9 เคล็ด(ไม่)ลับสร้างความสุข ง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

9 เคล็ดลับสร้างความสุข หลายคนเคยบอกว่า “เงินสามารถซื้อความสุขได้”แต่จะดีแค่ไหนกันล่ะคะ ถ้าหากเราสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

5 วิธี สร้างความสุข เรื่องง่ายๆ ทำได้ด้วยตนเอง

สร้างความสุข เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยที่เราไม่ต้องวิ่งตามหาจากที่ไหน ไม่ต้องขอให้ใครมาทำให้เรามีความสุข แต่ เราต่างหากที่สามารถสร้างความสุขขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

“โชคดี” สร้างได้ …ไม่ต้องรอโชคชะตา

โชคดี สร้างได้ …ไม่ต้องรอโชคชะตา โชคดี สร้างได้ – ผู้คนส่วนใหญ่หากทำอะไรแล้วล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ก็มักจะ “อ้าง” ว่าเป็นเพราะโชคชะตากำหนด  ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว  โชคจะดีหรือไม่  เราสามารถสร้างหรือกำหนดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ศาสตราจารย์ริชาร์ด  ไวส์แมน (RichardWiseman) แห่งสถาบันจิตวิทยา  มหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ (University of Hertfordshire)  อังกฤษ ผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ความโชคดี” มานับสิบปีได้ข้อสรุปว่า “ความโชคดีไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีลักษณะพิเศษ” คนลักษณะพิเศษที่พูดถึง ได้แก่ ผู้ที่มีทักษะในการสร้างโอกาสและมองเห็นโอกาส  ผู้ที่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดโดยไม่ได้อาศัยแค่บรรทัดฐานของตนเองเพียงอย่างเดียว  มีความคาดหวังในด้านบวก และมีทัศนคติที่ยืดหยุ่น  นอกจากนั้นยังพบว่า  ผู้คนที่อับโชคมักเป็นคนเคร่งเครียด มองโลกในแง่ร้าย  ไม่กล้าเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ สนใจแต่เรื่องเดิม ๆ  สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้พวกเขามักจะพลาดโอกาสต่าง ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อศาสตราจารย์ริชาร์ดทดลองให้ผู้คนที่อับโชคเข้ารับการฝึกฝนคุณลักษณะต่าง ๆ ของคนที่โชคดีเป็นเวลาหนึ่งเดือน  ผลการทดลองก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  อาสาสมัครกว่าร้อยละ 80 รู้สึกว่าตนเองเริ่มโชคดีมากขึ้น 10 อุปนิสัยแห่งความโชคดี ดักลาส  มิลเลอร์ (Douglas Miller)  นักเขียน นักพูด นักฝึกอบรม  และโค้ชด้านอาชีพชื่อดัง  เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเชื่อว่า  โชคดีไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ เขาเขียนหนังสือ “THE LUCK HABIT” ซึ่งระบุถึงปัจจัยแห่งความโชคดีไว้ดังนี้คือ 1 รู้จักตนเอง รู้ว่าอะไรที่สำคัญกับชีวิตบ้างเพื่อจะได้ทุ่มเทใช้ชีวิตไปให้ถูกทาง 2  มีเป้าหมาย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เกิดแรงจูงใจและมีทิศทางในการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน 3  กระตือรือร้น สดชื่นอยู่เสมอ ใส่ใจกับทุกสิ่งที่ทำ อยากรู้อยากเห็นสนใจเปิดรับเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆเสมอ 4 เชื่อมั่น “ทำได้”  และ “จะทำ” การมีความรู้และทักษะต่าง ๆ แม้จะก่อให้เกิดความมั่นใจ  แต่ยังไม่พอ  ต้องสร้างแรงจูงใจว่า “อยากทำ” ด้วย  เพราะความเชื่อมั่นและแรงจูงใจจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิต 5 อย่าขี้เกียจ ต้องทำงานหนัก  การทำงานหนักหมายถึงหมั่น “ตรวจสอบ” ตัวเองอยู่เสมอว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือพัฒนา  จากนั้นจึงฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ นั้นให้เชี่ยวชาญ 6 อย่ากลัวอย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด เพราะความกดดันอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้  คิดไว้เสมอว่า  ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้โดยการจัดการอย่างมีสติและเป็นขั้นเป็นตอน 7 ล้มบ้างก็ได้  แพ้บ้างก็ดี เรียนรู้จากความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก 8 เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ให้คิดว่าทั้งคำชมและคำวิจารณ์  ถือเป็น “ของขวัญ” และ “โอกาส” ในการพัฒนาตนเอง 9 สัมพันธภาพเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่หมั่น “สร้าง” ให้เพิ่มขึ้น  แต่ต้องหมั่น“รักษา” สิ่งที่มีอยู่ไม่ให้ขาดหาย  ยิ่งคุณรู้จักผู้คนมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งเป็นประโยชน์มากเท่านั้น 10 มองเห็นโอกาส ไม่รอให้โอกาสมาหา  แต่ขวนขวายสร้างโอกาสให้ตัวเอง  ขณะเดียวกันต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ  เช่นพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะเพื่อสร้างโอกาสนั้นให้เป็นจริง  อย่าสร้างอุปสรรคปลอม ๆ มาบั่นทอนความมั่นใจของตนเอง เช่น  ฉันทำไม่ได้หรอก  ฉันไม่เก่ง “คนที่มีอุปนิสัยแห่งความโชคดีจะให้ความสำคัญกับการสร้างความโชคดีเสมอ และไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างแน่นอน ”   เรื่องจาก : นิตยสาร Secret […]

