ศศิน เฉลิมลาภ ผู้ชายธรรมดาที่เดินดินด้วยสมองกับ “สองเท้า” ที่ไม่ธรรมดา

ศศิน เฉลิมลาภ ผู้ชายธรรมดาที่เดินดินด้วยสมองกับ “สองเท้า” ที่ไม่ธรรมดา แปลก…เรากำลังแปลกใจ ที่การใช้ “สองเท้าเดิน” ของคนคนหนึ่งจากเขื่อนแม่วงก์สู่เมืองกรุง รวมระยะทางทั้งหมด 388  กิโลเมตร โดยมีมือถือและเฟซบุ๊กเป็นอาวุธจะสามารถสร้างกระแสความตื่นตระหนักในเรื่องการสร้างเขื่อนให้คนเมืองได้มากขนาดนี้เปล่า…เขาไม่ได้เป็นคนดัง เขาเป็นเพียงเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่เคยออกมาให้ข้อมูลเรื่องเส้นทางน้ำท่วมเมื่อปี 2554และเป็นผู้ชายเดินดินธรรมดาที่มีชื่อว่า ศศิน เฉลิมลาภ เป็นใคร…เขาคนนี้เป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัว จึงกล้าลงมือทำสิ่งที่ใครๆ มองว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ได้อย่างง่ายๆ เช่นนี้… วันวานกับการแสวงหา“รสชาติของชีวิต”  ภาพของศศิน เฉลิมลาภ ที่หลายคนคุ้นเคยเมื่อมองจากภายนอกคือ ผู้ชายเคราหนา พร้อมแววตามุ่งมั่นเบื้องหลังแว่นสายตาหนาเตอะ แต่ภายในจิตใจที่ไม่มีใครได้สัมผัสนั้น หนุ่มใหญ่ใจกล้าคนนี้ วันวานเป็นเพียงเด็กชายขี้เหงาที่มีคุณแม่เป็นครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล และมีหนังสือตั้งใหญ่กับธรรมชาติรายรอบบ้านเป็นเพื่อน แล้ววันหนึ่งเส้นทางชีวิตของเด็กขี้เหงาก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้ไปค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล และค้นพบหนทางใหม่ที่ทำให้ชีวิตของเขาเริ่มมีความหมาย นั่นคือ  การได้ร่วมทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…ทะเล ต้นไม้ ใบหญ้า ป่าเขา ฯลฯ ให้อยู่คู่โลกต่อไป ด้วยนิสัยที่รักการผจญภัยมาตั้งแต่เด็กคุณศศินจึงเลือกเรียนที่ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระหว่างที่เรียนก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเก็บข้อมูล สำรวจหิน ดิน แร่ ตามป่าเขา และเมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นนักวิชาการทางด้านนี้มากว่า 10 ปี หลายปีต่อมา อาจารย์ศศินมีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือ “หมู่บ้านคลิตี้” ซึ่งประสบปัญหาสารพิษตกค้างในลำห้วย เขาได้เข้าไปศึกษาและตรวจวัดสารตะกั่วในน้ำที่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างจริงจัง และการลงพื้นที่ในครั้งนี้เองที่ทำให้เขาได้เข้าไปร่วมงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ด้วยนิสัยทำงานเกินงาน มูลนิธิสืบฯ จึงชักชวนให้เข้าไปร่วมเป็นเลขานุการและเข้าไปบริหารโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิ อาทิโครงการจอมป่า โดยต้องทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่า บริหารความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในปี พ.ศ. 2554 เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ อาจารย์ศศินก็เริ่มเป็นที่รู้จักของสังคม หลังจากที่ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์แบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่ายก่อนอัพคลิปลงยูทูบให้ได้รับชมกันโดยทั่วถึง กล่าวได้ว่าช่วงนั้นอาจารย์เป็นที่พึ่งทางข้อมูลของผู้ประสบภัยเลยก็ว่าได้ ล่าสุด ผู้ชายที่ไม่เคยออกกำลังกายมีชีวิตชิล ๆ สบาย ๆ คนนี้ ได้ออกมาเดินเท้าเป็นระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อคัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอภิมหาโปรเจ็กต์ป้องกันอุทกภัยของรัฐบาลที่มีวงเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท …และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้คุณรู้จักผู้ชายธรรมดาและการเดินด้วยสมองกับ “สองตีน” ที่ไม่ธรรมดาคนนี้มากยิ่งขึ้น จากการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดอยากทราบว่า เป้าหมายชีวิตของอาจารย์คืออะไรคะ ได้ทำงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรเบื้องหน้าเราได้บ้าง ผมไม่ได้คิดอะไรใหญ่โตถึงขั้นเป็นนักปฏิวัติโลก แต่อยากทำอะไรที่คนอื่นไม่เคยทำ เช่นการเลือกที่จะใช้การเดินเพื่อต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผมต้องการ “เริ่มที่ตัวเอง” เพราะนี่เป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ การเดินของอาจารย์ได้รับความสนใจไปทั่วประเทศ นอกจากความสำเร็จในแง่ที่ทำให้คนหันมาตระหนักเรื่องการสร้างเขื่อนหรือสิ่งแวดล้อมแล้วอยากให้อาจารย์เล่าถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างทางหน่อยค่ะ  ผมประทับใจคนที่มาเดินด้วยแล้วเอาของมาให้ ผมพบว่าขบวนของเราเป็นที่พบปะของนักอนุรักษ์รุ่นพี่ที่ห่างหายกันไปนาน หลายคนได้มาเจอกัน มาอยู่ร่วมกันตลอด 13 วัน โดยไม่มีความขัดแย้งอะไรเลยที่ประทับใจมากก็คือคำพูดของทีมช่วงวันแรก ๆ เขาปรามผมว่า  “อย่าเรื่องมาก เราตกลงกันแล้ว ว่าพี่เป็นตีน ผมเป็นสมอง หน้าที่ของพี่คือเดิน อย่ามีข้อโต้แย้ง พี่แค่เดินตามที่ผมบอกเท่านั้นพอ” (หัวเราะ) หน้าที่ของผมคืออย่าเจ็บ เพราะถ้าเราเจ็บไปคนหนึ่งขบวนต้องล้มเลย อาจารย์ได้บทเรียนอะไรจากการเดินในครั้งนี้บ้างคะ ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เราจะทิ้งไปไม่ได้เลยคือ มิตรภาพ เราเดินไม่ถึงกรุงเทพฯ หรอก ถ้าไม่มีคนให้กำลังใจ ผมมั่นใจในตัวเองและทีมระดับหนึ่ง แต่พอเจอปัญหาคนที่ช่วยเราฝ่าวิกฤติจริง ๆ คือมิตรที่ยื่นมือเข้ามาระหว่างทาง เช่น เราอาจเดินไม่ถึงก็ได้ ถ้าไม่บังเอิญมีเด็กจบใหม่ด้านพลศึกษามานำทำกายบริหารให้ทุกเช้า หรือนักวิ่งมาราธอนที่เห็นวิธีการเดินของเราแล้วทนไม่ได้ ต้องโทร.มาแนะนำให้พักบ่อย ๆ อีกอย่างหนึ่ง ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเดินผมก็ไปไหว้หลวงพ่อโต ไหว้ขอพรแม่…เรื่องแบบนี้ ถ้าคุณมีแต่พลังธรรมดา ๆ คุณไปไม่ถึงหรอก แสดงว่าอาจารย์ก็คาดการณ์ว่าตัวเองมีโอกาสทั้ง “รอด” และ “ล้ม” หรืออาจจะตายก็ได้ แน่นอน แต่เราแลกได้…ถ้าโอกาสตายเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่รอด 70เปอร์เซ็นต์ ผมเอาอยู่แล้ว ไม่กลัวหรือคะว่าจะต้องเจอหรือโดนอะไรสักอย่างจากคนที่ไม่เห็นด้วย นั่นคือการผจญภัย คือรสชาติของชีวิต (หัวเราะ) ผมก็ไม่ได้บ้าบิ่นขนาดนั้น ผมรู้ว่าโอกาสรอดมีเท่าไหร่ ถ้าคำนวณแล้วโอกาสรอดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ถึงจะไป ที่เหลือก็ใช้ดวง เราเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดมาแล้ว ดังนั้น ถ้าเรามีสติ มีความตั้งใจและไม่ประมาท สิ่งที่ต้องเผชิญก็แค่ความกลัว ความไกล ส่วนใหญ่ที่เอาตัวไม่รอดไม่ได้เกิดจากปัญหาข้างนอก แต่มาจากใจเราเอง บางครั้งรู้สึกกลัวเกินไป ประมาทเกินไป แต่จริง ๆ แล้วไม่มีเส้นทางไหนที่มันยากเกินไปหรอก หลังการเดินสิ้นสุดลง และภารกิจเพื่อป่าแม่วงก์เสร็จสิ้นลงแล้ว ชีวิตของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างคะ ผมอยากเดินอีกนะ เพราะช่วงที่เดินเรามีความสุขมากที่สุด เหมือนเราสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา มีแต่มิตรภาพ มีแต่ความสามัคคี มีแต่การแบ่งปัน พูดคุยกันในเรื่องที่มีสาระ ร่วมกันแก้ไขปัญหา เป็นโลกที่ไม่มีประโยชน์ส่วนตน มีแต่การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถามว่า เขื่อนแม่วงก์มีปัญหากับชีวิตผมหรือชีวิตคนที่มาเดินไหม…ไม่มี อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีคนตั้งคำถามสิคะว่า อาจารย์ “เดิน” ไปทำไม  เพราะเราเห็นความไม่ถูกต้องในความเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถทำในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเราได้เราขอประโยชน์ให้ป่า เพื่อเอาไว้ให้สปีชี่อื่นอยู่ ให้สัตว์ป่าได้อยู่อาศัย เป็นที่อภัยทาน…เรื่องแบบนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะทำได้ ผมเป็นคนประเภทที่เวลาทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด คำว่า “ดีที่สุด” คือดีที่สุดในชีวิตของเรา ผมจะทุ่มปัจจัยทั้งหมดที่มี เช่น ดูว่าตัวเองอดนอนพอหรือยัง ถ้ายังก็ต้องอดนอนจนกว่างานจะเสร็จ ถ้าเต็มที่แล้วผลจะออกมาดีหรือแย่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าผมไม่ทำให้ดีที่สุด ผมก็ไม่ทำนะ ตอนมาทำงานที่มูลนิธิสืบฯ ผมจะบอกเขาตลอดว่า ถ้าเจอคนที่ดีกว่าให้เอาเขามาทำได้เลย การที่ต้อง “ดีที่สุด” อยู่ตลอด ทำให้อาจารย์เหนื่อยกว่าคนอื่นไหมคะ ก็เรามีแค่นี้ เราไม่มีอย่างอื่นนอกจากร่างกาย ชีวิต จิตใจ คุณพร้อมจะจนไหม…ผมพร้อม คุณพร้อมจะลดเงินเดือนไหม…ผมเคยมาแล้ว ลดเกือบครึ่ง เพราะเงินในมูลนิธิไม่พอ คุณพร้อมจะไปกู้เงินมาทำโครงการที่อยากทำไหม…ผมทำไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ติดหนี้ก็ค่อย ๆ ผ่อนใช้ไป สักวันก็หมด ที่ผมทำแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ผมไม่มีเป้าหมายในเรื่องวัตถุมาตั้งแต่ต้น ผมไม่รู้จักยี่ห้อรถ เสื้อผ้านาฬิกาเลย ผมใส่เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้นและผมไม่มีภาระอะไรที่ต้องห่วง สิ่งที่ผมทำ ใครจะเห็นไม่เห็นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรามีความสุขที่จะทำ และมันก็มีประโยชน์ งานที่ผมทำแลกมาด้วยการนอนดึก ตื่นเช้า ไม่มีวันหยุด ไม่มีชีวิตส่วนตัว และไม่มีเงิน ถ้าอย่างนั้น ศศิน เฉลิมลาภ “มี”อะไรบ้างคะ ผมมีอดีต ผมมีวันเวลาที่พอมองย้อนกลับไปแล้วทำให้ยิ้มได้ ผมไม่เคยดูถูกตัวเอง และมีมิตรแท้ที่ได้จากการทำงาน… อาจารย์วางแผนอนาคตไว้บ้างหรือเปล่าคะ  ไม่มีเลย ผมมองอนาคตตัวเองไม่ออก ก็คงจะมีช่วงหนึ่งที่เราหายสาบสูญไป ถ้าอะไรต่ออะไรไม่พร้อม ปัจจัยต่าง ๆมันไม่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ก็หลบไปตายเสีย เลือกที่ที่จะสาบสูญ ไปนั่งสักที่ที่เราชอบ เช่น ชายทะเล แล้วก็ค่อย ๆ ตายไป เพราะว่าชีวิตผมไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว จนถึงตอนนี้ แม้ระยะทางเดินเท้าครั้งประวัติศาสตร์ 388 กิโลเมตรจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่หลังจากได้พูดคุยกับผู้ชายคนนี้เราก็มั่นใจเหลือเกินว่า ศศิน เฉลิมลาภ จะยังคง “เดิน” ต่อไปไม่หยุด…เพื่อทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ “ดีที่สุด” ดังที่เขาทำมาโดยตลอด แม้จะออกตัวว่าเป็นคนขี้กลัวแต่เมื่อตอนพาเด็กไปค่ายปลูกป่า เขากลับหนีไปเดินป่าคนเดียวโดยใส่เพียงกางเกงเลกับรองเท้าแตะไม่มีน้ำ ไม่มีอาหารติดตัว สุดท้ายหลังจากหายไปครึ่งวันเขาก็กลับมาพร้อมกับการค้นพบเส้นทางใหม่ที่น่าประทับใจ เมื่อครั้งที่ทำซีเนียร์โปรเจ็กต์และต้องออกไปเก็บข้อมูลภาคสนามเขาไปพักอยู่บ้านพักป่าไม้และเดินป่าคนเดียวนานถึง 10 วัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาผูกพันกับธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น […]

