นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์

ปูทอง
ปูทอง

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์

 

นิทานธรรมะ เรื่องของ ปูทองรู้คุณ ใช้ปัญญาช่วยผู้มีพระคุณจนรอดชีวิต จากอีกาเจ้าเล่ห์ และงูเห่าที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพอกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทำนา วันหนึ่งเขาไปนาพร้อมบริวาร พอไปถึงก็บอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วตนเองไปล้างหน้าที่หนองน้ำปลายนา

ในหนองน้ำนั้นมีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มีสีเหลืองอร่ามราวกับทอง พอพราหมณ์ถึงหนองน้ำเขาก็แปรงฟัน แล้วลงไปล้างหน้า ขณะนั้นปูทองก็เดินมาอยู่ใกล้ ๆ เขาเห็นปูก็เกิดความเอ็นดูจึงจับปูทองขึ้นมาวางไว้บนผ้าห่มของเขา พอจะกลับไปทำนาต่อก็ปล่อยมันลงน้ำไป

วันต่อมา พอเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้ำ จับปูขึ้นมานอนบนผ้าห่มก่อนแล้วไปทำนาทั้งวัน ตกเย็นก็ปล่อยปูลงน้ำแล้วจึงกลับบ้าน เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน พราหมณ์กับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามพราหมณ์ผู้นี้มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ดวงตาของพราหมณ์จะเป็นวงกลม 3 ชั้นใสแจ๋ว ซึ่งแปลกจากคนทั่วไป

ในเวลานั้นที่ปลายนามีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกาเกิดแพ้ท้องอยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา “ถ้าไม่ได้กินฉันคงตายแน่ ๆ เลยล่ะ”

สามีเอ่ยตอบด้วยความเซ็งว่า “น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าหวังเลยน้อง”

นางกาจึงเสนออุบายว่า “พี่จ้ะ ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าเราใช้งูเห่าให้ไปกัดเขาตายแล้วค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เป็นจริงได้นะ”

กาสามีเห็นดีด้วย นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติงูเห่าด้วยการนำอาหารมาให้เป็นประจำ

 

ปูทอง

 

พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ปูทองก็เติบโตเต็มที่ วันหนึ่งเวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ออกมาดูนาตามปกติ เขาแวะไปที่หนองน้ำจับปูมาวางไว้ที่ผ้าห่มแล้วกำลังจะเดินขึ้นคันนาเลาะดูข้าว ก็ถูกงูเห่ากัดเข้าที่น่องล้มลงตรงนั้นเอง งูเห่ากัดเสร็จก็เลื้อยหนีเข้าจอมปลวกไป

พอพราหมณ์ล้มลง ปูทองก็กระโดดขึ้นไปเกาะบนยอดอกของเขา กาตัวผู้ก็บินมาจับบนร่างของเขาเช่นกัน ขณะที่กากำลังจะจิกดวงตาของพราหมณ์ ปูทองก็ใช้ก้ามปูหนีบคอกาเอาไว้แน่น แล้วขู่ว่า “เจ้ากาชั่ว เจ้าเรียกงูมาเดี๋ยวนี้นะ มิเช่นนั้น เจ้าคอขาดแน่ ๆ”

กากลัวตายจึงร้องเรียกงู “เฮ้ย..งูเห่าเพื่อนรักกลับมาก่อน ข้าถูกปูตาโปนหนึบคอแล้ว กลับมาช่วยกันก่อน”

งูเห่าพอได้ยินเสียงเรียกก็เลื้อยกลับมาแผ่แม่เบี้ย หันมาจะฉกปู ปูจึงใช้ก้ามปูอีกข้างหนึ่งหนีบคองูเอาไว้

งูเห่าดิ้นไม่หลุดจึงร้องถามปูทองว่า “เจ้าปูตาโปน ปล่อยพวกข้าเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหนีบคอพวกข้าทั้งสองไว้ทำไม”

ปูทองตอบว่า “เจ้างูชั่ว ชายคนนี้เป็นที่พึ่งของข้า ถ้าเขาตายไปข้าก็ต้องตายด้วย เพราะไม่มีผู้คุ้มครอง เจ้ามาทำให้เขาตายเสียแล้ว พวกเจ้าต้องตาย”

ด้วยความเจ้าเล่ห์งูก็คิดจะล่อลวงปูจึงพูดว่า “เจ้าปูตาโปน ถ้าเช่นนั้น ข้าจะดูดพิษกลับคืนให้เขาฟื้นคืนชีพมา เจ้าปล่อยพวกข้าก่อนสิ ก่อนที่พิษร้ายแรงจะทำให้เขาตาย”

ปูรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของงูจึงพูดว่า “เจ้างูชั่ว ข้าจะปล่อยเจ้าก็ต่อเมื่อเห็นชายคนนี้ลุกขึ้นได้ก่อนแล้ว ข้าถึงจะปล่อยกาไป” ว่าแล้วก็คลายก้ามให้งูเลื้อยไปดูดพิษคืน

เมื่อพราหมณ์ฟื้นและลุกขึ้นยืนเป็นปกติแล้ว ปูคิดว่าถ้าขืนปล่อยให้สัตว์ทั้งสองนี้ไป ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายพราหมณ์เจ้าของนาอีกจนได้ จึงใช้ก้ามปูหนีบคอสัตว์ทั้งสองเสียชีวิตทันที ฝ่ายนางกาที่จับอยู่บนต้นตาลเห็นเหตุการณ์กลับตาลบัตรเช่นนั้น ก็รีบบินหนีไปอยู่ที่อื่น

พราหมณ์เจ้าของนาโยนร่างของกาและงูทิ้งเข้าป่าไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพราหมณ์และปูทองก็ยิ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนตราบสิ้นชีวิต

 

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

 


บทความน่าสนใจ

keyboard_arrow_up