อานนทเศรษฐี คนรวยผู้กลับชาติมา เกิดเป็นขอทาน

อานนทเศรษฐี คนรวยผู้กลับชาติมา เกิดเป็นขอทาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเรื่องการ เกิดเป็นขอทาน ไว้ว่า ในกรุงสาวัตถีมีเศรษฐีคนหนึ่งมีชื่อว่า “อานนทเศรษฐี” ซึ่งมีบุตรชื่อว่า “มูลสิริ” เศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ร่ำรวยมาก เขามักสอนบุตรชายของตนว่า “เจ้าจงทำให้ทรัพย์เพิ่มพูน และห้ามยกทรัพย์ให้ใคร” ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องการทำบุญทำทานอีกด้วย อานนทเศรษฐีมีขุมทรัพย์ถึง 5 แห่ง แต่กลับไม่บอกใครเลยแม้กระทั่งบุตรชายที่ตนไว้วางใจให้สืบทอดการค้าต่อจากตน จนกระทั่งสิ้นบุญลงก็ไปเกิดในท้องของนางจัณฑาลคนหนึ่ง จากนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแต่งตั้งให้มูลสิริเป็นเศรษฐีต่อจากอานนทเศรษฐี เมื่ออานนทเศรษฐีปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑาล ทำให้สามีและคนในครอบครัวไม่มีใครจ้างทำงาน แถมยังไม่ได้รับทานแม้ข้าวสักหนึ่งก้อน ทำให้ทุกคนลงความเห็นว่านางและลูกในท้องเป็นกาลกิณีจึงขับไล่ออกไป เมื่อนางจัณฑาลต้องอดทนอุ้มท้องอย่างยากลำบาก เมื่อคลอดลูกน้อยออกมาเด็กน้อยก็มีรูปลักษณ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนภูตผีที่ตัวเต็มไปด้วยฝุ่น แม้ลูกน้อยของนางจะน่าเกลียดน่ากลัวอย่างไรนางก็ไม่ทอดทิ้ง แต่วิบากกรรมที่เป็นคนตระหนี่มาแต่อดีตชาติส่งผลให้ถ้าหญิงจัณฑาลพาลูกไปทำงานด้วยจะไม่มีใครจ้างนาง แม้ข้าวสักหนึ่งก้อนก็ไม่ตกถึงท้อง หากนางไม่พาลูกมาด้วย นางกลับมีงานเข้ามาและได้รับทานกินจนอิ่มท้อง     เมื่อเด็กน้อยโตขึ้นพอที่จะเดินได้แล้ว หญิงจัณฑาลได้มอบจานกระเบื้องใบหนึ่งแก่ลูกและบอกว่าให้ใช้จานใบนี้รับทานจากโรงทานที่ตั้งอยู่ในกรุงสาวัตถี หรือจากผู้ที่อยากให้ทาน เด็กน้อยจึงยึดอาชีพเป็นขอทานและมุ่งหน้าสู่กรุงสาวัตถี เมื่อเดินผ่านเรือนของมูลสิริเศรษฐีก็จำได้ว่าตนเคยเป็นเจ้าของเรือนนี้เมื่อในอดีตชาติ เมื่อบุตรของอานนทเศรษฐีเห็นเด็กน้อยก็พากันร้องไห้ด้วยความกลัว และขับไล่เด็กน้อยออกไปให้พ้นเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังบิณฑบาตพร้อมด้วยพระอานนท์ พระองค์ทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งยังทรงเห็นด้วยพระญาณว่าเด็กน้อยคนนี้คืออานนทเศรษฐีผู้ขี้ตระหนี่กลับชาติมาเกิด พระองค์ทรงให้พระอานนท์ไปตามมูลสิริเศรษฐีออกมาจากเรือน เมื่อมูลสิริเศรษฐีมาถึงเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทูลถามว่า “พระสมณโคดมให้ข้าพเจ้าลงมาจากเรือนด้วยเรื่องอะไร” พระพุทธองค์ตรัสว่า “ท่านรู้จักเด็กน้อยผู้นี้หรือไม่” มูลสิริเศรษฐีตอบว่า “ไม่รู้จักพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เด็กน้อยผู้นี้คือบิดาของท่านที่กลับชาติมาเกิด” มูลสิริเศรษฐีถึงกับอึ้งไป พระพุทธองค์กล่าวว่า […]