สิ่งดีๆ ที่มีค่ามากกว่ากำไร แนวคิดของ SE รุ่นใหม่ “กลุ่มกล่องดินสอ”

สิ่งดีๆ ที่มีค่ามากกว่ากำไร แนวคิดของ SE รุ่นใหม่ ” กล่องดินสอ ”  “ผมถนัดมากเลยครับกับโปรเจ็กต์ที่ไม่มีกำไร” คุณต่อ ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เจ้าของบริษัท “ กล่องดินสอ ” เสนอไอเดีย “เล่นเส้น” อุปกรณ์วาดภาพสำหรับเด็กพิการทางสายตา พูดกลั้วหัวเราะเมื่อเล่าถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ บริษัททำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise-SE) ที่กำลังมาแรงตอนนี้ คุณต่อเล่าว่า 3 ปีก่อนเขาใช้เวลาว่างจากการเรียนปริญญาโทไปทำงานอาสาสมัครที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เป็นประจำโดยเน้นสอนการบ้านให้น้องๆ ผู้พิการทางสายตา เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองช่วยเหลือคนอื่นได้ดีและตอนนั้นเองที่คุณต่อเริ่มมีไอเดียพัฒนาอุปกรณ์การสอนขึ้นมา “อุปกรณ์ที่โรงเรียนใช้สอนเด็กส่วนใหญ่ครูจะทำใช้เองครับ โดยประยุกต์จากกระดาษแข็งหรืออะไรเท่าที่ทำได้ ซึ่งอาจตอบโจทย์ครู แต่ผมคิดว่าเราสามารถทำให้ดีขึ้นกว่านั้นได้” ด้วยเหตุนี้ คุณต่อจึงคิดค้นชุดวาดเขียน “เล่นเส้น” ขึ้นมาเพื่อช่วยถ่ายทอดจินตนาการของเด็กๆ ออกมาเป็นผลงานศิลปะ ซึ่งนับเป็นศาสตร์ใหม่สำหรับผู้พิการทางสายตา โดยชุดเล่นเส้นรุ่นแรกประกอบด้วยปากกาพลาสติก เส้นไหมพรม และสมุดที่ติดแผ่นตีนตุ๊กแก วิธีใช้คือ ใส่ไหมพรมซึ่งใช้แทนน้ำหมึกลากเส้นไปบนสมุดที่ติดแผ่นตีนตุ๊กแก ไหมพรมจะติดบนตีนตุ๊กแกเป็นรูปตามที่ต้องการ โดยที่ปลายปากกาจะมีตัวตัดไหมติดเอาไว้ด้วย ซึ่งรูปที่วาดเสร็จแล้วจะเป็นเส้นนูน เด็ก ๆ สามารถใช้มือสัมผัสตามได้ เนื่องจากคุณต่อไม่มีความชำนาญในการออกแบบอุปกรณ์ ทำให้อุปกรณ์ชุดเล่นเส้นรุ่นแรกพังง่าย เขาจึงชักชวนดีไซเนอร์มาช่วยออกแบบ “ กล่องดินสอ ” กระทั่งได้เป็นปากกาเล่นเส้นเวอร์ชั่นไม้ ไม่นานนักบริษัทเอกชนรายใหญ่ก็ขอซื้อแล้วนำไปบริจาคให้โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ พวกเขาจึงตั้งบริษัทกล่องดินสอ จำกัด ขึ้น แม้ปัจจุบันสามารถส่งอุปกรณ์ชุดเล่นเส้นไปจำหน่ายในต่างประเทศได้แล้ว แต่บริษัทก็ยังไม่มีกำไร “ถ้าถามว่าบริษัทมีกำไรไหม มันก็ไม่มีนะ เพราะต้องนำเงินที่ได้มาพัฒนาส่วนอื่นด้วย จริง ๆ บริษัทเราทำ 3 ด้านครับ ทั้งด้านการศึกษา การจ้างงาน และการสร้างความตระหนักถึงคนพิการแก่สาธารณชนเราต้องเอาเงินมาใช้หมุนเวียนตรงนี้ด้วย” คุณต่ออธิบายว่า ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่มีทัศนคติว่า คนพิการมีความสามารถไม่เทียบเท่าคนปกติ จึงไม่เต็มใจรับผู้พิการเข้าทำงาน “นานมาแล้วเราเคยไปทดสอบผลิตภัณฑ์กับเด็กพิการทางสายตาชั้น ม.ปลาย เราถามเขาว่า เรียนใกล้จบแล้ว จะทำงานอะไร บางคนบอกจะขายลอตเตอรี่ บางคนบอกจะเป็นหมอนวด (แผนโบราณ) นั่นคือทางเลือกชีวิตที่ดีที่สุดแล้วที่เขาจะทำได้มันเป็นบรรยากาศที่…เออเนอะ เราไม่น่าถามเลย” เหตุนี้กลุ่มกล่องดินสอจึงร่วมมือกับมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยจ้างคนพิการบรรจุหีบห่อชุดเล่นเส้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการจ้างงานผู้พิการ และกำลังวางแผนพัฒนาอาชีพให้ผู้พิการด้านอื่นๆ นอกจากนี้ในเว็บไซต์ของกลุ่มกล่องดินสอยังนำเสนอผลงานของน้อง ๆ ผู้พิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนในสังคมตระหนักถึงผู้พิการอีกด้วย “เป้าหมายคือ เราอยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิการ ซึ่งมีความหมายมากกว่าแค่ทำผลิตภัณฑ์ การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างองค์ความรู้ก่อน อย่างล่าสุดเราศึกษาว่าเด็กตาบอดอยากไปไหนมากที่สุดโดยให้น้องลองวาดภาพ ส่วนใหญ่เขาวาดภาพทะเล สถานที่ในฝันของน้อง ๆ เราจึงลองจัดทริปพาน้องไปทะเล” แม้กลุ่ม “ กล่องดินสอ ” จะเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่มีใจทำงานเพื่อสังคม แต่คุณต่อกลับบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างเขาก็ได้ “ผมอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ไม่ใช่จบแล้วมาทำงานเพื่อสังคมคือเจ๋ง จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นครับ ใครถนัดแบงก์ก็ทำแบงก์ไปใครถนัดบัญชีก็ทำบัญชีไป แต่พยายามให้คิดถึงว่าสิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อคนอื่นมากน้อยแค่ไหน ให้พยายามเพิ่มผลกระทบในแง่บวกมากขึ้น แล้วลดผลกระทบในแง่ลบให้น้อยลง”             เพราะงานเพื่อสังคมทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้…แค่มีใจเป็นตัวนำทางเท่านั้น ติดตามข่าวสารของกลุ่มกล่องดินสอหรือเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทำกิจกรรมกับน้อง ๆ ผู้พิการได้ที่ www.klongdinsor.com หรือ Facebook: klongdinsor ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ ชัยชนะที่แลกมาด้วยหัวใจ […]

ชัยชนะที่แลกมาด้วยหัวใจ ของ เรวัตร์ ต๋านะ นักวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทย

ชัยชนะที่แลกมาด้วยหัวใจ ของ เรวัตร์ ต๋านะ นักวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทย “มันอยู่ที่ใจครับ” คุณเบิ้ม เรวัตร์ ต๋านะ นักวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทย ให้คำจำกัดความสั้น ๆ ง่าย ๆ เกี่ยวกับการปั่นวีลแชร์ เขาเป็นเด็กบ้านนอก เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ฐานะทางบ้านไม่ร่ำรวยนัก การที่เขาเป็นโปลิโอทำให้หาที่เรียนต่อยาก เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาจึงต้องย้ายจากบ้านเกิดไปอยู่พัทยา เพราะที่นั่นมีโรงเรียนระดับอาชีวศึกษาสำหรับผู้พิการที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการปั่นวีลแชร์ “ตอนอยู่โรงเรียน ผมเห็นรุ่นพี่เล่นกีฬา ผมก็ลองเล่นทุกอย่าง ทั้งบาสเทนนิส แล้วก็ปั่นวีลแชร์ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด กีฬาประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความอดทนของร่างกาย ต้องซ้อมหนักด้วย” หลังจากซ้อมอยู่เพียงไม่กี่เดือนอาจารย์ก็เห็นแวว จึงชวนคุณเบิ้มไปแข่งกีฬาคนพิการแห่งชาติที่จังหวัดสุพรรณบุรีนับว่าเป็นความตาถึงของอาจารย์ เพราะคุณเบิ้มสามารถคว้าที่หนึ่งจากการแข่งขันครั้งนั้น ทำให้เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมมาโดยตลอดไม่นานก็ติดทีมชาติและกวาดรางวัลเหรียญทองทั้งจากเอเชียนเกมส์ เฟซปิกเกมส์และพาราลิมปิกเกมส์ โดยเฉพาะพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ คุณเบิ้มสามารถทำสถิติโลกถึง 2 รายการคือ วีลแชร์เรซซิ่ง 4 คูณ 100 เมตร กับวีลแชร์เรซซิ่ง 4 คูณ 400 เมตร ถึงอย่างนั้นการเป็นเจ้าของสถิติโลกกลับไม่ได้น่าเสน่หานักสำหรับคุณเบิ้ม ด้วยวัยเพียง 20 ต้น ๆ ยังต้องการความสนุกสนานในชีวิต เขาตัดสินใจหยุดปั่นวีลแชร์ไปเสียดื้อ ๆ เป็นเวลาถึง 8 ปี “ช่วงนั้นผมไม่แตะวีลแชร์เลยครับมันเบื่ออย่างไรบอกไม่ถูก ผมกลับไปอยู่บ้านไปทำสวน ทำเต็นท์รถกับเพื่อน สนุกสนานกัน ตอนนั้นคิดแค่ว่า ใช้ชีวิตแบบนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว จะเล่นกีฬาไปทำไมกล้ามเนื้อผมจึงหายไปหมด น้ำหนักขึ้นถึง85 กิโลกรัม “วันหนึ่งผมไปเจอพี่อำไพ (อำไพ เสือเหลือง โค้ชวีลแชร์เรซซิ่ง) เขาชวนให้กลับมาลุยกันอีกสักรอบไหม ถ้าไม่มีรถเดี๋ยวหามาให้ ตอนนั้นพ่อแม่ น้อง ๆ ญาติ ๆ ก็อยากให้ผมกลับไปเล่น ผมมาคิดได้ว่า แรงเรายังมี ยังสู้ได้ ทำไมจะทำไม่ได้จึงกลับมาปั่นวีลแชร์อีกครั้ง” คุณเบิ้มใช้เวลาเพียงแค่ 7 วัน ฮึดซ้อมอย่างหนักเพื่อลงแข่งพัทยามาราธอนระยะทาง 42 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่หนักที่สุดของเขา เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้แม้แต่จะก้มตัวลงบนรถแข่งยังทำไม่ได้ จึงต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก แม้จะไม่ได้รางวัล แต่ครั้งนั้นเขาสามารถแซงคู่แข่งที่ฝึกซ้อมมาร่วมปีได้ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ติดอันดับ 10 จากบอสตันมาราธอน การแข่งขันอันเป็นฝันสูงสุดของนักปั่นวีลแชร์ทั่วโลก และล่าสุดเขายังคว้าเหรียญเงินมาได้จากการแข่งขันที่เมืองดูไบ สิ่งที่ทำให้คุณเบิ้มมีเรี่ยวแรงต่อสู้อีกครั้งและมีพลังที่จะพุ่งทยานไปหาเป้าหมายที่สูงกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา อาจไม่มีคำอธิบายที่สลับซับซ้อนใด ๆ คุณเบิ้มบอกว่า เขาใช้เพียงแค่ “ใจ” เท่านั้นเป็นตัวขับเคลื่อน “มันอยู่ที่ใจนะครับของพวกนี้ ถึงเหนื่อย ท้อ ก็ต้องทนเอา เราเป็นนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อม หยุดไม่ได้ วันไหนร่างกายล้าก็ต้องซ้อม เพียงแต่ไม่ต้องปั่นให้เต็มที่ ไม่ต้องนำทุกครั้ง แค่ปั่นเล่น ๆ ไปกับเพื่อนมันเป็นหน้าที่ เป็นวินัยครับ ถ้าเราทำได้เราก็จะประสบความสำเร็จ ผมคิดแค่นี้ “การเล่นกีฬาก็เหมือนทำอาชีพหนึ่งอย่าท้อเลยครับ ขนาดผมขาเสียยังทำมาหากินเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้เลย” เชื่อว่าเรื่องราวชายคนนี้คงเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกชีวิตไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา เรื่อง น.รำไพพรรณ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ เบื่องาน หมดไฟในการทำงาน ปลุกพลังในตัวคุณได้ง่ายๆ 5 ขั้นตอน 8 ขั้นตอน เปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นพลังก้าวต่อไป เรื่องดีๆที่อยากบอกต่อ – พลังแห่งศรัทธา Bethany Hamilton : นักเซิร์ฟบอร์ด เสียแขนซ้ายเพราะฉลาม ! แต่พลังแห่งความมุ่งมั่นชนะทุกสิ่ง 5 เทคนิค มองโลกให้สวย ช่วยเพิ่มพลังบวกในชีวิต สร้างพลังใจให้เข้มแข็ง ฟันฝ่าปัญหาใจ  

