จำได้ไหม อิคคิวซังเมืองไทย น้องกร วัดป่ามณีกาญจน์ กับหัวใจที่เปี่ยมด้วยธรรมะ

จำได้ไหม อิคคิวซังเมืองไทย น้องกร วัดป่ามณีกาญจน์ กับหัวใจที่เปี่ยมด้วยธรรมะ ทุกเช้าตรู่ ขณะที่คณะสงฆ์วัดป่ามณีกาญจน์ จังหวัดนนทบุรี เตรียมออกบิณฑบาตเด็กชายจิรกร ศรสงคราม หรือ น้องกร วัดป่ามณีกาญจน์ จะเดินมาขอนิมนต์ทำบุญตักบาตรกราบเท้าพระอาจารย์ก่อนติดตามไปทำหน้าที่เสมือน “เด็กวัด” คนหนึ่ง ภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เกิดเป็นประจำทุกวันนับตั้งแต่น้องกรยังเดินเตาะแตะกระทั่งปัจจุบัน หนูน้อยคนนี้เคยนั่งสัปหงก สวดมนต์ เดินจงกรมด้วยจริตตามวัยที่หลายคนคุ้นตา แรงศรัทธาของน้องกรยังแน่วแน่ถึงขั้นบวชเณร ทั้งที่อายุเพียงสามปีเศษเท่านั้น และขอบวชอีกหลายครั้งในช่วงปิดภาคเรียน ซีเคร็ต เชื่อว่าเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้องกรเป็นอย่างทุกวันนี้มาจาก คุณแป๊ว - วริษฐา เสือแผ้ว ผู้เป็นมารดา คุณแม่เล่าให้ฟังว่า “เคยเข้ามาที่วัดนี้ตั้งแต่กรยังไม่เกิด วันแรกเจอพระอาจารย์อำนวย จิตฺตสํวโร เจ้าอาวาสวัดป่ามณีกาญจน์ท่านเทศน์ให้ครอบครัวหนึ่งซึ่งมีปัญหาระหว่างแม่กับลูกท่านสอนว่าครอบครัวจะมีความสุขต้องรู้จักคำว่ายอมซึ่งกันและกัน ต้องมีจังหวะ ไม่ใช่ว่าลูกไปอย่าง แม่ไปอีกอย่าง ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก อย่างนั้นก็ไม่มีใครได้ดี การไม่ยอมมีแต่จะทำให้เราทะเลาะกัน เสียงดังใส่กันไม่มีอะไรดี “พระอาจารย์ใช้คำง่าย ๆ พูดไปขำไป แต่เรานั่งร้องไห้เพราะสิ่งที่พระอาจารย์สอนกระทบจิตใจมาก เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยยอมใคร ใจร้อน และดื้อกับแม่ เคยคิดว่าชีวิตเรามาถึงขนาดนี้ ดูแลตัวเองได้แล้ว เราต้องแน่ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เราถือตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราเก่งแต่ที่เรายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะบุญคุณของพ่อแม่ จากจุดนั้นทำให้คิดถึงพ่อแม่มากขึ้น สอนใจตัวเราเองให้เย็นลงเริ่มฝึกตัวเองทุกวันให้รู้จักยอม” จากวันนั้นคุณแป๊วเลื่อมใสในหลักธรรมคำสอนของพระอาจารย์ ทุกเช้าก่อนออกไปทำงาน เธอจึงเดินทางมาตักบาตรและฟังเทศน์เป็นประจำ สองปีผ่านไปคุณแป๊วมีครอบครัวและตั้งครรภ์ เธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อดูแลลูกอย่างเต็มที่ เมื่อน้องกรอายุได้สามเดือนเศษคุณแป๊วก็พาน้องกรมาเข้าวัดเป็นครั้งแรก “เมื่อมีน้องกร เราคิดแค่เพียงว่าจะเลี้ยงเขาอย่างไรให้เติบโตโดยไม่เป็นภาระสังคม ไม่เป็นปมด้อย คิดไปตามประสาคนเป็นแม่ธรรมดา อยากให้ลูกเป็นคนดี อยากให้ลูกได้เห็นการรับ การให้ สิ่งเหล่านี้เรียนรู้จากที่อื่นนั้นยากระหว่างที่คิดมีแต่คำถาม แต่ไม่มีคำตอบ จู่ ๆ วันหนึ่งก็มีคำตอบผุดขึ้นมาว่า เราจะเลี้ยงลูกเอง และพาลูกเข้าวัด ให้เขาได้เห็นและใกล้ชิดธรรมะ ครอบครัวก็เห็นด้วย ทุกอย่างเอื้อกันไปหมด “วันแรกที่พากรไปวัด เขายังเล็กจะร้องเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กังวลเหมือนกันว่าจะสร้างความรำคาญให้คนอื่น แต่พอเขาร้องก็ไม่มีใครว่าอะไร เหมือนทางมันเปิด จึงพาลูกมาทุกวันกระทั่งกรอายุได้สี่เดือน วันหนึ่งกรกำลังร้องไห้ พระอาจารย์ก็บอกว่า เงียบ ไอ้เด็กวัด กรก็หยุดร้อง แต่คำว่าไอ้เด็กวัดมันกระแทกหัวใจเรามาก น้ำตาเราไหลเลยนะ เหมือนกับลูกเรามีชื่อ เป็นความรู้สึกยินดี ปลื้มปีติ รู้สึกเหมือนพระอาจารย์รับกรเป็นศิษย์แล้ว เราเองก็เป็นศิษย์พระอาจารย์เหมือนกับกรด้วยไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่เราคิดของเราเอง “ตั้งแต่วันนั้นตั้งใจเลยว่าเราต้องทำในสิ่งที่เราทำอย่างสม่ำเสมอ และเป็นหน้าที่ที่เราต้องพากรมาวัด กรก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะศิษย์ของพระอาจารย์ เราเรียนรู้ไปด้วยกันกับลูก ทำไปเรื่อย ๆ ให้เป็นกิจวัตร และอะไรที่สามารถช่วยวัดได้เราก็จะทำ ไม่เคยคิดว่าเราหรือลูกลำบากเลย” คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป การตัดสินใจบวชครั้งแรกของเด็กน้อยวัยสามขวบเศษเท่านั้น “ตอนนั้นอยู่ ๆ กรก็บอกว่าอยากบวช ด้วยความเป็นแม่เราก็เป็นห่วง ถามลูกว่าถ้ามีคนรังแกจะทำอย่างไรเพราะกรยังเล็ก เขาก็บอกว่ากรจะสู้ เราก็ตกใจว่า เฮ้ยจะไปสู้อะไรกับใคร อายุแค่นี้ สุดท้ายเราจบการสนทนาด้วยเรื่องอื่น จึงคิดว่าน้องกรคงพูดไปอย่างนั้นเอง ปรากฏว่าเย็นวันนั้นเราต้องทำวัตรเย็น อยู่ ๆ กรก็บอกว่าแม่กลับบ้านไป กรจะอยู่วัด เราก็เป็นห่วงว่าจะอยู่ได้เหรอ เขาตอบว่าอยู่ได้ พระอาจารย์ก็บอกว่า ลองดู แล้วท่านก็เรียกกรมาถามว่า เธอทำอันนี้ได้ไหม อันนั้นได้ไหม แน่ใจนะว่าจะไม่ร้องไห้ ไม่คิดถึงแม่ กรก็บอกทำได้ เดินตามพระไปเราก็กลับไปเก็บเสื้อผ้ามาอยู่วัดด้วยตลอดสิบกว่าวัน “จนถึงวันก่อนบวช เขากำลังจะรับศีล จึงขอเข้ามากราบ มากอดแม่ กรมองหน้าเหมือนว่าลาก่อน เราเห็นลูกก็ร้องไห้ เพราะแค่วันนั้นบอกให้เรากลับบ้านเขาจะอยู่วัดแค่ลูกไม่อยู่ด้วยเราก็แย่แล้ว ความรู้สึกเราเหมือนลูกจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ก็เริ่มกลัว ถามลูกว่าจะสึกวันไหน กรบอกจะบวชไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็มองหน้า มาหอม เหมือนจะลาก่อน เราก็ร้องไห้เลย เพราะพระที่ท่านไม่สึกก็มักใช้คำนี้ “ภาวะในใจของเราที่เกิดขึ้นตอนนั้น คิดไปต่าง ๆ นานาว่า ถ้าลูกบวชไม่สึกจริง ๆ จะอยู่อย่างไร กังวลอยู่เป็นเดือนกระทั่งทำใจได้ว่า เอาก็เอา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะเป็นอะไรไป ลูกไปแม่ก็ส่ง เราก็อยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปไหน เมื่อไหร่ที่ลูกไป เราพร้อม เหมือนกับสิ่งเหล่านี้เราถูกสอนมาก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความคิดเลยคือ ห้ามลูกไม่ให้ทำเราไม่เคยห้ามเรื่องนี้เลย เพราะคิดแบบนั้นไม่ได้ รู้สึกแบบนั้นไม่ได้ คำสอนของพระอาจารย์เตือนสติเราว่า คนที่มีบุญจึงจะเดินทางเส้นทางนี้ได้ ถ้าบุญมาถึง อะไรก็ฉุดไม่อยู่ ถ้ากรมีบุญจริงก็ต้องปล่อยไป” น้องกรบวชสามเณรนานกว่าสองเดือน ก่อนกลับมาเรียนหนังสือตามปกติ หลังจากนั้นทุกวันศุกร์หลังกลับจากโรงเรียน คุณแป๊วจะพาน้องกรเข้าวัด สวดมนต์ทำวัตรเย็นและนอนที่วัด เพื่อทำหน้าที่ “เด็กวัด” จนถึงวันอาทิตย์ และทุกเช้าของวันธรรมดาก็เดินทางจากบ้านมาตักบาตรและเดินนำพระบิณฑบาตก่อนไปโรงเรียน “แต่เมื่ออยู่ที่บ้านกรจะเล่นของเล่น ดูการ์ตูน แต่เล่นไม่นานเขาก็เบื่อของเขาเอง เรื่องหนึ่งที่แม่เน้นมาตั้งแต่เด็กคือการอ่านหนังสือ กรจะอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 1 เล่มถ้าวันไหนอ่านเยอะอาจถึงสามเล่มขึ้นไป หากมองเรื่องพัฒนาการทางร่างกาย เขาตัวเล็กแต่เป็นเด็กแข็งแรง เพราะชอบเล่นกับธรรมชาติ เขาค่อนข้างอดทนมาก มีจิตใจที่เข้มแข็งสูงมาก ทำให้เรามั่นใจว่าวันนี้ถ้าเขาไม่มีเรา เขาอยู่ได้ ไม่ต้องห่วงเลย กรเป็นเด็กที่เอาตัวรอด แต่จะไปทางไหนเท่านั้นเอง “พระอาจารย์สอนอย่างหนึ่งว่า ความดีทำกันง่ายนะคุณทำบุญตักบาตรคุณก็ทำความดี ไปช่วยเหลือใครก็ทำความดี แต่การรักษาความดีนั้นทำยาก คุณจะตักบาตรทุกวันได้ไหม ทำบุญทุกวันได้ไหม ช่วยเหลือทุกวันได้ไหมแต่การทำทุกวันมันส่งผล ถ้าขาดคำว่าสม่ำเสมอก็คงไม่มีกรในวันนี้ คลิกเลข 3 เพื่ออ่านหน้าถัดไป พระอาจารย์อำนวย จิตฺตสํวโร เจ้าอาวาสวัดป่ามณีกาญจน์ เล่าให้ซีเคร็ตฟังว่า “วันนั้นเรียกว่าเด็กวัดก็คือยอมรับเขาแล้ว คำพูดของเราคือยอมรับจากใจ เขาคงจะทราบได้ก็เงียบ และเขาก็มีความสนใจพระตั้งแต่นั้นมา พระอาจารย์รู้สึกดีกับเด็กทุกคนให้ความรู้กับทุกคน แต่วาสนาบารมีของแต่ละคนแตกต่างกันเมื่อเราให้จึงขึ้นอยู่กับคนที่จะรับ จะสร้างบารมีต่อของเก่าของตัวเองอย่างไรก็แตกต่างกัน กรมีของเก่าของเขาอยู่จึงแตกต่างจากคนอื่น ถึงวันนี้เขายังสม่ำเสมอ เป็นอย่างนี้มาตลอด ส่วนจริตนิสัยก็ตามวัย “พระอาจารย์ไม่คาดหวังว่ากรจะศึกษาธรรมไปถึงขั้นไหน ไม่คาดหวังแม้แต่ตัวของพระอาจารย์เอง เพียงแต่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วจะไปในทางที่ดีสุด เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นเต็มเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น การสอนของพระป่าก็เหมือนกับพ่อแม่สอนลูก มันไม่มีในตำรา ใช้ความรัก ความรู้สึก ความหวังดีต่อกัน อาจใช้ประสบการณ์ชีวิตที่เราได้เรียนรู้มา พร่ำสอนชี้แนะ อะไรที่เป็นอันตรายก็พยายามห้ามปรามเขา ป้องกันเขา ก็เหมือนกับพ่อแม่นั่นแหละ “สำหรับน้องกรต้องขอบใจแม่แป๊วที่มีเวลาให้ลูกเต็มที่ถ้าแม่ไม่ให้ เขาก็คงมาไม่ถึงขนาดนี้ พระอาจารย์เห็นบางคนอยากทำบุญตักบาตร เพราะเป็นผลจากลูกในท้อง พอคลอดออกมาพามาตักบาตร เด็กก็ยิ้มหัวเราะ แต่พอโตขึ้นอยากตักบาตร ยืนคอยพระตั้งแต่เช้า แต่วันหนึ่งแม่เขาห้ามตั้งแต่นั้นเขาหันหลังเลย คราวนี้แม่เรียกมาวัดอย่างไรก็ไม่เอา เพราะกิเลส อัตตา มันคอยโอกาสที่จะจัดการเราอยู่ “ฉะนั้น หากลูกต้องการทางนี้ เราต้องส่งเสริมในทางที่ดี เหมือนต้นไม้ ถ้าเรารดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอก็จะแตกยอดแตกผลงาม แต่ถ้าเราขี้เกียจ ไม่กี่วันก็เหี่ยวจะมาเร่งให้งอกเงยทีหลังก็ยาก แต่ถ้ากำลังดี ๆ ให้พยายามทำจนเป็นกิจวัตร ผู้เป็นพ่อแม่ก็ต้องเหนื่อย ต้องอดทนเพราะพ่อแม่สำคัญต่อชีวิตลูกที่สุด” ปัจจุบันน้องกรเสมือนสะพานบุญที่พาผู้คนเข้าวัดมากขึ้น หลายคนเดินทางมาจากต่างประเทศเพื่อร่วมชื่นชมและอนุโมทนาบุญกับน้องกร เมื่ออยู่วัดน้องกรอาจเป็นเด็กวัดชื่อดัง แต่พอกลับมาอยู่บ้านน้องกรก็คือเด็กชายที่ชอบเรียนรู้ เล่นสนุกไม่ต่างจากเด็กทั่วไป เรื่องโดย : อุราณี ทับทอง ภาพโดย : วรวุฒิ วิชาธร, สรยุทธ พุ่มภักดี บทความที่น่าสนใจ เจาะชีวิตสามเณรกร วัดป่ามณีกาญจน์ ศาสนทายาทขวัญใจชาวเน็ต สามเณรกรบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 วันนี้ ณ วัดป่ามณีกาญจน์ อานิสงส์ของการบวช สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) […]

