Dhamma Daily : มีคนบอกว่า ทำบุญสลึงเดียว ได้บุญเท่ากับทำทีละล้านถ้าจิตบริสุทธิ์ จริงหรือไม่

ถาม: ที่มีคนบอกว่า ทำบุญสลึงเดียว ได้บุญเท่ากับทำทีละล้านถ้ามีจิตบริสุทธิ์นั้นจริงหรือคะ ตอบ: จริงสิ เพราะบุญมากหรือน้อยวัดกันที่เจตนา คนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะบริจาคทีละรถสิบล้อ เขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆถ้าเฉยละก็ไม่ค่อยได้บุญหรอกนะ ในขณะที่บางคนถวายผ้าเก่าๆผืนเดียว แต่มีค่ายิ่งกว่าเงินสิบล้านเป็นไหนๆ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงพรามณ์ จูเฬกสาฎก (จู – เล – กะ – สา – ดก) และนางพราหมณีผู้เป็นภรรยา ทั้งคู่มีผ้าห่มผืนเดียวเพราะฉะนั้นตอนไปฟังธรรมก็ต้องผลัดกันไป ภรรยาไปตอนกลางวันแล้วก็กลับมาผลัดให้สามีไปตอนกลางคืน ทีนี้พอสามีฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธาอยากถวายของแด่พระพุทธเจ้า แต่สำรวจดูจนทั่วก็ไม่มีอะไรอื่นที่พอจะถวายได้นอกจากผ้าที่ห่มอยู่แต่เพราะมีอยู่แค่ผืนเดียว พอคิดจะให้ปุ๊บ มัจฉริยะ คือความตระหนี่ก็เกิดปั๊บ มันแย้งขึ้นมาทันทีว่า “จะให้ได้อย่างไรเดี๋ยวตอนเช้าภรรยาจะเอาที่ไหนห่ม” ท่านว่าทานกับการรบนั้นเสมอกัน เพราะเมื่อมัจฉริยะเกิดจาคะ คือความเสียสละก็เกิดไม่ได้ จาคะกับมัจฉริยะจะรบกันจนตัวเราร้อนฉ่า พราหมณ์สามีสู้กับจิตใจตัวเองตั้งแต่หัวค่ำ ตอนยามที่หนึ่งและยามที่สองจิตคิดจะให้เกิดครั้งเดียว แต่จิตที่คิดจะไม่ให้เกิดเป็นพันครั้ง กระทั่งถึงยามที่สามจึงตัดสินใจได้เด็ดขาด นำผ้าผืนเดียวที่มีอยู่ไปถวายพระพุทธเจ้า พอถวายเสร็จด้วยความปีติพราหมณ์ก็เปล่งเสียงอุทานว่า “ชิตํ เม ชิตํ เม” (เราชนะแล้วๆ) วันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งฟังธรรมอยู่ด้วยได้ยิน จึงให้คนไปถามว่าชนะอะไร พราหมณ์ก็ตอบว่า ไม่ได้ชนะอะไรหรอก แต่ชนะใจตัวเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความเลื่อมใส จึงพระราชทานผ้าและทรัพย์สินให้พราหมณ์จำนวนมาก จากคนยากจนเข็ญใจจึงกลายเป็นคนมีอันจะกินในชั่วข้ามคืน […]

“ฉันคือร่างกาย เธอคือหัวใจ” ความรักอันยิ่งใหญ่ของ รอง เค้ามูลคดี

แม้ในวันนี้คู่ชีวิตจะถูกโรคภัยรุมเร้า แต่มือทั้งสองของ รอง เค้ามูลคดี ยังคงเกาะกุมมือของภรรยาไว้ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เซ็ง แซ่ลี ตามรอยในหลวง ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ รายได้กว่าเจ็ดหลัก

เซ็ง แซ่ลี ตามรอยในหลวง ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ รายได้กว่าเจ็ดหลัก โรคภัย ความทุรกันดาร การเดินทางที่ยากลำบาก และก็อาจจะความทุกข์ น่าจะเป็นคำอธิบายสภาพความป็นอยู่ของชาวม้งที่ตั้งรกรากอยู่บนภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อหลายสิบปีก่อนได้เป็นอย่างดี ก่อนพบ ในหลวง เซ็ง แซ่ลี ผู้อาวุโสชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง วัย 62 ปี เจ้าของแปลงผักเขียวขจีบนเนินเขาและชายผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวหนึ่งที่นี่ อธิบายภาพภูทับเบิกในอดีตให้เราฟังว่า สมัยนั้นคนเฒ่าคนแก่แทบจะยึดการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง และมีอากาศหนาวเย็นปกคลุมอยู่ตลอด ทำให้ฝิ่นเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี แต่ถึงอย่างนั้น รายได้จากการปลูกฝิ่นก็ไม่ได้มากมายเท่ากับคนนำฝิ่นไปขายอีกทอดหนึ่ง เซ็ง เล่าว่า เวลานั้นชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่มีแม้แต่เกลือให้กิน และเมื่อไหร่ที่พวกเขาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ทำได้เพียงเอาฝิ่นมาสูบเพื่อบรรเทาอาการ หรือไม่ก็นำมาทำแผลกันเอง ไม่เพียงเท่านั้น นานวันเข้าปริมาณของฝิ่นก็ล้นตลาด ประกอบกับมีกฎหมายห้ามปลูกฝิ่นออกมา ทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านต้องเปลี่ยนมาเป็นการปลูกผักเมืองหนาว โดยจำเป็นต้องพึ่งสารเคมีเพื่อเร่งผลผลิตและกำจัดศัตรูพืช และเขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในชาวเขาที่ไม่สามารถปฏิเสธสารเคมีได้ การปลูกกะหล่ำปลีโดยใช้สารเคมีในช่วงเวลา 20 ปีของเซ็ง แม้จะทำให้เขาและครอบครัวมีความสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้บ้าง ทว่าสารเคมีเหล่านั้นกลับย้อนมาทำร้ายสุขภาพของพวกเขาเอง ตั้งแต่นั้น เซ็ง จึงล้มเลิกการใช้สารเคมีทั้งหมด ก่อนจะหันมาศึกษาโครงการของ ในหลวงอย่างจริงจัง “เราใช้สารเคมีก็เหมือนเราฆ่ามิตรสหายเราตายหมด ดินก็เสีย น้ำก็เสีย […]

บทเรียนชีวิต หลังกำแพงคุก ตอน เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง

บทเรียนชีวิต หลังกำแพงคุก – หลายปีที่ผ่านมานิตยสาร Secret ได้รับจดหมาย น.ช. (นักโทษชาย) และ น.ญ. (นักโทษหญิง) จากเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศพิเศษอยู่บ่อยครั้ง ทำให้รู้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่อาจนำมาตัดสินความดีความเลวในตัวเขาได้เลย บางคนพลั้งพลาดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บางคนทำเรื่องเลวร้ายเพราะขาดปัญญาที่จะรู้ดีรู้ชั่ว และอีกหลายคนที่ถูกคนใกล้ตัวหลอกให้ร่วมกระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว การใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้ต้องขัง” อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่เรียกว่า “คุก” ได้ให้บทเรียนอะไรแก่พวกเขาบ้าง คนนอกคุกอย่างเราควรจะเปิดใจรับฟังและเรียนรู้ เพื่อสอนใจตัวเองว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท จะได้ไม่พลาดพลั้งเช่นเดียวกับพวกเขา บทเรียนที่ 1 เสียงสะอื้นของมือปืนรับจ้าง “มือปืนรับจ้าง” เป็นอาชีพที่สังคมตีตราว่าบาปและเลวร้ายอย่างที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักฆ่าเหล่านั้นก็เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเช่นกัน เพราะเขาใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่รู้บุญ ไม่รู้บาป ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของ “สมชาย” (นามสมมติ) ที่กลายเป็นมือปืนรับจ้างตั้งแต่อายุ 29 ปี “ผมเป็นคนจังหวัดชลบุรี ด้วยความที่กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเล็กและฐานะทางบ้านก็ยากจนมาก ผมจึงพยายามกระเสือกกระสนทำงานรับจ้างต่าง ๆ เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ ผมเป็นนักมวยตั้งแต่อายุ 12 ชีวิตตอนนั้นคิดอะไรไม่เป็น ครั้งแรกที่เหนี่ยวไกฆ่าคน ผมไม่คิดสักนิดว่าจะเป็นบาปเป็นกรรมดูเหมือนผมมีจิตใจโหดเหี้ยม แต่ความจริงแล้วผมไม่รู้จักบุญ - บาปมากกว่า คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองรวย มีเงินใช้การพนันก็เอา แต่ยิ่งเล่นยิ่งจน คราวนี้หน้ามืด ใครให้ทำอะไรก็ทำหมด…ผมจึงเริ่มอาชีพนักฆ่าตั้งแต่ยังหนุ่ม” ด้วยความละโมบอยากมีเงินใช้ นอกจากจะรับจ้างฆ่าคนแล้ว สมชายยังตัดสินใจค้ายาเสพติด เมื่อค้ายาได้เงินมากเขาก็นำไปซื้อบ้านที่พัทยา พร้อมพาภรรยาคนหนึ่งไปอยู่ที่นั่นแล้วเปิดร้านอาหารบังหน้า แต่กิจการไปไม่รอด เมื่อไม่ค่อยมีเงินจ่ายพวกเด็กเสิร์ฟหรือเด็กนั่งดริ๊งค์ เขาก็ใช้ยาบ้าจ่ายแทนเงินเดือน ทั้งเจ้าของและพนักงานเลยเมายาไปด้วยกัน และด้วยความเมานี่เองที่ทำให้สมชาย “มั่ว” ผู้หญิงไม่เลือก ถึงขนาดไปเป็นชู้กับภรรยาของเพื่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินที่ได้มาเป็นเงินร้อน ทั้งสมชายและภรรยาก็ใช้เงินนั้นอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเงินหมดครั้งหนึ่งก็ไปขนยามาขายอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่ 23 เมษายน 2542 เมื่อได้ยาบ้ามา 20,000 เม็ด เขานึกฝันหวานว่าคราวนี้คงอยู่สบายไปอีกนาน เพราะน่าจะได้กำไรจากการขายยาเสพติดราวห้าแสนบาทเลยทีเดียว แต่ฝันก็ต้องสลาย เมื่อตำรวจกองปราบฯที่ด่านตรวจสลกบาตร จังหวัดกำแพงเพชร ตรวจเจอยาบ้าล็อตนี้เข้า เขาจึงถูกจับไปขังที่ลาดยาว แปดเดือนต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตแต่เนื่องจากเขายอมรับสารภาพ บวกกับไม่เคยต้องโทษมาก่อนศาลจึงลดโทษให้ เหลือเพียงจำคุก 25 ปี ชีวิตในคุกของสมชายขาดเพียงอิสรภาพเท่านั้น แต่วิถีชีวิตในนั้นไม่ได้แตกต่างกับนอกคุกมากนัก แถมยังสะดวกสบายจนเขาไม่ได้รู้สึกสำนึกกับความผิดพลาดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย “ขนาดอยู่ในคุก ผมยังรักษาความเลวไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ผมลักลอบเอายาบ้าเข้าไปขายในคุก เป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน เจ้ามือไฮโล เรื่อยไปจนถึงวงไพ่ เรียกว่าเป็นขาใหญ่พอสมควร ในนั้นใครมีเงินก็ใช้ชีวิตอย่างสบาย ใครไม่มีก็ลำบากหน่อย แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ถูกผู้คุมจับได้ ช่วงที่ชุลมุน ผมโดนเตะเข้าที่ปลายคาง หลับกลางอากาศไปเลยสักพักรู้สึกชาไปครึ่งซีก ผมถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลนอกเรือนจำหมอบอกว่าเป็นอัมพฤกษ์ ผมพยายามรักษาตัวจนหาย แต่ก็ยังเดินขาเป๋มาจนถึงทุกวันนี้” หลังจากนั้นสมชายก็ถูกย้ายตัวจากเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ไปอยู่เรือนจำจังหวัดเชียงราย เขาได้เจอเพื่อนนักโทษคนหนึ่งที่ตอนหลังหันมาสนใจปฏิบัติธรรม สมชายเองไม่เคย “เชื่อ” เรื่องนี้มาก่อน แต่ด้วยลักษณะพิเศษของเพื่อนคนนี้ที่หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ สมชายจึงเกิดความเลื่อมใส “ผมไม่เคยเชื่อเรื่องบุญ - บาป ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่เพื่อนคนนี้ทำให้ผมเชื่อ เขาบอกผมได้ถูกทุกครั้งว่าจดหมายที่เขียนถึงผมจะมาถึงวันไหน เขาสอนให้ผมรู้จักบาปบุญคุณโทษ ผมจึงเริ่มรู้จักศีล 5 เริ่มกลัวบาป นึกถึงอดีตของตัวเองที่ทำความชั่วมาสารพัด…ผิดศีลข้อ 1 ยิงคนตายแล้วยังค้ายาบ้า ทำให้คนตายทั้งเป็น ผิดศีลข้อ 3 เคยมั่วกับภรรยาของเพื่อน และผิดศีลข้อ 5 ทั้งดื่มเหล้าและเสพยาบ้า รวมถึงเล่นการพนันด้วย” แม้จะเริ่มคิดได้ แต่นิสัยไม่ดีของสมชายก็ยังอยู่ครบถ้วนทั้งขี้โมโห อวดดี ดื้อรั้น อัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่งไม่มีใครสู้ได้เพราะเป็นนักมวยเก่า แถมปากยังไม่ดี และชอบเพ่งโทษคนอื่น เขาจึงถูกย้ายจากเรือนจำจังหวัดเชียงรายไปยังจังหวัดพะเยา และที่นี่เองที่เขาได้รู้จักธรรมะอย่างแท้จริงจาก“โครงการอาบน้ำให้จิต” ของอาจารย์กรภพ เอมซบุตร สมชายรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาข้อธรรมต่าง ๆ ฝึกละความโลภ ความหลง และนิสัยเสียต่าง ๆ ด้วยตัวเอง “ผมเพิ่งเห็นตัวเองชัด ๆ ก็คราวนี้…ที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายขนาดไหน คิดแต่ว่าตัวเองเป็นคนดีค้ายาได้เงินมาก็ยังส่งไปให้แม่ใช้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเงินนั้นเป็นเงินบาป ถึงให้แม่ก็ไม่ถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน วันที่รู้ข่าวว่าแม่เสีย เป็นวันที่ผมเสียใจที่สุด ผมติดคุกไปเผาศพท่านไม่ได้ น้ำตามันไหลอาบแก้ม…เป็นครั้งแรกในชีวิตของลูกผู้ชาย (พูดพลางสะอื้น)…ผมแอบร้องไห้คนเดียวเงียบ ๆ มันทรมานจิตใจที่สุด” ตอนนี้สมชายพ้นโทษมาแล้ว ทุกวันนี้เขาตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เขาก้าวออกจากทางสายบาปมาเดินบนเส้นทางบุญอย่างมุ่งมั่น ชีวิตในคุกสอนให้รู้ว่า ถ้าคนเราได้รู้จักธรรมะก็จะรู้จักเกรงกลัวต่อบาป และไม่นำพาชีวิตตนไปในทางที่ตกต่ำ การใช้ชีวิตที่ผิดศีล 5 เกือบทุกข้อนั้น มีแต่ความยากลำบากและเต็มไปด้วยความทุกข์ การฆ่าคนนั้นเป็นบาปหนัก ส่วนการค้ายาเสพติดก็บาปไม่แพ้กัน เพราะมันคือการฆ่าคนอื่นทั้งเป็น “ผมอยากให้ทุกคนรู้จักคิดพิจารณาให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไป เพราะทำเหตุเช่นไรก็ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้ก็เห็นผล…เหมือนผมนี่แหละครับ”   Photo by xandtor on Unsplash บทความน่าสนใจ บทเรียนชีวิตหลังกำแพงคุก ตอน ประชดชีวิตจนติดคุก

