8 มาตรวัดตรวจสอบความเป็น คนดี คุณมีเกินครึ่งหรือเปล่า เช็คเลย

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนรอบกายคนไหน คือ คนดี วันนี้ พระราชญาณกวี มีคำตอบ

True story : คำ ขอโทษ ที่ป๊าไม่ได้ยิน…เรื่องจริงสุดเศร้าของลูก “บ้านใหญ่”

“ ขอโทษ ” และ “ขอบคุณ” เป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนควรพูดให้ติดปาก ขอโทษเมื่อรู้สึกว่าตนผิดกับใครสักคน และขอบคุณเมื่อใครทำอะไรดีๆ ให้เรา แต่คำสองคำนี้คงแทบไม่มีความหมาย หากไม่ได้เอ่ยออกมาจาก “ใจ” จริงๆ หนูชื่อ “ปัน” ค่ะ อายุ 22 ปี ครอบครัวของหนูมีสมาชิก ทั้งหมด 4 คน พ่อ แม่ ลูกสาวและลูกชายอย่างละหนึ่ง ไม่มากไม่น้อยเกินไป…ดูเป็นครอบครัวในฝันเลยค่ะ แต่ไม่นานนักลูกชายคนเล็กก็เริ่มรักสวยรักงาม มีจริตจะก้านกระเดียดไปทางผู้หญิงมากขึ้นทุกวันๆ และกลายเป็นลูกสาวคนเล็กไปในที่สุด ลูกชายคนเล็กที่ว่านั้นก็คือ…หนูเอง! ถึงหนูจะเป็น “ไม้แปลกป่าหรือปลาที่ว่ายผิดน้ำ” ในสายตาคนข้างนอก แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว เรื่องนี้แทบไม่สำคัญอะไรเลย เพราะแม้แต่ “ป๊า” ผู้ชายคนเดียวของบ้าน (ที่เหลืออยู่) ก็ยังไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า แถมยังแนะนำหนูกับคนอื่นๆ ว่า “นี่ลูกสาวผม” มาแล้วด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับหนู…แต่ที่เป็นปัญหาคือเรื่องที่หนูกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ ฐานะทางบ้านหนูจัดว่าดีเข้าขั้นรวยก็ว่าได้ มีทั้งเงินทองที่ดิน บ้าน อาคารพาณิชย์สะสมไว้มากมาย ทว่าเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นค่อนข้างจะ “สุขเศร้าเคล้าน้ำตา” เวลาป๊าไม่เมาเหล้า ไม่โมโห ไม่เสียม้า ป๊าจะใจดีกับลูกๆ เสมอ อยากได้อะไร แค่เอ่ยปาก…เป็นได้หมด แต่เมื่อไรที่ป๊าเมา โมโห หรือเสียม้ากลับมา ป๊าจะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีซึ่งตอนนี้แหละที่หนูว่า “น่ากลัวที่สุด” อะไรที่ว่าแย่ๆ ไม่ว่าจะการทำลายข้าวของ พูดจาหยาบคาย ด่าทอ พูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ ป๊าทำหมด ขนาดแกล้งพูดประกาศไปทั่วว่า “แม่มีชู้” ป๊าก็เคยทำมาแล้ว…บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่ก็มี ที่หนักสุดเท่าที่จำได้คือ ป๊าเคยถือมีดวิ่งไล่ฟัน แล้วก็ขู่จะฆ่าหนู พี่สาว และแม่ด้วย พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า “มึงฟังไว้นะ เดี๋ยวพอพวกมึงหลับกัน กูจะเอามีดแทงให้ตายให้หมดเลย” ด้วยเหตุนี้ หนู พี่สาว และแม่จึงต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนไปอยู่กับคนข้างบ้านบ้าง ไปอยู่กับเพื่อนแม่บ้าง เรียกว่าค่อยๆ ขยับหนีออกไปไกลบ้าานมากขึ้นทุกทีๆ ชีวิตเราสามแม่ลูกช่วงนั้นเรียกว่า “ไม่มีความสุขเอาเสียเลย” ในที่สุดความอดทนของแม่ก็สิ้นสุดลง แม่จึงตัดสินใจขอหย่าขาดกับป๊าโดยที่ไม่แตะต้องทรัพย์สินใดๆ ของป๊าทั้งสิ้น นอกจากขอให้ป๊าส่งเสียดูแลลูกสองคนต่อ เพราะป๊ามีความพร้อมทางการเงินมากกว่า ส่วนแม่จะกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด หลังจากป๊ากับแม่หย่าขาดจากกัน ความรู้สึกเป็น “เด็กบ้านแตก” ของหนูก็ยังมีไม่มากเท่าไร จนกระทั่งป๊ามีผู้หญิงคนใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตในฐานะ “ภรรยาใหม่” ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะอายุน้อยกว่าป๊าถึง 20 ปีแล้ว! บุคลิกของเธอยังดู “แรง” ใช้ได้ทีเดียว ไม่ว่าเสื้อผ้าหน้าผม การพูดจา หรือท่าทางการเดินเหิน แม้แรกๆ หนูกับผู้หญิงคนนั้นจะดูเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเพราะมีจริตบางอย่างที่ตรงกัน เช่น บ้าช็อปปิ้ง บ้าของแบรนด์เนม ล้างผลาญเงิน (ป๊า) เก่งเหมือนกัน แต่เมื่อผู้หญิงคนนั้นมีลูก…ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หนูกับแม่เลี้ยงกลายเป็นคู่กัด เราทะเลาะกันทุกวันแบบไม่มีใครยอมใคร  บางครั้งก็ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นที่หนูหยิบมีดขึ้นมาอยากจะแทงเธอให้ตายคามือก็เคยมาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอเพราะไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดอะไร ป๊ามักจะเชื่อเป็นจริงเป็นจัง…จนคำพูดของหนูแทบไม่มีความหมาย ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ แม้บางเรื่องหนูจะไม่ได้ทำผิดอะไร  แต่เธอก็มีวิธีพูดเกลี้ยกล่อมจนป๊าเชื่อว่า “หนูผิดจริงๆ” จากนั้นป๊าก็จะตามมาด่าทอ ต่อว่าหนูแรงๆ ให้เจ็บใจอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่ให้สตางค์ ฯลฯ จากความน้อยใจเริ่มสะสมเพิ่มระดับเป็นความโกรธและยกระดับจนกลายเป็นความเกลียดในที่สุด ไม่ใช่แค่เกลียดเฉพาะแม่เลี้ยง แต่หนูกำลังเกลียดป๊าตัวเอง! และเกลียดมากจนถึงขั้นเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าป๊าตายหนูจะไม่เสียใจเลย จะใส่ชุดสีแดงไปงานด้วยซ้ำ! สิ่งเดียวที่พอจะหล่อเลี้ยงหัวใจหนูและยับยั้งไม่ให้ทำอย่างใจคิดก็คือ คำพูดจากแม่ค่ะ เพราะหนูจะโทรศัพท์คุยกับแม่ทุกวัน เล่าทุกอย่างให้แม่ฟังแบบหมดเปลือก  ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีแม่ก็จะคอยห้าม “ปันอย่าไปทำเขา อยู่ห่างๆ เขาไว้ อย่าไปยุ่งกับเขานะลูก” และแม่จะคอยสอนให้หนูรู้จักอดทนอดกลั้น แต่ในที่สุดความอดทนของหนูก็หมดลง เพราะท่าทีของแม่เลี้ยงที่หนักข้อขึ้นทุกวันๆ นิสัยลำเอียงของป๊าก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หนูและพี่สาวจึงตัดสินใจย้ายออกไปอยู่กับแม่ ซึ่งตอนนั้นฐานะของแม่ดีขึ้นมากแล้ว แรกๆ หนูก็มีความสุขดีที่ได้มาอยู่กับแม่ แต่ต่อมาไม่นานก็มีเรื่องมากวนใจอีก เมื่อได้รู้จากแม่ว่า “แม่นั่นผลาญเงินป๊าจนหมดตัวแล้ว” ป๊าต้องขายสมบัติทุกอย่างที่มีจนหมด ไม่เหลือแม้กระทั่งบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน ต้องไปหาบ้านเช่าอยู่แทน แต่ในที่สุดป๊าก็ทนแบกรับภาระค่าเช่าบ้านไม่ไหว เมื่อแม่รู้เรื่องนี้ จึงรีบยื่นมือไปเข้าช่วยเหลือทันที  ด้วยการอนุญาตให้ป๊า แม่เลี้ยง ลูก และอาม่า (แม่ของป๊า) มาอยู่อาคารพาณิชย์ที่แม่ซื้อเก็บไว้ และรับหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า “แม่สงสารอาม่า (แม่ของป๊า) เพราะถ้าไม่มีอาม่า แม่ก็คงไม่มีวันนี้ ส่วนเด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ช่วยอะไรได้ก็ช่วยเขาไปเถอะลูก” อาม่าอยู่บ้านหลังใหม่นี้ได้ไม่นานก็เสียด้วยโรคคนแก่ส่วนป๊าก็เริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน ตอนนั้นหนูไม่สนใจไยดีป๊าเลย จะเป็นอะไรก็ช่าง เพราะยังโกรธเกลียดป๊าไม่หาย แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่กึ่งวานกึ่งบังคับให้หนูไปหาป๊าบ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี ภาพแรกที่หนูได้เห็นป๊า…จะเป็นเพราะหนูไม่ได้เจอป๊ามานาน หรืออาการของโรคที่รุมเร้าป๊าอย่างหนักกันแน่ที่ทำให้ป๊าดู “ย่ำแย่มาก” จนหนูนึกสงสาร แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรจู่ๆ แม่เลี้ยงก็เดินตรงรี่เข้ามาชี้หน้าด่าว่าหนูเสียๆ หายๆ จนหนูแทบตั้งตัวไม่ติด และเพียงชั่วพริบตา แม่เลี้ยงก็เปลี่ยนทีท่าเป็นยกมือขึ้นร่ายรำไปมา ยกแข้งยกขาราวกับเป็นนางรำ ตอนนั้นความโกรธของหนูหายไปทันที พร้อมกับมีความกลัวเข้ามาแทนที่ หนูรีบออกจากบ้านป๊าอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะคิดว่าแม่เลี้ยงบ้าแน่ๆ จากนั้นอาการเพี้ยนๆ ของแม่เลี้ยงก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม่ของหนูสงสารต้องพาไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา…ซึ่งทำให้หนูรู้สึกขัดหูขัดตาอีกเช่นเคย ส่วนอาการป่วยของป๊าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นต้อง “ตัดขาทิ้งหนึ่งข้าง” และก็เริ่มมีโรคไตแทรกเข้ามาอีกโรค คราวนี้ป๊าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการฟอกไตสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง หนูจึงมีหน้าที่ต้องไปหาป๊าทุกวันหลังเลิกเรียน แต่ถึงอย่างนั้นหนูก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี อยากไปก็ไป เบื่อก็เล่นกับเพื่อน อ้อ…ลืมบอกไปค่ะว่า พออาการของแม่เลี้ยงเริ่มดีขึ้น แม้จะยังไม่หายสนิท แต่เธอก็เริ่มกลับมาซ่าอีก คราวนี้แผลงฤทธิ์กับแม่ของหนูตรงๆ จนหนูต้องขอให้แม่ช่วยไล่แม่นั่นและลูกชายออกไปจากบ้าน ก่อนที่หนูจะอดทนไม่ไหว (ซึ่งก็ไม่ยาก  เพราะป๊าหมดตัวจนไม่เหลืออะไรให้แม่นั่นสูบอีกแล้ว) วันหนึ่งหนูไปเยี่ยมป๊าตามหน้าที่ ป๊าน่าจะเพิ่งฟอกไตเสร็จ  เลยมีอาการเบลอนิดๆ แต่อะไรก็ไม่น่าตกใจเท่ากับว่าป๊าพยายามยกขาข้างที่ตัดออกไปขึ้นมา (ยังพันผ้าพันแผลอยู่เลย) แล้วพูดว่า “ไปซื้อรองเท้ากีฬาสีแดงให้ป๊าหน่อยนะ เราจะได้ไปวิ่งกันต่อไปนี้ป๊าจะออกกำลังกาย ป๊าจะได้แข็งแรง แล้วก็จะงดน้ำ งดผลไม้ ป๊าจะดูแลตัวเอง จะได้อายุยืนๆ อยู่กับลูกได้นานๆ” นี่เป็นครั้งแรกที่หนูสงสารป๊าจนน้ำตาไหล เพราะอาการของป๊าตอนนี้ย่ำแย่เสียจนป๊าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกตัดขาไปแล้ว ทว่าความรู้สึกอยากให้อภัยก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี จนกระทั่งวันที่คุณหมอบอกว่า ป๊าเหลือเวลาอีกไม่มาก หนูถึงได้ตัดสินใจไปหาป๊าที่โรงพยาบาลและค่อยๆ กราบลงที่เท้าป๊าพร้อมกับบอกว่า “ป๊าคะ หนูขอโทษ” แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูดที่ออกมาจากปากเท่านั้น เพราะใจหนูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าป๊าสิ้นใจแล้ว หนูก็แค่รู้สึกอึ้งเท่านั้น คิดในใจว่า “ป๊าเสียแล้วจริงๆ หรือ” ในวันเก็บกระดูกป๊า สัปเหร่อตั้งข้อสังเกตว่า กระดูกของป๊าทำไมไม่เป็นสีขาว หรืออย่างเข้มที่สุดก็สีเทา แต่กลับเป็นสีดำ แถมยังเปราะมาก  ชนิดที่แค่ใช้นิ้วกดเบาๆ ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว! หนูเองได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งพอได้รับโทรศัพท์จากแม่ ความสงสัยทุกอย่างก็คลี่คลายลงเพราะหลังจากป๊าเสียแล้ว แม่ได้พาคนไปช่วยกันยกข้าวของของป๊าเพื่อไปบริจาค แต่ขณะที่กำลังยกเตียงที่ป๊านอนเป็นประจำออกมานั้นเอง แม่กลับได้เจอสิ่งที่ไม่คาดฝันซ่อนอยู่ใต้เตียง สิ่งนั้นคือตุ๊กตา 2 ตัวผูกมัดติดกันด้วยด้ายสายสิญจน์เก่าๆ เหมือนตุ๊กตาทำเสน่ห์ในละครอย่างไรอย่างนั้น! ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ ส่วนหัวของตุ๊กตาตัวหนึ่งมีรูปภาพติดอยู่ด้วย ซึ่งภาพนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็น “รูปป๊า” ของหนูนี่เอง แถมยังมีอักขระอะไรบางอย่างเขียนเต็มตัวไปหมด เพียงเท่านี้หนูก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า พฤติกรรมแย่ๆ ที่ป๊าแสดงออกมาตลอด ไม่ว่าจะไม่ใส่ใจเรา หรือเข้าข้างแม่เลี้ยงจนน่าเกลียด ป๊าทำไปโดยไม่รู้ตัว เพราะโดนทำเสน่ห์นี่เอง พอรู้อย่างนี้ กำแพงความโกรธเกลียดป๊าที่หนูสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนาก็พังทลายลงทันที หนูอยากจะตามไปฆ่าแม่เลี้ยงให้สาสมกับสิ่งที่มันทำกับครอบครัวหนูเอาไว้ มันทำให้ป๊าหนูหมดตัว  ทำให้ป๊าป่วยหนักจนตาย และที่สำคัญ ทำให้หนูต้องเกลียดป๊า แต่ก็เป็นแม่อีกตามเคยที่พูดเตือนสติว่า “ลูกจะไปทำเขาทำไม ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรแถมยังเป็นบ้าด้วย เขาได้รับผลกรรมของเขาแล้ว แม้แต่ลูกชายของเขาเองก็ได้รับกรรมที่แม่ต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน” เรื่องผลกรรมที่แม่เลี้ยงได้รับนี้ หนูกับแม่สรุปกันว่าน่าจะเป็นเพราะสายสิญจน์ที่ผูกตุ๊กตาตรงส่วนคอขาดออกจากกันนั่นเอง จึงทำให้ “ของที่ทำเสื่อม” ความเลวร้ายต่างๆ ถึงได้ย้อนกลับไปทำลายตัวคนทำ ฝ่ายแม่เลี้ยงเองคงพอจะรู้แล้วว่าอาการบ้าของตัวเองต้องแก้ไขอย่างไร จึงย้อนกลับมาหาแม่เพื่อขอตุ๊กตาคืน โชคร้ายว่าแม่นั่นมาสายเกินไป เพราะแม่ของหนูเอาตุ๊กตาลอยน้ำทิ้งไปแล้วนับตั้งแต่วันนั้น แม่นั่นจึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง และจากนั้นมาก็ไม่มีใครได้ข่าวหรือพบเห็นแม่เลี้ยงที่บ้าๆ บอๆ และลูกชายเล็กๆ ของเธออีกเลย ความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ในใจหนูจนแทบจะระเบิด ถ้าป๊ายังอยู่ วันนี้หนูคงทรุดตัวลงร้องไห้กราบเท้าป๊าเป็นร้อยๆ ครั้ง หนูเสียใจที่ปล่อยให้ความโกรธความเกลียดเข้าครอบงำจนทำสิ่งที่ลูกไม่สมควรทำกับพ่อมานานเป็นสิบๆ ปี เสียใจที่ละเลยไม่เคยดูแลป๊า มองป๊าแบบผิดๆ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง เมื่อป๊าจากหนูไปแล้ว สิ่งที่หนูทำได้ตอนนี้คงมีแต่เอ่ยคำขอโทษออกมาจากใจจริงเท่านั้น… “ป๊าคะ หนูขอโทษ” หนูไม่รู้ว่าป๊าจะได้ยินหนูไหม แต่หนูเชื่อว่าป๊าคงไม่โกรธหนู หนูตั้งใจว่าชีวิตต่อจากนี้ หนูจะไม่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดเข้าครอบงำจิตใจอีกแล้ว หนูจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ […]