นกแขกเต้าผู้ทำให้ วิมานพระอินทร์ สั่นไหว

นกแขกเต้าผู้ทำให้ วิมานพระอินทร์ สั่นไหว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหารในกรุงสาวัตถี ได้ทรงเทศนาเรื่อง วิมานพระอินทร์ หรือท้าวสักกะเทวราชสั่นไหว เพราะนกแขกเต้าเพียงตัวเดียว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ลองมาฟังไปพร้อมกันค่ะ ก่อนที่พระบรมศาสดาจะทรงเล่าเรื่องราวของนกแขกเต้าตัวนี้ ได้เกิดเรื่องน่าประทับใจขึ้นในกรุงสาวัตถีจนเป็นที่เลื่องลือไปในหมู่พระภิกษุทั้งหลาย เป็นเรื่องของพระภิกษุที่มีชื่อว่า “นิคมติสสะ” ท่านมักไปบิณฑบาตที่บ้านญาติของตนทุกวันไม่มีขาด แม้จะพำนักอยู่ที่พระเชตวันวิหารในกรุงสาวัตถี ซึ่งมีพระเจ้าปเสนทิโกศลและอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้อุปถัมภ์ก็ตาม ด้วยกิจวัตรของพระนิคมติสสะที่มุ่งมั่นไปบิณฑบาตที่บ้านของญาติอยู่เป็นนิจก็กระจายไปในหมู่พระภิกษุทั้งหลาย จนกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่องนี้เข้า พระองค์ทรงมีรับสั่งให้พระนิคมติสสะเข้าเฝ้าทันที พระบรมศาสดาทรงถามว่า “นิคมติสสะ ทำไมเธอจึงเลือกไปบิณฑบาตเฉพาะที่บ้านญาติเท่านั้น” พระนิคมติสสะถามถวายว่า “พระภิกษุในกรุงสาวัตถีได้รับการอุปถัมภ์อย่างประเสริฐสุดจากพระเจ้าปเสนทิโกศลและอนาถบิณฑิกเศรษฐี แต่ข้าพพระองค์ต้องการรับทานที่ไม่ต้องประณีต หรือประณีตก็ได้อันมาจากศรัทธาของบุคคลทั่วไป ไม่ว่าทานนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ล้วนหล่อเลี้ยงร่างกายของข้าพเจ้าได้ทั้งนั้น”     การตอบของพระนิคมติสสะแสดงให้เห็นว่าพระภิกษุรูปนี้ไม่เลือกที่จะได้รับทานอันประณีตบรรจง แต่ท่านต้องการทานตามมีตามเกิดของคนทั่วไป ซึ่งมีอยู่ในเขตอันเป็นหมู่บ้านที่ท่านเกิดนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า “ดีแล้ว ๆ ความมักน้อยเป็นกิจและเป็นประเพณีของเรา” จากนั้นพระเถระทั้งหลายจึงพากันสาธุการและสรรเสริญพระนิคมติสสะ และแล้วพระบรมศาสดาตรัสขึ้นว่า “ครั้งในอดีตกาลนานมา มีนกแขกเต้าตัวหนึ่ง อาศัยอยู่บนต้นมะเดื่อต้นหนึ่งในป่าใกล้แม่น้ำคงคา แล้วกินผลมะเดื่อบนต้นนั้นเป็นอาหาร เวลากระหายก็จะบินมากินน้ำที่แม่น้ำคงคาเป็นประจำ จนกระทั่งต้นมะเดื่อหักโค้นลง นกแขกเต้าก็ไม่ยอมไปไหน  เพราะมีความผูกพันกับต้นมะเดื่อ นกตัวนี้เป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีมาหลายภพหลายชาติจึงทำให้วิมานของพระอินทร์สั่นไหว พระอินทร์พร้อมด้วยพระนางสุชาดาต้องลงมายังโลกมนุษย์เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้วิมานสั่นไหว จนทราบว่ามีนกแขกเต้ากำลังหิวโหยอย่างน่าเวทนา พระอินทร์และพระนางสุชาดาได้สนทนาธรรมกับนกแขกเต้าจนเป็นพอพระทัย พระอินทร์จึงเนรมิตให้ต้นมะเดื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง” นกแขกเต้าตัวนั้นต่อมาคือพระสมณโคดมพุทธเจ้าพระองค์นี้นี่เอง […]

โต๊ะทำงานวัดประสิทธิภาพของการทำงานได้อย่างไร

โต๊ะทำงาน วัดประสิทธิภาพของการทำงานได้อย่างไร เราขอถามคุณว่า “บน โต๊ะทำงาน ของคุณสะอาดและเป็นระเบียบไหม หน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณมีไฟล์งานรกเต็มหน้าจอหรือไม่” คำถามนี้เป็นคำถามที่คุณคีม มูกีจะถามผู้สมัครงานอยู่เสมอ เขาเห็นอะไรจากการที่โต๊ะทำงานต้องสะอาด หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ความสามารถจัดระเบียบเป็นสิ่งกำหนดประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของงานที่บุคคลนั้นทำค่อนข้างมาก สิ่งที่เรามักมองข้ามกันคือความสามารถจัดระเบียบแสดงให้เห็นความจริงว่า ประสิทธิภาพการทำงานของคนนั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหนนั่นเอง คนที่โต๊ะทำงานไม่สะอาด ส่วนใหญ่ลิ้นชักโต๊ะจะไม่มีระเบียบรวมไปถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย คนประเภทนี้มักทำใบเสร็จหาย และบางทีจำไม่ได้ว่าบันทึกงานเก็บไว้ในโฟลเดอร์ไหนบ้าง ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นมักกรอกตัวเลขในเอกสารผิดพลาด     ในทางกลับกัน คนที่โต๊ะทำงานสะอาด ส่วนใหญ่จะดูแลลิ้นชักโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่รกไปด้วยโฟลเดอร์ เขาจะจัดโฟลเดอร์เป็นระเบียบเรียบร้อย คนประเภทนี้จะจัดระเบียบแม้กระทั่งวิธีคิดและข้อมูลต่าง ๆ ทำให้ดึงเอาข้อมูลที่จำเป็นออกมาใช้ได้ทันท่วงที ลองสังเกตจากขอให้เพื่อนที่มีลักษณะคนประเภทนี้ค้นไฟล์งานให้ดูสิ เขาจะค้นเจออย่างรวดเร็วราวกับดีดเปียโน และสามารถดึงไฟล์จากโฟลเดอร์ออกมาได้อย่างไม่งงว่าเอาเก็บไว้ที่ไหน แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของเขาแล้ว ว่ารวดเร็วและละเอียดลอออย่างไร สิ่งที่น่ามหัศจรรย์สำหรับคนประเภทนี้คือ เมื่อให้เลือกร้านอาหารสักร้าน เขาจะหาข้อมูลไว้ล่วงหน้า ต่อให้เดินหลงทางก็จะเสียเวลาไม่มาก แถมไม่ต้องเสียเวลาเปิดระบบจีพีเอสค้นหาอีกด้วย     เรื่องนี้ผมสัมผัสได้จากเพื่อนชาวแคนาดาเชื้อสายสิงคโปร์คนหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวไตหว้นกับผม และเขาเองก็จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับไต้หวันได้เป็นอย่างดี หาข้อมูลละเอียดมากแม้แต่ว่าจะกินที่ไหนดี รวมไปถึงการวางแผนกินอาหารมื้อเช้า กลางวัน และเย็น เมื่อผมได้กินอาหารในร้านที่เพื่อนพาไปกินก็พบว่าอาหารในแต่ละร้านล้วนอร่อย แสดงว่าเพื่อนคนนี้ใส่ใจรายละเอียดมาก แม้จะเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นตอนที่ผมไปอยู่ที่อินเดียแล้วนัดเพื่อนชาวเยอรมันกินข้าว […]

