ชีวิตหลังม่านของจินตหรา สุขพัฒน์

ชีวิตหลังม่านของ จินตหรา สุขพัฒน์ ถ้าให้คุณนึกถึงนักแสดงหญิงเจ้าบทบาทในวงการบันเทิงไทยสักคนเชื่อแน่ว่าชื่อ จินตหรา สุขพัฒน์ ต้องอยู่ในลิสต์  เธอได้รับการยกย่องจากคนในวงการด้วยกันและคนดูในฐานะนักแสดงที่มีฝีไม้ลายมือและใช้ชีวิตได้อย่าง “น่ามอง” ทั้งในจอและนอกจอ คุณแหม่มใช้ชีวิตในวงการนี้ยาวนาน และเกือบครึ่งชีวิตของเธอมีหลายเรื่องราวที่ไม่ค่อยได้รับการเปิดเผยเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เธอเข้าสู่วงการในยุคที่นางเอกต้องเก็บตัว และควรมีข่าวน้อยที่สุด อีกส่วนเป็นเพราะเธอเป็นคนรักความสงบ     อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้อยู่ในวงการได้นานขนาดนี้คะ จริงๆไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่เวลาทำงานต้องตั้งใจ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไร อาจเป็นเพราะ ได้รับการปลูกฝังมาจากผู้ใหญ่หลายท่านในวงการ  อาทิ คุณสักกะ  จารุจินดา คุณกอบสุข จารุจินดา รวมถึงคุณดวงดาว  จารุจินดา ท่านสอนว่าต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และเป็นเด็กต้องมีสัมมาคารวะคนไทยชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด ที่สำคัญคือต้องรู้จักกาลเทศะ รวมไปถึงการดูแลตัวเองด้วย เช่นการไม่ไปในที่อโคจร คุณอาพิศมัย วิไลศักดิ์  ซึ่งเป็นแม่แบบในการแสดงอีกคน ก็สอนเสมอว่าต้องรับผิดชอบและรักงานที่ทำ ที่สำคัญต้องไม่ดูถูกคน ดูในการทำงานกับคนหมู่มาก ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าไม่อยากให้คนพูดถึงในแง่ไม่ดี ก็ต้องประพฤติตัวให้ดีเวลาจะทำอะไรแหม่มจะคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมายังไงจะได้ไม่รู้สึกผิดหวังว่าพยายามน้อยไป   อารมณ์ไหนเล่นเหนื่อยที่สุดคะ บทโกรธจะเหนื่อยมาก บางทีบทที่เขาเขียนมาก็ไม่ได้ช่วย ไม่ได้มีเหตุมีผลพอที่จะต้องโกรธขนาดนั้น เราก็ต้องสร้างอารมณ์เอง อย่างบทร้องไห้ก็นึกไปถึงคำพูดที่สะเทือนใจ ซึ่งก็ช่วยได้บางครั้งบางเรื่องบทดีเหลือเกิน […]

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด 10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด จะช่วยแก้ปัญหาอาการที่ปรอทวัดอารมณ์พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด  เช่น  ลืมตัวตวาดเสียงหลงทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่ก็พยายามควบคุมไม่ได้สักที หรือพบว่า ตัวเองเคร่งเครียด ซึมและเซ็งกับอะไรสักอย่างเป็นเวลานานๆ จนพลังชีวิตจะลดลง แต่ก็หยุดไม่ได้ซะที เพื่อช่วยแก้ปัญหา  ขอนำ 10 วิธี ดึงสติแบบเร่งรัด  มาฝากค่ะ 1. รู้สึกตัวด้วยระฆังแห่งสติ ที่หมู่บ้านพลัมของท่านติช นัท ฮันส์ จะมีการตีระฆังแห่งสติทุก 1 ชั่วโมง เมื่อเสียงระฆังใสๆ ดังขึ้น ทุกคนที่นี่จะวางมือจากกิจกรรมทุกอย่างแล้วเอาจิตมาอยู่ที่ลมหายใจเพื่อเรียกความรู้สึกตัวคืนมา จนระฆังตีครบ 4 ครั้งจึงค่อยทำกิจกรรมนั้นๆ ต่อไป คุณอาจใช้นาฬิกาปลุกหรือโทรศัพท์มือถือแทนก็ได้เพราะเสียงจากอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะคอยสะกิดใจให้คุณมีสติได้เหมือนกัน 2. ตั้งสติก่อนยกหู ลองสูดลมหายใจเข้า-ออกยาวๆ 2-3 รอบ ทบทวนเรื่องราวที่ต้องการพูดก่อนที่จะกดเลขหมายปลายทางหรือรับสาย วิธีนี้จะช่วยเรียกสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว และทำให้คุณเรียงลำดับเรื่องที่ต้องการพูดได้ชัดเจนครบถ้วน 3. เตือนสติด้วยโน้ตข้อความ ลองแปะกระดาษโน้ตข้อความเรียกสติใว้ในที่ที่จะมองเห็นได้ หรือวางพับไว้ในลิ้นชัก ตู้เย็น ใต้ฝาขวด ก้นกระป๋อง หรือคั่นตามหนังสือเล่มโปรด เห็นโน้ตเหล่านี้เมื่อไร คุณจะเรียกสติให้กลับมาเมื่อนั้น 4. สะสมบทสนทนาแห่งสติ […]

ก็เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน…เราจึงต้องแยกกัน – แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ

ก็เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน…เราจึงต้องแยกกัน แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ : เหตุผลคนเราไม่เท่ากัน การที่เราคิดต่างกัน ไม่ได้หมายความว่า คนที่คิดต่างเราจะเป็นฝ่ายผิด เพราะเราก็มีเหตุผลของตัวเอง แน่นอนว่า เราคิดกันคนละแบบ เรายืนกันคนละจุด เหมือนอย่างกรณีที่เป็นปัญหาของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กราบเรียนถาม แม่ชีศันสนีย์ เรื่องมีอยู่ว่า……….. ผู้หญิงผู้มีปัญหาด้านการสมรส : ดิฉันกำลังจะแต่งงาน ทุกอย่างก็ได้เตรียมไว้หมดแล้ว ครอบครัวของฝ่ายชายเขายินดีรับหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะดิฉันเป็นลูกกำพร้า คุณยายเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ฐานะทางบ้านปานกลาง ไม่ได้ขัดสนอะไร ทางบ้านเขาก็ดีกับดิฉันมาตลอด แต่เมื่อไม่นานดิฉันเพิ่งทราบว่าคุณแม่ของเขาไม่ให้เราจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อถามเหตุผล เขาก็เงียบ แล้วก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก ทะเบียนสมรสก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ถ้าเราสองคนรักกัน จดทะเบียนหรือไม่จดก็ค่าเท่ากัน’ แต่สำหรับดิฉัน ค่ามันไม่เท่ากันค่ะ” แม่ชีศันสนีย์ ให้ข้อคิดไว้ว่า : การสมรส…คือการที่เราได้มีใครอีกคนเข้ามาแชร์ชีวิตกับเรา ดูแลเรา…คือแคร์ และเรสเป็กต์…คือเคารพซึ่งกันและกัน แคร์ แชร์ และเรสเป็กต์ คือการแบ่งปัน การดูแลกัน การเคารพกันและกัน แต่ถ้าคุณให้น้ำหนักของการสมรสว่าเป็นการผูกมัดกันด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง ก็อาจจะนำมาซึ่งความอึดอัดคับข้อง กระดาษหนึ่งแผ่นคือทะเบียนสมรสนั้น เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นว่ามีความสำคัญอะไรเท่ากับการได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีการแคร์ แชร์ และเรสเป็กต์ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองด้อย คุณรู้สึกว่าสิ่งนี้สำคัญ เพราะคิดว่าชีวิตของคุณเคยเติบโตมาจากความขาด ข้าพเจ้าก็ขอเตือนว่า แม้คุณจะเติบโตมาจากการเริ่มต้นที่ไม่มีอะไร แต่การที่คุณเติบโตมาถึงวันนี้ได้ แสดงว่าคุณมีตัวเองซึ่งมีความกตัญญูต่อโอกาสเป็นเพื่อน   คุณแม่ของว่าที่สามีจะคิดอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องรู้ แต่คุณควรจะรู้ว่า ว่าที่สามีของคุณอึดอัดอย่างไรในสภาวะเช่นนี้ แล้วถ้าคุณรักใครสักคน คุณก็น่าจะแคร์ความรู้สึก แชร์ความรู้สึก และเรสเป็กต์ คือเคารพความรู้สึกของเขา จนกระทั่งคุณไม่มีอะไรที่รู้สึกว่าเป็นปมด้อยที่ไม่ได้รับเกียรตินั้น ๆ คุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการในวันนี้ แต่คุณได้รับโอกาสแล้วในการที่จะเข้าไปพิสูจน์ว่าคุณ สามารถเป็นลูกสะใภ้ที่มีควาเคารพในการตัดสินใจที่เห็นต่าง ข้าพเจ้าคิดว่าคุณใช้โอกาสนี้เข้าไปพิสูจน์ดีกว่า อย่าเพิ่งใช้เรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรองจนกระทั่งคุณไม่ได้สมรส หรือทำให้การสมรสมีปัญหาเลย เพราะคนที่อึดอัดคือคนที่คุณรัก มองทุกอย่างอย่างที่มันเป็นเถอะค่ะ และถ้าใจของคุณไม่เป็นทุกข์ โอกาสของการได้พิสูจน์จะเริ่มต้นขึ้นทันที ข้าพเจ้าไม่ตำหนิที่คุณคิดอย่างนั้น แต่ขอเตือนในฐานะของคนที่เคารพการตัดสินใจที่แตกต่างเสมอว่า ถ้าตราบใดที่คุณยังมีโอกาสได้พิสูจน์ คุณจงใช้โอกาสนั้นพิสูจน์ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณได้มากกว่าทะเบียนสมรส นั่นคือคุณจะได้ใจคุณแม่ของคนที่คุณรัก รวมทั้งได้ความเข้าใจจากคนที่คุณรัก และนั่นหมายถึงการสมรสที่เป็นการแคร์ แชร์ และเรสเป็กต์กันและกันอย่างแท้จริง เรื่องจาก : นิตยสาร Secret คอลัมน์  Family Issue Photo by Brooke Cagle on Unsplash บทความที่น่าสนใจ Dhamma Daily : จะรู้ได้อย่างไรว่า […]

ทำลาย ความกดดัน ภายในใจ ด้วยธรรมะ จากพระอาจารย์ ชาญชัย อธิปญฺโญ

ความกดดัน มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ แม้ในชีวิตของคนเรา ทุกๆ คนไม่ชอบความกดดัน เพราะความกดดันเป็นความทุกข์แต่ทุกคนก็ต้องอยู่กับความกดดัน จึงอยู่กับความทุกข์

ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดี กรรมชั่ว และการให้ผลของกรรม‬

กรรมดี กรรมชั่ว การให้ผลของกรรม‬ เมื่อทำดีก็ย่อมได้ดี แต่ถ้าหากทำชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมจากสิ่งที่ได้ทำไว้ คุณพศินมีข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องของกรรมมาให้ผู้อ่าน – ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดี

เผยอีกมุมหนึ่งของ เถ้าแก่เสือ พระเอกหน้าตี๋หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์

เผยอีกมุมหนึ่งของ เถ้าแก่เสือ พระเอกหน้าตี๋หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์  พระเอกหน้าตี๋ หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์ กับละครเรื่องล่าสุด ชาติเสือพันธุ์มังกรในบทบาทของทรงวาด หรือ เถ้าแก่เสือ     รู้สึกอย่างไรที่มารับบทเป็น เถ้าแก่เสือ ในละครเรื่อง ชาติเสือพันธุ์มังกร ละครเรื่องชาติเสือพันธุ์มังกรเป็นละครที่สะท้อนสังคมชาวจีนสมัยก่อน ตอนช่วงประมาณพุทธศักราชสองพันห้าร้อยกว่า ๆ พูดถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลาย ๆ กลุ่มในเยาวราชที่ต่างแยกชิงอำนาจและมีปัญหาซึ่งกันและกัน แต่มีตัวละครตัวนี้ เถ้าแก่เสือ หรือเฮียเสือ เป็นเจ้าพ่อที่คุมทุกกลุ่มซึ่งได้รับหน้าที่มาจากเบื้องบนอีกทีหนึ่ง ยากไหมกับการเล่นบทนี้ ก็ทำการบ้านเยอะมาก เพราะเนื้อหาของละครเป็นเรื่องที่เกิดในสมัยอากง อาม่ายังหนุ่ม-สาว เลยปรึกษาและสอบถามท่านเป็นพิเศษถึงบรรยากาศในสมัยนั้น วิถีชีวิต เช่น การแต่งตัว รถยนต์ที่ใช้ในสมัยนั้นนิยมขับยี่ห้ออะไร คนจีนในสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันอย่างไร       สิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่คือศิลปะการป้องกันตัวที่เรียกว่า “กังฟู” เพราะพี่ฟิวส์ผู้กำกับ (กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล) ต้องการเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้ให้แปลกใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสำหรับผมในตอนนี้นะ ไปเรียนมาทั้งหมด 13 ครั้ง ผู้กำกับต้องการให้เรามีกระบวนท่าต่อสู้ที่ถูกต้อง แต่ลีลาจะอย่างไรอันนี้แล้วแต่เราเลย เถ้าแก่เสือเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่ใช่พระเอกที่เก่งไปซะทุกอย่าง […]

การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙

การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ การฝึกสติ “พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต” – พระราชหฤทัยจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฝึกฝนพระราชหฤทัย ตามหลัก พละ ๕ ในพระพุทธศาสนา อันเป็นธรรมเทศนาที่ได้สดับระหว่างทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ หลังจากนั้นได้ทรงศึกษา ปฏิบัติ และมีพระราชปฏิสันถารสนทนาธรรมด้วยพระอริยสงฆ์หลายรูป  ในช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามหัวเมือง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พละ ๕ ที่ทรงฝึกฝนนี้ได้แก่ ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อมั่นในทางที่ถูกต้อง เป็นกำลังหนุนจิตให้เข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่  วิริยะ หมายถึง กล้าต่อสู้กับอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ เป็นกำลังหนุนจิตใจเดินหน้า  สติ หมายถึง  ความระลึกได้ เป็นกำลังช่วยความจำ  ปลุกใจให้ตื่นจากกิเลส  สมาธิ  หมายถึง  ความตั้งมั่นของจิต  เป็นกำลังให้มั่นคงไม่ไหวเอนไปตามอารมณ์  และ ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่ว เป็นกำลังสำคัญยิ่งของจิต  เป็นแสงส่องให้รู้  เห็น  […]

ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย

ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย เคยสงสัย และ เกิดตั้งคำถามในตัวเองใช่ไหมว่า ทำไมทำบุญแล้วชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ไปดูกันค่ะว่าเพราะอะไร หนึ่งในสถานการณ์ที่มักจะสร้างความคลางแคลงใจให้แก่คนที่เพิ่งจะหันมาศึกษาธรรมะ  รวมไปถึงผู้ที่ศึกษาธรรมะมานาน  แต่ยังไม่มีความหนักแน่นมากพอที่จะเชื่อมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ ทำไมทำบุญแต่ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ชาวพุทธจำนวนมากทำกิจกรรมทางศาสนาหลายอย่างแล้วคิดว่า การกระทำดังกล่าวได้บุญแต่ความจริงแล้วบางอย่างก็ได้บุญน้อยมากบางอย่างไม่ได้บุญเลย เหตุการณ์ดังกล่าวมักจะทำให้ความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาของบางคนสั่นคลอน  แล้วกลายเป็นคนหลงผิด ผมจึงขอรวบรวมเหตุผลส่วนหนึ่งมาอธิบายว่า เพราะเหตุใดการทำบุญจึงไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นดังนี้   1. ทำบาปเอาไว้มาก   แต่ยังทำบุญน้อย  ลองคำนวณดูคร่าว ๆ ว่าเราเริ่มศึกษาธรรมะตอนอายุเท่าไร  แล้วลองเปรียบเทียบดูว่า  จำนวนปีที่เราทำบาปกับจำนวนปีที่เราทำบุญแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน  ยกตัวอย่างเช่น  สมมุติว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังในช่วงอายุ30 กว่า ๆ  ต่อมาได้หยุดทำบาปแล้วหันมาทำบุญในช่วงไม่เกิน 5 ปีหลัง  ก็แปลว่าก่อนหน้านั้นเราทำบาปมาประมาณ 30 ปีและเริ่มทำบุญจริงจังมาประมาณ 5 ปี  จะเห็นได้ว่า  ปริมาณการทำบาปในชาตินี้ยังมากกว่าการทำบุญ ฉะนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชีวิตอาจจะยังไม่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด     2. บุญก็ทำ บาปก็ไม่เลิก  คนจำนวนไม่น้อยศึกษาธรรมะ แต่เข้าถึงหลักธรรมเพียงด้านเดียวคือการทำบุญ โดยไม่ได้สนใจเลิกทำบาป จึงทำบุญไปด้วย ทำบาปไปด้วยชีวิตโดยรวมก็จะมีสภาพลุ่ม ๆ ดอน ๆเดี๋ยวชีวิตก็ดีเพราะผลบุญที่ทำ เดี๋ยวชีวิตก็แย่เพราะผลของบาปที่ไม่ได้ลดละลงเลย   3. เข้าใจผิด คิดว่าทำบุญอยู่  ชาวพุทธจำนวนมากทำกิจกรรมทางศาสนาหลายอย่าง  แล้วคิดว่าการกระทำดังกล่าวได้บุญ  แต่ความจริงแล้ว บางอย่างก็ได้บุญน้อยมาก บางอย่างไม่ได้บุญเลย หนำซ้ำกิจกรรมบางอย่างก็ได้บาป  ทำให้ไม่มีบุญมาส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การเข้าวัดเฉย ๆ การกราบพระพุทธรูปเพื่อขอพรการสวดมนต์เพื่อให้ร่ำรวย การแก้กรรมการรดน้ำมนต์ การไปร่วมพิธีกรรมต่าง ๆเป็นต้น     4. ทำบุญมาก แต่ได้บุญน้อย   หลายคนยังคงทำมาหากินในอาชีพที่ผิดศีล เงินที่หามาได้จึงเป็นเงินที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเงินก้อนนี้หากเอาไปทำบุญก็จะได้บุญน้อยมาก จึงไม่มีผลบุญที่จะมาช่วยให้ชีวิตดีขึ้น   5. เข้าใจผิด คิดว่าละบาปแล้วหลายคนมีความเข้าใจเรื่องการทำบาปไม่ครบถ้วน จึงคิดว่าการกระทำของตนไม่บาป และยังคงทำกรรมนั้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดทำให้ยังคงได้บาปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดเช่นกัน  ส่งผลให้มีบาปที่รอแสดงผลเป็นจำนวนมาก เช่น การใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ยังไม่ได้สู่ขอ การพูดให้คนทะเลาะกัน การพูดจาเสียดแทงจิตใจ เป็นต้น     6. ทำบุญไม่ตรงกับผลที่ต้องการ  ชาวพุทธจำนวนมากมีความต้องการให้ชีวิตบางด้านดีขึ้น แต่เนื่องจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมที่ถูกต้อง จึงทำบุญไม่ตรงกับความต้องการ เช่น คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับความรัก ความจริงแล้วควรจะรักษาศีลอุโบสถ เลิกพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดหยาบ แต่ก็กลับไปทำสังฆทานที่จะช่วยเรื่องเงินทอง คนที่มีปัญหาเรื่องการทำงานความจริงแล้วควรทำบุญถวายสังฆทาน แต่กลับไปปล่อยปลา ไถ่ชีวิตสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้อายุยืนและสุขภาพดี คนป่วยที่ควรจะทำบุญด้วยยาหรือปล่อยปลาที่กำลังจะถูกฆ่า แต่กลับไปซื้อปลาที่เขาเตรียมจับไว้แทน ซึ่งบุญที่ได้จะช่วยเรื่องอิสรภาพมากกว่า   7. บุญยังไม่แสดงผล  คนจำนวนหนึ่งมีความเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้อง และได้เริ่มต้นทำบุญละบาปมาต่อเนื่องยาวนานนับสิบ ๆ ปี แต่ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะบุญที่ทำยังไม่สบช่องแสดงผล เพราะในชาติที่แล้ว และชาติก่อนหน้านั้น อาจจะเคยทำบาปเอาไว้มากบาปที่เคยทำจึงยังตามแสดงผลให้เราพบเจอความทุกข์ไม่หยุด ชีวิตจึงยังไม่ดีขึ้น ตัวอย่างเหตุผลดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านทุกคนได้ลองหันกลับมาพิจารณาว่า ตัวเราเองเข้าใจเรื่องบาปบุญอย่างถูกต้องแค่ไหน และแท้จริงแล้วตัวเราทำบุญหรือทำบาปมากกว่ากัน ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะเห็นความจริงว่า เราทำดีมากพอหรือยัง (ส่วนใหญ่มักจะยังทำบุญไม่มากพอ และยังทำบาปควบคู่ไปด้วย) ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าความเข้าใจดังกล่าวจะทำให้ทุก ๆ คนสามารถรักษาความมุ่งมั่นในการทำบุญละบาปต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ และเป็นเส้นทางที่จะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย   (หมายเหตุ : อ่านความรู้จากพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการทำบุญได้ในหนังสือ “ทำดี24 ชั่วโมง”  ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการทำบาปอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “ถ้ารู้…(กู)…ไม่ทำ”) เรื่องจาก : นิตยสาร Secret […]