ประคอง จิต ถอนพิษรัก บทความดี ๆ จากพระราชญาณกวี

เราต้องประคองจิต  ถอนพิษรัก ให้ได้ด้วยการตั้งสติ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ตัว  อย่าปล่อยอารมณ์เพ้อคลั่งให้พรั่งพรูจนใครเขา รู้ว่าเราหลง 

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)    ความดี คือ การสร้างตนและสร้างคนอื่นได้ดีเฉพาะตน ไม่มองคนอื่นว่าดี ยังไม่ชื่อว่าดี ความดี คือ จิตที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กามราคะ โลภโกรธ หลง เข้ามาเล่นงาน ความดี คือ การฝึกฝนตน ทนทุกข์ลำบากได้ จนยืนได้ด้วยลำแข้งของตน ความดี คือ การมีจิตสงสาร หาทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ให้พ้นทุกข์ โดยไม่เพิกเฉยทอดธุระ ความดี คือ ความสามารถดำรงชีวิตโดยสุจริต แม้จะมีโอกาสให้ทุจริตได้ แต่ไม่ทำ ความดี คือ การเสียสละ มิใช่เพื่อสร้างตน แต่เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองเยี่ยงวีรบุรุษ ความดี คือ การทำตนให้คนอยากเอาอย่างในทางดี ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนมีอนุสาวรีย์ให้โลกยกย่อง ความดี คือ การเอาภาระธุระของตน ด้วยการตั้งระเบียบวินัย ไม่ทำอะไรตามสบาย จนก้าวถึงเป้าหมายที่ต้องการ ความดี คือ การมุมานะบากบั่น ไม่หวั่นไหว แต่มีจิตเข้มแข็ง อดทนต่อเรื่องราวร้ายแรงที่ผ่านมาในชีวิต ไม่คิดสั้น คนดี คือ คนที่มีความดีดังกล่าว สั่งสมเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานชีวิต ชีวิตคนดีสั้น แต่ความดีของคนดีอยู่ได้นานนับพันปี ทรัพย์คนดีอาจหมดไป แต่ความดีของเขายังยั่งยืนพันปีอำนาจอาจสูญสิ้น แต่ความดีไม่มีเสื่อมคลาย คนดี ไม่เคยทำดีเพื่อประกาศว่าตนเป็นคนดี คนดี คือคนที่พร้อมจะยกย่องคนอื่นว่าดีกว่าตน คนดี คือ คนที่มีดี แต่ไม่อวดดี คนดี คือ คนที่ให้ความดีพูด มิใช่ตัวคนพูด คนดีมิใช่ดีเพราะสร้างภาพลักษณ์ คนดี อาจมิใช่คนหน้าตาดี มีทรัพย์ มีเกียรติ มีอำนาจมีอิทธิพล คนเกรงกลัว คนดี อาจมิใช่คนเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งคนดี ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ คนดีที่โลกยกย่อง ให้เพ่งมองดูว่าเขาเคยทำอะไรไว้ให้โลก นักวิทยาศาสตร์นักศิลปะ นักเคมี ศาสดา หรือนักบวชที่โลกยกย่องมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี ท่านเหล่านั้นมีดีอะไร คนจึงนับถือ ให้เราดูว่าท่านเหล่านั้นได้ให้อะไรแก่มวลมนุษยชาติ มิใช่ท่านได้อะไรไปจากโลกนี้มากกว่ากัน การจะตัดสินว่าใครดี ไม่ดี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ซึ่งใจของแต่ละคนจะสัมผัสเอง ในทางพระพุทธศาสนา มีเครื่องมือตรวจสอบคนดีด้วยวิธีง่าย ๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”  Secret Magazine (Thailand) Photo by Ryan Loughlin on Unsplash