แมทธิว โอเรลลี่ ชายผู้สัมผัสนาทีสุดท้ายของหลายชีวิต

แมทธิว โอเรลลี่ ชายผู้สัมผัสนาทีสุดท้ายของหลายชีวิต – คุณคิดว่าห้วงนาทีสุดท้ายของชีวิตคนเราจะเป็นอย่างไร เราจะทุกข์ทรมานแค่ไหน เราจะมีห่วงเรื่องใดหรือเราจะวางทุกอย่างได้ด้วยใจสงบ แมทธิว โอเรลลี่ (Matthew O’Reilly) เป็นหนึ่งในทีมแพทย์ฉุกเฉินที่นิวยอร์ค มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือผู้บาดเจ็บจากพายุเฮอร์ริเคน ตลอดเวลาที่แมทธิวทำอาชีพนี้เขาต้องเจอกับห้วงนาทีที่คนไข้มีอาการหัวใจวาย ใกล้หมดลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยถามเขาว่า “ตอนนี้ฉันกำลังจะตายใช่ไหม” แม้เขารู้ดีว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ล้วนหมดหนทางรักษา แต่เขากลับเลือกไม่บอกความจริงกับผู้ป่วย “ผมมีอยู่สองทางเลือก ระหว่างบอกคนไข้ว่าเขากำลังจะตาย หรือโกหกพวกเขาเพื่อให้พวกเขาสบายใจ ในช่วงแรกที่ผมทำอาชีพนี้ ผมเลือกที่จะโกหก  ผมกลัวว่า ถ้าบอกความจริง พวกเขาจะเสียชีวิตไปพร้อมกับความกลัว และพยายามตะเกียกตะกาย ในวาระสุดท้ายของชีวิต” แต่แล้วเมื่อ 7 ปีก่อนความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาได้รับคนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ เหตุการณ์เป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง คนไข้มีอาการสาหัสมาก จนเขารู้ว่าไม่มีทางช่วยคนไข้ได้แล้ว คนไข้มองตาเขา แล้วถามคำถามเดียวกับคนไข้คนอื่นๆ “ผมกำลังจะตายใช่ไหม” ทว่าครั้งนี้เขาตัดสินใจบอกความจริงกับผู้ป่วยว่า “ใช่ คุณกำลังจะตายและผมไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้” หลายคนอาจนึกภาพว่าคนไข้คนร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาเอนตัวลง สีหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่กลับมีสีหน้าแววตาที่แสดงออกถึงการยอมรับความจริงอย่างนิ่งสงบ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาจึงคิดได้ว่า การทำให้คนไข้สบายใจก่อนตาย ด้วยคำโกหกนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เขาจึงเลือกบอกความจริงกับคนไข้อีกหลายราย เกือบทุกรายมีปฏิกริยาต่อความจริงคล้ายกัน คือพวกเขาล้วนยอมรับความจริงอย่างสงบ เขาค้นพบว่า ก่อนตายคนไข้หลายคนมักแสดงอาการออกมาสามลักษณะ ลักษณะแรกคือพวกเขาล้วนต้องการการให้อภัย  “ผมเคยได้ดูแลชายสูงวัยท่านหนึ่ง ซึ่งมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน […]