อรรณพ จิรกิติ เจ้าของสีลมคอมเพล็กซ์ นักธุรกิจผู้คืนกำไรสู่สังคม

อรรณพ จิรกิติ เจ้าของสีลมคอมเพล็กซ์ นักธุรกิจผู้คืนกำไรสู่สังคม เมื่อ คุณ อรรณพ จิรกิติ เจ้าของศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์ อยากจะคืนสิ่งดีๆสู่สังคมเขาเลือกก่อตั้งบ้านสุทธาวาส สถานสงเคราะห์คนชราที่มีปัญหาทางการเงินและไร้คนดูแล เพราะ… “ผมทำธุรกิจมากว่า 30 ปี ใกล้ถึงวัยเกษียณ จึงคิดว่าอยากเอาทรัพย์สินที่สะสมไว้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง ผมเห็นว่าปัจจุบันผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเพราะอายุยืนขึ้น จึงคิดทำสถานสงเคราะห์คนชรา “เมื่อเริ่มศึกษาก็พบว่าจำนวนหญิงชรามีมากกว่าชายชรา และผู้หญิงก็อายุยืนกว่าผู้ชาย และผมได้เห็นโครงการเกี่ยวกับสถานสงเคราะห์คนชราที่สมเด็จพระเทพฯทรงริเริ่มไว้แนวทางของพระองค์ท่านคือสงเคราะห์คนชราแยกชาย - หญิง ผมจึงเลือกทำเฉพาะสถานสงเคราะห์หญิงชรา ชื่อบ้านสุทธาวาสตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก หญิงชราที่สามารถเข้ามาอยู่ที่บ้านพักแห่งนี้ต้องมีอายุ60 ปีขึ้นไป ฐานะยากจน ไม่มีผู้ดูแล อาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายก และอีก 8 จังหวัดรอบจังหวัดนครนายก ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ “บ้านสุทธาวาสมีเจ้าหน้าที่ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนสนับสนุน เช่น คนสวน รปภ. คนทำความสะอาด อีกส่วนเป็นส่วนดูแล มี 3 แผนก คือ แผนกสุขภาพ เจ้าหน้าที่มีความรู้ทางด้านสุขภาพ สามารถจัดยาตามคำสั่งคุณหมอได้ ดูแลให้คุณยายกินยา หากคุณยายป่วยสามารถพาไปส่งโรงพยาบาลได้ แผนกที่สองคือ ผู้ดูแล มีหน้าที่ช่วยเหลือ คุณยายที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ในบางลักษณะ เช่น เดินไม่ค่อยได้ อาบน้ำด้วยตัวเองไม่ได้ และแผนกสุดท้ายคือ แผนกสังคมและกิจกรรม มีหน้าที่จัดกิจกรรมให้คุณยายทำระหว่างวันไม่ให้เหงา เป็นการสนับสนุนให้คุณยายใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คุณยายซึ่งพักอยู่ที่บ้านสุทธาวาสจะได้รับความรักและความเอาใจใส่อย่างเต็มที่แน่นอนครับ”  การได้เห็นคุณยายในบ้านพักที่เขาสร้างขึ้นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ได้เห็นแววตาและเสียงหัวเราะที่มีความสุข ก็ถือเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของชายผู้นี้แล้ว  เรื่อง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ ชวนเที่ยว 5 วัด ลดเครียด-ใจสงบวันหยุด “ศูนย์จันรม” ร่มรื่น สงบเย็น เป็นธรรมชาติที่สุรินทร์ ภาวนาครอบครัว “หายใจสงบ เดินเป็นสุข” ณ มูลนิธิหมู่บ้านพลัม สงบเย็น เป็นประโยชน์ ด้วยวิถีชีวจิต กับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เข็ม รุจิรา ตั้งมั่นย้ายถิ่นไปเชียงใหม่ ใช้ชีวิตสงบ “อโนเชาว์ ยอดบุตร” อดีตพระเอก เสียชีวิตอย่างสงบ หลังเป็นเจ้าชายนิทรามา 34 ปี  

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม นรีกระจ่าง คันธมาส (จบ)

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม นรีกระจ่าง คันธมาส (จบ) หากย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่ จุ๋ม นรีกระจ่าง คันธมาส อยากเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือเรื่องนิสัยของตัวเอง สมัยที่ร้องเพลงอยู่กับค่ายเพลงคีตา ตอนนั้นเด็กผู้หญิงจากชนชั้นกลางคนหนึ่งได้รับโอกาสมากมาย กลายเป็นนักร้องที่มีแต่คนเอาอกเอาใจ สามปีที่อยู่ใน “บ้านคีตา” จุ๋มไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่บ้านหลังนี้จะแตกทำให้หลงระเริงว่าชีวิตมีแต่คนมาชื่นชม ได้ใช้ชีวิตหรูหราร้องเพลงในงานกาลาดินเนอร์ มีรายได้เดือนละเป็นแสนๆจึงใช้อารมณ์กับทุกคนที่อยู่รอบข้าง โดยเฉพาะกับทีมงานจนทำให้เวลาใครเห็นจุ๋มเดินมาก็จะหนีกระเจิง คล้ายกับว่ายายตัวร้ายมาแล้ว รีบหลบไปดีกว่า ยังไงยังงั้น แต่โชคดีที่ “ความไม่น่ารัก” ของจุ๋มในวันนั้นเลือนหายไปได้เพราะมีความทุกข์เข้ามาเป็นตัวช่วย …หลังจากค่ายเพลงคีตาปิดตัวลง จุ๋มได้เห็นสัจธรรมของความไม่แน่นอน จากที่เราเคย “มี” อะไรในวันนั้น เราก็จะ “ไม่มี” อีกต่อไปวิกฤติครั้งนั้นทำให้จุ๋มหันมามองตัวเองชัดๆ อีกครั้ง และพบว่าสิ่งที่ตัวเองเคยทำมานั้นไม่ดีเลย ทั้งใช้อารมณ์ หงุดหงิดง่าย และวีนได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ชุดไม่สวยก็โวยวาย รองเท้าไม่ใช่แบบที่ชอบก็โกรธ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีวิธีพูดคุยจัดการที่ดีกว่านี้ แต่ตอนนั้นกลับเกรี้ยวกราดเอากับคนอื่นตลอดเวลา นี่จึงเป็นหน้าต่างบานแรกๆ ที่เปิดให้จุ๋มรู้จักตัวเองดีขึ้น จนทุกวันนี้เมื่อพี่ๆ ทีมงานของค่ายเพลงแห่งนี้มาเจอจุ๋มอีกครั้งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อะไรกันนะที่ทำให้จุ๋มเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้” ถ้าให้อธิบาย จุ๋มต้องบอกว่าจุ๋มได้ค้นพบว่ามนุษย์เรามีศักยภาพในตัวสูงมาก เราสามารถที่จะทำทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ถ้าเรางัดด้านดีออกมาใช้ เราจะรู้ว่าตัวเองทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและคนอื่นได้อีกมาก […]

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม – นรีกระจ่าง คันธมาส (1)

เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม นรีกระจ่าง คันธมาส (1) ไม่ว่าโชคชะตาจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่สำหรับ จุ๋ม นรีกระจ่าง คันธมาส แล้ว ขอเอาชนะโชคชะตาและหัวเราะดังๆ ให้กับความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามา จุ๋มไม่ได้ต้องการท้าทายโชคชะตา เพียงแต่อยากบอกอีกหลายคนที่กำลังทดท้อและนึกโทษโชคชะตาว่าทำไมถึงกำหนดให้ชีวิตของพวกเขาต้องพบกับความล้มเหลว ความสูญเสีย และการพลัดพราก แท้จริงแล้วไม่มีใครบงการอยู่เบื้องหลังชีวิตของเรา เราอยากจะเป็นแบบไหน มีสุขหรือทุกข์ เรากำหนดได้เอง ตัวจุ๋มเองแม้จะต้องดูแลน้องสาวที่พิการต้องสูญเสียสามี และต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ทุกอย่าง จุ๋มทำด้วยความเต็มใจ และมองว่านั่นคือสิ่งที่เราจะทำให้คนที่เรารักได้ และหากวันไหนที่จุ๋มจะมีน้ำตา ก็เป็นน้ำตาที่มาจากความเหนื่อยล้าซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ลึกๆ แล้วจุ๋มยังสามารถรักษากำลังใจที่เข้มแข็งเอาไว้ได้ เพราะรู้ดีว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่เราต้องดูแล ถ้าใครยังไม่รู้จักจุ๋มมากนัก อยากเล่าให้ฟังสักนิดว่าจุ๋มเข้าสู่วงการเพลงหลังจากชนะการประกวดในเวที “คอนเสิร์ตคอนเทสต์” จากนั้นได้เข้าไปที่บริษัทเจ เอส แอล ซึ่งเป็นที่ตั้งเก่าของค่ายเพลงคีตา จุ๋มมีโอกาสร้องเพลงให้ทีมงานของคีตาฟัง ตอนนั้น คุณจิก -ประภาส ชลศรานนท์ ทดสอบด้วยการให้จุ๋มร้องเพลง “อีกนาน” ของคุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง โดยให้ร้องเป็นสไตล์แจ๊สแบบไทยๆ และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อของจุ๋มก็แจ้งเกิดในนาม“โคโค่แจ๊ส ” จุ๋มเป็นลูกคนแรก มีน้องสองคน ตอนที่จุ๋มเด็กๆ ครอบครัวเรายังไม่มีความพร้อมมากนัก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานหนักจึงต้องนำจุ๋มไปฝากให้คุณป้าเลี้ยง และคุณป้านี่แหละที่สอนอะไรหลายๆ […]

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “รากหญ้า” อาชีพที่ผู้คนต่างเหยียบย่ำและเหยียดหยาม

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า รากหญ้า อาชีพที่ผู้คนต่างเหยียบย่ำและเหยียดหยาม ในอดีต อาชีพชาวนาได้รับการยกย่องให้เป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” เฉกเช่นเดียวกับรั้วของชาติอย่างทหารกล้า และครูผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ทว่าในปัจจุบัน อาชีพชาวนาถูกเปรียบเปรยเป็นแค่ รากหญ้า ที่ผู้คนต่างเหยียบย่ำและเหยียดหยามว่า“ไร้ค่า” จนเกือบลืมไปแล้วว่า…เราเติบโตมาได้เพราะใครกัน เปิบข้าวทุกคราวคำ         จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน                   จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นะมีรส                    ให้ชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน          และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเป็นรวง            ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเป็นเม็ดพราว       ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด         ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น ปูดโปนกี่เส้นเอ็น              จึงแปรรวงมาเป็นกิน น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง              และน้ำแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น              ที่สูซดกำซาบฟัน ผู้ประพันธ์ : จิตร ภูมิศักดิ์ “ยุคนี้ชาวนาเป็นอาชีพที่หมดหวัง ไม่มีอนาคต ไม่น่าภาคภูมิใจ ลูกหลานเลยหลีกหนีจากการทำนาไปทำอาชีพอื่นกันหมด” ในอดีตคุณเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญเองก็เคยคิดเช่นนั้น ถึงแม้จะเป็นลูกเจ้าของโรงสีข้าวและมีพื้นที่นาให้เช่ากว่าสองหมื่นไร่เรียนจบสัตวบาลจากมหาวิทยาลัย และรับราชการที่ศูนย์เกษตรเป็นเวลากว่า 4 ปีก็ตาม …แต่แล้วความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงจากการไปบวชที่สวนโมกข์เป็นระยะเวลา4 […]

5 อารมณ์ไม่ดี ที่ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก…อย่างเร่งด่วน!

ทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางอารมณ์ หรือการแปรปรวนของจิตยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด ฯลฯ

หมอก้อง - สรวิชญ์ กับชีวิตที่มีความตาย เป็นเพื่อนร่วมทาง

หมอก้อง สรวิชญ์ กับชีวิตที่มีความตาย เป็นเพื่อนร่วมทาง ดีกรีแพทยศาสตรบัณฑิตจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าและใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้นักร้องแดนกิมจิ ไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Secret ชักชวนชายหนุ่มคนนี้ หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ มาขึ้นปกแต่เรื่องราวชีวิตที่เพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งต่างหาก คือวีรกรรมที่Secret สนใจ อยากค้นหาให้ลึกลงไปในหัวใจของผู้ชายคนนี้ว่า เพราะเหตุใดเขาจึงเข้มแข็งได้ในวันที่ใครๆ พากันเสียน้ำตา ทราบมาว่าคุณหมอก้องเป็นหมอทหารเพราะเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้ดูเข้มแข็งกว่าคนปกติทั่วไป ผมไม่ใช่คนเข้มแข็งครับ อาจดูเหมือนเข้มแข็งนะ แต่จริง ๆ แล้วผมเป็นคนหวั่นไหวง่าย ยิ่งถ้าเป็นคนที่ผมเคารพรักด้วยแล้วบ่อน้ำตาแตกง่ายทุกที แต่ตอนเป็นเด็กผมไม่ใช่คนแบบนี้เลยนะ ผมกวนประสาทมากคิดว่าตัวเองเจ๋งสุด ๆ ที่เป็นเด็กลพบุรี แต่สอบติดมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดม-ศึกษาในกรุงเทพฯ พอสอบได้ก็เรียนไปไม่ได้คิดอะไร ตอนขึ้น ม. 5 ไม่ชอบอาจารย์วิชาชีววิทยา เพราะท่านจู้จี้ขี้บ่น ผมก็เลยไม่ตั้งใจเรียน เย็นวันหนึ่งอาจารย์ท่านนี้เรียกผมขึ้นไปพบที่ห้องพักครู ผมคิดว่าตัวเองต้องโดนด่าแน่ ๆ พอไปถึง ท่านกลับยิ้มอย่างมีเมตตาพร้อมบอกว่า “ลูกเป็นอย่างไรบ้างเรื่องเรียนมีปัญหาอะไรไหม” ผมตอบไปว่า“ไม่มีครับ แค่ผมเกลียดวิชานี้” แต่จริง ๆ ในใจคิดว่า เพราะผมเกลียดอาจารย์ไง แล้วอาจารย์ก็พูดว่า “ครูชื่อสมญาติ สมแปลว่าเสมอ สมญาติก็แปลว่าเสมอญาติ ถ้าลูกมีปัญหาอะไร ลูกปรึกษาญาติคนนี้ได้เสมอนะ” ได้ยินแค่นี้ใจผมก็อ่อนยวบแล้ว ท่านถามต่อว่า “ลูกคิดว่าจะมีอายุอยู่ถึงเท่าไหร่”ผมตอบกวน ๆ ว่า “หกสิบก็ตายได้แล้วครับ”เพราะคิดว่าอาจารย์น่าจะใกล้หกสิบปีแล้วท่านยิ้มแล้วสอนว่า “แสดงว่าตอนนี้ลูกยังมีอายุอยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเลย ลูกอายุแค่สิบเจ็ดปี ยังมีชีวิตเหลืออีกตั้งสี่สิบกว่าปี ลูกจะใช้ชีวิตอย่างไร ประกอบอาชีพอะไร และมีสภาพทางสังคมอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สามปีนี้หรอกเหรอ ถ้าลูกตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด แล้วสอบเข้าคณะที่ชอบ ได้ทำงานที่อยากทำ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่อีกตั้งสี่สิบกว่าปีจะไม่ดีกว่าหรือ” (น้ำตาเริ่มไหล) ตอนนั้นผมบอกตัวเองว่า เออว่ะ!ทำไมกูโง่จัง ทำไมคิดไม่ได้ จากนั้นผมก็เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทั้งหมด หันมาตั้งใจเรียนทุกวิชา และคว้าเกรดสี่ชีววิทยาได้ในที่สุด ทุกวันนี้ผมยังรำลึกถึงบุญคุณของอาจารย์สมญาติ โตสวัสดิ์ เสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตของผมจะเป็นอย่างไร สนิทกับครอบครัวไหมคะ สนิทครับ บ้านเรารักและสนิทกันมาก ครอบครัวผมมีพ่อ แม่ ยาย พี่สาว ผม น้องสาว และน้องชาย พวกเราอยู่ด้วยกันตลอด แต่มีครั้งหนึ่งแม่เล่าว่า ตอนผมอายุห้าขวบ พ่อของผมเป็นทหาร ต้องย้ายไปประจำการที่ต่างจังหวัดนาน ๆ ทีจึงจะได้กลับบ้าน วันหนึ่งพ่อกลับมาแล้วตะโกนเรียกหาลูก ๆ แต่ก็ไม่มีใครขานรับและหาตัวไม่เจอด้วย มารู้ทีหลังว่าลูก ๆ หนีไปซ่อนเพราะกลัว และคิดว่าพ่อเป็นคนแปลกหน้า เหตุการณ์นี้สะเทือนใจท่านมาก พ่อรีบขอย้ายกลับมาที่จังหวัดลพบุรี แล้วอยู่กับครอบครัว ไม่ค่อยย้ายไปไหนนาน ๆ อีก คำสอนไหนของพ่อแม่ที่ยังประทับใจจนทุกวันนี้คะ พ่อแม่ผมท่านไม่ค่อยสอนเป็นคำพูดครับ ส่วนใหญ่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่างมากกว่าแม่เป็นผู้หญิงเก่งที่ทำได้สารพัด เป็นทั้งพนักงานธนาคาร แม่บ้าน และเป็นแม่ของลูกตัวแสบทั้งสี่คนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องผมจึงติดนิสัยชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ค่อยขอความช่วยเหลือใคร ส่วนพ่อเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก และเป็นคนรักครอบครัวมากด้วย ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร พ่อจะดูแลครอบครัวก่อนดูแลตัวเองเสมอ ผมคงได้เลือดพ่อมาเยอะ ทันทีที่ผมเรียนจบ ผมตัดสินใจกู้เงินซื้อบ้านเลย ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่าย เพราะตอนนั้นเงินเดือนน้อยมาก แต่ยังไงก็ต้องซื้อบ้านให้ได้ เพราะผมฝันอยากให้ครอบครัวมีบ้านเป็นของเราเองมาตลอดชีวิต ปกติเราอยู่บ้านพักทหารมาตลอด ซึ่งห้องเล็กมากถ้าเทียบกับครอบครัวใหญ่ของผม พอรู้ว่าผมซื้อบ้าน พ่อ แม่ ยาย และน้อง ๆ ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะพ่อ แต่ท่านไม่เคยบอกผมตรง ๆ นะ เพื่อนสนิทของท่านเล่าให้ผมฟังว่า พ่อมานั่งร้องไห้และบอกว่าภูมิใจในตัวผมมาก เพราะท่านเองทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่ก็ซื้อบ้านให้ลูกไม่ได้ เหมือนผมได้สานต่อความฝันของพ่อให้เป็นจริง ทราบว่านอกจากเรื่องบ้านแล้ว คุณหมอยังสานฝันให้คุณพ่ออีกหลายเรื่อง จริง ๆ ก็ไม่ถึงกับสานฝันหรอกครับเรียกว่าพยายามทำในสิ่งที่ท่านต้องการมากกว่า สมัยพ่อเป็นเด็ก ท่านยากจน ไม่ได้เรียนหนังสือสูง ๆ เหมือนเพื่อนคนอื่น พอโตขึ้นมาหน่อย ท่านก็พยายามอ่านหนังสือเองจนสอบติดนายสิบ แล้วท่านก็เอาเงินเดือนที่ได้ไม่มากนี่แหละไปเรียนต่อภาคค่ำจนจบปริญญาตรี พ่อเป็นคนใฝ่เรียนมาก พอท่านรู้ว่าผมสอบเอนทรานซ์ได้คะแนนสูง ก็รีบบอกให้ผมเลือกเรียนที่วิทยาลัยแพทย-ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเลย เพราะอยากให้ผมเป็นทหารเหมือนท่าน อีกอย่าง ถ้าเรียนที่นี่ผมจะได้รับทุนการศึกษา พ่อแม่ไม่ต้องเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย ตอนนั้นผมเครียดมาก ใจหนึ่งก็อยากตามใจพ่อ อีกใจผมก็ฝันว่าอยากเข้าครุศาสตร์ จุฬาฯ เพราะอยากเป็นครูดี ๆ เหมือนกับครูสมญาติ และอยากมีตราพระเกี้ยวประดับที่อกด้วย ผมคิดไม่ตกจนวันสุดท้ายก่อนยื่นใบเลือกคณะ ผมปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า “แกมันบ้า!สถาบันเขาตั้งเพื่อให้คนเข้าไปเรียนแล้วก็จบออกมาทำประโยชน์ให้สังคม อยู่ที่ตัวแกเองมากกว่า ว่าแกตั้งใจจะเข้าไปทำอะไรกันแน่ถ้าไม่มีตราพระเกี้ยวติดหน้าอก แล้วแกจะไม่ใช่คนดีคนเก่งอย่างนั้นเหรอ ไม่ว่าเรียนที่ไหนก็ออกมาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าแกเลือกเรียนที่ที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกสบายใจ ก็เท่ากับว่าแกได้สองเท่า ทั้งความกตัญญูและได้ความรู้ตอบแทนสังคมด้วย ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลยเรื่องแค่นี้ง่ายจะตาย!” ผมได้สติ เลยตัดสินใจเรียนที่พระมงกุฎฯ แต่บอกตามตรงว่า ใจผมกล้ำกลืนมากนะ เพิ่งจะมายอมรับได้ตอน เรียนจบ เพราะผมได้ออกหน่วยตามชายแดนต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปบ่อยที่สุด ได้เห็นว่าที่นั่นเขาต้องการความช่วยเหลือจากเราจริง ๆ ทั้งเพื่อนทหารและชาวบ้าน ทุกวันนี้ผมรู้สึกขอบคุณพ่อและขอบคุณวิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎฯมาก ๆ ที่ทำให้ผมได้เป็นหมอทหารรับใช้ชาติอย่างแท้จริง ทราบมาว่าคุณพ่อป่วยเรื้อรังนานหลายปีหมอก้องดูแลรักษากายและใจของท่านอย่างไรบ้างคะ พ่อป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันสูงมานานหลายปีแล้วครับ จนช่วงห้าปีสุดท้าย ท่านก็เป็นโรคไตวายเรื้อรังต้องไปฟอกไตทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ รวมสามครั้งต่อสัปดาห์ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเพราะท่านเคยรับราชการ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่เรื่องการดูแลคือปัญหาใหญ่ของพวกเรา ครอบครัวไหนที่เคยมีผู้ป่วยเรื้อรังอยู่ภายในบ้านจะเข้าใจดีว่าเราไม่ได้ดูแลแค่ร่างกายผู้ป่วยเท่านั้น แต่ต้องดูแลรักษาจิตใจของเขาด้วย พ่อผมชอบพูดว่า อยากฆ่าตัวตายทุกครั้งที่ถูกแทงเข็ม อยู่ไปก็ไร้ค่า ตาย ๆ ไปซะ จะได้ไม่เป็นภาระของลูก ซึ่งทุกครั้งที่พ่อคิดแบบนี้ผมจะเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วบอกท่านว่า“พ่อ…พวกผมโตมากแล้ว มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ ถึงเวลาแล้วที่พวกผมจะตอบแทนเลี้ยงดูพ่อคืนบ้าง จริงอยู่ที่พ่อไม่ได้ทำงานอะไร แต่พ่อรู้ไหมว่า การที่พ่ออยู่ตรงนี้ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะทำงานต่อ แค่ได้เห็นหน้าพ่อ ไม่ว่างานหนักแค่ไหนผมก็สู้ไหว”จากนั้นผมก็รู้สึกได้ทันทีว่าพ่อมีกำลังใจดีขึ้น หลายคนยอมเป็นหนี้เป็นสิน เพื่อยื้อชีวิตพ่อแม่ด้วยการปั๊มหัวใจขึ้นมาแล้วใส่เครื่องช่วยหายใจ ทั้งที่ในใจลึกๆ ก็รู้ดีว่า ร่างกายของท่านสู้ไม่ไหวแล้ว คุณหมอมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรคะ ถ้าตอบในฐานะลูก ผมว่าผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอาการของพ่อทรุดลงมาก ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ แล้วจู่ ๆท่านก็จากไปทั้งที่กำลังหลับ ตอนนั้นผมเป็นคนปั๊มหัวใจพ่อเองกับมือ ในหัวคิดอะไรไม่ออกนอกจากทำอย่างไรก็ได้ให้พ่อกลับมาทั้งที่ในตำราสอนไว้ชัดเจนเลยว่า ถ้าปั๊มหัวใจต่อเนื่องหนึ่งชั่วโมงแล้วไม่กลับ ก็แปลว่าความหวังริบหรี่แล้ว และต่อให้กลับมาได้ พ่อก็อาจอยู่ไม่นานเพราะสังขารท่านไปหมดแล้ว หลังจากที่รู้ว่าหมดหวัง ผมก็ค่อย ๆหยุด และพูดประโยคที่พูดออกมาได้ยากที่สุดในชีวิตว่า “พอแล้วครับ” ทีมแพทย์เลยหยุด ทิ้งให้ครอบครัวเราอยู่กันตามลำพังผมรีบเดินหนีออกมาร้องไห้คนเดียว เพราะทนดูภาพของแม่และน้องไม่ไหว เฝ้าถามตัวเองว่า การตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่ หลังทบทวนทุกอย่าง ผมจึงได้คำตอบว่าพ่อทรมานมานานมากแล้ว ถึงเวลาที่ท่านต้องไปแล้วจริง ๆ แต่ที่ผมยังคงปั๊มหัวใจพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะอยากให้พ่อตื่นมาร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อน ให้พวกเราได้ทำใจสักนิด แล้วผมอาจยอมให้พ่อไป… แต่ถ้าตอบในฐานะแพทย์ ผมว่าคนไข้ทรมานนะ แม้เขาจะนอนเป็นเจ้าชายนิทราแต่ผมก็รู้สึกว่าเขารู้ตัวทุกอย่างว่ากำลังถูกทำอะไร ผมเคยเจอญาติผู้ป่วยที่ยอมเป็นหนี้และผมมักถามให้เขาได้คิดว่ายื้อชีวิตไว้เพราะอยากช่วยคนป่วยหรือช่วยตัวเองกันแน่ซึ่งแทบทุกคนยอมรับว่าทำเพื่อตัวเอง ซึ่งสุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เขาก็ยอมถอดเครื่องช่วยหายใจ อาชีพหมอทำให้ต้องพบเจอความตายอยู่บ่อยครั้ง แล้วหมอก้องเคยวาดฝันถึงความตายของตัวเองบ้างไหมคะ เคยครับ ตอนนั้นผมอายุยี่สิบปี เพิ่งบวชพระได้ไม่กี่วัน ขณะกำลังนั่งวิปัสสนา-กรรมฐาน จู่ ๆ ผมก็ระลึกขึ้นมาได้ว่า การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมแบบนี้ดีจังเลย ถ้าถึงวันตาย ผมอยากตายแบบมีสติอย่างนี้ไม่อยากตายแบบทรมาน อาชีพนี้ทำให้ผมเห็นความตายบ่อยจนเป็นปกติ คนส่วนใหญ่มักกลัวตาย กลัวความสูญเสีย ผมมองว่าจริง ๆ แล้วที่เรากลัว เพราะเราไม่เคยเจอกับความตายมาก่อน เลยทำให้เรารู้สึกกลัวทั้งที่จริง ๆ แล้วความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต มีเกิด มีแก่ ก็ต้องมีเจ็บมีตาย เป็นสัจธรรมเหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ถ้าเราหมั่นฝึกสติด้วยการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้วฝึกระลึกถึงความตายบ่อย ๆ จะช่วยให้เรากลัวตายน้อยลง เปลี่ยนโหมดมาถามเรื่องเบาๆ กันบ้างหลายคนสงสัยว่า ทำไมหมอก้องมาเป็นนักแสดง ทั้งที่งานหมอทหารก็เยอะและหนักมากอยู่แล้ว     ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ มีคนส่งรูปผมเข้าประกวดนักแสดงหน้าใหม่ของช่อง 3ครับ ทางช่องก็เลยเรียกให้มาเรียนการแสดงผมคิดแค่ว่าลองไปดู ปรากฏว่า พอเรียนกลับรู้สึกสนุก ผมได้ฝึกวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวว่าตัวนี้คิดยังไง พื้นฐานครอบครัวเป็นแบบไหน ทำไมฉากนี้เขาพูดแบบนั้นทั้งที่ไม่ตรงกับคาแร็คเตอร์ของเขาเลย ยิ่งเรียน ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป จากที่เคยชอบดุเวลาเจอคนไข้ดื้อ ๆ ตอนนี้ผมใจดีขึ้นเยอะและไม่ค่อยโกรธใครด้วย เพราะผมมองว่าตัวละครก็เหมือนคนในชีวิตจริง ทุกคนมีเหตุผลและที่มาต่างกัน ขนาดตัวผมยังมีเหตุผลเป็นของตัวเองเลย ผมคิดด้วยซ้ำนะว่า การเป็นนักแสดงช่วยให้ผมเข้าใจคนอื่นมากขึ้น และผมเองก็มีความสุขมากขึ้นด้วย มุมมองความรักของหมอก้องเป็นอย่างไรคะ แค่คนที่เข้าใจกันเท่านั้นพอแล้วครับพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับผม คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องหุ่นดี ผิวขาว หน้าตาสวย สิ่งภายนอกพวกนี้ผมมองว่ามันปลอมมาก ความเข้าใจและจริงใจต่อกันต่างหากที่สำคัญที่สุด การเป็นหมอทำให้ได้ช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมาก หมอก้องมองว่าตัวเองเป็นคนดีไหมคะ ผมแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มครับ คือคนกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลว ไม่ได้ก่อความเดือดร้อนให้ใคร แต่ก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้สังคม กลุ่มที่สองคือ คนเลวที่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสุดท้ายคือคนที่ช่วยเหลือสังคม ผมมองว่าคนดีน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ช่วยเหลือสังคมนะ แต่ถ้าถามว่าผมช่วยเหลือสังคมไหม ผมก็ทำ แต่ทำเพราะเป็นหน้าที่ของหมอ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ผมก็คงไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ จริงมั้ย… เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ผมขอยกคำสอนของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเคยถามผมว่า หมอคิดว่าตัวเองทำความดีเพื่ออะไร ผมตอบท่านไปว่า ลึก ๆ แล้วผมหวังได้รับความดีตอบแทนครับ พระอาจารย์ยิ้มและสอนว่า “หมอลองคิดอย่างนี้ดูสิเราทำความดีเพื่อให้รู้ว่าโลกยังมีความดีหลงเหลืออยู่ แค่นี้พอไหม”…ผมฟังแล้วอึ้งเลย รู้สึกซาบซึ้งมาก และยึดคำสอนนี้เป็นคติประจำใจเพื่อสอนตัวเองทุกวัน เวลานี้ผมพยายามทำหลาย ๆ อย่างทั้งเป็นหมอทหาร นักแสดง และวิทยากรซึ่งทุกงานที่ทำ ผมตั้งใจให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมสูงสุด เพราะผมรู้แล้วว่า ชาตินี้ผมควรทำดีเพื่ออะไร… เรื่อง ชลธิชา แสงใสแก้ว  ภาพ วรวุฒิ วิชาธร ผู้ช่วยช่างภาพ ปาลรินทร์ กฤษบุญชู บทความน่าสนใจ ใส่ใจอาหารถวายพระสงฆ์ เหมือนส่งสิ่งดี ๆ ให้คนที่คุณรักกันเถอะ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ดาราฮอลลีวูด รุ่นใหญ่ ทำบุญถวายพระพุทธรูปแด่วัดที่สปป.ลาว Dhamma […]