พระพุทธิวงศมุนี มอบหมายให้เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ตั้งโรงครัวช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

พระพุทธิวงศมุนี มอบหมายให้เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ตั้งโรงครัวช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นอีกหนึ่งข่าวที่น่ายินดีและอนุโมทนาเมื่อพุทธบุตร ผู้ถือธงไชยแห่งพระอรหันต์ได้ร่วมกันช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตตโร ปธ.7) พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร และรองเจ้าคณะภาค 5 มอบหมายให้ พระราชรัตนสุธี (ขวัญรัก มหาวายาโม) ปธ.8 ดร. เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก และ พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ (สุเทพ สุเทวเมธี) ปธ.6 ดร. เลขานุการรองเจ้าคณะภาค 5 จัดตั้งโรงครัวหลวงพ่อพระพุทธชินราชขึ้น ที่วิทยาลัยสงฆ์พระพุทธชินราช  หมู่ 6 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีพระภิกษุ สามเณร และคณาจารย์วิทยาลัยสงฆ์ พร้อมด้วยชาวบ้านช่วยกันทำอาหารกล่อง และจัดเตรียมข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด และยาทากันยุง เพื่อแจกจ่ายผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดพิษณุโลก         พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ (สุเทพ สุเทวเมธี ) ปธ.6 ดร. เลขานุการรองเจ้าคณะภาค 5 […]

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจากการคิดว่าห้องเป็นเพียงที่ซุกหัวนอน

โรคซึมเศร้า ที่เกิดขึ้นจากการคิดว่าห้องเป็นเพียงที่ซุกหัวนอน ปัจจุบันนี้มีคนป่วยเป็น โรคซึมเศร้า มาขึ้น คงเนื่องมาจากความกดดันของสังคมที่มีการแข่งขันกันสูง เรื่องที่ซีเคร็ตนำมาเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องจากคุณเคโซ ยะโน เจ้าของงานเขียนเรื่อง “แค่ปรับปรุงบ้าน ชีวิตทุกด้านก็สำเร็จ” การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า บอกได้เลยว่าเกี่ยวค่ะจากเรื่องที่คุณเคโซ ยะโน สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์เรื่องบ้านมาอย่างยาวนาน และนี่คือประสบการณ์ที่คุณเคโซอยากแชร์ คุณเคโซเล่าว่า มีผู้ชายคนหนึ่งอายุ 30 ปีต้น ๆ ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณาขนาดกลางแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่เขากำลังมองหาบ้านใกล้ที่ทำงานเพราะงานเยอะและต้องกลับบ้านดึกทุกวัน เขาก็เจอห้องหนึ่งที่อยู่ชั้นใต้ดิน ราคาถูกกว่าที่อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงกว่า สองหมื่นเยน เขาคิดว่า “เอาเถอะ ยังไงก็มีไว้แค่ซุกหัวนอน” จึงทำสัญญาและย้ายเข้ามาอยู่ในห้องนั้น แต่หลังจากย้ายเข้ามาได้ 1-2 เดือนก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพแย่ลงเรื่อย ๆ ตอนเช้าก็ตื่นไม่เต็มตา แม้จะตื่นแล้วก็ยังรู้สึกเพลีย และถึงจะนอนต่อก็ยังรู้สึกเหนื่อย อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบกับงาน เขาขาดสมาธิจนทำงานผิดพลาด ประสิทธิภาพในการทำงานที่ค่อนข้างดีกลับลดลง ถึงเขาจะคิดได้ว่า “ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” แต่สภาพร่างกายของเขาก็ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแม้แต่น้อย ความเครียดและความอ่อนล้าเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ความกระฉับกระเฉงก็ค่อย ๆ หายไป กระทั่งปีต่อมาเขาเข้าโรงพยาบาลและได้รับยารักษาโรคซึมเศร้า เขาสร้างกำลังใจให้ตัวเองให้ทำงานและกินยาสม่ำเสมอ […]

“จะอยู่ดูแลกันไปตลอด” ความรักที่ไม่ยอมทอดทิ้งกันของคุณลุงบอดกับภรรยาที่เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง 

“จะอยู่ดูแลกันไปตลอด” ความรักที่ไม่ยอมทอดทิ้งกันของคุณลุงบอดกับภรรยาที่เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง สองสามี-ภรรยาที่ต้องอยู่อย่างยากลำบากที่บ้านเลขที่ 9/3 ม.10 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง โดยสามีคือนายพาสน์ เพชรอินทร์ หรือ ลุงบอด อายุ 62 ปี เป็นผู้พิการตาบอดโดยข้างขวาบอดสนิท ส่วนข้างซ้ายนั้นเห็นภาพเลือนลาง ส่วนภรรยาคือนางสาววรรณา จิตรเที่ยง อายุ 53 ปี เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง ซึ่งอยู่ในสภาพนี้มานานถึง 5 ปีแล้ว โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้อาศัยพึ่งญาติและเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือเป็นครั้งคราว คุณป้าวรรณามีลักษณะแขนขาลีบทั้งสองข้าง ร่างกายผ่ายผอม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพียงคุณลุงบอดที่คอยดูแลไม่ห่าง ถึงแม้จะมีหน่วยงานต่าง ๆ นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมามอบให้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอ สามี-ภรรยาคู่นี้ยังต้องลำบากอยู่เหมือนเดิม     คุณลุงบอดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ตนเองอยู่กินกับภรรยามานานประมาณ 40 ปี มีลูกชายด้วยกัน 3 คน ตอนนี้ก็เติบโตและแยกย้ายกันไปมีชีวิตทำมาหากินกันหมดแล้ว นาน ๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมสักครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยได้หยิบยื่นเงินทองให้พ่อแม่เพราะลูก ๆ ก็ยังทำงานไม่เป็นหลักแหล่งหาเช้ากินค่ำ […]