6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่

          6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่ 6 ความเชื่อเรื่องชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนว่าใช่     ความเชื่อมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะผลักดันชีวิตไปสู่ทิศทางใดก็ได้ ดังนั้นก่อนจะเชื่ออะไรเราจึงต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะบางเรื่องแม้จะจำฝังใจ ว่า “เป็นความจริง” มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่ในที่สุดประสบการณ์ชีวิต ก็อาจจะทำให้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดทุกครั้ง ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตคู่ก็เช่น  บางเรื่องอาจจะดูเหมือนใช่แต่ก่อนจะปักใจ คุณควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน 6 ข้อต่อไปนี้ คือความเชื่อเกี่ยวกับ ชีวิตคู่ ที่อยากชวนคุณมาทบทวนความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำว่า ฟันธง!     1 อยู่ก่อนแต่งเป็นเรื่องธรรมดา การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียน และไม่มีการแสดงความเป็นสามีภรรยา ให้สังคมรับรู้อย่างเป็นทางการฝ่ายหญิงย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเต็มประตู ถ้าหากรักครั้งนี้จบลงนอกจากนี้ การอยู่ก่อนแต่งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเลิกรากันอีกด้วย เพราะแต่ละฝ่ายต่างได้เรียนรู้ข้อเสีย และตัวตนที่แท้จริงของกันและกันโดยที่ไม่มีอะไรผูกมัด  ทำให้สามารถเดินจากไปเมื่อไรก็ได้ถ้าเจอที่หมายที่ดีกว่า แน่ใจแล้วหรือว่า คุณพร้อมรับความจริงทั้งหมดนี้หากความสัมพันธ์ล้มเหลว     2 ชีวิตคู่ต้องเปิดเผยจริงใจ หลายต่อหลายคู่คิดว่าการแต่งงานคือการยินยอมให้แต่ละฝ่าย แสดงความคิดเห็นของตนอย่างอิสระ เลิกเกรงใจกันอีกต่อไปรวมทั้งการพูดถึงข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งบ่อยๆอย่างตรงไปตรงมา เช่น แก่ อ้วน ดูไม่ดีหรือทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ […]

เลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9

เลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เลี้ยง โคนม อาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ “นมไทย-เดนมาร์ค” มาตั้งแต่เด็ก หรือบางคนเรียกว่า “นมวัวแดง”  จนถึงวันนี้หลายคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังดื่มนมไทย-เดนมาร์ค ขณะเดียวกันได้ส่งต่อความผูกพันนี้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่กว่าที่จะมาเป็นนมไทย-เดนมาร์ค  เช่นทุกวันนี้ เกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ” ที่ทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย จึงก่อเกิด “อาชีพโคนม” อาชีพพระราชทานที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยมายาวนานและยั่งยืน พระบิดาแห่งโคนมไทย ผู้ให้กำเนิดอาชีพเลี้ยงโคนม เดือนกันยายน พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป ดังพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในตอนหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี” โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ค โดยรัฐบาลเดนมาร์ค ได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนม ของประเทศไทย และสำรวจพื้นที่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พบว่าอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีความเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงาม มีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 […]

กับดักของเงินและงาน บทความให้ข้อคิดดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

กับดักของเงินและงาน คืออะไร แล้วเรากำลังตกเป็นกับดักอยู่หรือเปล่า ? จริงหรือไม่ ที่คนส่วนใหญ่ล้วนมีชีวิตอยู่ในโลกของการทำงาน  – บทความจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

