ครูยอดธง เสนานันท์…ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อมวยไทย

ครูยอดธง เสนานันท์ ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อมวยไทย ยกเขาพระสุเมรุ ตาเถรค้ำฟัก มอญยันหลัก ปักลูกทอย คนไทยรวมถึงคนในวงการมวยไทยหลายคนแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าชื่อเหล่านี้คืออะไร แต่ไม่ใช่ ครูยอดธง เสนานันท์ หรือ ครูตุ๊ย เจ้าของค่ายมวยนานาชาติ บรมครูของวงการมวยไทยที่ติดคำปฏิญาณตนไว้บนจั่วของบ้านว่า “ข้าจะเทิดทูนศิลปะมวยไทยด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความกตัญญูต่อชาติและแผ่นดินไทย” “ไหนบอกครูซิว่า จบ ป.4 ไปแล้วอยากทำอาชีพอะไรกัน” เด็กๆ ต่างยกมือขึ้นตอบ บ้างอยากเป็นทหาร บ้างอยากเป็นครู เด็กชายตุ๊ยยกมือขึ้นตอบบ้าง “ผมจะไปชกมวยกินครับ” เมื่อเรียนจบ ป.4 เด็กชายตุ๊ยจึงเลิกเรียนหนังสือ เก็บสมุดดินสอเข้าตู้ หันมาเรียนในโรงเรียนมวยไทย ณ ลานดินหน้าบ้าน ใต้ต้นมะขามและต้นมะม่วง นอกจากหนึ่งสมองและสองมือ อุปกรณ์การเรียนของเด็กชายตุ๊ยมีเพียงกางเกงหนึ่งตัว นานๆ ทีอาจจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นกระสอบผ้าใบใส่ทรายหรือขี้เลื่อยเพื่อฝึกออกหมัดชกลูกมะนาวที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้เพื่อฝึกสายตาและฝึกการหลบหลีก หรือเตะต้นกล้วยในสวนหลังบ้าน (ที่หากเตะแล้วตายเมื่อใด เด็กชายตุ๊ยเป็นต้องโดนแม่ด่าเมื่อนั้น!) ยามใดในเมืองมีงานวัดหรือมีการจัดงานประจำปี เด็กชายตุ๊ยจะมีมวยวัดเป็นสื่อการเรียนให้ดูฟรีติดขอบเวทีเกือบทุกครั้ง “เสน่ห์มวยไทยอยู่ที่ศิลปะการชก ซึ่งมีทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก เป็นอาวุธ มีอาวุธครบเครื่อง สมัยก่อนมีทุ่มทับจับหัก แต่พอมวยกลายมาเป็นกีฬา เลยเอาท่าเหล่านี้ออกไปเพราะอันตราย นอกจากนี้ยังมีจังหวะเข้า […]

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (2)

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (2) ก่อนหน้านี้ด้วยความชะล่าใจและคิดฝันว่าธุรกิจจะรุ่งโรจน์ ในช่วงปี 2538 ดิฉัน (กรรณิกา ธรรมเกษร) ไปกู้เงินจากธนาคาร ด้วยการเอาตัวเองเป็นผู้ค้ำ บริษัทภาษรฯเป็นผู้กู้ เพื่อนำเงินมาสร้างอาคารภาษรที่สวยหรูราคากว่ายี่สิบล้าน… ว่าวบินสูงขึ้นได้เพราะต้านลม ยิ่งต้านลมแรงก็จะยิ่งสูงขึ้นๆ ว่าวที่บินไปตามลมนั้นคือว่าวที่ขาดลอย ซึ่งจะบินไปตกที่ไหน ไม่มีใครคาดเดาได้ ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน หากวันใดต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนาม ขอให้เชื่อเถอะว่า ถ้าฝ่าไปได้ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่หากเราไม่เคยพบความผิดพลาด ไม่เคยเจอะเจอแม้ความทุกข์ยากเพียงนิด เราจะไม่มีทางพบความก้าวหน้าได้เลย ดิฉัน กรรณิกา ธรรมเกษร มีบทเรียนแรกในชีวิตเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสจากความรัก ที่แม้จะบอบช้ำแค่ไหน ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ เพราะรู้ดีว่ามีลูกสองคนที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจอยู่เคียงข้าง แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุดจนวินาทีหนึ่งคิดอำลาโลก คือปัญหารุมเร้าจากธุรกิจการงาน ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบ โลกกำลังพิสูจน์ศรัทธาที่ดิฉันมีต่อชีวิต จึงหยิบยื่นการบ้านข้อที่ยากแสนยากให้ลงมือทำ “แก่วิชา…แต่พลาดท่าเสียที” หากจะถามว่าดิฉันเป็นอะไรมากกว่ากันระหว่างนักธุรกิจกับศิลปิน ขอตอบอย่างไม่ลังเลเลยค่ะว่าศิลปินเพราะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ทุกวันนี้จากประชาชนที่ชื่นชมในผลงานการแสดง สิ่งที่ปรารถนาในชีวิตการงานมีอยู่อย่างเดียวคือ อยากนำเสนอความคิดใหม่ๆ ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ดังนั้นเวลาทำอะไรก็ตัดสินใจเด็ดขาด ลุยไปเลย โดยไม่หวั่นเกรงกับอุปสรรคขวากหนามที่รออยู่ข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเข้มแข็ง อาจมาจากการเกิดเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวท่ามกลางพี่และน้องชายก็เป็นได้ จำได้ว่า ตอนเด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ริมคลองวัดมหรรณพ ฐานะทางบ้านปานกลาง ไม่มีแม่บ้านหรือคนรับใช้ […]