ตัวแทนจาก เวฟเมคเกอร์ พบผู้บริหารอมรินทร์ เทเลวิชั่น

ตัวแทนจาก เวฟเมคเกอร์ นำทีมมาพบ คุณโชคชัย ปัญจรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด

7 วิธีกำหราบ ความเครียด ให้อยู่หมัด ทริคสำหรับคน ไม่อยากเครียด

7 วิธีกำหราบ ความเครียด ให้อยู่หมัด ทริคสำหรับคน ไม่อยากเครียด การดำเนินชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน มีปัจจัยหลากหลายที่ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่มีแต่ ความเครียด สารพัน ตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน และเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซีเคร็ตขอแนะนำวิธีคลายความเครียดอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่ ไม่อยากเครียด ที่จะช่วยให้จิตใจเบิกบาน และพร้อมยิ้มรับทุกสถานการณ์ในทุกๆ วัน อ่านหนังสือ การอ่านหนังสือนับเป็นวิธีการคลายเครียดที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเมื่อได้อ่านหนังสือที่ชอบสักเล่ม จินตนาการจะทำให้เราก้าวห่างจากโลกแห่งความจริงอันแสนวุ่นวาย และเข้าไปโลดแล่นอยู่ในโลกของหนังสือ นอกจากนั้น เมื่ออ่านหนังสือ เราจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับหนังสือ และลืมเรื่องกังวลต่างๆ ไปโดยปริยาย ทำให้ความเครียดทั้งหลายบรรเทาเบาบางลง 2. เดินทางท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใหม่ๆ นอกจากเป็นการเปิดหูเปิดตา เปิดโลกทัศน์ ลองลิ้มชิมรสอาหารพื้นเมือง เรียนรู้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ แล้ว ยังเป็นการพักร่างกายและจิตใจจากความตึงเครียดรายวัน จากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย นอกจากนั้น การไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่างๆ ยังทำให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เติมออกซิเจนให้ร่างกาย ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Physiological Anthropology พบว่า การสัมผัสใบไม้เพียงแผ่วเบาประมาณ 2 นาทีช่วยให้ผู้เข้ารับการทดลองรู้สึกสงบมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดการไหลเวียนโลหิตซึ่งส่งไปเลี้ยงสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดอีกด้วย 3. ฟังเพลงโปรด การฟังเพลงส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก และควบคุมความดันโลหิต การฟังเพลงช้าช่วยลดความดันโลหิตได้ ผลการวิจัยพบว่าดนตรีคลาสสิคมีพลังกระตุ้นสมองส่วนลิมบิค (Limbic) […]

Rapana ห้องสมุดสาธารณะ แค่เดินผ่านก็แวะอ่านหนังสือได้

Rapana ห้องสมุด สาธารณะ แค่เดินผ่านก็แวะอ่านหนังสือได้ Rapana ห้องสมุด สาธารณะ แค่เดินผ่านก็แวะอ่านหนังสือได้ เรากำลังอยู่ในยุคที่หลายต่อหลายคนจอจ่ออยู่กับจอสี่เหลี่ยมๆอย่างสมาร์ทโฟน ทำให้การ อ่านหนังสือกำลังถูกมองข้ามไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหนังสือที่เป็นเล่ม ก็จะได้รับความนิยมน้อยลงไปทุกที เพราะมีช่องทางการอ่านให้เลือกมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องพกพาให้ยุ่งยาก จึงส่งผลให้หนังสือแบบเดิมๆแบบเดิมๆ กลายเป็นสิ่งที่คนมองว่าหนัก พกพาลำบากและดูเอาท์ไปซะดื้อๆ ด้วยเหตุนี้ทีมนักออกแบบและสถาปนิก ในประเทศบัลแกเรีย จึงร่วมมือกันสร้างห้องสมุดริมถนนที่มีชื่อว่า ‘Rapana’ ขึ้นในเมืองวาร์นา เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาอ่านหนังสือกันอีกครั้ง และด้วยความที่เมืองวาร์นาเป็นเมืองริมทะเล ทีมนักออกแบบจึงวางคอนเซ็ปต์ของห้องสมุดนี้ให้มีรูปทรงคล้ายกับเปลือกหอยทากทะเล ผสมผสานกับแรงบันดาลใจการออกแบบที่ได้มาจากธรรมชาติและรูปทรงของสิ่งมีชีวิต เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเมืองชายทะเลของวาร์นาและสร้างคุณค่าให้กับชุมชนในเมืองด้วย โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นหลักซึ่งก็คือแผ่นไม้ที่ถูกพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (CNC) จำนวน 240 ชิ้นที่นำมาเรียงกันเป็นรูปทรงครึ่งวงกลม เน้นความโล่ง โปร่ง ช่วยให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในขณะที่ตรงกลางจะเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ ส่วนด้านข้างจะมีชั้นวางหนังสือที่สามารถบรรจุหนังสือได้มากถึง 1,500 เล่มเลยทีเดียว ‘Rapana’ เป็นห้องสมุดริมถนนแห่งแรกในเมืองวาร์นา ประเทศบัลแกเรีย ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น สนใจสมาร์ทโฟนน้อยลง และกระตุ้นให้คนหันมาเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาจำนวนมากพบว่าการอ่านในรูปแบบหนังสือสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำและการจดจ่อได้มากกว่าการอ่านจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟนอีกด้วยค่ะ ข้อมูลจาก  : creativecitizen ภาพจาก : creativecitizen บทความที่น่าสนใจ การอ่าน […]

