาอยู่บนโลกนี้เพียงมือเปล่า เพียงร่างกายเท่านั้นที่เรานำมาหรือนำเรามา สมบัติทั้งปวงเราหาใหม่ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเงินทอง บ้านเรือน การศึกษา บาปกรรมและบุญกุศลตกแต่งให้เราเกิดมาแตกต่างกัน การมาเกิดจึงเหมือนการเดินทางมาท่องเที่ยว คลอดจากครรภ์แม่เหมือนเดินลงจากเครื่องบิน มองเห็นทิวเขา ดอกไม้ ผู้คนสวยงาม อากาศดีสดชื่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เรารู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจสังเกตเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ต่างสถานที่ อากาศดีอาหารดี เพื่อนดี เราจะเบิกบานใจ พอใจ สุขใจ ชีวิตเป็นเช่นนี้ คนใหม่ตื่นเต้น คนเก่าเริ่มเดินทางซ้ำซากสายเก่าที่เคยเดิน เคยเที่ยว เคยกิน เคยมี เคยเห็น เคยเป็นเจ้าของ ยิ่งถ้าใครถึงจุดหมายของชีวิตสูงสุดตั้งแต่เยาว์วัยยิ่งทำให้ต้องคิดหนัก เพราะอะไรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เราได้หมดแล้ว ชีวิตที่เหลืออีกตั้งนานจะทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องของการทำสาธารณประโยชน์เกิดขึ้น ใครมีมากมีน้อยยังไม่สำคัญเท่ากับใครทำให้คนอื่นได้มากกว่ากัน การให้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของบุญกุศล เพราะจะทำให้เรามีความสุขยิ่งกว่าการมี ตอนแรกเราอาจคิดว่าการมีมากๆ คือความสุข การได้ครอบครองคือความยิ่งใหญ่ แต่ความจริงการได้เป็นผู้ให้ต่างหากคือความสุขใจ ภูมิใจ ลองคิดดู ในชีวิตจริงของเรา เราภูมิใจเมื่อเราหาเงินได้ซื้อของที่ต้องการได้ ได้กิน ได้ไปตามปรารถนา เราภูมิใจมากแต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่าเราทำได้อย่างที่เราทำ เราจะมีความภาคภูมิใจ ปลื้มปีติยินดีไม่สิ้นสุด อย่างน้อยที่สุดก็คนใกล้ชิดเรา เช่น ภรรยา สามี ลูก ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ต่อมาถึงคนอื่นที่ยากจนขาดแคลน ด้วยเหตุนี้จึงมีเศรษฐีจำนวนไม่น้อย เวลามีเงินทองมากมายเหลือใช้แล้วนำเงินมาทำการกุศล เช่น ตั้งมูลนิธิการศึกษา สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัยเพื่อให้ใจบางเบาต่อการยึดครอง การให้เป็นกำไรของชีวิตเสมอ   Photo by Slava Bowman on Unsplash Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จงปล่อยวาง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะสอนใจ จากพระไพศาล วิสาโล ฝึกปล่อยวาง ด้วยคำสอน หลวงพ่อชา สุภทฺโท 6 คำสอนปล่อยวางจากทุกข์ โดย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ อริยสงฆ์แห่งเมืองเชียงใหม่

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ ถาม : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย (ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อคูณ) แล้วนักศึกษาที่ไปเรียนจากร่างท่านกลับนำความรู้ที่ได้ไปเป็นแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ เป็นแพทย์พาณิชย์ เห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตคนไข้ นักศึกษาเหล่านั้นจะบาปกว่าที่ศึกษาจากร่างคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระสงฆ์หรือไม่ ตอบ : คนตายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือเป็นฆราวาสล้วนเป็นซากศพทั้งนั้น เป็นสภาพขันธ์ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟที่แตกสลายไปเหมือนกันหมด ร่างกายของอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจของผู้บริจาคที่มีแต่ความสุขในการสร้างทานบารมีและน้ำใจอันงดงาม อันประกอบไปด้วยกรุณาธรรมในการช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ส่วนนักศึกษาแพทย์อาศัยร่างของอาจารย์ใหญ่ในการศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม แล้วนำความรู้นั้นไปใช้ในทางเอารัดเอาเปรียบคนไข้ซึ่งตกอยู่ในสภาพที่ต้องทนทุกข์กับอาการป่วยไข้นั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะแพทย์เป็นความหวังของคนไข้ เป็นประดุจดังเทวดาผู้มีฤทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัย หากจะมีแพทย์แบบนี้อยู่ในสังคมซึ่งคิดว่ามีเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ก็คงต้องอยู่ที่จิตสำนึกหรือจรรยาบรรณของแพทย์เอง ดังนั้นที่ถามว่า การอาศัยร่างของพระจะบาปมากกว่าร่างของฆราวาสหรือไม่ คำตอบก็คือ ล้วนเป็นบาปกรรมทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ศึกษาเองว่า จะสำนึกในบุญคุณแล้วนำความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยน้ำใสใจจริง มุ่งผลแห่งการรักษาให้หายจากโรคนั้น ๆ เป็นประเด็นหลัก ส่วนค่าจ้างหรือผลตอบแทนภายนอกนั้นให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้   ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ภาพ : palungjit Secret Magazine (Thailand) หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : พยายาม ช่วยแมว โดนยาเบื่อ แต่ไม่สำเร็จแมวตาย อย่างนี้บาปไหม อุทาหรณ์บาป! เมื่อหมดเวลาของ “บุญ”  ก็คือเวลาของ “กรรม” บุญ-บาปในทรรศนะของ 3 ดาราดัง Dhamma […]

keyboard_arrow_up