อย่าประมาทในการใช้ชีวิตว่าเราจะอยู่ได้นาน

อย่า ประมาทในการใช้ชีวิต ว่าเราจะอยู่ได้นาน หลายคนกลัวความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวเราเลย ความตายก็ไม่ต่างจากฉากจบของชีวิต เพื่อให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกภพและภูมิหนึ่ง หากก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ เรามีจิตที่เป็นกุศล อำนาจแห่งจิตก็จะนำพาเราไปสู่การเกิดในรูปลักษณ์ (ภพ) และสถานที่ (ภูมิ) ที่ดี คนส่วนใหญ่ที่มองข้ามเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากคนที่ ประมาทในการใช้ชีวิต อย่างเรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพ่อค้าคนหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความโชคดีหรือความโชคร้ายกันแน่ เมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ทราบว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 7 วันเท่านั้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพ่อค้าชาวพาราณสีคนหนึ่งนำสินค้าจากแดนไกล คือ ผ้ามัดย้อยด้วยดอกคำบรรทุกบนเกวียน 500 เล่ม มาค้าขายยังกรุงสาวัตถี เมื่อเขามาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งถ้าข้ามไปได้ก็จะถึงกรุงสาวัตถี แต่ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะค้างแรมอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ เพื่อเก็บแรงไว้พาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามแม่น้ำไป แต่แล้วฝนก็ได้ตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำอยู่อย่างนี้ตลอด 7 วัน จนกระทั่งปริมาณในแม่น้ำเอ่อล้น ยากที่จะพาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามไปถึงอีกฝั่ง พ่อค้าจึงเปรยกับตนเองว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว เพื่อขายผ้าให้หมด” เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงแล้ว พ่อค้าจึงตัดสินใจพาเกวียนทั้ง 500 ข้ามแม่น้ำไปยังกรุงสาวัตถีทันที […]

พระพุทธศาสนาในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

พระพุทธศาสนาใน พระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ตลอดพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราโชวาทต่อพสกนิกรมากมาย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรที่หมู่เหล่า พระองค์ทรงเป็นธรรมราชาพระองค์หนึ่งเลยก็ว่าได้ พระองค์ทรงมี พระราชดำริ ต่อพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฏในพระราชดำรัสเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมใหญ่ ณ สมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2518 ดังนี้   พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ปฏิบัติเพื่อความสุข พระพุทธศาสนา ชี้ทางดำเนินชีวิตปราศจากโทษ ช่วยให้เกิดความเจริญร่มเย็นได้อย่างแท้จริง เพราะมีคำสั่งสอนที่มีลักษณะพิเศษ ประเสริฐ ในประการที่อาศัยเหตุผลอันถูกต้องเที่ยงตรงตามความเป็นจริงพื้นฐาน และแสดงคำอธิบายที่ครบถ้วนชัดเจน อันบุคคลสามารถใช้ปัญญาไตร่ตรองตาม และหยิบยกขึ้นปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญและความบริสุทธิ์ ได้ตามความสามารถและอัธยาศัยของตน จึงเป็นศาสนาที่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ และเป็นประโยชน์ได้แท้จริงแก่ทุกคนที่จะพอใจหันเข้ามาศึกษาเลือกสรรหัวข้อธรรมที่เหมาะสมไปปฏิบัติ     พระพุทธศาสนาคือสิ่งที่สร้างเสริมศีลธรรม และจริยธรรม การที่ท่านทั้งหลายจะทะนุบำรุงส่งเสริมเผยแผ่ให้แพร่หลาย มั่นคงควรจะได้ยึดเหตุผลเป็นหลักการ เลือกเฟ้นนำข้อธรรมะที่เหมาะแก่เหตุการณ์แก่บริษัท และแก่บุคคล มาชี้แจงให้ถูกต้องตรงตามเนื้อแท้ของธรรมะนั้น ๆ พร้อมทั้งแสดงการกระทำที่มีเหตุผล และมีความบริสุทธ์ให้เป็นตัวอย่างด้วยตนเองให้ครบถ้วน การบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดจนการสร้างเสริมศีลธรรม จริยธรรมทั้งในผู้ใหญ่ ผู้เยาว์ของท่าน จึงจะบรรลุผลที่น่าพึงพอใจได้   […]