รวมภาพน่าประทับใจของพระโรจนธรรมโม (พระแดน)

รวมภาพน่าประทับใจของพระโรจนธรรมโม (พระแดน) รวมภาพน่าประทับใจของพระโรจนธรรมโม (พระแดน) หลังจากที่ แดน วรเวช  ได้เข้าพิธีอุปสมบทเพื่อทดแทนพระคุณบุพการี  เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ วัดป่าภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ โดยได้ฉายาทางธรรมว่า  โรจนธรรมโม  แปลว่า ผู้มีความเจริญรุ่งเรือง  และในครั้งนี้ Secret ได้รวบรวบรวมภาพที่พระโรจนธรรมโม (พระแดน) ขณะได้ปฏิบัติตามกิจของพระสงฆ์ มาให้ได้ชมกันค่ะ ขอขอบคุณรูปภาพจาก #danworrawech บทความที่น่าสนใจ แดน วรเวช เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ที่วัดป่าภูทับเบิก กดเซฟรัวๆ รวมรูป แดน บีม แบบจัดเต็ม ส่องแฮชแทก #D2B #danbeam ไอจี ทวีตเตอร์ เต็มไปด้วยความคิดถึง  

FEEDitBAG ถุงพลาสติก สุดเจ๋ง! ปลูกได้ กินได้

FEEDitBAG ถุงพลาสติก สุดเจ๋ง! ปลุกได้ กินได้  รู้ไหมคะว่า ถุงพลาสติก ใบกระจิ๋วใบหนึ่งที่เราทิ้งไป ใช้เวลาเกือบ 500 ปี กว่าจะย่อยสลายได้  นั่นหมายถึง โลกของเรากำลังประสบปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกอย่างรุนแรง EDEKA ซูเปอร์มาร์เกตในประเทศเยอรมันนี ยอมรับว่า ถุงพลาสติกที่ล้นโลกอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มากจากซูเปอร์มาร์เกตนั่นแหลพ แม้ว่า EDEKA จะทำการรณรงค์ให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติกแล้วหันมาใช้ถุงผ้าแทน ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก เพราะพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ยังชอบความสะดวกสบายของถุงพลาสติกอยู่นั่นแอง EDEKA ตั้งใจจะทำให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติกให้ได้  โดยร่วมมือกับเอเจนซี่ Cheil Germany ในการทำถุง FEEDitBAG ด้วยความคิดที่ว่า ในเมื่อทำให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติกไม่ได้ ก็ทำให้ถุงพลาสติกมันมีประโยชน์ขึ้นมาละกัน ซึ่งประโยชน์ของมันดีสุดๆ เพราะไม่ใช่แค่สามารถย่อยสลายได้หมด แต่มันยังกลายร่างกลายเป็นพืชผักให้คนกินต่อไปได้ ถุงหูหิ้ว FEEDitBAG มีส่วนประกอบจากแป้งข้าวโพด เป็นวัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ 100%  บนตัวถุงฝังเมล็ดพันธุ์ที่นำไปปลูกต่อได้ เราสามารถใส่เศษอาหารลงในถุง แล้วเอาทั้งถุงนั่นแหล่ะไปฝังในดิน แล้วรดน้ำสม่ำเสมอ เมล็ดพันธุ์ที่อยู่บนถุงตั้งแต่แรกจะเริ่มโตใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา ส่วนตัวถุงจะถูกย่อยสลายหมดเกลี้ยงไม่เหลือซากภายใน 10 สัปดาห์ ซึ่งตอนนี้ EDEKA เค้ามี 3 ถุงให้เลือกไปใช้+ปลูก […]

กดเซฟรัวๆ รวมรูป แดน – บีม แบบจัดเต็ม

กดเซฟรัวๆ รวมรูป แดน บีม แบบจัดเต็ม แฟนคลับห้ามพลาด!! ในนิิตยสารรูปอาจจะยังไม่จุใจ เดี๋ยวแฟนๆไม่หายคิดถึง Secret รวมรูปแดน บีม ให้ได้เซฟกันรัวๆเลยจ้า บอกเลยว่า ภาพดีงาม มากๆ ว้ายยยย ขำเบอร์แรงยังหล่อ พี่น้องเขาคุยอะไรกันนะ Cute Cute!! มาดเข้มก็มา  ยิ้มละลาย ขอพิงพี่หน่อยนะ หล่อแพ็คคู่ ล้วงกระเป๋าแบเท่ห์ๆ กอดอกก็หล่อไปอีกแบบ รอยยิ้มแห่งความสุข ติดตามบทสัมภาษณ์ของสองพี่น้องอารมณ์ดี แดน-บีม ได้ที่นิตยสาร Secret ฉ.228 (26 ธ.ค. 60) ในคอลัมน์ Idol Secret นะคะ

คุณยายมาซาโกะ วากามิยะ – นักพัฒนา แอพพลิเคชั่นรุ่นเก๋า

คุณยายมาซาโกะ วากามิยะ – นักพัฒนา แอพพลิเคชั่นรุ่นเก๋า คุณยายนักพัฒนา แอพพลิเคชั่น คนนี้เธอมีชื่อว่า คุณยายมาซาโกะ วากามิยะ ชาวญี่ปุ่นวัย 81 ปี เริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์เมื่ออายุ 60 ปี หลังเกษียณจากงานธนาคารคุณยายก็สนใจคอมพิวเตอร์ และใช้เวลาว่างในวัยเกษียณลงเรียนคอร์สคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเรียนรู้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ฝึกหัดต่อด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากคุณครูไปด้วย จนกระทั่งเกิดความคิดที่จะสร้าง แอพพลิเคชั่น เพื่อเอาใจผู้สูงอายุ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่ค่อยมีแอพที่ให้ความเพลิดเพลินกับคนกลุ่มนี้ คุณยายมาซาโกะได้แรงบันดาลใจจากเทศกาลตุ๊กตาของญี่ปุ่น จึงได้ไอเดียพัฒนา แอพพลิเคชั่น เกมที่ชื่อว่า Hinadan(ฮินะดัง) สำหรับกลุ่มเป้าหมายวัย 60 ปีขึ้นไป โดยผู้เล่นต้องจัดเรียงตุ๊กตาให้ถูกตำแหน่งตามระดับชั้นที่กำหนด ซึ่งเป็นเกมฝึกสมองและความจำ คุณยายมาซาโกะให้เหตุผลว่า คนวัย60 ปีขึ้นไปต้องทำกิจกรรมและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้สติปัญญาเฉียบแหลมอยู่เสมอ การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมหรือการเรียนเปียโน เป็นเรื่องที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจ แล้วทำไมเราจะไม่สนุกไปกับชีวิตดิจิทัลล่ะมีคลาสคอมพิวเตอร์ให้เรียนรู้มากมาย ชีวิตบั้นปลายจะได้มีคุณค่าและเปี่ยมไปด้วยพลัง เกมนี้ถูกดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 42,000 ครั้งตอนนี้คุณยายมาซาโกะกลายเป็นนักพัฒนา แอพพลิเคชั่น อายุมากที่สุดคนหนึ่งของโลกไปแล้ว ข้อมูลจาก : นิตยสารSecret คอลัมน์  open eyes open mind ภาพจาก : mymodernmet.com บทความที่น่าสนใจ หวางเต๋อซุน นายแบบวัย 80 รุ่นดึกสุดเฟี้ยว ไม่แคร์อายุ ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : คุณยายชอบ ดุด่าลูกหลาน ควรทำอย่างไรดี โก๊ะตี๋ อารามบอย “ขอทำวันนี้เพื่อแม่ แม้จะโคตรรรเหนื่อย” 5 จุดเช็คอิน พาผู้สูงวัยเที่ยว ในวันหยุด ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : คุณยายชอบ ดุด่าลูกหลาน ควรทำอย่างไรดี ชนะหนึ่ง แพ้เก้าก็ได้ เคล็ดลับความสำเร็จของยูนิโคล่ คุณพ่อสูงวัย มีสิทธิ์ได้ลูกชายเป็น geek […]