วิญญาณ ในกำไลหยกเขียว

วิญญาณ ในกำไลหยกเขียว (***โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน***) – พอรู้ว่าสามีได้เลื่อนตำแหน่งและต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านพักพนักงานรัฐวิสาหกิจ ฉันก็ดีใจมาก เพราะเบื่อการอยู่อุดอู้ในแฟลตแคบๆที่อยู่มาหลายปีแล้ว ตกดึกฉันได้ยินเสียงหมาหอนกันระงม จนสะดุ้งตื่น…พอหันกลับมาด้านที่สามีนอนก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนหัวเตียง…ฉันตกใจสุดขีดว่าใครกัน เข้ามาได้อย่างไร…พอฉันได้สติแล้วก็คิดได้ว่าเธอไม่ใช่ขโมยและที่สำคัญ เธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่นอน บ้านหลังใหม่เป็นบ้านไม้ 2 ชั้นบริเวณรั้วบ้านมีศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ซึ่งเก่าผุพังเอนเอียงอยู่ 2 หลัง ครั้งแรกที่เห็นฉันไม่ได้หวาดกลัวต่อศาลผุพังนี้เลย ตรงกันข้ามกลับคิดว่า ทำไมผู้อาศัยเดิมจึงปล่อยให้ท่านทรุดโทรมแบบนี้จำได้ว่าสัปดาห์แรกที่ย้ายเข้าบ้าน ฝนตกหนัก น้ำท่วมขังพื้นชั้นล่าง ฉันแอบร้องไห้ไม่แน่ใจว่าจะอยู่บ้านนี้ได้อย่างไร ฝนตกน้ำท่วมขัง มีทั้งแมลงสาบ ตะขาบ และงูลอยมากับน้ำ ฉันได้แต่คิดว่า ถ้ามีเงินฉันจะปรับปรุงพื้นชั้นล่างให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำและสัตว์เลื้อยคลาน คืนนั้นเอง ฉันฝันว่ายืนอยู่ในป่าที่มเนินเขาสูง อากาศเย็นสบาย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลอยมาว่า “ไปขูดที่หิน ขูดที่หิน” ในฝันฉันเดินไปขูดหินและเห็นตัวเลข 3 ตัว พอตื่นขึ้นมาฉันรีบไปซื้อลอตเตอรี่ และถูกรางวัลถึง 5 งวดติด ๆ กัน ฉันนำเงินที่ได้ไปซ่อมแซมพื้นชั้นล่างสร้างศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ให้ใหม่อย่างสวยงาม และเชิญพราหมณ์มาทำพิธีอย่างถูกต้อง ฉันอยู่บ้านนี้อย่างมีความสุขและอบอุ่นใจมาโดยตลอด เพื่อนบ้านคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยเห็นคนแก่ไว้ผมมวย นุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาวเดินอยู่ในบ้าน นั่นยิ่งทำให้ฉันมั่นใจว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ในศาลทั้งสองหลังนั้น เพราะบ้านหลังนี้มีฉันกับสามีอยู่กันแค่เพียงสองคนเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันอยากจะตัดขาดกับสิ่ง-ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้ 2 - 3 วัน สามีนำกำไลหยกสีเขียวขุ่นเข้มมาให้ แต่ฉันไม่ได้ใส่เพราะทำงานไม่สะดวกจึงวางไว้ที่หัวเตียง คืนต่อมาฉันนอนคนเดียวเพราะสามีไปทำงานต่างจังหวัดตกดึกฉันได้ยินเสียงหมาหอนกันระงมจนสะดุ้งตื่น เมื่อหันไปดูนาฬิกาที่วางอยู่หัวเตียงฉันจึงรู้ว่าเป็นเวลาตีสอง พอหันกลับมาด้านที่สามีนอน ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนหัวเตียง กำลังใช้หวีสางผม ฉันตกใจสุดขีดว่าใครกัน เข้ามาได้อย่างไร ประกอบกับหมาก็ยังเห่าหอนอยู่พอฉันได้สติแล้วก็คิดได้ว่าเธอไม่ใช่ขโมยและที่สำคัญ เธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่นอนฉันจึงรีบสวดมนต์ “อะระหัง สัมมาสัม…” สวดได้แค่นี้เธอก็ตวาดว่า “แกจะสู้ฉันหรือ” ฉันกลัวสุดชีวิต รีบยกมือไหว้ แล้วบอกว่า “ไม่ค่ะ ไม่สู้ค่ะ” เธอก็ยังหวีผมอย่างช้า ๆ ฉันรวบรวมสติอีก รีบสวด “พุทธังสรณัง…” พอได้แค่นั้นเธอก็ตวาดด้วยเสียงดังลั่นว่า “แกจะสู้ฉันเหรออออ” พร้อมหันหน้าอย่างช้า ๆ มาทางฉัน ด้วยความกลัวสุดขีดเพราะไม่อยากเห็นหน้าเธอ ฉันจึงรีบสวดมนต์ด้วยความเร็ว 4 คูณ 100 แบบสั้นที่สุดว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” อย่างต่อเนื่องจำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง แต่ก็ทำให้เธอหายวับไป ฉันยังคงสวดมนต์แบบนั้นอย่างต่อเนื่องเหมือนคนบ้า ร้องไห้โฮ ในใจตำหนิและโกรธเคืองท่านพระภูมิเจ้าที่ว่าทำไมปล่อยให้ผีตนนี้เข้ามาในบ้าน รุ่งเช้าฉันรีบไปทำบุญ ใส่บาตร และเล่าให้สามีฟังเมื่อเขามาถึงบ้าน ฉันเอะใจที่มาของกำไลหยกอันนั้น สามีบอกว่าซื้อมาจากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง พอไปถามเพื่อนบ้านคนนั้นเขาเล่าให้ฟังว่า เขาเห็นกำไลหยกวางอยู่บนขื่อที่บ้านญาติ เขาอยากได้จึงขโมยมา หลังจากนั้นเวลาเขางีบหลับที่บ้าน เขาจะฝันทั้งกลางวันและกลางคืนว่า มีผู้หญิงผมยาว ขาว สวย พยายามกดตัวเขาเพื่อข่มขืนหลับนอนกับเขา ทำให้ต้องผวาตื่นกลางดึกทุกคืน จนหน้าตาเขาหมองคล้ำทรุดโทรม ภรรยาช่วยยืนยันว่า เวลาสามีนอนหลับจะละเมอดิ้นเหมือนสู้กับคนทุกคืนจนเธอต้องเขย่าตัวให้สามีตื่น เย็นนั้นสามีตั้งวงกินเหล้าตามปกติกับเพื่อน 4 - 5 คน พอเพื่อน ๆ เขารู้เรื่องที่ฉันและเพื่อนบ้านประสบมาเพื่อนสามีคนหนึ่งพูดว่า เขาอยากเจอแบบนี้บ้างจังผมยาว ขาว สวยตรงสเป็คเลย เขาขอกำไลอันนี้ ฉันบอกว่าแล้วอย่าเอามาคืนนะ หนึ่งเดือนต่อมาเพื่อนคนนี้มาหาที่บ้านพร้อมกับเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า เขานำกำไลไปไว้หน้ากระจกทางขึ้นบันได โดยไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรเลย แต่ลูกชายวัย 10 ขวบที่เป็นออทิสติก ซึ่งปกติชอบเล่นคอมพิวเตอร์ทั้งวันกลับมีพฤติกรรมแปลก ๆโดยชอบไปยืนที่บันไดใกล้กับกำไล ยิ้มและส่งเสียงเหมือนพูดคุยกับใคร ระยะหลังเอามือลูบคลำบีบอวัยวะเพศตนเอง พร้อมส่งเสียงครางเหมือนคนมีความสุข บางวันทำหลายครั้ง และไม่สนใจเล่นคอมพิวเตอร์อีกเลย ตกกลางคืนก็หลับใหลเหมือนคนหมดแรง หน้าตาดำหมองคล้ำจนทุกคนในบ้านผิดสังเกต และเริ่มสงสัยว่าจะมีสาเหตุมาจากกำไลหยก เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษาพระที่นับถือ พระท่านแนะนำให้นำกำไลหยกเขียวขุ่นเข้มนั้นไปวางไว้บนขื่อในโบสถ์ของวัดเหตุการณ์ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดผีสาวในกำไลหยกจึงมาปรากฏกายในบ้านได้ ทั้งที่บ้านก็มีศาลพระภูมิเจ้าที่คอยปกป้องดูแลเมื่อไปถามพราหมณ์ที่ทำพิธีตั้งศาลให้ ท่านบอกว่า เพราะสามีฉันซึ่งเป็นเจ้าของบ้านถือกำไลหยกเข้ามา จึงเท่ากับว่าเจ้าของบ้านอนุญาตให้เธอเข้ามาได้ นี่แสดงให้เห็นว่า เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ คือมนต์คาถาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าที่สามารถขับไล่ภูติผีไปได้ ตั้งแต่นั้นมาฉันจึงสวดมนต์เป็นประจำทุกคืน   เรื่อง Susanthai photo by zhangyu5_18 on pixabay Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ ตาจ๋า ตาได้กลับบ้านแล้ว – เรื่องราวของวิญญาณที่คิดถึง

การปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือคะ

Dhamma Daily : การปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้วก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือ ถาม : ทราบมาว่าการปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือคะ ตอบ : บ่นสิ (หัวเราะ) เวลาพระอาจารย์คิดถึงเรื่องน่าบ่นก็ยังบ่นอยู่ แต่ถ้าครั้งไหนดูใจของตัวเองทันก็จะละวางได้ ทำให้เลิกคิดและเลิกบ่นไป แต่ถ้าเราไม่รู้จักฝึกการดูใจดูกายของเราให้ดี มัวแต่อ้อนวอนขอพระสงฆ์องค์เจ้าช่วยให้หายทุกข์ หรือมัวแต่ตั้งจิตอธิษฐานขอให้นิสัยเหล่านี้หายไป อย่างนี้ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะถ้ามีเหตุปัจจัยผ่านเข้ามา เราก็จะยังเกิดความโลภ โกรธ หลงอยู่ดี วิธีเดียวที่จะทำให้เราหายจากนิสัยไม่ดีคือ การฝึกวิปัสสนาได้แก่ สังเกตกายและใจ (ความคิด) จนรู้เท่าทันตัวเองวิธีเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ทำวิธีนี้อย่างไรก็ไม่มีวันหาย หากไม่อยากหายก็เป็นกันต่อไป ถ้ายังอยากทุกข์ก็ปล่อยให้กิเลสเกิดต่อไป แต่ถ้าใครไม่อยากทุกข์ก็ต้องเข้ามาฝึกเจริญสติวิปัสสนากัน สิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ฝึกทีละเล็กทีละน้อย ฝึกรู้กายและใจฝึกเอาใจออกห่างจากเหตุปัจจัย เหมือนชายหนุ่มหญิงสาว ถ้าให้อยู่ไกลๆ กัน เริ่มไม่คิดถึงกัน สุดท้ายเดี๋ยวใจก็ออกห่างไปเอง จิตเราก็ไม่ต่างกัน ถ้าค่อยๆ เอาใจออกห่างจากสิ่งที่เราเบื่อเราชอบ – ไม่ชอบ เราอยากได้ – ไม่อยากได้ ก็จะดีขึ้น […]

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส “วันนี้ฉันคือ ผู้ปรารถนานิพพาน”

อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส “วันนี้ฉันคือ ผู้ปรารถนานิพพาน” อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส นักแสดงสาวสวยชื่อดัง ปัจจุบันเธออำลาวงการบันเทิงอย่างถาวร เพื่อไปใช้ชีวิตกับสามีชาวอเมริกัน ทำหน้าที่ภรรยาและคุณแม่ของลูกน้อยอีกสองคนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่เธอก็พก “ธรรมะ” ติดตัวไปเป็นหลักนำชีวิตด้วย เริ่มสนใจธรรมะตั้งแต่เมื่อไรครับ คิดว่าคงทำมาหลายภพหลายชาติค่ะ (ยิ้ม) แต่ที่นึกขึ้นได้และเริ่มปฏิบัติคือ ตอน ป. 4 อายุ 10 ขวบ อุ้มเรียนอยู่โรงเรียนเล็กๆ แถวสมุทรปราการ ที่โรงเรียนสอนสวดมนต์และนั่งสมาธิ ทุกศุกร์บ่ายจะเป็นวันที่เราสวดมนต์กัน อุ้มได้เป็นตัวแทนนักเรียนในการนำสวด พอสวดเสร็จก็นั่งสมาธิ รู้สึกว่าชอบ กลับมาถึงบ้านก็มานั่งเอง มีวันหนึ่งตอนกลางคืนจู่ๆ ก็ไปนั่งสมาธิหน้าพระมืดๆ คนเดียว ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าต้องนั่งยังไงให้ถูก จำที่ครูสอนมาแค่นั้น ตอนเรียนที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ช่วงมัธยมมีการเข้าค่ายของโรงเรียน ตอนกลางคืนขณะที่เพื่อนๆ วิ่งเล่นกัน เรากลับลุกขึ้นมานั่งสมาธิคนเดียว ตอนเด็กไม่รู้หรอกว่าทำไปทำไม รู้แค่ว่านั่งแล้วดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นแรงผลักให้ทำ อาจจะเป็นสัญญาเก่าที่ไม่รู้ว่าทำมากี่ชาติภพ พอถึงชาตินี้ ระลึกได้ว่าเกิดมาเพื่อทำก็ทำเลย อุ้มเชื่อว่าการมาเกิดของคนเรามีเหตุแห่งการมา เคยตั้งจิตไว้ยังไง เราก็จะมาทำสิ่งนั้นต่อ บางคนใช้เวลานานกว่าที่จะรู้ แบบที่คนอินเดียนแดงมี […]

“ทำดี อย่าคิดเยอะ อย่าคาดหวังและอย่ารอคอย” หยวน – กวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร

ในจอทีวี เรามักจะเห็น หยวน - กวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร ในบทบาทสนุกสนานเฮฮา ไม่ก็บทร้ายหรือเจ้าเล่ห์จนน่าหมั่นไส้ แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ แม้จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แต่หยวนก็ “เต็มที่” และ “เต็มใจ” ทำอย่างที่สุดเหมือนกัน สมัยเด็ก ๆ ผมไม่รู้หรอกว่า ต้องทำอะไร แค่ไหน อย่างไร ถึงจะเข้าขั้นที่คนยกย่องกันว่าเป็น “ความดี”รู้แค่ว่า การทำความดีของผมไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องคิดเยอะ และไม่หวังผล อยากทำก็ทำเลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการนั่งรถเมล์ ต่อให้บนรถจะมีที่นั่งว่างมากแค่ไหน ผมก็ไม่เคยนั่งเลย ยืนตลอดเพราะคิดว่า “เดี๋ยวก็มีคนมานั่ง ให้โอกาสคนอื่นดีกว่า” ใครจะมองอย่างไรก็ช่าง แค่เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว การเข้ามาทำงานในฐานะ “อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” นี้ก็เหมือนกัน เริ่มจากการชักชวนของ พี่จอย ชวนชื่น ต้องบอกว่า ผมถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ต่อยอดการช่วยเหลือของป่อเต็กตึ๊งเพิ่มขึ้นอีกทาง เพราะตระกูลของผมอุปถัมภ์ป่อเต็กตึ๊งมาตั้งแต่รุ่นอาก๋งแล้ว พอเข้ามาเป็นอาสามัคร ขอบอกแบบไม่อายเลยว่า ด้วยความที่ผมเป็นคนขี้กลัว กลัวเลือด กลัวคนตาย กลัวผี ฯลฯผมจึงขอทำงานแบบเบา ๆ ไปก่อน เช่น งานประชาสัมพันธ์ มอบของ ถ่ายภาพฯลฯ แต่ไม่นานนัก การได้คลุกคลีกับพี่ ๆในป่อเต็กตึ๊งแบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำให้ผมเริ่มเกิดความคิดใหม่ “ทำไมเขาต้องยอมอดหลับอดนอนยอมเหนื่อย ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักด้วย” คำตอบคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ผมต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเองจริง ๆ ลองออกเหตุ (ปฏิบัติงาน) ดูสักครั้งก็ยังดี แต่เชื่อไหมว่า ถึงตัดสินใจอย่างนี้ ความกลัวก็ยังวนเวียนอยู่ในใจอยู่ดี วันแรกที่ตัดสินใจจะออกเหตุ ผมถึงกับไปสวดมนต์นานเป็นชั่วโมง ๆ ขอพรไม่ให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเพราะยังทำใจที่จะเจอเหตุจริง ๆ ไม่ได้ สุดท้ายก็ “รอด” มาได้ตั้ง 4 วัน แต่วันหนึ่งการออกเหตุครั้งแรกของผมก็มาถึง วันนั้นผมเข้าใจทันทีเลยว่า ทำไมรถกู้ภัยต้องเหยียบคันเร่งทำความเร็วขนาดนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องกรูกันไปที่จุดเกิดเหตุ นั่นก็เพราะว่า “ทุกวินาทีคือความเป็นความตาย” ยิ่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบเหตุเร็วเท่าไร ทีมงานและอุปกรณ์มีความพร้อมมากแค่ไหน โอกาสรอดของผู้ประสบเหตุก็มีมากขึ้นเท่านั้น แต่ในเคสแรกนี้แม้พวกเราจะพยายามปั๊มหัวใจ ห้ามเลือด ช่วยกันสุดความสามารถ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้ ถึงจะรู้สึก “ช็อก” กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ผมก็สัมผัสได้ว่า ตลอดเวลาที่ทีมเราลงไปให้การช่วยเหลือนั้น อยู่ ๆ ความกลัวที่เคยมีในใจผมมันก็หายไปหมด มีแต่ความรู้สึกอยากช่วยเข้ามาแทน แม้ตอนนั้นผมจะทำได้แค่เก็บของมีค่าไว้คืนให้ผู้ประสบเหตุ เพราะยังมือใหม่มาก ๆ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือสังคม พอได้ออกเหตุไปเรื่อย ๆ ผมก็กล้าลุยงานหลากหลายมากขึ้น ทั้งปฐมพยาบาล เก็บชิ้นส่วนศพ แม้กระทั่งแอดวานซ์ถึงขั้นไปล้างป่าช้า นั่งเก็บ ล้าง ขัด เรียงกระดูกก็เคยทำมาแล้ว เรียกว่า เอาความกลัวเก็บไปได้เลย ถึงตอนนี้ผมเข้าใจประโยคที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ” จริง ๆ เพราะถึงผมจะให้ก่อนก็จริงแต่สุดท้ายผมเองก็ได้รับกลับมาด้วย เพราะเคสต่าง ๆ ที่ผมได้เจอมานั้น ช่วยสอนอะไรดี ๆ ให้ผมมากมาย ทั้งสอนใน เชิงพุทธศาสนา ว่า ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ต่อให้รวยล้นฟ้า ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ร่างกายย่อมมีวันเสื่อมเป็นธรรมดา พอตายไปร่างกายก็ไม่ต่างจากก้อนเนื้อ ผมได้ประจักษ์ถึง ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เชื่อไหมว่าเสียงร้องไห้ของพ่อแม่เวลาสูญเสียลูกไป มันบีบหัวใจผมแทบระเบิด ทำให้รู้เลยว่า “เราต้องรักแม่ให้มากขึ้นอีก” การที่เราจะได้รับนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คนคนนั้นหรือสิ่งสิ่งนั้นจะให้เรามากเท่าไร ถูกใจเรามากแค่ไหน แต่สำคัญที่ว่า“เราต้องรู้จักที่จะเปิดใจรับ และรับให้เป็นก็พอ” บางคนแม้จะใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต แต่ก็ยังไม่เคยมองเห็นการรับแบบนี้เลย เมื่อไรที่รับเป็น เราก็จะรู้ว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันดีทุกอย่างจริง ๆ” สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นว่าเป็นมนุษย์ที่ดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมก็ถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้เป็น “เทียน” ให้แสงสว่าง ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง ถ้าโชคดี มีคนเห็นสิ่งที่ผมทำแล้วกลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ให้เขา ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เหมือนที่ผมได้เห็นพี่ ๆ ทำงานกันมาก่อน ผมอยากให้เราช่วยกันจุดเทียนต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าเทียนใครติด ๆ ดับ ๆ เราก็ช่วยกันต่อเทียนให้แสงสว่างคืนกลับมาอีกครั้ง ไม่นานนัก ทั้งประเทศของเราก็จะสว่างไสวไปด้วยความดีครับ   ที่มา : นิตยสาร Secret เรื่อง : วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand)