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นิทานที่เขาแต่งขึ้นคือชีวิตจริงของเขา

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นิทานที่เขาแต่งขึ้นคือชีวิตจริงของเขา ไม่มีเด็กคนไหนบนโลกใบนี้ที่จะไม่เคยฟังนิทานของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน  หรืออาจไม่รู้เลยว่านิทานที่เคยอ่านหรือที่คุณแม่เล่าให้ฟังก่อนนอนทุกคืนนั้นฮันส์ คริสเตียนเป็นผู้แต่ง เขาคือราชาแห่งโลกเทพนิยายที่ไม่ได้มีชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ และเขาคงไม่คิดฝันด้วยว่านิทานของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่เด็กทั่วโลกชื่นชอบ     เขาเกิดในสลัม คุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ซึ่งด่วนจากเขาไปตั้งแต่ฮันส์ยังเด็ก ส่วนคุณแม่มีอาชีพรับจ้างซักผ้า ชีวิตของเขาช่างไม่ต่างจากนิทานเรื่องหนึ่งที่เขาแต่งเลย นั่นคือ “ลูกเป็ดขี้เหร่” เพราะเขามีรูปลักษณ์ที่ประหลาด (อาจเรียกว่าขี้เหร่ก็น่าจะได้) จึงกลายเป็นที่ขบขันของเพื่อน ๆ ซ้ำร้าย เมื่อหนุ่มน้อยฮันส์เอาจริงเอาจังกับการเป็นนักเขียนบทละคร แล้วความสามารถไปเข้าตา โจนาส คอลลิน ผู้กำกับและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง โจนาสจึงรับเลี้ยงและส่งเสียฮันส์เรียนจนจบ แต่ระหว่างที่ฮันส์เรียนหนังสือเขาต้องอดทนต่อการล้อเลียนจากเพื่อนร่วมชั้น เพราะเห็นว่าฮันส์มีอายุมากกว่าเพื่อนในระดับชั้นเดียวกัน สุดท้ายเขาก็เรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัย การที่โจนาส คอลลินส่งเสริมฮันส์จนเรียนจบไม่ต่างจากการติดปีกความฝันและจินตนาการให้กับเขา ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ อาจเป็นโอกาสที่ฮันส์ได้บ่มเพาะและมีคลังความรู้กักเก็บไว้ และพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ในภายภาคหน้า กว่าฮันส์จะค้นพบว่าตนเองมีพรสวรรค์ในการแต่งนิทาน เขาต้องลองผิดลองถูกอยู่นานบนเส้นทางน้ำหมึก เขาได้ทำหนังสือรวมนวนิยายเล่มแรกของเขาขึ้นมา แต่ได้รับคำวิจารณ์ไปในเชิงลบ พลอยทำให้เส้นทางการเขียนบทละครของเขากลับไม่รุ่งไปด้วย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ให้กำเนิดนิทานออกมาหลายเรื่อง  เป็นนิทานมีทั้งแนวชีวิตและแนวแฟนตาซี หรือบางเรื่องก็ผสมสองแนวนี้ไว้ด้วยกัน นิทานของเขาทรงคุณค่าข้ามกาลเวลามาได้อย่างไรจะขอยกตัวอย่างนิทานเอกของเขามาดังนี้     หนูน้อยขายไม้ขีดไฟ เชื่อว่าเด็กหลายคนต้องเสียน้ำตาให้เด็กหญิงคนนี้ ขนาดเธอเป็นเพียงเด็กน้อย แต่ต้องทำงานหาเงินให้พ่อบังเกิดเกล้า […]

เจ้าคณะจังหวัดพะเยาและผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย

เจ้าคณะจังหวัดพะเยา และผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมา หลังจากมีการแชร์เรื่องราวของนางสาวกุหลาบ สองสีใส อายุ 32 ที่ประสบกับปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และการมองเห็น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพบ้านที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกลักขโมยอีกด้วย จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา นำคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิด และตัวแทนมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล และทีมงานร่วมกันมอบบ้านฮอมบุญ และทุนยังชีพแก่นางบุญรอด สองสีใส และนางสาวกุหลาบ สองสีใส บ้านเลขที่ 138 หมู่ 14 บ้านเปื๋อยเปียง ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และมอบทุนสมทบค่าซ่อมบ้าน ให้ทางผู้นำหมู่บ้าน  โดยมีผู้ใหญ่บ้านเปื๋อยเปียง นายกเทศมนตรีตำบลหย่วน และประชาชนในหมู่บ้านร่วมพิธีมอบบ้านฮอมบุญอย่างอบอุ่น     พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา กล่าวว่า เรื่องของมนุษยธรรมที่ไม่ควรดูดาย หากมีโอกาสหรือความสามารถที่พอจะช่วยเหลือ แบ่งปันก็ควรหยิบยื่นทันที […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตร พระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เอตทัคคะ) ในด้านทรงธุดงควัตรและสรรเสริญการธุดงค์ เดิมทีท่านเป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแคว้นมคธ หลังจากได้รับมรดกจากครอบครัวจึงคิดได้ว่าบาปในสมบัติเหล่านี้ย่อมตกแก่ตนจึงสละเรือนออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ได้คิดว่าจะบิณฑบาตโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงภิกขาจารไปยังตรอกในกรุงราชคฤห์ เทพธิดาทั้ง 500 นาง ซึ่งเป็นข้าบาทบริจาริกาแห่งท้าวสักกะเทวราชได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตามจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกิดอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ พระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติในธุดงควัตร เพราะได้กลิ่นหอมจากกายของพระเถระฟุ้งไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านางเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับอาหารทิพย์ที่ประณีตบรรจง รอพระมหากัสสปะผ่านมาตรงที่พวกตนรออยู่ เมื่อพระเถระภิกขาจารมาถึงเหล่าเทพธิดาพากันขอร้องให้พระเถระได้อนุเคราะห์รับอาหารทิพย์ที่พวกนางนำมาถวาย พระมหากัสสปะกล่าวต่อเหล่าเทพธิดาว่า “พวกท่านโปรดกลับไปเถิด บาตรนี้มีไว้สำหรับผู้ที่เข็ญใจเท่านั้น”  เทพธิดาตอบพระเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกดิฉันด้วยเถิดเจ้าคะ”  พระมหากัสสปะดีดนิ้วขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “พวกท่านเป็นถึงเทวดา โปรดประมาณตนเถิดว่าสมควรแล้วหรือที่จะทำเช่นนี้ พวกท่านอย่าได้รบกวนเราอีกเลย”  เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็พากันกลับสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงเห็นเหล่าเทพธิดาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา” เทพธิดาทูลว่า “พวกหม่อมฉันตั้งใจนำอาหารทิพย์ไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ ซึ่งท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมา แต่กลับถูกท่านปฏิเสธเพคะ ท่านไม่รับอาหารทิพย์จากพวกเรา เพราะท่านต้องการที่จะโปรดทุกข์ผู้เข็ญใจเท่านั้น” ท้าวสักกะเทวราชทรงถามต่อว่า “แล้วพวกเธอลงไปใส่บาตรท่านด้วยอากัปกิริยาอย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “ในรูปลักษณ์นี้เพคะ”  ท้าวสักกะเทวราชตรัสขึ้นว่า “พวกเธอต้องไปในรูปลักษณ์นี้” จากนั้นท้าวสักกเทวราชได้จำแลงกายเป็นชายชรา และเนรมิตพระนางสุชาดา พระมเหสีเป็นหญิงชรา จากนั้นก็ทรงชักชวนพระนางสุชาดาลงไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ     พระมหากัสสปะภิกขาจารมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีตายายอยู่ 2 คนกำลังนั่งเย็บและทอผ้าอยู่ภายใน พระเถระกล่าวขึ้นว่า […]