7 ทริคดีๆ ชวนพ่อแม่เข้าวัด โดยกิ๊ก - มยุริญ ผ่องผุดพันธ์  

คุณกิ๊ก - มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เป็นผู้หนึ่งที่ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขโดยใช้ธรรมะนำทางเธอเผยกลยุทธ์เด็ดให้คุณลูก ๆ ทั้งหลายได้นำไปใช้เพื่อ ชวนพ่อแม่เข้าวัด

ปัญหาแย่ๆ แก้ได้ด้วย “ทางสายกลาง”

คำว่า ทางสายกลาง เป็นคำที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี และมักจะเข้าใจว่า ทางสายกลางก็คือการประพฤติปฏิบัติที่เป็นกลางๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป

ชีวิตหลังม่านของจินตหรา สุขพัฒน์

ชีวิตหลังม่านของ จินตหรา สุขพัฒน์ ถ้าให้คุณนึกถึงนักแสดงหญิงเจ้าบทบาทในวงการบันเทิงไทยสักคนเชื่อแน่ว่าชื่อ จินตหรา สุขพัฒน์ ต้องอยู่ในลิสต์  เธอได้รับการยกย่องจากคนในวงการด้วยกันและคนดูในฐานะนักแสดงที่มีฝีไม้ลายมือและใช้ชีวิตได้อย่าง “น่ามอง” ทั้งในจอและนอกจอ คุณแหม่มใช้ชีวิตในวงการนี้ยาวนาน และเกือบครึ่งชีวิตของเธอมีหลายเรื่องราวที่ไม่ค่อยได้รับการเปิดเผยเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เธอเข้าสู่วงการในยุคที่นางเอกต้องเก็บตัว และควรมีข่าวน้อยที่สุด อีกส่วนเป็นเพราะเธอเป็นคนรักความสงบ     อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้อยู่ในวงการได้นานขนาดนี้คะ จริงๆไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่เวลาทำงานต้องตั้งใจ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไร อาจเป็นเพราะ ได้รับการปลูกฝังมาจากผู้ใหญ่หลายท่านในวงการ  อาทิ คุณสักกะ  จารุจินดา คุณกอบสุข จารุจินดา รวมถึงคุณดวงดาว  จารุจินดา ท่านสอนว่าต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และเป็นเด็กต้องมีสัมมาคารวะคนไทยชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด ที่สำคัญคือต้องรู้จักกาลเทศะ รวมไปถึงการดูแลตัวเองด้วย เช่นการไม่ไปในที่อโคจร คุณอาพิศมัย วิไลศักดิ์  ซึ่งเป็นแม่แบบในการแสดงอีกคน ก็สอนเสมอว่าต้องรับผิดชอบและรักงานที่ทำ ที่สำคัญต้องไม่ดูถูกคน ดูในการทำงานกับคนหมู่มาก ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าไม่อยากให้คนพูดถึงในแง่ไม่ดี ก็ต้องประพฤติตัวให้ดีเวลาจะทำอะไรแหม่มจะคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมายังไงจะได้ไม่รู้สึกผิดหวังว่าพยายามน้อยไป   อารมณ์ไหนเล่นเหนื่อยที่สุดคะ บทโกรธจะเหนื่อยมาก บางทีบทที่เขาเขียนมาก็ไม่ได้ช่วย ไม่ได้มีเหตุมีผลพอที่จะต้องโกรธขนาดนั้น เราก็ต้องสร้างอารมณ์เอง อย่างบทร้องไห้ก็นึกไปถึงคำพูดที่สะเทือนใจ ซึ่งก็ช่วยได้บางครั้งบางเรื่องบทดีเหลือเกิน […]

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด 10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด จะช่วยแก้ปัญหาอาการที่ปรอทวัดอารมณ์พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด  เช่น  ลืมตัวตวาดเสียงหลงทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่ก็พยายามควบคุมไม่ได้สักที หรือพบว่า ตัวเองเคร่งเครียด ซึมและเซ็งกับอะไรสักอย่างเป็นเวลานานๆ จนพลังชีวิตจะลดลง แต่ก็หยุดไม่ได้ซะที เพื่อช่วยแก้ปัญหา  ขอนำ 10 วิธี ดึงสติแบบเร่งรัด  มาฝากค่ะ 1. รู้สึกตัวด้วยระฆังแห่งสติ ที่หมู่บ้านพลัมของท่านติช นัท ฮันส์ จะมีการตีระฆังแห่งสติทุก 1 ชั่วโมง เมื่อเสียงระฆังใสๆ ดังขึ้น ทุกคนที่นี่จะวางมือจากกิจกรรมทุกอย่างแล้วเอาจิตมาอยู่ที่ลมหายใจเพื่อเรียกความรู้สึกตัวคืนมา จนระฆังตีครบ 4 ครั้งจึงค่อยทำกิจกรรมนั้นๆ ต่อไป คุณอาจใช้นาฬิกาปลุกหรือโทรศัพท์มือถือแทนก็ได้เพราะเสียงจากอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะคอยสะกิดใจให้คุณมีสติได้เหมือนกัน 2. ตั้งสติก่อนยกหู ลองสูดลมหายใจเข้า-ออกยาวๆ 2-3 รอบ ทบทวนเรื่องราวที่ต้องการพูดก่อนที่จะกดเลขหมายปลายทางหรือรับสาย วิธีนี้จะช่วยเรียกสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว และทำให้คุณเรียงลำดับเรื่องที่ต้องการพูดได้ชัดเจนครบถ้วน 3. เตือนสติด้วยโน้ตข้อความ ลองแปะกระดาษโน้ตข้อความเรียกสติใว้ในที่ที่จะมองเห็นได้ หรือวางพับไว้ในลิ้นชัก ตู้เย็น ใต้ฝาขวด ก้นกระป๋อง หรือคั่นตามหนังสือเล่มโปรด เห็นโน้ตเหล่านี้เมื่อไร คุณจะเรียกสติให้กลับมาเมื่อนั้น 4. สะสมบทสนทนาแห่งสติ […]