ธรรมะในหัวใจของ โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล

เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล คุณอาจจะนึกถึงภาพของผู้หญิงอารมณ์ดี ดูเป็นคนตลกเฮฮา หรือเปรี้ยวซ่าในบางเวลา และในสายตาของใครหลายคนก็อาจมองว่าเธอแรง(ส์)!!! แต่อีกด้านของชีวิต เธอได้ผ่านเรื่องราวมามากมายจนทำให้เธอนิ่งมากกว่าที่เราคิดเยอะ จนใครที่ยังไม่เคยรู้อาจตบอกอุทานอย่างไม่เชื่อว่า เห็นแรงขนาดนี้ เธอมีธรรมะในหัวใจด้วยหรือนี่ ทราบว่าปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นได้อย่างไรคะ          บ้านปอล์เป็นพุทธมากๆ ทุกวันอาทิตย์เราจะไปวัดกัน มีพ่อ แม่ คุณยายไปด้วย พอวันเวลาผ่านไปเราเริ่มรู้สึกว่าไปวัดมันยังไม่พอ แม้มันจะสนุก สงบตอนไป แต่มันยังไม่สุด ปอล์เคยอ่านหนังสือธรรมะของคุณยาย แล้วเขาเขียนว่า “สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน” เลยสงสัยว่าวิปัสสนาคืออะไร ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ปอล์ก็เลยลองไปอยู่วัดตอนปิดเทอม ไปกับเพื่อน แล้วจากที่จะไปอยู่แค่ 3 วันก็กลายเป็นเดือน แล้วก็ไปทุกปิดเทอมมาเรื่อยๆ นอกจากนั้น ปอล์ศึกษาธรรมะมาตลอดด้วยความสงสัย เช่น ทำไมแม่ต้องบอกให้เราเป็นพุทธมามกะ เราไม่ได้อยากเป็นพุทธ พุทธสอนอะไร ปอล์เลยเริ่มอ่านพระไตรปิฎก อ่านตั้งแต่ตอนเรียนที่ราชินีบน อ่านที่ห้องสมุดเตรียมฯ ห้องสมุดจุฬาฯ อยากรู้ว่าพระไตรปิฎกสอนอะไร แล้วทำไมเราต้องเป็นพุทธ อ่านมาเรื่อยๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะอ่านยาก จนปอล์เริ่มปฏิบัติธรรมถึงได้เข้าใจ จากสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาเดินจงกรม ที่เรายังพะวงถึงเพื่อน ถึงที่เที่ยว รู้สึกขี้เกียจและไม่สบายในทุกอิริยาบถ แต่เมื่อจิตเรานิ่งจริงๆ มีคำบางคำที่เราอ่านผ่านๆ มาเป็นสิบปีกลับผุดขึ้นมาในหัวให้ค้นพบด้วยตัวเอง และบอกตัวเองว่า “จริงด้วย…จริงด้วย” ในที่สุดเราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจึงเห็นแจ้งได้ด้วยตัวเอง หลังจากที่ปฏิบัติธรรม ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วธรรมะไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ธรรมะคือธรรมชาติที่เกิดขึ้น อยู่ที่ว่าเรารับมือได้แค่ไหน แก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดทุกข์ ปอล์จะเบื่อมากกับคนที่เป็นทุกข์แล้วโทร.ไปรายการวิทยุ ปรึกษาพี่ฉอดว่า “เขาไม่รักเราแล้ว ทำยังไง” ใช่! ทำยังไง ก็เขาไม่รักแล้วไง เราควรรับให้ได้ดีไหม ปัญหามันอยู่แค่ตรงนี้ หรือ “จะประกาศผลสอบวันนี้แล้ว หนูควรจะทำยังไงดี หนูเครียด” คุณสอบไปแล้วผลที่เกิดก็ต้องรับให้ได้ ใช่ไหม แล้วคนเราชอบคิดว่าชีวิตเป็นทางตีบ มันมีอีกตั้งหลายทาง สอบไม่ได้ก็ไปสอบใหม่หรือไปที่อื่นไหม หรือถ้าเขาไม่รักคุณแล้วคุณก็เลิก หรือคุณจะไม่เลิกแล้วอยู่ให้ทุกข์ก็เรื่องของคุณ ชีวิตใครชีวิตมัน มันอยู่ที่เราอย่าไปแบกรับดีกว่าไหม แต่ถ้าบางคนคิดไม่ได้ล่ะคะ มันเป็นปัจจัตตังนะ ซึ่งตามหลักธรรมะคือทุกอย่างต้องคิดได้ รู้ได้ด้วยตัวเอง ต่อให้ใครมาบอกยังไง ถ้าไม่ยอมทำ ถ้าไม่รู้ด้วยตัวเอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าปอล์มีความสุขกับชีวิตตัวเอง แต่อีกคนหนึ่งไม่มี ต่อให้เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นน้องตัวเอง ก็ลากเขาให้มีความสุขไปด้วยไม่ได้ แล้วเดี๋ยวนี้ยังไปปฏิบัติธรรมอยู่ไหมคะ ช่วงนี้ก็ยังไปเรื่อยๆ ค่ะ แต่จะว่าไป มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณไปปฏิบัติธรรมมากี่วัน คุณเคยโกนหัวบวชหรือเปล่า แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณบวชแล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือเปล่า เคยเห็นคนไปปฏิบัติธรรมมา แล้วยังหยาบคาย ยังติดโลภ โกรธ หลง หรือเนื้อหนังมังสาไหม ปอล์ว่าอย่างนั้นไม่ต้องเสียเวลาไป เมื่อเกิดปัญหาอะไรแล้วนำสิ่งที่เราได้พบเจอตอนปฏิบัติธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างนั้นจะดีกว่า View this post on Instagram ไฟน่าจะตกตรงแม่พอดี แต่สุขสันต์วันเกิดนะลูกรักของแม่ #แม่รักลูกเท่าฟ้า #Aline_A #Arran_A #3yearsOldToday A post shared by Opal Panisara (@opalpanisara) on Sep 28, 2018 at 6:08am PDT แล้วคุณโอปอล์ได้ใช้ธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้างคะ อย่างที่บอกไปว่าธรรมะคือธรรมชาติ คือเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตตามปกติ เช่น เรื่องของอารมณ์ อย่างเวลาปอล์โกรธ ก็จะต้องดึงสติกลับมา แล้วข่มตัวเองลง สิ่งนี้ได้มาจากตอนปฏิบัติธรรม ในขณะที่ตอนเด็กเราเคยเกรี้ยวกราด เพราะตอนนั้นเราดึงสติไม่ทัน หรือไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร มันเลยสุดๆ ทุกอย่าง ก่อนปอล์โกนหัวบวช ปอเที่ยวแล้วก็เต้นหนักมาก พอหกโมงเช้าวันถัดมา ปอล์โกนผมบวช จะเห็นเลยว่าผมที่เราเต้นแล้วระไปโดนบ่าเมื่อคืนไม่มีอีกแล้ว เราได้เห็นความไม่แน่นอนแล้ว พอเราเริ่มปฏิบัติธรรม สิ่งที่เราได้จากตอนไปปฏิบัติก็คือ ธรรมะคือธรรมชาติ สิ่งที่มีอยู่จริงแล้วเราค้นพบด้วยตัวเอง มันจะอยู่กับเราตลอด ก็พยายามดึงมาใช้ เดี๋ยวนี้ถือว่าเอาอารมณ์ตัวเองอยู่แล้วไหมคะ ปอล์เป็นคนปกติที่ยังรัก โลภ โกรธ หลง แต่ว่าก็จะสามารถดึงสติกลับมาเร็วขึ้น เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ถ้ายังเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่ แล้วบอกว่าไม่โกรธ ไม่มีบาปอะไรติดตัว…เป็นไปไม่ได้ ปอล์โดนใครด่าก็เสียใจ ใครชมก็ดีใจ แต่จะอยู่กับเราแค่แป๊บเดียว ไม่เคยเกินหนึ่งวัน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เดี๋ยวเราก็กลับมาเป็นตัวเองเหมือนเดิม เพราะเอาเข้าจริงๆ ทุกอย่างไม่มีอะไรจริงเท่าไหร่ ทุกอย่างเกิดขึ้นวันนี้แล้วก็หายไป […]

เกรท-วรินทร … ทำดีด้วยหัวใจ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ทำให้สุขใจทั้งนั้น