ธรรมะใสๆ ในแบบ เต้ย-จรินทร์พร

ธรรมะใสๆ ในแบบ เต้ย จรินทร์พร คงมีสักครั้งที่รอยยิ้มสดใสของ เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ทำให้คุณเผลออมยิ้มตามเธอไปโดยไม่รู้ตัวแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะความน่ารักน่าเอ็นดูเท่านั้นที่ทำให้เราสนใจชวนเธอมาพูดคุยแต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นต่างหาก ที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้คุณต้องประหลาดใจและหลงรักสาวน้อยคนนี้เหมือนใครๆ อีกหลายคน   ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่าเต้ยโตมาแบบไหน เต้ยโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีเต้ยตอนอายุยังน้อยค่ะ ตอนมีเต้ยทั้งพ่อและแม่อายุประมาณ 21 ปีเอง เต้ยก็เลยรู้สึกเหมือนเราโตมาด้วยกัน พ่อแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเต้ย…เป็นทั้งพ่อแม่ เป็นทั้งเพื่อน และเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด ท่านเลี้ยงลูกด้วยการให้อิสระ ปล่อยให้เต้ยได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ให้ผจญโลกภายนอกเองโดยที่ท่านจะไม่ห้าม แต่จะคอยมอง คอยสอน และคอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ ๆ เสมอ   มีคำสอนไหนคะที่เต้ยยังจำได้ดี พ่อแม่เต้ยไม่ค่อยสอนเป็นคำพูดเท่าไหร่ค่ะ แต่จะสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำให้เต้ยซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว ปกติพ่อเต้ยจะเป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่นเหมือนเด็ก ๆ แต่นิสัยอีกอย่างหนึ่งของพ่อคือ จะขี้เกรงใจมาก แม้แต่เรื่องเล็ก ๆอย่างการขับรถต่อแถวขึ้นทางด่วน ถ้าเต้ยเป็นคนขับแล้วไม่ได้เตรียมเงินเอาไว้ก่อนพ่อจะหงุดหงิดมาก เพราะเกรงใจรถคันหลังกลัวเขาจะรอนาน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามพ่อมักจะคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ในขณะที่แม่เต้ยเป็นผู้หญิงที่น่ารัก เรียบร้อยมากกก…แต่ขณะเดียวกันแม่ก็เป็นคนที่คิดเป็นระบบ สามารถจัดการทุกปัญหาทุกเรื่องได้อย่างดีเลิศ และที่สำคัญคือ แม่เป็นคนอดทนมาก ๆ เต้ยว่าตัวเองได้นิสัยจากพ่อแม่มาคนละครึ่ง ซึ่งโชคดีมาก เต้ยภูมิใจมากเลยค่ะที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่(ยิ้มหวาน)   รักคุณพ่อคุณแม่มากขนาดนี้เคยทำให้ท่านเสียใจบ้างไหมคะ ไม่ค่ะ…ไม่เหลือ (หัวเราะ) สมัยเป็นวัยรุ่นเต้ยดื้อมาก ติดเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่ประจำ แหกทุกกฎของโรงเรียน ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างซอยผม ไปจนถึงขั้นลอกข้อสอบ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยเด็ก ๆ ที่กำลังอ่านอย่าทำตามนะคะ จำได้แม่นเลย ตอนนั้นอยู่ ม.4 เทอม 2 เต้ยแอบเอาโพยเข้าห้องสอบ แล้วอาจารย์จับได้เลยถูกปรับตกทุกวิชา ตอนนั้นเต้ยกลัวมากคิดอะไรไม่ออก ตัดสินใจโทร.ไปสารภาพผิดกับแม่ แต่แม่กลับไม่ดุ ไม่ว่าอะไรเต้ยสักคำแถมยังบอกว่า ไม่เป็นไรนะลูก วิชาที่ตกแล้วก็แล้วกันไป จากนี้ก็ตั้งใจทำวิชาที่เหลือให้ดีที่สุด พอวางหูเท่านั้นแหละ เต้ยบ่อน้ำตาแตกเลย คิดได้ว่า นี่เราทำอะไรลงไปรู้เลยว่า พอวางหูแม่คงแอบไปร้องไห้แน่ ๆตั้งแต่วันนั้นเต้ยคิดได้ หายซ่าเลยค่ะ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เลิกติดเพื่อน หันกลับมาตั้งใจเรียน พอมีปัญหาอะไรเต้ยก็เล่าให้พ่อแม่ฟังหมดทุกเรื่อง ไม่ปิดบังอะไรท่านอีกเลยชีวิตวัยเรียนของเต้ยไม่ใช่ช่วงชีวิตที่น่าภูมิใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยสอนให้เต้ยได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก   แต่ส่วนใหญ่วัยรุ่นมักไม่กล้าเล่าเรื่องส่วนตัวให้พ่อแม่ฟังเพราะกลัวจะถูกดุหรือเกรงว่าท่านจะเป็นห่วง เต้ยว่าถ้าลูกไม่เล่าไม่บอก พ่อแม่จะยิ่งเครียดและคิดไปต่าง ๆ นานามากกว่าค่ะ เต้ยก็เลยเล่าให้พ่อแม่ฟังทุกเรื่อง อาจเป็นเพราะเต้ยเชื่อว่า พ่อแม่ทุกคนย่อมรู้จักลูกของตัวเองดีกว่าใครอยู่แล้ว เหมือนกับที่พ่อแม่รู้จักเต้ยเป็นอย่างดี ท่านเชื่อใจและให้อิสระเต้ยอย่างเต็มที่ ช่วงเข้าวงการใหม่ ๆ เต้ยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำศัลยกรรมบ้างละแล้วยังมีภาพหลุดออกมาว่าเต้ยสูบบุหรี่อีกช่วงนั้นพ่อแม่และน้องชายคือกำลังใจที่สำคัญที่สุดเลยค่ะ ท่านเชื่อว่าเต้ยไม่ได้ทำจริง ๆและไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ พูดกัน เพราะกำลังใจจากครอบครัวนี่แหละค่ะที่ทำให้เต้ยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในชีวิตมาได้ทุกครั้งเต้ยเองไม่เคยเข้าใจหัวอกของพ่อแม่เลยว่า ท่านต้องอดทนกับเต้ยขนาดไหนจนกระทั่งวันหนึ่งเต้ยเดินไปหาน้องชายที่ห้องแต่พอก้าวเข้าไปก็ต้องชะงัก เพราะเห็นน้องกำลังร้องไห้ ปกติเขาเป็นคนเข้มแข็งมากเต้ยเดาว่าเขาคงมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนก็เลยได้แต่เดินเข้าไปตบบ่าแล้วบอกว่า “เป็นอะไรอะ…หายไว ๆ นะ…รักนะ ๆ” แล้วเต้ยก็เดินออกมา แต่พอปิดประตูเท่านั้นแหละเต้ยปล่อยโฮเลย สงสารน้องค่ะ คิดดูว่าเต้ยเป็นพี่ยังเสียใจแทนน้องมากขนาดนี้แล้วพ่อแม่เห็นเต้ยร้องไห้มาตลอด แถมยังเจอเรื่องอื่นอีกสารพัด ท่านทนได้ยังไงเต้ยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นี่สุดยอดจริง ๆ ค่ะ มีโอกาสได้ทดแทนพระคุณท่านบ้างไหมคะ ทุกวิถีทางค่ะ เริ่มจากเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำงานหามา เต้ยให้แม่เป็นคนดูแลทั้งหมดเลย จากเมื่อก่อนคิดแค่ว่า ทำงานเพื่อเอาเงินมาซื้อของที่อยากได้ แต่ทุกวันนี้เต้ยมีไม่ความคิดแบบนั้นในหัวอีกแล้วนอกจากให้เงินแม่แล้ว เต้ยยังขอร้องให้แม่ใช้เงินเต้ยด้วยนะ ต้องใช้คำว่าขอร้องเลยค่ะ(หัวเราะ) เพราะท่านไม่ค่อยเอาเงินเต้ยออกมาใช้ บางทีนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ เต้ยจะคอยถามว่า ปลาตัวนี้ใช้เงินเต้ยรึเปล่า แล้วอันนั้นล่ะใช้เงินเต้ยรึเปล่า อยากให้ค่าใช้จ่ายทุกบาทในบ้านเป็นเงินที่มาจากเต้ยทั้งหมดต้องคอยลุ้นตลอดว่าใช้เงินเราไหม แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องลุ้นเลยคือการเข้าวัดทุกวันนี้พ่อแม่และน้องเริ่มเข้าวัดแล้วนะเต้ยภูมิใจมากเลย เข้าไปทำบุญทอดกฐินบ้างทอดผ้าป่าบ้าง ถวายสังฆทานด้วย แต่ยังไม่ถึงขั้นไปปฏิบัติธรรมก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ด้วยความที่พ่อแม่เต้ยมีครอบครัวตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ก็เลยห่างวัดตั้งแต่นั้น แค่ตอนนี้ได้พาพ่อแม่เข้าวัดบ้าง เต้ยก็มีความสุขสุด ๆ แล้ว   แล้วเต้ยเริ่มต้นเข้าวัดได้อย่างไรคะ เมื่อประมาณสี่ปีก่อน จู่ ๆ เต้ยก็รู้สึกอยากบวชชีพราหมณ์ ทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า วัดคืออะไร บวชต้องทำตัวยังไงคิดว่าอยากลองบวชดูเท่านั้น ตอนแรกไม่รู้ว่าจะบวชที่ไหนด้วยซ้ำ พอดีรู้จักพี่คนหนึ่งเขาชอบเข้าวัดตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยขอตามเขาไปบวชด้วย แต่พอไปครั้งแรกเท่านั้นแหละติดใจเลย (หัวเราะ) ภาษาพระท่านเรียกว่าถูกจริตค่ะเต้ยบวชที่วัดเขาอิติสุคโตแค่ไม่กี่วันแต่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากกก…เหมือนเราได้อยู่ถูกที่ เต้ยได้ถือศีลแปด ได้ฟังธรรมจาก หลวงพ่อปรีชา (พระครูบรรพต-พัฒนคุณ ธนวฒฺฑโก) แค่ฟังครั้งแรกเต้ยก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ท่านเทศน์เรื่องความกตัญญู เรื่องครอบครัว พอกลับมาบ้าน เต้ยเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยค่ะเข้าไปกราบพ่อกราบแม่ ขออโหสิกรรมท่าน ทุกคนในบ้านทั้งตกใจและดีใจกันหมด คิดว่าเต้ยป่วย ที่ไหนได้เต้ยไปปฏิบัติธรรมมา นับตั้งแต่วันนั้นเต้ยก็เลยกอดและหอมพ่อแม่กับน้องทุกวัน คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ด้วยมั้งคะเวลาเต้ยชวนพ่อแม่กับน้องไปวัดทีไร ไม่มีใครปฏิเสธเลย ไปทำบุญด้วยตลอด วันนี้พอคุยกับ Secret เสร็จแล้ว เต้ยก็จะไปวัดต่อนะคะ ไปปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเองเลยค่ะ   ขอคุยเรื่องหัวใจสักนิดนะคะทุกวันนี้เต้ยมีมุมมองความรักอย่างไรคะ ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่นเต้ยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเลยค่ะ เต้ยจะเต็มที่กับความรัก ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง สักเท่าไหร่ แต่ดีที่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เต้ยได้คิด ทุกวันนี้เต้ยคบกับ อเล็กซ์ (อเล็กซ์ เรนเดลล์) เหมือนเป็นเพื่อน ไม่มีอะไรให้รู้สึกซีเรียสเลย นิสัยเราเข้ากันได้เวลามีปัญหาหรือมีเรื่องคาใจเราจะคุยกันตลอด ถ้าเต้ยใจร้อน เขาจะใจเย็น และที่สำคัญ อเล็กซ์เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆเต้ยชอบเขาตรงนี้   Secret BOX ใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ ให้ตายไปแล้วไม่เสียดายที่ได้เกิดมา เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ   เรื่อง ชลธิชา แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ ภูติรัตน์ เหลืองชูเกียรติ สไตลิสต์ วิทวัส มีเดช ผู้ช่วยสไตลิสต์ อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล, เกศริน วัฒนาประชากุล แต่งหน้า พงษ์ศักดิ์ คงสุข ทำผม ภูดล คงจันทร์

หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” – เรื่องจริงของชายพิการใจสู้

หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” – เรื่องจริงของชาย พิการ ใจสู้ แม้ร่างกายจะพิการ  มีแขนข้างเดียว  มีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว ช่วงขาผิดรูป และขาซ้ายสั้นกว่าขาขวา แต่ความ พิการ เหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของตัวเล็ก - โชคชัย บุญมาพึ่ง แม้ร่างกายจะพิการ  มีแขนข้างเดียว  มีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว ช่วงขาผิดรูป และขาซ้ายสั้นกว่าขาขวา แต่ความพิการเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของตัวเล็ก - โชคชัย บุญมาพึ่ง ผมเกิดที่โรงพยาบาลบางมด ก่อนคลอดแม่ตกเลือดมากและผมไม่ยอมกลับหัว ทำให้หมอต้องพยายามทำคลอดผมโดยเอาขาออกมา  การคลอดลักษณะนี้ทั้งแม่และเด็กมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก  แต่แม่ก็อดทนและคลอดผมออกมาจนสำเร็จ แต่แล้วหมอก็พบว่าร่างกายของผมผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการฉีดยาแก้ไข้ระหว่างการตั้งครรภ์  หมอจึงถามแม่ว่าต้องการให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเลยสำหรับคนเป็นแม่  ในที่สุดแม่ก็เลือกให้ผมได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมา หลังจากคลอดผมไม่นาน  ครอบครัวเราก็ย้ายจากกรุงเทพฯไปอยู่ขอนแก่น  แม้บ้านเราค่อนข้างยากจน  แต่แม่ก็ดูแลผมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  และพยายามสอนให้ผมต่อสู้ชีวิต เมื่อโตพอรู้เรื่อง ผมเริ่มรับรู้ว่าร่างกายไม่เหมือนคนอื่น  ผมอายจนไม่อยากออกจากบ้านและกลัวตัวเองจนไม่กล้ามองกระจกกระทั่งเคยถามตัวเองว่า “เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วไม่ครบ น่าจะไปเกิดใหม่เสียดีกว่า”แต่ท่ามกลางความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาผมยังโชคดีที่มีแม่คอยให้กำลังใจ แม่สอนเสมอว่าแม้เราจะต่างจากคนอื่นแต่ต้องใช้ชีวิตในสังคมต่อไปให้ได้  เรายังต้องออกไปข้างนอก  ไปเรียนหนังสือ ทำงานและต้องก้าวต่อไปอย่างคนปกติ  แม่พยายามสอนให้ผมช่วยเหลือตัวเอง  ไปไหนมาไหนเอง  ตอนนั้นผมยังเดินไม่ได้  แม่จึงนำไม้กระดานมาติดล้อแล้วให้ผมนอนลงบนนั้น  ใช้เป็นพาหนะเพื่อคลานก่อนจะออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆแต่พอพวกเขาเห็นผมต่างก็ตกใจ  บางคนถึงกับวิ่งหนี  เพราะคิดว่าผมเป็นตัวประหลาด  บางครั้งก็แกล้งถีบผมตกไม้กระดาน  ผมร้องไห้กลับบ้านแทบทุกวัน พอถึงวัยเรียน  ผมเข้าโรงเรียนเหมือนเพื่อน ๆ ไม่ได้  เพราะไม่มีโรงเรียนไหนรับเด็กพิการ  ผมจึงได้แค่เข้าไปเล่น  ไป “ดู” เขาเรียนหนังสือ  ช่วงนั้นแม่กลายมาเป็นครูสอนอ่านและสอนคิดเลขให้ผมที่บ้าน  แต่อย่างไรเสียผมก็ยังอยากเข้าโรงเรียนเหมือนคนอื่น  แม่จึงพยายามหาที่เรียนให้  ไม่นานก็ทราบจากมูลนิธิเพื่อเด็กพิการว่ามีโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งเปิดรับเด็กพิการทางร่างกายชื่อโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น  แม่จึงพาผมไปอยู่ที่นั่น ต่อมาพ่อกับแม่แยกทางกัน  แม่ต้องย้ายจากขอนแก่นไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านโชห่วยที่กรุงเทพฯ  เพื่อหาเงินส่งเสียให้ผมเรียนหนังสือ  แม่ทำงานหนักทุกวัน  เลิกงานสองสามทุ่ม  โดยมีรายได้เพียงวันละ 250 บาทเท่านั้น  แต่แม่ก็ยังหาเวลามาแวะเยี่ยมผมทุก ๆ ปิดเทอม ผมไปโรงเรียนประจำตอนอายุได้เพียง 8 ขวบ  ซึ่งถือว่ายังเด็กมากสำหรับการจากอ้อมอกแม่  ตอนแรกผมไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่แม่สอนว่าการศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้อยู่ในสังคมได้  ถ้าไม่เรียนเราก็ไม่มีอนาคต  ผมจึงจำใจต้องอยู่  แต่สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดคือ  เมื่อได้เจอเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ในโรงเรียน  บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนขยับเขยื้อนตัวแทบไม่ได้  นั่นทำให้ผมรู้ว่าคนที่เป็นหนักกว่าเราเขายังอยู่ได้  เราก็ต้องอยู่ให้ได้เช่นกัน การเข้าโรงเรียนทำให้การใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป  เมื่อก่อนผมเคยเดิน 3 ขา  คือใช้มือพยุงร่างกายไปด้วยขณะเดิน แต่ครูเห็นว่าการเดินเช่นนั้นทำให้บุคลิกไม่ดีและอาจทำให้กระดูกหลังงอในอนาคต  จึงฝึกให้ผมเดิน 2 ขา  โดยผมต้องเดินเดาะลูกบอลเพื่อฝึกการทรงตัว  ช่วงแรกผมหงุดหงิดมาก  เพราะคิดว่าเดิน 3 ขาก็สะดวกดีอยู่แล้วจึงแอบเดินแบบเดิมอยู่บ่อย ๆ  แต่พอครูมาเจอทีไรก็โดนตีทุกที  ผมจึงต้องพยายามฝึกเดินตามครูสอนอยู่ราว ๆ 2 ปี  จนในที่สุดผมก็เดิน 2 ขาได้สำเร็จ เมื่อจบชั้นมัธยมต้น  ขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อสายอาชีพ  แต่ผมอยากเรียนรู้วิธีการผลิตรายการโทรทัศน์จึงเลือกสอบเข้ามัธยมปลายที่โรงเรียนขามแก่นนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดรับนักเรียนพิการ ถึงจะสอบเข้าไปเรียนได้  แต่ไม่วายเกิดปัญหาตามมา  เนื่องจากห้องเรียนของผมอยู่ชั้น 5  ครูเห็นว่าน่าจะขึ้น - ลงลำบาก  จึงเสนอให้ผมลงมาเรียนชั้นล่าง  ปรากฏว่าห้องนั้นเป็นห้องที่เด็กส่วนใหญ่ค่อนข้างเกเรไม่สนใจเรียน  และมักโดดเรียนยกห้องอยู่เสมอ  ผมจึงไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่นักแต่มันยังไม่หนักเท่าเพื่อน ๆ รุมแกล้งผมเป็นประจำ  เหตุการณ์ที่หนักที่สุดคือ เพื่อนในห้องนำประทัดมายัดใส่ไว้ใต้โต๊ะพร้อมจุดไฟ  ผมตกใจมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนั้นคิดแค่ว่าไม่อยากเรียนต่ออีกแล้ว แต่แม่บอกให้ผมอดทนเรียนให้จบเทอมแล้วค่อยหาทางย้าย หลังผ่านไปหนึ่งเทอม  แม่ก็ทำเรื่องย้ายผมไปเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ปกติแล้วโรงเรียนจะไม่รับนักเรียนพิการ  แต่เปิดโอกาสให้ผมเป็นกรณีพิเศษ  โดยกำหนดว่าผมต้องสอบเข้าด้วยเกณฑ์ของนักเรียนปกติ  ผมจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่จนสอบเข้าได้สำเร็จ ช่วงแรกผมยังปรับตัวไม่ได้ทั้งเรื่องการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก  ต้องขึ้นรถสองแถว  ต่อรถประจำทาง  และรูปแบบการเรียนที่เปลี่ยนไป  ต้องเปลี่ยนห้องเรียนไปเรื่อย ๆ ตามวิชาต่าง ๆ  ทำให้ต้องขึ้น - ลงบันไดทั้งวัน  รวมทั้งความที่โรงเรียนยังไม่เคยรับนักเรียนพิการมาก่อน  ผมจึงกลายเป็นนักเรียนพิการเพียงคนเดียวในโรงเรียน  และแทบไม่รู้จักใครเลย  ผมทั้งเหนื่อยและท้อจนกลับมาร้องไห้ที่บ้านทุกวัน  แต่ก็พยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งผมจะถามตัวเองว่า “เราทำเพื่อใคร”  แล้วก็ได้คำตอบว่า “ตัวเอง”  เพราะผมเรียนเพื่อให้ตัวเองมีความรู้  มีงานทำและมีอนาคต  และเมื่อถามตัวเองต่อว่า “ใครทำเพื่อเรา”  คำตอบคือ “แม่”  เพราะแม่ยอมลำบากมาตลอดเพื่ออนาคตของผมการคิดเช่นนี้ทำให้ผมมีกำลังใจสู้มากขึ้น  และเรียนรู้วิธีปรับตัวกับเข้าสังคมใหม่ ๆ พอขึ้น ม. 6 ผมเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่  ตลอดระยะเวลา 5 เดือน  ผมตั้งใจอ่านหนังสือทุกวัน  เพราะผมไม่มีเงินไปเรียนพิเศษเหมือนคนอื่น ๆ บางครั้งก็ยืมหนังสือเพื่อนมาถ่ายเอกสาร ตอนนั้นผมมุ่งมั่นมาก  เพราะคิดว่าถ้าไม่ทำ ตอนนี้เราก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ความพยายามไม่ทำให้ผมผิดหวัง ผมสอบเข้าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในโครงการนักศึกษาพิการได้สำเร็จ  ผมดีใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้  แม่ผมก็ดีใจไม่แพ้กัน  แม้ในช่วงแรกผมยังต้องปรับตัวกับการอยู่หอ  เรียนรู้วิธีเดินทางและการเรียนการสอนในระบบมหาวิทยาลัย  แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี  จากนั้นผมเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ชีวิต ผมชอบทำกิจกรรมมาก  เคยแม้กระทั่งเป็นการ์ดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ - ธรรมศาสตร์ทำหน้าที่กันคนไม่ให้เข้าสนาม  ประสบการณ์ครั้งนั้นทั้งสนุกและมีค่ามาก แต่แล้วชีวิตกลับพลิกผันอีกครั้ง ในช่วงที่ผมกำลังจะขึ้นปี 3  เนื่องจากผมชอบร่วมกิจกรรม แต่จัดสรรเวลาได้ไม่ดี ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ  จนมหาวิทยาลัยเสนอทางเลือกให้ 2 ทาง  คือ  “เรียนต่อ” โดยมีข้อแม้ว่าต้องสอบทุกวิชาใหม่ทั้งหมดให้ผ่านเกณฑ์หรือเลือกยอมแพ้และ “รีไทร์” ผมเสียใจมาก แต่พยายามคิดว่าเราต้องผ่านไปให้ได้  จึงกลับมาคิดทบทวนและให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำสำเร็จมาขนาดนี้แล้ว  ถึงอย่างไรก็ต้องสู้ต่อ  และต้องผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ ผมเชื่อว่าไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์จะทำไม่ได้  เราเกิดมามีสมอง  มีความคิดความอ่าน  ถึงอย่างไรก็ไม่มีคำว่า “หมดหนทาง” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เราต้องมีสติ  คิดอย่างรอบคอบ  และอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำลังใจจากคนที่เรารัก  เมื่อไรที่เจอปัญหาจงหันไปหาคนคนนั้น  เพื่อนำกำลังใจจากเขามาเป็นกำลังสู้ต่อไปทุกครั้งที่ผมรู้สึกเหนื่อยหรือท้อใจ  คนแรกที่ผมจะเดินเข้าไปหาคือ “แม่” เพราะแม่เป็นทุกอย่างในชีวิต  เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมมีกำลังสู้ต่อ ผมเลือกเรียนต่อ  แม้จะต้องอ่านหนังสือหนักมาก  แต่สามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ตอนนี้ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3  สาขาโฆษณาและทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟรายการโทรทัศน์  ในอนาคตผมฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ผลิตโฆษณาออกมาให้ทุกคนได้ชมกัน ผมเชื่อว่าจะมีวันนั้นอย่างแน่นอน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์  ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก  จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้นเลือกเกิดได้  คนเราย่อมต้องการชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากกว่าความบกพร่องแต่เมื่อชีวิตได้เกิดมาแล้ว  แม้อาจไม่สมหวังดั่งใจปรารถนา  เราผู้เป็นเจ้าของชีวิตก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักชีวิตของตัวเองท่ามกลางความบกพร่องให้ได้ เพราะเมื่อใดที่เราจมอยู่กับความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง  จนไม่ยอมเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดสิ่งดี ๆ  เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว  แต่เมื่อใดที่เรารู้จักปรับใจเพื่อมองหาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่มากกว่าสิ่งร้าย ๆ ที่ปรากฏ  พร้อมกับรู้จักรักตัวเอง  สิ่งงดงามที่ซ่อนอยู่ภายในย่อมพร้อมจะเบ่งบาน  เพื่อทดแทนความพร่องทางกายที่คนอื่นมองว่ามันคือ […]