ก็เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน…เราจึงต้องแยกกัน – แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ

ก็เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน…เราจึงต้องแยกกัน แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ : เหตุผลคนเราไม่เท่ากัน การที่เราคิดต่างกัน ไม่ได้หมายความว่า คนที่คิดต่างเราจะเป็นฝ่ายผิด เพราะเราก็มีเหตุผลของตัวเอง แน่นอนว่า เราคิดกันคนละแบบ เรายืนกันคนละจุด เหมือนอย่างกรณีที่เป็นปัญหาของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กราบเรียนถาม แม่ชีศันสนีย์ เรื่องมีอยู่ว่า……….. ผู้หญิงผู้มีปัญหาด้านการสมรส : ดิฉันกำลังจะแต่งงาน ทุกอย่างก็ได้เตรียมไว้หมดแล้ว ครอบครัวของฝ่ายชายเขายินดีรับหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะดิฉันเป็นลูกกำพร้า คุณยายเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ฐานะทางบ้านปานกลาง ไม่ได้ขัดสนอะไร ทางบ้านเขาก็ดีกับดิฉันมาตลอด แต่เมื่อไม่นานดิฉันเพิ่งทราบว่าคุณแม่ของเขาไม่ให้เราจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อถามเหตุผล เขาก็เงียบ แล้วก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก ทะเบียนสมรสก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ถ้าเราสองคนรักกัน จดทะเบียนหรือไม่จดก็ค่าเท่ากัน’ แต่สำหรับดิฉัน ค่ามันไม่เท่ากันค่ะ” แม่ชีศันสนีย์ ให้ข้อคิดไว้ว่า : การสมรส…คือการที่เราได้มีใครอีกคนเข้ามาแชร์ชีวิตกับเรา ดูแลเรา…คือแคร์ และเรสเป็กต์…คือเคารพซึ่งกันและกัน แคร์ แชร์ และเรสเป็กต์ คือการแบ่งปัน การดูแลกัน การเคารพกันและกัน แต่ถ้าคุณให้น้ำหนักของการสมรสว่าเป็นการผูกมัดกันด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง ก็อาจจะนำมาซึ่งความอึดอัดคับข้อง กระดาษหนึ่งแผ่นคือทะเบียนสมรสนั้น เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นว่ามีความสำคัญอะไรเท่ากับการได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีการแคร์ แชร์ และเรสเป็กต์ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองด้อย คุณรู้สึกว่าสิ่งนี้สำคัญ เพราะคิดว่าชีวิตของคุณเคยเติบโตมาจากความขาด ข้าพเจ้าก็ขอเตือนว่า แม้คุณจะเติบโตมาจากการเริ่มต้นที่ไม่มีอะไร แต่การที่คุณเติบโตมาถึงวันนี้ได้ แสดงว่าคุณมีตัวเองซึ่งมีความกตัญญูต่อโอกาสเป็นเพื่อน   คุณแม่ของว่าที่สามีจะคิดอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องรู้ แต่คุณควรจะรู้ว่า ว่าที่สามีของคุณอึดอัดอย่างไรในสภาวะเช่นนี้ แล้วถ้าคุณรักใครสักคน คุณก็น่าจะแคร์ความรู้สึก แชร์ความรู้สึก และเรสเป็กต์ คือเคารพความรู้สึกของเขา จนกระทั่งคุณไม่มีอะไรที่รู้สึกว่าเป็นปมด้อยที่ไม่ได้รับเกียรตินั้น ๆ คุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการในวันนี้ แต่คุณได้รับโอกาสแล้วในการที่จะเข้าไปพิสูจน์ว่าคุณ สามารถเป็นลูกสะใภ้ที่มีควาเคารพในการตัดสินใจที่เห็นต่าง ข้าพเจ้าคิดว่าคุณใช้โอกาสนี้เข้าไปพิสูจน์ดีกว่า อย่าเพิ่งใช้เรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรองจนกระทั่งคุณไม่ได้สมรส หรือทำให้การสมรสมีปัญหาเลย เพราะคนที่อึดอัดคือคนที่คุณรัก มองทุกอย่างอย่างที่มันเป็นเถอะค่ะ และถ้าใจของคุณไม่เป็นทุกข์ โอกาสของการได้พิสูจน์จะเริ่มต้นขึ้นทันที ข้าพเจ้าไม่ตำหนิที่คุณคิดอย่างนั้น แต่ขอเตือนในฐานะของคนที่เคารพการตัดสินใจที่แตกต่างเสมอว่า ถ้าตราบใดที่คุณยังมีโอกาสได้พิสูจน์ คุณจงใช้โอกาสนั้นพิสูจน์ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณได้มากกว่าทะเบียนสมรส นั่นคือคุณจะได้ใจคุณแม่ของคนที่คุณรัก รวมทั้งได้ความเข้าใจจากคนที่คุณรัก และนั่นหมายถึงการสมรสที่เป็นการแคร์ แชร์ และเรสเป็กต์กันและกันอย่างแท้จริง เรื่องจาก : นิตยสาร Secret คอลัมน์  Family Issue Photo by Brooke Cagle on Unsplash บทความที่น่าสนใจ Dhamma Daily : จะรู้ได้อย่างไรว่า […]

ทำลาย ความกดดัน ภายในใจ ด้วยธรรมะ จากพระอาจารย์ ชาญชัย อธิปญฺโญ

ความกดดัน มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ แม้ในชีวิตของคนเรา ทุกๆ คนไม่ชอบความกดดัน เพราะความกดดันเป็นความทุกข์แต่ทุกคนก็ต้องอยู่กับความกดดัน จึงอยู่กับความทุกข์

ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดี กรรมชั่ว และการให้ผลของกรรม‬