True Story : ลูก …ของขวัญชิ้นพิเศษในชีวิต

ในชีวิตของฉันได้รับของขวัญมามากมายหลายชิ้น แต่ไม่มีของขวัญชิ้นไหนพิเศษเท่าของขวัญชิ้นนี้อีกแล้ว   ฉันเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่มีความสุขตอนอายุ 20 ปี ฉันและสามีมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ฉันรับราชการที่กระทรวงสาธารณสุขส่วนสามีทำธุรกิจส่วนตัว หลังแต่งงานได้ไม่นานเราก็มีลูกชายคนแรกที่สมบูรณ์แข็งแรง แปดปีต่อมา ฉันตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง สุขภาพครรภ์และร่างกายของฉันแข็งแรงดี แม้ในช่วงเดือนที่ 3 – 4 ฉันจะอยากให้คุณหมอเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจว่าลูกในท้องมีความเสี่ยงเป็นกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ เพราะรู้สึกกังวลใจเมื่อเห็นว่าลูกของคนข้างบ้านมีอาการนี้ แต่คุณหมอกลับแนะนำว่าไม่ควรตรวจ เพราะด้วยวัยแค่เพียง 30 ปีของฉันมีโอกาสเสี่ยงเพียง 1 ในล้านเท่านั้น ฉันจึงดูแลตัวเองตามปกติด้วยการไปพบคุณหมอเดือนละครั้งตามกำหนด เมื่อถึงวันคลอด… ฉันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพราะการคลอดแบบธรรมชาติ ครั้งนี้ฉันต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าครั้งก่อน เหมือนลูกน้อยไม่มีแรงดิ้นเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉันเจ็บปวดขณะคลอดอยู่นานมาก แต่เมื่อเห็นหน้าลูกแวบหนึ่งฉันก็เบาใจ เพราะลูกชายตัวน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและร้องไห้จ้าเหมือนเด็กทั่วไป ฉันจึงผล็อยหลับไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนล้า โดยที่ไม่รู้เลยว่า อีกแค่หนึ่งวันถัดมาความจริงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนชีวิตแม่คนนี้ไปตลอดกาล เช้าวันรุ่งขึ้น กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลขอพบฉัน ด้วยความที่ทำงานในแวดวงการแพทย์ ฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี กลัวว่าจะมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก วันนั้นฉันรีบไปพบคุณหมอเพียงลำพังเพราะสามีกลับไปทำธุระที่บ้าน คุณหมอยิ้มให้ฉัน ก่อนเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วทำให้ฉันปากสั่น มือเย็น และน้ำตาเอ่อล้นขอบตาโดยไม่รู้ตัว      “ลูกของคุณเป็นดาวน์ซินโดรมนะคะ” วินาทีที่ฉันได้ยินประโยคนี้ มันเหมือนกับโลกที่สวยงามถล่มลงตรงหน้า ฉันเข้าใจเลยว่าคำว่า “ใจสลาย” เป็นอย่างไร ความรู้สึกแรกคือสงสารลูกจับใจ คิดกังวลสารพัดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ทำไมเหตุการณ์นี้ต้องมาเกิดกับลูกของเราด้วย ฉันร้องไห้ฟูมฟายปริ่มจะขาดใจ รู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ในสมองคิดไปสารพัด คิดแม้กระทั่งว่าอยากจะตายไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกเสียตอนนั้นเลย เมื่อสามีทราบเรื่อง เขารีบมาหาที่โรงพยาบาล ฉันกลัวมากว่าเขาจะรังเกียจลูก แต่เขารีบบอกทันทีว่าไม่ได้คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อยทั้งยังให้กำลังใจว่าเราต้องช่วยกันเลี้ยงดูลูก ได้ยินอย่างนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความเครียดหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ที่ต้องรู้สึกทรมานหลังจากนั้นคือ การเฝ้ารอผลตรวจโครโมโซมของลูกเพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ช่วงเวลานี้บีบคั้นหัวใจของฉันที่สุด ฉันเฝ้าภาวนาให้ผลตรวจออกมาว่าลูกของฉันปกติ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าคงไม่มีหวัง ฉันได้แต่เศร้าซึม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีจิตใจอยากจะทำอะไร คิดกลัวไปสารพัดว่าคนอื่นจะรังเกียจลูกเราไหม ลูกเราจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร และแวบหนึ่งฉันก็รู้สึกโกรธคุณหมอที่ไปฝากครรภ์จนอยากจะฟ้องร้องให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อีกใจก็คิดว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม ทำไปก็เป็นบาปกรรม หลังจากนั้นเมื่อผลตรวจออกมาว่าลูกชายตัวน้อยเป็นดาวน์ซินโดรมจริง ๆ จิตใจของฉันก็จมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกนานนับเดือน แต่หลังจากสลัดความเศร้าท้อแท้ออกไปได้ ฉันก็คิดจะตั้งหลักให้ตัวเอง จึงไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมกับแม่ที่สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบของที่นี่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของฉันให้สงบนิ่ง หยุดคิดฟุ้งซ่าน อีกทั้งได้กำลังใจจากคู่ชีวิตและพ่อแม่ ฉันจึงกลับมาตั้งหลักได้เร็ว และตั้งใจเดินหน้ากลับมาทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูก จากนั้นฉันจึงเข้าไปพบหัวหน้างานเพื่อขอลาออกมาดูแลลูก ท่านกลับให้ข้อคิดและกำลังใจ อีกทั้งยังอนุญาตให้ฉันลางานมาดูแลลูกได้ 1 ปี พร้อมแนะนำโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อพาลูกไปเสริมพัฒนาการอีกด้วย […]

แฟมิลีต้นแบบ! ซินดี้-สิรินยา นำครอบครัวทำกิจกรรมงามยันหัวใจ เห็นแล้วรักเลย

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางงาม นางแบบ นักแสดง อาจเป็นสเตตัสที่คุ้นชินของใครหลายๆ คน แต่อีกภาคหนึ่ง เธอคือผู้หญิงที่มี “หัวใจแห่งการให้” บรรจุอยู่อย่างเต็มเปี่ยม และที่ดีเลิศคือเมื่อเธอมีแต่งงาน มีครอบครัว เธอยังชักชวนสมาชิกในบ้านมาร่วมกันทำกิจกรรม Sharing ด้วย “จุดเริ่มต้นการให้ของซินดี้เริ่มมาจาก “หัวใจ” ค่ะ  ใจที่คิดอยากจะให้ในสิ่งที่เรามีจริงๆ ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะให้ได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ถ้า “เต็มใจ” เสียอย่าง เพียงเท่านี้ทุกการให้ของซินดี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว “ซินดี้รู้จักการให้เพราะคุณพ่อคุณแม่ จำได้ว่าตอนเด็กๆ งานปาร์ตี้วันเกิดของซินดี้ไม่เคยจัดแค่ภายในครอบครัวเลยสักครั้ง เพราะคุณพ่อคุณแม่จะชักชวนเด็กๆ ทั้งชายหญิงจาก มูลนิธิฟาเธอร์เรย์ (มูลนิธิเด็กกำพร้าที่พัทยา จังหวัดชลบุรี) มาร่วมปาร์ตี้ด้วย แรกๆ ซินดี้เข้าใจแค่ว่าท่านอยากให้งานวันเกิดของลูกสาวสนุกสนาน มีแขกมาร่วมงานเยอะๆ แต่ที่จริงแล้วท่านกลับแฝงนัยที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น นั่นคือท่านต้องการให้ซินดี้รู้จัก การให้ การแบ่งปัน Sharing ทั้งการแบ่งปันสิ่งของและการแบ่งปันความสุข “มันทำให้ซินดี้ได้เรียนรู้ว่า การให้สามารถ “ทำ” ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องทำให้ใคร เพราะเราจะทำให้คนแปลกหน้าก็ได้ หรือจะทำที่ไหนอย่างไรก็ได้เหมือนกัน “พอโตขึ้น ซินดี้มีโอกาสติดตามคุณแม่ไป คามิลเลียน โซเชียล เซ็นเตอร์ จังหวัดระยอง (ศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอชไอวี) แรกๆ ที่ไป พวกเราก็ไปเลี้ยงข้าว ซื้อขนม ซื้อของใช้ไปมอบให้ ยิ่งไปก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน โดยไม่เคยนึกรังเกียจหรือกลัวน้องที่ติดเชื้อเหล่านั้นเลย แต่กลับชื่นชมน้องๆ มากกว่าว่าแม้เขาจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ แต่ทุกคนก็ยังมีรอยยิ้มที่สดใส หัวเราะได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเขาสุดยอดมากจริงๆ “สิ่งเหล่านี้สอนให้ซินดี้รู้ว่า เราต้องภูมิใจ รู้สึกขอบคุณ และมีความสุขกับสิ่งที่เรามี ไม่ตั้งหน้าตั้งตาไขว่คว้า อยากได้ อยากมี หรือคอยเปรียบเทียบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นอยู่ร่ำไป “วันหนึ่งน้องๆ ที่คามิลเลียนฯ ถามซินดี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ห้างสยามพารากอนเป็นอย่างไร ใหญ่ไหม รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นอย่างไร เคยขึ้นหรือเปล่า ตอนนั้นซินดี้แต่งงานแล้ว เลยปรึกษากับไบรอน (คุณไบรอน บิชอพ […]