อดีตหนุ่มทำงานประจำเดินขายน้ำส้มคั้นจนปลดหนี้สินได้

อดีตหนุ่มทำงานประจำเดินขายน้ำส้มคั้นจน ปลดหนี้สิน ได้ เรื่องที่ซีเคร็ตนำมาฝากทุกท่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของหนุ่มสู้ชีวิตคนหนึ่ง ที่มีน้ำส้มคั้นเป็นจุดพลิกชีวิต จากคนทำงานประจำที่สามารถ ปลดหนี้สิน ได้เพราะการเดินขายน้ำส้มคั้น หนุ่มสู้ชีวิตคนนี้คือ คุณนิก-ธนัช กอวีรสกุลชัย วัย 28 ปี เขาพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้เพื่อทำให้ชีวิตพนักงานประจำของเขาดีขึ้น เพราะงานประจำของเขามีรายได้น้อยไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เขาเริ่มต้นด้วยการขายน้ำส้มคั้นบรรจุขวด โดยแบ่งเงินเดือนของเขาออกมา 1,000 บาท นำมาเป็นเงินทุนก้อนแรก   ขายน้ำส้มครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง ? เขาเริ่มขายน้ำส้มคั้นด้วยการตั้งโต๊ะขายแถวบ้านโชคชัย 4 ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนไปทำงาน เขายอมรับว่าวันแรกมีคนเข้ามาอุดหนุนหลายคน ทำให้วันนั้นขายได้เงินถึง 800 บาท แต่มาทราบภายหลังว่าน้ำส้มที่รับมาขายเป็นน้ำส้มคั้นผสม ทำให้วันต่อมามีลูกค้าลดลง ในที่สุดก็ไม่มีใครมาอุดหนุนเลย น้ำส้มที่ซื้อมาแล้วก็ขายไม่ได้ ถือว่าลงทุนครั้งแรกก็ขาดทุนย่อยยับเลย   ทำไมคุณนิกที่ต้องหันมาหาช่องทางหารายได้เสริม ? คุณนิกเองก็มีงานประจำทำอยู่แล้ว เขาบอกว่าเขาเคยทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารมาก่อน เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเก็บจาน และก้าวมาเป็นคนจดเมนูอาหาร ซึ่งทำให้เขามีเงินใช้ทุกเดือน แต่ด้วยเงินเดือนมีจำนวนน้อยมาก ทำให้มีเงินใช้ได้ไม่พอเพียง เขาจึงเริ่มคิดแล้วว่าต้องหารายได้เสริมมาจุนเจือ     แต่เมื่อก้าวแรกแล้วก็พลาดเสียแล้ว จะมีก้าวต่อไปไหม  ? […]

อิทธิบาท 4 : ทางแห่งความสำเร็จในการทำงานอย่างเป็นสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

อิทธิบาท 4 : ทางแห่งความสำเร็จในการทำงานอย่างเป็นสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) นอกจากการที่จะมีความไม่สันโดษ และสันโดษที่ถูกต้องแล้ว เพราะฉันทะทำให้ใจมาอยู่กับงาน สิ่งที่ทำ สิ่งที่เป็นเป้าหมายทำให้เกิดจิตฝักใฝ่อย่างที่ว่ามาเมื่อกี้ เมื่อใจฝักใฝ่ก็ทำงานด้วยความแน่วแน่จริงจัง สภาพที่จิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กระทำนั้น เราเรียกว่าเป็น “สมาธิ” เพราะฉะนั้น ฉันทะก็นำไปสู่สมาธิ สมาธิในการทำงานเกิดได้ด้วยการมีฉันทะ เมื่อมีสมาธิและใจก็รักงานนั้น ทำงานด้วยใจรัก ใจก็เป็นสุข ใจเป็นสมาธิ สมาธิก็ทำให้เป็นสุขเพราะจิตใจสงบแน่วแน่ เมื่อทำจิตใจเป็นสมาธิ สมาธิก็ทำให้เป็นสุขเพราะจิตใจสงบแน่วแน่ ตั้งใจจริงจัง ใจรักงานนั้น ตั้งใจทำเต็มที่ มีความเพียรพยายาม ผลสำเร็จของงานก็เป็นผลสำเร็จที่ดี เรียกว่านำไปสู่ “ความเป็นเลิศ” ของงานนั้น หมายความว่า งานนั้นจะสำเร็จผลอย่างดีเลิศ อันนี้ก็เลยพันกันไปหมด เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ฉันทะเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในอิทธิบาท 4 คือธรรมที่เป็นเครื่องให้ถึงความสำเร็จ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ทางแห่งความสำเร็จ”       เมื่อพูดมาถึงอิทธิบาทแล้ว ก็จะต้องโยงไปถึงคุณธรรมข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะอิทธิบาท 4 […]

ทึ่ง ! น้องอิงค์ไม่เรียนต่อระดับมัธยม แต่ข้ามมาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเลย

ทึ่ง ! น้องอิงค์ไม่เรียนต่อระดับมัธยม แต่ข้ามมาเรียนต่อ ระดับมหาวิทยาลัย  เลย เรื่องราวน่าทึ่งของเด็กหญิงที่เรียนแค่ประถมศึกษาปีที่ 6 แต่สามารถข้ามขั้นมาเรียนต่อ ระดับมหาวิทยาลัย ได้เลย เธอทำได้อย่างไร มาติดตามกันค่ะ ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ได้นำเสนอข่าวของ น้องอิงค์ ภัสสรา จันทร์โชติเสถียร ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ระดับมหาวิทยาลัยที่สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ด้วยอายุเพียง 15 ปี ซึ่งตามปกติ อายุ 15 ปีน่าจะอยู่ประมาณมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่านั้นเอง โดยก่อนหน้านี้เธอศึกษาที่สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วย้ายมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่น้องอิงค์สามารถก้าวข้ามมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร โดยเธอเองยังมีเป้าหมายอีกว่าจะเรียนให้จบระดับปริญาญาเอกตอนอายุ 20 ต้น ๆ อีกด้วย     น้องอิงค์เผยว่า ตอนเธออายุ 3 เดือน คุณแม่เอาของเล่นของเด็กอายุ 6 เดือนมาให้เล่น นั่นคือก้าวแรกของการพัฒนา พออายุได้ 6 เดือน คุณแม่ก็หาของเล่นของเด็กวัย 9 […]