ผู้หญิงหัวใจแกร่ง บีม - วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ

ผู้หญิงหัวใจแกร่ง   บีม วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ ตลอดหลายปีมานี้ บีม วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ ต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่อาการป่วยของคุณพ่อและน้องสาว ภาระหนี้ก้อนโต ล่าสุดคือการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเป็นซิงเกิ้ลมัม วันที่ Secret ไปพูดคุยกับเธอ คุณบีมตั้งครรภ์เดือนที่ 5 แล้ว แต่ว่าที่คุณแม่ยังสาวคนนี้ยังคงทำงานตามตารางงานแน่นเอี้ยดเหมือนปกติ เธอทักทายเราอย่างยิ้มแย้มและพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ตัวเธอเองยังเอ่ยปากว่า “ชีวิตของบีมเอาไปสร้างเป็นละครได้เลย” ความรักจากพ่อ หลายคนเข้าใจว่าคุณพ่อ (ศุภกรณ์ศรีสวัสดิ์ หรือดี๋ ดอกมะดัน) และคุณแม่(รัตตินันท์ จิราโรจน์เจริญ) คงเลี้ยงบีมอย่างทะนุถนอม แต่ความจริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะพ่อกับแม่เลี้ยงบีมและเบลล์(มนชญา ศรีสวัสดิ์ - น้องสาว) มาแบบติดดินพ่อสอนให้เราสองคนกินง่ายอยู่ง่าย พ่อเป็นคนใต้ จึงสอนให้เรากินอาหารพื้นเมืองทั้งสะตอ น้ำบูดู บีมกินได้สบาย มีอะไรให้กินก็กินได้หมด ที่สำคัญคือพ่อกับแม่ไม่เคยตามใจลูก ๆ เลย ถ้าอยากได้ของเล่นชิ้นไหนก็ต้องเก็บเงินซื้อเอง หรือไม่ก็ต้องช่วยทำงานแลกกัน บีมและเบลล์เติบโตมาในช่วงที่พ่อมีชื่อเสียงแล้ว ทำให้พ่อไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัว แต่เราทั้งสองพี่น้องก็ไม่เคยรู้สึกขาดความรักจากพ่อ เพราะมีแม่คอยดูแลอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา แม้ในแต่ละวันเราจะเจอหน้าพ่อแค่ช่วงเย็นก่อนที่พ่อจะออกไปทำงาน แต่พ่อก็จะโทร.คุยกับลูก ๆ ทุกวันถ้ามีเวลาว่างพ่อจะให้เวลากับลูกอย่างเต็มที่นอกจากนี้ยังชอบพาเราสองพี่น้องไปเที่ยวกองถ่ายหรือที่คาเฟ่เสมอ เพื่อให้เราได้สัมผัสชีวิตการทำงานของพ่อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกมากนัก มรสุมลูกแรกในชีวิต คุณพ่อมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืดแต่พ่อก็ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ยังคงสูบบุหรี่จัดและเลี้ยงสุนัขขนยาว ทั้งที่ตัวเองแพ้ขนสุนัขพักหลังเราทุกคนเห็นพ่ออาการกำเริบบ่อย ๆต้องคอยพ่นยาตลอดเวลา ครั้งหนึ่งอาการกำเริบหนักมากจนถึงกับช็อกหมดสติ แต่โชคดีที่ถึงมือหมอทันเวลา คุณหมอจึงปั๊มหัวใจช่วยชีวิตไว้ได้และเตือนพ่อว่า “อย่าใช้ชีวิตแบบนี้อีก เพราะคราวหน้าอาจจะไม่โชคดีแบบนี้อีกแล้ว” แต่ใครจะคิดว่าอีกสองปีต่อมาโชคจะไม่เข้าข้างครอบครัวของเราเหมือนในครั้งนั้น… เช้าวันหนึ่งบีมได้รับโทรศัพท์จากคนสนิทของพ่อ โทร.มาแจ้งว่ากำลังพาพ่อส่งโรงพยาบาล เราตกใจมากเพราะไม่ทราบว่าอาการหนักแค่ไหน ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้พ่อไม่เป็นอะไรมาก เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ภาพที่เห็นคือพ่อนอนอยู่ในห้อง CCU มีสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด บีมเดินเข้าไปแตะตัวพ่อแต่ทันทีที่สัมผัสตัว พ่อกระตุกเหมือนถูกช็อต ตาเบิกกว้างแล้วก็นิ่งไป พอเห็นพ่อเป็นแบบนี้เราก็เริ่มใจไม่ดี รู้สึกได้ทันทีว่าครั้งนี้พ่ออาการหนักกว่าครั้งไหน ๆ คุณหมอเรียกญาติไปพบในขณะที่แม่และเบลล์กำลังวุ่นกับการเดินเรื่องต่าง ๆบีมจึงเข้าไปพบคุณหมอเพียงลำพัง “คุณต้องทำใจแล้วนะ คุณพ่ออาจจะเป็นเจ้าชายนิทรา หรือไม่ก็เสียชีวิต” ตอนนี้บีมช็อก พูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งงัน น้ำตาไหล ในใจคิดเพียงแต่ว่า “นี่มันคือความจริงเหรอ” เมื่อคืนเรายังโทร.คุยกันอยู่เลย ไม่เห็นมีสัญญาณเตือนว่าตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้เราจะไม่ได้คุยกับพ่ออีกแล้ว ระหว่างหนึ่งเดือนที่พ่อนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล บีม เบลล์ และแม่ต้องคอยลุ้นอาการของพ่อทุกวัน เพราะบางวันอาการก็ดีขึ้น บางวันก็ทรุดลง แต่ละวันของเราสามคนผ่านไปอย่างทรมาน จนล่วงเลยมาเดือนกว่า พ่อจึงอาการคงที่และกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านได้ เมื่อพ่อกลับมานอนรักษาตัวที่บ้านแม่ก็รับหน้าที่หลักในการดูแลพ่อ ส่วนบีมและเบลล์จะคอยช่วยเหลือตลอด เราดูแลพ่อได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เช็ดตัว ดูดเสมหะปั่นอาหาร ให้อาหารเหลวทางสายยาง และทำกายภาพ ตอนแรก ๆ บีมไม่กล้าทำเพราะกลัวพ่อเจ็บ ตอนหลังคิดได้ว่าถ้าเราไม่ทำ พ่อก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บีมจึงพยายามดูแลท่านอย่างดีที่สุด คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป หนี้ก้อนโต ระหว่างที่บีมและครอบครัวกำลังวุ่นกับการดูแลพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลนั้น เราไม่รู้เลยว่าจะต้องมาพบกับเรื่องร้าย ๆ อีกครั้งเพราะบ้านของเรากำลังจะโดนยึดจากหนี้ที่พ่อไปค้ำประกันให้เพื่อน บีมและแม่ต้องรีบไปติดต่อที่ธนาคาร “เท่าไหร่นะคะ” เมื่อได้ยินตัวเลขชัดเจนอีกครั้งก็ถึงกับช็อก จนต้องรีบเดินออกไปแอบร้องไห้ “เกือบสิบล้าน” เราจะหาเงินที่ไหนมาใช้เขาได้หมด ไหนจะค่าใช้จ่ายในการรักษาพ่ออีก นาทีนั้นบีมคิดแค้นใจคนที่ก่อหนี้ทิ้งไว้ เมื่อได้สติก็คิดว่าแค้นไปก็เท่านั้นเพราะเขาหนีไปแล้ว บีมจึงต้องรีบตั้งหลัก เพราะถือว่าตอนนี้เราเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อแล้ว บีมพยายามให้กำลังใจตัวเองและคิดบวกเสมอว่ามันคงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบชีวิต (ภาคปฏิบัติ)ที่เราจะผ่านพ้นไปได้หรือไม่ จากนั้นบีมก็รีบเข้าไปคุยกับธนาคารเรื่องการประนอมหนี้และการผ่อนชำระ ในแต่ละเดือนบีมต้องหาเงินให้ได้เกือบหนึ่งแสนบาทเพื่อให้พอกับรายจ่ายในบ้านและการใช้หนี้ บีมรับงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง คำนวณทุกอย่างเป็นเรื่องเงินหมด ข้าวของที่บ้านไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าดี ๆ ก็เอาไปขายเป็นของมือสองเงินที่ได้มาไม่เคยเอาไปใช้ส่วนตัว เพราะต้องเอาไปใช้หนี้ทั้งหมด บีมทำงานหนักอยู่4 ปีก็ใช้หนี้หมด ตลอดเวลาที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาผ่อนชำระหนี้และดูแลพ่อไปพร้อมกัน มีบางครั้งที่เหนื่อยและท้อแท้ใจแต่บีมจะพยายามมองหาจุดดีของช่วงเวลานั้นตลอดเวลา เพราะบีมคิดเสมอว่าทุกปัญหาต้องมีเรื่องดี ๆ ซ่อนอยู่เสมอ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทัศนคติและมุมมองของเรา อย่างตอนที่พ่อป่วย บีมก็มองว่ามันมีข้อดีอยู่นะ เพราะเราจะได้เห็นหน้าเขาเราได้กอด ได้หอมแก้ม และบอกรักพ่อตลอดเวลาที่เราอยู่บ้าน ถ้าเป็นปกติเราก็คงไม่ได้ใกล้ชิดพ่อขนาดนี้ ที่สำคัญ เรายังมีโอกาสได้ดูแลและตอบแทนพระคุณท่านอย่างดีที่สุดด้วย พ่อนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านสามปี และจากไปอย่างสงบ… หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเราก็ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยของคนในบ้านอีกครั้ง… โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องโดย : นิตยสาร Secret คอลัมน์ This Is Life ภาพโดย : สรยุทธ พุ่มภักดี บทความที่น่าสนใจ ฟ้าหลังฝน ย่อมงดงามเสมอ จอยซ์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม ตอน 1 ฟ้าหลังฝน ย่อมงดงามเสมอ จอยซ์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม ตอน […]

กฏหมายใกล้ตัวที่คุณไม่ควรมองข้าม

กฏหมาย ใกล้ตัวที่คุณไม่ควรมองข้าม แม้ว่าหลายคนจะมองว่าเรื่อง กฏหมาย เป็นเรื่องที่ไกลตัว จึงทำให้คุณมองข้ามเรื่องไกลตัวไป แต่ใครจะรู้ว่าวันนึงคุณอาจจะกลายเป็นคนที่เข้าข่ายทำผิดกฏหมายอยู่ก็ได้ ซีเคร็ตจึงขอรวบรวมกฏหมายที่ควรรู้มาให้ผู้อ่านค่ะ   1.ในช่วงปีใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ ถ้ายิงปืนขึ้นฟ้า จะผิดไหมนะ การยิงปืนดังกล่าว อาจมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุ จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไป โดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชน ที่ได้จัดให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด 2. แล้วถ้ายิงปืนไปโดนคนอื่นได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต จะมีความผิดอย่างไร ต้องรับผิดดังนี้ มาตรา ๒๙๑ ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท มาตรา […]

เมืองไทยมีกลิ่นอะไรนะ

เมืองไทย มีกลิ่นอะไรนะ เวลาจะเดินทางไปเมืองนอกแต่ละครั้ง  นอกจากสัมภาระแล้ว  สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก็หนีไม่พ้นตัวและใจสำหรับไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของประเทศจุดหมายปลายทาง เพราะอย่างนี้ท่าอากาศยานฮีทโธรว์ในประเทศอังกฤษ  จึงออกไอเดียเจ๋ง ๆด้วยการตั้งลูกโลกจำลองเอาไว้ในสนามบิน  ทันทีที่กดปุ่มเลือกประเทศ  กลิ่นบรรยากาศจากประเทศนั้น ๆ จะลอยฟุ้งออกมาให้บรรดานักท่องเที่ยวสูดดมก่อนจะเดินทางไปเยือนที่นั่นจริง ๆ  โดยทั้งหมดมี 5 กลิ่น  จาก 5 ประเทศ  ได้แก่แอฟริกาใต้  บราซิล  ญี่ปุ่น  จีน  และไทยเรานี่เอง! ลองทายดูซิว่า  แต่ละประเทศมีกลิ่นอะไรกันบ้าง เริ่มจาก…. แอฟริกาใต้  คุณจะได้กลิ่นกรุ่นกำยานที่ใช้บูชาเทพเจ้าของบรรดาชนเผ่ากลิ่นหอมของสัตว์ประจำถิ่น  และกลิ่นทุ่งหญ้าสะวันนาซึ่งชวนให้นึกถึงการล่าสัตว์ขึ้นมาทันที ประเทศบราซิล  คุณจะได้กลิ่นสัตว์ประจำถิ่นในเขตป่าฝน  กลิ่นเมล็ดกาแฟ  ยาสูบ  และดอกมะลิ ประเทศญี่ปุ่น  คุณจะได้กลิ่นอายมหาสมุทร  สาหร่าย  เปลือกหอย  อำพันทะเล  และแน่นอนต้องมีชาเขียวด้วย ประเทศจีน  คุณจะได้กลิ่นวัดวาอาราม  ธูปบูชา  และกลิ่นไม้หอมหมื่นลี้ ส่วนประเทศไทย  คุณจะได้กลิ่นเครื่องเทศจำพวกขิง ข่า  ตะไคร้  และมะพร้าว  ที่ชวนให้น้ำลายสอกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ น่าดีใจจริง ๆ ที่เมืองไทยของเรามีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ให้ต่างประเทศจดจำได้ด้วย 🙂 เรื่องจาก : นิตยสาร Secret คอลัมน์ Open eyes open mind ภาพจาก : www.dailymail.co.uk บทความที่น่าสนใจ วัดระฆัง วัดสมเด็จโต พรหมรังสีวัดที่ใครๆ ก็อยากไป วัดคีรีวงศ์ ความสุขทางใจค้นพบได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ปรับนิสัยสร้างสุขรับปีใหม่ 10 ศิลปินไอดอลแห่งวงการบันเทิง นิตยสาร Secret