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) สมบัติบน โลก ใบนี้มีไว้ให้ทุกคนชื่นชม มิใช่ให้ใครครอบครอง แม้ใครจะเป็นเจ้าของก็เป็นได้ชั่วขณะ เมื่อถึงเวลาวางก็ต้องวางให้ได้ ทุกคนต้องหัดวาง ถ้าไม่หัดอาจติดขัดเวลาเดินทางกลับ เรามาอยู่บนโลกนี้เพียงมือเปล่า เพียงร่างกายเท่านั้นที่เรานำมาหรือนำเรามา สมบัติทั้งปวงเราหาใหม่ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเงินทอง บ้านเรือน การศึกษา บาปกรรมและบุญกุศลตกแต่งให้เราเกิดมาแตกต่างกัน การมาเกิดจึงเหมือนการเดินทางมาท่องเที่ยว คลอดจากครรภ์แม่เหมือนเดินลงจากเครื่องบิน มองเห็นทิวเขา ดอกไม้ ผู้คนสวยงาม อากาศดีสดชื่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เรารู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจสังเกตเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ต่างสถานที่ อากาศดีอาหารดี เพื่อนดี เราจะเบิกบานใจ พอใจ สุขใจ ชีวิตเป็นเช่นนี้ คนใหม่ตื่นเต้น คนเก่าเริ่มเดินทางซ้ำซากสายเก่าที่เคยเดิน เคยเที่ยว เคยกิน เคยมี เคยเห็น เคยเป็นเจ้าของ ยิ่งถ้าใครถึงจุดหมายของชีวิตสูงสุดตั้งแต่เยาว์วัยยิ่งทำให้ต้องคิดหนัก เพราะอะไรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เราได้หมดแล้ว ชีวิตที่เหลืออีกตั้งนานจะทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องของการทำสาธารณประโยชน์เกิดขึ้น ใครมีมากมีน้อยยังไม่สำคัญเท่ากับใครทำให้คนอื่นได้มากกว่ากัน การให้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของบุญกุศล เพราะจะทำให้เรามีความสุขยิ่งกว่าการมี ตอนแรกเราอาจคิดว่าการมีมากๆ คือความสุข การได้ครอบครองคือความยิ่งใหญ่ แต่ความจริงการได้เป็นผู้ให้ต่างหากคือความสุขใจ ภูมิใจ ลองคิดดู ในชีวิตจริงของเรา เราภูมิใจเมื่อเราหาเงินได้ซื้อของที่ต้องการได้ ได้กิน ได้ไปตามปรารถนา เราภูมิใจมากแต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่าเราทำได้อย่างที่เราทำ เราจะมีความภาคภูมิใจ ปลื้มปีติยินดีไม่สิ้นสุด อย่างน้อยที่สุดก็คนใกล้ชิดเรา เช่น ภรรยา สามี ลูก ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ต่อมาถึงคนอื่นที่ยากจนขาดแคลน ด้วยเหตุนี้จึงมีเศรษฐีจำนวนไม่น้อย เวลามีเงินทองมากมายเหลือใช้แล้วนำเงินมาทำการกุศล เช่น ตั้งมูลนิธิการศึกษา สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัยเพื่อให้ใจบางเบาต่อการยึดครอง การให้เป็นกำไรของชีวิตเสมอ   Photo by Slava Bowman on Unsplash Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จงปล่อยวาง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะสอนใจ จากพระไพศาล วิสาโล ฝึกปล่อยวาง ด้วยคำสอน หลวงพ่อชา สุภทฺโท 6 คำสอนปล่อยวางจากทุกข์ โดย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ อริยสงฆ์แห่งเมืองเชียงใหม่

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ ถาม : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย (ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อคูณ) แล้วนักศึกษาที่ไปเรียนจากร่างท่านกลับนำความรู้ที่ได้ไปเป็นแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ เป็นแพทย์พาณิชย์ เห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตคนไข้ นักศึกษาเหล่านั้นจะบาปกว่าที่ศึกษาจากร่างคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระสงฆ์หรือไม่ ตอบ : คนตายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือเป็นฆราวาสล้วนเป็นซากศพทั้งนั้น เป็นสภาพขันธ์ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟที่แตกสลายไปเหมือนกันหมด ร่างกายของอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจของผู้บริจาคที่มีแต่ความสุขในการสร้างทานบารมีและน้ำใจอันงดงาม อันประกอบไปด้วยกรุณาธรรมในการช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ส่วนนักศึกษาแพทย์อาศัยร่างของอาจารย์ใหญ่ในการศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม แล้วนำความรู้นั้นไปใช้ในทางเอารัดเอาเปรียบคนไข้ซึ่งตกอยู่ในสภาพที่ต้องทนทุกข์กับอาการป่วยไข้นั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะแพทย์เป็นความหวังของคนไข้ เป็นประดุจดังเทวดาผู้มีฤทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัย หากจะมีแพทย์แบบนี้อยู่ในสังคมซึ่งคิดว่ามีเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ก็คงต้องอยู่ที่จิตสำนึกหรือจรรยาบรรณของแพทย์เอง ดังนั้นที่ถามว่า การอาศัยร่างของพระจะบาปมากกว่าร่างของฆราวาสหรือไม่ คำตอบก็คือ ล้วนเป็นบาปกรรมทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ศึกษาเองว่า จะสำนึกในบุญคุณแล้วนำความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยน้ำใสใจจริง มุ่งผลแห่งการรักษาให้หายจากโรคนั้น ๆ เป็นประเด็นหลัก ส่วนค่าจ้างหรือผลตอบแทนภายนอกนั้นให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้   ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ภาพ : palungjit Secret Magazine (Thailand) หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : พยายาม ช่วยแมว โดนยาเบื่อ แต่ไม่สำเร็จแมวตาย อย่างนี้บาปไหม อุทาหรณ์บาป! เมื่อหมดเวลาของ “บุญ”  ก็คือเวลาของ “กรรม” บุญ-บาปในทรรศนะของ 3 ดาราดัง Dhamma […]

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ถาม: ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้างขอรับพระอาจารย์ ตอบ: ศีลข้อกาเมฯนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงเรื่องการล่วงละเมิดกับเพศตรงข้ามที่มีเจ้าของ คือเรื่องสามีกับภรรยาโดยตรงเลย เพราะว่าการผิดลูกผิดเมียทำให้คู่ครองต้องเป็นทุกข์ พ่อแม่และลูกก็พลอยเป็นทุกข์ โดยการล่วงกรรมบถที่ครบองค์ ๔ ของกาเมสุมิจฉาจารนั้นประกอบไปด้วย หนึ่ง อคมนิยวตฺถุ มีคนที่เราจะล่วงละเมิดคือผัวเมียคนอื่น สอง ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะผิดลูกเมียเขา สาม ปโยโค เรามีความพยายามที่จะประพฤติผิดกับลูกเมียเขา และสี่ มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ เรามีความยินดีที่ได้ทำอย่างนั้น   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Zoltan Kovacs on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily: […]

เหตุผลที่ พ่อ แม่ ไม่ควรสแกนคนรักของลูก อย่าใช้ความรักทำร้ายคนที่ตนรัก

ความรักถ้าวางใจไม่ถูกที่ พ่อ แม่ หลายคนรักลูก แต่กลับทำร้ายจิตใจของลูก ทำให้ลูกไม่มีความสุขทั้งๆ ที่ก็รักและหวังดีต่อลูก เรื่องจริงที่ชวนติดตาม

ไตรสิกขา – พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

ไตรสิกขา – พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา  คือ  การเรียนรู้เรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญา ศีล คือ การควบคุมกาย สมาธิ คือการควบคุมใจ ส่วนปัญญา คือ การสลายข้อมูลคืออารมณ์ทั้งหมด ทำให้พื้นที่ในใจว่างเปล่า ไตรสิกขาเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของชีวิต ไตรสิกขาคือต้นแบบของระบบการทำงานคอมพิวเตอร์ ศีลเหมือนระบบสแกนไวรัส สมาธิเหมือนระบบจัดเก็บข้อมูลส่วนปัญญาเหมือนระบบลบข้อมูลทิ้ง ในพระพุทธศาสนามีระบบลบข้อมูลทิ้ง เรียกว่า “ปัญญา” หรือ “วิปัสสนาญาณ”มองทุกอย่างในชีวิตให้เป็นไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดจากการผสมกันระหว่างธาตุดิน น้ำลม ไฟ และวิญญาณ แล้วเกิดเป็นชีวิตทำกรรม ใช้กรรม เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็แตกสลายไปตามกาล ภายในวิญญาณนั้นก็มีเมล็ดพันธุของกรรมบรรจุอยู่ พร้อมที่จะงอกขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากวิญญาณเหนี่ยวภพชาติได้บางครั้งเกิดเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นคนก็มีเผ่าพันธุ์และความเป็นอยู่ที่ต่างกัน บางคนเกิดมาแข็งแรง แต่บางคนพิการ บางคนอายุยืน แต่บางคนอายุสั้น บางคนร่ำรวยบางคนยากจน บางคนรูปงาม บางคนขี้เหร่ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุญทำกรรมแต่ง บุญกรรมอยู่ที่ไหน มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อยู่ภายในจิตหรือวิญญาณ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เดินทางมาพร้อมกัน ส่วนที่ 2 สร้างขึ้นมาใหม่ ขณะใช้กรรม มนุษย์ก็สร้างกรรมใหม่ด้วย ชีวิตมนุษย์คือสุดยอดคอมพิวเตอร์ไตรสิกขาจึงเป็นระบบการทำงานของชีวิตไม่ต่างจากระบบคอมพิวเตอร์   ภาพ : pixabay บทความน่าสนใจ การให้ทานที่ได้ผลสมบูรณ์ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เทคโนโลยีของจิต บทความให้แง่คิด จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) Dhamma Daily : ถ้ามีแฟนอยู่แล้ว แต่ไป คุยกับผู้ชายคนอื่น แบบเพื่อนให้คำปรึกษาถือว่าผิดศีลไหม การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกัน สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี? ปัญญาธรรมประจำวันนี้ : ในฐานะคนธรรมดาทั่วไป เราจะสามารถเข้าสู่ นิพพาน ได้หรือไม่ อานิสงส์ของการรักษาศีล โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 7 อานิสงส์ที่ได้จากการพับ ดอกบัว ถวายพระ สัญลักษณ์แห่งสมาธิและศรัทธา งานบุญเข้าพรรษา ตักบาตรบนหลังช้างที่จังหวัดสุรินทร์ งานประเพณีบุญแปลกหนึ่งเดียวในประเทศไทย    