มารตามหาพระโคธิกเถระทำไม ? เรื่องกลับตาลปัตรของพระหลอกมาร

มารตามหา พระโคธิกเถระ ทำไม ? เรื่องกลับตาลปัตรของพระหลอกมาร ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารถถึงเหตุการณ์ที่มารตนหนึ่งตามหาตัวพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระภิกษุรูปนั้นมีชื่อว่า ” พระโคธิกเถระ ” พระโคธิกเถระเป็นพระสาวกรูปหนึ่งในพระบรมศาสดาที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่ความหลุดพ้นเฉกเช่นพระภิกษุรูปอื่นที่สละเรือนเพื่อออกบวช หลังจากฝึกฝนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ท่านเลือกถ้ำกาฬศิลา น่าจะหมายถึงถ้ำที่มีหินสีดำ ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้กับเขาที่มีชื่อว่า “อิสิคิลิ” ท่านมุ่งมั่นปฏิบัติในหนทางของพระบรมศาสดาอย่างยิ่งยวดจนได้ฌาน แต่แล้วกลับถูกโรคร้ายเบียดเบียนจนฌานเสื่อม ทำให้ต้องเริ่มปฏิบัติด้วยความเพียรอีกครั้ง แต่ด้วยปัญหาสุขภาพจึงทำให้ฌานของท่านเสื่อมลงไปอีก เมื่อเห็นฌานเสื่อมขนาดนี้ ท่านจึงว่าตนเองคงไม่มีวาสนาในพระศาสนาของพระสมณโคดมเสียแล้ว ท่านหยิบมีดโกนผมมาหมายจะปลิดชีพตนเอง แต่ขณะที่กำลังจะหมดลมหายใจ ได้รำลึกถึงความเสื่อมไปของฌาน ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งว่าไม่มีสิ่งใดพ้นไปจากกฎแห่งไตรลักษณ์ได้เลย มารผู้ล่อลวงให้สัตว์โลกติดอยู่ในสังสารวัฏได้ทราบามีพระสาวกของพระสมณโคดมคิดสั้ปลิดชีพตนเอง ก็กำเริบใจและจำแลงตนเป็นพระภิกษุเข้าไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อแจ้งเรื่องพระโคธิกเถระคิดสั้น     พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นสัพพัญญู ทรงล่วงรู้ทุก เช่น การเกิด-ดับของสรรพสิ่ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงทราบถึงการมรณภาพของพระโคธิกเถระด้วยพระญาณด้วย และทรงทราบว่าพระภิกษุที่อยู่เบื้องหน้านี้คือ “มัจจุมาร” จึงตรัสขึ้นว่า “เจ้าคือมารชั่วลามก” พระภิกษุจำแลงได้อันตรธานหายไปต่อพระพักตร์และพระสาวกทั้งหลายในพระเวฬุวัน  พระพุทธองค์ทรงชักชวนเหล่าพระภิกษุไปดูยังสถานที่เกิดเหตุ มัจจุมารติดตามพระพุทธองค์ไปด้วยเพพราะต้องการนำดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระไปสู่ภพหน้า ที่มารตั้งใจไว้แล้วต้องพาไปสู่อคติภูมิอย่างแน่นอน เมื่อมัจจุมารมาถึงถ้ำกาฬศิลา กลับไม่พบดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระเลย ทั้งยังเดินทางเสาะหาไปทั่วพิภพก็ไม่พบ มารจึงจำแลงเป็นเด็กน้อยถือพิณสีเหลืองผลมะตูมไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานี้ดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระผู้ฆ่าตัวตายไปอยู่ที่ใด” พระพุทธองค์ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็นมาร แต่ก็ตรัสตอบว่า […]

ธรรม (ชาติ) พาบรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระนักปฏิบัติครั้งสมัยพุทธกาล