6 วิธีวิ่ง หนีความจำเจ สำหรับคนทำงาน

6 วิธีวิ่ง หนีความจำเจ สำหรับคนทำงาน 6 วิธี วิ่ง หนีความจำเจ อาจจะช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเชื่อว่าหลายคนคงอยากหนีไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ สักแห่ง ด้วยความเบื่อหน่ายชีวิต ที่ต้องตื่นมาเจออะไรเดิมๆ ทุกวัน แต่ครั้นจะลาพักร้อนก็ต้องเคลียร์งานจนหัวหมุน แถมยังได้พักแบบไม่เต็มเหนี่ยว เพราะต้องคอยพะวงถึงงานกองโตที่จ่อเรียงคิวเป็นตั้ง  ซีเคร็ต จึงขออาสาพาคุณวิ่งหนีความจำเจด้วยวิธีง่ายๆโดยไม่ต้องเก็บกระเป๋าออกไปไหนทั้งนั้นล่ะค่ะ คิดซะว่าทุกวันเป็นเที่ยว ลองดื่มด่ำกับชีวิตประจำวันให้เหมือนกับวันเที่ยวดูบ้าง ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน ถ้าคุณเคยขับรถไปทำงาน อาจเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์หรือนั่งเรือด่วนแทน ถ้าเคยขึ้นรถไฟฟ้า อาจเปลี่ยนไปปั่นจักรยาน หรือแวะพักระหว่างทางเพื่อจิบกาแฟร้อน ๆ ก่อนเริ่มงาน ส่วนช่วงหลังเลิกงานก็ลองเปลี่ยนไปลิ้มลองอาหารเมนูแปลกใหม่ที่ร้านใหม่ ๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้คุณปลดปล่อยความเครียดจากความจำเจ แต่ยังอาจทำให้คุณเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ระหว่างทางอีกด้วย จัดระบบงานให้เข้าที่ การเปิดอินเทอร์เน็ตทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนไม่เว้นวันหยุด ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทิม เฟอร์ริส (Tim Ferriss) บล็อกเกอร์ที่ทำงานสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง แถมพ่วงตำแหน่งนักเขียนชื่อดังในอเมริกา แนะนำวิธีง่าย ๆ ว่า ให้จัดเวลาการทำงานอย่างเป็นระบบ เช่น เช็กอีเมลเพียงวันละสองครั้งเท่านั้น คือช่วงเช้าก่อนเริ่มงานและช่วงเย็นหลังเลิกงาน โดยตั้งค่าระบบตอบรับอัตโนมัติที่ทำให้คนติดต่องานเข้ามา รู้ว่าคุณจะกลับมาเช็กอีเมลอีกครั้งเมื่อใด พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้สำหรับติดต่อเรื่องด่วนหรือเรื่องฉุกเฉิน วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องลุกลี้ลุกลนทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แถมเหลือเวลาให้พักผ่อนอีกหลายชั่วโมง หาชั่วโมงพักระหว่างวัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยหนักกับชีวิต ต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ แต่ตารางเวลาเจ้ากรรมดันแน่นเอี้ยดไปหมด แค่เพียงคุณตื่นให้เช้ากว่าปกติสักชั่วโมงเพื่อทำกิจกรรมสนุก ๆ เช่น พาน้องหมาไปเดินในสวน ฝึกโยคะ ซื้อผักสดในตลาด ในระหว่างวันเมื่อไหร่ที่รู้สึกเบื่อ ๆ แค่เพียงเปิดเพลงสักหนึ่งอัลบั้มสร้างอารมณ์ให้ตัวเอง พอพักกลางวันก็นัดเพื่อนเก่ากินข้าว แต่อย่าเผลอพูดถึงเรื่องงานเชียวล่ะ หลังเลิกงานอาจแวะทำวัตรเย็นก่อนกลับบ้าน ส่วนวันเสาร์ -อาทิตย์ก็จัดตารางสั้น ๆ ไปดูคอนเสิร์ต ดูงานศิลปะ หรือไม่ก็ทิ้งตัวลงจิบกาแฟที่ร้านกาแฟสักแห่งพร้อมหนังสือเล่มโปรด เพียงเท่านี้คุณก็จะพบว่าตัวเองไม่ได้มีกิจวัตรจำเจเหมือนหุ่นยนต์ที่มีแค่ตื่น ทำงาน แล้วก็เข้านอนเท่านั้น งานจบ คนต้องจบ ก่อนแบกเป้ออกไปเที่ยวแต่ละครั้ง คนส่วนใหญ่มักจะลิสต์งานที่ต้องทำไว้ แล้วไล่ทำทีละอย่างจนกว่าจะเสร็จ จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ แล้วบึ่งไปเที่ยวทันที คุณสามารถนำวิธีนี้มาใช้กับชีวิตประจำวันของคุณได้ด้วยเหมือนกัน โดยเมื่อไหร่ที่งานในแต่ละวันจบลงตามที่ลิสต์ไว้แล้ว ให้ถอดปลั๊กเรื่องงานออกให้หมด อย่าได้บอกตัวเองเด็ดขาดว่าขอทำล่วงหน้าต่ออีกสัก 5 นาที คุณก็รู้ว่า 5 นาทีไม่มีจริงหรอก ลองตั้งโน้ตเตือนความจำไว้ในโทรศัพท์ หรือไม่ก็แปะโพสต์-อิทไว้หน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อย้ำเตือนว่า “งานจบ คุณต้องจบ” ไดอะรี่มีส่วนช่วย โรเบิร์ต เอมมอนส์ (Robert Emmons) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า การจดบันทึกมีประโยชน์ต่อจิตใจเป็นอย่างมาก เพียงแค่เรารู้จักจดบันทึกทบทวนสิ่งดี ๆ ที่ได้เจอมาในแต่ละวัน อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เพื่อนร่วมงานซื้อขนมมาแบ่ง ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินแสนสวย หรือได้กินสลัดร้านโปรด เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ทุกวันดูพิเศษขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ ตามล่าหาสีเขียว มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เมื่อคนย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีสีเขียวจากธรรมชาติมาก ๆ จะช่วยให้สุขภาพทางใจดียิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับคนที่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อย จะมีสุขภาพทางใจถดถอยลง สอดคล้องกับงานวิจัยอีกเรื่องที่ระบุว่า ผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาลที่มีหน้าต่างเปิดโล่งให้ได้ชมธรรมชาติมักหายเร็วกว่าผู้ป่วยที่นอนในห้องปิดทึบ เกริ่นมาอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องย้ายบ้านไปแถบชานเมืองหรือลงทุนเจาะหน้าต่างบ้าน แค่เพียงออกไปสูดอากาศที่สวนสาธารณะในเมืองบ้าง นำหลอดไฟสีส้ม ๆที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมาประดับที่ทำงาน หรือถ้ายากเกินไปก็แค่นำดอกไม้สดมาประดับโต๊ะ วิธีนี้อาจไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกเหมือนออกไปเที่ยวมากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนได้ซื้อของที่ระลึกให้ตัวเองทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็ลบคำว่า “จำเจ” ออกจากชีวิตได้แล้วล่ะค่ะ เรื่องจาก นิตยสาร Secret คอลัมน์ life management   บทความที่น่าสนใจ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข สุขอยู่ที่ทนทุกข์ได้ บทความดี ๆ จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 7 วิธีกำหราบ ความเครียด ให้อยู่หมัด ทริคสำหรับคน ไม่อยากเครียด 8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวัน สุข ของ มนุษย์เงินเดือน    

