เลิกได้แล้ว! มาประกาศอิสรภาพจาก หวย กันเถอะ

ถึงวันที่ 1 และ 16 คราวใดดูเหมือนชาวไทยหลายท่านจะมีคำพูดติดปากว่า “ขอเลขเด็ด ขอ หวย ขอให้รวยๆ ๆ ๆ… สาธุ” เห็นแล้วชวนให้สงสัยเหลือเกินว่า

เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง

เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง ผม เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม  หรือชื่อจริงว่า เฉลิม ปานเกิด เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านกกไม้แดง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญสมัยนั้น ไฟฟ้ายังไม่มีใช้เลยครับ ผมอาศัยอยู่กับยายซึ่งผมเรียกว่า“แม่แก่”รวมกับน้าเต้าและลุงแฮ้วที่ดูแลผมเหมือนลูก เพราะหลังจากพ่อกับแม่แยกทางกัน แม่ก็เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิตาลี ส่วนพ่ออยู่วงดนตรีลูกทุ่งเป็นหางเครื่อง แล้วก็เล่นละครเร่ไปทั่วประเทศ ก่อนจะกลายมาเป็นตลกชื่อดังอย่างทุกวันนี้ ตอนเด็กๆแม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย เพราะมียายและน้าๆ ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ชีวิตวัยเด็กของผมจึงมีแต่ความสนุกสนาน ได้เล่นสนุกกับเพื่อนไปตามประสา เด็กๆ แถวบ้านจะเล่นลูกสะบ้าเล่นอีลื่นหรือกระดานลื่น(คล้ายสไลเดอร์) ผมเล่นจนกางเกงนักเรียนตูดขาดแล้วขาดอีก ยายต้องปะกางเกงให้จนเพื่อนเรียกว่า“ไอ้ตูดปะ” พอโตขึ้นมาหน่อยเรียนป.4-ป.5ผมเริ่มติดหล่อ จากที่เคยใส่เสื้อผ้าไม่รีดไปโรงเรียน ก็อยากใส่เสื้อผ้าที่รีดเรียบๆบ้าง แต่ด้วยความที่ที่บ้านไม่มีไฟฟ้าก็ต้องใช้เตาถ่านรีด แรกๆยายก็รีดให้หลังๆก็รีดเองเพราะเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่รู้จักดูแลตัวเองกันตั้งแต่เด็กทั้งหุงข้าว ซักผ้า รีดผ้า หาผักหาปลา ทำเป็นตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างมีความสุข ส่วนพ่อกับแม่ไม่ได้ติดต่อกันมากนัก จำได้ว่าแม่เคยมาหาครั้งหนึ่งตอนอายุสัก7ขวบ จากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลย จนผมโตจึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ส่วนพ่อตอนเด็กๆ ผมรู้ข่าวปีละครั้งสองครั้งและยังติดต่อกันบ้าง เพราะบ้านพ่อกับบ้านแม่อยู่ใกล้กัน ถ้าพ่อกลับมาเยี่ยมย่าก็จะเดินแวะมาหาผม แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ดูแลใกล้ชิด เวลาพ่อมาหาแต่ละครั้ง ผมจะวิ่งหนีสุดชีวิตจนชาวบ้านต้องวิ่งไล่จับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมอายและตามประสาเด็กชนบท ผมรู้สึกกลัวคนกรุงเทพฯ […]

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1) ณ วินาทีนี้ถ้าผมสามารถขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หนึ่งข้อ ผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน จะขอให้ตัวเองรวย…รวยเป็นหมื่นๆ ล้านไปเลยครับ ผมจะได้มีเงินทองมากมายไปแจกจ่ายทุกคน ผม ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน อยากจะให้ ให้แล้วก็ให้ ไปตลอดชีวิต เหมือนนักธุรกิจระดับโลกหลายคนที่เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วตั้งกองทุนการกุศลของตัวเองและมอบเงินเกือบจะทั้งหมดที่หามาได้เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เกิดมาชาติหนึ่ง ก่อนตาย ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน ขอทำสิ่งดีๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์เต็มที่ก่อนเถอะ แต่พูดไปแล้วจะหาว่าเว่อ เพราะบุคลิกภายนอกของผมเป็นคนมันๆ…มัน…เสียจนบางครั้งคนนึกไม่ออกว่าผมชอบทำบุญช่วยเหลือสังคมแต่อย่าเพิ่งมองกันแค่ภายนอก มารู้จัก โต้ ชิริก…ติ๊ก ชิโร่ กันให้ลึกซึ้งดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงอยากจะให้ แล้วก็ให้…มากขนาดนี้ องครักษ์พิทักษ์น้องสาว ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คุณพ่อรับราชการเป็นเกษตรอำเภอ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ผมเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน น้องสาวรองจากผมชื่อ น้องต้อม – วณี นันทเสน […]

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ) ดูจากบุคลิกภายนอกของผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน หลายคนอาจไม่เชื่อว่าผมรักการเรียน ในชีวิตนี้ผมคิดว่าเราเรียนรู้ได้ไม่จบไม่สิ้น การศึกษาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะทำให้ตัวเองได้ และการเรียนสำหรับผมก็เป็นเรื่องสนุกจริงๆ ครับ หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชมงคลนครราชสีมาแผนกศิลปกรรม ผมก็เรียนจนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขารัฐประศาสนศาสตร์ และได้รับปริญญาโทอีกสองใบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (EPA)และจากวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นี่เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนของผม แต่นอกห้องเรียนผมก็ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ผมไม่ได้ตีกลองเก่ง แต่ด้วยความมุมานะในการฝึกซ้อมทำให้ผมได้รับรางวัลมือกลองยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2527 และยังได้รับรางวัลจากความหมั่นเรียนรู้อื่นๆ คือ รางวัลโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2533รางวัลนักร้องชายยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2534 รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากเรื่อง วิมานมะพร้าว 2534 ฯลฯ ทุกวันนี้ผมพอใจกับความสำเร็จของตัวเอง และคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเอลวิส เพรสลีย์ และไมเคิล แจ๊คสัน รวมกัน เพราะผมมองว่าในขณะที่เอลวิส เพรสลีย์ […]

ปฏิบัติธรรมเข้มข้น ณ วัดคลองตาลอง จ.นครราชสีมา

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่อยากไปปฏิบัติธรรมเข้มข้นจริงจังสักครั้ง วัดคลองตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว “บาร์บีคิวไหมคร้าบ ชิมไหมครับ มีเนื้อ มีไก่ ไม้ละ 20 บาท อร้อยอร่อย” เสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยสำเนียงอังกฤษปนไทยทำให้หลายคนหันมามอง ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว เด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนต่างเดินเข้ามาสั่งบาร์บีคิวก่อนชวนเจ้าของเสียงคุยภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ “อร่อยมากค่ะ” เด็กนักเรียนในชุดคอซองยกนิ้วคอนเฟิร์ม เมื่อเราเดินเข้าไปถาม ก่อนกระซิบบอกว่า ฝรั่งคนนี้มีชื่อแบบไทยๆ ว่า “ครูอารี” เมื่อขายบาร์บีคิวหมด ฝรั่งตัวโตก็ขับซาเล้งกลับบ้านไปหา “เมีย” เรารีบตามติดแนบชิดชีวิตครูอารี ในที่สุดก็ได้พบ “คุณบี” เมียฝรั่งตัวจริง จึงรีบถามเรื่องราวของทั้งเขาและเธอ “เด็กๆ บีก็ทำงานที่ปากช่อง บีเคยทำมาหลายอาชีพมาก ทำไร่ ทำสวนผัก งานโรงแรม ประชาสัมพันธ์ งานโรงงาน ขายหมูปิ้ง ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ “บีเจอกับครูอารีตอนเขามาเที่ยวเมืองไทย ตอนนั้นบีขายอาหารตามสั่งแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอยู่ที่หาดป่าตอง ภูเก็ต” หลังจากพบปะดูใจกันมาระยะหนึ่ง ทั้งคู่ก็ตกลงคบกันเป็นแฟนและย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ปากช่อง “ถ้าฉันไม่มีเงินเลย…เธอจะรักฉันไหม…เธอจะให้ฉันอยู่เมืองไทยด้วยไหม” โดนฝรั่งตัวโตโปรยคำหวานซะขนาดนี้ คุณบีเลยยิ้มหวานก่อนตอบไปว่า “รัก…เพราะฉันไม่ได้ชอบคนที่เงินทอง…ฉันชอบคนที่จิตใจ”   ครูอารีจึงเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คู่ใจฟังว่า ก่อนหน้านี้เขามีภรรยา ลูกๆ มีเงิน บ้าน รถครบครัน ทว่าเมื่อต้องแยกกันอยู่กับภรรยา เขาก็จากมาโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังก่อนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย แม้รอบข้างจะพากันดูถูกที่เธอตัดสินใจร่วมชีวิตกับ “ฝรั่งกระจอก” แต่คำปลอบใจของคนรักฝรั่งก็ทำให้ความมั่นใจของเธอเพิ่มขึ้น “คนเราไม่ว่าอยู่เมืองนอกหรืออยู่เมืองไทย จะไทยหรือฝรั่ง ทุกคนก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงาน เราก็จะไม่มีเงินใช้ …ถ้าเราช่วยกันทำมาหากิน ยังไงก็ไม่อดตาย” ลำพังเงินเดือนครูฝรั่งเพียงสามหมื่นต่อเดือนไม่สามารถจะเลี้ยงคนกว่า 5 ชีวิต ทั้งภรรยา พ่อแม่ของภรรยา และลูกบวกกับค่างวดรถยนต์ ค่าเช่าบ้าน และค่าเลี้ยงลูกได้ ครูอารีหรือนายอาลิสเตย์ เอียนมิเออร์ จึงพิสูจน์ความจริงในคำที่ตนได้พูดไว้กับคุณบีด้วยการตื่นเช้าไปเดินขายหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท เป็นระยะทางเกือบสิบกิโลเมตรรอบปากช่อง บ้านเกิดของภรรยาก่อนไปสอนหนังสือที่โรงเรียนจนถึงเย็น เมื่อเปลี่ยนมาขายบาร์บีคิว ใหม่ๆ ไปขายออกงาน ทั้งสองคนก็อาศัยเช่าที่กางเต็นท์นอน มีห้องน้ำตรงไหนก็อาบตรงนั้น “อุ๊ย! ทำไมโชคดีจังเลย…แฟนดี๊ดี อะไรอย่างนี้คะ หาให้บ้างสิ” เหล่าแม่ค้าในตลาดปากช่อง เมื่อเห็นฝรั่งสุดขยันลุกขึ้นขายของทุกวันไม่เคยหยุด จากที่เคยค่อนขอดนินทาถึงความกระจอก ก็เริ่มชมเปาะถึงความโชคดีของคุณภรรเมีย หลังจากนั้นไม่กี่ปีทั้งคู่ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่หาดใหญ่ ครูอารีคอยช่วยซื้อพริก หอมใหญ่ สับปะรด เนื้อวัว เนื้อไก่ สำหรับทำบาร์บีคิวสูตรอร่อยจากอังกฤษในช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสอนหนังสือ เมื่อกลับบ้านก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแปลงร่างเป็นนักปิ้งบาร์บีคิวมือฉมังในช่วงเย็น และคอยเก็บของกลับบ้านหลังจากของหมด หลังจากสามีไปทำงาน คุณบีจัดการทำซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ด เริ่มด้วยการเทความใส่ใจลงไปในซอสก่อนนำเนื้อและไก่ผสมคลุกเคล้า จัดการเสียบเนื้อพร้อมเครื่องเคียงเบาๆ เท่านี้ก็พร้อมขายทันใด “ช่วยซื้อบาร์บีคิวหน่อยคร้าบ” ยังไม่ทันถึงจุดจอดขาย เพียงแค่เห็นรถซาเล้งบาร์บีคิวขับผ่าน ลูกค้าก็ชิงเรียกตัดหน้าซื้อไปก่อนหลายราย ครูอารียิ้มแต้บอกลูกค้า “ช่วยซื้อหน่อยครับ…ต้องขายให้หมด ไม่งั้นเมียไม่ให้เข้าบ้าน” คนฟังหัวเราะคิกคักกับคารมฝรั่ง ก่อนอุดหนุนบาร์บีคิวเพิ่มอีกคนละไม้ บางคราวลูกค้าก็ช่วยถ่ายรูปครูอารีขึ้นเฟซบุ๊ก เพื่ออัพเดตให้ลูกค้าอื่น ๆรู้ว่าตอนนี้ครูอารีกำลังขายอยู่ ณ จุดใด หากเป็นครูคนอื่น โดยเฉพาะ“ครูฝรั่ง” อาจอายที่ต้องออกมาค้าขายเพื่อหารายได้พิเศษ แต่สำหรับครูอารีแล้ว เขาเลือกที่จะสลัดภาพครู เปลี่ยนมาสวมผ้ากันเปื้อน ขับซาเล้งขายบาร์บีคิวทุกเย็นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย… ขอเพียงให้ “เมีย” และ “ทุกคนในครอบครัว” อยู่อย่างสุขสบาย…เหนื่อยแค่ไหนฝรั่งก็ไม่หวั่น! จากวันละ 100 ไม้ เริ่มขยับขยายขายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะรสชาติบาร์บีคิวแสนอร่อยและคารมของคนขายผมทองทำให้ผู้คนพากันมาอุดหนุนเนือง ๆ “เราใช้ของดีทำค่ะ เนื้อสัตว์เราให้เต็มที่ ต้นทุนซอสก็หลายบาทแล้ว แต่เราคิดว่า เราชอบกินของดี ลูกค้าก็ต้องชอบกินของดีเหมือนกัน กำไรเลยไม่เยอะค่ะ เอาแค่พออยู่ได้” บอกเคล็ดลับปรุงซอสแล้ว คุณบียังแอบกระซิบวิธีปรุงรสรักให้หวานชื่นด้วยการใช้ “รอยยิ้ม” สไตล์สาวสยาม ที่เห็นกี่ครั้งสามีก็ชื่นใจหายเหนื่อย สำหรับบางคน ความรักอาจมีทั้งรสหวานและขมในชีวิต แต่สำหรับฝรั่งเมืองผู้ดีที่เสียหยาดเหงื่อและแรงกายเพื่อเลี้ยงครอบครัวให้ได้อยู่อย่างสุขสบายแล้ว…ความรักของเขาคงเป็นรสบาร์บีคิวที่มีทั้งความหวาน มัน เค็ม ผสมรวมกันอย่างกลมกล่อมลงตัวที่สุด… เรื่อง ณัฐนภ ตระกลธนภาส www.facebook.com/nutthanop.tr ภาพ วรวุฒิ วิชาธร บทความน่าสนใจ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร […]