ธรรม (ชาติ) พา บรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระธุดงค์ครั้งสมัยพุทธกาล คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท มีเรื่องราวของพระอริยบุคคล บรรลุธรรม อยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่อ่านแล้วทำให้หัวใจผ่องใสมากคงหนีไปไม่พ้นเรื่องการบรรลุธรรมที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งอบรมกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วก็ออกธุดงค์ไปทำความเพียรในป่า แต่ปฏิบัตินานหลายปีก็ไม่สำเร็จอรหัตตผลอย่างที่ตั้งใจไว้เสียที จึงคิดว่าเราจะไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าเราปฏิบัติติดข้องตรงไหนจึงยังไม่ได้มรรค ผล นิพพาน เสียที ขณะที่ท่านกำลังเดินทางออกจากป่าเพื่อกลับไปยังพระเชตวัน แสดงว่าป่าแห่งนี้ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถีนัก ระหว่างทางได้เห็นไฟป่า จึงปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง ปรากฏว่าเส้นทางข้างหน้าที่กำลังมุ่งหน้าไปพระเชตวันเกิดไฟป่า พระภิกษุรูปนี้ได้เพ่งเปลวไฟเหล่านั้นเป็นอารมณ์ และกล่าวขึ้นว่า “ไฟเหล่านี้เผาผลาญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ต่างจากพระอริยมรรคที่ผลาญสังโยชน์ให้สิ้นไป”  การที่พระภิกษุรูปนี้กล่าวถึงสังโยชน์ แสดงว่าท่านยังไม่สำเร็จขั้นไหนเลย เพราะขนาดพระโสดาบันยังต้องละสังโยชน์ 3 ขั้นต่ำได้ก่อน พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความคิดของพระภิกษุรูปนี้จึงจำแลงพระวรกายไปปรากฏเบื้องหน้าพร้อมทั้งพระรัศมีแล้วตรัสต่อพระภิกษุว่า “ที่เธอเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว เธอจงเผาผลาญสังโยชน์นั้นด้วยไฟคือญาณเถิด”      ไม่นานพระภิกษุก็ได้กำลังใจและปฏิบัติจนสำเร็ตญาณ และญาณนั้นก็ขจัดสังโยชน์ไปจนสิ้น เมื่อละสังโยชน์ได้แล้ว ซึ่งสังโยชน์ในที่นี้หมายถึง กิเลส แต่อย่างไรก็ตามผู้ปราศจากกิเลสก็คือพระอรหันต์ ซึ่งพระภิกษุรูปนี้ได้สำเร็จอรหัตตผลตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เรื่องของพระภิกษุรูปนี้เห็นแสดงให้เห็นว่า ท่านสังเกตุการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะธรรม (ชาติ) ได้พาท่านไปพบกับธรรม อย่างแท้จริง อีกเหตุการณ์หนึ่งคล้ายกับพระภิกษุรูปแรกที่บรรลุธรรมจากการพิจารณาไฟที่กำลังเผาไหม้ป่า แต่จะมีความแตกต่างกันอย่างไรลองมาติดตามเรื่องราวของพระภิกษุอีกรูปกัน พระภิกษุรูปหนึ่งหลังจากอบรมกรรมฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ตัดสินใจไปทำความเพียรอยู่ในป่า แต่แล้วหลายวันผ่านไปก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตนเองได้มรรคผล เกิดข้อสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรจึงมุ่งเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที แต่ยังไม่ทันพ้นออกจากเขตป่า ได้มองแดดที่สาดส่องมาที่พื้น […]

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ พระนางมัลลิกาเทวี เป็นหญิงชาวบ้านที่ได้ถวายขนมถั่วแด่พระบรมศาสดา แล้วพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระมเหสี” ไม่นานนักพระเจ้าปเสนทิโกศลได้พบรักกับกุลธิดานางนี้ และสถาปนาไว้ในตำแหน่งพระมเหสี กุลธิดานางนี้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ประกอบทานกุศลอยู่เนืองนิจ แม้สุขสบายได้เป็นพระมเหสีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปก็ไม่ละทิ้งการทำทานทำกุศล กุลธิดาแห่งนายมาลาการนางหนึ่งมีชื่อว่า “มัลลิกา” (มัลลิกา แปลว่า ดอกมะลิ) มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดามักพานางไปฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พลอยให้กุลธิดานางนี้ได้เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่เยาว์วัย (สำเร็จโสดาปัตติผล) นางมัลลิกาได้ถวายขนมแด่พระบรมศาสดา พระองค์แย้มพระสรวล พระอานนท์จึงทูลถามว่า “พระองค์ทรงหัวเราะด้วยเหตุใด” พระองค์ตรัสตอบว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระราชา” หลังนั้นนางมัลลิกากำลังเก็บดอกไม้ให้บิดาอยู่นั้น นางได้ร้องเพลงไปด้วย ชายรุ่นราวคราวกับบิดาปรากฏกายขึ้น เขาได้ชมเพลงของกุลธิดา และชื่นชมเสียงของนาง แต่หญิงสาวกลับไม่พอใจที่มีคนมาแอบเพลงเธอร้องเพลง ชายนิรนามจึงทำการขอโทษเธอจนเธอพอใจ เขาบอกว่าเขาเหนื่อยล้ามากจึงพาม้าที่ตนขี่มาพักอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นไม้ในสวนแห่งนี้ ทั้งสองได้สนทนากันไม่เท่าไรนางมัลลิกากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และชายนิรนามก็จากนางไป     หลายวันต่อมา ทางราชสำนักส่งคนมาเชิญนางมัลลิกาเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาผู้อยู่เบื้องหน้าของนางมัลลิกาคือชายนิรนามผู้นั้นนั่นเอง และพระองค์ได้สถาปนานางเป็นพระมเหสี ในอรรถกถาเล่าถึงบทบาทของพระนางมัลลิกาเทวีที่คอยเป็นที่ปรึกษาของพระสวามี และเป็นผู้ที่จะโน้มน้าวพระสวามีเข้าสู่เส้นทางแห่งพุทธธรรมเสมอ เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงฝันประหลาดต่อเนื่องกันถึง 16 เรื่อง พระองค์ให้ปุโรหิตพยากรณ์ความฝัน ปรากฏว่าพระราชาต้องประกอบพิธีบูชายัญเพื่อเป็นการแก้จากร้ายให้กลายเป็นดี พระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบว่าการพิธีบูชายัญจะทำให้พระสวามีต้องมีรับสั่งฆ่าสัตว์ เดี๋ยวพระสวามีจะเป็นบาปจึงได้แนะนำให้พระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามถึงเรื่องความฝันประหลาดนี้แทน (สามารถศึกษาเรื่องพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศลเพิ่มเติมได้ที่ >>> อรรถกถามหาสุบินชาดก) […]