8 วิธี เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวัน “สุข” ของ มนุษย์เงินเดือน

“วันหยุดมักผ่านไปเร็วเสมอ”  กลายเป็นวลีเด็ดของ มนุษย์เงินเดือน ไปซะแล้ว เพราะหลังจากที่ได้ใช้เวลาแห่งความสุขในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หมดไป ก็ต้องเปลี่ยนโหมดอย่างรวดเร็วกลับไปสู่เช้าวันจันทร์ที่ยุ่งเหยิง ไหนจะต้องเคลียเอกสารกองโต เช็กอีเมลและเตรียมรับมือกับงานชิ้นใหม่ ๆ ที่จ่อเรียงคิวยาวเป็นหางว่าวเพียงแค่คิดว่าพรุ่งนี้คือวันจันทร์ ก็…แทบจะเป็นลมล้มตึง!! ในเมื่อเราทำให้เวลาหยุดเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็ลองมาเปลี่ยนที่ตัวเองกันดีกว่า Secret มีวิธีแก้ปัญหาอาการเบื่อวันจันทร์มาฝากค่ะ เผื่อจะช่วยเปลี่ยนวันจันทร์ทึม ๆ ให้กลายเป็นวัน “สุข” ที่แสนสดใส พร้อมแล้ว…ลุย! 1. ใจเย็นๆอย่าพึ่งรีบเร่งให้ถึงวันศุกร์ เดี๋ยว ๆ จะรีบศุกร์ไปไหนสิ่งที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นเผชิญหน้ากับสัปดาห์ใหม่ได้อย่างไร้กังวลคือ การที่ไม่มีงานด่วนอะไรติดค้างอยู่ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ฉะนั้นในเย็นวันศุกร์อย่าเพิ่งดีใจจนลิงโลดรีบปิดหน้าจอคอมพ์แล้วบึ่งไปแฮ้งเอ๊าต์กับเพื่อน ลองเช็กให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้สะสางงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมีอะไรมารบกวนใจในวันเสาร์ อาทิตย์จนติดค้างมาถึงวันจันทร์ 2. ถอดปลั๊กหลังเลิกงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทั้งทีก็ควรใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ อย่าได้แอบเอางานกลับไปทำที่บ้านเชียวล่ะ เพราะนอกจากจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับทำงานไม่มีวันหยุดแล้ว คนในบ้านก็ต้องพลอยเสียบรรยากาศดี ๆ ไปด้วย ลองถอดปลั๊กออกให้หมด ไม่คิดถึงเรื่องงาน ไม่เช็กอีเมล งดติดต่อกับลูกค้าแล้วผ่อนคลายให้สุด ๆ ในวันหยุดนี้เลย 3. ลิสสิ่งที่จะทำในแต่ละวัน ในบ่ายวันอาทิตย์ลองนั่งจัดอันดับ “3 สิ่งดี ๆที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้”เช่น วันอังคารจะได้ออกไปพบลูกค้าคนสำคัญ วันพุธจะมีพนักงานคนใหม่เข้ามา และวันศุกร์จะได้นำเสนอผลงานที่ตั้งใจทำสุด ๆ หรือถ้านึกไม่ออก ก็อาจจัดอันดับ “3 สิ่งที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงให้ได้ในสัปดาห์นี้” เชื่อเถอะว่าวันจันทร์ของคุณจะสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว 4. แบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ก่อนเวลาปกติ ลองเข้านอนแต่หัวค่ำในคืนวันอาทิตย์ และตื่นก่อนเวลาปกติสัก 30 นาทีแล้วคุณจะค้นพบว่า คุณมีเวลาให้ตัวเองได้ทำนู่นนี่อีกสารพัด ลองเอาเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆช่วงนั้นไปใส่บาตร เลือกซื้อของสดในตลาดเช้า ทำอาหารเพื่อสุขภาพเล่นโยคะ พาน้องหมาไปเดินเล่น…แล้วคุณจะรู้ว่า คุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มีหน้าที่แค่ตื่น ทำงาน แล้วก็นอนหลับเท่านั้น 5. เลือกใส่ชุดตัวเก่ง เสื้อผ้าชุดไหนที่ใส่แล้วมีแต่คนชม ชุดไหนที่ใส่แล้วมั่นใจสุด ๆ หรือชุดไหนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ แล้วอยากใส่ไปอวดเพื่อน ก็ให้เอามาใส่วันจันทร์นี่แหละ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกหลงรักวันจันทร์และอยากให้ถึงวันจันทร์เร็ว ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะการรู้สึกดีกับตัวเองถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมองโลกในแง่ดีไงล่ะ 6. ถอยห่างจากเพื่อนขี้เมาท์ ทุกออฟฟิศ มักจะมีเพื่อนร่วมงานจอมเมาท์และจอมนอยด์ ที่บ่นได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงาน รถติด ลูกเกเร ไปจนถึงเรื่องแมวคลอด ฯลฯ พาให้คุณรู้สึกเซ็งได้อย่างไม่รู้ตัว ฉะนั้นในเช้าวันจันทร์ อย่าได้จับกลุ่มเมาท์กับคนเหล่านี้เป็นอันขาด แนะนำให้เดินถอยห่างออกมา หรือไม่ก็หยิบหูฟังมาอุดหูไว้ซะ แล้วเปิดเพลงสุดโปรดฟังให้สบายใจไปเลย 7. โปรยความสุขไปรอบ ๆ ตัว ในเมื่อเราสร้างความสุขของตัวเองได้แล้ว ก็อย่าลืมโปรยความสุขเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างบ้าง รับรองว่าจะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในที่ทำงานได้ดีเลยทีเดียว โดยคุณอาจจะเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ที่พบเจอมาในช่วงเสาร์อาทิตย์ให้เพื่อนฟัง อัพเดตข่าวสารที่ดูในโทรทัศน์เมื่อเช้า หรือเอาขนมอร่อย ๆ มาแบ่งปันเพื่อนที่ทำงานบ้างก็ยังได้ 8. เย็นวันจันทร์ก็เป็นวันพิเศษได้ ใครกันนะทำให้คุณเข้าใจผิดว่าเย็นวันจันทร์  เป็นวันที่จะทำอะไรสนุก ๆไม่ได้…ลองมาเปลี่ยนเย็นวันจันทร์ให้กลายเป็นวันพิเศษดูดีกว่า โดยคุณอาจจะกำหนดให้วันจันทร์เป็นวันแห่งการนัดเจอแก๊งเพื่อนเก่า วันแห่งการทำขนมหรือไม่ก็เป็นวันแห่งการเล่นเกมกับลูก ๆ แต่ถ้านึกกิจกรรมสนุก ๆไม่ออก ก็อาจหารายการทีวีสุดโปรดดูสักเรื่องก็ยังได้   เพียงเท่านี้วันจันทร์ก็จะกลายเป็นวันอันแสนสุขของคุณได้แล้ว ข้อมูลจาก : นิตยสาร Secret คอมลัมน์ Life Management  Photo by Annie Spratt on […]