True Story : เกือบติดคุก เพราะฆ่า… สามี

True Story : เกือบติดคุก เพราะฆ่า… สามี ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งจะต้องกลายเป็น “ฆาตกร” ฆ่า สามี เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือนฝันร้ายที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจ ฉันเกิดมาในครอบครัวยากจนที่ต่างจังหวัด พ่อแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ความที่ทั้งคู่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงิน  พ่อแม่จึงต้องเอาฉันและพี่ ๆ อีก 3 คนมาฝากตายายเลี้ยงและคอยส่งเสียเงินทองมาให้เป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ฉันจึงเติบโตมาแบบไม่ได้สุขสบายนัก หลังเรียนจบ ป. 4 ฉันย้ายมาทำงานที่โรงงานในกรุงเทพฯ พอพ่อเสียชีวิตด้วยมะเร็งในช่องปาก พี่สาวจึงรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ส่วนฉันพบรักกับสามีคนแรกและแต่งงานกัน มีลูกด้วยกันสองคน หญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง แต่อยู่กินกันได้ไม่กี่ปี เนื่องจากสามีเจ้าชู้มากจนฉันทนไม่ไหว จึงขอเลิกกับเขาในที่สุด สามีรับเลี้ยงดูลูกชาย ส่วนฉันเลี้ยงดูลูกสาวต่อมาฉันย้ายไปทำงานหล่อพระที่จังหวัดปราจีนบุรี และพบรักกับสามีคนที่สองซึ่งทำงานหล่อพระด้วยกัน เราสองคนแต่งงานกันและมีลูกสาวหนึ่งคน ชีวิตแต่งงานกับสามีคนที่สองเหมือนนรกจริง ๆ เพราะพอเขาดื่มเหล้าทีไร เป็นต้องทุบตีฉันทุกครั้ง แถมตอนหลังยังห้ามไม่ให้ฉันไปทำงานอีกต่างหาก พอถามเหตุผลเขาก็ตอบว่า “ไม่มีเหตุผลหรอก บอกไม่ให้ไปทำก็ไม่ต้องทำ” ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเขาหึงหวงฉันมากกว่า จึงไม่อยากให้ไปทำงานที่ไหน พอไม่ได้ทำงาน ฉันก็ไม่มีเงินใช้  สามีให้เงินบ้างไม่ให้บ้าง ฉันและลูกต้องอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ บางครั้งฉันนอนร้องไห้คนเดียว คิดว่าทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้ ตัวเองอดยังไงไม่ว่า แต่ขอให้ลูกมีกิน พอหนีไปทำงานหาเงินก็โดนสามีตามไปจับมาขังไว้ในบ้าน ไม่ยอมให้ไปไหน ต่อมาฉันล้มป่วยเป็นมะเร็งปอด เขาก็ไม่เคยเหลียวแล ยังดีที่เถ้าแก่ที่เคยทำงานด้วยเห็นใจ  คอยให้คนมาป้อนข้าวป้อนน้ำและพาไปหาหมอเป็นประจำ ฉันรักษาตัวอยู่สองปีก็หายจากโรคมะเร็งปอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้จะหายป่วยแล้ว แต่ชีวิตใช่ว่าจะดีขึ้น สามียังชอบทุบตีฉันเหมือนเดิม ในที่สุดฉันตัดสินใจหอบลูกหนีไปอยู่กับพี่สาวย่านพุทธมณฑล เขาก็ตามมารังควานถึงบ้าน ยืนด่าอยู่หน้าบ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นประจำ จนชาวบ้านแถวนั้นเริ่มเห็นเป็นภาพชินตาไปแล้ว เจออย่างนี้บ่อย ๆ เข้า ฉันต้องหนีไปนอนที่โรงรถบ้าง ป้ายรถเมล์บ้าง เพราะไม่อยากให้เขาสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวพี่สาว เคยไปแจ้งความ ตำรวจมารวบตัวเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่กลัว ทำเหมือนเดิมอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายฉันต้องยอมแพ้ คิดว่าโชคชะตาคงกำหนดให้ต้องเจอเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าสามีเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาแต่ชาติปางไหน ถึงได้ตามมาทำให้ชีวิตฉันเหมือนตายทั้งเป็น นี่คงเป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้ให้เขา ฉันตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กับสามี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพี่สาว ใจจริงไม่อยากอยู่กับเขาเลย  แต่จำต้องทนอยู่เพราะไม่อยากให้เขาตามมารังควานที่บ้านพี่สาวอีกสามีห้ามไม่ให้ฉันไปทำงานเหมือนเดิม ไม่ว่า หนีไปทำงานที่ไหนเขาก็ตามไปโวยวายจนฉันต้องออกจากงานทั้งที่รายได้ดี งานเดียวที่เขาไม่ห้ามคือทำงานที่ร้านอาหารของพี่สาว ฉันจึงได้งานนี้เลี้ยงดูตัวเองและลูก โดยเขาไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวเลย เพราะทำงานได้เงินมาก็เอาไปลงขวดเหล้าหมด จุดเริ่มต้นของฝันร้ายเกิดขึ้นเมื่อลูกสาวคนโตที่เกิดกับสามีคนแรกจะแต่งงาน วันนั้นพอเลิกงานจากร้านอาหาร  กลับถึงบ้านฉันบอกเขาว่า      “พี่ พรุ่งนี้วันแต่งงานลูกสาวฉัน ฉันจะไปยืมหม้อข้าวหม้อแกงที่วัดไปงานแต่งนะแล้วทำใจหน่อยนะ เพราะสามีเก่าฉันจะมาฉันอาจโดนเรียกไปรับไหว้คู่กันกับเขานะ” แค่นั้นแหละ เป็นเรื่อง สามีโวยวายหาว่าฉันจะกลับไปคืนดีกับสามีเก่า เข้ามาจิกหัวและตบตีอย่างรุนแรง  บอกให้ปล่อยเขาก็ไม่ยอมหยุด และเริ่มใช้มือบีบคอจนฉันแทบหายใจไม่ออก “ปล่อยนะ ฉันเจ็บ ๆ” นาทีนั้นไม่ว่าจะร้องไห้อ้อนวอนสามีอย่างไรเขาก็ไม่ยอมหยุดบีบคอ ฉันพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด คิดในใจว่าจะตายไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังมีลูกสาวที่ต้องดูแล ขณะที่เหตุการณ์กำลังชุลมุน ฉันเหลือบไปเห็นมีดตกอยู่ใต้โซฟาใกล้ ๆ จึงคว้ามีดนั้นมาป้องกันตัว ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใช้มีดแทงไปตอนไหนมารู้อีกทีตอนเห็นสามีนิ่งไปและมีเลือดไหลซึมออกมาบริเวณซี่โครง ไม่รู้ว่าเขาตายหรือยังแต่ความที่ตกใจมากจึงรีบคว้าเงินและกระเป๋าถือวิ่งหนีออกมาจากบ้านทันที เวลานั้นฉันเหมือนคนไร้สติ ไม่รู้จะไปทางไหน คิดแต่ว่าทำร้ายเขาไปแล้ว ไม่รู้ตำรวจจะตามมาจับไหม จึงเรียกแท็กซี่แล้วหนีไปหาเพื่อนที่ทำงานอยู่แถวศาลายาพอคุยโทรศัพท์กับญาติ เขาบอกว่าสามีฉันเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล วินาทีที่ได้ยินเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่กลางศีรษะ ไม่อยากเชื่อ ฉันร้องไห้เหมือนคนเสียสติ ไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองต้องกลายมาเป็นฆาตกรเพราะถึงแม้ฉันจะโกรธเกลียดสามีแค่ไหนแต่ไม่เคยคิดอยากให้เขาตายด้วยน้ำมือฉันเลย  ในใจฉันคร่ำครวญว่าทำไมโชคชะตาจึงโหดร้ายอย่างนี้  ไม่รู้ว่าเคยไปทำเวรกรรมอะไรกับสามีไว้  จึงต้องจบลงแบบคู่กรรมคู่เวรกันเช่นนี้ วันรุ่งขึ้นพี่สาวโทร.มาบอกให้ไปมอบตัวดีกว่าหนีไปแบบนี้ ฉันจึงเข้ามอบตัวกับตำรวจเพราะคิดว่าไหน ๆ คนก็ตายไปแล้ว ฉันควรกลับมาต่อสู้คดีเพื่อตัวเองและลูกสาว ตอนนั้นฉันกลุ้มใจว่าคงโดนโทษจำคุกและจะไม่ได้อยู่กับลูกอีกต่อไป แล้วถ้าเกิดติดคุก ลูกจะอยู่อย่างไร  จึงบอกลูกสาวว่า   “ทำใจไว้นะลูก ถ้าวันไหนแม่เข้าคุกก็ให้เตรียมตัวไปรับศพแม่กลับมาได้เลย” สาเหตุที่พูดอย่างนั้นไป เพราะคิดว่าถ้าติดคุกก็เหมือนตายแล้วทั้งเป็น จึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปให้เป็นภาระลูกหลาน ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาลำบากดูแลฉันระหว่างอยู่ในคุก แต่ลูกสาวก็พยายามปลอบประโลมฉันว่า “แม่ไม่ติดคุกหรอก ทำใจดี ๆ ไว้นะ” โชคดีที่ตำรวจปล่อยตัวฉันทันทีหลังทำแผนสารภาพ แล้วได้มูลนิธิผู้หญิงช่วยเหลือเรื่องคดี ทำให้ฉันใจชื้นขึ้นบ้าง แต่ช่วงที่ต่อสู้คดี ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่มีเงิน ไม่มีงาน จึงกลับไปทำงานหล่อพระอีก แต่งานไม่ค่อยมี จึงไม่มีรายได้อะไรมากนัก แถมยังติดหนี้คนอื่น ตอนหลังมูลนิธิผู้หญิงเข้ามาช่วยเหลือและมอบเงินให้ไปใช้หนี้ฉันใช้เงินที่เหลือไปเป็นต้นทุนขายหมูปิ้งแถวบ้านเพื่อหาเงินให้ลูกไปเรียนหนังสือ แม้ชีวิตจะหนักหนาสาหัสเพียงไร แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทนอยู่ได้ทุกวันนี้คือ “ลูก” คำเดียวแท้ ๆ ฉันต่อสู้คดีนานหลายเดือน จนถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาคดี ฉันตื่นเต้นและกังวลมาก กลัวว่าตัวเองจะถูกจำคุก จำได้ว่าพอศาลอ่านคำพิพากษาว่าฉันต้องโทษฆ่าคนตาย ศาลพิพากษาให้จำคุก 5 ปี วินาทีนั้นน้ำตาไม่ไหล แต่รู้สึกได้ว่าสะอื้นอยู่ข้างในอกตัวฉันสั่นไปหมด หันไปมองลูกสาวสองคนก็เห็นทั้งคู่จับมือสองข้างฉันไว้แน่นและร้องไห้ส่วนพี่สาวและพี่เขยก็ร้องไห้ตามกันหมด แต่สุดท้ายเหมือนปาฏิหาริย์ยังมีจริงเพราะศาลอ่านคำพิพากษาต่อว่าฉันไม่เคยต้องคดี ไม่เคยฆ่าคน เป็นคนดีทำมาหากิน จึงให้ลดโทษเป็นรอลงอาญา 2 ปีครึ่ง ฉันฟังแล้วเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ โผเข้ากอดลูกสาวและพี่สาว […]