ปรับนิสัยสร้างสุขรับปีใหม่

ปรับนิสัยสร้างสุขรับ ปีใหม่ ปีใหม่ นี้หลายคนใช้โอกาสพิเศษนี้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดทั้งปี เพื่อตั้งใจปรับเปลี่ยนชีวิตให้ดีและมีความสุขมากขึ้น Secret ขอนำเสนอเคล็ดลับฉบับย่อสำหรับปรับนิสัยหรือพฤติกรรมไม่ดี 4 อย่าง ที่ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวของเรา  ลองมาดูกันว่า มีนิสัยข้อไหนตรงกับตัวคุณเองบ้าง ติดมือถืองอมแงม ลองนึกดูว่า ตลอดปีที่ผ่านมาคุณใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากแค่ไหน  ถ้าในแต่ละวันมีแต่กิจกรรมนั่งสไลด์หน้าจอขึ้น ๆ ลง ๆ อัพเดตข่าวสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คจนปวดตา มึนศีรษะ  เมื่อยคอ  แขน  และนิ้ว  หรือแชตกับเพื่อนกรุ๊ปโน้นกรุ๊ปนี้เป็นที่สนุกสนานจนคนรอบข้างบ่นน้อยใจ  แสดงว่าคุณติดโทรศัพท์มือถือเข้าขั้นงอมแงมแล้วละ เคล็ดลับฉบับย่อ – ปิดสัญญาณเตือน  ทั้งเสียงและข้อความจากแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในโทรศัพท์มือถือ  เพื่อลดความสนใจจากหน้าจอ  จะได้มีสมาธิกับกิจกรรมตรงหน้าอย่างเต็มที่ (เสียที!)  Log out ออกไปเลย  เพราะถ้ายังคงออนไลน์อยู่ตลอดเวลาคุณก็จะเผลอหยิบโทรศัพท์มือถือมาเล่นบ่อย ๆ อีกจนได้ – กำหนดเขตปลอดโทรศัพท์มือถือ  เช่น  บนโต๊ะอาหาร  ในห้องนอน  เพื่อจัดระเบียบพื้นที่และเวลาในการเล่น  คุณจะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น กินตามใจอยาก ถ้าปีที่ผ่านมาคุณเป็นคนเพลิดเพลินกับการกินอย่างมาก  กินอะไรก็อร่อยไปหมด  แถมยังหาข้ออ้างในการกินได้เสมอ  เครียดก็ต้องกิน  มีความสุขก็ต้องฉลอง  ทำงานดึกก็ต้องขอเติมพลัง  โดยไม่ได้สนใจว่าร่างกายหิวหรือไม่  คุณอาจจะมีอาการ “กินตามใจอยาก” มากเกินไป  ซึ่งถ้าหากคุณไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ระวังจะมีไขมันส่วนเกินและอีกสารพัดโรคถามหา! เคล็ดลับฉบับย่อ – กินอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ  เพราะคนที่งดอาหารเช้าจะมีความอยากอาหารระหว่างวันมากขึ้น  จนคุณต้องหาอะไรกินอย่างไม่ยั้ง – เปลี่ยนขนมขบเคี้ยวเป็นผักผลไม้หรือธัญพืช  ถ้ายังไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้กินจุบจิบตลอดทั้งวันได้ในทันที  ก็ขอให้เลือกกินผักผลไม้หรือธัญพืชที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแทนขนมหวานที่ไม่มีประโยชน์ – แปรงฟันหลังมื้ออาหารทันที  เพราะจะทำให้ความอยากกินอาหารลดลง  ซึ่งถือเป็นวิธีการง่าย ๆ ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพช่องปากด้วย ทำงานหนักจนชีวิตพัง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องรีบตื่นมาปั่นงานก่อน 8 โมงเช้ากลางวันนั่งกินข้าวกล่องหน้าคอมพิวเตอร์  ตอนเย็นนั่งทำงานดึกดื่นจนกลับบ้านเป็นคนสุดท้ายของออฟฟิศทุกวัน  คุณต้องกลับมาถามตัวเองแล้วละว่า  ปีที่ผ่านมาคุณมีเวลาพักผ่อนเพียงพอหรือเปล่าเจ็บป่วยหรือเครียดบ่อย ๆ ใช่ไหม  ห่างเหินจากครอบครัวและเพื่อนฝูงนานเกินไปหรือเปล่า เคล็ดลับฉบับย่อ – กำหนดเวลาการทำงานให้แน่ชัด  เช่น  ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น  หรือจะไม่อยู่ทำงานเกิน 1 ทุ่ม  เพื่อจะได้กลับไปพักผ่อน  ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงบ้าง – หาช่วงเวลาพักเบรก  เมื่อทำงานครบ 1 ชั่วโมง  ควรหยุดพักสัก 5 นาที  ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย  ดื่มน้ำ  หรือเดินไปทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง  เพื่อผ่อนคลายความเครียดและบรรเทาความเมื่อยล้าของร่างกาย – แบ่งเวลาให้ตัวเองและครอบครัว  จัดสรรเวลาทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบบ้าง  และไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวเพื่อเป็นการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการงานได้อย่างเหมาะสม ช็อปกระจาย! สารภาพมาดี ๆ ว่า ที่ผ่านมาคุณเป็นนักช็อปตัวยง  ที่เห็นป้ายเซลไม่ได้  ต้องกระโจนเข้าไปยื้อแย่งให้ได้ของติดไม้ติดมือกลับมาสักชิ้น  หรือถ้าเจอของที่ชอบเมื่อไหร่  แม้มีเงินไม่พอก็ไม่เป็นไร  ใช้บัตรเครดิตรูดปรื๊ด ๆ ทันที  ถ้าตอนนี้คุณมีข้าวของที่ยังไม่ได้แกะใช้เต็มบ้าน  หรือกำลังนั่งกุมขมับเครียดกับหนี้บัตรเครดิตที่ยาวเป็นหางว่าวแล้วละก็ รีบปรับนิสัยการใช้เงินกันเถอะ เคล็ดลับฉบับย่อ -ใช้เฉพาะเงินสด  ลดการใช้บัตรเครดิต  เพื่อให้คุณควบคุมอารมณ์ในการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น  เพราะยิ่งคุณเห็นตัวเงินที่หยิบออกมาใช้ในแต่ละครั้ง  ก็จะทำให้รู้สึก “เสียดายเงิน” มากกว่าการใช้บัตรเครดิตที่ไม่เห็นตัวเงินเลย -ทำลิสต์รายการซื้อของก่อนออกช็อปปิ้ง  ตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นนอกเหนือจากรายการที่เขียนไว้  และเมื่อซื้อของได้ครบแล้วก็ตรงกลับบ้านทันทีแบบไม่มีโอ้เอ้ -ติดตามการใช้เงินของตัวเอง  ลองเก็บใบเสร็จ  ป้ายราคาสินค้าสลิปบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเครดิตที่คุณใช้จ่ายในแต่ละครั้งไว้ด้วยกันเพื่อเป็นการเตือนสติตัวเองว่าใช้จ่ายเงินไปเยอะมากแค่ไหนแล้ว หากตอนนี้คุณรู้แล้วว่าอยากจะปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของตัวเองข้อไหนต้อนรับปีใหม่  ขอเพียงแค่มี “ความตั้งใจจริง” และ “มุ่งทำให้สำเร็จ”  รับรองว่าคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและมีความสุขสดใสในปีใหม่นี้แน่นอนค่ะ เรื่องโดย : หญิงแว่น บทความที่น่าสนใจ ชาร์ตแบตร่างกาย ให้มีพลังด้วยวิธีง่ายๆ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข 8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อ ให้เป็นวัน สุข ห้ามพลาด!!! […]