มาติกมาตา อุบาสิกาผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ

มาติกมาตา อุบาสิกา ผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ อุบาสิกา หมายถึงผู้หญิงผู้เข้าใกล้พระรัตนตรัย ซึ่งอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนาคือนางสุชาดา บุตรีเศรษฐีผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า (ศึกษาเรื่องราวของนางสุชาดาได้ที่ >>> นางสุชาดา : อุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา) เรื่องที่นำมาฝากต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของอุบาสิกานางหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งสำเร็จมรรคและผลอย่างรวดเร็ว ลองมาหาคำตอบคลายข้อสงสัยนี้กันว่า อุบาสิกานางนี้บรรลุธรรมได้ด้วยวิธีไหน ครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารถเรื่องอุบาสิกาบรรลุธรรม เพื่อให้เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่พระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวัน โดยเรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุ 60 รูปเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ในอรรถกถา ธรรมบท ระบุชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “มาติกคาม” เพื่อหาสถานที่จำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน และใช้สถานที่นั้นปฏิบัติกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนด้วย พระภิกษุทั้ง 60 รูป เมื่อมาถึงมาติกคาม ได้รับการต้อนรับจากอุบาสิกาที่มีชื่อว่า “มาติกมาตา” (ชื่อเดียวกับหมู่บ้านเลย  ดีไม่ดีหมู่บ้านแห่งนี้อาจเรียกตามชื่อของอุบาสิกาท่านนี้ก็เป็นได้ เพราะมาติกคามมีความหมายว่า บ้าน หรือ  หมู่บ้านของนางมาติกะนั่นเอง) นางมาติกมาตาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก นิมนต์ให้พระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วิหารในหมู่บ้านแห่งนี้ นางรับอาสาจัดเตรียมสถานที่ รวมทั้งเป็นผู้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ไว้รับรอง รุ่งเช้าก็เตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรไว้ใส่บาตรพระภิกษุทั้ง  60 รูป […]

คุณแม่ขายของออนไลน์ หวังเป็นค่าเลี้ยงดูลูกน้อยที่พิการและศีรษะโต 

คุณแม่ ขายของออนไลน์ หวังเป็นค่าเลี้ยงดูลูกน้อยที่พิการและศีรษะโต คุณแม่สาววัย 23 ปี แบ่งเบาภาระครอบครัวด้วยการ ขายของออนไลน์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อหารายได้เป็นค่าเลี้ยงดูและค่ารักษาลูกสาววัย 1 ขวบ 3 เดือนที่พิการทางการมองเห็น พิการทางการได้ยิน พิการทางร่างกาย พิการทางสติปัญญา มีศีรษะโต และขาทั้งสองข้างบิดผิดรูป เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา สยามรัฐได้นำเสนอข่าวของคุณแม่วัย 23 ปี คือ คุณคณิศร แสงอุไร ที่ต้องดูแลลูกสาวคนเล็กคือ  “น้องบุญรักษา” หรือ  ด.ญ.รัตนาภรณ์ แสงอุไร วัย 1 ขวบ 3 เดือน ซึ่งมีความพิการ เช่น ทางการมองเห็น ทางการได้ยิน และร่างกาย เช่น มีขาที่บิดผิดรูป ครอบครัวของคุณคณิศรมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่ซอยนครชัยมงคลวิลล่า 3 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี […]

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุตายไปเป็นเปรต

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุ ตายไปเป็นเปรต สมัยอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” กรรมกร 3 คนในสมัยนั้นได้ลักข้าวยาคูและอาหารต่างๆ ของผู้ที่ตั้งใจจะใส่บาตรพระภิกษุ เพื่อนำให้บุตรของพวกตนกินคลายความหิว แต่พวกตนกลับกินเสียเอง ทำให้พระภิกษุไม่มีอาหารฉัน เมื่อกรรมกรทั้ง 3 ตายไปเป็นเปรต เสพความหิวโหยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครั้งถึงสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า พวกเปรตได้เข้าเฝ้าและทูลถามพระองค์ว่าพวกตนจะกินอาหารได้เมื่อไร พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระโกนาคมนพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด”  ครั้งถึงสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดา เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าและทูลถามเรื่องเดิม พระองค์ตรัสตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระกัสสปพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด” พอถึงสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้าแล้ว เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าพระองค์และทูลถามเรื่องเดิมอีกครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา แต่หลังจากสมัยของเราล่วงไปอันเป็นสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ญาติของพวกท่านจะเกิดเป็นพระราชามีนามว่า “พิมพิสาร” และเขาจะถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตอนนั้นพวกท่านถึงจะกินอาหารได้” หลังจากนั้นเหล่าเปรตตั้งตารอคอยการกลับชาติมาเกิดของญาติผู้นั้น จนกระทั่งพระสมณโคดมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายทานอย่างยิ่งใหญ่แด่พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลาย พร้อมทั้งถวายสวนไผ่ (พระเวฬุวัน) เป็นอารามแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกพำนัก ปรากฏว่าในค่ำคืนนั้นพระองค์ได้สดับเสียงประหลาดอันน่ากลัว     วันต่อไปพระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระเวฬุวัน และทูลถามเรื่องเสียงประหลาด พระองค์ตรัสตอบว่า “เมื่อสมัยอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” ญาติของท่านในชาตินั้นได้ลักกินอาหารที่คนตั้งใจถวายพระภิกษุ เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเปรต และได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหย เที่ยวเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าในอดีตมาหลายพระองค์ว่าเมื่อไรพวกข้าพเจ้าจะกินอาหารได้ […]