บททดสอบ จากเทวดา ชีวิตของ “แพรว” นักเขียนนิยายด้วยปลายนิ้ว

บททดสอบ จากเทวดา ชีวิตของ “แพรว” นักเขียนนิยายด้วยปลายนิ้ว แรกเกิด ฉันเป็นเด็กหญิงที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงทุกประการ 25 ปีต่อมา ฉันไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงสักครั้ง แต่ฉันกลับกลายเป็นคนพิการที่ขยับร่างกายได้เพียง “ข้อนิ้ว” ฉันเป็นลูกสาวคนแรก  จึงเป็นขวัญใจของทุกคนในบ้าน  จนอายุราวหนึ่งขวบ  แม่เริ่มสังเกตว่าฉันยืนเท้าซ้ายบิดในลักษณะงอเข้า  ท่านกังวลมากจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาล  คุณหมอให้ฉันใส่เฝือกดัดเท้าอยู่พักหนึ่ง หลังถอดเฝือก  เท้าของฉันยังคงบิดผิดรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม่จึงพาไปโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้คุณหมอแนะนำว่าควรผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อ  ฉันต้องผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อจากน่องมาเติมที่ใต้ฝ่าเท้าครั้งแรกด้วยวัยเพียงขวบเศษเท่านั้น เมื่อฉันเข้าเรียนชั้นอนุบาล  อาการเท้าบิดไม่หายขาด  หมอแนะนำให้ฉันใส่รองเท้าที่ตัดขึ้นเป็นพิเศษ  โดยมีเฝือกอ่อนรองเท้าและข้อเท้าอยู่ด้านใน  ฉันจำได้ดีว่าในห้องเด็กอนุบาลมีฉันเพียงคนเดียวที่กระโดดโลดเต้นไม่ได้ หลังจากขึ้นชั้นประถมศึกษา  ร่างกายฉันแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้เท้าเดินขึ้นบันไดได้  ต้องใช้มือทั้งสองข้างช่วยโหนราวบันได  แล้วดึงตัวเองขึ้นไปทีละขั้น  ฉันจึงมักเข้าห้องเรียนช้า  และรู้สึกอายเพื่อนมากจนถึงกับไม่ยอมเข้าห้องน้ำตลอดทั้งวัน ร่างกายของฉันไม่เหมือนคนปกติอีกต่อไป  นิ้วมือทั้งสองข้างหงิกงอ  นิ้วหัวแม่มืองุ้มเข้า  ข้อมือทั้งสองข้างก็งอเข้าเหมือนมือลิงกระดูกสันหลังคดเป็นรูปตัวเอส (S)  ซี่โครงข้างขวาโป่งออกมา ส่วนซี่โครงข้างซ้ายถูกดันยุบไปตามความคดของกระดูกสันหลัง ไหล่ข้างขวาสูงกว่าข้างซ้าย คอเบี้ยว พร้อมกับหัวที่เอียงไปทางซ้ายตามลำตัวที่เอียงลงไปสะบักข้างขวาโก่งเหมือนคนหลังค่อม  และสะโพกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน  ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้แม้แต่หมอก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมอวินิจฉัยว่าฉันป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พร้อมนัดผ่าตัดอีกครั้งเพื่อดามเหล็กที่หลังเพื่อให้ร่างกายของฉันยังคงตั้งตรงอยู่ได้ การผ่าตัดได้ผลเพราะหลังของฉันกลับมาตั้งตรงเหมือนคนอื่น ๆ แต่มีข้อเสียว่า ขาฉันไม่สามารถเดินได้อีก ต้องนั่งรถเข็นตลอดไป พ่อเป็นดั่งซูเปอร์แมนสำหรับฉัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิชาเรียน พ่อจะคอยอุ้มพาฉันย้ายห้องเรียน  ฉันจึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่มีพ่อมานั่งรอในช่วงท้ายคาบ  โชคดีที่เจ้านายของพ่อคือป้าของฉันซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ พ่อจึงไม่มีปัญหากับที่ทำงาน แม้ต้องมาอุ้มฉันแทบทุกชั่วโมงเรียน ปีต่อมา  ฉันอยู่ชั้น ป. 5  เริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ แบบไม่ทราบสาเหตุ  บางครั้งก็ไอเป็นชุดจนเหนื่อยแทบหมดแรง  แม่และพ่อพาฉันไปหาหมอทุกที่ที่เขาว่าดี  ทั้งโรงพยาบาลใหญ่  คลินิกดัง  คลินิกฝังเข็ม  หรือกระทั่งหมอผี  แต่อาการไอก็ไม่หาย  ต่อมาภายหลังอาการไอก็หายไปเสียเฉย ๆ  แต่ฉันกลับรู้สึกเพลีย  ง่วงนอนตลอดเวลา  บางครั้งถึงกับวูบหลับในห้องเรียนจนตกเก้าอี้ก็มี  หลังจากแม่ทราบเรื่องก็รีบพาฉันไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกครั้ง  ขณะนั่งรอหมอมาดูอาการอยู่นั้น  ฉันเริ่มรู้สึกง่วง “แม่ หนูนอนได้หรือเปล่า” จำได้ว่านี่คือคำถามสุดท้ายก่อนหลับไป  ตื่นขึ้นมาก็ประหลาดใจมากเมื่อพบว่าตัวเองมีเครื่องช่วยหายใจครอบปากและจมูก แม่เล่าว่าฉันหลับลึกมาก ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนหมอต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา  น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกงุนงงมากกว่าหวาดกลัว  และยังนึกเสียดายด้วยซ้ำที่ฉันรอดจากความตายอันแสนง่ายและสบายที่สุดมา  สงสัยเทวดาคงอยากให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปกระมัง หมอเล่าว่า สาเหตุที่ฉันสลบไปเพราะมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง  ในขณะที่ปอดของฉันเริ่มอ่อนแรงลงเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  หมอจึงลงความเห็นว่าฉันต้องใส่เครื่องช่วยหายใจก่อนนอนทุกคืนเพื่อช่วยปอดทำงาน  ไม่อย่างนั้นฉันอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดไป วันหนึ่งขณะที่ฉันใกล้จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พ่อก็เดินเข้ามาบอกฉันว่า “จบ ม. 3 ก็ไม่ต้องเรียนแล้วนะลูกไปทำงานกับพ่อดีกว่า อีกหน่อยพ่อก็อุ้มไม่ไหว เรียนจบไปก็ไม่มีงานทำ  ขนาดคนดี ๆ ยังตกงานเลย” ฉันยอมทำตามพ่อแต่โดยดี  แม้จะรู้สึกเสียใจมาก  เพราะจากนี้ไปฉันจะไม่ได้เรียนหนังสืออีกแล้ว หลังเรียนจบ ม. 3  ชีวิตวัยรุ่นของฉันแวดล้อมด้วยพ่อ  แม่  และน้องสาวเท่านั้น แน่นอนว่าฉันสนิทกับแม่มากที่สุด  แม่ช่วยเหลือฉันทุกอย่าง ทั้งป้อนข้าว  อาบน้ำ ดูแลสารพัด  การไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้ฉันที่ค่อนข้างขี้อายอยู่แล้วกลายเป็นคนเก็บตัว  ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่บ้าน บ่อยครั้งที่ฉันทะเลาะกับพ่อแม่ซึ่งเกิดจากความเก็บกดในใจฉันเอง  ฉันงี่เง่า  เอาแต่ใจ ก่นด่าโชคชะตา  และที่เลวร้ายที่สุดคือ  ฉันโทษพ่อกับแม่ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ชีวิตประจำวันของฉันเริ่มสงบลงเรื่อย ๆ เมื่อฉันติดการอ่านนิยาย  น่าแปลกที่ยิ่งอ่าน ความคิดฟุ้งซ่านในวัยรุ่นของฉันเริ่มลดไปทีละน้อย ๆ  ความคิด  คำสอน  รวมถึงจริยธรรมที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัวกลายเป็นครูของฉัน  ความรู้สึกที่เคยเป็นดั่งเด็กหลงทาง  เริ่มเปลี่ยนเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล  มีสติมากขึ้น  ซึ่งช่วยให้ฉันมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย การชอบอ่านนิยายทำให้ฉันกลายเป็นคนรักการเขียน  และเริ่มต้นเขียนนิยายขายเพราะหวังจะหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว  เวลานั้นพ่อกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ส่วนน้องสาวก็กำลังเรียนปริญญาตรี  ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก  ฉันรู้สึกเสมอว่า  เราก็โตขึ้นทุกวัน  ขณะที่พ่อแม่แก่ลง  คงน่าละอายมากถ้าในอนาคตน้องสาวต้องทำงานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูฉันอีกคน ทุกวันฉันจะใช้สันนิ้วก้อยมือข้างซ้ายที่ยังขยับได้เพียงนิ้วเดียวกดแป้นพิมพ์นิยายจากโทรศัพท์มือถือ  ฉันไม่มีประสบการณ์ใด ๆ นอกจากความตั้งใจล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว  วันทั้งวันฉันพิมพ์ได้เพียงครึ่งหน้าถึงหนึ่งหน้า A4 หนึ่งปีผ่านไปฉันก็เขียนนิยายเรื่องแรกจบ ในขณะที่ส่งต้นฉบับไปเสนอหลายสำนักพิมพ์ ฉันเริ่มเขียนนิยายเล่มที่สอง สาม สี่  และห้า  แม้จะยังไม่มีวี่แววว่าสำนักพิมพ์จะติดต่อมา  แต่ก็มีความหวังและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น กลางปี พ.ศ. 2554 พ่อล้มป่วยอย่างหนักด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ปอดอักเสบ  และน้ำตาลในเลือดสูง  ไม่กี่วันต่อมาฉันก็ติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปด้วย  ซ้ำร้ายฉันยังเป็นหนักกว่าพ่อมากเพราะปอดฉันติดเชื้ออย่างหนักเพิ่มด้วย กลับจากโรงพยาบาล  ฉันหายใจด้วยตัวเองไม่ได้และพูดไม่เป็นภาษา  ใบหน้าข้างซ้ายของฉันก็ขยับลำบาก  กินข้าวยาก กินน้ำก็ไหลออกจากมุมปาก  ฉันพบว่าการยิ้มเป็นเรื่องยากมาก  กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าของฉันเริ่มควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ทุกสิ่งถาโถมเข้าหาฉันไม่หยุดหย่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มกลัวว่าในอนาคตฉันอาจจะตาบอด  หูหนวก  หรืออาจเกิดอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ได้  ฉันควรทำอย่างไรดี หลังจากคิดมาก อมทุกข์อยู่หลายวัน ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์นิยายอยู่นั้น  จู่ ๆ ฉันก็เข้าใจความจริงที่ว่า  “ดีแล้วที่ฉันมีความทุกข์ เพราะทุกข์สอนอะไรเรามากมายกว่าความสุข นี่คงเป็นบททดสอบของเทวดา ท่านคงมองเห็นศักยภาพในตัวฉัน จึงส่งบททดสอบที่ยากกว่าคนอื่นมาให้” คิดได้แบบนั้นฉันก็ยิ้มให้ตัวเองได้อีกครั้ง นิยายของฉันได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ถึง 8 เล่ม และฉันเขียนหนังสือประวัติของตัวเองอีก 1 เล่ม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงคนอื่น ๆ ฉันเริ่มมีเงินเก็บมากพอจะช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน วันนี้ฉันได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำแล้วรวมถึงได้ตอบแทนคุณทุกคนที่ฉันรักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย  ไม่ว่าต่อไปชะตาชีวิตของฉันจะเป็นเช่นไร  ฉันก็พร้อมยิ้มสู้รับมันด้วยใจที่มีความสุข  ข้อคิดคำสอนจากพระ ดร.นิตินัย  อุดมกัน  วัดป่าเมตตาวนาราม  จังหวัดเชียงราย ทุกชีวิตเกิดมาล้วนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป  แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงต่อสู้  อดทน  เผชิญหน้า  และแก้ไขทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยใช้สติปัญญา  และศีลธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต  ไม่ต่างจากเรื่องราวของคุณเพทาย  เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านบททดสอบความอดทน  ความเพียรพยายาม  และมีกำลังใจเข้มแข็งเป็นอย่างดี  ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความดีงามนี้ย่อมบังเกิดเป็นความอัศจรรย์  ที่แม้แต่เทวดายังต้องอนุโมทนาด้วย เรื่อง เพทาย จิรคงพิพัฒน์  เรียบเรียง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา […]