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็นพนักงานที่เก่ง

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็น พนักงานที่เก่ง พนักงานใหม่ในที่นี้หมายถึงนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์ทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต ตอนที่เป็นนักศึกษาอาจมีความคิดว่า เราเรียนมาเยอะแยะขนาดนี้ การทำงานต้องจิ๊บ ๆ แน่นอน แต่หารู้ไม่ว่าโลกของคนวัยทำงานนั้นเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาจเจอทั้งดีและไม่ดีก็ได้ สิ่งที่ควรตระหนักคือ เราจะเป็น พนักงานที่เก่ง ได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ คำแนะนำของคุณนัมอินซุก เจ้าของหนังสือเรื่อง “ความสำเร็จของผู้ชายบอกได้ตอนอายุ 20 s” หนังสือ How to ที่น่าอ่านเล่มหนึ่งสำหรับคุณผู้ชาย โดยเฉพาะนักศึกษาชายที่เพิ่งเรียนจบและกำลังจะมองหาออฟฟิศในอนาคต เพราะผู้เขียนจะเผยเคล็ดลับความสำเร็จ 54 ประการ ที่คนประสบความสำเร็จแล้วไม่เคยบอกใครให้เราได้รู้ “ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นพนักงานที่เก่ง ?” ตามจริงแล้วบริษัทวางกรอบในการมองคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานไว้ 2 อย่าง คือ (1) ทัศนคติ และ (2) การรับรู้ คุณนัมอินซุกแชร์เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านคำสอนของผู้มีประสบการณ์หลายท่านว่า นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเป็นพนักงานใหม่ต้องจัดการสองสิ่งนี้ให้ดีคือ ทัศนคติ และ การรับรู้ ถ้าทำได้การทำงานในฐานะพนักงานใหม่ก็จะกลายเป็นพนักงานที่เก่งได้ไม่ยาก และสิ่งรองลงมาคือ การวางตัวกับสิ่งแวดล้อมของออฟฟิศ ทำไมต้องเป็นต้องวัดกันที่ทัศนคติและการรับรู้ เพราะทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจจริงและความรู้ของแต่ละคน ส่วนการรับรู้ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่อาจมีการรับรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ถ้าทัศนคติดีต่อให้ขาดการรับรู้ไปบ้างก็พอที่จะทดแทนกันได้ สำหรับคนที่มีการรับรู้ที่ไม่ดี […]

งานล้นมืออย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก

งานล้นมือ อย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก การที่เราคิดตั้งต้นไว้แต่แรกว่า ” งานล้นมือ ” ก็ไม่ต่างจากการก่อกำแพงปิดกั้นศักยภาพการพัฒนาของตนเอง เราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทลายกำแพงนี้ออก เพื่อให้ความพยายามที่ดีได้เกิดขึ้น ดังนั้นการที่จะเอาตัวเองออกจากกองงานที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งเวลาให้เป็น เพื่อไม่ให้งานเหล่านั้นเข้ามาแทรกอยู่ในลมหายใจของเราตลอดเวลา หลายคนอาจสงสัยว่า หากจะบอกว่า สิ่งที่จัดการกับงานที่ล้นมือได้คือ “การหยุดพัก” อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้ว่า ถ้าหยุดพักแล้วงานจะไม่เสร็จ งานที่ค้างไว้จะไม่เดิน ขอให้ฟังก่อนแล้วค่อยพิจารณาว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้หรือไม่ คุณฮิโรคาซึ ยามานาชิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย” ได้บอกวิธีการแบ่งเวลาสำหรับคนที่งานล้นมือว่า ตอนเขาทำงานอยู่ที่แมคคินซีย์ รุ่นพี่จะสอนพนักงานรุ่นน้องว่า การหยุดพักนั้นช่วยได้ ซึ่งเขาเรียกว่า “กำหนดเวลาวางมือ”     กำหนดเวลาว่างมือสำหรับพนักงานที่แมคคินซีย์คือ การที่เราทำงานไปแล้วเริ่มมองหาว่า เราจะทำงานชิ้นนี้เสร็จตอนไหน หลังจากเสร็จแล้วก็จะพักหลังจากนั้น เช่น เขียนแผนการประชุม ใช้เวลา 1 ชม. เริ่มทำตอน 13.00 น่าจะเสร็จตอน 14.00 เราจะพักนิดนึงแล้วเริ่มทำงานอื่นต่อตอน 14.30 หรืออาจจะพักสั้นกว่านั้นก็ได้ หากคิดว่าถ้ามากไปอาจกระทบต่องานอื่นที่กำลังจ่อคิวเข้ามา หากเปรียบเทียบการทำงานที่มีงานกองสุมเป็นภูเขาเหล่ากา จนต้องเลยเวลางานกับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด […]

กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับความหายนะ

กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับ ความหายนะ สิ่งที่ทำแล้วนำความเสื่อมและภัยมาสู่ตน พระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หลายหลักธรรมเลยทีเดียว เช่น อบายมุข 6 ประกอบด้วย (1) การดื่มสุรา (2) เที่ยวสถานเริงรมย์ (3) เที่ยวชมการแสดงร้องรำ (4) เล่นการพนัน (5) คบคนพาลเป็นมิตร และ (6) เกียจคร้านในการทำงาน แต่พระพุทธเจ้าตรัสสิ่งที่หากผู้ใดได้พลาดทำลงไปแล้วจะนำ ความหายนะ มาสู่ตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่า “กรรม 6”  ลองมาดูกันค่ะว่า กรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงนี้เป็นอย่างไร แล้วทำไมพระองค์ถึงตรัสถึงเรื่องนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อนัตถปุจฉกพราหมณ์”  เกิดความสงสัยว่า “พระพุทธเจ้าทรงทราบเพียงสิ่งที่มีคุณเท่านั้น หรือทรงทราบสิ่งที่ไม่มีคุณด้วยหรือไม่หนอ เราจะนำข้อสงสัยนี้ไปทูลถามพระองค์ เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่เรา” อนัตถปุจฉกพราหมณ์ไม่รีรอ รีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเชตวันทันที ตลอดพระชนม์ชีพของพระบรมศาสดามักได้รับการท้าทายจากพราหมณ์และเดียรถีย์อยู่เสมอ แต่ก็มีพราหมณ์และเดียรถีย์ที่เกิดความสงสัยและต้องการหาคำตอบ พวกเขาจึงเห็นพระองค์เป็นที่พึ่ง หวังว่าพระองค์จะประทานคำตอบที่มีความกระจ่าง ซึ่งเป็นจริงตามนั้นเสมอ เมื่ออนัตถปุจฉกพราหมณ์อยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระรัศมีเรืองรองสว่างไสว […]

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ”

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” พุทธานุสสติ หรือการระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเป็นหนึ่งในพระกรรมฐานที่เรียกกันว่า “อนุสสติ” อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้เกิดขึ้นกับเด็กชายชาวราชคฤห์คนหนึ่ง ทำให้เด็กน้อยตนนี้รอดพ้นมาจากภัยอันตรายของภูต ผี ปีศาจ โดยเรื่องมี่อยู่ว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห์ นายทารุสากฏิกะเป็นอุบาสกผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงพลอยทำให้ภรรยาและลูกชายซึ่งยังเด็กน้อยเลื่อมใสและนับถือพระพุทธคุณเป็นสรณะไปด้วย เขามีอาชีพเลี้ยงวัว มักจะพาวัวออกไปหาหญ้ากินนอกประตูเมืองกรุงราชคฤห์ ใกล้บริเวณป่าช้าอยู่เสมอ ภรรยาและลูกชายก็อยู่ในเรือนภายในประตูเมือง ภรรยาได้ปล่อยให้ลูกชายไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน ซึ่งครอบครัวของเด็กคนนี้นับถือนิครนถ์ ขณะที่เด็กชายทั้งสองกำลังทอดขลุบ (การละเล่นประเภทหนึ่ง) ลูกชายของนายทารุสากฏิกะเป็นฝ่ายทอด ขณะที่กำลังทอดขลุบ เด็กน้อยได้เปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” ปรากฎว่าตานั้นทอดขลุบชนะ พอเป็นฝ่ายเด็กข้างบ้านทอดขลุบ เขาก็เปล่งว่า “นะโม อรหัตานัง” ผลออกมาว่าทอดขลุบแพ้ลูกชายนายทารุสากฏิกะ เด็กน้อยสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เพื่อนเปล่งคำว่า “นะโม พุทธัสสะ” ในตานั้นจะทอดขลุบชนะ ตนจึงเปลี่ยนมาเปล่งตามอย่างเพื่อนบ้างปรากฏว่าเล่นชนะเช่นกัน กลายเป็นว่าเด็กคนนั้นพอจะชนะขึ้นมาบ้าง แต่แล้วการเจริญพุทธานุสสติได้หยั่งรากลงในจิตใจของเด็กน้อยผู้เป็นเพื่อนเสียแล้ว ลูกชายของนายทารุสากฏิกะมักเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” อยู่บ่อยครั้งจนเป็นนิสัย ซึ่งแต่ละครั้งก็มีจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งนายทารุสากฏิกะพาวัวไปกินหญ้านอกประตูเมือง แล้วพาลูกชายไปด้วยโดยให้เด็กน้อยนั่งอยู่บนเกวียน วัวก็กินหญ้าไปเรื่อย แต่ครั้งนี้นานกว่าทุกครั้ง […]