สมชาย เหล่าสายเชื้อ ชายผู้เป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!”

สมชาย เหล่าสายเชื้อ ชายผู้เป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!” “เขา” สมชาย เหล่าสายเชื้อ เจ้าของโชว์รูม “โตโยต้าดีเยี่ยม” โชว์รูมรถที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “เขา” สอบตกซ้ำชั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจบประถม 5 ตอนอายุ 17 ปี มีชีวิตวนเวียนอยู่กับการเป็นลูกจ้างที่ต้องคอยวิ่งรับใช้เจ้านายหลายคนเรียกเขา “ไอ้โง่!” “เขา” มีใบ “ปริญญาเอก” ประดับอยู่ที่ฝาบ้านเป็นเถ้าแก่เจ้าของโชว์รูมที่มียอดขายรถสูงที่สุดในประเทศหลายปีซ้อนเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 60 ไร่ และมีธุรกิจที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท …เชื่อหรือไม่ว่า “เขา” ทั้งสองคนนี้คือ คนคนเดียวกัน “ผมเป็นลูกชายคนโตของบ้าน คนอื่นเรียนเก่งหมด ยกเว้นผมที่สอบตกซ้ำชั้นได้ที่สุดท้ายตลอด เพราะเข้าใจอะไรช้าเป็นโรคบกพร่องทางด้านความจำ อย่างหัดร้องเพลง คนอื่นเขาหัดร้องสิบนาทีก็ร้องได้ผมหัดร้องสามเดือนยังไม่ได้” แม้จะนั่งด้านหน้า ไปโรงเรียนทุกวันฟังครูสอนอย่างตั้งใจ แต่ทุกอย่างนี้ไม่ช่วยให้การเรียนดีขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้ เมื่อจบประถมห้าตอนอายุ 17 ปี เขาจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำเอาดาบหน้า ตัวเลือกของคนจบชั้นประถมห้ามีไม่มากนัก จากนักเรียนจึงผันตัวไปเป็นลูกจ้างตามที่ต่าง ๆ เป็นกรรมกรแบกหามขายเรียงเบอร์ ยาเส้น หนังสือพิมพ์ ลูกจ้างงานก่อสร้าง อาหารสัตว์ และส่งน้ำอัดลม “ผมไม่เลือกงานหนักงานเบา ทำทุกอย่าง ขอให้ได้ทำ โชคดีที่เป็นคนขยันเพราะถ้าไม่ขยันก็กลัวเขาไม่จ้าง เลยทำงานแบบตื่นเช้า กลับดึก ไม่มีวันหยุด…ไม่มีปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ “ตอนนั้นทำไปเพราะว่ามันไม่มีทางเลือกทำเพราะต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำตอนนั้นเราไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคมเลย เพราะเรียนไม่เก่ง เลยต้องจมปลักอยู่กับ ‘งาน’ ” ‘งาน’ ที่สมชายทำ นอกจากทำงานตามหน้าที่แล้ว สมชายยังทำตั้งแต่งานบ้านยันพาเมียเถ้าแก่ไปตลาด จัดวางอาหารให้ลูกเถ้าแก่กิน พาลูกเถ้าแก่ไปโรงเรียนกลับมาเปิดร้าน ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านและร้าน ช่วยขายของ วิ่งไปซื้อของติดต่อลูกค้า ฝันครั้งแรกของสมชายเกิดขึ้นเมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านก่อสร้างเรียกตัวเขามาก่อนจะบอกข่าวดีกับเขาว่า จะแบ่งหุ้นส่วนและผลกำไรให้ เขาจึงทุ่มเททำงานสุดแรง-กายแรงใจ วาดฝันไว้กลางอากาศว่าจะมีเงินมากพอมาดาวน์รถแทรกเตอร์ รถบดถนนรถรดน้ำ เพื่อมารับงานก่อสร้างเองบ้าง ทว่าความฝันเป็นอันต้องแตกสลาย เมื่อสัญญาปากเปล่าที่เถ้าแก่ให้ไว้ลอยไปกับลม สมชายจึงตัดสินใจลาออก แล้วไปเป็นลูกจ้างในร้านขายอาหารสัตว์แทน อาหารสัตว์ที่สมชายขายนั้นขายดิบ ขายดี เซลส์ขายอาหารสัตว์จึงเสนอทางรวยให้เขา โดยจะลงของ ลงยา ลงหัวอาหารสัตว์ให้ก่อน โดยที่เขายังไม่ต้องจ่ายสตางค์สิ่งที่สมชายต้องทำมีเพียงแค่เช่าตึกใหม่และซื้อตู้มาเก็บของ ทว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านกลับเรียกตัวเขาไปคุย ว่าหากเขารับข้อเสนอของเซลส์ก็เหมือนเปิดร้านแข่งกันเอง ฝันของสมชายจึงดับวูบไปอีกครั้ง “ตอนที่ผมทำงานให้เถ้าแก่ ผมออกไปเยี่ยมตามฟาร์มต่าง ๆ ตลอด ไปตอนไก่ตอนหมู รักษาโรคสัตว์ หมูคลอดตีหนึ่งตีสอง ผมก็ไปดูแลสัตว์ให้ลูกค้าเป็นอย่างดี ลูกค้าก็ติดผมเพราะผมไม่เคยหยุด เถ้าแก่ไปเที่ยว ผมก็เฝ้าร้านตลอด “ผมเคยท้อ เคยเสียใจ เคยทุกอย่างแต่ก็กลับมาพิจารณาว่า ท้อแล้วได้อะไรเสียใจแล้วได้อะไร สู้ท้อแล้วหาทางแก้ไขยังดีกว่า เพราะปัญหาเขามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้บ่น อันไหนที่ทุกข์ใจก็โยนมันทิ้งไปซะ” เมื่อเริ่มขายเป๊ปซี่ สมชายใช้เวลาเพียงหนึ่งปี ทำลายสถิติการขายเป๊ปซี่ในประเทศไทยได้มากที่สุด เพราะเขาไม่เคยออกนอกเส้นทาง ไม่เคยหยุด โดยมีคติประจำตัวว่า “ไม่หมด ไม่กลับ” “คนอื่นออกจากบ้านแปดโมง กินข้าวเก้าโมง แล้วอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ สิบโมงกว่าจะไปขาย กลับบ้านบ่ายสาม ของผมตื่นตีสี่มารับของแล้วขับรถออกไปเลย กลับอีกทีเที่ยงคืน บางทีขายหมดแล้ว แต่พอมีเวลาเหลือ ผมก็มาเอาของไปขายอีก “ผมไม่ได้ขายเก่ง แต่ผมให้เวลากับงาน ทำงานแบบสุดฤทธิ์สุดเดช วันหนึ่งทำงานเกือบยี่สิบชั่วโมง คนที่ทำแค่หกชั่วโมงจะไปสู้เราได้ยังไง คนอื่นเยี่ยมชมหกสิบร้านค้า ผมเยี่ยมสี่ร้อยร้านค้า…ยังไงผมก็ขายได้มากกว่าแน่นอน” ถึงแม้จะทำงานขายได้ดีที่สุด แต่ตำแหน่งผู้จัดการที่สมชายวาดหวังไว้กลับไกลเกินเอื้อม เมื่อคุณสมบัติของตำแหน่ง“ผู้จัดการใหญ่” ต้องเป็นชายไทยอายุ 36 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่เขาอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น   “ผมยอมรับว่าเป็นคนอยากได้ อยากดี อยากประสบความสำเร็จ ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า เกิดมาชาตินี้…จะต้องเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตให้ได้ผมจะไม่ยอมแพ้ ไม่บ่น ไม่เบื่อ ไม่ท้อและไม่สงสารตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตก็ตาม “ไม่มีใครเอาเงินมาให้เราฟรี ๆ หรอกเราต้องแลกด้วยหนึ่งสมองและสองมือเท่านั้น ผมเลยสร้างนิสัยทำงานเกินเงินเดือนให้ตัวเอง เพราะเมื่อเราทำงานเกินเงินเดือนแล้วนายจ้างจะเกิดความเห็นใจและขึ้นเงินเดือนให้เราเอง” เมื่อไม่ได้เป็นผู้จัดการ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานส่งน้ำอัดลม มาสมัครเป็นพนักงานในศูนย์บริการโตโยต้าสาขาอุบลราชธานี ทว่าเถ้าแก่กลับถามหาใบปริญญาที่เขาไม่เคยได้ สมชายจึงยื่นข้อเสนอที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ออก คือ1. ทำงานอะไรก็ได้ 2. เงินเดือนเท่าไรก็ได้ และ 3. ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด “ไม่บ้าก็บ้าแน่นอน!” หลายคนคงคิดอย่างนั้น…ทว่าโชคดีที่เถ้าแก่โชว์รูมโตโยต้า อุบลราชธานี กลับถูกใจข้อเสนอนั้น และรับเขาเข้าเป็นพนักงานในที่สุด   “พอเข้าไปแล้วขยัน ก็ถูกเขาใช้ตลอดล้างรถ ล้างท่อระบายน้ำ ล้างส้วม ยิ่งเราใช้ง่าย เขาก็ยิ่งใช้ คนที่ใช้ไม่ใช่เถ้าแก่แต่เป็นลูกน้องด้วยกันนี่แหละ แต่ผมไม่สนผมทำงาน ตื่นเช้า กลับดึก ไม่เคยหยุด มอบหมายงานไหนก็เสร็จ และไม่หือไม่อือเยสอย่างเดียว…พอเถ้าแก่เห็นบ่อย ๆ เขาก็เกิดความศรัทธาและไว้ใจเอง” วันหนึ่งเถ้าแก่สั่งให้เขาไปส่งรถให้ลูกค้าที่จังหวัดยโสธร พร้อมแนบเงินค่ารถขากลับให้ 30 บาท สองชั่วโมงต่อมาสมชายกลับมาทอนเงินให้เถ้าแก่ 13 บาท…เถ้าแก่ได้แต่มองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่เคยมีใครนำเงินกลับมาทอนเลยสักคน ครั้งหนึ่งโชว์รูมที่ยโสธรมีปัญหาเถ้าแก่ส่งสมชายไปดูแล สามเดือนแรกที่เขาไปประจำการ…ไม่มีลูกค้าขับรถออกจากโชว์รูมเลยสักคัน สมชายจึงขบคิดแก้ปัญหา ก่อนจะนึกได้ว่าผู้ซื้อรถส่วนใหญ่อยากขายรถเก่าให้ได้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจซื้อคันใหม่ เขาจึงหาพ่อค้ารถมือสองมารับซื้อรถถึงที่ ทำให้ยอดขายของสาขายโสธรพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในปีนั้น ซึ่งยอดขายรถโตโยต้าสาขายโสธรช่วยชีวิตสาขาอุบลราชธานีให้ยืนหยัดต่อไปได้ 15 ปีผ่านไป เถ้าแก่เสียชีวิต สมชายจึงผันตัวมาเป็น “เถ้าแก่” บ้าง โดยสร้างอาณาจักร “โตโยต้าดีเยี่ยม” ขึ้นมาบนพื้นที่ 22 ไร่ ให้เป็นโชว์รูมขายรถครบวงจรประกอบด้วย ร้านอาหาร ห้องรับรอง ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาราโอเกะ ฯลฯ ส่วน เถ้าแก่สมชาย ก็มีภารกิจใหม่คือ เป็นวิทยากรเดินสายบรรยายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ “เราต้องสร้างนิสัยทำงานให้มากกว่ารายได้ แล้วจะได้มากกว่าที่ให้ไป…คนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคิดจะเอาอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ต้องกลับกัน ต้องให้ก่อนถึงจะได้มา อย่างคุณไปเสียค่าเทอมเรียนหนังสือ คุณก็ได้ความรู้นอกจากนี้ คุณต้องขยันหา ขี้เกียจใช้แต่คนที่ไม่รวยส่วนใหญ่ ขยันใช้ ขี้เกียจหา (คนฟังหัวเราะครืน) “ถ้าคุณอยากรวย คุณต้องทำงานวันละสิบหกชั่วโมง อาทิตย์ละเจ็ดวันสามสิบห้าปีติดต่อกัน คุณทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็จูบลาความรวยไปได้เลย เพราะคนแบบคุณมันเยอะ คนแบบผมมันน้อย…”สมชายไม่ได้พูดด้วยเสียงหยามหยัน แต่เขาพูดยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนสำทับว่า… “ถ้าเราไม่เอาเป็นเอาตาย ไม่เดิมพันกับมันด้วยชีวิต เราจะต้องแพ้มันในที่สุด” จากคนจบประถมห้ากลายเป็นคนที่ได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จากคนที่เป็นลูกจ้างกลายเป็นนายจ้าง จากกรรมกรกลายเป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลาย จากคนอยู่แถวหลังกลายเป็นคนอยู่แถวหน้า จากคนคิดเล็กกลายเป็นคนคิดใหญ่ จากคนที่ไม่เคยสำเร็จกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ นี่แหละ สมชาย เหล่าสายเชื้อ…ผู้ใช้ความพยายามของตัวเองล้วน ๆ เพื่อความเป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!” […]