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจากพระเชตวัน

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจาก พระเชตวัน ในสมัยพุทธกาลมีกุลบุตรสองคนอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีเป็นสหายกันมานาน ชอบชักชวนกันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่ พระเชตวัน เป็นประจำ จนกระทั่งซาบซึ้งในรสพระธรรมจึงชวนกันออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากบวชแล้วก็อยู่ในสำนักของพระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ตลอด 5 ปี จากนั้นจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามภาระหน้าที่ในพระศาสนาที่ตนต้องกระทำ พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องวิปัสสนาธุระ (ปฏิบัติ) และคันถธุระ (ปริยัติ) พระภิกษุรูปแรกที่บวชก่อนทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บวชเมื่อตอนอายุมากแล้ว ไม่สามารถคันถธุระได้ ขอบำเพ็ญวิปัสสนาธุระแทนพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์เมตตาตรัสเรื่องวิปัสสนาให้กระจ่าง ส่วนพระภิกษุอีกรูปทูลขอบำเพ็ญคันถธุระ พระภิกษุทั้งสองต่างเลือกเส้นทางของตนเอง พระภิกษุผู้เลือกคันถธุระกลายเป็นพระอาจารย์ของพระภิกษุหลายรูปในพระเชตวัน ได้รับการยกย่องและนับถือ เพราะสามารถสาธยายพระสูตร และคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้จนหมด  แต่พระภิกษุผู้เลือกวิปัสสนาธุระกลับสำเร็จอรหัตตผล     เมื่อพระภิกษุผู้เลือกสายปฏิบัติกลับมายังพระเชตวัน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทดสอบพระภิกษุทั้งสองว่ได้ทำภารกิจของพระศาสนาได้ลุล่วงดีแล้วหรือไม่ เมื่อพระภิกษุสายปฏิบัติได้เยี่ยมเยือนพระภิกษุผู้เป็นสหาย จึงได้ทราบว่าบัดนี้ได้กลายเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องไปเสียแล้ว ผิดกับตนที่ห่างหายไปปฏิบัติตามป่าตามเขามานานจนไม่มีใครรู้จัก ครั้นถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรงนัดให้พระภิกษุทั้งสองเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถามคำถามเรื่องปฐมฌานกับพระภิกษุสายปริยัติ แต่พระภิกษุรูปนี้กลับตอบไม่ได้ พระองค์ทรงเริ่มคำถามข้อต่อเป็นเรื่องรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ก็ตอบไม่ได้ พอพระองค์ถามเรื่องทุติยฌานก็ตอบไม่ได้ เรื่องมรรคผลก็ตอบไม่ได้อีก แต่พอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามพระภิกษุสายปฏิบัติในคำถามเดิมกลับตอบได้ทุกคำถาม พระบรมศาสดากล่าวสาธุการต่อพระภิกษุสายปฏิบัติจนได้ยินไปถึงเทวดา เทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุงมหาราชิกาจนไปถึงพรหมโลกต่างสรรเสริญและสาธุการกับพระภิกษุสายปฏิบัติ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติเลยก็ไร้ผล   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่อง พระภิกษุ 2 […]

ธนาคารขยะรีไซเคิล ช่วยให้ชุมชนแปลงขยะเป็นเงิน และกลายเป็นชุมชนน่าอยู่

ธนาคารขยะรีไซเคิล ช่วยให้ชุมชนแปลงขยะเป็นเงิน และกลายเป็นชุมชนน่าอยู่ มติชนออนไลน์มีเรื่องราวดี ๆ น่าประทับใจมาฝากอีกแล้ว ซีเคร็ตจึงนำมาเล่าต่อ เชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านจะอมยิ้มกับโครงการดี ๆ ที่ทางโรงเรียนแห่งนี้ทำขึ้น คือ ธนาคารขยะรีไซเคิล เพื่อแปลงขยะเป็นเงินตรา และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน คุณครูสามารถ บุญโสม หรือ ครูมารถ คุณครูหนุ่มแห่งโรงเรียนบ้านหนองม่วง ตำบลชุมแสง จังหวัดระยองได้กล่าวว่า หลังจากโรงเรียนได้ทำโครงการธนาคารขยะรีไซเคิลซึ่งเป็นโครงการของมูลนิธิมิตชูบิชิ อิเล็คทริคไทย ทำให้โรงเรียนแห่งนี้สะอาดขึ้น จากแต่ก่อนโรงเรียนไม่ได้ทำการคัดแยกขยะ มักทิ้งขยะไม่เป็นที่ และทิ้งขยะไม่ลงถัง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่สะอาด เมื่อมีโครงการฯนี้เข้ามาจึงทำให้นักเรียนสามารถแยกขยะตามหมวดหมู่เป็น แถมนักเรียนยังนำกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้ผู้ปกครองพลอยแยกขยะเป็นไปด้วย เมื่อเกิดโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล นักเรียนจะเก็บขยะจากบริเวณโรงเรียนและชุมชนมาขายที่ธนาคาร ทำให้นักเรียนมีรายได้จากการขายขยะ และมีร้านรับซื้อของเก่าเข้ามาติดต่อขอซื้อขยะจากธนาคารไปอีกต่อหนึ่ง     ธนาคารขยะรีไซเคิลแห่งนี้มีน้องนักเรียนที่รวมกลุ่มกันช่วยเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ด้วยกัน 3 หน้าที่คือ เจ้าหน้าที่คัดแยกขยะและชั่งน้ำหนัก ซึ่งน้องโชกุน หรือ  ด.ช.คมกริบ ชื่นจิตต์ รับหน้าที่นี้ได้บอกว่า  ธนาคารขยะรีไซเคิลไม่เหมือนธนาคารอื่นเพราะไม่ต้องเอาเงินมาฝากที่ธนาคาร แต่เอาขยะมาฝากไว้ที่ธนาคารแทน แล้วถอนเป็นเงินออกไป ส่งผลให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นประโยชน์ของขยะมากขึ้น น้องเจโฟน หรือ ด.ช. สดาศิวะ นาตาแสง […]

keyboard_arrow_up