สูตรแก้ ปัญหา ครอบจักรวาล! โดยคุณพศิน อินทรวงค์

สูตรแก้ ปัญหา ครอบจักรวาล! โดยคุณพศิน อินทรวงค์ ธรรมชาติของ ปัญหา ในโลก จะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆ คือปัญหาภายใน และ ปัญหาภายนอก ผู้มีจิตอริยชนควรมีสติมองปัญหาให้ทะลุ ควรจับปัญหาทั้งสองส่วนแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การสะสางปัญหาที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตรงธรรม ปัญหาภายนอก 1. ให้วิเคราะห์ตามความเป็นจริงว่า เรากำลังมีสถานการณ์อะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ วิธีแก้ไข ให้แก้ไปตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม โดยย้อนกลับมามองที่ความบกพร่องของตนเองก่อน แล้วตั้งต้นว่า เราจะแก้ไขความผิดพลาดของตนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยแก้ที่คู่กรณี หาทางเจรจาในเวลาที่เหมาะสม ระลึกอยู่เสมอว่า การเจรจานี้เป็นไปเพื่อสะสางปัญหา มิใช่เพิ่มพูนปัญหา ในด้านสถานการณ์ต่างๆ ก็เช่นกัน เมื่อคิดจะแก้ไข ให้ทำอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มองเป้าหมายให้ทะลุ ว่าอะไรคือเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง จากนั้นจึงค่อยๆ คลีคลายออกมาเป็นกรรมวิธีดำเนินการที่ชัดเจน แก้ไขอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ใช้เวลากี่วัน พร้อมด้วยวิธีประเมิณผลที่จับต้องได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต้องทำด้วยจิตที่ขาวสะอาด ใช้วาจาสุภาพเรียบร้อย ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นไปด้วยลักษณะของผู้ทรงคุณธรรมที่มีทั้งความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม สูตรการแก้ไขปัญหาภายนอก (วิเคราะห์ปัญหาตามจริง หรือโยนิโสมนสิการในปัญหา) […]

เบื่องานทำไงดี เพิ่มพลังง่ายๆภายใน 10 นาที

เบื่องานทำไงดี เพิ่มพลังง่ายๆภายใน 10 นาที  เบื่องานทำไงดี ในแต่ละวันของการทำงานก็ต้องมีบ้างใช่ไหมคะที่รู้สึกแบบนี้ หรือบางทีพลังการทำงานก็หมดลงไปด้วย ถ้าอย่างงั้นเราลองมาดูวิธีเพิ่มพลังง่ายๆในการทำงานภายใน 10 นาที ว่ามีอะไรบ้าง  1  เขียน 3 สิ่งที่คุณอยากขอบคุณ  หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต ย่อมมีผู้คนมากมายที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ เพื่อนฝูงคนรัก หรือแม้กระทั่งศัตรู และปัจจัยอื่น ๆที่เป็นเสมือนแรงผลักดันให้เราก้าวมาถึงวันนี้จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไมแอมี ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่เขียนบันทึกถึงสิ่งที่ตนรู้สึกอยากขอบคุณเป็นประจำทุกวันมักทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กระตือรือร้นมุ่งมั่น และมีพลังงานในการทำงานมากกว่าคนทั่วไป ทั้งยังเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความสุขมากกว่าด้วย 2 จัดโต๊ะทำงาน การจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอนับเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะการจัดโต๊ะจะทำให้พื้นที่ทำงานดูสะอาดตา เพิ่มพื้นที่ในการใช้สอย เพิ่มความสะดวกในการหยิบใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากทำงานอีกด้วย 3 พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน การเก็บตัวเงียบ ไม่พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน นอกจากทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณและเพื่อนร่วมงานย่ำแย่แล้ว ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกด้วย เพราะการที่คุณไม่สนทนากับเพื่อนร่วมงานเท่ากับปิดหูปิดตาตนเองจากความคิดเห็นและคำแนะนำต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคุณ ดังนั้นการรักษาสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม 4 เขียนเป้าหมายสูงสุดในแต่ละวัน การเขียนเป้าหมายสูงสุดในการทำงานในแต่ละวัน ช่วยทำให้เป้าหมายที่เลือนรางอยู่ในความคิดกลายเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น การกระทำดังกล่าวช่วยให้มีแรงบันดาลใจและกระตือรือร้นในการทำงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่องานที่ทำนั่นเอง 5 จดรายการสิ่งที่ต้องทำ ในแต่ละวันบางคนอาจมีเรื่องต้องทำนับสิบอย่าง งานบางอย่างต้องทำให้สำเร็จลุล่วงภายในวันนั้น ขณะที่งานบางอย่างสามารถผัดผ่อนไปทำในวันถัดไปได้ เพราะฉะนั้นการเขียนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยจัดเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย จะช่วยให้ชีวิตเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้นและทำงานเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด แถมยังทำให้มีเวลาพักผ่อนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 6 อ่านคำคมหรือเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ การอ่านคำคมหรือเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จ สามารถช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงานได้ เพราะเรื่องราวดังกล่าวช่วยจุดประกายในการทำงาน ทั้งยังช่วยปรับทัศนคติและมุมมองให้เป็นไปในแง่บวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นเราอาจได้แนวคิดและวิธีปฏิบัติดี ๆ จากบุคคลที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ด้วย   เรื่องโดย : อิศรา ราชตราชู Secret Magazine (Thailand) Photo by NordWood Themes on Unsplash บทความที่น่าสนใจ ขอใบสั่งยา รักษาอาการ  เบื่อ  กับ ดร.สนอง วรอุไร เบื่องาน หมดไฟในการทำงาน ปลุกพลังในตัวคุณได้ง่ายๆ 5 ขั้นตอน Dhamma Daily […]