“เพาะรัก” เพราะรัก – น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก

“เพาะรัก” เพราะรัก น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก “ทำไมต้องไปช่วยเหลือคนอื่น…เอาตัวเองรอดแล้วหรือ” น้ำคำของแม่แม้มิได้เกรี้ยวกราดแต่ก็ทำให้หัวใจของ น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม อดเจ็บช้ำไม่ได้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยถามตัวเองว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร จนกระทั่งได้เข้าไปทำงานในองค์การเวิลด์คาร์พ สหพันธ์เยาวชนเพื่อสันติภาพของไทย เขาจึงตอบตัวเองได้ว่า เป้าหมายในชีวิตของเขาคือการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อความคิดของเขาและแม่ไม่ตรงกัน น้อยและเพื่อนอีก 5 ชีวิตจึงเลือกเดินทางไปเช่าบ้านอยู่ที่เมืองดอกบัวงาม อุบลราชธานี เพื่อทำงานช่วยเหลือสังคมแทนการทำตามคำขอร้องของแม่ที่อยากให้เป็นข้าราชการนั่งโต๊ะ แม้จะฝันได้ไกล แต่ใช่ว่าเขาจะสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยง่าย เพราะปัจจัยหลักที่เรียกว่า “เงิน”มีไม่มากพอที่จะทำการใหญ่ น้อยจึงเริ่มต้นด้วยกิจกรรมช่วยเหลือสังคมแบบไม่นิยมเงินอย่างการเก็บขยะที่ทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลราชธานี บางทีก็หิ้วกีตาร์หนึ่งตัวไปร้องเพลงเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยในโรงพยาบาล นานไปคนร่วมอุดมการณ์ก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆน้อยและผองเพื่อนจึงตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเยาวชนเพาะรัก” กลุ่มเยาวชนที่มีความเชื่อว่า ยิ่งให้…ก็ยิ่งได้ “สังคมเราไม่ได้ขาดคนดี ไม่ได้ขาดคนเก่งไม่ขาดเงิน ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แต่เราขาดความรัก เราจึงอยากเติมเต็มความรักให้กับคนทุกคนโดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดก็ช่วยเติมเต็มความรักให้กับตัวเราเองด้วย เราจึงตั้งชื่อว่า ‘กลุ่มเยาวชนเพาะรัก’” “กิจกรรมที่เราทำบ่อยที่สุดคือ เดินไปกดกริ่งตามบ้านของคนในหมู่บ้านแล้วบอกเขาว่า ‘สวัสดีครับ พวกเรากลุ่มเยาวชนเพาะรักวันนี้ขอมาบริการรับใช้คุณครับ’ แล้วเราก็ไปช่วยเขาล้างรถ เก็บขยะ กวาดบ้าน ถูบ้าน เขียนข้อความดีๆ ร้องเพลงให้ฟัง…ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทยของเราไม่เคยขาดคนมีน้ำใจ” เมื่อมีเงินเข้ามามากขึ้น กิจกรรมใหญ่ๆ อย่างการรณรงค์ให้เด็กไทยรักนวลสงวนตัว เพียวเลิฟ เพียวไลฟ์ […]

ไก่ มีสุข แจ้งมีสุข แค่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตก็มีสุข (ตอนจบ)

ไก่ มีสุข แจ้งมีสุข แค่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตก็มีสุข (ตอนจบ) ทุกวันนี้ ไก่ มีสุข แจ้งมีสุข เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และมักจะเก็บแง่คิดดีๆที่ได้จากหนังสือมาใช้เตือนใจตัวเองอยู่เสมอ เมื่อไม่นานมานี้หนังสือเข็มทิศชีวิต เล่ม 2 ตอน กฎแห่งเข็มทิศ ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุงมีคำพูดซึ่งไก่รู้สึกประทับใจมาก เธอบอกว่า “วิกฤติที่รุนแรงที่สุดในชีวิต เกิดขึ้นในเวลาที่เราคาดไม่ถึงในที่ที่เราคาดไม่ถึง และจากคนที่เราคาดไม่ถึงที่สุดเสมอ…แน่นอนเพราะถ้าเราคาดถึง มันก็จะไม่รุนแรงที่สุดในชีวิต เพราะอะไรชีวิตถึงต้องบีบวงเข้ามาทุกด้าน จักรวาลมีเหตุผลที่ดีที่สุดเสมอ” ที่สำคัญเธอยังบอกว่า การมีชีวิตที่ยอดเยี่ยม มีความสุข ไม่ได้แปลว่าต้องมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตตลอดเวลา แต่คือการที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็สามารถรับรู้ความจริง มีความสุข มีชีวิตที่เติบใหญ่ มีพลัง มั่นคง เป็นอิสระในทุกสถานการณ์ เราเรียนรู้ได้ทั้งจากเรื่องดีและเรื่องร้ายในชีวิต ไม่มีใครไม่เคยล้ม แต่ทำไมคนบางคนล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ได้รวดเร็ว แถมยังมีความสุขที่ยิ่งใหญ่ แสดงว่าเขาจะต้องค้นพบกฎบางอย่างที่ทำให้ทั้งเหตุการณ์ดีและร้ายกลายเป็นของขวัญสำหรับตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนไก่อาจจะอ่านแล้วผ่านเลยไป แต่ในวันนี้ความผิดหวังในความรักทำให้ไก่เข้าใจคำพูดนี้อย่างลึกซึ้งราวกับว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งใจเขียนเพื่อเราโดยเฉพาะ และในวันนี้ถ้าไก่ไม่รู้จักเปลี่ยนมุมมองความคิด จิตใจก็คงจะจมอยู่ในกองทุกข์มากกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่า ความจริงแล้วจุดเปลี่ยนในชีวิตไก่เริ่มต้นขึ้นจากความอยากเรียนวาดภาพ จึงโทรศัพท์ไปปรึกษา พี่ดินป่า จี-วัน ศิลปินผู้อุทิศตัวทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ผู้ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรที่ดีมาตลอด ในการพูดคุยกันคราวนั้นเขาพยายามพูดคุยโน้มน้าวใจให้ไก่สนใจธรรมะ แต่ด้วยความที่คิดว่าตัวเองอายุยังน้อยและธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อ […]

ไก่ มีสุข แจ้งมีสุข แค่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตก็มีสุข (1)

ไก่ มีสุข แจ้งมีสุข แค่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตก็มีสุข (1) ถ้าชีวิตของคนเราประกอบขึ้นด้วยความรัก ชีวิตของ ไก่  มีสุข แจ้งมีสุข คนนี้ก็เป็นเช่นนั้น ใครๆ อาจจะรู้จักไก่ในฐานะผู้ประกาศข่าว พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ทางไทยทีวีสีช่อง 3 นักจัดรายการ วิทยุครอบครัวข่าว ทางคลื่น ส.ทร. FM 106 MHz รวมทั้งอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องราวรักๆ เลิกๆ ของไก่จากที่นั่นที่นี่มากมาย แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่ไก่จะมีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างเปิดใจมากที่สุด ประการแรกที่อยากจะบอกคือ ไก่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง คนภายนอกอาจคิดว่าไก่ดูสมบูรณ์พร้อม ทั้งฐานะและหน้าที่การงาน เป็นผู้หญิงหวาน เรียบร้อยอย่างที่เห็นในทีวี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะไก่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีกิเลส มีอารมณ์ความรู้สึก ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง และออกจะเป็นคนใจกล้าเด็ดเดี่ยวเลยด้วยซ้ำ คนอื่นๆ อาจต้องไขว่คว้าหาความรัก แต่สำหรับไก่ ความรักเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลกแล้ว เพียงแต่กว่าที่เราจะรู้ว่าความรักที่เราได้รับนี้มีค่ามากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนหน้านี้ไก่ไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่เลยว่าทำไมเราจึงชื่อ“มีสุข” จนกระทั่งเมื่อวันพ่อที่ผ่านมา มีผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาถามในรายการวิทยุที่ไก่เป็นคนจัด คุณพ่อจึงบอกว่า เป็นเพราะตอนเด็กๆ ไก่เป็นเด็กอารมณ์ดี […]

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นธรรมประจำใจ” เอ – พศิน เรืองวุฒิ (จบ)

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นธรรมประจำใจ” เอ พศิน เรืองวุฒิ (จบ) ผม เอ พศิน เรืองวุฒิ เคยแสดงหนัง แสดงละคร ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่อายุ 5 ขวบด้วยการผลักดันของคุณพ่อ (เรืองนาม เรืองวุฒิ) ซึ่งเป็นนักข่าวบันเทิงในยุคนั้น แต่พออายุได้ 12 ขวบผมก็ตัดสินใจลาจากวงการบันเทิงเพื่อเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว การเข้าวงการบันเทิงอีกครั้งของผมหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนในวัยเด็กอีกต่อไป ผมต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่หมดส่งประวัติให้เขาดูเขาก็ไม่สนใจ ต้องไปทดสอบการแสดงกว่า 50 งาน ไม่มีใครสนใจว่าผมเคยเป็นดาราเด็กมาก่อน แต่เขาสนใจว่าผมจะแสดงบทที่เขาให้แสดงตอนนี้ได้หรือเปล่าเท่านั้น ผมต้องแสดงเป็นตัวประกอบพูดไม่กี่ประโยค บางครั้งเห็นแค่เท้าก็มี ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้างอยู่ 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะแจ้งเกิดอีกครั้งอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนจากบทของตำรวจที่ฆ่าพระเอกในหนังเรื่องฟ้าทลายโจร การกลับมาแสดงครั้งแรกของผมเป็นการเล่นที่แข็งทื่อมาก แต่บังเอิญเป็นบุคลิกที่ตรงกับเรื่องราวในเรื่องที่เป็นหนังย้อนยุค ต้องเลียนแบบท่าทางของดาราสมัยก่อน ทำให้ผมแจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตในวงการบันเทิงคนภายนอกอาจมองว่าสบาย สวยหรู แต่ความจริงแล้วบางครั้งเราก็อาจพบเจอกับเรื่องราวที่ทำให้เสี่ยงตายได้เหมือนกัน ถึง “ร้าย” ก็ร้ายอย่างสร้างสรรค์ หลังจากเริ่มมีชื่อเสียงจากหนังเรื่องฟ้าทลายโจร ผมก็ได้รับงานจากช่องต่างๆ ค่ายต่างๆ มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่อง 5 ของคุณบอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ ช่อง 3 […]