กรรมดี กรรมชั่ว การให้ผลของกรรม‬ เมื่อทำดีก็ย่อมได้ดี แต่ถ้าหากทำชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมจากสิ่งที่ได้ทำไว้ คุณพศินมีข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องของกรรมมาให้ผู้อ่าน – ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดี

เผยอีกมุมหนึ่งของ เถ้าแก่เสือ พระเอกหน้าตี๋หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์

เผยอีกมุมหนึ่งของ เถ้าแก่เสือ พระเอกหน้าตี๋หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์  พระเอกหน้าตี๋ หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์ กับละครเรื่องล่าสุด ชาติเสือพันธุ์มังกรในบทบาทของทรงวาด หรือ เถ้าแก่เสือ     รู้สึกอย่างไรที่มารับบทเป็น เถ้าแก่เสือ ในละครเรื่อง ชาติเสือพันธุ์มังกร ละครเรื่องชาติเสือพันธุ์มังกรเป็นละครที่สะท้อนสังคมชาวจีนสมัยก่อน ตอนช่วงประมาณพุทธศักราชสองพันห้าร้อยกว่า ๆ พูดถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลาย ๆ กลุ่มในเยาวราชที่ต่างแยกชิงอำนาจและมีปัญหาซึ่งกันและกัน แต่มีตัวละครตัวนี้ เถ้าแก่เสือ หรือเฮียเสือ เป็นเจ้าพ่อที่คุมทุกกลุ่มซึ่งได้รับหน้าที่มาจากเบื้องบนอีกทีหนึ่ง ยากไหมกับการเล่นบทนี้ ก็ทำการบ้านเยอะมาก เพราะเนื้อหาของละครเป็นเรื่องที่เกิดในสมัยอากง อาม่ายังหนุ่ม-สาว เลยปรึกษาและสอบถามท่านเป็นพิเศษถึงบรรยากาศในสมัยนั้น วิถีชีวิต เช่น การแต่งตัว รถยนต์ที่ใช้ในสมัยนั้นนิยมขับยี่ห้ออะไร คนจีนในสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันอย่างไร       สิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่คือศิลปะการป้องกันตัวที่เรียกว่า “กังฟู” เพราะพี่ฟิวส์ผู้กำกับ (กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล) ต้องการเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้ให้แปลกใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสำหรับผมในตอนนี้นะ ไปเรียนมาทั้งหมด 13 ครั้ง ผู้กำกับต้องการให้เรามีกระบวนท่าต่อสู้ที่ถูกต้อง แต่ลีลาจะอย่างไรอันนี้แล้วแต่เราเลย เถ้าแก่เสือเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่ใช่พระเอกที่เก่งไปซะทุกอย่าง […]

การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙

การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฝึกฝนพระราชหฤทัย ตามหลัก พละ ๕ ในพระพุทธศาสนา อันเป็นธรรมเทศนาที่ได้สดับระหว่างทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ หลังจากนั้นได้ทรงศึกษา ปฏิบัติ และมีพระราชปฏิสันถารสนทนาธรรมด้วยพระอริยสงฆ์หลายรูป  ในช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามหัวเมือง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พละ ๕ ที่ทรงฝึกฝนนี้ได้แก่ ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อมั่นในทางที่ถูกต้อง เป็นกำลังหนุนจิตให้เข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่  วิริยะ หมายถึง กล้าต่อสู้กับอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ เป็นกำลังหนุนจิตใจเดินหน้า  สติ หมายถึง  ความระลึกได้ เป็นกำลังช่วยความจำ  ปลุกใจให้ตื่นจากกิเลส  สมาธิ  หมายถึง  ความตั้งมั่นของจิต  เป็นกำลังให้มั่นคงไม่ไหวเอนไปตามอารมณ์  และ ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่ว เป็นกำลังสำคัญยิ่งของจิต  เป็นแสงส่องให้รู้  เห็น  […]

ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย

ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย เคยสงสัย และ เกิดตั้งคำถามในตัวเองใช่ไหมว่า ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ไปดูกันค่ะว่าเพราะอะไร หนึ่งในสถานการณ์ที่มักจะสร้างความคลางแคลงใจให้แก่คนที่เพิ่งจะหันมาศึกษาธรรมะ  รวมไปถึงผู้ที่ศึกษาธรรมะมานาน  แต่ยังไม่มีความหนักแน่นมากพอที่จะเชื่อมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ ทำไมทำบุญแต่ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ชาวพุทธจำนวนมากทำกิจกรรมทางศาสนาหลายอย่างแล้วคิดว่า การกระทำดังกล่าวได้บุญแต่ความจริงแล้วบางอย่างก็ได้บุญน้อยมากบางอย่างไม่ได้บุญเลย เหตุการณ์ดังกล่าวมักจะทำให้ความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาของบางคนสั่นคลอน  แล้วกลายเป็นคนหลงผิด ผมจึงขอรวบรวมเหตุผลส่วนหนึ่งมาอธิบายว่า เพราะเหตุใดการทำบุญจึงไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นดังนี้   1. ทำบาปเอาไว้มาก   แต่ยังทำบุญน้อย  ลองคำนวณดูคร่าว ๆ ว่าเราเริ่มศึกษาธรรมะตอนอายุเท่าไร  แล้วลองเปรียบเทียบดูว่า  จำนวนปีที่เราทำบาปกับจำนวนปีที่เราทำบุญแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน  ยกตัวอย่างเช่น  สมมุติว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังในช่วงอายุ30 กว่า ๆ  ต่อมาได้หยุดทำบาปแล้วหันมาทำบุญในช่วงไม่เกิน 5 ปีหลัง  ก็แปลว่าก่อนหน้านั้นเราทำบาปมาประมาณ 30 ปีและเริ่มทำบุญจริงจังมาประมาณ 5 ปี  จะเห็นได้ว่า  ปริมาณการทำบาปในชาตินี้ยังมากกว่าการทำบุญ ฉะนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชีวิตอาจจะยังไม่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด     2. บุญก็ทำ บาปก็ไม่เลิก  คนจำนวนไม่น้อยศึกษาธรรมะ แต่เข้าถึงหลักธรรมเพียงด้านเดียวคือการทำบุญ โดยไม่ได้สนใจเลิกทำบาป จึงทำบุญไปด้วย ทำบาปไปด้วยชีวิตโดยรวมก็จะมีสภาพลุ่ม ๆ ดอน ๆเดี๋ยวชีวิตก็ดีเพราะผลบุญที่ทำ เดี๋ยวชีวิตก็แย่เพราะผลของบาปที่ไม่ได้ลดละลงเลย   3. เข้าใจผิด คิดว่าทำบุญอยู่  ชาวพุทธจำนวนมากทำกิจกรรมทางศาสนาหลายอย่าง  แล้วคิดว่าการกระทำดังกล่าวได้บุญ  แต่ความจริงแล้ว บางอย่างก็ได้บุญน้อยมาก บางอย่างไม่ได้บุญเลย หนำซ้ำกิจกรรมบางอย่างก็ได้บาป  ทำให้ไม่มีบุญมาส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การเข้าวัดเฉย ๆ การกราบพระพุทธรูปเพื่อขอพรการสวดมนต์เพื่อให้ร่ำรวย การแก้กรรมการรดน้ำมนต์ การไปร่วมพิธีกรรมต่าง ๆเป็นต้น     4. ทำบุญมาก แต่ได้บุญน้อย   หลายคนยังคงทำมาหากินในอาชีพที่ผิดศีล เงินที่หามาได้จึงเป็นเงินที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเงินก้อนนี้หากเอาไปทำบุญก็จะได้บุญน้อยมาก จึงไม่มีผลบุญที่จะมาช่วยให้ชีวิตดีขึ้น   5. เข้าใจผิด คิดว่าละบาปแล้วหลายคนมีความเข้าใจเรื่องการทำบาปไม่ครบถ้วน จึงคิดว่าการกระทำของตนไม่บาป และยังคงทำกรรมนั้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดทำให้ยังคงได้บาปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดเช่นกัน  ส่งผลให้มีบาปที่รอแสดงผลเป็นจำนวนมาก เช่น การใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ยังไม่ได้สู่ขอ การพูดให้คนทะเลาะกัน การพูดจาเสียดแทงจิตใจ เป็นต้น     6. ทำบุญไม่ตรงกับผลที่ต้องการ  ชาวพุทธจำนวนมากมีความต้องการให้ชีวิตบางด้านดีขึ้น แต่เนื่องจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมที่ถูกต้อง จึงทำบุญไม่ตรงกับความต้องการ เช่น คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับความรัก ความจริงแล้วควรจะรักษาศีลอุโบสถ เลิกพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดหยาบ แต่ก็กลับไปทำสังฆทานที่จะช่วยเรื่องเงินทอง คนที่มีปัญหาเรื่องการทำงานความจริงแล้วควรทำบุญถวายสังฆทาน แต่กลับไปปล่อยปลา ไถ่ชีวิตสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้อายุยืนและสุขภาพดี คนป่วยที่ควรจะทำบุญด้วยยาหรือปล่อยปลาที่กำลังจะถูกฆ่า แต่กลับไปซื้อปลาที่เขาเตรียมจับไว้แทน ซึ่งบุญที่ได้จะช่วยเรื่องอิสรภาพมากกว่า   7. บุญยังไม่แสดงผล  คนจำนวนหนึ่งมีความเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้อง และได้เริ่มต้นทำบุญละบาปมาต่อเนื่องยาวนานนับสิบ ๆ ปี แต่ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะบุญที่ทำยังไม่สบช่องแสดงผล เพราะในชาติที่แล้ว และชาติก่อนหน้านั้น อาจจะเคยทำบาปเอาไว้มากบาปที่เคยทำจึงยังตามแสดงผลให้เราพบเจอความทุกข์ไม่หยุด ชีวิตจึงยังไม่ดีขึ้น ตัวอย่างเหตุผลดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านทุกคนได้ลองหันกลับมาพิจารณาว่า ตัวเราเองเข้าใจเรื่องบาปบุญอย่างถูกต้องแค่ไหน และแท้จริงแล้วตัวเราทำบุญหรือทำบาปมากกว่ากัน ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะเห็นความจริงว่า เราทำดีมากพอหรือยัง (ส่วนใหญ่มักจะยังทำบุญไม่มากพอ และยังทำบาปควบคู่ไปด้วย) ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าความเข้าใจดังกล่าวจะทำให้ทุก ๆ คนสามารถรักษาความมุ่งมั่นในการทำบุญละบาปต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ และเป็นเส้นทางที่จะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย   (หมายเหตุ : อ่านความรู้จากพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการทำบุญได้ในหนังสือ “ทำดี24 ชั่วโมง”  ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการทำบาปอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “ถ้ารู้…(กู)…ไม่ทำ”) เรื่องจาก : นิตยสาร Secret […]