ว่ากันว่า การเป็นดาราหรือคนมีชื่อเสียงในสังคม หากคิดจะต่อยอดด้วยการทําธุรกิจก็ถือว่าได้เปรียบทั้งในเรื่องการประชาสัมพันธ์ความน่าเชื่อถือ แต่หากลองนําความได้เปรียบที่ว่านั้นมาทํา “ความดี” ประโยชน์ที่ได้ก็คงไม่ต่างกัน ดังเช่นที่ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ พระเอกช่อง 3 ทำมาตลอดตั้งแต่เข้าวงการ “ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด คุณพ่อเป็นตำรวจ คุณแม่ทำธุรกิจค้าขาย สิ่งที่ท่านทั้งสองสอนผมเสมอ ๆ คือ ขอให้ลูกเรียนให้จบ ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง สอบได้ที่หนึ่ง แต่ขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ นั่นทำให้ผมเติบโตขึ้นมาอย่างไม่มีความกดดัน ขณะเดียวกันสิ่งที่ท่านทั้งสองต้องการให้ผมเป็น ผมก็ไม่ต้องไปมองหาต้นแบบที่ไหนไกล มองจากคุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง คุณยาย ทุกคนในครอบครัวผมนั่นเอง “คุณพ่อผมเป็นตำรวจที่ลูกน้องรัก ไม่ว่าใครมีปัญหาหรือเดือดร้อนอะไรมา คุณพ่อก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยเสมอ ส่วนคุณแม่เป็นคนใจกว้างมาก ๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จำได้ว่าแม่ให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสบ่อยๆ หรือถ้าโรงเรียนในละแวกบ้าน (เพชรบูรณ์) ขาดเหลืออะไร ขอให้บอก คุณแม่ก็พร้อมช่วยเหลือทันที คำพูดที่ติดปากท่านเสมอคือ “ช่วย ๆ กันไปลูก” แล้วท่านก็จะยิ้มอย่างมีความสุข การทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ไม่ยาก ทำให้ เกรท-วรินทร เริ่มคิดตอบแทนโอกาสดีๆ ในชีวิตด้วยการให้ “การได้ทำงานในวงการบันเทิง หาเงินได้ไม่ยากนัก ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น จะว่าไปแล้วทั้งหมดที่มีมาถึงตอนนี้ก็ล้วนแต่ […]

ลูซี่ วิลสัน รอดตายจากน้ำร้อนลวก แต่เธอไม่อายแผลเป็นที่ติดตัวตลอดชีวิต

“รอยแผล ” ไม่ว่าปรากฏที่ใดมักเป็นส่วนเกินที่ใครๆ ก็อยากปิดซ่อนเอาไว้ทั้งนั้น แต่ลูซี่ วิลสัน (Lucy Wilson) ทําตรงกันข้าม

“ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ” ความหมายที่แท้จริงของบทสวด ภัทเทกรัตตคาถา

ภัทเทกรัตตคาถา เป็นบทสวดที่กล่าวถึง ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ หลายคนอาจไม่เคยได้ยินบทสวดนี้ หลายคนอาจเคยได้ยิน แต่ยังไม่เข้าใจความหมาย

Dhamma Daily : ดูดวงกับพระ ผิดหรือไม่

ถาม: นอกจากจะไปขอฤกษ์ยามกับหมอดูแล้ว คนบางกลุ่มยังนิยมไปขอฤกษ์ยามหรือ ดูดวงกับพระ เรื่องนี้ถือว่าเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ผิดวินัยหรือเปล่า

ฟังธรรมเรื่อง ต่อสู้ความกลัว โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท

ธรรมบรรยายเรื่อง ต่อสู้ความกลัว ตอนหนึ่ง หลวงพ่อชา กล่าวว่า “ที่มันกลัวมากกลัวมายนักน่ะ มันกลัวอะไร” ใจมันถาม “กลัวตาย” อีกใจหนึ่งตอบ

วิธีปลูกสติ บทความดีๆ จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 

เราทุกคนคงเคยได้ยินคำสอนที่ว่า ให้มีสติ อย่าใจลอย ตั้งใจฟัง ตั้งใจทำ อย่าทำเล่น ระวัง อย่าประมาท เดินให้ดีขับรถให้ดี นั่งให้ดี…มารู้จัก วิธีปลูกสติ กันค่ะ

เด็กดื้อได้ดี…มีอยู่จริง อุ๋ย – บุดด้าเบลส

เด็กดื้อได้ดี…มีอยู่จริง อุ๋ย – บุดด้าเบลส อย่าตัดสินใครจากภายนอก หากเรายังไม่รู้จักเขาดีพอ… อุ๋ย – บุดด้าเบส (Buddha Bless) หรือ นที เอกวิจิตร ก็เช่นกัน เขาคือผู้ชายที่ใครๆ มักตัดสินว่าเป็น “แบดบอย เกเร ไม่มีสาระ” ทว่าตัวตนที่แท้จริงของชายคนนี้จะเป็นอย่างไร Secret จะพาคุณไปรู้จักเขาแบบโคลสอัพ   https://www.instagram.com/p/BmiwngtB9qI/?hl=th&taken-by=guioui 0   ความสุขของผมทุกวันนี้คือครอบครัวครับ ความผูกพันของผมกับครอบครัวมากจนถึงขั้น “กลัว” และเรียกได้ว่าความผูกพันนี้ถือเป็นบ่วงเลยแหละ ที่บอกว่ากลัว เพราะว่าวันหนึ่งเราก็ต้องจากกัน ผมจึงกลัวที่จะสูญเสีย แต่กว่าจะให้ความสำคัญกับครอบครัวได้อย่างนี้…ผมก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้โลกมาประมาณหนึ่งเลย สมัยเด็ก ๆ ผมดื้อมาก ซนมาก เถียงพ่อเถียงแม่ประจำ ยิ่งถ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดแล้วละก็ คนอย่างผมไม่มีทางยอมเลย ทำอะไรก็เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยนึกถึงใจพ่อแม่ จนวันหนึ่งที่ครอบครัวเริ่มมีปัญหาการเงิน วันนั้นเองที่ทำให้ผมเริ่มคิดถึงใจพ่อแม่สงสารท่าน และเริ่มคิดอยากช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว จากที่เคยใช้ชีวิตสบาย ๆ มาตลอดผมตัดสินใจหางานพิเศษทำ แม้จะเป็นงาน“เบ๊” ก็ยอม เท่านั้นไม่พอ ผมยังต้องประหยัดให้ได้มากที่สุดด้วย เพราะผมตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ดูแลตัวเองและเจียดให้พ่อแม่ด้วย เงินเดือนเดือนแรกในชีวิต แม้จะน้อยกว่าแต๊ะเอียที่เคยได้ แต่เงินจำนวนนี้ก็ทำให้ผมภูมิใจที่สุด เพราะมันแลกมาด้วยความโคตรทรมาน โคตรไม่มีความสุขโคตรลำบาก และไร้ศักดิ์ศรีที่สุด   View this post on Instagram ทุกวันนี้เจอพ่อแม่เวลามาฟิตเนส เห็นพ่อแม่ยังออกกำลังกายได้ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากๆแล้ว A post shared by guioui (@guioui) on May 11, 2018 at 4:02am PDT 0   […]

โทนี่ รากแก่น : อดีตจะดีหรือร้าย ผมก็ไม่เคยคิด อยากย้อนเวลา

ผู้ใหญ่มักจะถามเด็ก ๆ ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร แต่สำหรับผมแล้ว คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดกลับเป็น “หนูเป็นอะไรกับบานเย็น รากแก่น”

keyboard_arrow_up