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1)

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1) เมื่อเอ่ยถึงซูเปอร์ฮีโร่หรือยอดมนุษย์ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่มักจะจินตนาการถึงภาพของคนที่มีพลังเหนือมนุษย์ ซึ่งโลดแล่นอยู่ในหนังสือการ์ตูนหรือในหนังในละครและไม่มีวันจะเป็นจริงได้ สำหรับผม กลับเชื่อว่าคนทุกคนมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัวกันทั้งนั้น ถ้ารู้จักนำพลังกายพลังใจมาใช้ในทางสร้างสรรค์ ใช้เพื่อทำความดีเพื่อคนอื่นๆ ในสังคม รู้จักทำหน้าที่ของตัวเองทุกบทบาทให้ดีที่สุด แค่นี้ผมคิดว่าคุณก็สามารถภูมิใจในตนเองได้แล้ว และสามารถจะบอกเด็กรุ่นหลังๆ ได้ว่า ยอดมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องของธรรมะประจำใจที่ควรปลูกฝังไว้ในจิตสำนึกของทุกคน “คนดี…ปิดทองหลังพระ” ฝัน ในวัยเด็กของผมคือ การได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ได้ผดุงรักษาความยุติธรรม แต่เมื่อโตขึ้นผมกลับเป็นนักแสดงที่ได้รับบทบาทที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักใน ฐานะ “ตัวร้าย” แม้ชีวิตจริงกับบทบาทการแสดงของผมอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทั้งสองอย่างคือ คนทำดี ได้ดีแน่นอน ส่วนคนทำชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมของตัวเอง ผมอยู่ในวงการบันเทิงมา ประมาณ 25 ปี อาจจะถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับนักแสดงอาวุโสท่านอื่นๆ ที่อยู่ในวงการมานานกว่าผม แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมทำหน้าที่นักแสดงอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และรักอาชีพนี้ที่สุด ผมรับไม่ได้กับคำว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เพราะผมคิดว่าวงการนี้ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่ใครจะมาใช้คำพูดนี้ อาชีพนักแสดงคุณต้องให้ใจ ไม่ใช่อยากจะกอบโกยแค่ไหนก็โกย หรือเข้ามาเพื่อจะได้รีบออกไป ถ้าคิดอย่างนี้อย่าเข้ามาเลยดีกว่า ผมเคยคุยกับดาราที่เป็นดาวค้างฟ้าทั้งหลาย เขามองว่าอาชีพนี้สามารถทำไปได้จนกว่าคุณจะตาย มีที่ว่างให้คุณเสมอ ไม่ว่าจะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากแค่ไหน […]

True story: ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

True story: ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี “อย่าไปไหนนะ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ เพราะถ้าเรายอมหนีไปก็เท่ากับยกผืนแผ่นดินให้พวกเขา” เสียงปลุกปลอบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ให้แก่กันของเพื่อนๆ ชาวไทยพุทธในหมู่บ้านยังดังก้องอยู่ในใจฉัน ฉันเกิดและเติบโตที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ผืนแผ่นดินที่เคยสงบและร่ำรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม แต่มาวันนี้ภาพเหล่านั้นแทบจางหายไปจากใจจนหมดสิ้น… ในอดีตรามันเป็น 1 ใน 7 หัวเมืองมลายูที่ถูกแบ่งออกมาจากเมือง ปัตตานี ชื่ออำเภอ “รามัน” เป็นภาษามลายู แปลว่าชุมชนใหญ่ แม้อำเภอรามันจะมีถึง 16 ตำบล มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรกลับเป็นชาวไทยมุสลิม การเป็นคนไทยพุทธบนผืนแผ่นดินแห่งนี้จึงเหมือนเป็นชนกลุ่มน้อย ในอดีตฉันไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างหรือแปลกแยกนี้มากนัก เพราะแม้เราจะนับถือศาสนาต่างกัน ทว่าเราก็รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี เมื่อคนไทยพุทธมีงานบุญ เช่น งานบวช งานแต่ง ก็เชิญเพื่อนบ้านที่เป็นไทยมุสลิมมาร่วมงานด้วย ส่วนเวลาคนไทยมุสลิมจัดงานต่างๆ  เช่น งานแต่งงานหรือเข้าสุนัต ก็เชิญคนไทยพุทธไปร่วมงานด้วยเช่นกัน แต่มาวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด กระทำการอุกอาจปลิดชีวิตคนไทยอย่างโหดร้าย ทั้งวางระเบิด ลอบทำร้าย ฆ่าตัดคอไม่เว้นแต่ละวัน บรรดาครู ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และชาวบ้านตาดำๆ หรือแม้แต่พระสงฆ์ต่างหวาดผวา รู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายและก็มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา ตัวฉันเองมีอาชีพเป็นครูอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กบ้านเสมาะ อำเภอรามัน ฉันเกิดในครอบครัวชาวสวนชาวไร่ มีฐานะค่อนข้างยากจน ช่วงที่เพิ่งแต่งงาน ฉันยังไม่ได้สอบบรรจุเป็นครูอนุบาล จึงหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำสวนยาง ฉันมีลูกสามคน คนแรกคลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบถึง 3 เดือนและหลังคลอดก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลจนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง บางครั้งลูกต้องนอนโรงพยาบาลถึงครึ่งเดือนตอนนั้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคยังไม่มี วันที่ได้รับบิลค่ายาจากโรงพยาบาล ฉันกับสามีสองคนมองหน้ากันแล้วน้ำตาไหลเพราะทั้งเนื้อทั้งตัวมีไม่ถึง 100 บาท แต่ต้องจ่ายค่ายาพ่นแก้โรคหอบ ค่าน้ำเกลือ ค่ายาฆ่าเชื้อ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 บาท ครั้งนั้นเราหาทางออกด้วยการไปยืมเงินนอกระบบ การมีลูกในวัยเรียนถึง 3 คนทำให้ฉันต้องหาอาชีพเสริมทำ และสำหรับแดนใต้แห่งนี้ ไม่มีอาชีพอะไรดีเท่ากับการทำสวนยางอีกแล้ว ดึกดื่นทุกคืนราวตีสอง ฉันจะขับขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกไปกรีดยางยังสวนยางที่อยู่ห่างออกไปราวเกือบสองกิโลเมตร ขณะลงมีดกรีดยางอยู่เพียงลำพัง ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ท่ามกลางความมืดมิดที่มีแต่แสงจันทร์สลัวๆ นั้นจะมีใครหรืออะไรซ่อนอยู่ แต่แม้จะหวาดกลัวสักเพียงใด เมื่อนึกถึงปากท้องของคนในครอบครัว ฉันก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “เราต้องเข้มแข็ง เราต้องอดทน” สามีของฉันแทบช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเขาป่วยเป็นมะเร็ง อาการค่อนข้างหนัก หมอต้องเจาะหน้าท้องและให้อาหารทางสายยาง ฉันรู้ดีว่าเขาต้องการกำลังใจ จึงบอกเขาเสมอๆ ว่า “พิศจะอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจให้พี่ ขอให้พี่ทำใจดีสู้กับโรคเรื่องอื่นๆ พิศจะดูแลจัดการเอง พี่ไม่ต้องกังวล” พูดจบฉันก็ฝืนยิ้มให้เขา ทั้งๆ ที่ในใจกำลังร้องไห้… นอกเหนือจากงานในสวนยางแล้ว ฉันมีหน้าที่ต้องทำงานบ้านและดูแลอาหารการกินของสามีและลูก พอเจ็ดโมงครึ่ง ฉันต้องเดินไปเปิดศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร ที่นี่มีครูเพียงสองคนเท่านั้น ฉันจึงต้องทำงาน “ทุกอย่าง” ตั้งแต่กวาดขยะ ถูพื้น ขัดห้องน้ำ และเตรียมน้ำดื่มไว้ให้เด็กๆ ราว 40 คนที่มาเรียน ตั้งแต่เกิดความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีรับสั่งให้ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลกันเอง แทนที่จะรอหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น นอกจากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลแล้ว ทุกวันอาทิตย์ฉันก็จะสวมใส่ชุดพรางสีเข้มพร้อมพกอาวุธประจำกาย เป็นอาวุธปืนลูกซองยาว ทำหน้าที่เป็น อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) คอยตรวจตรารถราที่ผ่านเข้า-ออกในหมู่บ้านร่วมกับตำรวจทหารอีกด้วย จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ญาติที่อยู่ที่อื่นรวมทั้งใครต่อใครหลายคนต่างลงความเห็นว่า ฉันควรจะย้ายออกไปจากที่นี่ ฉันได้แต่ยิ้ม เพราะรู้ดีแก่ใจว่าฉันไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ เพราะที่นี่คือผืนแผ่นดินเกิด เป็นที่กินที่อยู่ที่พักอาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนทั่วไปมักสงสัยว่าทำไมฉันจึงไม่พาครอบครัวย้ายออกไป พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าสำหรับฉัน ที่นี่คือ “บ้าน” และหากจะต้องตาย ฉันก็ขอตายที่ “บ้านของฉัน” “ฉันจะอยู่ที่นี่ จะไม่ยอมหนีไปไหน”…นี่คือคำพูดที่ฉันบอกกับตัวเองและใครต่อใครเสมอ แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาสดๆ ร้อนๆ… วันนั้นฉันกับญาติไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเล็กๆ ไม่มีแผงร้านค้าถาวร พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมจะนำของสดของแห้งมาวางขายริมถนน บ้างวางสินค้าไว้ท้ายรถกระบะ บ้างก็ใช้ถุงพลาสติกปูพื้นวางของขาย เช้าวันนั้นก็เหมือนทุกวัน ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุร้ายใดๆ ขณะที่ฉันกับญาติกำลังเลือกซื้อปลาอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ดังขึ้น ตอนนั้นในใจฉันคิดว่าคงมีเด็กๆ มาจุดประทัดเล่น เพราะเสียงที่ได้ยินเหมือนดังแว่วอยู่ไกลๆ จนกระทั่งเสียงปังดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เสียงดังชัดเจนมากและร่างของญาติที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร่วงผล็อยล้มลงทั้งยืนทันที! ฉันยืนตัวแข็ง มือไม้เย็นเฉียบ ก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว อานุภาพของกระสุนปืนช่างร้ายนัก เพราะแม้จะไม่ได้โดนเข้ากับตัวเอง แต่ไอร้อนจากควันปืนที่อยู่ใกล้แค่เส้นยาแดงผ่าแปดก็ทำเอาหูของฉันแทบไหม้ ฉันหวาดกลัวสุดชีวิต ได้แต่ยืนตะลึงงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะหายตกใจ น้าชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็โดนยิงล้มลงไปต่อหน้าต่อตาอีกคนเท่านั้นยังไม่พอ พวกมันเข้ามายิงซ้ำอีกครั้งจนเขาสิ้นใจ! เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันนึกถึงคำเตือนของเพื่อนหลาน ซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่ว่า “ถ้าจะเดินทางไปไหนมาไหนให้สวมฮิญาบ (ผ้าคลุมหน้า) ไว้แล้วจะปลอดภัย” ฉันเพิ่งรู้ว่าคำเตือนนั้นเป็นความจริงในวันนี้เอง นอกจากพวกเราจะถูกคุกคามจนถึงแก่ชีวิตแล้ว ผู้ก่อความไม่สงบยังคุกคามจิตใจเราต่างๆ นานา เช่น โปรยใบปลิวที่มีข้อความว่า “คนไทยมุสลิมไม่จำเป็นต้องไปซื้อไม้ยางพารา หรือซื้อที่ดินของคนไทยพุทธ เพราะวันหนึ่งสมบัติพวกนี้ก็จะตกเป็นของพวกเราอยู่แล้ว” และที่ผ่านมาก็มีการลอบวางระเบิดไว้ในสวนยางพาราอยู่บ่อยๆ เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นการบีบบังคับให้เจ้าของสวนยางยอมสละกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ดิน และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังฆ่าตัดคอสองสามี - ภรรยาเจ้าของสวนยางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉันอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ลูกสองคนของพวกเขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ส่วนตำรวจที่เข้าไปยังที่เกิดเหตุก็โดนกับระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส นายหนึ่งขาขาดและอีกนายหนึ่งเสียชีวิตทันที แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะน่ากลัวและน่าวิตกกังวลแค่ไหน ฉันก็ยังต้องสู้ทนทำมาหากินในที่ดินของตัวเองต่อไป คืนไหนที่ได้ข่าวแว่วมาว่าจะมีเหตุการณ์ไม่สงบ ฉันก็จะหยุดกรีดยางแต่ถ้าคืนไหนเหตุการณ์ปรกติ ฉันกับเพื่อนบ้านก็จะโทรศัพท์นัดแนะกันออกไปกรีดยางพร้อมๆ กัน แม้วิธีนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้รอดตาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราอุ่นใจ ไม่รู้สึกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ทุกวันนี้หลังพระอาทิตย์ตกดิน ทุกบ้านในอำเภอรามันจะปิดประตูเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าออกไปไหนในยามวิกาลอีกต่อไป เหตุการณ์ร้ายไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญเท่านั้น แต่การลอบวางระเบิดและลอบฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความระแวงซึ่งกันและกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เราจะยังพูดคุยกันก็จริง แต่ก็ไม่สนิทใจเหมือนเดิม สำนวนที่ว่า “รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ” น่าจะตรงกับความรู้สึกของฉันในตอนนี้มากที่สุด             คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันจำต้องข่มตานอนให้หลับ เพราะไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นหรือตาย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจว่าฉันยังมีชีวิตบนแผ่นดินเกิดของตัวเอง แม้มันจะเป็น “ชีวิตในดงควันปืน” ก็ตาม บทความน่าสนใจ 7 แนวคิดเด็ดของผู้ประสบความสำเร็จในไทย Dhamma Daily : การกระทำบางอย่าง […]