10 เรื่องจริงของคนบันดาลใจ

10 เรื่องจริงของคนบันดาลใจ 10 เรื่องจริงของคนบันดาลใจ  บุคคลเหล่านี้ล้วนผ่านอุปสรรคต่งๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างหนักหน่วง  แต่พวกเขาก็มีกำลังใจที่เขม้แข็ง  มีวิธีรับมือกับทุกๆอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาจนกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง “กำลังใจ” จากผู้ชายที่ไม่เคยท้อแท้ คริสโตเฟอร์ เบญจกุล “สู้ ๆ นะ” คือคำพูดติดปากของ คริส - คริสโตเฟอร์ เบญจกุล ที่ให้กำลังใจตัวเองและผู้อื่นเสมอ17 ปีที่แล้ว คริสโตเฟอร์ เบญจกุลนักแสดงหนุ่มลูกครึ่งน้ำใจงาม ประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสระหว่างลงไปช่วยเหลือคนบนถนนเขาต้องผ่าตัดสมองถึง 8 ครั้ง และผ่าตัดขาอีกหลายครั้ง จากคนที่ใช้ชีวิตปกติ กลายมาเป็นผู้ป่วยที่นอนอยู่แต่บนเตียง “ผมจำได้ว่า ตอนนั้นทรมานมาก ต้องนอนอยู่บนเตียง พูดไม่ได้ ทำได้แค่พยักหน้ากับส่ายหน้าเท่านั้น เวลาหิวน้ำก็ได้แต่ทำเสียงแอ๊ะ ๆ ให้คุณแม่ได้ยิน ท่านก็จะเข้ามาถามว่าอยากดื่มน้ำเหรอ แล้วก็ใช้หลอดดูดน้ำมาป้อนผมทีละนิด เป็นเวลาที่ลำบากกายและใจที่สุดแค่จะบอกว่ารักแม่ คิดถึงแม่ ยังทำไม่ได้เลย” ยามเจ็บป่วย คริสได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ด้วยทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯรับเขาเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ ซึ่งถือเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิตนอกเหนือจากกำลังใจจากครอบครัวและประชาชนทั่วไป “ผมได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชินีช่วงที่รักษาตัว พระองค์ท่านทรงลูบหัวผมและตรัสว่า ‘หายไว ๆ นะคะ’ ผมตื้นตันใจมากและตั้งใจแน่วแน่ว่าทุกปีที่มาเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน ผมต้องอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ และผมก็ภูมิใจที่ทำได้ จากปีแรกที่นั่งวีลแชร์ ปีที่สองก็เดินด้วยวอล์คเกอร์สี่ขา ปีต่อมาใช้เพียงไม้เท้าสามขา จากนั้นก็เป็นไม้เท้าขาเดียวจนปีที่ห้าผมก็สามารถเดินเองได้” แม้ต้องผ่านความเจ็บปวดทางกายและจิตใจมาหลายต่อหลายครั้ง แต่คริสไม่เคยยอมแพ้ และลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองเสมอ  “ผมสะกดคำว่า ‘ท้อแท้’ ไม่เป็น ที่ผ่านมาผมสู้มาตลอด ปัจจุบันคริสเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) ทำหน้าที่ดูแลร้านขนมปัง 60 Plus Bakery and Cafè byYamazaki and APCD ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่ายเพื่อส่งเสริมการทำงานของผู้พิการ เช่น ผู้ที่เป็นออทิสติก ผู้บกพร่องทางการได้ยิน ร้านแห่งนี้อยู่ติดกับบ้านราชวิถี ตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดี วันนี้เขาได้ส่งต่อ “กำลังใจ” อันยิ่งใหญ่ที่มีเต็มเปี่ยมในหัวใจให้คนรอบตัว“ผมจะเข้ามาที่ร้านตั้งแต่เช้า มาช่วยฝ่ายขายต้อนรับลูกค้า และให้กำลังใจน้อง ๆในร้าน ถ้าเห็นเขาซึมหรือเหนื่อย ผมจะถามว่า ‘เหนื่อยไหม สู้แล้วกันนะ แค่นี้จิ๊บ ๆ เองเดี๋ยวก็หาย’ เขาจะได้มีกำลังใจทำงานต่อ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีวันใดที่ชายคนนี้ย่อท้อ เพราะเขามีชีวิตอยู่ได้ด้วย “กำลังใจ”ที่มีให้กับตัวเองและผู้อื่นเสมอมา   สร้างสุขด้วยหัวใจอาสา อรนุช เลิศกุลดิลก ผู้ก่อตั้งโครงการ For Oldy คุณนุช - อรนุช เลิศกุลดิลก เติบโตในครอบครัวที่สมบูรณ์ ภาพความสุขในวัยเด็กที่เติบโตมากับอากงและอาม่ายังฝังแน่นในความทรงจำ มีคุณพ่อ คุณแม่ และน้อง ๆ อีก 11 คนให้กำลังใจซึ่งกันและกันแต่สิ่งที่เธออยากเห็นมากกว่านั้นคือสังคมที่ดีจึงทุ่มเทให้กับงานภาคสังคมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา คุณนุชทำงานด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเด็กและสตรีในองค์กรนานาชาติเธอทุ่มเททำงานอย่างหนัก แล้ววันหนึ่งก็ได้เผชิญบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต   “ตอนนั้นเป็นวันจันทร์ คุยกับพ่อว่าพ่ออยากไปเที่ยวบางปูใช่ไหม รอก่อนนะเดี๋ยวทำงานเสร็จ วันเสาร์เราไปเที่ยวกันแต่แล้ววันพฤหัสบดีคุณพ่อก็เสีย เรากลับมาถามตัวเองว่า ทำไมฉันบ้างานอย่างนี้ ฉันทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น แต่กับพ่อแม่ตัวเองทำไมต้องรอทำงานเสร็จก่อนจึงจะมาดูแลท่านจึงตัดสินใจลาออกทันทีเพื่อกลับมาดูแลแม่ให้เต็มที่” ระหว่างดูแลคุณแม่ คุณนุชเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จึงศึกษาข้อมูลและร่วมโครงการต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยต่องานด้านการดูแลผู้สูงวัย โดยมีคุณแม่เป็นกำลังใจสำคัญคอยเคียงข้าง จนพบว่าคนชราในหลายประเทศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่างามและเตรียมความพร้อมก่อนวัยโรยรามาถึง ขณะที่สังคมผู้สูงวัยของไทยยังต้องการความช่วยเหลือ จึงก่อตั้งโครงการ“For Oldy” สร้างกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว ส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้สูงวัยให้ดูแลซึ่งกันและกัน คุณแม่และน้อง ๆ เห็นความมุ่งมั่นของคุณนุช จึงจัดหาที่ดินย่านรามอินทรา เพื่อใช้สร้างศูนย์ตามความฝัน ขณะที่ศูนย์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เธอกลับต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้ง เมื่อคุณแม่เสียชีวิตหลังการผ่าตัดหลอดเลือด “ตอนนั้นถอดใจเลย เพราะแรงบันดาลใจหมดไปแล้ว ที่ดินที่เคยมาดูทุกวันและวางแผนว่าจะปลูกผักตรงไหน เข็นรถให้แม่ไปปลูกผักตรงไหน ก็ไม่ได้มาอีกเลยเรานั่งสิ้นหวังบนเก้าอี้ มองไปนอกหน้าต่างไม่อยากคุยกับใครเป็นเดือน ๆ สุดท้ายตัดสินใจออกไปหาผู้สูงอายุที่เราเคยคลุกคลีด้วย ปรากฏว่าพวกเขารอคอย และคงมีแต่เราที่เห็นความสำคัญของพวกเขา จึงกลับมารวบรวมเงินที่เหลืออยู่มาปรับปรุงที่ดินและก่อสร้างเป็นศูนย์แห่งนี้ขึ้นมาจนถึงวันนี้” แม้ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคหลายครั้ง แต่เธอยังคงหวังให้ศูนย์เล็ก ๆแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนสังคมให้มีแต่การแบ่งปัน   “แท็กซี่อุ้มบุญ” ผู้ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนสุวรรณฉัตร พรหมชาติ “พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นิมนต์นั่งฟรีครับ”  “ผู้พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต อุ้มฟรีคนพิการ คนตาบอด นั่งฟรีครับ” สติ๊กเกอร์ข้อความที่ติดรอบรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองของ สุวรรณฉัตร พรหมชาติหรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อของ แท็กซี่อุ้มบุญมีที่มาจากประสบการณ์ชีวิตที่เขา “ได้รับ”ความช่วยเหลือจากผู้อื่นในขณะประสบวิกฤติชีวิตหลายครั้ง จนเกิดเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ให้เขาอุทิศชีวิตเพื่อ “ตอบแทน” สังคม ย้อนไปในวัยเด็ก ชีวิตของสุวรรณฉัตรลำบากมากจนต้องบวชเป็นสามเณร เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะแบ่งเบาภาระของแม่ได้ระหว่างนั้นเขาออกตามหาพ่อที่ไม่เคยพบกัน “ผมออกตามหาพ่อขณะที่ยังเป็นสามเณรตอนนั้นเดินตามหาไปตามที่ต่าง ๆ จนได้พบคุณลุงขับรถตู้คนหนึ่ง ท่านพาผมไปส่งยังที่หมายโดยไม่เก็บค่ารถ ทั้งยังถวายปัจจัยให้ด้วย 100 บาท ผมประทับใจว่าท่านเป็นพุทธบริษัทที่ดี และตั้งใจว่าต่อไปจะทำอย่างที่คุณลุงท่านนี้เคยทำให้ได้ จึงเป็นที่มาของการนิมนต์พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งรถฟรี” เมื่อได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ สุวรรณฉัตรแสวงหางานสุจริตทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ครั้งหนึ่งกลับถูกนายจ้างโกงเงินเดือนและทำร้ายร่างกาย ในที่สุดจึงหันมาทำอาชีพอิสระคือขับแท็กซี่ และนับแต่วันแรกที่ทำอาชีพนี้เขาก็ตั้งใจทำความดีมาโดยตลอด “ผมเริ่มขับแท็กซี่เมื่ออายุ 18 ปีตอนแรกต้องขับรถเช่า จึงไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ข้อความที่รถเหมือนตอนนี้ พอลงไปนิมนต์พระท่านมานั่งรถ ท่านเดินหนี คิดว่าเป็นมิจฉาชีพก็มี แต่ผมก็ทำแบบนี้มาตลอดส่วนการรับส่งผู้ป่วย แรก ๆ จะเป็นการบอกปากต่อปาก ถ้าไปเจอผู้ป่วยตามโรงพยาบาลก็อุ้มมานั่งฟรีเลย ตัวใหญ่แค่ไหนก็อุ้มให้ถ่ายหนัก ถ่ายเบา ผมไม่เคยรังเกียจ ผมถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติ ไม่จำเป็นต้องได้รับผลประโยชน์หรือผลตอบแทนใด ๆ ต่อมาเมื่อผมซื้อรถของตัวเอง จึงติดเบอร์โทรศัพท์ไว้ที่รถ ซึ่งมีคนโทร.มานัดคิวรับส่งตลอดทุกวัน” ตลอด 21 ปีที่ผ่านมานี้ สุวรรณฉัตรช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทองหรือผลตอบแทนอื่นใด เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมายิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือความสุข “บางคนบอกว่า ต้องรวยก่อนค่อยช่วยเหลือคนอื่น แต่ผมไม่ต้องรอวันนั้นเพราะผมทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ผมมีเพียงแค่พละกำลังก็สามารถแบ่งปันให้สังคมได้ ถ้ามัวคิดแต่เรื่องเงิน ชาตินี้คงทำไม่ได้หรอก การได้ช่วยเหลือคนอื่นทำให้ผมมีความสุขและรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เหนื่อยกายแค่ไหนเดี๋ยวก็หาย ถ้าพรุ่งนี้ผมตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว” สุรรณฉัตร มุ่งมั่นที่จะช่วยสังคมไปจนกว่าตัวเองจะหมดแรง และเชื่อได้ว่าความดีที่เขาได้ทำมาตลอดจะยังคงอยู่ในใจของผู้รับทุกคนเสมอ   ส่องแสงธรรมถึงเรือนจำแก๊งธรรมะขาโจ๋ ปี 2555 นิตยสาร ซีเคร็ต ได้รับจดหมายจาก น้องซีน - ภูรดา แสงวิทยานนท์ เด็กหญิงวัย 9 ปี เธอเขียนด้วยลายมือน่าเอ็นดูขอสมัครเป็นสมาชิกอุปถัมภ์เพื่อส่ง ซีเคร็ต ไปยังโรงพยาบาลและเรือนจำต่าง ๆ ในนาม “แก๊งธรรมะขาโจ๋” ซึ่งมีสมาชิกเป็นกลุ่มเด็ก ๆ อายุ 9 – 11 ปีโดยมีเหตุผลว่า “พวกหนูอยากให้ทุกคนมีความสุข” และได้รับจดหมายอีกครั้ง คราวนี้เป็นจดหมายจาก น้องม่อน - พลัฎฐ์ อินทรพรอุดม เด็กชายวัย 11 ปี ตัวแทนจากแก๊งเดียวกัน เล่าว่า ปีนี้สามารถเก็บออมและรวบรวมเงินจนสมัครสมาชิกอุปถัมภ์ให้แก่เรือนจำได้ครบ 173 แห่งทั่วประเทศ ทั้งส่งไปยังห้องสมุดและโรงพยาบาลที่ต้องการอีก29 แห่งด้วย ผู้อยู่เบื้องหลังความตั้งใจของเด็ก ๆไม่ใช่คนอื่นไกล คือคุณพ่อคุณแม่ที่หวังปลูกฝังธรรมะให้แก่บุตรหลานตั้งแต่ยังเด็กจึงชักชวนกันทำกิจกรรมหลากหลายที่ส่งเสริมศักยภาพสำหรับเด็กและครอบครัวโดยอาศัยธรรมะเป็นพื้นฐาน การเผยแผ่ธรรมะของแก๊งธรรมะขาโจ๋คือหนึ่งในกิจกรรมที่เสมือนกุศโลบายให้เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดธรรมะและรู้จักแบ่งปันมากขึ้น “เมื่อก่อนน้องม่อนเป็นเด็กที่เชื่อมั่นในตัวเองมาก ไม่ฟังใคร จึงบอกเขาว่า ถ้าเชื่อตัวเองจริง ๆ ก็ต้องทำความสำเร็จให้ปรากฏถ้ายังไม่อยากเชื่อพ่อแม่ ก็ต้องเชื่อใครสักคนที่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ น้องม่อนก็ถามว่าใคร มีด้วยเหรอ แม่ก็บอกว่ามีสิไม่รู้จักใช่ไหม พระพุทธเจ้าไง” แม่นิด – กนิษฐา แสงเงิน คุณแม่น้องม่อน เล่าต่อว่า ด้วยความอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้าคือใคร น้องม่อนจึงอ่านนิทานชาดก พุทธประวัติ จนรู้จักนรก - สวรรค์บาปกรรม และฟังซีดีหลวงพ่อจรัญเป็นประจำ จากเด็กดื้อของคุณแม่และคุณครู น้องม่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเด็กที่เชื่อฟังมากขึ้น […]