10 เทคนิคพิชิตความสำเร็จ ฉบับโอปราห์ วินฟรีย์

 10 เทคนิคพิชิตความสำเร็จ ฉบับโอปราห์ วินฟรีย์ โอปราห์ วินฟรีย์ บุคคลผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ทั้งเบื้องหน้า ในฐานะนักแสดงและพิธีกรรายการชื่อดัง  รายการทอล์คโชว์ของเธอ มีเรตติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์อเมริกัน และเบื้องหลัง ในฐานะเจ้าของสตูดิโอผู้ผลิตรายการทอล์คโชว์ มินิซีรี่ส์ รวมถึงเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คุณภาพ ระดับเข้าชิงรางวัลออส การ์  และนี่คือ 10 กลยุทธิ์ สู่ความสำเร็จของเธอค่ะ รับรองว่าน่าสนใจอย่างแน่นอน   1.คิดต่อเนื่อง ทำต่อเนื่อง บ่อยครั้งที่เราหยุดคิด หยุดทำ อาจด้วยเพราะท้อ เจออุปสรรค หรือหมดกำลังใจ กระทั่งบางคนอาจคิดไปว่าฉันพอแล้ว ฉันไม่ไหวแล้ว   แต่สำหรับ โอปราห์วินฟรีย์ เธอไม่คิดอย่างนั้น เธอจะคิดเสมอว่า อะไรคือก้าวต่อไป จะทำอะไรต่อไป เธอพยายามคิดอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีบางครั้งที่รู้สึกเหนื่อยเหมือนเจอทางตัน หลายคนรอบข้างแนะนำให้หยุด เลิกโครงการนั้นซะ แต่เธอกลับขอเวลา นิ่ง คิด และพยายามมองหาวิธีการใหม่ ๆ ว่าถ้าจะทำต่อไป จะทำอย่างไรได้บ้าง   ถ้าโอปราห์หยุดคิด หยุดทำ เลิกล้มโครงการ คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เธอพูดเสมอว่า “เราจะล้มเหลว […]

พยาบาลนางฟ้าบริจาคน้ำนมให้แก่ลูกชายที่แม่ป่วยเป็นมะเร็ง จนไม่สามารถให้นมเองได้

พยาบาลนางฟ้า บริจาคน้ำนม ให้แก่ลูกชายที่แม่ป่วยเป็นมะเร็ง จนไม่สามารถให้นมเองได้ พยาบาลนางฟ้า บริจาคน้ำนม ให้แก่ลูกชายที่แม่ป่วยเป็นมะเร็ง จนไม่สามารถให้นมเองได้ น้ำนมของแม่ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด สำหรับทารกแรกเกิด เพราะมีสารอาหารที่ครบถ้วน และยังเป็นการสร้างสายใยความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย คุณแม่หลายคนไม่สามารถให้น้ำนมลูกได้ นั่นอาจเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง คุณแม่คนนี้ก็เช่นเดียวกันค่ะ เธอป่วยเป็นมะเร็ง แต่โชคดีที่เธอได้เจอกับพยาบาลใจดี ที่ยอมบริจาคน้ำนมของตัวเธอเองเพื่อให้ลูกน้อยของผู้ป่วยคนนี้ ได้มีโอกาสกินนมเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เรื่องราวดีๆที่น่าบอกต่อนี้ เกิดขึ้นที่รัฐเนแบรสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีนางฟ้าใจดีชื่อว่า Jaclyn Kenney พยาบาลที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์การแพทย์เนแบรสกา ตัดสินใจบริจาคน้ำนมมากกว่า 1,000 ออนซ์ให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งชื่อว่า Ashley Chesnut กับลูกชายวัย 5 เดือนของเธอชื่อว่า Easton คุณพยาบาลใจดีผู้บริจาคน้ำนม (คนซ้ายมือ)   สำหรับ Chesnut ผู้เป็นแม่วัย 30 ปีนั้น เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงทำให้เธอเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถให้นมแก่ลูกชายได้ ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้เธอก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างระหว่างที่ให้นมลูกคนนี้ เพราะว่าเธอมีอาการเจ็บปวดที่อกอย่างมากราวกับมีอะไรมาแทงเลยก็ว่าได้ มันเจ็บเหมือนกับถูกรถไฟชนเลย มันเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทง ในตอนนั้นฉันไม่สามารถขยับตัว ไม่สามารถหายใจหรือพูดคุยใดๆ ได้เลย” Chesnut กล่าว หลังจากพบว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองประเภท Non-Hodgkin ทางทีมแพทย์บอกกับเธอว่า เธอจะต้องหยุดการให้นมบุตรเพื่อเริ่มต้นการรักษาได้แล้ว “การให้นมแก่ลูกเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับฉันมาก […]

8 วิธี ทำบุญโดยไม่ต้องใช้เงิน ได้บุญ ได้สุข ดีต่อใจจริงๆ

ทำบุญ อย่างไร ไม่ต้องใช้เงิน? การบริจาคเงิน ทอง หรือของมีค่า คือวิธีทำบุญ ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย จนอาจทำให้หลงลืมไปว่า ยังมีวิธีทำบุญอื่นๆ อีกหลายรูปแบบ 

keyboard_arrow_up