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ถึงครอบครัว ชมพู่ ก่อนบ่าย ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ จะยากจน พวกเราสี่คนต้องอยู่รวมกันในห้องแถวเล็กๆ แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ อีกแค่หนึ่งคัน แต่พ่อกับแม่ก็พยายามเลี้ยงลูกๆ อย่างดีที่สุด ไม่เคยปล่อยให้ลูกๆ ต้องลำบากอดมื้อกินมื้อ ชมพู่จึงฝันอยู่เสมอว่า อยากโตไวๆ จะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ได้บ้าง ความที่ชอบกล้าแสดงออกและพอจะร้องเพลงได้หลายแนว ชมพู่จึงชวนเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีกันตั้งแต่มัธยมต้น โดยไม่พลาดที่จะรับหน้าที่นักร้องนำเอง วงของชมพู่นอกจากจะเล่นในโรงเรียนแล้ว บางทีก็ส่งไปประกวดตามที่ต่าง ๆ ด้วย พอปิดเทอมวงเราก็ไปรับจ๊อบตามร้านอาหารต่อ ช่วงนั้นนอกจากร้องเพลงแล้ว ชมพู่ก็ยังรับจ๊อบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แจกใบปลิวตามห้าง แจกสินค้าทดลอง ฯลฯ ถึงต้องทำงานแทบทุกเสาร์ - อาทิตย์ แต่ชมพู่ก็สู้ตายเพราะตั้งใจว่า ก่อนจะดูแลพ่อแม่ ต้องเริ่มจากดูแลตัวเองให้ได้ก่อน พอใกล้เรียนจบ เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มวางแผนไปสมัครงานตามออฟฟิศต่าง ๆ มีแต่ชมพู่ที่ปฏิเสธไม่ไปอยู่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ คงไม่เหมาะกับงานออฟฟิศนั่งโต๊ะแน่ ๆ แถมตอนนั้นรายได้จากการร้องเพลงก็พอใช้ได้และเป็นงานที่สนุก ชมพู่จึงตัดสินใจร้องเพลงตามเดิมไปก่อน แต่แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาของเด็กจน ๆ ก็พลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อ น้าโย่ง เชิญยิ้ม บังเอิญ ได้มาเห็น “แวว” บ้า ๆ บอ ๆ บวกกับความฮาแบบไม่มีกั๊กของชมพู่เข้า น้าโย่งจึงชวนให้ลองไปแคสติ้ง (casting) บทตลกในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ดู เผื่อจะเข้าตาทีมงานบ้าง เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ชมพู่จึงตอบตกลงทันที ในวันแคสติ้ง พี่เป็ด เชิญยิ้ม ก็สั่งให้ชมพู่เข้าฉากกับน้าโย่งแบบสด ๆ ไม่มีสคริปต์ เพราะต้องการดูว่ามีไหวพริบเหมาะกับการเป็นตลกหรือไม่ ชมพู่อาศัยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาบวกกับความบ้าเฉพาะตัวทำให้การแคสติ้งวันนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พร้อม ๆ กับมี “ชมพู่ ก่อนบ่าย” ตลกหญิงดาวรุ่งแจ้งเกิดในเวลาต่อมา รายได้จากอาชีพนักแสดงตลกนอกจากจะทำให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ชมพู่ยังสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องชายได้ด้วยเท่านั้นยังไม่พอ ชมพู่ยังเริ่มฝันต่ออีกว่าน่าจะมีกิจการเล็ก ๆ ให้ที่บ้านด้วย จะได้มั่นคงมากขึ้น ระหว่างที่คิดว่าจะทำอะไรดี ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แม่เคยพูดเปรย ๆ ไว้ตั้งแต่ชมพู่ยังเด็กว่า “อยากทำร้านอาหาร”ด้วยความที่อยากให้ฝันของแม่เป็นจริง ชมพู่จึงเริ่มหารือกับหุ้นส่วนก่อนจะตกลงทำร้านอาหารที่ชลบุรีในเวลาต่อมา จากนั้นก็ซื้อที่ดิน 2 ไร่ แบ่งเป็นร้านอาหาร 1 ไร่ และที่จอดรถอีก 1 ไร่ แต่เชื่อไหมคะว่าชมพู่ทำโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ทั้งที่ไม่มีเงินเก็บเลย ต้องอาศัย “การหมุนเงิน” จากบัตรเครดิตที่มีอยู่นับสิบใบอย่างเดียว ในไม่ช้าร้านอาหารในฝันของแม่ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริง ๆ เราทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลงานด้านต่าง ๆ เมื่อมีเวลาว่าง ชมพู่ก็จะรีบตีรถจากกรุงเทพฯเข้ามาช่วยงานที่ร้านทันที ไม่ว่าตำแหน่งไหนชมพู่ก็ทำได้หมด ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ เด็กเสิร์ฟนักร้อง ไปจนถึงผู้จัดการร้าน เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี กิจการกำลังไปได้ด้วยดี แต่จู่ ๆ ชมพู่ก็เกิดขัดแย้งกับหุ้นส่วนอย่างรุนแรง จนพ่อกับแม่ขอให้“ถอนเงินลงทุนทั้งหมด” ออกจากร้านทันที ทว่าเรื่องกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะแทนที่จะได้เงินทุนติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ชมพู่กลับต้องหอบ “หนี้สินก้อนโต” มาแทนเสียนี่!…หนี้เหล่านี้เกิดจากการหมุนเงินของชมพู่ที่เล่ามาข้างต้นนั่นเอง แรก ๆ ก็ยังไม่หนักใจเท่าไหร่ คิดว่าทำงานไปเรื่อย ๆ ก็คงใช้หนี้ได้หมด แต่พอแม่เริ่มเฉลยว่า จริง ๆ แล้วร้านยังมีหนี้ตรงนั้นตรงนี้อีกหลายก้อน ชมพู่ก็เริ่มเครียดเพราะกลายเป็นว่า เบ็ดเสร็จแล้วชมพู่ต้องใช้หนี้ถึง 4 ล้านบาท จากช่วงชีวิตที่กำลังไปได้ดี จู่ ๆ ก็ต้องมาสะดุดครั้งใหญ่ แต่โชคดีที่ชมพู่ไม่ใช่คนจมอยู่กับปัญหา คิดแค่ว่าเมื่อปัญหาเกิดแล้วเราก็ต้องรีบแก้ไข จะได้ทำอะไรใหม่ ๆ ต่อไปได้ สมัยเด็ก ๆ เราเคยลำบากมากกว่านี้ ต้องทำงานสารพัด แต่ก็ยังผ่านมาได้ แม้วันนี้เราจะมีหนี้ก้อนใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหานี้ได้แน่ ๆ ถ้าจะใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น ก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการ“ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง” ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นขณะเดียวกันก็ต้อง “หารายได้เพิ่มขึ้น” ด้วย ช่วงนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชมพู่ได้ลองท้าทายตัวเองด้วยงานใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกร งานอีเว้นต์ รวมไปถึงละคร เชื่อไหมคะว่า ชมพู่มีคิวงานแน่นเอี้ยดทุกวัน บางวันต้องวิ่งรอกถึง 3 – 4 งาน กินนอน พักผ่อนไม่เป็นเวลาเลย ตอนนั้นต่อให้ทำงานมากเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย เพราะนอกจากจะรู้สึกสนุกไปกับงานทุกชิ้นแล้ว ยิ่งพอคิดว่า “เรามีหนี้ที่ต้องใช้” ชมพู่ก็ยิ่งมีแรงฮึดว่าต้องทำให้ได้ เรียกว่า “เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นบ้า โดยมีหนี้เป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจ” หนึ่งปีต่อมา ด้วยความทุ่มเทแบบสุดตัว ชมพู่ก็สามารถใช้หนี้ก้อนโตได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ คราวนี้ก็เริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ ไม่มัวมานั่งเสียดายเวลาอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีแรง ไม่ขี้เกียจ ไม่นานก็หาใหม่ได้ บทเรียนเรื่องหนี้ก้อนโตนี้ยังสอนให้รู้ว่า การทำธุรกิจต้องคิดให้รอบคอบอย่าใจร้อนด่วนตัดสินใจ ต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อป้องกันให้เกิดปัญหาตามมาน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องหุ้นส่วนหรือเรื่องเงิน การโหมทำงานหนักในครั้งนั้นยังทิ้ง“ของฝาก” ไว้ให้ชมพู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกฉีก ซึ่งเกิดจากการทำงานที่มีทั้งต้องใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ การออกท่าออกทางหนัก ๆ ตามสไตล์นักแสดงตลก ตลอดจนการกินอาหารและการพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ชมพู่มีอาการโรคกระเพาะและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรบกวน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชมพู่รู้ว่า บางครั้งการโหมทำงานเพื่อหาเงินได้มาก ๆ เพราะหวังจะได้ใช้เงินนั้นเพื่อความสุขของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นทำอย่างอื่น นอกจากต้องใช้รักษาตัวเอง ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย การทำงานจึงเหมือนการใช้ชีวิตที่ควรยึดทางสายกลาง อย่าทำอะไรหักโหมเกินตัวเพื่อรักษาร่างกายเราไว้นาน ๆ รวมทั้งการให้เวลากับงานแต่ละงานอย่างเต็มที่ ย่อมทำให้งานทุกชิ้นของเรามีคุณภาพยิ่งขึ้นราวกับว่า งานทุกชิ้นเป็นงานที่ดีที่สุด บทความน่าสนใจ ” อยู่กับความเป็นจริง […]