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้”

“รถพยาบาล” คันนี้… “ถอยไม่ได้” “หลายคนเคยถามผมว่า ทำไมต้องนำเงินส่วนตัวไปซื้อยา ซื้อเครื่องมือปฐมพยาบาล แถมต้องอดหลับอดนอนทุกคืนขับ “รถพยาบาล” เพื่อไปช่วยใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ญาติเราด้วยซ้ำ มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อลงมือทำแล้วจะถอยไม่ได้” ปาว – ภานุพงศ์ ลาภเสถียร เป็นเจ้าของข้อความข้างต้น แววตาซื่อๆ บวกกับบุคลิกนิ่งๆ ช่วยย้ำกับคนฟังอีกหนึ่งคำรบว่า เขาไม่ได้พูดเกินเลยไปจากความจริง เมื่อเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา ชาวบ้านร้านตลาดย่านบางลำพู ชนะสงคราม สนามหลวง ล้วนคุ้นเคยกับปาวเป็นอย่างดี ค่ำมืดดึกดื่น เขามาตามสัญญาเสมอ เด็กหนุ่มปรากฏตัวพร้อมรถสองล้อคู่ใจ อาศัยแสงไฟจากท้องถนนพอได้กางหนังสือท่องตำรา หากคืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครป่วยไข้หรือบาดเจ็บรุ่งสางหนุ่มปาวจะห้อจักรยานกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่า แล้วมุ่งหน้าสู่ห้องเรียน แต่หากค่ำคืนไหนสะดุดลงด้วยเหตุด่วนเหตุร้าย “งานอดิเรก” ของหนุ่มปาวจะเริ่มขึ้นทันที “ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาแปดปี จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เกิดเหตุที่ไหนผมจะปั่นจักรยานไปที่นั่นเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนเจ็บก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล “คนที่เล่นกีฬาเป็นงานอดิเรก ตกเย็นก็ต้องไปเล่นกีฬาทุกวัน ผมก็เช่นกัน การช่วยคนเจ็บคืองานอดิเรกของผม” หนุ่มปาวลุ่มหลงงานอดิเรกที่ว่านี้ เพราะเชื่อคำชักชวนของเพื่อนให้ลองทำงานอาสาสมัคร เขาขึ้นรถกู้ภัยของวชิรพยาบาล นัยว่าเพื่อฆ่าเวลาว่างในวัยเรียน ชีวิตวัยมัธยมของปาวจึงต่างจากวัยรุ่นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ”เวลาเกิดอุบัติเหตุ คนมุงก็จะมุงอย่างเดียว แต่ไม่มีคนเข้าไปช่วยคนเจ็บเลย แม้แต่คนที่จะเข้าไปถามว่า ‘เป็นอะไรมากไหม ติดต่อญาติให้ไหม’ ก็ไม่มี […]

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เขาว่าผมเป็นคนบ้าค้าขยะ แม้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ถ้ายังหายใจอยู่ เขา  ดร.สมไทย วงษ์เจริญ จะไม่มีวันยอมแพ้ ใครจะประณามว่าเป็นคนบ้าค้าขยะเขาก็ไม่สนกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คนตัวเหม็นคนนี้ได้กลายเป็นดอกเตอร์ที่ผู้คนยอมรับ เพราะขยะที่เราทั้งหลายไม่เหลียวแล ผมเกิดในครอบครัวคนจีน ที่อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตร พ่อแม่รับจ้างเย็บเสื้อโหล พร้อมๆ กับขายหนังสือพิมพ์และลอตเตอรี่ เพื่อส่งลูก 9 คนให้เรียนหนังสือ มีผมคนเดียวชอบคิดนอกกรอบ ไม่ยอมเรียนต่อ เพราะเบื่อเรื่องเดิมๆ ที่ครูนำมาสอนเด็กทุกรุ่น พ่อแม่ก็เข้าใจเพราะผมไม่ใช่คนเกเร ผมทดลองนำสินค้าจากบ้านไปขายตามสถานีรถไฟ แต่ไม่รุ่ง จึงเปลี่ยนมาใช้ปิกอัพเก่าๆ ตระเวนขายเสื้อผ้า หอม กระเทียม จนเปลี่ยนมาเร่ขายยาที่จังหวัดพิษณุโลกแต่ก็เหลวอีกเหมือนกัน งานอะไรไม่ดีผมไม่ยึดติด ลองไปเรื่อยๆ แต่ก็คอยถามตัวเองว่า อะไรคือทางที่มั่นคงของชีวิต ชีวิตผมอาจดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมมันคือความลำบากที่มีความสุข ใจข้างในไม่เคยแพ้ แม้จะเกิดอะไรกับผม ถ้ายังไม่ตาย ยังมีแรงอยู่ ผมไม่เคยกลัว เมื่อชีวิตยังไม่มีจุดหมาย ทางบ้านเลยชวนกลับไปช่วยงาน ผมปฏิเสธเพราะไม่ชอบงานซ้ำๆ ในวันที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต ผมไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร จึงไปอธิษฐานต่อองค์พระพุทธชินราช ขอให้พบเส้นทางทำกินที่มหัศจรรย์ ให้มีอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน เมื่อก้าวออกมาจากโบสถ์ เห็นป้าแก่ๆ […]

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ สิ่งที่วัดความสำเร็จของใครหลายๆ คน อาจจะเป็นหน้าที่การงานดีๆ หรือเงินทองที่ได้มามหาศาล แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ ฌอห์ณ จินดาโชติ คิดต่างจากนั้น   “ผมวัดความสำเร็จของผมจากความสุขครับ เงินมันตัดสินอะไรไม่ได้จริงๆ เงินมากไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จ นักแสดงบางคนอาจได้เงินน้อยแต่มีละครเข้ามาเรื่อยๆ แล้วเขามีความสุขที่ได้ทำงานออกมาให้ดี อันนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผม ผมรู้สึกว่า ถ้าได้ขับรถออกไปทำงานแล้วผมมีความสุขที่จะไป นั่นคือความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว และแสดงว่า ผมยังรักอาชีพนี้อยู่ ผมมีความสุขที่คนเจอผมแล้วเดินมาบอกว่า เป็นคนดีนะ ดีใจแทนพ่อแม่ นั่นคือความสุขในการใช้ชีวิตของผมเหมือนกัน ว่าสิ่งที่ผมเป็นมาจากการปลูกฝังของพ่อแม่ จนคนอื่นรู้สึกว่าดีน่าเอาเป็นแบบอย่าง เวลาดูผลงานตัวเองแล้วคนดูมีความสุข ผมก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องดังตลอด แค่ได้ทำเรื่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว”               หนุ่มนักคิดคนนี้ยังมีมุมมองดีๆ อีกมาก ติดตามได้ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Idol Secret ปก ฌอห์ณ จินดาโชติ ฉบับวันที่ 10 พ.ย.2558   เรื่อง: อุรัชษฎา […]

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ”