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ จูฬสุภัททา เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมของสตรีผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา นางเป็นธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนที่จะออกเรือน นางมีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารและวัตถุทานตามคำขอของบิดา สำหรับจัดเตรียมไวhถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย แต่เมื่อนางไปอยู่ในครอบครัวฝ่ายสามี หน้าที่นี้จึงตกมาเป็นของนางสุมนาเทวี ซึ่งทำให้นางสำเร็จธรรมเป็นสกทาคามี สิ่งที่นางจูฬภัททาทำไว้ในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นการที่นางทำให้ครอบครัวสามีหันมานับถือพระพุทธศาสนา โดยเรื่องมีอยู่ว่า อุคคเศรษฐี เป็นสหายเก่าแก่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ทั้งสองเคยทำสัญญาต่อกันว่า หากฝ่ายใดมีลูกสาวและอีกฝ่ายมีลูกชายจะให้แต่งงานกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปช่วยกิจการครอบครัวของตน เมื่อบิดาได้สิ้นบุญลง จากบุตรเศรษฐีก็กลายเป็นเศรษฐี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีเดินทางมาทำการค้าขายที่กรุงสาวัตถี จำได้ว่าอนาถบิณฑิตเศรษฐีพำนักอยู่ที่เมืองนี้จึงแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน เมื่ออุคคเศรษฐีมาถึงเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้นางจูฬสุภัททาออกมาดูแลสหายเก่าของพ่อ อุคคเศรษฐีสังเกตกิริยามารยาทของนางจูฬสุภัททาแล้วก็ชื่นชอบ จึงได้ทวงสัญญาที่เคยให้กันไว้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าควรจะยกธิดาแต่งงานไปกับลูกชายของอุคคเศรษฐีหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ธิดาของท่านเศรษฐีสามารถแต่งงานกับบุตรชายของอุคคเศรษฐีได้ไม่มีปัญหา” เมื่อทราบดังนั้นแล้วอนาถบิณฑิตเศรษฐีก็สบายใจ ทั้งสองครอบครัวได้ทำการปรึกษาหารือเพื่อตระเตรียมพิธีมงคลสมรส ก่อนถึงวันงานอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สอนให้ธิดาเป็นลูกสะใภ้และภรรยาที่ดี หลังจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ก่อนนางจูฬสุภัททาจะไปสู่ครอบครัวของสามี เมื่อนางจูฬสุภัททาไปอยู่ในเรือนของสามี อุคคเศรษฐีได้จัดเลี้ยงนิครนถ์ เขาบอกให้ลูกสะใภ้ออกมาไหว้นิครนถ์ นางจูฬสุภัททาตกใจที่ตนต้องไหว้ชีเปลือก นางก็ไม่ยอมออกมาทำการสักการะนักบวชนุ่งลมห่มฟ้าเหล่านั้น เพราะนางมองว่านักบวชเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีความละอาย ทำให้อุคคเศรษฐีเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เศรษฐีได้ถามลูกสะใภ้ว่า “ทำไมเจ้าไม่ทำความเคารพต่อนักบวชที่เราเคารพ แล้วนักบวชที่เจ้าจะเคารพพึงเป็นเช่นไหน” นางจูฬสุภัททาตอบว่า “นักบวชที่เราจะเคารพท่านต้องเป็นผู้มีกาย ใจ และสายตาที่สำรวม พูดพอประมาณ การกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจสะอาดหมดจด เป็นผู้ไม่มีมลทินดุจสีของเปลือกสังข์และไข่มุก […]

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ?

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นคุณแก่โลกอย่างอเนกอนันต์ การมีโอกาสได้พบเจอกับพระองค์นับได้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต จึงมีไม่น้อยที่มักอธิษฐานขอให้ได้พบเจอพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต แม้กระทั่งพญานาคราชตนหนึ่งมีนามว่า ” เอรกปัตตนาคราช ” ก็เป็นอีกโอปาติกะที่อยากพบพระพุทธเจ้ามาก เป็นเพราะอะไร และทำไมพญานาคตนนี้ถึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้ ลองมาติดตามกันค่ะ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธองค์แล้ว ทรงประกาศสัจธรรมที่ทรงค้นพบประทานต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลาย มีพญานาคตนหนึ่งมีร่างใหญ่โตจนเต็มแม่น้ำคงคา หากขยับตัวทีสามารถทำให้เกิดคลื่น ชายฝั่งริมแม่น้ำสามารถพังทลายลงได้ พญานาคตนนี้มีนามว่า “เอรกปัตตะ“ พญานาคตนนี้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้ามานานหลายพุทธันดร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความคิดขึ้นว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้ว สุดท้ายเอรกปัตตนาคราชก็ใช้วิธีแต่งเพลงขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อร้องว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรจึงจะชื่อได้ว่าเป็นพระราชา พระราชาเปรียบเหมือนผงธุลีบนศีรษะได้อย่างไร และคนพาลขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากผงธุลีอย่างไร”  พญานาคสอนให้พระธิดาขับร้องเพลงนี้จนสามารถจดจำเนื้อเพลงได้ จากนั้นพญานาคได้บอกอุบายแก่พระธิดาว่า “พ่อจะคืนร่างเป็นนาค (ตัวใหญ่) ขอให้ลูกขึ้นมาเต้นร่ายรำพร้อมกับขับร้องเพลงที่พ่อสอนนี้บนพังพานของพ่อเถิด” เมื่อพระธิดายินดีปฏิบัติตามที่พระบิดาขอร้องแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็พากันขึ้นไปเหนือผิวน้ำ และทำเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานถึงกึ่งเดือน (ครึ่งเดือน) พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าเอรกปัตตนาคราชต้องการพบพระองค์ จึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา ขณะนั้นเองในทิพยญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรวจตราสรรพสัตว์อยู่นั้น ได้ปรากฏภาพของอุตตรมาณพขึ้นมา พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า มาณพผู้นี้สามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ หากเขาได้ร้องเพลงแก้ที่พระองค์ทรงแต่ง เพื่อให้เอรกปัตตนาคราชได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับใต้ต้นซึก ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสีนัก พระองค์ทรงได้ยินคำกล่าวขานของชาวเมืองพาราณสี ต่างถกกันเรื่องเพลงที่พระธิดาของพญานาคร้องนั้นหมายถึงอะไร อุตตรมาณพได้เดินผ่านมาในบริเวณที่ประทับของพระบรมศาสดาพอดี พระองค์ทรงเรียกชื่อของเขา “อุตตระ เธอโปรดมาหาเรา” […]