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้ ภาพสามีถูกยิงตายคาที่ในรถกระบะ  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยจางหาย  แต่ที่ทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ การที่ลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…เด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ฉันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พวกเขาจะจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน ชายแดนใต้ วันนั้นอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นเรื่องชาชิน  ฉันเองไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ที่ประกอบไปด้วยพ่อ  แม่  และลูก ๆ อีก 4 คน  เพราะฉันมักจะคิดว่า  “เราไม่เกี่ยวอะไรเลย  เราก็ทำมาหากินของเรา”แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น! ความจริงแล้วฉันเป็นคนไทยพุทธที่เกิดและเติบโตในจังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากจน  หลังเรียนจบ ป. 6 จึงต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ฉันได้งานรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่นอน หลังมีลูกคนแรกได้ไม่นานฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากสามีและตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาว (น้องปอนด์) ตามลำพัง จนวันหนึ่งพี่ชายก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสามีซึ่งเป็นมุสลิมที่ทำงานขายเครื่องเสียงตามบ้าน พบเจอกันไม่กี่ครั้งเขาก็ขอฉันแต่งงานเพราะอยากสร้างครอบครัว ฉันไม่รู้มาก่อนว่าการนับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ หลังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ไม่นาน  สามีก็เปลี่ยนจากการขายเครื่องเสียงมาเป็นลูกจ้างในฟาร์มเลี้ยงนกเขาแถวรามอินทรา ทำได้ราวปีกว่า ๆ เจ้านายก็สนับสนุนให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงนกเขาที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม… เราสองคนมีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน  สามีอายุมากกว่าฉันถึง 21 ปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจโอบอ้อมอารี ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก หลังแต่งงานฉันได้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด  ละหมาดวันละ 5 เวลา และปฏิญาณตนว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับมุสลิมคนอื่น ๆ ซึ่งดูแลฉันเสมือนเป็นญาติพี่น้อง  โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเช่าที่เอาใจใส่ครอบครัวของเราเป็นอย่างดี  เราใช้พื้นที่บริเวณบ้านเช่าสำหรับเลี้ยงนกเขานับร้อยตัว ทว่าหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ  ลูกค้าจากกรุงเทพฯ  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เคยมาติดต่อซื้อขายนกเขาเริ่มลดลง  จนทำให้เราต้องย้ายจากบ้านเช่าหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตำบลตะลุโบะซึ่งใกล้ตัวเมืองมากขึ้น  เพื่อให้ลูกค้าเดินทางได้สะดวก แต่ถึงแม้จะย้ายที่แล้ว  ลูกค้าก็ยังไม่เพิ่มขึ้น ฉันซึ่งเป็นแม่บ้าน นอกจากจะทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ อีก 4 คนแล้ว ก็ยังต้องช่วยสามีอีกแรงด้วยการทำส้มตำขายหน้าบ้านปรากฏว่าขายดี  เราจึงเริ่มขยับขยายไปขายส้มตำที่ตลาดนัดหน้าปอเนาะบาบอเซะซึ่งอยู่ชานเมืองของจังหวัดปัตตานี  มันเป็นการไปขายครั้งแรกของฉัน  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก บ่ายสามของวันนั้น  สามีช่วยฉันเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ  เขาพูดให้กำลังใจฉันว่า  “เราต้องขายดีและขายหมดแน่ ๆ เลยเจ๊ะ”  สามีมักจะเรียกฉันว่า “เจ๊ะ”  เป็นภาษาอิสลามแทนคำว่าแม่  ส่วนฉันก็มักจะเรียกสามีว่า “อาเบ๊าะ” แทนคำว่าพ่อ  ตอนนั้นน้องปอนด์ ลูกสาวคนโตอายุ 11 ขวบ  น้องมัซ ลูกสาวคนถัดมาอายุ 7 ขวบ  น้องธัน ลูกชายคนเดียวอายุ 4 ขวบ และน้องดา ลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ เราต่างช่วยกันขนของขึ้นรถไปขายที่ตลาด  ขนของเสร็จเขาก็กลับบ้านไปกับลูก ๆ  ฉันไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านของเขาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน…ไม่มีคำพูด  ไม่มีคำลา  ไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกให้รู้สักนิดว่าเขากำลังจะจากฉันกับลูกไป หลังขายของได้พักหนึ่ง  น้องปอนด์ก็ตามมาช่วย  พอฉันถามว่าใครมาส่ง  ลูกก็ตอบว่า  “อาเบ๊าะมาส่งและจะไปทำธุระต่อน้องก็ไปกันหมดเลย”  ตอนนั้นฉันไม่คิดอะไรและยังขายส้มตำไปเรื่อย ๆ  จนราวหกโมงครึ่ง  ฉันเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเล็ก ๆ มุงจากของเรายังไม่ได้ต่อไฟฟ้าเข้าร้าน  สามีบอกว่าจะมาจัดการให้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่นี่เริ่มมืดแล้วเขาก็ยังไม่มา  ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ  แต่ก็ยังไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขนาดนี้ขึ้นกับเขา เพียงครู่เดียวมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน  มีน้องมัซนั่งซ้อนท้ายมาด้วย  ลูกสาวหน้าซีด  ตาแดงเหมือนกำลังจะร้องไห้ “อาเบ๊าะขับรถชนต้นไม้  ถูกยิงด้วย” ลูกสาวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามประสาเด็กแต่นาทีนั้นหัวใจของฉันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นึกห่วงลูกคนอื่น ๆ ขึ้นมาทันที “แล้วน้องอยู่ไหน”  ฉันรีบถามหาลูกคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีคนไปส่งน้องที่บ้านแล้ว”  น้องมัซตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นสมองหยุดทำงาน  เห็นรถตำรวจและรถป่อเต็กตึ๊งวิ่งผ่านหน้าฉันอย่างเร่งรีบไปยังที่เกิดเหตุ  หลังจากนั้นฉันก็ขอให้ลูกค้าที่มาซื้อส้มตำขับรถพาฉันไปยังที่เกิดเหตุทันทีมีคนมุงดูเยอะมาก  ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา  เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์จนฉันหูอื้อตาลายไปหมด ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของสามีผู้เป็นที่รักนอนจมกองเลือดอยู่  ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด  ร่างของเขาถูกยิงหลายสิบนัดกระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย  เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด  หลายคนที่รู้จักเขาร่ำไห้ด้วยความสงสาร ฉันซึ่งแต่แรกร้องไห้ไม่ออก  ได้แต่มึนงง  เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของคนอื่นก็เริ่มปล่อยโฮออกมา ต่อไปนี้เรา 5 คนแม่ลูกต้องอยู่กันตามลำพัง  ลูก ๆ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อไม่ต่างกับฉันในวัยเยาว์  แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจยิ่งกว่าคือ  การที่ลูก ๆ ทั้งสามคน  น้องมัซน้องธัน  และน้องดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตมาได้  แต่ฉันไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า  เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจของพวกเขา น้องมัซเล่าว่า  คนร้ายเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ขับมอเตอร์ไซค์มาสองคัน  พวกเขาไม่ได้สวมหมวกหรือปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด หลังจากประกบยิงสามีของฉันจนเสียชีวิตและรถเสียหลักไปชนต้นไม้แล้ว  พวกเขาก็ยังเดินอย่างใจเย็นมารื้อค้นข้าวของในรถในขณะที่ลูกของฉันพยายามร้องขอชีวิต “พี่อย่าทำอะไรหนูเลยนะ…”  น้องมัซเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  โชคดีที่เด็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถูกทำร้าย น้องมัซเล่าว่า  วัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นคนร้ายพูดว่า  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร”  พวกเขาปล่อยชีวิตลูกของฉัน  แต่กลับพรากชีวิตพ่อของพวกเขาไป  เด็ก ๆ ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะธัน  ลูกชายคนเดียวที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด  เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังใจ จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้และมีความคิดอยากแก้แค้นคนที่มาฆ่าพ่อ เวลาเห็นปืนเด็กเล่น  เขาจะขอร้องให้ฉันซื้อให้  แต่ฉันจะบอกลูกว่า  “เราจะไปยิงคนอื่นไม่ได้  ไม่ดี  ถ้าใครทำผิดเราต้องไปจับเขา  ไม่ใช่ไปยิงเขา  พ่อเคยเป็นตำรวจมาก่อน  พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีนะลูก” ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามีโดนทำร้ายจนถึงชีวิตอาจมาจากการที่เขาเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน  จึงทำให้คนบางกลุ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา นับตั้งแต่วันที่สูญเสียสามี  ฉันไม่เคยคิดอาฆาตพยาบาทใครเลยแม้แต่น้อย  เพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่า  “ไม่ใช่มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้”  ห่วงก็แต่ลูก ๆ เท่านั้น ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาเยียวยาจิตใจของพวกเราเลย  เงินช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเพียงแค่วัตถุ  แต่สิ่งที่พวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจริง ๆ คือการเยียวยาจิตใจ   หลังงานศพผ่านไป ภาพของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่เคียงข้างทำให้ฉันคิดว่า  ถ้าฉันอ่อนแอแล้วลูกจะอยู่อย่างไร  นี่คือกำลังใจสุดท้ายที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง วันนี้จิตใจของฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว  ฉันและเพื่อน ๆ ที่เป็นหม้ายซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมกลุ่มกันทำน้ำพริกและเมี่ยงคำสำเร็จรูปในชื่อ “เซากูน่า” (ZAUQUNA) ซึ่งหมายถึง  “รสชาติของเรา” นำไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองปัตตานี  และนำไปออกร้านตามสถานที่จัดงานประชุมรวมทั้งผลิตตามคำสั่งของลูกค้าด้วย  เพื่อช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ของผู้หญิงจากชายแดนใต้ที่ได้รับรางวัล “สตรีต้นแบบ” จากออกซ์แฟม ประเทศไทย   เวลานี้ฉันก้าวข้ามความเจ็บปวดมาได้แล้ว  และอยากจะจับมือผู้หญิงอีกหลายคนให้เดินผ่านหมอกควันแห่งความสูญเสียไปด้วยกัน  ทุกวันฉันได้แต่เฝ้าวิงวอนขอพรต่อองค์อัลลอฮ์ว่า “ขอให้เกิดความสงบในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเถิด” ข้อคิดจากพระอาจารย์อานนท์  อัมโรภิกขุ  สวนป่าโพธิ์ธรรม  จังหวัดพังงา “แม้จากไปก็เหลือมรดกทางใจทิ้งไว้” […]