6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่

          6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่ 6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่     ความเชื่อมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะผลักดันชีวิตไปสู่ทิศทางใดก็ได้ ดังนั้นก่อนจะเชื่ออะไรเราจึงต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะบางเรื่องแม้จะจำฝังใจ ว่า “เป็นความจริง” มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่ในที่สุดประสบการณ์ชีวิต ก็อาจจะทำให้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดทุกครั้ง ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตคู่ก็เช่น  บางเรื่องอาจจะดูเหมือนใช่แต่ก่อนจะปักใจ คุณควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน 6 ข้อต่อไปนี้ คือความเชื่อเกี่ยวกับ ชีวิตคู่ ที่อยากชวนคุณมาทบทวนความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำว่า ฟันธง!     1 อยู่ก่อนแต่งเป็นเรื่องธรรมดา การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียน และไม่มีการแสดงความเป็นสามีภรรยา ให้สังคมรับรู้อย่างเป็นทางการฝ่ายหญิงย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตู ถ้าหากรักครั้งนี้จบลงนอกจากนี้ การอยู่ก่อนแต่งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเลิกรากันอีกด้วย เพราะแต่ละฝ่ายต่างได้เรียนรู้ข้อเสีย และตัวตนที่แท้จริงของกันและกันโดยที่ไม่มีอะไรผูกมัด  ทำให้สามารถเดินจากไปเมื่อไรก็ได้ถ้าเจอที่หมายที่ดีกว่า แน่ใจแล้วหรือว่า คุณพร้อมรับความจริงทั้งหมดนี้หากความสัมพันธ์ล้มเหลว     2 ชีวิตคู่ต้องเปิดเผยจริงใจ หลายต่อหลายคู่คิดว่าการแต่งงานคือการยินยอมให้แต่ละฝ่าย แสดงความคิดเห็นของตนอย่างอิสระ เลิกเกรงใจกันอีกต่อไปรวมทั้งการพูดถึงข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งบ่อยๆอย่างตรงไปตรงมา เช่น แก่ อ้วน ดูไม่ดีหรือทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ […]

เลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9

เลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เลี้ยง โคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ “นมไทย-เดนมาร์ค” มาตั้งแต่เด็ก หรือบางคนเรียกว่า “นมวัวแดง”  จนถึงวันนี้หลายคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังดื่มนมไทย-เดนมาร์ค ขณะเดียวกันได้ส่งต่อความผูกพันนี้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่กว่าที่จะมาเป็นนมไทย-เดนมาร์ค  เช่นทุกวันนี้ เกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ” ที่ทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย จึงก่อเกิด “อาชีพโคนม” อาชีพพระราชทานที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยมายาวนานและยั่งยืน พระบิดาแห่งโคนมไทย ผู้ให้กำเนิดอาชีพเลี้ยงโคนม เดือนกันยายน พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป ดังพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในตอนหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี” โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ค โดยรัฐบาลเดนมาร์ค ได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนม ของประเทศไทย และสำรวจพื้นที่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พบว่าอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีความเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงาม มีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 […]

กับดักของเงินและงาน บทความให้ข้อคิดดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

กับดักของเงินและงาน คืออะไร แล้วเรากำลังตกเป็นกับดักอยู่หรือเปล่า ? จริงหรือไม่ ที่คนส่วนใหญ่ล้วนมีชีวิตอยู่ในโลกของการทำงาน  – บทความจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