ยอดเยี่ยม! เจ้าสาว ยกเลิกงานแต่ง งาน นำเงินไปเลี้ยงเด็กยากไร้

ยอดเยี่ยม! เจ้าสาว ยกเลิกงานแต่ง งาน นำเงินไปเลี้ยงเด็กยากไร้ Yiru Sun ก็เช่นกัน เธอตกลงแต่งงานกับว่าที่สามีและแพลนจะจัดงานขึ้นในนิวยอร์ก ทว่าเมื่อใกล้วันงาน เธอกลับไม่สามารถตกลงเรื่องสัญญาก่อนสมรสกับว่าสามีได้ลงตัว เธอจึง ยกเลิกงานแต่ง ! เชื่อว่าผู้หญิงหลายคน ใฝ่ฝันจะได้แต่งงานกับชายที่รักสักวัน และยังฝันอีกว่าวันนั้นเธอจะงดงามราวกับเจ้าหญิง         Yiru Sun ก็เช่นกัน เธอตกลงแต่งงานกับว่าที่สามีและแพลนจะจัดงานขึ้นในนิวยอร์ก ทว่าเมื่อใกล้วันงาน เธอกลับไม่สามารถตกลงเรื่องสัญญาก่อนสมรสกับว่าสามีได้ลงตัว ในที่สุดทั้งคู่จึงตัดสินใจล้มเลิกงานแต่งงาน ไม่เพียงเท่านั้น Yiru Sun ต้องเสียใจซ้ำสองเมื่อเธอรู้ว่าไม่สามารถเรียกเงินค่าจัดงาน 8,000 ดอลล่าร์หรือเฉียดๆ 3 แสนบาทคืนได้     หลายคนหากเผชิญเหตุการณ์อย่างนี้คงเศร้าเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่เธอกลับตั้งสติได้และตัดสินใจว่าจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้สถานที่จัดงานนั้นแหละเป็นที่จัดเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ยากไร้ 60 คนพร้อมกับครอบครัวของเด็กๆ ด้วย เธอบอกว่า   “ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เป็นเจ้าหญิงในวันแต่งงาน แต่ฉันก็สร้างเทพนิยายที่เป็นจริงให้กับเด็กๆ ได้”     เธอเล่าให้แขกในงานฟังว่า เธอเป็นหญิงสาวชาวจีนที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน แต่ด้วยความใฝ่เรียนจึงมีโอกาสไปเรียนที่อเมริกา […]

Dhamma Daily : เวลาที่เรา อนุโมทนาบุญร่วม กับคนอื่นนี่มีอานิสงส์จริงไหมคะ

Dhamma Daily : เวลาที่เรา อนุโมทนาบุญร่วม กับคนอื่นนี่มีอานิสงส์จริงไหมคะ มีคำตอบเกี่ยวกับการทำบุญส่งมาจากสมาชิกค่ะ การ อนุโมทนาบุญร่วม กับคนอื่น มีอานิสงส์จริงไหม เป็นคำถามที่น่าสนใจค่ะ เพื่อคนไทยเรามักคุ้นเคยกันดี แต่ไม่ทราบความหมาย จึงขอความกรุณาของพระอาจารย์มานพ อุปสโม ช่วยไขความกระจ่าง ถาม เวลาที่เราอนุโมทนาบุญร่วมกับคนอื่นนี่มีอานิสงส์จริงไหมคะ ตอบ การอนุโมทนาบุญเป็นบุญชนิดหนึ่งเรียกว่า ปัตตานุโมทนามัยบุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนายินดี อย่างเวลาคนไปทำบุญถือศีลภาวนา เขามักจะกลับมาบอกคนใกล้ชิดว่า “เอาบุญมากฝากนะแบ่งส่วนบุญให้นะ” ซึ่งการที่เขาบอกเราแปลว่าเขาให้โอกาสเราได้ทำบุญข้อนี้ ถ้าเราอนุโมทนาชื่นชมยินดีไปกับเขา ก็ได้บุญเหมือนกัน แต่เคยเห็นไหม บางคนบอกว่าแบ่งบุญให้นะ แต่คนฟังหน้าบึ้งใส่ไม่ได้นึกนิยมยินดี อันนี้ก็ไม่ได้บุญ   พระอาจารย์มานพ อุปสโม พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาธรรม   หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected]   Photo by NASA on Unsplash Secret Magazine […]

อานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ เรื่องเล่าสมัยพุทธกาล

เรื่องอานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 26 ข้อ 44 ได้กล่าวถึงการอนุโมทนาบุญของเพื่อนนางวิสาขาไว้

3 ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ปลูกสีเขียวในหัวใจ ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน

3 ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ปลูกสีเขียวในหัวใจ ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครคนหนึ่งจะตัดสินใจลุกขึ้นมา ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน แต่อาจเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อต้นไม้เหล่านั้นไม่ได้ปลูกในพื้นที่ของตนเอง หากแต่เป็นพื้นที่สาธารณะ…     ความพยายามของคุณตากับบุษบาเริงระบำ ดาวกระจาย ดาวเรือง บานไม่รู้โรย ชบา  พังพวยบานชื่น พวงแสด พุทธชาด ดอกรัก ที่เบิกบานเริงร่าอยู่บริเวณสองฟากถนนของหมู่ 3 เชื่อมหมู่ 8 ของตำบลหนองพระ จังหวัดพิษณุโลก คือฝีมือของคุณตาบุญเพ็ญ สุขเกษม คุณตาผู้มีเคียวเป็นอาวุธประจำกาย “เห็นแล้วมันชื่นใจเนอะ…”  คุณตาบุญเพ็ญ ยิ้มกว้าง ก่อนจะเล่าว่า เมื่อก่อนคุณตาเคยเป็นลูกจ้างทำสวนที่โน่นที่นี่มาก่อน กระทั่งวันหนึ่งคิดได้ว่า ชีวิตตัวเองไม่ต่างอะไรกับขอทานที่เร่ร่อนไปมา ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ว่าแล้วคุณตาจึงหันมาปลูกผักสวนครัวจริงๆ จังๆ “ตอนนั้นปลูกหลายอย่าง กะหล่ำปลี หัวหอม พริกหยวก…เอามาปลูกเพื่อส่งขายเข้าปากคลองตลาด สมัยนั้นแถวบ้านยังไม่มีใครปลูกผักสวนครัวขายเท่าไร เราทำก่อนเลยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนมีเงินเก็บ หลังจากนั้นก็ซื้อนาได้ 100 กว่าไร่ เงินที่มีก็ส่งลูกเรียนจนจบ” เมื่อลูกๆ ทำงาน คุณตาก็เริ่มมีเวลามาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก อย่างการถางป่า ขุดดินปลูกต้นไม้ จนสุดท้ายมาจบลงที่การออกกำลังกายด้วยการปลูกดอกไม้นับพันดอก… “ปลูกดอกไม้ได้สุขภาพสองอย่าง…สุขภาพกายกับสุขภาพจิต สุขภาพกาย เราได้ความแข็งแรง เพราะออกแรงปลูกดอกไม้ตลอด ส่วนสุขภาพจิต พอได้ปลูกดอกไม้ ใจเราก็สดชื่น เบิกบาน เพราะเราชอบดอกไม้ ได้ดูแล ได้เห็นดอกไม้เติบโตขึ้นมาสวย เราก็ดีใจ   “ตาจินตนาการเอาไว้แล้วว่า  ถ้าตาย ทางเดินข้างหน้าของตาคงจะมีดอกไม้อยู่สองข้างทางเหมือนกับดอกไม้ที่ตาปลูกไว้สองข้างถนนนี้…   “ที่ตาทำนี่ ใครจะยึดเอาเป็นกรรมสิทธิ์ไม่ได้นะ ต้องช่วยกันดูแล เพราะตาไม่ได้ทำให้เป็นของตัวเอง แต่เป็นของสาธารณะ ใครอยากมาดูก็ได้ มาขอดอกไม้ก็ได้ ไม่ต้องซื้อต้องขาย ตาให้ฟรีๆ” ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวันครู เด็กๆ จะรีบวิ่งมาเรียก“คุณตาๆ” เสียงดังที่หน้าบ้าน เพื่อขอดอกไม้ไปจัดพานหน่วยข้าราชการก็จะกริ๊งกร๊างมาขอดอกไม้ไปประดับศูนย์ราชการ ยามเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาดูงาน เป็นเวลากว่าสองปีที่คุณตาบุญเพ็ญลงมาดูดอกไม้ทุกวี่วัน แต่ปัจจุบันด้วยวัยที่ชราลงเรื่อยๆ  ส่งผลให้คุณตาไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เดี๋ยวนี้จึงทำได้แค่ถางหญ้าหรือวัชพืชที่ขึ้นมารกรุงรังเท่านั้น ทว่าดอกไม้ที่คุณตาเคยปลูก ยังคงเริงระบำชูช่ออยู่เช่นเดิม ไม่ต่างกับความรักของคุณตาที่มีให้กับธรรมชาติ   ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 100 ผู้เขียน/แต่ง : ณัฐนภ ตระกลธนภาส ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี 0 ต้อยติ่ง […]

สามีคุยโทรศัพท์กับแฟนเก่า แต่อ้างว่าคุยแบบเพื่อน

ดิฉันกับสามีแต่งงานกันมาเป็นเวลาเกือบสิบปี วันหนึ่งสามีของดิฉันไปพบเพื่อนสมัยเด็ก เขาเล่าให้ฟังว่าเป็นรักแรกพบของเขา จากนั้น สามีคุยโทรศัพท์กับแฟนเก่า มาตลอด ทั้งๆ ที่ฝ่ายหญิงก็มีสามีแล้ว

Dhamma Daily : เหตุใดพุทธศาสนาจึงสอนให้คนไม่ควรมี ” อัตตา “

Dhamma Daily : เหตุใดพุทธศาสนาจึงสอนให้คนไม่ควรมี ” อัตตา “ อัตตา ในพระพุทธศาสนา คงเป็นหลักธรรมหรือทรรศนะของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้ชาวพุทธอย่างเรา ๆ สงสัย คราวนี้มีผู้สงสัยส่งคำถามเข้ามา พระอาจารย์จะตอบประเด็นให้กระจ่าง ถาม: มนุษย์ที่มีอัตตา มักจะไม่ยอมแพ้ใคร และทะเยอทะยานกระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต หากมันก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขนาดนั้น เพราะเหตุใดพุทธศาสนาจึงสอนให้คนไม่ควรมีล่ะคะ   ตอบ: มนุษย์ที่อยู่ในโลกียะยังคงมีอัตตาได้ เพื่อจะไปสู่จุดมุ่งหมายในชีวิตโดยการใช้กิเลส ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จ แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนถาวร คลื่นลูกใหม่ย่อมเร็วและแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ ถ้าคนที่มีอัตตาสูงแล้วรับไม่ได้ที่ถูกคลื่นลูกใหม่เบียดเข้ามาแทนที่ เขาจะทุกข์ทรมานมาก บางรายอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายก็เป็นได้ ในท้ายที่สุดแล้ว อัตตาคือตัวปัญหาที่ทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ ยิ่งขนาดของอัตตาใหญ่ขึ้นเท่าไร ความทุกข์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เขาจะรู้สึกใจหนักๆ เหมือนมีมวลมาถ่วง เกิดความหวาดระแวง ดิ้นรน ร้อนรุ่ม ไม่มีความสงบภายในจิตใจ แม้จะประสบความสำเร็จหรือมีเงินทองมากมายเพียงใดก็ไม่เพียงพอ เพราะยังมีความต้องการให้เป็นดังเดิมตลอดไป ธรรมะจากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by h heyerlein on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected]   บทความน่าสนใจ งามแท้ เพราะ “ไม่แน่นอน” ปรัชญาธรรมจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ศรัทธาในหัวใจ และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ อ่ำ […]

keyboard_arrow_up