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ” สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป…น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลกระดับปรมาจารย์ที่ชื่อ “เทพ โพธิ์งาม” ไม่ว่าจะด้วยเอกลักษณ์ในการกระดกหน้าผากที่ไม่มีใครเหมือน  หรือลีลาการปล่อยมุกที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ  ซึ่งเรียกเสียงฮาให้กับผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ทั้งทางหน้าจอภาพยนตร์  จอโทรทัศน์  และบนเวทีคาเฟ่คลับบาร์มากมายทั่วฟ้าเมืองไทย อย่างไรก็ตาม  ชีวิตที่เจิดจรัสด้วยชื่อเสียงเงินทองและการยอมรับจากผู้คนนั้นก็ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นที่เล่าขานกันมานานเช่นเดียวกัน…นั่นคือด้านของความล้มเหลวในธุรกิจของเขา  ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหารร้านขายของชำ  อู่ซ่อมรถ  ค้าข้าวสาร  น้ำข้าวกล้อง  ฯลฯ  ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “เจ๊งระนาว” ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายถึง ชีวิตทั้งสองด้านของตลกอาชีพผู้นี้ไม่ว่าจะเป็น ทำธุรกิจพลาดแล้วพลาดอีก ไม่เข็ดบ้างหรือไง…เล่นตลกอย่างเดียวก็ไม่ล้มละลาย  เป็นหนี้เป็นสินให้ต้องเดือดร้อนแล้วจะทำไปทำไม…ทุกวันนี้ใช้หนี้หมดหรือยัง…และอื่น ๆ อีกมากมาย คงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเจ้าตัว  ผู้มีชื่อและนามสกุลจริงว่า“สุเทพ  โพธิ์งาม”  ซึ่งทุกวันนี้ได้ห่างหายไปจากวงการแห่งแสงสีแสงไฟ  ปลีกตัวไปมีชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายในไร่ของตัวเอง…ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร  เมืองที่เขาใช้ชีวิตและทำมาหากินมานานกว่า 40 ปี ก่อนอื่นอยากถามถึงที่มาของที่นี่ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในปัจจุบันสักเล็กน้อยครับ ที่ดินผืนนี้ป๋าซื้อเอาไว้นานแล้ว  เดิมมีประมาณ 50 ไร่  แต่ความที่ทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ที่นี่ต้องกินต้องใช้  ก็เลยต้องแบ่งขายไปบ้างเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย  ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ประมาณ 20 ไร่  นอกจากนั้นเราก็ต้องประหยัดและพยายามทำทุกอย่างเองหมด  รวมถึงต้องไปตัดหญ้าในนามาเป็นอาหารให้สัตว์ทุกวัน  ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยในชีวิตไม่เคยคิดว่าต้องมาทำอย่างนี้  แต่ในอีกมุมหนึ่ง  พอมาลองนึกดูแล้วสิ่งที่ได้ลงแรงลงไปก็ถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ  เพราะพออายุมากขึ้น  เราก็เริ่มอยากจะคืนสู่ธรรมชาติ ได้เห็นไก่ออกลูกเห็นนกหนูมาทำรังใกล้ๆ ที่เราอยู่  สัตว์ทุกตัวเหมือนจะรับรู้ได้ว่าเราไม่ทำร้ายเขาพวกเขาก็ไม่หนีไปไหน  พอเราได้เห็นเขามีกิน  มีชีวิตชีวา  เราก็รู้สึกสบายใจไปด้วยส่วนภรรยากับลูก  เขาก็ไป ๆ มา ๆ  แต่ก็จะช่วยดูแลทุกอย่าง  ถ้าอาหารปลาหรือของอะไรหมด  เขาก็จะซื้อมาให้ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วเริ่มต้นเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้อย่างไรครับ ตอนแรกก็มีคนจูงวัวมาขาย  สภาพผอมเหลือแต่กระดูก  ตัวใหญ่กว่าหมานิดเดียว  เดินแบบแทบไม่มีแรง  คิดว่า คงใกล้ตายแล้วแน่ ๆ  ป๋าสงสารเลยรับซื้อมา  เตรียมจะฝังอยู่แล้ว  ปรากฏว่าไม่ตายตอนนี้ตัวใหญ่เบ้อเร่อ  ออกลูกมาหลายสิบตัวแล้ว  มีคนมาขอซื้อเยอะ  แต่ป๋าไม่ขาย  ให้เป็นล้านก็ไม่ขาย  ต่อให้ไม่มีเงินก็ไม่ขาย  สัตว์ตัวอื่น ๆ ในไร่ก็เหมือนกันไม่ว่าจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ  เราก็ห้ามไม่ให้ใครไปตีไปฆ่ามันเด็ดขาด  ป๋าคิดเสมอว่า ถ้าเราไม่ทำมัน  มันก็จะไม่ทำเรา  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะตั้งแต่ป๋าอยู่มาก็ไม่เคยโดนสัตว์ทำร้ายเลย  นอกจากโดนแมลงกัดต่อยบ้าง  ก็หาหยูกยามาทาไป มีโครงการจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้บ้างครับ เดิมทีป๋าก็ไม่ได้คิดว่าจะซื้อไว้ทำอะไรหรอก  แต่ความที่เราไม่เคยมีที่เหมือนคนอื่นเขา  พอมีโอกาสเลยซื้อเอาไว้ เผื่อใช้ทำไร่ทำสวนตอนแก่  ตอนแรกก็ไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่  เพราะดินไม่ดี  ต้นไม้ก็ไม่ค่อยแข็งแรง  แต่สุดท้ายก็ให้ผลผลิตมาเรื่อย ๆ  เราไม่ได้เอาไปขายหรอก  เพราะมันไม่คุ้มแล้วเราเองก็ไม่มีเวลา  ขี้เกียจด้วย  เลยเก็บเอาไว้ให้สัตว์ที่เราเลี้ยงกินดีกว่านอกจากนั้นก็เก็บไว้กินเองบ้าง  แล้วก็แจกญาติพี่น้อง  แจกคนอื่นบ้าง  ตอนนี้หลัก ๆแล้วป๋าอยากจะมุ่งมาทางเกษตรกรรมโครงการที่คิดเลยเป็นการต่อยอดจากสภาพไร่นาที่เป็นอยู่  อย่างโครงการลงทุนทำสวนอาหารป่าบรรยากาศธรรมชาติ  ใครอยากกินผลไม้ชนิดไหนก็ไปเก็บเอาเองได้  นอกจากนั้นต่อไปอาจจะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ให้เช่า  แต่ไม่ว่าจะเป็นสวนอาหารหรือโฮมสเตย์  ก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติแบบนี้แหละ ลุยเต็มที่ขนาดนั้น  ได้เผื่อใจสำหรับความผิดหวังมากน้อยแค่ไหนครับ ป๋าไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปหรอกแน่นอนว่าอาจรู้สึกท้อแท้บ้าง  แต่จะเสียดายมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ  ถามว่าทำไมไม่เสียใจเพราะป๋าเชื่อว่า  ทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอนหรอก  การที่เรายึดถือแนวคิดแบบนี้มาตลอด  ทำให้เราไม่คิดมากและไม่หวังกับอะไรมากจนเกินไป  ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น  เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องหมด  เป็นคนเดี๋ยวก็ตาย  ทุกอย่างจบแล้วเราจะไปจริงจังอะไรกับมัน  บ้านก็ไม่ใช่ของเรา  ลองไปสำรวจดูสิว่า ย้อนไป 100 - 200 ปีน่ะ เคยมีคนอาศัยอยู่ที่ตรงนี้มากี่ร้อยกี่พันคนแล้ว  แม้แต่ลูกกับภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา  ต่อให้รักกันขนาดไหนสักวันก็ต้องจากกัน  ไม่จากเป็นก็จากตายแถมเวลาตายอยู่บนเมรุยังไม่กล้าขึ้นไปดูด้วยนะ  ป๋าเคยเจอมาหมดแล้ว  ไปงานศพมาเยอะ  ไปทุกทีป๋าก็จะไปช่วยเขาแบกโลงสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดน้ำยากันเน่า  เปิดโลงเห็นศพนอนอยู่ในนั้นมีหนอนเต็มหน้าเลย  เวลาเผาก็จะเอาฟืนมากองเผาศพกันตรงกลางป่า  มีหลายทีที่อยู่ ๆ ศพก็เด้งขึ้นมานั่ง  เส้นมันตึงมันดึง  ป๋ารับรู้ถึงสัจธรรมเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อต้องพบปัญหาหนักๆ  มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไรบ้าง ความที่ชีวิตป๋าลำบากมาตั้งแต่เด็ก ๆพ่อแม่ไม่มีเงิน เราเลยต้องประหยัด  บางครั้งต้องซื้อข้าวมาผสมกับมัน  เพื่อให้พอกินกันทั้งครอบครัว  แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มองว่าชีวิตที่เป็นอยู่เป็นความลำบากหรอก  แต่มองเหมือนเป็นเรื่องปกติ  เพราะเรากินแบบนั้นมาตลอด  ป๋ายังบอกแม่เลยว่าใส่มันเยอะ ๆหน่อย  หรือวันไหนโชคดีได้กินข้าวกับหัวปลาทูแห้ง ๆ คลุกน้ำปลากับพริกป่นหน่อย  เติมเกลือนิด  ก็ถือว่าอร่อยมากแล้วพออายุ 6 - 7 ขวบก็เริ่มนั่งรถไฟไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดแล้ว  แบกกล่องผ้าไปทีหนึ่ง2 - 3 กล่อง  บางครั้งไปกับพ่อ  บางครั้งก็ไปคนเดียว  อาจจะลำบากลำบนบ้าง  แต่ป๋าก็ถือว่าชีวิตในตอนนั้นเป็นแค่ชั้นประถมที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ  ป๋าเลยไม่มีปัญหาอะไรเวลาพบกับความยากลำบาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ก็คือ  การมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยมีธรรมะอยู่ในใจ  ธรรมะก็คือธรรมชาติ  หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น  มองทุกอย่างตามธรรมชาติของมัน  คือไม่มองสวยงามเกินไปหรือแย่เกินไปได้  ต่อให้ต้องพบกับปัญหาหนัก ๆ เราก็จะสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่อยู่ตรงกลางได้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์นาน  และจะสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้  เช่น  เราเป็นหนี้เขา  แน่นอนว่าทั้งเรากับเขาย่อมต้องเครียดดังนั้นสิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่หนี  แต่ต้องพูดคุยกัน  อย่างกรณีของป๋าเครียดมาก 2 - 3 เดือนใช้สมองหาทางแก้ไขแทบตาย  พอตัดสินใจไปเจอตัวและเจรจากัน  แป๊บเดียวเดี๋ยวก็คลี่คลายกันได้  ปัญหาอื่น ๆ ก็เช่นกัน อุปสรรคปัญหาที่ผ่านมาทำให้มุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ ความสำเร็จสำหรับป๋าคือการที่เราได้คิด  ได้ทำ  และได้ลงทุนออกแรงไปจริง ๆไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำ  ส่วนจะไปได้ยาว  ไปได้ไกลแค่ไหน  ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแค่ไหน  ตอนที่เริ่มทำเราไม่มีทางรู้ได้หรอก  แต่อย่างน้อยเราได้ทำแล้ว  ป๋ามีความรู้สึกตื่นตัวทุกครั้งที่ได้เริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ  ถ้าทำได้เราก็จะก้าวก่อนคนอื่นแม้ว่าจะต้องเสี่ยงบ้าง  แต่ถามว่า เราเลือกที่จะออกไปเสี่ยงหรืออยู่เฉย ๆ  นอนนิ่ง ๆรอเวลาล่ะ  ในชีวิตจริง  บางครั้งเราก็รอแบบนั้นไม่ได้หรอก  แล้วอย่างที่บอกว่าชีวิตมนุษย์มันต้องลุย  ดูอย่างคนขายไก่ปิ้งไก่ย่างตามข้างถนน  เขายังรวยกันได้  หรือคนขายขยะ  คนขายขี้วัว  เขาก็ยังอยู่กันได้คนเรามีอะไรให้คิดให้ทำเยอะแยะ  ส่วนใหญ่จะติดหรือถือกันว่างานนี้ต่ำทำไม่ได้อายเขาหรืองานนี้ไม่สมศักดิ์ศรี  ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราคิดจะทำหรือไม่ก็เท่านั้นเองสิ่งที่ผิดพลาดก็ถือเป็นบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นและคนรอบ ๆ ตัว บทเรียนเหล่านี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต  ซึ่งไม่มีอยู่ในตำราของสถาบันแห่งไหนว่าเขาจะต้องเอาชีวิตรอดอย่างไร  จะต้องทำยังไงให้อยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขได้เหล่านี้คือวิชาใหม่ของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร  จะเป็นครูบาอาจารย์หรือเรียนจบดอกเตอร์มา  พอพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องมาต่อสู้ชีวิตเรียนรู้วิชาใหม่นี้เหมือนกันหมด  คนส่วนมากมักคิดว่าการเรียนจบรับปริญญานั้นคือความสำเร็จของชีวิตแล้วไม่ใช่  นั่นเป็นแค่บันไดก้าวแรกที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตเท่านั้น ที่ผ่านมาป๋าอาจจะเคยเป็นหนี้เขาเป็นสิบล้าน  ถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่  แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  รู้สึตื่นเต้น  ใจพองโตขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำ  มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนี้เรายังสู้ได้อีก  ป๋ามีความสุขและภูมิใจมากที่เกิดมา  เรียนจบแค่ ป. 4  แต่ก็มีชื่อเสียงได้ไปเมืองนอกถึงครึ่งค่อนโลก  ไม่รู้ว่าจะต้องการอะไรอีก เอกลักษณ์หนึ่งที่หลายคนพูดถึงเทพ  โพธิ์งาม คือความยึดมั่นในความคิดตัวเองมาก  จนทำให้บางครั้งส่งผลถึงชีวิตและงานที่ทำถึงตอนนี้เอกลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือยังครับ ป๋าคิดว่าอุดมการณ์ที่มีก็ยังคงอยู่กับเรานะ  เพียงแต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำแบบนี้ไม่ประสบความสำเร็จ  เราก็ต้องเปลี่ยนทางใหม่  โดยที่อุดมการณ์เดิมของเราก็ยังคงอยู่อุดมการณ์ตรงนั้นก็คือความเชื่อมั่นของเราที่มีมาตั้งแต่เด็ก  และเป็นสิ่งที่ทำให้ป๋าเอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้  คนอื่นอาจไม่เห็นด้วยกับเรา  แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เราคิดถูกมากกว่าผิด  ป๋าถึงเลือกทางที่เป็นอยู่นี้ อย่างมีคนถามว่า ป๋าออกมาอยู่แบบนี้เลี้ยงวัว 20 ตัว  ควาย 5 ตัว  และสัตว์อีกเยอะ  ทั้งที่งานก็ไม่มี  แต่ทำไมถึงอยู่ได้ป๋าเองก็ยังงงตัวเองเหมือนกันว่าอยู่มาได้ยังไง  แต่ด้วยเรามุ่งมั่นทำตามความเชื่อของตัวเอง  สุดท้ายมันก็ไปต่อได้  บางทีเงินจะหมด ๆ  แป๊บเดียวก็มีงาน  มีอะไรเข้ามาก็พอมีเงินมาซื้อของให้เขากิน  เป็นอย่างนี้ตลอด  ป๋าถึงเชื่อมั่นว่า  แม้ทางที่เลือกจะดูมืดครึ้มและไม่ค่อยมีใครเข้าใจก็ตาม  แต่ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องนะ  เราก็จะอยู่ได้อย่างสบายแน่นอน หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากถึงวันนี้มองชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จสมัยก่อนโน้น  เราเพียงแต่คิดว่า  เป็นไปได้หรือนี่  จากจุดเริ่มต้นที่เล่นตลกกันมา 3คน (คณะ เด่น  เด๋อ  เทพ)  มีคนรู้จักแค่ประมาณหนึ่ง  แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯแค่3 - 4 เดือน  ได้ออกทีวี  คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นแล้วพอมาเล่นหนัง (เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง)ก็ดังเลย  ค่าตัวจากหมื่นห้าก็กลายเป็นห้าหมื่น  จากที่ไม่มีอะไรเลยก็เริ่มมีรถขับเริ่มสร้างบ้านได้  ใครจะเชื่อว่าก่อนหน้านั้นไม่นานป๋ายังต้องเข็นรถขายก๋วยเตี๋ยว  เงินจะไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวยังแทบไม่มี  อยู่ ๆทุกอย่างก็พลิกฟื้นขึ้นมา  แต่ก็เท่านั้นน่ะนะพอทำไปนาน ๆ ก็เบื่อ  ป๋าทำอะไรนาน ๆซ้ำ ๆ จำเจไม่ได้  เบื่อแล้วก็อยากจะไปหาอย่างอื่นทำ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า ป๋าลาวงการเลยไหมคงไม่ถึงกับลาขาดหรอก  เพราะว่าก็ยังมีคนโทร.มาขอให้เราไปทำงานกับเขาอยู่เรื่อย ๆเพียงแต่เราต้องดูให้ดีก่อนทุกครั้ง  อะไรที่ปัญญาอ่อนมากก็ไม่ไหว  ละครหลายเรื่องป๋าก็ปฏิเสธไป  เพราะฟังชื่อแล้วไม่ไหว  คือป๋าก็ไม่ได้มีกฎอะไรในการรับงานหรอกเพียงแต่เราจะรู้ตัวเองดีว่างานไหนที่มีความเป็นไปได้  บางทีเงินก็ไม่ใช่จะมี  แต่ก็ไม่เอาเพราะพอนึกภาพคนแก่ ๆ อย่างเราต้องไปทำปัญญาอ่อน  ทำเป็นซื่อไม่รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกทุเรศตัวเอง  เลยไม่เอาแล้ว  ไม่ขำแล้วนอกจากนั้นป๋ารู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เราเริ่มความรู้สึกช้าลง ใครพูดอะไรจะโต้กลับก็ไม่ทันแล้ว  หรือจะให้รวดเร็ว  กระโดดโลดเต้นเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้วบางทีเล่นแป๊บเดียวมานั่งหอบแล้วแต่ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก  ป๋าก็ไม่กลัว  ชีวิตป๋าต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก  ต้องพบกับเรื่องดีบ้างร้ายบ้างมาเยอะแยะ  แม้ตอนนี้ชีวิตจะเดินมาไกลจากจุดนั้นมากแล้ว  แต่ถ้าวันหนึ่งต้องกลับไปจุดนั้นอีกก็ไม่เป็นไร   ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีหนทางสู้  อย่าไปกลัวมัน… เรื่อง พีรภัทร  โพธิสารัตนะ  ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ  วิชาธร   ผู้ช่วยช่างภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี,  ศุภิดา  กิจจะตุกายา,ภูติรัตน์  เหลืองชูเกียรติ   สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด,  อารยา  แคล้วภัยพาล  ผู้ช่วยสไตลิสต์ นรรชนก  แซ่ชี บทความน่าสนใจ อย่าเป็นคน “ขยัน” ที่ “ไร้ความสามารถ” True Story: รักนี้จัดหนัก… ชีวิตคู่ที่แตกยับของเมียนักมวย “วันเฉลิม” นอกจอ…เรื่องจริงของชายผู้ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้ […]