6 วิธีวิ่ง หนีความจำเจ สำหรับคนทำงาน

6 วิธีวิ่ง หนีความจำเจ สำหรับคนทำงาน 6 วิธี วิ่ง หนีความจำเจ อาจจะช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเชื่อว่าหลายคนคงอยากหนีไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ สักแห่ง ด้วยความเบื่อหน่ายชีวิต ที่ต้องตื่นมาเจออะไรเดิมๆ ทุกวัน แต่ครั้นจะลาพักร้อนก็ต้องเคลียร์งานจนหัวหมุน แถมยังได้พักแบบไม่เต็มเหนี่ยว เพราะต้องคอยพะวงถึงงานกองโตที่จ่อเรียงคิวเป็นตั้ง  ซีเคร็ต จึงขออาสาพาคุณวิ่งหนีความจำเจด้วยวิธีง่ายๆโดยไม่ต้องเก็บกระเป๋าออกไปไหนทั้งนั้นล่ะค่ะ คิดซะว่าทุกวันเป็นเที่ยว ลองดื่มด่ำกับชีวิตประจำวันให้เหมือนกับวันเที่ยวดูบ้าง ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน ถ้าคุณเคยขับรถไปทำงาน อาจเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์หรือนั่งเรือด่วนแทน ถ้าเคยขึ้นรถไฟฟ้า อาจเปลี่ยนไปปั่นจักรยาน หรือแวะพักระหว่างทางเพื่อจิบกาแฟร้อน ๆ ก่อนเริ่มงาน ส่วนช่วงหลังเลิกงานก็ลองเปลี่ยนไปลิ้มลองอาหารเมนูแปลกใหม่ที่ร้านใหม่ ๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้คุณปลดปล่อยความเครียดจากความจำเจ แต่ยังอาจทำให้คุณเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ระหว่างทางอีกด้วย จัดระบบงานให้เข้าที่ การเปิดอินเทอร์เน็ตทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนไม่เว้นวันหยุด ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทิม เฟอร์ริส (Tim Ferriss) บล็อกเกอร์ที่ทำงานสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง แถมพ่วงตำแหน่งนักเขียนชื่อดังในอเมริกา แนะนำวิธีง่าย ๆ ว่า ให้จัดเวลาการทำงานอย่างเป็นระบบ เช่น เช็กอีเมลเพียงวันละสองครั้งเท่านั้น คือช่วงเช้าก่อนเริ่มงานและช่วงเย็นหลังเลิกงาน โดยตั้งค่าระบบตอบรับอัตโนมัติที่ทำให้คนติดต่องานเข้ามา รู้ว่าคุณจะกลับมาเช็กอีเมลอีกครั้งเมื่อใด พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้สำหรับติดต่อเรื่องด่วนหรือเรื่องฉุกเฉิน วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องลุกลี้ลุกลนทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แถมเหลือเวลาให้พักผ่อนอีกหลายชั่วโมง หาชั่วโมงพักระหว่างวัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยหนักกับชีวิต ต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ แต่ตารางเวลาเจ้ากรรมดันแน่นเอี้ยดไปหมด แค่เพียงคุณตื่นให้เช้ากว่าปกติสักชั่วโมงเพื่อทำกิจกรรมสนุก ๆ เช่น พาน้องหมาไปเดินในสวน ฝึกโยคะ ซื้อผักสดในตลาด ในระหว่างวันเมื่อไหร่ที่รู้สึกเบื่อ ๆ แค่เพียงเปิดเพลงสักหนึ่งอัลบั้มสร้างอารมณ์ให้ตัวเอง พอพักกลางวันก็นัดเพื่อนเก่ากินข้าว แต่อย่าเผลอพูดถึงเรื่องงานเชียวล่ะ หลังเลิกงานอาจแวะทำวัตรเย็นก่อนกลับบ้าน ส่วนวันเสาร์ -อาทิตย์ก็จัดตารางสั้น ๆ ไปดูคอนเสิร์ต ดูงานศิลปะ หรือไม่ก็ทิ้งตัวลงจิบกาแฟที่ร้านกาแฟสักแห่งพร้อมหนังสือเล่มโปรด เพียงเท่านี้คุณก็จะพบว่าตัวเองไม่ได้มีกิจวัตรจำเจเหมือนหุ่นยนต์ที่มีแค่ตื่น ทำงาน แล้วก็เข้านอนเท่านั้น งานจบ คนต้องจบ ก่อนแบกเป้ออกไปเที่ยวแต่ละครั้ง คนส่วนใหญ่มักจะลิสต์งานที่ต้องทำไว้ แล้วไล่ทำทีละอย่างจนกว่าจะเสร็จ จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ แล้วบึ่งไปเที่ยวทันที คุณสามารถนำวิธีนี้มาใช้กับชีวิตประจำวันของคุณได้ด้วยเหมือนกัน โดยเมื่อไหร่ที่งานในแต่ละวันจบลงตามที่ลิสต์ไว้แล้ว ให้ถอดปลั๊กเรื่องงานออกให้หมด อย่าได้บอกตัวเองเด็ดขาดว่าขอทำล่วงหน้าต่ออีกสัก 5 นาที คุณก็รู้ว่า 5 นาทีไม่มีจริงหรอก ลองตั้งโน้ตเตือนความจำไว้ในโทรศัพท์ หรือไม่ก็แปะโพสต์-อิทไว้หน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อย้ำเตือนว่า “งานจบ คุณต้องจบ” ไดอะรี่มีส่วนช่วย โรเบิร์ต เอมมอนส์ (Robert Emmons) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า การจดบันทึกมีประโยชน์ต่อจิตใจเป็นอย่างมาก เพียงแค่เรารู้จักจดบันทึกทบทวนสิ่งดี ๆ ที่ได้เจอมาในแต่ละวัน อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เพื่อนร่วมงานซื้อขนมมาแบ่ง ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินแสนสวย หรือได้กินสลัดร้านโปรด เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ทุกวันดูพิเศษขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ ตามล่าหาสีเขียว มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เมื่อคนย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีสีเขียวจากธรรมชาติมาก ๆ จะช่วยให้สุขภาพทางใจดียิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับคนที่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อย จะมีสุขภาพทางใจถดถอยลง สอดคล้องกับงานวิจัยอีกเรื่องที่ระบุว่า ผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาลที่มีหน้าต่างเปิดโล่งให้ได้ชมธรรมชาติมักหายเร็วกว่าผู้ป่วยที่นอนในห้องปิดทึบ เกริ่นมาอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องย้ายบ้านไปแถบชานเมืองหรือลงทุนเจาะหน้าต่างบ้าน แค่เพียงออกไปสูดอากาศที่สวนสาธารณะในเมืองบ้าง นำหลอดไฟสีส้ม ๆที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมาประดับที่ทำงาน หรือถ้ายากเกินไปก็แค่นำดอกไม้สดมาประดับโต๊ะ วิธีนี้อาจไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกเหมือนออกไปเที่ยวมากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนได้ซื้อของที่ระลึกให้ตัวเองทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็ลบคำว่า “จำเจ” ออกจากชีวิตได้แล้วล่ะค่ะ เรื่องจาก นิตยสาร Secret คอลัมน์ life management   บทความที่น่าสนใจ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข สุขอยู่ที่ทนทุกข์ได้ บทความดี ๆ จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 7 วิธีกำหราบ ความเครียด ให้อยู่หมัด ทริคสำหรับคน ไม่อยากเครียด 8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวัน สุข ของ มนุษย์เงินเดือน    

8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวัน “สุข” ของ มนุษย์เงินเดือน