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต  

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หากพูดถึง ” พญาช้างปาลิเลยกะ ” หลายท่านอาจงงและไม่คุ้นชื่อของพญาช้างเชือกนี้เท่าไหร่นัก แต่หากบอกว่า  ” ป่าเลไลยก์ ”   ชื่อปางหนึ่งของพระพุทธรูปที่มีช้างและลิงอยู่ด้วย ก็คือชื่อของพญาช้างเชือกนี้เหมือนกัน แต่อาจเพี้ยนไปบ้าง เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงของคนไทย หลายคนคงถึงบางอ้อตาม ๆ  กัน มาทำความรู้จักกับพญาช้างเชือกนี้กันว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร  ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ในกรุงโกสัมพี ได้เกิดเรื่องวิวาทขึ้นระหว่างพระภิกษุชาวโกสัมพี 2 รูป พระภิกษุในโฆสิตารามต่างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เรียกได้ว่าเป็น “สังฆเภท” เรื่องวิวาทนี้เกิดขึ้นจากการที่พระภิกษุผู้เป็นนักเทศน์ ในคัมภีร์เรียกท่านว่า “พระธรรมกถึก” ได้เข้าส้วมพอเสร็จกิจแล้วก็ตักน้ำเพื่อจะราดทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล แต่ท่านราดน้ำไม่หมดภาชนะ เมื่อพระภิกษุอีกรูปเป็นผู้เคร่งในพระวินัยมาก จึงได้ชื่อว่าเป็น “พระวินัยธร” เข้ามาใช้ส้วมต่อ เมื่อเห็นว่าน้ำในภาชนะเหลือ จึงกล่าวต่อพระธรรมกถึกว่า “ท่าน ! การที่ท่านเหลือน้ำไว้ในภาชนะเช่นนี้เป็นอาบัตินะ” พระธรรมกถึกตอบกลับว่า “กระผมไม่ทราบ ต้องขอโทษด้วย การไม่ทราบและไม่เจตนาคงไม่อาบัติหรอกขอรับ” “ท่านไม่ทราบก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็อาบัติอยู่ดี เพราะผิดพระวินัยที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้” พระวินัยธรว่าตามพระวินัยที่พระบรมศาสดาบัญญัติ พระธรรมกถึกก็ไม่ยอมรับว่าตนอาบัติ […]

ฮีโร่นักศึกษาสาวพยายามทำ CPR ยื้อชีวิตคนหมดสติกลางโรงอาหาร

ฮีโร่นักศึกษาสาวพยายาม ทำCPR ยื้อชีวิตคนหมดสติกลางโรงอาหาร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กชื่อว่า “จักรยานอาสากู้ชีพ” โพสต์เหตุการณ์ที่นักศึกษาชายหมดสติคาโรงอาหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แล้วนักศึกษาสาวพยายาม ทำCPR เพื่อยื้อชีวิตเขาไว้ นักศึกษาสาวคนนี้ทราบชื่อภายหลังว่า นางสาวธิติภรณ์ บุญมี วัย 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ เอกนาฏศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีเพื่อนนักศึกษามาขอความช่วยเหลือโดยแจ้งว่ามีคนหมดสติภายในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี     คุณธิติภรณ์และเพื่อนก็วิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยพยายามปลุกผู้ป่วยแล้วแต่ก็หมดสติไม่ตอบสนองใดใด จึงโทรขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์สายด่วน 1669 ระหว่างที่กำลังรอทีมแพทย์ เธอและเพื่อนได้ช่วยเหลือคนหมดสติด้วย CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) จนกระทั่งทีมแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชมาถึง ทำการช่วยเหลือแล้วพาผู้ป่วยส่งไปโรงพยาบาลศิริราช และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ป่วยรายนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเดียวกับคุณฐิตพร เข้าใจว่าผู้ป่วยน่าจะลงมากินข้าวแล้วเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จากนั้นก็ล้มลงกับพื้นในที่สุด นักศึกษาที่อยู่ใกล้ที่สุดพยายามเข้าช่วยเหลือ พออาการดีขึ้นคุณฐิติพรจึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัย       คุณฐิติพรกล่าวว่า ถ้าเขาได้รับการช่วยเหลือเร็วกว่านี้ พอจะมีโอกาสรอดสูง นักศึกษาสาวคนนี้เคยเข้ารับการอบรมนักปฏิบัติการกู้ชีพในหลักสูตร (EMT) จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม […]

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และน้องชาย ไว้อาลัย ป๋าแสง วีรบุรุษช่วยน้ำท่วมอุบล

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และน้องชาย ไว้อาลัย ป๋าแสง วีรบุรุษช่วยน้ำท่วมอุบล เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ดาราจิตอาสาอย่าง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ และน้องชาย เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ นำทีมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปเคารพศพ นายมนตรี บู่คำ หรือ ” ป๋าแสง ” ที่ศาลาวัดแจ้ง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมนำพวงหรีดและเงินจำนวนหนึ่ง มาร่วมทำบุญแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไป       นับว่าป๋าแสงเป็นวีรษุรุษช่วยน้ำท่วมอีกคนเลยก็ว่าได้ เพราะอุทิศตนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต หลังจากอยู่ ๆ ก็หมดสติไป เพราะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา  เมื่อส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์แล้วก็ไม่สามารถยื้อชีวติป๋าแสงไว้ได้ และแล้วป๋าแสงก็จากพวกเราไปเมื่อเวลา 10.00 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 […]