เผยเคล็ดลับพลิกดินสู่ดาว โค้ชคิ้ม-หนุ่ม เดอะวอยซ์

เผยเคล็ดลับพลิกดินสู่ดาว โค้ชคิ้ม กับ หนุ่ม เดอะวอยซ์ โค้ช เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทัก หนุ่ม เดอะวอยซ์ สมศักดิ์ รินนายรักษ์  ซึ่งกำลังแต่งหน้าเพื่อเตรียมถ่ายปกให้กับนิตยสาร Secret  ก่อนจะคุยกึ่งสอนต่อว่า “ถ้าหนุ่มมีผลประโยชน์มาก ๆ  คนที่เคยเป็นเพื่อนจะไม่เป็นเพื่อน  คนที่เคยเป็นมิตร ถ้าไม่ได้ประโยชน์จากเราอีกแล้วก็จะกลายเป็นศัตรูได้” เด็กหนุ่มรับฟังโดยไม่โต้เถียง  เพราะดูเหมือนว่าบางเรื่องราวที่เขาประสบมาระหว่างเดินทางกลับบ้านที่เชียงรายเป็นครั้งแรกหลังจากชนะเลิศรายการ เดอะวอยซ์ ไม่ผิดไปจากที่โค้ชบอกสักเท่าใดนัก ก่อนหน้าจะมาประกวด เดอะวอยซ์  เขายอมรับว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนจบไปแล้วจะทำไปอะไร “ตอนมาประกวด  ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะชนะ  ไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบลึก ๆ  คิดว่าคงได้แค่รอบบลายนด์ออดิชั่น  อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ  พ่อแม่ผมไม่หวังว่าผมจะประสบความสำเร็จเรื่องร้องเพลง  จริง ๆแล้วท่านก็ไม่ได้หวังว่าผมจะประสบความสำเร็จด้านไหนเลย  พอเราทำได้ท่านก็ดีใจด้วย  ตอนนี้ผมอยากเป็นนักร้อง” เขาพูดน้อย  ตอบสั้น  แต่ทั้งโค้ชและทีมงานบอกว่า เขาแอบฮาไม่น้อยเวลาที่ได้พูดคุยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน  คนเป็นโค้ชจึงเป็นฝ่ายเล่าถึงวินาทีที่พิธีกรประกาศว่าเขาเป็นผู้ชนะ “ตอนที่ประกาศว่าหนุ่มชนะ  เราร้องไห้ฮือ ๆ  ก้องเข้ามากอดเป็นคนแรกจากนั้นแสตมป์ก็เดินมากอด  แล้วโจ้ก็ตามมา  แสตมป์บอกก่อนแข่งอีกว่า วันนี้เป็นวันของพี่ หนุ่มต้องได้ “ส่วนตัวเองเดินไปกอดหนุ่ม  แล้วบอกว่า  ‘คนแพ้น่ะพูดน้อย แต่คนชนะยิ่งต้องพูดน้อยกว่า จำไว้นะหนุ่ม’  เขาก็บอกว่า  ‘ครับ’ หลังรอบที่เขาร้องเพลง ‘หลงตัวเอง’  ก็บอกเขาว่า อย่าลืมตัวนะ อย่าหลงตัวเองนะ คนดูชอบหนุ่มที่หนุ่มเป็นแบบนี้ถ้าลืมตัวพี่จะเอาหนังสติ๊กรัดไข่  เขาก็หัวเราะ “เราบอกในสิ่งที่เขาควรทำ  สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ  คนลืมตัว  คือลืมแล้วจะสอนอะไรก็ไม่ได้แล้ว  บอกเขาว่า  ที่พี่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเก่งนะ  แต่คนเขาเอ็นดูคนอายุน้อยกว่าก็เอ็นดูพี่  เพราะเราไม่ได้ไปเยอะอะไรกับเขา  ทำงานแบบให้เกียรติคนอื่น  มือมีสองข้าง  ยกพนมไหว้เข้าไว้เดี๋ยวจะได้ดีเอง อย่าเรื่องมาก กองถ่ายมีอะไรให้กินก็กินไป” “หนุ่มถูกด่าทุกวัน  แต่เขารู้ว่าทำแบบนี้เพราะรักเขานะ  เราอาจไม่ใช่คนพูดจาเพราะแล้วก็ไม่ค่อยชมลูกหลาน  ไม่รู้ว่ารับมาจากตายายซึ่งเป็นคนไทยหรือเปล่า  คนโบราณมักจะไม่ชมลูกตัวเอง  การกดลูกหลานให้เจียมเนื้อเจียมตัว  เพราะอยากให้เด็กมองเห็นสิ่งด้อยของตัวเองและยอมรับมันให้ได้  ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ควรสอนเด็ก  ถ้าเขาทำดีเราก็ชมแต่ก็สำทับต่อว่าอย่าเหลิงนะ  คือสอนหลานตัวเองอย่างไรก็สอนหนุ่มอย่างนั้น “ปกติจะพูดกันแบบนักเลง ๆ เหมือนคุยกับนักมวย  เราไม่อยากให้เด็กสะเงาะสะแงะ เพราะปกติทีมงานก็โอ๋อยู่แล้ว  พอได้ตำแหน่งก็ยิ่งโดนยกหางขึ้นไปอีก  จากคนจะกลายเป็นคางคก (ขึ้นวอ) กันอยู่แล้วก็กลัวว่าเขาจะเป็นอย่างนั้น “เราเคยโดนอะไรมาบ้างก็เล่าให้เขาฟัง  และบอกว่า อย่าจริงเท่าพี่  จริงสักครึ่งเดียวพอ  แต่เขาเป็นผู้ชาย  พูดน้อยอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร  แล้วอย่าเอาแต่ใจตัวเอง  จงร้องเพลงอย่างนักร้องและทำตัวอย่างนักมวย  เพราะนักมวยนี่อึด  โดนเตะจนตัวเขียวแต่ไม่เคยมีใครออกมาร้องแรก-แหกกระเชอ  นักร้องก็ควรจะมองตัวเองให้เป็นแบบนั้น  จะได้ไม่รู้สึกว่าทำไมคนนั้นคนนี้ทำกับฉันแบบนี้  ใครทำอะไรนิดหน่อยก็หงุดหงิด  หยิบน้ำผิดก็หงุดหงิด  จะกินน้ำอุ่น  เอาน้ำเย็นมาให้ก็โกรธ ๆ” พอหันกลับมาถามหนุ่มว่า เขารู้สึกอย่างไรกับวิธีการสอนของโค้ชแบบนี้ “แรก ๆ ก็กลัวครับ  เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน  พ่อกับแม่เวลาด่าก็ด่าอย่างเดียวสอนก็สอนอย่างเดียว  ไม่เคยด่าปนสอนแบบนี้  แต่ตอนนี้รู้สึกดีเวลาที่พี่คิ้มด่าเพราะแสดงว่าเป็นห่วงเรา” เขายังพูดถึงความประทับใจที่มีต่อโค้ชคิ้มว่า “พี่คิ้มดูแลทุกอย่าง  ไม่เฉพาะผมแต่ดูแลทุกคนในทีมดีหมด  ถ้าให้ผมยกตัวอย่างก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร  เล่าไม่ถูก  รู้แต่ว่าพี่คิ้มเป็นคนดี” นั่นเป็นบทสรุปของเขาเกี่ยวกับชีวิตในวันนี้  ในขณะที่โค้ชคิ้มยังมีเรื่องราวอีกมากมาย  รวมถึงเคล็ดลับในการปั้นดินก้อนนี้ให้กลายมาเป็นดาวมาเล่าให้ฟัง “การเป็นโค้ชผู้หญิงคนเดียวของรายการ เดอะวอยซ์ ต้องเรียกว่าเป็นทุกขลาภเพราะโดนด่าตลอด  โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย  ถึงจะมีคนที่ช่วยปกป้องเราเยอะแต่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาด่าก็ไม่น้อย  บางคนต้องเรียกว่าตั้งใจใช้ตัวหนังสือทำร้ายคนอื่นส่วนใหญ่ที่ด่ากันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วน ๆไม่มีเหตุผล  บางคนพยายามเต้าเรื่องราวให้มันกลายเป็นเหตุผล  ทั้งที่ไม่ใช่ “คนในโลกโซเชียล  บางครั้งต้องบอกว่าไม่มีหัวใจ  สมัยก่อนเวลาที่คนไปรบแพ้มาหรือทำผิดอะไรมาก็แล้วแต่  หากเคยทำคุณงามความดีมาก่อน  เวลาพิพากษาลงโทษเขายังมีลดหย่อนผ่อนโทษ  เช่น  ถ้าโทษประหารชีวิต ก็อาจลดเหลือเนรเทศออกนอกเมือง  หรือเอาไปจองจำจนกว่าจะตายแต่เป็นโค้ชรายการนี้  คนดูบางคนไม่สนใจว่าเคยทำอะไรที่ถูกใจเขามาบ้างหรือไม่  เขานับเป็นยก ๆ  ช่วงไหนเลือกคนถูกใจยกหางรอเลย “เคยอ่านข้อเขียนของพระอาจารย์ชยสาโร  ท่านบอกว่า  มนุษย์ทุกวันนี้วัดทุกอย่างเป็นตัวเลข  ยอดต่าง ๆ  ยอดเงินยอดไลค์  ยอดฟอลโล่ แต่ความดีความชั่วมันละเอียดมาก  ไม่สามารถเอาตัวเลขมาวัดได้ว่าใครดีหรือชั่ว  จึงไม่ควรเอาใจไปยึดติดว่ายอดไลค์เท่าไหร่ “เช้าตื่นขึ้นมาเราควรจะอยู่กับตัวเองได้ฟังเสียงนกร้อง  เห็นแสงแดดที่เราไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่วันที่จะได้เห็น  วันนี้อาจเป็นแดดสุดท้ายที่เราได้เจอ  ไม่ใช่ตื่นมาเขี่ยดูไอจีใครทักก็ต้องตอบ  ไม่ตอบก็กลายเป็นเรื่องแล้วเราก็ไม่อยากรู้เรื่องคนอื่น “จริงอยู่ เราชอบพูดว่า  เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง  รัก  โลภ  โกรธ  หลง  โมหะโทสะ  มีครบ  แต่นั่นเป็นโหมดของพรพรรณชุนหชัย  แต่ถ้าสวมบทเป็นเจนนิเฟอร์ คิ้มจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยสักข้อ  เพราะเราเป็นนักร้อง เรามีหน้าที่ให้ความสุข  เราจะไปเที่ยวระบายความทุกข์ของเราในไอจีไม่ได้มันผิดหลักการของการเป็นนักร้อง” ทุกวันนี้เวลาที่มีคนเล่าให้ฟังเรื่องคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ยุติธรรมกับเธอนักโค้ชคิ้มยอมรับว่า “ก็ยังโมโหนะ  แล้วก็จะบ่น  ด่าอะไรไปเรื่อยเปื่อย  พูดจาซ้ำไปซ้ำมา  วกวนวันนั้นก็จะย้ำคิดย้ำทำเรื่องนี้ไปทั้งวันจนหลับตื่นขึ้นมาก็ยังเป็นอยู่  จนกระทั่งวันที่สองตอนกลางคืน  เริ่มรู้สึกว่าหมดแรง  ไม่มีแรงจะโกรธแล้ว  เพราะโกรธไปหมดแล้วจากนั้นก็จะเริ่มรู้สึกว่าไม่ดีเลยนะ  โกรธไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย  เหนื่อยก็เหนื่อย  พอวางได้ก็คิดได้ว่า  ใครอยากว่าอะไรก็ว่าไป” ส่วนเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ชครั้งแรก  โค้ชคิ้มเล่าว่า “แรก ๆ ก็เห็นว่าเอารายการมาจากฝรั่งซึ่งชอบให้นักร้องพ่นไฟแข่งกัน  จึงทำตามแบบนั้น  ปรากฏว่าคนไทยไม่ชอบ  ชอบเถิดเทิง  อย่ามาแบตเทิล  ชอบฟีเจอริ่งเพราะฉะนั้นปีต่อมาก็ไม่มีการพ่นไฟ  เพราะคนดูไม่ชอบ แล้วอย่าร้องเพลงฝรั่งเยอะคนดูไม่เก็ต  ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีการศึกษาแต่มันไม่ตรงกับจริต  คนไทยกินข้าว  อยู่ดี ๆเอารีซอตโต้หรือสปาเกตตีให้กินบ่อย ๆ ก็ไม่ชอบ  นาน ๆ ครั้งพอได้ “สำหรับหนุ่ม  ตั้งแต่รอบแรกถึงรอบแบตเทิลไม่ได้คิดว่าเขาจะชนะ  รอบน็อก-เอ๊าต์ก็เริ่มเห็น  แต่ก็กลัวพลิก  เพราะทุกโชว์ต้องเริ่มใหม่หมด  ลองสังเกตดู บางคนมียอดวิวถึง 20 ล้านวิวในรอบบลายนด์ออดิชั่นแต่รอบต่อ ๆ มาหายไปเลย  สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อย่าพีคตั้งแต่แรก ๆ  อย่ารีบเอาเมน-คอร์สมาเสิร์ฟเป็นจานแรกต้องค่อยๆพีคแล้วตบท้ายด้วยขนมหวานให้ซาบซึ้งใจชื่นอกชื่นใจกันไป  คนไทยชอบแบบนี้ เหมือนกินข้าวเสร็จแล้วต้องกินขนมหวานล้างปากเพราะฉะนั้นต้องพีคก่อนสัปดาห์สุดท้าย แล้วตบด้วยความซาบซึ้งใจ  เหมือนรสชาติยังค้างอยู่ในปาก  คนยังจำรสชาติก่อนหน้านั้นได้ “เรื่องที่ประทับใจที่สุดคือ ความเป็นทีมเวิร์ค รักทุกคนที่ทำงานกับเรา  ทั้งทีมผู้ผลิต  ทีมไจแอนท์ที่เป็นมิวสิคไดเร็คเตอร์วงบีกินที่เป็นวงแบ็กอัพ  และทีมงานเบื้องหลังทุกคนที่อาจเอ่ยชื่อไม่หมด  เขามีจิตเมตตาสูงมาก  ตอนที่หนุ่มซ้อมเพลง ‘หลงตัวเอง’คนพวกนี้นั่งกองอยู่กับพื้นเหมือนเงาะเน่าเชียร์กันใหญ่  เหมือนเชียร์มวย เห็นกันชัด ๆ ว่าเชียร์ใคร  ไม่ยอมไปทำงานอื่น  จนเราต้องบอกว่า เอ่อ  คุณลำเอียงกันเกินไปไหมคะ  ไม่ต้องสนุกขนาดนั้นก็ได้  เดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอา นอกจากนั้นโค้ชคิ้มยังได้เรียนรู้เรื่องราวบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย “เรื่องแรกคือ  คนดูใหญ่ที่สุด  คือไม่ว่าเขาจะด่าเราแค่ไหน  ยังไงก็ต้องตามใจคนดู  ไม่ว่าเราจะมีชื่อเสียงหรือพรสวรรค์หรืออะไรก็แล้วแต่  เราไม่สามารถเอาชนะคนดูได้ และอีกเรื่องคือ เราต้องยอมพ่ายศึกเพื่อจะชนสงคราม  เรายอมปล่อยกีตาร์ไปเพื่อให้หนุ่มเข้ารอบ  เพราะรู้ว่าประชาชนชอบหนุ่มมากกว่า  แล้วผลออกมาแบบนั้นจริง ๆ  คือถ้าจะใช้สิทธิ์ของความเป็นโค้ชดันกีตาร์เข้ารอบก็สามารถทำได้  แต่นั่นคือการขัดใจคนดู  และถ้าเราไม่ยอมแพ้ศึกครั้งนี้  เราจะพ่ายสงคราม “แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ  การปล่อยวาง  ตอนที่ทุกคนลุ้นว่าหนุ่มจะชนะหรือไม่เราไม่ลุ้นแล้ว  แค่คิดในใจว่า  หนุ่มเอ้ยจะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเองแล้วละ  พี่ปล่อยมือแล้ว  คือถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องปล่อยวางถึงที่สุดแล้วมนุษย์ต้องตาย  เรื่องต้องจบทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่เราทำ  บุญที่เราทำ” หลังจากรายการจบ  โค้ชคิ้มยังคงดูแลลูกทีมต่อไป ซึ่งไม่พ้นเสียงวิพากษ์-วิจารณ์อีก “หลายคนมองว่าหน้าที่เราควรจะจบตั้งแต่ตัดสินแพ้ชนะไปแล้ว  ทำไมยังวุ่นวายกับเด็ก  ต้องบอกเลยว่า…ฉันไม่ได้กำลังดูแลเด็กกรุงเทพฯ  แต่กำลังดูแลเด็กดอย  พูดภาษาไทยกลางยังกึก ๆ กัก ๆ  ยังไม่เข้าใจความคิดของคนกรุงเทพฯ  มือยังอ่อนที่จะรับมือกับคนเลว ๆ ที่เข้ามาหา  เราเป็นโค้ชในชีวิต  จะบอกเขาว่าอย่าร้ายนะ  ถ้าต้องร้ายเดี๋ยวพี่จัดการให้ “เรื่องเงินนี่ไม่ยุ่งเลย  ก็มีคนเสียผลประโยชน์ไปโพสต์นั่นนี่นู่น  สงสัยนั่นสงสัยนี่  เจ้าตัวยังไม่สงสัยเลย  ทุกวันนี้ถ้าจะผิดหรือถูกอย่างไรก็ค่อย ๆ บอกกันไปถ้าวันไหนเขาไม่ฟังแล้วก็จะหยุดสอน  เราบอกเขาว่า กว่าจะได้มาก็ยาก  รักษาไว้ให้นานยากที่สุดเลย” ส่วนอนาคตของลูกทีมคนนี้  คนเป็นโค้ชเชื่อว่า “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงเจนนิเฟอร์ คิ้ม” Secret BOX “จงร้องเพลงอย่างนักร้องและทำตัวให้อึดอย่างนักมวย” –โค้ชเจนนิเฟอร์  คิ้ม เรื่อง ปถวิกา  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร บทความน่าสนใจ ดนตรีจิตอาสา […]

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ)