ชีวิต “เลิก” ติดดี ของ กิ๊ฟท์ สรัญทร เตชะไพบูลย์

ชีวิต “เลิก” ติดดี ของ กิ๊ฟท์ สรัญทร เตชะไพบูลย์ กิ๊ฟท์ สรัญทร เตชะไพบูลย์ โตมาในช่วงที่ธุรกิจของครอบครัวรุ่งเรืองมาก ตอนนั้นมีนักธุรกิจและบุคคลมากมายที่มีปัญหาอะไรก็จะมาขอร้องให้ครอบครัวกิ๊ฟท์ช่วยเหลือ และหลายคนเข้ามาทำตัวสนิทกับครอบครัวเรา กิ๊ฟท์เห็นภาพนี้จนชินตา บางคนต้องนั่งรอนานแค่ไหนก็รอ บ้างก็มาเอาอกเอาใจตลอดเวลา  แต่พอคุณตาคุณเสีย กิ๊ฟท์ รู้สึกได้เลยว่าหลายคนเปลี่ยนไป บางคนที่เคยมารอเช้ารอเย็น และได้รับความช่วยเหลือจนกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่กลับไม่มางานศพของคุณตาคุณยายเลยแม้แต่วันเดียว เวลานั้นกิ๊ฟท์ได้คิดในใจว่า เขาเป็นคนไม่รู้จักบุญคุญคน และมาทำดีเพื่อหวังสิ่งตอบแทน ตอนเด็กๆ กิ๊ฟท์เป็นคนใจร้อนมาก เป็นคนพูดตรง ใครทำอะไรผิดกิ๊ฟท์จะพูดออกมาเลย ไม่ได้คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึก อย่างไร เช่น “ทำไมขี้โกงแบบนี้ล่ะ ที่โรงเรียนเค้าไม่สอนหรือไง!” หรือบางทีไปเที่ยวห้างแล้วมีใครมาแซงคิว กิ๊ฟท์ก็จะพูดกับคนนั้นเลยเลยว่า “ไม่เห็นคิวหรือค่ะ ทำไมมาแซงคนอื่นอย่างนี้ล่ะคะ!” ไม่ว่าเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ถ้าทำไม่ถูกต้อง กิ๊ฟท์จะไม่ปล่อยไว้เด็ดขาด คือเป็นคนตรงและมีระเบียบวินัยมาก เมื่อโตขึ้นและได้ปฏิบัติธรรมมากขึ้น จึงกลับมาคิดว่าเราพูดแรงไปหรือ เปล่า พระอาจารย์ที่นับถือหลายท่านสอนว่า เราควรคิดก่อนพูด เขาอาจมีเหตุผลจำเป็นก็ได้ ส่วนเรื่องคนที่เขาไม่คิดถึงบุญคุณคุณตาคุณยาย กิ๊ฟท์ปล่อยวางลงได้ ไม่ยึดติดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ต้นเหตุแห่งบุญ กิ๊ฟท์ชอบทำบุญและปฏิบัติธรรมด้วยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งแรกเลยคือขอตามคุณแม่ไปปฏิบัติธรรมตอนอายุ […]

ผมเชื่อว่าความลำบากทำให้เรา “เติบโต” เฟิสท์ - เอกพงศ์ จงเกษกรณ์

ผมเชื่อว่าความลำบากทำให้เรา “เติบโต” เฟิสท์ เอกพงศ์ จงเกษกรณ์ “แม่อยากให้ลูกทำอะไรเองเป็น” แม้เป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ ที่แม่เคยพูดกับผม เฟิสท์ เอกพงศ์ จงเกษกรณ์ ตั้งแต่สมัยอยู่ชั้นประถมแต่เชื่อไหมว่า ผมไม่เคยลืมเลยเพราะว่าประโยคนี้แหละที่ทำให้ผม…“เติบโต” ความที่คุณพ่อของผมเป็นศึกษานิเทศก์ คุณแม่เป็นครู ครอบครัวของผมจึงมีฐานะกลาง ๆ พออยู่พอกิน แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็พยายามดูแลผมอย่างดีที่สุด ไม่เคยปล่อยให้ลำบาก อยากอ่านหนังสือการ์ตูนหรืออยากไปไหนก็ได้ไป ไม่เคยบังคับอะไรทั้งนั้น แม้แต่งานบ้านก็ไม่ต้องทำ หน้าที่ของผมจึงมีแต่ “เรียนหนังสือ”เท่านั้น พอจบ ป.6 เตรียมเข้า ม.1 ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นนักการศึกษาทั้งคู่ท่านจึงจัดแจงให้ผมไปสอบที่โรงเรียนนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสมัยนั้นจัดว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการอย่างมากในแถบภาคกลางตอนบน แถมยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านผม (จังหวัดอุทัยธานี) มากนัก ผลปรากฏว่า “ผมสอบได้” คราวนี้งานเข้าตูมใหญ่เลยครับ เพราะผมไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะต้องย้ายไปอยู่หอพักที่นครสวรรค์ซึ่งหมายความว่าผมต้องจากบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมเริ่มงอแงไม่อยากไป คุณแม่จึงพูดว่า “แม่อยากให้ลูกทำอะไรเองเป็น” แล้วก็ช่วยผมเก็บของ เพียงเท่านั้นผมก็รู้ว่า ผมต้องไปจริง ๆ ไม่มีสิทธิ์หาข้ออ้างอื่นใดทั้งสิ้น ชีวิตเด็กหอมือใหม่อย่างผม นอกจากจะเหงาและเศร้าที่ต้องห่างบ้านแล้ว ผมยังต้องหัดช่วยเหลือตัวเองอีกด้วย เช่น เตรียมเสื้อผ้าไปโรงเรียน รับผิดชอบการทำการบ้าน แค่นั้นยังไม่พอ การที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับเพื่อนหน้าใหม่อีก 7 คน ที่เราต่างไม่รู้เลยว่าใครเป็นยังไง ทำให้ผมต้องรู้จักปรับตัวเข้าหาคนอื่น มีความเกรงใจรู้จัก “แชร์” ทุกอย่างร่วมกัน รวมทั้งแบ่งเวรกันทำความสะอาดห้องพักและห้องน้ำ ผมมารู้ภายหลังว่า สิ่งเหล่านี้เองคือสิ่งที่แม่ต้องการให้ผมทำเป็น การที่ต้องรับผิดชอบตัวเองแบบนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า ที่ผ่านมาคุณแม่ต้องเหนื่อยและเสียสละมากแค่ไหนที่ต้องทำงานไปด้วยและดูแลผมกับคุณพ่อไปด้วย ผมเชื่อว่า ที่คุณแม่ทำแบบนี้เพราะท่านคงอยากให้ผมทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ อย่างที่คุณพ่อคุณแม่สอนมาตลอดว่า “พ่อแม่ไม่มีสมบัติอะไรให้ลูกนะ ให้ได้แต่ความรู้เท่านั้นแหละ” ดังนั้นหน้าที่ผมในตอนนั้นคือ ดูแลตัวเองให้ได้ ตั้งใจเรียนเพื่อไม่ให้คุณพ่อคุณแม่ลำบากใจ แต่ก็นั่นแหละครับ ด้วยวัยที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน ผมจึงมีเรื่องเกเรบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย จากที่แต่ก่อนเคยเฝ้ารอวันศุกร์เพื่อจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ พอปรับตัวได้ผมก็เริ่มติดเพื่อน คราวนี้ก็เริ่มกลับบ้านน้อยลง ๆ แต่ข้อดีของผมก็คือ ผมทำทุกอย่างแบบพอดี เฮฮากับเพื่อนได้ แต่ก็สามารถเอาตัวรอดได้ การเรียนไม่เคยตก และไม่เคยมีเรื่องเสียหายตามมาสักครั้ง เรื่องนี้คือจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้น และรู้ว่าพ่อแม่ของผมรักลูกแบบถูกทางพอจบ ม.6 ผมสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้ต้องจากบ้านไปอยู่หอพักอีก คราวนี้ยิ่งง่ายเลยครับ ผมแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เรียนให้จบอย่างเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ กลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเกือบเรียนไม่จบเองซะนี่! ช่วงปี 1 กับปี 2 ผมเรียนดี เกรดเฉลี่ยประมาณสามกว่า ๆ พอขึ้นปี 3 ปั๊บ บังเอิญว่ามีวิชาหนึ่งที่ไม่ชอบ ผมเลยโดดเรียนเสียเลย ส่วนวิชาอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมเริ่มมีค่านิยมผิด ๆ ว่าตกเย็นทุกวันต้องไปเที่ยวกับรุ่นพี่ กินเหล้า แล้วค่อยกลับหอมาอ่านหนังสือช่วงดึก ๆ ตื่นเช้ามาก็ไปสอบ แบบนี้มันถึงจะเท่จนกระทั่งวันที่เกรดเทอมแรกออกมาเท่านั้น ผมถึงกับอึ้งไปนานเลยครับ นอกจากจะติดเอฟในวิชาที่ไม่ชอบแล้ว เกรดวิชาอื่น ๆ ก็พลอยตกไปด้วย นั่นทำให้เกรดเฉลี่ยออกมาแค่ 1.7 เท่านั้น เรียกว่าต่ำจนน่าตกใจ! พอเกรดออกมาแบบนี้ ผมจำเป็นต้องรายงานให้คุณพ่อกับคุณแม่ทราบ ทันทีที่รู้ ท่านถามกลับมาแค่ว่า “ทำไมเป็นแบบนี้”และไม่ได้ต่อว่าอะไรอีกเลย ผมมองว่านั่นคือข้อดีของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยซ้ำเติมลูก มีแต่ให้กำลังใจ แถมบางครั้งยังชอบชมลูกให้เพื่อน ๆ ฟังแบบโอเวอร์อีกต่างหาก ตกดึกของคืนนั้น ผมบังเอิญได้ยินคุณพ่อกับคุณแม่ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดว่า “ลูกไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย ตั้งใจเรียนมาตลอดลูกเป็นอะไรรึเปล่า หรือว่าจะติดเที่ยว ติดผู้หญิง หรือติดยา” ผมได้ฟังก็ตกใจ และเริ่มคิดว่า “นี่มันเรื่องใหญ่ ต่อไปห้ามพลาดอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณพ่อกับคุณแม่คงต้องเสียใจมาก เพราะท่านหวังกับผมไว้สูง (มาก) ดังนั้นผมต้องกลับมาสู่เส้นทางเดิมให้ได้เร็วที่สุด” โชคดีว่า วิชานี้เปิดสอนทุกเทอม ผมจึงมีโอกาสลงทะเบียนอีกครั้งในเทอมที่ 2 แต่ต้องแบกหน้าไปเรียนกับรุ่นน้องส่วนวิชาอื่น ๆ ก็เรียนกับเพื่อนตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมาก็คือคราวนี้ผมกลับตัวใหม่หมด แทบไม่ไปเที่ยวเฮฮาอีกเลย ตั้งใจเรียนแบบเกินร้อย ในที่สุดผมก็คว้า “เอ” ของวิชานี้มาได้ ส่วนเกรดวิชาอื่น ๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ ในที่สุดผมก็เรียนจบปริญญาตรีด้วยระยะเวลา 4 ปีครึ่ง ถึงจะช้ากว่าเพื่อน ๆ ไปครึ่งเทอม แต่โชคดีว่ายังได้รับปริญญาพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกัน เรียกว่าโล่งอกกันทั้งบ้าน คุณพ่อคุณแม่กลับมายิ้มได้อีกครั้ง ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ผมมีวันนี้ท่านทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ชีวิตคือการเรียนรู้โลกทั้งใบและเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่น ความลำบากทำให้คนเราเติบโตได้จริง ๆ ครับ “ถ้าวันหนึ่งผมมีลูก ผมก็จะสอนลูกของผมแบบนี้เหมือนกัน” เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์ สุธีร์ รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ ดารานักร้องแหวน ฐิติมา สู้มะเร็งเต้านม กำลังใจล้น ดารา “พิมพ์ซาซ่า ” เป็นมะเร็ง ขอสู้ด้วยกำลังใจ ดารานักร้อง “ชิน-ชินวุฒิ” ไม่เกณฑ์ทหาร! รับใช้ชาติด้วยน้ำตา ดารา”พิมพ์” คีโมครั้งสุดท้าย เชื่อธรรมะช่วยสุขภาพจิตใจ 3 ดาราเอเชียใจบุญ – นิตยสาร Secret  

keyboard_arrow_up