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ หลายปีก่อน เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ  เคยรู้สึกแย่กับชีวิตสุด ๆ ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ความรู้สึกนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้น “เกลียดชีวิตตัวเอง” แถมเจินยังเคยคิดด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่จะหมดอายุขัยเสียที จะได้จบ ๆ เรื่อง ไม่ต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้ ช่วงที่เกิดเรื่องเจินกำลังเรียนปริญญาโทค่ะ ส่วนงานที่ทำอยู่ก็มีทั้งพิธีกร ถ่ายละคร เท่านั้นยังไม่พอ เจินยังหุ้นกับรุ่นพี่อีกสองคนเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็ก ๆ รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ทั่วไปด้วย บริษัทที่ว่านี้เป็นหนึ่งในความฝันของเจินค่ะ หลังจากคลุกคลีในวงการบันเทิงได้สักพัก รู้จักผู้คนมากมาย เจินก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน ยิ่งมีหุ้นส่วน 2 คนเคยทำงานโปรดักชั่นมาร่วมด้วย เจินยิ่งมั่นใจ เพียงแต่ระยะแรก ๆ อาจเหนื่อยสักหน่อยเพราะเรามีกันอยู่แค่ 3 คน หลังจากได้โจทย์ผลิตรายการจากสถานีโทรทัศน์มา พวกเราเห็นพ้องกันว่าจะผลิตรายการแรกนี้ด้วยเงินทุนของบริษัท แทนที่จะรองบประมาณจากทางสถานีฯเหมือนผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ เนื่องจากพวกเราคิดแล้วว่าวิธีนี้สามารถทำเงินได้มากกว่า ขอแค่เราขายโฆษณาได้เท่านั้น พูดง่าย ๆ แอบ “โลภ” นั่นเอง พวกเราทำงานกันตัวเป็นเกลียว ทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ นับแต่งานในออฟฟิศไปจนถึงออกกองไปถ่ายทำ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เจินก็สู้ไม่ถอย ทุ่มเทสุด ๆ เพราะอยากให้ทุกภารกิจผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ช่วงนั้นกว่าเจินจะได้นอนก็ตีสามหรือตีสี่ไปแล้ว ถ้าวันไหนมีงานมาก ๆ เจินแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ! แต่แล้วผลกลับออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบริษัทของเราจะขายโฆษณาไม่ได้แล้ว สถานีฯยังไม่ชอบรูปแบบรายการด้วย ทุกอย่างที่ลงทุนไปจึงสูญเปล่า ไม่มีรายรับเข้ามาสักแดงเดียว เท่านั้นยังไม่พอบัญชีของบริษัทยังเริ่ม “ติดลบ” ด้วย เมื่อเห็นท่าไม่ดี พวกเราจึงตกลงยุติบทบาทของบริษัทแต่เพียงเท่านี้ แค่บริษัทเจ๊ง ความฝันพังทลายยังไม่พอ เจินยังมีปัญหาเรื่องความรักเข้ามาอีก ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้เจินรู้สึกโคตรท้อนอยด์ จิตตก เครียด นอนไม่หลับ ชีวิตรวนไปหมด ไม่ดูแลตัวเอง หัวฟู สิวพรึ่บ ช่วงที่ขับรถคนเดียวก็ร้องไห้ตาบวม แต่ถึงอาการจะแย่แค่ไหน พอกลับเข้าบ้านปั๊บเจินก็ต้องพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มแย้มมีความสุขเพราะไม่อยากให้คนอื่นพลอยไม่สบายใจไปด้วย เจินใช้ชีวิตบนความทุกข์และเกลียดชีวิตตัวเองอยู่นานเป็นเดือน ๆ จนพี่โปรดิวเซอร์รายการที่ทำอยู่สังเกตเห็นและเอ่ยปากว่า “คนเราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว อย่าให้ปนกัน ไม่อย่างนั้นจะแย่” ยิ่งได้ฟังเจินก็ยิ่งแย่ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โชคดีว่าวันหนึ่งได้ยิน พี่จินนี่ (ธนิดา กาญจนวัฒน์) พูดว่าจะไปปฏิบัติธรรม เจินจึงขอไปด้วยทันทีแบบไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าที่นี่แหละที่เจินจะได้อยู่คนเดียวสมใจ 5 วันในการปฏิบัติธรรมเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า “เจินทุกข์เพราะอะไร” ทุกข์ทั้งหลายมันเกิดจาก “ความคาดหวัง” ของเจินเองทั้งนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น พอไม่ได้ก็เจ็บใจ ทุกข์ใจ และเสียใจ ชีวิตข้างหน้าถ้าไม่อยากทุกข์หนักแบบนี้อีก ก็ต้องคาดหวังกับชีวิตน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าให้ใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายนะคะ วางเป้าหมายเอาไว้แล้วค่อย ๆ ไปให้ถึง ทำทุกอย่างแบบพอดี ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง หลังกลับจากปฏิบัติธรรม จิตใจของเจินเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดได้ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป มา “เริ่มต้นใหม่” ดีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตของเจินก็พบจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้มารู้จัก พี่แนท (ศุภชัย วิเศษไพฑูรย์ – สามี)น่าแปลกที่ปกติเจินมักไม่ค่อยเปิดใจเล่าอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังไม่เล่า แต่เจินกลับกล้าเล่าปัญหาทุกเรื่องให้เขาฟัง เล่าแล้วพี่แนทมักจะมีคำถามย้อนกลับมาให้ได้คิดเสมอ เช่น เจินบอกว่าอยากทำงานให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ พี่แนทก็จะถามว่า เจินต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะรู้สึกพอ เป้าหมายในชีวิตของเจินอยู่ตรงไหน นั่นทำให้เจินเงียบไปเลย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเคยถามเจินแบบนี้แล้ว เจินเองก็ยังไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ […]

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นบนรถไฟหัวกระสุนความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าจากเมืองเซ็นดะอิ ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่กรุงโตเกียว ณเดชน์ คูกิมิยะ พระเอกหนุ่มขวัญใจคนไทยย้ายจากที่นั่งข้างๆ มารดาของเขามานั่งข้างๆ ผมเพื่อให้สัมภาษณ์ เสื้อยืดสีขาว กางเกงคาร์โก้ขายาวสีคาราเมลตัวโปรด รองเท้าผ้าใบสีเหลืองอ๋อย แว่นตาเลนส์หนา ผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากเนื่องจากยังไม่ได้ผ่านการตกแต่ง ทำให้เขาดูเด็กลงเมื่อเทียบกับมาดเท่ๆ แบบพระเอกในละคร อาจเพราะความเป็นซูเปอร์สตาร์ยังเดินทางมาไม่ถึงแดนอาทิตย์อุทัย ณเดชน์จึงดูสบายๆ กว่าที่เคยเป็น ห้าวันที่ได้ทำงานใกล้ชิด ทำให้รู้สึกว่าเขาก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้ถูก-ผิดจากสิ่งรอบตัว อาจดูซุกซนในบางครั้ง แต่ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียงที่น่ารักมากถึงมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยรู้จัก ไม่ถือตัว จิตใจดี มองโลกในแง่บวก มีน้ำใจ ที่สำคัญคือ เป็นวัยรุ่นที่สะกดคำว่า “ธรรมะ” เป็น และยึดถือเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต …ณเดชน์หันไปมองซากุระนอกหน้าต่าง แกะข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอนใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะหันมาตอบคำถามที่ร่างขึ้นจากเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำถามอันเนื่องมาจากความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขานั่นเอง โลกทุกวันนี้เติมไปด้วยสารพัดสิ่ง มีทั้งดีและไม่ดี คิดว่าการเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในศีลธรรมยากแค่ไหนครับสำหรับตัวเอง จริงๆ แล้วไม่ยากนะครับ เพียงแต่เราจะมีสติพอที่จะนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยและสถานะของตัวเองได้อย่างไร วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากมาย แต่ก็ควรมีศีลธรรมกำกับการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นสมัยนี้ขาดคือเวลาที่ควรจะมีให้ครอบครัว เอาใจใส่ครอบครัว รวมถึงการดูแลข้างในตัวเอง คนสมัยนี้รูปร่างหน้าตาดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะวิทยาการหลายอย่างช่วย […]

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ บางวันเราอาจเห็นผู้ชายคนนี้ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ร้องและเต้นอย่างสุดเหวี่ยงอยู่กลางตลาด ในขณะที่หลายๆ คืนก่อนหน้านั้นก็อาจได้ชมเขาพลิกบทบาทมาเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือว่าไอ้หนุ่มคนยากที่มากด้วยอุปสรรคในชีวิตรัก แต่ไม่ว่าจะรับบทเป็นตัวละครตัวไหน เขาก็จะมุ่งมั่นลงลึกในทุกรายละเอียดอย่างเต็มที่เสมอ ดังที่ได้เคยลั่นวาจาเอาไว้ในหลายๆ ครั้งว่า “ผมจะทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีในวงการบันเทิงอาจไม่ยาวนานพอที่จะพิสูจน์ถึงคำพูดนี้ แต่จากหลากหลายงานที่เขาทุ่มเททำทั้งในจอและนอกจอ ทั้งงานเพื่อสร้างความบันเทิงและงานช่วยเหลือสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ก็พอจะบ่งบอกไดไม่มากก็น้อยว่า…เขาเต็มที่กับสิ่งที่เขาทำขนาดไหน อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งปักใจเชื่อข้อความข้างต้นนี้มากนัก จนกว่าคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาค่อนข้างมากในช่วงหลายๆ ปีมานี้คืออะไร ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมนี้ให้อะไรกับผมเยอะมาก ทำให้ผมมีวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่ผมพอจะตอบแทนสังคมได้บ้างแล้ว ก็อยากจะหากิจกรรมทำเพื่อสังคมบ้าง ในมุมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว จุดเริ่มต้นที่คุณมาทำหน้าที่ทูตของสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคืออะไร ปกติผมเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว พอดีเมื่อปี 2553 ทาง WSPA (World Society for the Protection of Animals) เขามีโครงการล่ารายชื่อผู้สนับสนุนโครงการคุ้มครองสวัสดิภาพและปกป้องสัตว์จากทั่วทุกมุมโลกให้ได้สิบล้านรายชื่อ ซึ่งผมเองได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ด้วย หลังจากนั้นผมก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตดับเบิลยูเอสพีเอ และได้ไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพของสัตว์ ผมมองว่าถ้าเราสามารถปลูกฝังให้เด็กๆ เข้าใจในเรื่องนี้ได้ เขาก็น่าจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ นอกจากนั้นผมก็คิดว่า คนที่เลี้ยงสัตว์มักเป็นคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตา ถ้าสังคมมีคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตามากๆ […]

เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก

เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก ในละครแต่ละเรื่อง นอกจากจะมีตัวละครเด่น ๆ ซึ่งได้แก่ พระเอก – นางเอกแล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านางร้ายหรือตัวอิจฉาก็คือตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีส่วนทำให้ละครเรื่องนั้นมีสีสันเข้มข้น และมีอรรถรสน่าติดตามยิ่งขึ้น Secret ขอนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของ 3 นางร้ายเจ้าบทบาท ที่รับบทร้ายทีไรก็ “ตีบทแตกกระจุย” ทุกที นำทีมโดย คุณกิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์, คุณบุ๋ม – ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และคุณน้ำผึ้ง – ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ คำถามแรกขอเข้าประเด็นเลยนะคะ ว่า ทั้ง 3 คนมักจะได้เล่นแต่บทนางร้าย ไม่ทราบว่าขัดกับบุคลิกจริง ๆ มากไหม และอยากเปลี่ยนไปรับบทอื่นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์บ้างหรือไม่ คุณบุ๋ม : จริง ๆ ก็ไม่ใช่จะรับเล่นแต่บทร้ายนะคะ เพราะอยากให้คนดูได้เห็นว่าเรารับบทดี ๆ ก็เป็น ไม่ว่าจะเป็นบทเจ้าน้ำตาเหมือนอย่างในละคร ในสวนขวัญ ซึ่งต้องมีบทร้องไห้หนักมาก วันหนึ่งสิบกว่าฉาก หรือบทตลกอย่าง […]

ชีวิตติด “หลง” ของ ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด พงศ์สุชาติ

ชีวิตติด “หลง” ของ ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด พงศ์สุชาติ ในบรรดากิเลสทั้งหมด รัก โลภ โกรธ หลง คุณคิดว่ากิเลสตัวไหนเข้ามาทำตัว “เนียนๆ” กับเรามากที่สุด ลองคิดดู ยามรักเราก็ยังรู้ตัวว่ารัก ยามโลภเราก็ยังรู้ตัวว่าโลภ ยามโกรธยิ่งแล้วใหญ่ เห็นชัดๆ กันไปเลย แต่ยามหลงนี่สิ ส่วนใหญ่เราจะเพลิดเพลินเจริญใจ ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังคลุกอยู่ในกิเลส ในบรรดากิเลสทั้งหมด อา (ตุ๊ยตุ่ย – พุทธชาด พงศ์สุชาติ) ขอจัดประเภทของตัวเองว่าติดอยู่ในความหลงมากที่สุด เริ่มจากหลงในอบายมุขที่เรียกว่า “หวย” ก่อนเลย…ใครแถวนี้เป็นบ้าง ยกมือขึ้น ว่าแล้วเรามาฟังเรื่องของอาเลยก็แล้วกัน ทำงานถวายหวย เชื่อไหมว่าอาซื้อลอตเตอรี่มาตั้งแต่เรียนชั้นม.5 ซื้อนิดซื้อหน่อยก็ต้องซื้อ เพราะมีความหวัง มีความสุขที่ได้ฝัน ฝันอยากเสี่ยงโชคแล้วรวยเป็นเศรษฐีง่ายๆ รวยแล้วก็ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย คิดวนเวียนแต่ว่าเสี่ยงโชคใบหนึ่งก็อาจจะได้สองล้าน ไม่ว่าจะซื้อมากซื้อน้อยอย่างไรก็ลุ้นจนตัวเกร็งทุกรอบ ทุกวันนี้อาเข้าใจจิตใจคนที่ซื้อดีว่ามันเป็นอย่างไร เพราะตัวเองเคยเป็นมาแล้ว นอกจากเล่นหวยบนดินแล้ว หวยใต้ดินก็เอากับเขาด้วย ขออนุญาตใช้คำไม่สุภาพนิดหนึ่งนะคะ คือว่าอา “เล่นดักดาน” อยู่อย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติไม่เคยถูกสักงวดเลยในชีวิตแต่ก็ยังเล่น จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จบมาทำงานในวงการบันเทิงก็ยังเล่นเป็นประจำมิเคยขาด แถมยังกล้าทุ่มซื้อคราวละเยอะๆ จนเรียกว่าทำงานถวายหวยได้เลยทีเดียว ตั้งแต่เล่นมา […]

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม  “ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตทั้งนั้น ไม่จากตัวเองก็จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบ” สำหรับผม ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาสี่สิบกว่าปี ผมก็มั่นใจว่าจุดเปลี่ยนทั้งหมดมาจากตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับหรือกำกับให้เป็นไปทั้งนั้น ผมเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน มีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเป็น ลูกคนกลาง หรือ Wednesday Child พอดีเป๊ะ แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่หลายทฤษฎีตีความไว้ เพราะในช่วงป. 1 – ป. 2 ผมก็เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี ไม่มีปัญหาอะไร จะมาเริ่มเละเทะก็ช่วงขึ้นป. 3 นี่แหละครับ แต่จะว่าไปความเกเรของผมมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่รู้สึกว่าตัวเอง “มีไม่ครบ” เพราะหลังพ่อกับแม่แยกทางกัน ลูกๆ สามคนก็อยู่ในความดูแลของแม่ ส่วนพ่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นานๆ ทีถึงจะมาเยี่ยม แถมพอขึ้นป. 3 ครูประจำชั้นก็พูดจาไม่ดี ชอบดุว่าและตีผมโดยไม่มีเหตุผล นั่นทำให้ผมเริ่มแอนตี้การเรียน โดดเรียนแทบทุกวัน […]

ชีวิตคือสิ่งสมมุติของ ดา ชฎาพร รัตนากร

ชีวิตคือสิ่งสมมุติของ ดา ชฎาพร รัตนากร “สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติที่เราสมมุติขึ้นมาเองทั้งสิ้น สมมุติ แล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง” เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อชา สุภัทโท ที่ คุณดา ชฎาพร รัตนากร นักแสดงมากฝีมือยึดมาเป็นหลักประจำใจ เธอมีผลงานการแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องนายซีอุย แซ่อึ้ง หลังจากนั้นก็มีเรื่องอื่นๆ ตามมาไม่ขาดสาย และกลายเป็นนางเอกที่ดังเป็นพลุแตกในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เราก็คงพอจะคาดเดาได้ว่า เธอเป็นนักแสดงที่รักสันโดษมากคนหนึ่ง ดูได้จากน้อยครั้งที่เธอจะให้สัมภาษณ์พูดคุยผ่านสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเธอก็ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป ที่ผ่านทั้งเรื่องราวที่ดีและร้าย มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา มีผิดพลาด ผิดหวัง ฯลฯ แต่ทั้งหมดในวันนั้นกลับทำให้เธอกล้าแกร่งในวันนี้ และมองชีวิตด้วยความเข้าใจมากขึ้นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติ สิ่งสมมุติที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง…ไปฟังเธอเล่ากันเลยดีกว่า สมมุติว่าเป็น… ดาเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงแบบบังเอิญมากกว่าตั้งใจจะไขว่คว้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนสวย ดาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นดารา แต่เป็นแค่นักแสดงที่ต้องทำงานและรับผิดชอบหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น โชคดีว่าค่ายหนังค่ายละครที่เราไปอยู่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่มีใครมาเป็นซุป’ตาร์อยู่ในกองที่ต้องดูแลเอาใจเป็นพิเศษ คำว่า “ดารา” มันหมิ่นเหม่กับการหลงระเริง พูดจริง ๆ นะว่า ดาไม่เคยสัมผัสกับความดังของตัวเอง เพราะตอนที่คนอื่นบอกว่าเราดัง ดาทำงานอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา และที่สำคัญ ลึกๆ […]

ถ้าไม่ถูก “หลอก” วันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้ อั้ต อัษฎา พานิชกุล

ถ้าไม่ถูก “หลอก” วันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้ อั้ต อัษฎา พานิชกุล     “ปิดเทอมนี้กลับไปเยี่ยมคุณยายที่เมืองไทยหน่อยนะลูก อั๊ตไม่ได้กลับไปหลายปีแล้วนะ” ด้วยคำขอของคุณแม่ทำให้ผม อั้ต อัษฎา พานิชกุล ต้องเก็บกระเป๋าบินเดี่ยวกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้จะ “เปลี่ยนชีวิต” ผมไปตลอดกาล ทันทีที่ถึงเมืองไทย ลุงกับป้าก็ยึดพาสปอร์ตของผมไปเก็บแบบเนียนๆ ด้วยเหตุผลว่ากลัวผมทำหาย ไม่ว่าจะพยายามทวงคืนอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมคืนให้ ผมนึกเอะใจเลยโทร.ไปถามแม่ที่แคลิฟอร์เนีย แม่เฉลยความจริงให้ฟังว่า “อยากให้อั๊ตกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะแม่กลัวว่าถ้ายังอยู่อเมริกาต่อไป ลูกจะมีความเป็นอเมริกันมากไปกว่านี้” พอรู้ว่าถูกหลอกให้กลับมาจริงๆ ผมรู้สึกโกรธจัด ขว้างโทรศัพท์ทิ้งต่อหน้าลุงกับป้าทันที เพราะอีกแค่ปีเดียวผมก็จะอายุ 18 ด้วยอายุขนาดนี้ ถ้าเป็นฝรั่งนั่นหมายความว่า ผมเป็นผู้ใหญ่สามารถย้ายออกมาใช้ชีวิตเองได้แล้ว แต่แม่กลับตัดโอกาสนั้นลงด้วยการส่งผมมาอยู่ที่เมืองไทยแทน ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างจากคนถูกทิ้งเลยครับ เพราะที่นี่ผมไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม แม้แต่จะติดต่อกับเพื่อนๆ ที่นู่นก็ลำบากเพราะสมัยนั้นทำได้แค่เขียนจดหมาย ส่งโทรเลข และโทรศัพท์บ้านเท่านั้น ครั้นจะพูดคุยกับญาติๆ ที่นี่ กว่าจะพูดภาษาไทยออกมาได้สักประโยค ผมก็ต้องใช้เวลาเรียบเรียงอยู่นาน     ความอึดอัดเหล่านี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนทั้งกิริยาท่าทาง คำพูดที่ก้าวร้าว บางทีก็อาละวาดโวยวาย แต่ถึงอย่างนั้นลุงกับป้าและญาติๆ ก็พยายามอดทนใจเย็น และไม่เคยปริปากบ่นสักคำ […]

ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์

ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์     เมื่อย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ในยุคที่หนังไทยวัยรุ่นแนวกระโปรงบานขาสั้นกำลังโด่งดังหลายคนคงประทับใจกับบทบาทของสาวน้อยหน้าใส ไว้ผมหน้าม้า ฉายา “แหม่ม จินตหรา 2” อยู่ไม่น้อย แม้วงการมายาจะมอบแต่บทบาทนางเอกที่ดูน่ารัก อ่อนหวานน่าทะนุถนอมให้กับ ต่าย สายธาร นิยมการณ์ อยู่เสมอ แต่ดูเหมือนในชีวิตจริงเธอจะไม่ได้สวยหวานเหมือนบทบาทเหล่านั้นด้วยบุคลิกทะมัดทะแมง พูดจาตรงไปตรงมา รักอิสระและความยุติธรรม จนเป็นที่มาของกระแสข่าวมากมาย ทั้งที่กล่าวว่าเธอท้อง ติดยาเสพติด มีเสี่ยเลี้ยง หรือแม้แต่คลิปที่เธอทะเลาะกับแท็กซี่ก็กลายเป็นเรื่องโด่งดังในสังคมออนไลน์ แต่ความ “จริง” ในชีวิตของเธอนั้นยังมีอีกหลากหลายมุมที่เราไม่รู้ ซึ่งเธอจะมาเผยใจอย่างหมดเปลือกให้เราฟัง… วัยเด็กผูกพันอยู่กับวัด ชีวิตวัยเด็กของต่ายโลดโผนมาก ต่ายเกิดและเติบโตที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบเด็กผู้ชาย จึงมีนิสัยแก่นๆ ชอบออกไปวิ่งเล่น ปั่นจักรยานกับเพื่อนแถวบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่ายจำได้ดีคือ พ่อกับแม่จะสอนให้ต่ายสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่เด็ก หากวัดผาสุการาม (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดไม้ลุงขน) มีงานบุญ พ่อกับแม่ก็จะพาต่ายไปช่วยงานที่วัดเสมอ แต่ที่ทำให้ต่ายชอบการไปวัดคือ ขากลับท่านเจ้าอาวาสมักจะให้ขนมและผลไม้ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นประจำ ดังนั้นแม้ว่ารอบบ้านของต่ายจะรายล้อมไปด้วยสถานเริงรมย์และบ่อนการพนัน แต่ต่ายกลับไม่เคยสนใจหรือข้องแวะกับการพนันและอาชีพขายบริการเลย หลายคนอาจมองว่าเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดลอ้ […]

ผมเป็น จิตอาสา ไม่ใช่ขาโหด! เรื่องเล่ายิ้มๆ ของกลุ่มนักศึกษาช่วยสังคม

ผมเป็น จิตอาสา ไม่ใช่ขาโหด! เรื่องเล่ายิ้มๆ ของกลุ่มนักศึกษาช่วยสังคม     Secret มีโอกาสไปร่วมโครงการอบรม จิตอาสา  ศีลธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพ่อหลวง ค่ายพุทธบุตร วัดสามชุด จ.สุพรรณ บุรี ขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมเตรียมเข้าแถวรับอาหารเช้า มีกลุ่มนักเรียนชายใส่เสื้อช้อปขมีขมันยกอุปกรณ์สำหรับรับประ ทานอาหารมาจัดเรียงอย่างเรียบร้อย และเป็นผู้ตักข้าวให้กับผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อได้พูดคุยกันก็พบว่าน้องๆ กลุ่มนี้ เป็นนักศึกษาในชมรมรักธรรม จิตอาสา พัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี จุดประสงค์ของชมรมคือ เป็น จิตอาสา ต้องการสร้างประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุด  ว่าที่ร้อยตรีณัฐพล ประธานชมรมเล่าถึงเหตุที่ชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคมว่า     “ผมทำเพื่อในหลวงครับ ผมมีความสุขที่ได้ช่วย สำหรับผมแค่ได้ให้ก็พอแล้ว”     น้องโอม พศธร หนึ่งในสมาชิกรักษ์ธรรมเล่าถึงความประทับใจในการทำกิจกรรม จิตอาสา เพื่อสังคมให้ฟังว่า “พวกเรามีโอกาสได้ช่วยเหลือชาวบ้านบนดอย ไปติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า หรือบางครั้งเจอชาวบ้านบางชุมชนเขาไม่มีเงินซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วพวกเราเข้าไปช่วย เขาบอกขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ ผมแค่เห็นเห็นชาวบ้านยิ้มได้ ผมก็มีความสุขแล้วครับ”     หากใครที่ยังหาความสุขในชีวิตไม่เจอ ลองเป็นผู้ให้ดูสักครั้งแล้วคุณจะรู้ว่า ความสุขนั้นหาง่ายนิดเดียว บทความน่าสนใจ มีธรรมครองจิต ชีวิตยืนยาว […]

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1) ชีวิตของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้สนุกสนานเฮฮาตลอดเวลาเหมือนโฆษณายอดฮิต “สมศรี…อยู่มา 5 ปี” ที่น้ำเคยถ่ายโฆษณาไปเมื่อหลายปีก่อน และไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครหลายคนคิด บางช่วงบางตอนของชีวิตน้ำก็ได้ประสบพบเจอกับบทเรียนอันมีค่าที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้น้ำเข้าใจความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ในวัยเรียน ชีวิตของเราผ่านแบบฝึกหัดมามากมายเพื่อทำให้เรากลายเป็นคนเก่ง… ในวัยผู้ใหญ่ บทเรียนในชีวิตของเราต่างไปจากเดิมมีทั้งยากมีทั้งง่ายปะปนกันไป แต่ยิ่งผ่านบทเรียนในชีวิตไปได้มากเท่าไร ก็ทำให้เราเกิดปัญญา เข้าใจความทุกข์ความสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น บางอย่างเราคิดว่ายากแล้ว ทุกข์แล้ว แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทุกข์กว่าอาจกำลังรอเราอยู่ เพื่อให้เราได้พิสูจน์ตัวเองและผ่านมันไปให้ได้ ต้นทุนความรักจากครอบครัว น้ำถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อ(ทวีศักดิ์ ปานะนนท์) และคุณแม่ (นพพร ปานะนนท์) ที่รักและเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นนักธุรกิจที่มีภารกิจมากมายในแต่ละวัน แต่ใน 365 วันอาจมีเพียงแค่ 5 วันเท่านั้นที่คุณพ่อไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน ท่านมีความเป็นแฟมิลี่แมนสูงและรักครอบครัวมาก ส่วนคุณแม่รับราชการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในขณะที่คุณพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรต้องวางแผน มีเป้าหมายมีการวัดผลทุกอย่าง แต่คุณแม่เป็นคนอบอุ่น อ่อนหวาน ทั้งเช้าและเย็นทำหน้าที่ไปรับไปส่งลูกสาวสี่คน (น้ำเป็นลูกคนที่สาม) ไปโรงเรียน ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับมานั่งปอกผลไม้ […]

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ) “ในดี มีเสีย ในเสีย มีดี”…หลวงพ่อชาเคยเทศน์ไว้เมื่อนานมาแล้ว     น้ำ ปริษา ปานะนนท์ พบธรรมะข้อนี้ของท่านในหนังสือ ธรรมะติดปีก ที่เขียนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี เมื่อ 5 – 6 ปีก่อน จากข้อความเรียบง่ายนี้ หลวงพ่อชาขยายความหมายไว้ว่า ที่ที่มีความสกปรกนั่นแหละ เราจะค้นพบความสะอาด ที่ที่มีความทุกข์นั่นแหละ เราจะค้นพบความสุข และที่ที่มีกิเลสรวมตัวกันอยู่คือจิตของปุถุชนเรานั่นแหละ เราจะค้นพบพระนิพพาน นอกจากการอ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว น้ำยังมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านเท่าที่โอกาสจะอำนวย และแทบทุกครั้งท่านมักจะเมตตามอบหนังสือดีๆ เพื่อให้น้ำนำไปอ่าน ส่งผลให้ลูกๆ ของน้ำทั้งแนท และ นีน่า (ด.ญ.ปุณณิศา – ด.ญ.ณัชชา จันทรางกูร) พลอยได้อ่านหนังสือธรรมะไปด้วย จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาน้ำพบว่า การมองโลกในแง่บวกก็คือส่วนหนึ่งของการมองโลกตามความเป็นจริงนั่นเอง เพราะว่าหากเพ่งมองทุกสิ่งอย่างพิเคราะห์ เราจะพบว่ามีความจริงทั้งสองด้านรวมอยู่ในตัวมันเองเสมอ ต่างแต่ว่าเราจะเลือกหยิบด้านใดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เผชิญกับความทุกข์ครั้งแรกในชีวิต ความทุกข์แรกที่น้ำคิดว่าหนักหนา และรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาจากเรื่องการเรียน น้ำจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย […]

keyboard_arrow_up