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ) ใดๆ ในโลกล้วนแล้วแต่มีตำหนิ  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  เก้าอี้  นาฬิกา  หรือแม้แต่เส้นผมใบหน้า…แต่ของ “มีตำหนิ” บางแห่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ  หากเป็นไปเพราะความหลงของตัวเอง! ฉันกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสาวเพอร์เฟ็กต์  เพราะชีวิตนี้ฉันมีครบหมดแล้วทุกอย่าง  เกิดในบ้านสุดหรู  ครอบครัวอบอุ่นมีเพื่อนฝูงมากมาย  เรียนเป็นที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาโท  ความสามารถและบุคลิกของฉันทำให้ก้าวเข้าสู่เบื้องหน้าในแวดวงสื่อได้อย่างไม่ต้องดิ้นรน  ฉันมีรถขับ  ถือกระเป๋าแบรนด์เนม  และสวมเครื่องประดับราคาแพงระยับอย่างคนมีอันจะกินทั่วไป  และแน่นอนว่าหญิงเพอร์เฟ็กต์อย่างฉันต้องควงคู่กับหนุ่มหล่อฐานะดี ต้น เป็นหนุ่มต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ  เขาหน้าตาหล่อเหลา  แถมครอบครัวยังร่ำรวย  เขาเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ  แต่อาศัยว่ามีประสบการณ์ทำงานสูง  ทำให้เข้ามาทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน…ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตหรือกรรมบันดาลกันแน่ที่ทำให้เราโคจรมาพบกัน เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดเราสองคน  ฉันและเขาตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็นเขาบอกฉันว่าอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน เขาสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะแต่งงานกัน  และมีลูกสักคนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก  นั่นทำให้ฉันยอมพลีกายให้กับเขาตั้งแต่คบกันได้ไม่ถึงเดือน  เราสองคนรักกันมากจนห่างกันไม่ได้  ที่ไหนมีเขาที่นั่นต้องมีฉัน สองปีผ่านไป  ต้นจำเป็นต้องกลับไปทำงานที่บ้าน  จึงขอให้ฉันทิ้งชีวิตสุดเพอร์เฟ็กต์ที่นี่ไปอยู่กับเขา  แม่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด  วันที่ฉันหอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้าน  คำขอร้องอ้อนวอนของแม่เป็นเพียงเสียงน่ารำคาญ  พ่อโกรธและผิดหวังในตัวฉันจนไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา  แต่ฉันไม่สนใจใครอีกแล้ว  นาทีนั้นชีวิตฉันมีแต่ต้นคนเดียวเท่านั้น  เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไป ฉันไปอยู่บ้านต้นโดยที่พ่อแม่เขาไม่ได้ว่าอะไร  ฉันสมัครทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเงินเดือนน้อยนิด  ส่วนต้นทำงานอีกบริษัทที่เงินเดือนน้อยนิดกว่า  แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเขา  เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังอยู่บนกองเงินกองทอง แต่แล้วชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ฝัน  ต้นเริ่มงานยุ่ง  กลับบ้านดึกติดกันหลายวัน  บางคืนต้องนอนค้างที่ทำงาน  ชวนให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ว่าเขาอาจแบ่งเวลาไปให้หญิงอื่น กระทั่งวันหนึ่งความเป็นจริงก็กระจ่าง  เมื่อจู่ ๆ มีหญิงสาวนิรนามโทรศัพท์มาหาฉัน  เธอพูดจาเย้ยเยาะถากถางว่าฉันโง่เง่าที่โดนต้นหลอกมานานแสนนาน ต้นบอกเธอว่ารักเธอมาก  และสัญญาว่าจะแต่งงานกัน  หลายเดือนมาแล้วที่ทั้งสองแอบไปอยู่กินด้วยกันลับหลังฉัน  ฉันตัวชา แทบไม่เชื่อหูตัวเอง  ในใจมีแต่คำถามว่าทำไมต้นถึงเอาคำว่า “แต่งงาน” ไปใช้กับผู้หญิงคนอื่น เมื่อต้นกลับถึงบ้าน  ฉันไม่รอช้า  รีบถามถึงผู้หญิงคนนั้น  ต้นหน้าถอดสี  ก่อนจะรีบโผเข้ามากอดฉันเต็มแรง  เขายอมรับในสิ่งที่ทำผิดไปและขอโอกาสแก้ตัว…เวลานั้นฉันรักเขามากเกินกว่าจะใจแข็งตัดสัมพันธ์กับเขา  ฉันจึงให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วันนั้น  ฉันเหมือนมีปีศาจร้ายมาสิง  เพราะกลายเป็นคนหวาดระแวง  ไม่ไว้ใจเขา  วัน ๆ เอาแต่เช็กโทรศัพท์ จนไม่เป็นอันทำงาน  ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน  ฉันต้องตามไปนั่งเฝ้าทุกที่  ไม่เว้นแม้แต่เวลางาน เพียงเพื่อให้เห็นกับตาว่าเขาไม่ได้นอกใจส่วนต้นก็เริ่มกลายเป็นคนเกรี้ยวกราด  โมโหร้าย  และด่าทอฉันด้วยคำหยาบคาย อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำเสมอ  เพราะในที่สุดสิ่งที่ฉันเฝ้าระแวงก็เป็นจริง  ไม่นานนักก็มีหญิงนิรนามคนที่สอง  สาม  และสี่  โทร.มาหาฉันในทำนองเดียวกัน  ต้นล้วนสัญญากับผู้หญิงทุกคนว่าจะแต่งงานด้วย  เพื่อหวังความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน  ฉันร้องไห้จนไม่มีน้ำตาทั้งแค้น  เจ็บใจ  และเสียใจอย่างสุดประมาณ เวลานั้นฉันรู้แล้วว่าไม่ควรให้โอกาสแก่คนที่ไม่เห็นค่า  ฉันตั้งใจจะเก็บข้าวเก็บของเตรียมหนีออกไปให้ไกลจากชีวิตต้น…ทว่าชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ต้นสารภาพผิดอีกครั้ง  เขาขอโอกาสแก้ตัวอีกหน  ต้นทั้งรั้งทั้งยื้อไม่ให้ฉันจากไป แต่เมื่อเห็นว่าใช้ไม้เดิมไม่ได้ผล  เขาก็เริ่มเล่นบทโหด  ด้วยการพุ่งเข้ามากัดฉันที่คอแขน และหลังจนเลือดออกซิบ ๆ  เขาล็อกรั้วบ้านไม่ให้ฉันออกไปไหนได้  พร้อมกับโทร.ไปบอกเจ้านายของฉันให้เสร็จสรรพว่าฉันขอลาหยุดยาว ตีหนึ่งคืนนั้นฉันกับต้นด่าทอขว้างปาข้าวของใส่กันไม่ยอมเลิก  ฉันร้องไห้เหมือนคนบ้า  ทั้งเจ็บที่โดนเขาทำร้ายและเจ็บยิ่งกว่าที่เขาทำกับฉันเหมือนเป็นของตาย  ที่นึกอยากจะไปมีใครคนอื่นก็ไป  นึกอยากจะกลับมาก็มา  แม้จะรักเขาขนาดไหน  แต่ฉันก็ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจ…หนี! ฉันวิ่งออกจากตัวบ้าน  รีบปีนรั้วออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดจะบรรยาย  ในใจคิดเพียงแค่ว่าจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด  ถ้าหนีไปซ่อนที่บ้านคนรู้จัก  ไม่นานเขาคงตามมาจนเจอ  ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน ฉันนั่งขดตัวอยู่หลังพงไม้  มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด  แม้ป่าในยามวิกาลจะน่ากลัวขนาดไหน  แต่ฉันเชื่อว่าไม่เท่านรกในบ้านตอนนี้  ฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด  ภาวนาขออย่าให้เขาตามมาเจอตอนนั้นเอง  จู่ ๆ ภาพของแม่ที่พยายามรั้งฉันไว้ไม่ให้มาที่นี่ก็ปรากฏชัดขึ้นมาในห้วงความคิดและฉายวนซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น  แม่คงรู้สึกเจ็บช้ำมากกว่านี้หลายเท่า  ความละอายบาดลึกถึงขั้วหัวใจ…ฉันอยากกลับบ้าน  ถ้าย้อนเวลาได้ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่แต่แรก เมื่อแสงแรกของวันรุ่งขึ้นเริ่มส่องฉันรีบวิ่งออกจากป่าไปยังบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างออกไป  สภาพฉันตอนนั้นไม่ต่างจากคนบ้าเท่าไหร่  เพราะไม่แค่หน้าผมมอมแมม  เสื้อผ้าขาดวิ่น  หรือรอยแผลตามตัวเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงสติสตังของฉันที่ไม่ครบร้อยเหมือนเดิมแล้ว  ฉันมองเห็นต้นตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา  พาให้รู้สึกหวาดกลัวและเสียใจในคราวเดียวกัน  ตอนนั้นฉันกลายสภาพจากดาวเด่นในสายตาเพื่อนฝูงเป็นอีบ้าที่สุดแสนจะน่าเวทนาไปเสียแล้ว เพื่อนช่วยฉันให้กลับบ้านที่กรุงเทพฯโชคยังดีที่แม่ยินดีต้อนรับฉันกลับบ้าน  ส่วนพ่อยังคงโกรธฉันไม่ยอมหาย  ความบอบช้ำทางกายและใจทำให้ฉันต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน  นอกจากรักษาแผลที่โดนทำร้ายแล้วยังต้องพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดอาการทางจิตอยู่เป็นปี ๆ เมื่อพายุร้ายจางหายไป  ก็ถึงเวลาของสายรุ้ง  ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่สำนึกแห่งความผิดบาปที่มีต่อพ่อแม่ผลักดันให้ฉันทำทุกอย่างให้ท่านภูมิใจ  ฉันเรียนต่อพร้อมกับเริ่มทำงานในอาชีพและตำแหน่งที่สามารถเลี้ยงดูท่านได้อย่างสบาย  ฉันเฝ้าดูแลท่านไม่ห่าง  ทำหน้าที่ลูกอย่างสุดกำลังเพื่อชดเชยวันเวลาหนึ่งปีที่ฉันต้องทำให้ท่านร้องไห้  แม้ฉันจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้วแต่อย่างน้อยเวลานี้ครอบครัวของเราก็กลับมามีความสุขกันได้อีกครั้ง ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มแสนดีเข้ามาในชีวิตฉัน  เขาทั้งอบอุ่น  ใจเย็น  เป็นผู้นำเป็นสุภาพบุรุษ  และแสนดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา  แม้จะไม่ใช่ผู้ชายหล่อเหลา  ไม่ใช่ผู้ชายกระเป๋าสตางค์หนา  แต่ฉันก็รักเขาหมดหัวใจเขามองข้ามอดีตอันแสนเลวร้ายของฉันไปหมดและขอให้ฉันปล่อยวางมันลงเช่นกัน…แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบของเรื่อง ระหว่างชีวิตกำลังไปได้สวย  หญิงนิรนามหลายคนที่เคยโทร.มาเยาะเย้ยฉันคราวนี้กลับโทร.มาร้องห่มร้องไห้ว่าต้นทิ้งพวกเธอไป  หนำซ้ำผู้หญิงบางคนบอกว่าเธอกำลังตั้งท้องกับต้นและจะไปทำแท้ง  ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ทิ้งความแค้นไปชั่วขณะ หันมาปลอบโยน  ให้ข้อคิดและกำลังใจ  เพื่อให้เธอหยุดความคิดบาปเหล่านั้น  นั่นทำให้หญิงสาวหลายคนกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีกับฉัน  ขณะเดียวกันก็มีหญิงสาวหน้าใหม่โทร.มาเยาะเย้ยฉันเป็นระยะ ๆ ทุกวันนี้ฉันพยายามลบภาพความทรงจำที่เคยมีกับต้นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายคนปัจจุบันแต่เรื่องร้าย ๆ ก็มักตามมาหลอกหลอนอยู่เสมอ  ต้นยังใช้เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ โทร.เข้ามาเป็นระยะหลายครั้งโทร.มาขอคืนดี  หลายครั้งโทร.มาขอมีเพศสัมพันธ์อย่างหน้าไม่อาย  ทว่าผู้ชายแสนดีของฉันกลับให้อภัยและคอยเป็นกำลังใจให้กัน แม้ฉันจะเจอผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วแต่ฉันกลับไม่อาจเป็นหญิงแสนดีสุดเพอร์เฟ็กต์ให้เขาได้  บทเรียนในอดีตทำให้ฉันกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  งี่เง่า  ตามเฝ้าตามหึงหวงคนรัก  ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยนอกใจฉันเลยแม้ในความคิด  ฉันอารมณ์ร้าย  ฉุนเฉียว  เกรี้ยวกราด  ทำลายข้าวของรุนแรงขึ้นทุกวัน  โดยที่ฉันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย  และที่แย่ไปกว่านั้น  คือฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะอดทนกับฉันได้นานสักแค่ไหน นั่นอาจเป็นเพราะความสะเพร่าของฉันในอดีตที่ได้ทิ้งรอยตำหนิเอาไว้ให้ดูต่างหน้า…ตำหนิที่ไม่ใช่บาดแผลร่างกายหากแต่เป็นตำหนิที่เป็นแผลลึกลงในใจที่อาจทำให้ฉันสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไปสักวัน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตำหนิที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด  มิใช่ตำหนิที่เป็นบาดแผลอันเกิดจากการถูกกระทำของผู้อื่น  แต่คือ “การทำใจให้รู้สึกร้ายกับตัวเอง” ต่างหาก  เพราะเมื่อคนอื่นกระทำต่อเรา  แม้อาจเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกทำร้าย  ถ้าหากรู้จักเรียนรู้ที่จะให้อภัยและวางใจเป็น  เรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นย่อมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงและหายไปได้สักวัน แต่คราใดเมื่อถูกผู้อื่นทำร้ายแล้วเราทำใจให้ “จมอยู่กับความรู้สึกร้าย” นั้นพร้อมกับสร้างความโกรธเกลียดชิงชังขึ้นมาในใจตน  ความทุกข์ที่ถูกฝังลงไปโดยมีเราเป็นผู้ยินดีที่จะเสพอารมณ์แห่งความร้ายกาจในจิตตนนั้น  ย่อมกลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะทำลายเราทุกขณะ  และพร้อมจะแพร่ความร้ายนั้นไปสู่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ฉะนั้น  หากมีตำหนิที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต  จงนำ “ตำหนิคือความผิดพลาดนั้น” มาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น มิใช่ขลาดเขลากว่าเดิม  มิควรจมอยู่กับอดีตที่ปวดร้าวจนลืมเยียวยาชีวิตที่เหลืออยู่  แต่ควรทำบาดแผลแห่งอดีตให้กลายเป็น “แผลเป็น” ให้ได้  คือแม้เหตุการณ์นั้นไม่เคยหายไปจากใจแต่ก็ไม่อาจทำให้ใจเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงมัน  จงเรียนรู้ความผิดพลาดเมื่อคราอดีตเพื่อสร้างปัจจุบันให้ทรงคุณค่าแล้วปัจจุบันที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งที่มีความหมายที่งดงามกว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วย “ก่อสุข” ให้กับเรา  ทั้งในปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่และอนาคตที่กำลังจะก้าวไป… เรื่อง พเยีย  เรียบเรียง รำไพพรรณ  บุญพงษ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เผลอพูดจาตำหนิพ่อแม่เป็น บาป หรือไม่ แก้ไขอย่างไรดี ชวนเที่ยว 5 วัด […]