ชีวิตบนกระดานโต้คลื่นของ ตุ้ย - ธีรภัทร์  สัจจกุล

ชีวิตบนกระดานโต้คลื่นของ ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องอยากมีชีวิตที่มีความสุขและราบรื่นแต่สำหรับ ตุ้ย ธีรภัทร์  สัจจกุล ไม่คิดเช่นนั้น  เพราะเขามองว่านิยามความสุขคือการใช้ชีวิตอยู่บนความตื่นเต้น  ท้าทายในทุกลมหายใจ  ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าผู้ชายคนนี้มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่ “น่าค้นหาและไม่ธรรมดา” จริงๆ คุณตุ้ยใช้การลองผิดลองถูกในการดำเนินชีวิตหรือเปล่าคะ ผมจะใช้คำว่า “Pushing the limits”ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด  คืออย่าอยู่แต่ในคอมฟอร์ทโซน  แต่ต้องกล้าลุยออกไป  เพื่อค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองเหมือนการยกน้ำหนัก  ถ้าเรายกเท่านี้ได้แล้วลองยกมากกว่านี้สัก 5 - 10 กิโลกรัมดูว่าจะยกไหวไหม  ถ้าไหว  นั่นคือบทพิสูจน์ว่าเราทำได้ ผมมองว่ากล้ามเนื้อกับจิตใจเหมือนกัน  การออกกำลังกายแบบฝืนแรงต้านอย่างการยกน้ำหนักช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจิตใจก็เช่นกัน  ถ้าเราอดทนต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ อย่างไม่ยอมแพ้  จิตใจของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้นและสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามาได้อย่างสบายเพราะมีกล้ามใจที่ใหญ่ขึ้น แกร่งขึ้นแล้ว นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่มหรือเปล่าคะ เคล็ดลับจริง ๆ คือคำว่า อดทน  บางคนอาจใช้คำว่าอดทนเป็นคำสุดท้าย  แต่ผมใช้คำนี้เป็นคำแรก  คำที่สองคือ ตั้งใจ  คำที่สามคือ พยายาม  “Don’t give up.”  คุณต้องไม่ลด  ละ  เลิก  ถ้าคุณเจออุปสรรค  สิ่งที่คุณต้องทำคือกัดฟัน  ต้องรู้จักกลืนเลือดให้เป็น  คำนี้เป็นคำที่ป๋าผมชอบใช้ เพราะมันเห็นภาพชัด  เวลาที่นักมวยโดนต่อยจนฟันยางหลุด สิ่งที่เขาทำคือกลืนเลือดและต่อยต่อเพื่อให้ได้ชัยชนะที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอดทน  อดทนและอดทน  อย่าท้อแม้แต่วินาทีเดียวเปรียบเทียบง่าย ๆ กับคนที่วิ่งร้อยเมตรเข้าเส้นชัย  เขาชนะกันที่ .001 วินาที  จะเห็นว่ามันแค่นิดเดียวจริง ๆ  หลักคิดคือ ใครทะลุจุดที่ร่างกายไม่ไหวแล้วได้มากกว่า  อึดกว่าคนอื่นจะเป็นผู้ชนะ ในโลกแห่งความเป็นจริง  คนเก่งจะแพ้คนอึด  เพราะคนเก่งกว่าอาจไม่อดทนเท่าคุณ  แต่ถ้าคุณสามารถทนกับความทรมานได้มากกว่า  ก็มีสิทธิ์พบความสำเร็จเข้าเส้นชัยก่อน  ผมเชื่อว่าความเก่งเกิดจากพรสวรรค์กับพรแสวง  สำหรับพรสวรรค์ผมคิดว่าคนเรามีในตัวไม่เกินสิบเปอร์เซ็นต์  นอกนั้นคือเรื่องของพรแสวงล้วน ๆ  ซึ่งคือการฝึกทำซ้ำ  ยิ่งทำ  ยิ่งดี  ยิ่งทำ  ยิ่งเพอร์เฟ็กต์แต่ก่อนที่คุณจะทำงานอะไรก็ตามให้ได้ดีทั้งร้อยครั้ง  คุณจำเป็นต้องฝึกจิตใจให้แข็งแกร่งก่อน  ซึ่งคนแต่ละคนมีวิธีฝึกแตกต่างกันออกไป  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องอดทน  เผชิญกับความทรมานให้ได้  เรียกว่าต้องกลืนเลือดให้เป็น  นี่คือสิ่งที่พ่อผมสอน ขอย้อนถามไปถึงตอนที่ทำงานเพลงออกอัลบั้ม teerapatตอนนั้นประสบความสำเร็จมากและทำให้เป็นที่รู้จักมาจนทุกวันนี้ความดังทำให้คุณตุ้ย “เหลิง”บ้างไหมคะ ต้องถามว่านิยามของคำว่าเหลิงคืออะไร  ถ้าเหลิงคือยืนหน้ากระจกแล้วบอกตัวเองว่า  เฮ้ย  กูก็เจ๋งเหมือนกันนี่หว่า  อันนี้มีบ้างเหมือนกัน  แต่ถ้าเหลิงแบบผงาดขึ้นมาว่าฉันคือตุ้ย - ธีรภัทร์  แล้วสะบัดงวงสะบัดงาให้คนอื่นเดือดร้อน  ทำให้คนอื่นหมั่นไส้อย่างนี้ไม่มีครับ  ขอเรียกว่าเป็นการหลงระเริงกับฝันที่เป็นจริงมากกว่า  เหมือนLiving the dream  ความรู้สึกจะเหมือนเราเดินอยู่บนเวทีแล้วมีสโมกฟุ้ง ๆ แบบนั้น ผมกล้าพูดว่าโมเมนต์ที่ดีที่สุดสำหรับนักร้องคือการได้อยู่บนเวที  เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วที่เราสามารถส่งความสุขไปให้ผู้รับสารที่อยู่ข้างล่างแล้วเขาก็ตอบรับสารความสุขนั้นกลับมาหาเราเป็นร้อยเป็นพัน  มันเหมือนตัวเราถูกอาบไปด้วยพลังแห่งความสุข  นั่นแหละที่ทำให้ผมหลงระเริง ตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดพีคที่สุดของชีวิตวัยหนุ่มเลยก็ว่าได้  เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ต่อมจินตนาการของเราครบเลย  เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมค้นพบว่าดนตรีหล่อเลี้ยงชีวิตผมอยู่ตลอดเวลา ถามเรื่องครอบครัวบ้าง คุณตุ้ยให้คำจำกัดความ คำว่าคุณค่ากับครอบครัวอย่างไรคะ ความเป็นครอบครัวทำให้ต่างคนต่างรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  เช่น  เราเป็นลูกที่ดีเราก็มีคุณค่ากับพ่อแม่  เป็นพี่ที่ดี  ก็มีคุณค่ากับน้อง  เป็นน้องที่ดี ก็มีคุณค่ากับพี่เป็นสามีที่ดี  ก็มีคุณค่ากับภรรยา  พอมีลูกเราก็เป็นพ่อที่ดี มีคุณค่ากับลูก ผมโชคดีที่ได้เจอ แอนนา  ต้องเรียกว่าเขาเป็น soulmate ของผม  ผมว่าการที่เราจะเจอคนที่สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสอดคล้องสบายใจ  โดยไม่ได้มีดีเอ็นเอเหมือนกันนั้นค่อนข้างยาก  แอนนากับผมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข  ผมโชคดีมากที่ได้มาเจอคู่ชีวิตที่มีวิธีคิดและตัวตนที่ไปด้วยกันได้ ช่วยเล่าถึงวิธีการดูแลครอบครัวในแบบของคุณตุ้ยให้ฟังหน่อยค่ะ ผมว่าไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่เหมาะสมกับมนุษย์ทุกคน  ดังนั้นผมจึงไม่เคยหยุดทดลองที่จะใช้ชีวิตและลองผิด-ลองถูกกับทุกสิ่งทุกอย่าง  ผมเชื่อว่าเราสามารถทดลองไปได้เรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังอยู่บนพื้นฐานของความรักความผูกพัน  แล้วเราจะพบคำตอบที่ใช่และเหมาะสม  ผมพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุดในฐานะพ่อคนหนึ่ง  คืออบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี  เป็นสุภาพบุรุษมีประโยชน์ต่อสังคม  ผมปรารถนาให้ลูกเป็นคนอดทน  เป็นคนอึด  ซึ่งก็คือเหตุผลว่า  ทำไมผมจึงตั้งชื่อเขาว่า “ไททัน”  เพราะผมอยากให้เขาดูแลคนรอบข้างได้ดี  มีจิตใจเข้มแข็ง  อดทน  แกร่งเหมือนไทเทเนียมนั่นคือสิ่งที่ผมหวังไว้ ความสุขของคุณตุ้ยคืออะไรคะ นิยามความสุขของผมนั้นง่ายมาก  ผมขอแค่หายใจให้ชุ่มปอดเป็นพอ  ถ้าดูตามหลักการทำงานของร่างกายแล้ว  เวลาที่เราเจออุปสรรคหรือปัญหา  สมองจะสั่งให้กระบังลมเกร็งโดยไม่รู้ตัว  ปอดถูกบีบให้เล็กลง  ส่งผลให้หายใจไม่เต็มปอด  ทางออกก็คือ เราแค่หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปให้ชุ่มปอด  สูดลมหายใจเข้า - ออกให้ลึก ๆแค่นี้ก็เป็นความสุขแล้ว  หรือจะพูดว่าอุปสรรคที่ทำให้ร่างกายไม่มีความสุขคือการหายใจไม่เต็มปอดนั่นเอง ผมขอขยายความอย่างนี้  พระเจ้าให้มนุษย์มีความวิตกจริตเพื่อให้ระแวดระวังอันตราย  แต่ถ้าคุณระแวดระวังอยู่ทุกขณะจิต  คุณจะหายใจไม่เต็มปอด  คิดไม่ออกแก้ปัญหาอะไรไม่ได้  ทางที่ดีที่สุดคือให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน  ซึ่งก็คือหายใจเข้าให้มีความสุข  หายใจออกให้มีความสุข  ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธศาสนาที่ผมยึดปฏิบัติอยู่เสมอและจะยึดไปตลอดชีวิต เรื่องโดย : ธันยาภัทร์  รัตนกุล ภาพโดย : วรวุฒิ  วิชาธร บทความที่น่าสนใจ แพนเค้ก-เขมนิจ กับ การเรียนรู้บนโลกที่ไม่หยุดนิ่ง 10 อันดับ ข้อคิด เรียนรู้ชีวิตจากดารา ศิลปิน คนดัง  นิตยสาร Secret 3 สุขที่สุดในชีวิตของพระเอกตลอดกาล – เคน ธีรเดช  