“วันหยุดมักผ่านไปเร็วเสมอ”  กลายเป็นวลีเด็ดของ มนุษย์เงินเดือน ไปซะแล้ว เพราะหลังจากที่ได้ใช้เวลาแห่งความสุขในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หมดไป ก็ต้องเปลี่ยนโหมดอย่างรวดเร็วกลับไปสู่เช้าวันจันทร์ที่ยุ่งเหยิง ไหนจะต้องเคลียเอกสารกองโต เช็กอีเมลและเตรียมรับมือกับงานชิ้นใหม่ ๆ ที่จ่อเรียงคิวยาวเป็นหางว่าวเพียงแค่คิดว่าพรุ่งนี้คือวันจันทร์ ก็…แทบจะเป็นลมล้มตึง!! ในเมื่อเราทำให้เวลาหยุดเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็ลองมาเปลี่ยนที่ตัวเองกันดีกว่า Secret มีวิธีแก้ปัญหาอาการเบื่อวันจันทร์มาฝากค่ะ เผื่อจะช่วยเปลี่ยนวันจันทร์ทึม ๆ ให้กลายเป็นวัน “สุข” ที่แสนสดใส พร้อมแล้ว…ลุย! 1. ใจเย็นๆอย่าพึ่งรีบเร่งให้ถึงวันศุกร์ เดี๋ยว ๆ จะรีบศุกร์ไปไหนสิ่งที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นเผชิญหน้ากับสัปดาห์ใหม่ได้อย่างไร้กังวลคือ การที่ไม่มีงานด่วนอะไรติดค้างอยู่ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ฉะนั้นในเย็นวันศุกร์อย่าเพิ่งดีใจจนลิงโลดรีบปิดหน้าจอคอมพ์แล้วบึ่งไปแฮ้งเอ๊าต์กับเพื่อน ลองเช็กให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้สะสางงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมีอะไรมารบกวนใจในวันเสาร์ อาทิตย์จนติดค้างมาถึงวันจันทร์ 2. ถอดปลั๊กหลังเลิกงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทั้งทีก็ควรใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ อย่าได้แอบเอางานกลับไปทำที่บ้านเชียวล่ะ เพราะนอกจากจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับทำงานไม่มีวันหยุดแล้ว คนในบ้านก็ต้องพลอยเสียบรรยากาศดี ๆ ไปด้วย ลองถอดปลั๊กออกให้หมด ไม่คิดถึงเรื่องงาน ไม่เช็กอีเมล งดติดต่อกับลูกค้าแล้วผ่อนคลายให้สุด ๆ ในวันหยุดนี้เลย 3. ลิสสิ่งที่จะทำในแต่ละวัน ในบ่ายวันอาทิตย์ลองนั่งจัดอันดับ “3 สิ่งดี ๆที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้”เช่น วันอังคารจะได้ออกไปพบลูกค้าคนสำคัญ วันพุธจะมีพนักงานคนใหม่เข้ามา และวันศุกร์จะได้นำเสนอผลงานที่ตั้งใจทำสุด ๆ หรือถ้านึกไม่ออก ก็อาจจัดอันดับ “3 สิ่งที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงให้ได้ในสัปดาห์นี้” เชื่อเถอะว่าวันจันทร์ของคุณจะสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว 4. แบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ก่อนเวลาปกติ ลองเข้านอนแต่หัวค่ำในคืนวันอาทิตย์ และตื่นก่อนเวลาปกติสัก 30 นาทีแล้วคุณจะค้นพบว่า คุณมีเวลาให้ตัวเองได้ทำนู่นนี่อีกสารพัด ลองเอาเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆช่วงนั้นไปใส่บาตร เลือกซื้อของสดในตลาดเช้า ทำอาหารเพื่อสุขภาพเล่นโยคะ พาน้องหมาไปเดินเล่น…แล้วคุณจะรู้ว่า คุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มีหน้าที่แค่ตื่น ทำงาน แล้วก็นอนหลับเท่านั้น 5. เลือกใส่ชุดตัวเก่ง เสื้อผ้าชุดไหนที่ใส่แล้วมีแต่คนชม ชุดไหนที่ใส่แล้วมั่นใจสุด ๆ หรือชุดไหนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ แล้วอยากใส่ไปอวดเพื่อน ก็ให้เอามาใส่วันจันทร์นี่แหละ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกหลงรักวันจันทร์และอยากให้ถึงวันจันทร์เร็ว ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะการรู้สึกดีกับตัวเองถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมองโลกในแง่ดีไงล่ะ 6. ถอยห่างจากเพื่อนขี้เมาท์ ทุกออฟฟิศ มักจะมีเพื่อนร่วมงานจอมเมาท์และจอมนอยด์ ที่บ่นได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงาน รถติด ลูกเกเร ไปจนถึงเรื่องแมวคลอด ฯลฯ พาให้คุณรู้สึกเซ็งได้อย่างไม่รู้ตัว ฉะนั้นในเช้าวันจันทร์ อย่าได้จับกลุ่มเมาท์กับคนเหล่านี้เป็นอันขาด แนะนำให้เดินถอยห่างออกมา หรือไม่ก็หยิบหูฟังมาอุดหูไว้ซะ แล้วเปิดเพลงสุดโปรดฟังให้สบายใจไปเลย 7. โปรยความสุขไปรอบ ๆ ตัว ในเมื่อเราสร้างความสุขของตัวเองได้แล้ว ก็อย่าลืมโปรยความสุขเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างบ้าง รับรองว่าจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในที่ทำงานได้ดีเลยทีเดียว โดยคุณอาจจะเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ที่พบเจอมาในช่วงเสาร์อาทิตย์ให้เพื่อนฟัง อัพเดตข่าวสารที่ดูในโทรทัศน์เมื่อเช้า หรือเอาขนมอร่อย ๆ มาแบ่งปันเพื่อนที่ทำงานบ้างก็ยังได้ 8. เย็นวันจันทร์ก็เป็นวันพิเศษได้ ใครกันนะทำให้คุณเข้าใจผิดว่าเย็นวันจันทร์  เป็นวันที่จะทำอะไรสนุก ๆไม่ได้…ลองมาเปลี่ยนเย็นวันจันทร์ให้กลายเป็นวันพิเศษดูดีกว่า โดยคุณอาจจะกำหนดให้วันจันทร์เป็นวันแห่งการนัดเจอแก๊งเพื่อนเก่า วันแห่งการทำขนมหรือไม่ก็เป็นวันแห่งการเล่นเกมกับลูก ๆ แต่ถ้านึกกิจกรรมสนุก ๆไม่ออก ก็อาจหารายการทีวีสุดโปรดดูสักเรื่องก็ยังได้   เพียงเท่านี้วันจันทร์ก็จะกลายเป็นวันอันแสนสุขของคุณได้แล้ว ข้อมูลจาก : นิตยสาร Secret คอมลัมน์ Life Management  Photo by Annie Spratt on […]

keyboard_arrow_up
X