กัปตันตูน – รณชย…หางเสือแห่งชีวิต พิชิตความสำเร็จ

กัปตันตูน รณชย หางเสือแห่งชีวิต พิชิตความสำเร็จ ผม กัปตันตูน รณชย เป็นเด็กที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เวลามีใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมไม่เคยตอบคำถามนี้ได้สักครั้ง และไม่ทราบมาก่อนว่า เพียงจุดเปลี่ยนเล็กๆ จะพาผมไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ตอนเป็นเด็กผมดื้อมาก ศีรษะมีแต่รอยแผลเป็น เพราะแม่โยนทัพพีใส่บ่อยๆ นอกจากนั้นยังไม่ชอบเรียนหนังสืออีกด้วย เพราะคิดว่าเรียนไปเพื่ออะไร ไปโรงเรียนก็ไปแต่เล่นกับเพื่อน ผลสอบออกมาได้ที่รองโหล่ทุกครั้ง จนคุณครูเอือมระอาที่จะเขียนรายงานพฤติกรรมนในสมุดพกของผมให้ผู้ปกครองทราบ นอกจากจะไม่สนใจเรียนแล้ว ผมติดเพื่อนมาก มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนชวนขึ้นรถเมล์ครั้งแรก ตื่นเต้นและสนุกสุดๆ พอไปถึงบ้านเพื่อนก็เล่นเพลินจนเย็น เพื่อนบอกให้นอนค้างแล้วโกหกแม่ว่านอนที่บ้านญาติ ผมทำตามคำแนะนำทันที ตอนนั้นคิดว่าการโกหกจะทำให้ไม่โดนดุ จึงโทรหาแม่ และบอกว่าจะนอนที่บ้านญาติ เช้าแม่โทรไปเช็คที่บ้านญาติ ปรากฏว่าผมไม่อยู่ แม่ตกใจคิดว่าลูกชายโดนลักพาตัวไปตัดแขนขา ก็รีบไปบ้านญาติหวังจะไปปรึกษาหารือว่าจะหาทางออกอย่างไรต่อดี หลังจากที่สนุกสนานกับเพื่อนจนเต็มที่แล้ว กลับมาบ้าน ไม่เจอแม่ คิดว่าท่านต้องอยู่บ้านญาติแน่ๆ จึงตามไปทันที นาทีที่เดินเข้าไปผมกลัวมาก คิดไปต่างๆ นานาว่าต้องโดนดุ โดนตีแน่ๆ แต่แล้วพอแม่เห็นผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม่วิ่งเข้ามาหาทั้งน้ำตา กอดผมแน่น โดยไม่ได้ดุด่าอะไรเลย บอกเพียงว่า อย่าทำแบบนี้อีกนะลูก แม่เป็นห่วงมาก ทำให้ผมรู้สึกผิด ความคิดเปลี่ยนไปทันที จากที่เคยคิดว่าการโกหกเป็นทางออกที่ดีนั้น […]

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู – พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (1)

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (1) ถ้าจะถามว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิต… หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ คิดว่าเรื่องนั้นก็คือ การที่ตัวเองมีลูกชายน้องนาย (ณภัทร เสียงสมบุญ) คอยเคียงข้าง คอยเป็นคู่คิด เป็นกำลังใจให้ในทุกๆ เรื่อง หมูมีความสุขที่ได้ดูเขาเจริญเติบโตขึ้นทุกวันๆ จากเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่นั่งมองแม่แต่งตัวหน้ากระจก เป็นเด็กชายที่เริ่มเล่นกีฬาสารพัดกับแม่ ทั้งปิงปอง ชกมวย จนกลายเป็นเด็กชายตัวสูงใหญ่ที่หลงใหลการเล่นกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจ น้องนายรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และมุ่งหน้าสู่ความฝันนั้นด้วยตัวเอง โดยมีแม่คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้าง แม้กีฬาอย่างกอล์ฟจะค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง แต่หมูก็พยายามตัดใจ ทุ่มสุดตัวเท่าที่ตัวเองจะทำได้ และคาดว่าคนเป็นแม่ทุกคนก็คงไม่ต่างจากหมู ที่ต่อให้ตัวเองลำบากแค่ไหนก็ตาม ขอให้ลูกได้เป็นอย่างที่ฝันเท่านั้นเอง วันนี้หมูภาคภูมิใจที่ลูกชายเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และรู้ว่าแม่ลำบากแค่ไหนกว่าจะเลี้ยงเขามา หมูเล่าความจริงให้ลูกฟังทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องพ่อของเขาจนกระทั่งถึงเรื่องสถานภาพทางการเงินของครอบครัว เพราะหมูอยากให้ลูกอยู่กับโลกของความเป็นจริง ที่บางครั้งก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป และอยากให้เขารู้ว่า แม่รักและไว้วางใจเขามากแค่ไหน เหมือนที่ครั้งหนึ่งคุณตาของเขาหรือที่หมูเรียกว่า “ป๊า”เคยปฏิบัติกับหมู หมูรักป๊ามาก และด้วยความรักนี่เองที่ทำให้หมูไม่อยากทำให้ท่านต้องเสียใจด้วยเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราบังคับไม่ได้ก็เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงชีวิตหมูนับแต่นั้น สวย…ด้วยแรงอธิษฐาน ป๊าเป็นคนจีน แต่หน้าตากลับคมๆ ผมหยิกๆ ช่วงที่ยังไม่ได้เปิดบ้านเป็นร้านตัดชุดวอร์ม ป๊าก็จะออกไปทำงานนอกบ้าน […]

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

ณ คอนโดพี 2 ในอาณาบริเวณของเมืองทองธานี อดีตนางเอกและนักแสดงชื่อดัง คุณ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล กำลังผัดข้าวให้ลูกค้าที่มายืนรอซื้อกลับบ้านด้วยใบหน้ามีความสุข

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู – พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (จบ)

“ทุกลมหายใจนี้ก็เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (จบ) การตัดสินใจแต่งงานของ หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของใคร โดยเฉพาะ “ป๊า”  ทำให้ชีวิตประสบกับความทุกข์ครั้งใหญ่ ช่วงอายุ 25 ปี หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ กำลังดัง มีชื่อเสียง มีงานเข้ามาตลอด ทำแต่งาน มีเงินในบัญชีเงินฝากเพิ่มมากขึ้นๆ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว แฟนก็ไม่มี ไม่รู้ว่าตัวเองทำทุกอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ด้วยความรู้สึกนี้ทำให้หมูพยายามไขว่คว้าอยากมีแฟน มีครอบครัวของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในชีวิต เขาอายุมากกว่าหมู 9 ปี เขาดูแลเอาใจใส่หมูเป็นอย่างดี และสามารถตอบโจทย์ที่หมูต้องการได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนรอบข้างกลับเตือนให้ระวังไม่อยากให้ยุ่งเกี่ยวกับเขา เพราะประวัติของเขาในหลายๆ เรื่อง ไม่ได้เป็นไปในด้านบวก แต่ด้วยความดื้อรั้น หมูตัดสินใจแต่งงานกับเขาในขณะที่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว หมูฝันว่าจะมีชีวิตครอบครัวที่สวยงาม พร้อมหน้า-พร้อมตา พ่อ แม่ ลูก อยากให้ครอบครัวอบอุ่นชดเชยความรู้สึกโหยหาแม่ในวัยเด็กของตัวเอง แต่หมูคิดผิดถนัด เพราะผ่านไปแค่ 3 เดือนหมูก็ได้ตระหนักแล้วว่า ชีวิตตัวเองกำลังตกนรก หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ […]

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ)

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ) ผม ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ คิดว่าคนเราย่อมมีความอยากได้ใคร่ดีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง ผมเองก็อยากให้ร้านเพชรของตัวเองเจริญรุ่งเรืองมีสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงใช้ชีวิตชนิดที่ว่า เหนื่อยไม่ว่า ขอให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ ในสายตาของเพื่อนหรือคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะมองว่าผมเป็นคนนิ่งๆ แต่ทำงานจริง แรกๆ ที่คุยด้วยอาจมองว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย แต่พอเอาเข้าจริงหลายคนจะออกปากชมว่าเรียนรู้เร็วและสามารถสร้างความโดดเด่นได้เกินคาด นี่กระมังที่ช่วยสร้างความสำเร็จมาให้ผมจนถึงทุกวันนี้ ใครที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงสังคมไฮโซ คงเคยได้ยินข่าวการเปิดตัวเพชรแบรนด์ใหม่ของผมที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะหนึ่งในนั้นมี “กระจับเพชร” ที่เรียกเสียงฮือฮาจากมหาชนเป็นอย่างมาก ผมยอมรับว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพราะถ้าเราไม่สร้างความแตกต่างให้สินค้าตัวเอง แล้วใครจะมาซื้อสินค้าของเรา ซึ่งสำหรับนักธุรกิจทุกคน ผมคิดว่าคงเข้าใจในจุดนี้ แต่สำหรับบางคนที่ทราบข่าวอย่างผิวเผินอาจนึกหมั่นไส้ผมก็ได้ แต่ไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะคิดอย่างนั้น เพราะเมื่อวันหนึ่งผมหันมาปฏิบัติธรรม ก็ยังมีเสียงแบบนี้เล็ดลอดออกมาเช่นกัน แต่ผมไม่เคยคิดโทษใคร เพราะเราห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังโดนคนติฉินนินทา นับประสาอะไรกับเราที่ยังว่ายวนอยู่ในกิเลส ก็ต้องมีคำครหาเป็นธรรมดา แต่ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลัง “ทำอะไร” จะไปกลัวทำไมกับคำนินทา ตราบใดที่เราเป็นทองคำแท้ ใครจะมาป้ายสีว่าเราเป็นทองคำเปลว ทองเค ทองเหลือง เราก็ยังเป็นทองอยู่วันยังค่ำ ถ้าเราเก็บคำนินทาของคนอื่นมาคิด 5 นาที เราก็เป็นทุกข์ 5 นาที ถ้าเราเก็บมาคิด 5 ชั่วโมง […]

keyboard_arrow_up