เศรษฐีใจบุญสองสามี-ภรรยา แจกอาหารเจฟรีมาตลอด 20 ปี เพราะอะไร

เศรษฐีใจบุญ สองสามี-ภรรยา แจกอาหารเจฟรีมาตลอด 20 ปี เพราะอะไร เทศกาลกินเจ เป็นช่วงของเทศกาลแห่งบุญกุศลที่จะละการกินเนื้อสัตว์ มากินอาหารที่ปรุงจากผักแทน พร้อมกับถือศีลไปด้วย ยังมีข่าวที่น่ายินดีแล้วน่าอนุโมทนาร่วมด้วยคือ เศรษฐีใจบุญ สองสามี-ภรรยา ทำอาหารเจแจกเป็นเวลา 10 วัน เทศกาจกินเจที่จัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี จะมีผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมาร่วมในงานเทศกาลนี้มากมายทั้งคนในพื้นที่และต่างพื้นที่ แต่จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีแถวคนต่อคิวกำลังเข้ารับอาหารเจฟรีแถวยาวมาก ซึ่งเป็นแถวที่ต่อมาจากร้านจำหน่ายยางรถยนต์ และหล่อดอกยางที่มีชื่อ “ชลบุรี โชคถาวร” หรือ “บริษัท ชลบุรี โชคถาวร จำกัด” ตั้งอยู่ริมถนนเศรษฐกิจ หมู่ 5 ตำบลสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยมีเศรษฐีใจบุญสองสามี-ภรรยา ซึ่งทราบในภายหลังคือ นายคเณศ ชินธนกิจ และ นางจิตราภรณ์ ชินธนกิจ ทำอาหารเจแจกตลอด 10 วัน โดยเป็นมูลค่าทั้งหมด 7 แสนต่อปี และทำอย่างนี้มาแล้วร่วม 20 ปี     อาหารเจทุกอย่างล้วนใช้วัตถุดิบที่ดีและปรุงออกมาน่ารับประทานมาก ไม่ว่าจะเป็น ข้าวอบเผือก […]

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงใน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 เชื่อว่าตอนนี้บรรดาหนอนหนังสือคงกำลังตรวจตราเงินในกระเป๋าสตางค์ของตนเองกันอยู่แน่นอน แถมยังครุ่นคิดอยู่ด้วยว่า งาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24  ปีนี้ ฉันต้องหมดตัวไปเท่าไหร่กับหนังสือเล่มโปรด ซีเคร็ตอยากให้ลองมาสัมผัสกับหนังสือธรรมะน่าอ่าน 4 เล่ม ที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสติสูตรว่า “คนมีสติเท่ากับมีสิ่งนำโชคอยู่ตลอดเวลา” ซีเคร็ตเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการที่เรามีสติอยู่กับตัว สามารถช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปได้ด้วยดี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ได้ตีพิมพ์หนังสือธรรมะเกี่ยวกับการเจริญสติออกมาด้วยกัน 2 เล่ม มั่นใจว่าถูกใจวัยรุ่นอย่างแน่นอนด้วยการออกแบบปกและรูปเล่มที่ดูน่ารัก ในขนาดกะทัดรัด     มาเริ่มกันที่เล่มแรก ฝึกสติ 10 วินาที ชีวิตดีขึ้นแน่ เป็นผลงานของจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “ฟุจิอิ ฮิเดะโอะ” คุณหมอท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเจริญสติ เขานำประสบการณ์ของตนเองมาแชร์ และกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่าตนเองอยู่กับการเจริญสติมาร่วม 40 ปี เขามาจากศาสตร์ตะวันตก (จิตวิทยา) เมื่อมาศึกษาและปฏิบัติการเจริญสติ ซึ่งเป็นศาสตร์ตะวันออก (พระพุทธศาสนา) ทำให้เห็นว่าการเจริญสติช่วยเรื่องของจิตใจได้หลายอย่าง หนังสือเล่มนี้ได้บอกอย่างละเอียด […]

เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก

เมื่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ได้พลิกชีวิตของเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง ให้กลายเป็นมหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดิมทีชื่อว่า “สุทัตตเศรษฐี”  เป็นเศรษฐีหนุ่มแห่งกรุงสาวัตถี เมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเป็นผู้ปกครอง เขาได้แต่งงานกับน้องสาวของราชคฤหเศรษฐี เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงราชคฤห์ จนขนาดนำชื่อเมืองมาตั้งเป็นชื่อของเศรษฐีท่านนี้เลยทีเดียว ครอบครัวของราชคฤหเศรษฐีนับถือพระพุทธศาสนาตามพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ท่านเศรษฐีอยากถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและพระสาวกก็ให้บ่าวไพร่จัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดี สุทัตตเศรษฐีเพิ่งเข้ามาเป็นเขยขวัญใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของภรรยาทำการอะไรกันอยู่ดูวุ่นวาย เหมือนจะมีงานใหญ่โต สุทัตตะคิดว่าคงมีพิธีมงคลอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในครอบครัวของภรรยาแน่นอน เขาคิดจนขนาดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสารต้องเสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วยซ้ำ เพราะพี่ชายของภรรยาออกจากจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในกรุงราชคฤห์ถึงเพียงนี้ แต่คำตอบที่อนาถบิณฑิตเศรษฐีได้รับจากราชคฤหเศรษฐีคือ “เราไม่ได้จัดงานมงคล พระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่ก็หาได้เสด็จมาเป็นประธานไม่ แต่เราได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารที่นี่ในวันพรุ่งนี้” เขยขวัญถึงกับประหลาดใจเมื่อทราบว่างานเลี้ยงที่ดูใหญ่โตนี้ กลับเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อถวายทานแก่บรรดานักบวช และชื่อหนึ่งที่สุทัตตะติดใจเมื่อพี่ชายของภรรยาเอ่ยถึงคือคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ราชคฤหเศรษฐีบอกกับน้องเขยใหม่ว่า “แม้เสียงที่เรียกพระองค์ว่า ‘พุทธะ’ ก็หาฟังได้ยากบนโลกนี้” สุทัตตะเริ่มตื่นเต้นที่จะได้พบพระพุทธองค์ในวันพรุ่งนี้ จนทำให้เขานอนไม่หลับเลยทีเดียว เพราะอยากพบพระพุทธองค์มาก เขาบ่นกับตัวเองว่า“เราอยากเห็นพระบรมศาสดาในตอนนี้จังว่าพระองค์จะเป็นเช่นไร จะเหมือนดังที่ท่านพี่ราชคฤหเศรษฐีกล่าวหรือไม่” เศรษฐีหนุ่มข่มใจตนเองไม่ไหวจึงลุกขึ้นจากเตียง และแล้วแสงสว่างก็ส่องเข้ามาที่หน้าต่าง     สุทัตตะหลงคิดว่าตอนนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว จึงเดินออกจากคฤหาส์นไปยังประตูเมืองที่มุ่งไปสู่ป่าสีตะวัน อมนุษย์พาช่วยเปิดประตูให้เศรษฐีหนุ่มออกไป ทั้งที่ประตูเมืองนี้ยังปิดอยู่ […]

เมธี จันทรา กับการภาวนาด้วยขลุ่ยเซน เพื่อไปสู่ความสงบจากข้างใน

เมธี จันทรา กับการภาวนาด้วยขลุ่ยเซน เพื่อไปสู่ความสงบจากข้างใน เมธี จันทรา อดีตสมาชิกวงทีโบน และวงคำภีร์ ผู้หันหลังให้กับวงการดนตรี เพื่อมาทำในสิ่งที่เขารักคือการแสวงหาความรู้ในเรื่องที่เขาสนใจ นั่นคือการเล่นดนตรีเพื่อการภาวนา   นักดนตรีผู้สนใจการภาวนา แต่เดิมผมเล่นกีต้าร์ไฟฟ้า และสนใจเรื่องการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเสียงดนตรีกับเสียงความคิดของเราอยู่ก่อนแล้ว จึงเริ่มศึกษาจากกีต้าร์ไฟฟ้าที่ผมเล่นก่อน จนประมาณ ปี พ.ศ.2543 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันธรรมคีตาโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นงานที่จัดโดยกลุ่มผู้ศรัทธาในองค์ทะไล ลามะ ผมก็ได้มีโอกาสไปเล่นดนตรีในงานนี้ด้วย ระหว่างที่เล่นกีต้าร์ไฟฟ้านาน ๆ ก็รู้สึกว่าน้ำหนักของเครื่องดนตรีเป็นอุปสรรคมาก ยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง และพอได้ชมการแสดงขลุ่ยทิเบตของนาวัง เก ช็อก ก็เห็นว่าขลุ่ยเหมาะสำหรับศึกษาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างเสียงดนตรีกับเสียงภายในของเรา กีต้าร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นแล้วจะเกิดเสียงจากข้างนอกมากกว่าข้างใน เป็นการกระทบกันระหว่างนิ้วมือกับเครื่องดนตรี แต่ขลุ่ยนั้นเสียงจะเกิดขึ้นจากสภาวะข้างในก่อนที่จะถ่ายทอดออกมาข้างนอก จึงเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยในการภาวนาได้เป็นอย่างดี   ลองผิดลองถูก ผมเริ่มต้นจากขลุ่ยไทยก่อน แต่ขลุ่ยไทยยังไม่ตอบโจทย์บางอย่าง จึงเปลี่ยนไปลองเล่นขลุ่ยจีน ก็ยังไม่ตอบโจทย์อยู่ดี เลยเริ่มศึกษาลึกลงไปเรื่อย ๆ จนพบว่าพุทธศาสนามีอีกนิกายหนึ่ง (นิกายเซน) ที่ใช้ขลุ่ยในการภาวนา เลยหันมาศึกษาเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยการประดิษฐ์ขลุ่ยญี่ปุ่นจากท่อพีวีซี แล้วใช้บันไดเสียงแบบดนตรีตะวันตกเป็นการประสมประสานระหว่างดนตรีตะวันออกและตะวันตก ผมเป่าขลุ่ยนี้มาร่วม 10 ปี รู้สึกว่าสภาวะของเสียงยังไม่ตอบโจทย์ลึก ๆ เลยหวนกลับไปคิดว่าน่าจะลองเล่นขลุ่ยเซนที่ทำจากไม้ไผ่ดู […]

keyboard_arrow_up