รวมเพื่อนร่วมทางของ พี่ตูน ใน โครงการก้าวคนละก้าว

รวมเพื่อนร่วมทางของ พี่ตูน ใน โครงการก้าวคนละก้าว  หลังจากที่พี่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่งใน โครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยเริ่มจาก อ.เบตง จ.ยะลา ใต้สุดของประเทศไทยไปเหนือสุดอย่าง อ.แม่สาย จ.เชียงใหม่  ตลอดระยะทางการวิ่งได้มีเหล่าคนบันเทิงมากหน้าหลายตาที่ออกมาร่วมวิ่งในครั้งนี้ด้วย ซีเคร็ตได้รวบรวมเพื่อนร่วมทาง(ในบางส่วน)ที่เป็นแรง กำลังใจ ที่มาช่วยเติมเต็มให้พี่ตูนในระยะทางที่ยาวไกลครั้งนี้ค่ะ ก้อย-รัชวิน  ดีเจพล่ากุ้ง, หนุ่ม สุรวุฑ, แก้ม เดอะสตาร์,โดม เดอะสตาร์  บอย-ปกรณ์, เจมส์ – จิรายุ  โดม – ปกรณ์, เวียร์- ศุกลวัฒน์, เคน-ภูภูมิ และเพื่อนๆคนบันเทิง  เบลล่า-ราณี กัน – เดอะสตาร์  มิ้นต์ – ชาลิดา  ฮั่น- เดอะสตาร์, มะนาว-ศรศิลป์, โย- ยศวดี และเพื่อนๆศิลปิน ดารา  นาย – ณภัทร […]

9 สถานที่ สวดมนต์ข้ามปี 2561

9 สถานที่ สวดมนต์ข้ามปี 2561  นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วันแล้ว เราก็จะก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองสู่ปีใหม่ 2561 สำหรับพุทธศาสนิกชนคนไหนที่กำลังมองหากิจกรรมทำส่งท้ายปีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จะไปที่ไหน ขอแนะนำอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากชาวพุทธทั้งวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ไม่น้อยในทุกๆปีนั่นก็คือการ สวดมนต์ข้ามปี 2561  ซีเคร็ตได้รวบรวม 9 สถานที่ สวดมต์ข้ามปีมาฝากสายบุญทุกๆท่านค่ะ  วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เดิมทีวัดนี้มีชื่อว่า“วัดสะแก”เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ฝั่งพระนครซึ่งปรากฏหลักฐานการสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์โปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและสิ่งก่อสร้างในวัดทั้งหมดแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสระเกศ” เพื่อระลึกถึงครั้งที่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก วัดไตรมิตรวิทยาราม    เดิมมีชื่อว่าวัด   วัดสามจีนใต้ เหตุที่เรียกว่าวัดสามจีน ก็เนื่องด้วยเหตุว่ามีชาวจีน ๓ คนได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนนามวัดสามจีนใต้มาเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม ทั้งนี้ เพื่อจะเฉลิมเกียรติคุณของท่านผู้แรกสร้างให้ยั่งยืนวัฒนายิ่งขึ้น และเป็นการเชิตชูอุตสาหะวิริยะของท่านผู้สร้างและคณะกรรรมการปรับปรุงวัด พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต ( เฮง เขมจารีมหาเถร) วัดมหาธาตุ ฯ ได้เมตตาคิดค้นนามที่เป็นมงคลมาเฉลิมเพิ่มความสง่าให้แก่วัดสามจีนใต้ โดยเปลี่ยนเป็น “วัดไตรมิตรวิทยาราม” วัดบวรนิเวศวิหาร วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาเป็นพุทธสถานสำหรับพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสีหรือวัดป่า มุ่งเน้นการปฏิบัติวิปัสสนาธุระ เคียงคู่กับวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นฝ่ายคามวาสีหรือวัดในเมือง มุ่งศึกษาและเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า วัดปทุมวนาราม พระวิหารวัดปทุมวนารามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญที่อันเชิญมาจากกรุงเวียงจันทร์ คือ พระเสิมและพระแสน นับว่าสอดคล้องกับจิตรกรรมฝาผนังเรื่องศรีธนญชัย หรือ […]

นาย ณภัทร บินตรงจากกรุงเทพ ช่วยพี่ตูนวิ่ง ที่จังหวัดพะเยา

นาย ณภัทร บินตรงจากกรุงเทพ ช่วยพี่ตูนวิ่ง ที่จังหวัดพะเยา ก้าวสู่วันที่ 52  แล้วสำหรับโครงการ  ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ หลังจากที่พี่ ตูน บอดี้สแลม วิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา ไปถึงเหนือสุดเเดนสยาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. ถึง 25 ธ.ค.2560 เป็นระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อหาเงินบริจาคซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ใน 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันภารกิจ ก้าวคนละก้าว ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ตลอดระยะทางในการวิ่งของทุกจังหวัดก็มีเหล่าคนบันเทิงมาช่วยพี่ตูนวิ่งกันอย่างมากมาย และล่าสุด พระเอกน้องใหม่  นาย ณภัทร ที่นอกจากจะเคยร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการก้าวคนละก้าวมาแล้วนั้น  ก็ขอบินตรงจากกรุงเทพ ไปช่วยพี่ตูนวิ่ง ที่จังหวัดพะเยา พร้อมบริจาคร่วมกับแฟนคลับเป็นจำนวนเงิน 201,000 บาท แม้เจ้าตัวจะไม่ได้บอกว่าไปไหน แต่ใครที่เห็น #แฮชแท็ก แบบนี้ ดูก็รู้ทันทีว่าต้องไปวิ่งกับพี่ตูนแน่ๆ ^^ เห็นน้องนาย ณภัทร น่ารัก […]

แดน วรเวช เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ที่วัดป่าภูทับเบิก

แดน วรเวช เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่ามกลางพิธีเรียบง่าย ที่วัดป่าภูทับเบิก เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ สำหรับ  แดน วรเวช ดานุวงศ์  เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 ธันวาคม 2560) ได้เข้าพิธีอุปสมบทเพื่อทดแทนพระคุณบุพการี  โดยเริ่มปลงผมเวลา 06.00 น. ที่วัดป่าภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์  ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนสนิทรวมถึงแฟนสาว แพทตี้ – อังศุมาลิน  มาร่วมพิธีในครั้งนิ้ด้วย ก่อนที่ในเวลาประมาณ  10.30 น. นักร้องและนักแสดงหนุ่มได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดดอนไชย จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นจะกลับไปจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมที่วัดป่าภูทับเบิกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และมีกำหนดลาสิกขาในวันที่ 9 มกราคม ซึ่งการตัดสินใจบวชเงียบๆ ครั้งนี้ นักร้องและนักแสดงหนุ่มได้วางแผนเอาไว้สักระยะหนึ่งแล้ว ประวัติโดยย่อของแดน วรเวช วรเวช ดานุวงศ์ ชื่อเล่น แดน เป็นนักร้อง นักแสดง และผู้กำกับภาพยนตร์ อีกทั้งยังเป็นอดีตนักร้องสมาชิกวง D2B วรเวช ดานุวงศ์เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2527 ที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว โดยมีพี่ชาย 1 […]

keyboard_arrow_up