สิ่งที่สำคัญกว่า “ พรสวรรค์ ” ที่เราต้องค้นหาคืออะไร

สิ่งที่สำคัญกว่า “ พรสวรรค์ ” ที่เราต้องค้นหาคืออะไร – หากผมได้เงิน 10 บาททุกครั้งที่มีคนมาถามเรื่องการ “ค้นหาพรสวรรค์” ป่านนี้ผมคงเก็บเงินได้หลายพันแล้วครับ! แน่นอนว่าพรสวรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่จากการที่ผมได้ใช้เวลามากมายศึกษาชีวิตของเหล่าผู้ประสบความสำเร็จระดับสูงของโลก

รักแท้ไม่แพ้โชคชะตา ตี้ – สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์

รักแท้ไม่แพ้โชคชะตา ตี้ – สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์ ผมกับภรรยาอายุห่างกัน 12 ปี ผมคิดมาเสมอว่า ถ้าแก่ตัวไปเขาคงดูแลผมได้ แต่วันหนึ่งเหตุการณ์กลับเป็นตรงข้าม อย่างที่ผมไม่เคยเตรียมใจรับมาก่อน เหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิต ผมยังจำเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี วันนั้นคือวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

เพิ่มระดับความเข้มแข็งให้จิตใจด้วย อัษฎางค์โยคะ กับ แนน ชลิตา

 อัษฎางค์โยคะ กับ แนน ชลิตา อัษฎางค์โยคะ คืออะไร? หลายคนเข้าใจในภาพรวมว่าการฝึก โยคะ คือการรวมกายและใจ ให้เข้าสู่ภาวะสมดุลเช่นเดียวกับการฝึกสมาธิ แต่ความจริงแล้ว โยคะนั้นมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าเรารักที่จะฝึกประเภทไหนมากที่สุด วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณแนน ชลิตา เฟื่องอารมย์ ผู้ทุ่มเทให้กับการฝึกโยคะมานานกว่า 20 ปี และศาสตร์ที่เธอเลือกจะใช้ชีวิตอยู่กับมันจนวันสุดท้ายของชีวิตก็คือโยคะประเภทนี้เอง   แรงจูงใจที่ทำให้หันมาฝึกโยคะ คุณแม่เป็นคนพาไปฝึก ตอนแรกเริ่มฝึกที่ ‘หะฐะโยคะ’ ก่อน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราเป็นเด็กรุ่นแรกๆ เลยที่ฝึก แต่ก่อนเราเป็นภูมิแพ้ตอนเช้า ปวดท้องเวลามีประจำเดือน แต่พอฝึกโยคะอาการที่เคยเป็นเมื่อก่อนมันก็หายไป เลยทำให้เราฝึกอย่างต่อเนื่อง ตอนแรกยังไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดจะทำเป็นอาชีพด้วย แค่คิดว่ามันเหมาะกับเราดี คือไม่ต้องรอใคร เราจะทำเมื่อไรก็ได้   ทำไมต้อง อัษฎางค์โยคะ แนนว่ามันดีสำหรับคนที่ชอบอะไรเป็นขั้นเป็นตอน รู้สึกว่ามันเป็นแบบแผน คือมีตั้งแต่ primary series จนถึง six series ถ้าเราไม่ผ่าน series นี้เราก็ไปต่อไม่ได้ มันเหมือนเป็นการเรียงร้อยท่า เราสามารถฝึกเองได้ […]

หนทางสาย healthy เบื้องหลังหุ่นเป๊ะปังของ เมจิ (เคย) ท้อนะ แต่สู้ไม่ถอย !

หนทางสาย healthy เบื้องหลังหุ่นเป๊ะปังของ เมจิ (เคย) ท้อนะ แต่สู้ไม่ถอย ! หลายคนเวลาได้ยินชื่อของ เมจิ อโณมา ศรัณย์ศิขริน ก็มักจะรู้จักเธอในลุคสาววัยใกล้ 40 เจ้าของหุ่นสุดเฟิร์มที่มีพลังเหลือล้น วันนี้ goodlifeupdate ได้มีโอกาสดีๆ มานั่งจับเข่าคุยกับเธอบนพื้นหญ้าเขียวๆ ใต้ต้นลีลาวดี พร้อมแง่คิดการใช้ชีวิตดีๆ ผ่านการมุ่งมั่นออกกำลังกายของคุณเมจิ กว่าจะได้มาซึ่งหุ่นที่สาวๆ สายสุขภาพเห็นแล้วอิจฉาเว่อร์แบบนี้ เธอผ่านอะไรมาบ้าง   ก่อนจะแข็งแกร่ง ก็เคย ‘อ่อนแอ’ มาก่อน เมื่อ 20 ปีก่อน เราไม่ได้แข็งแรงขนาดนี้หรอก เราอ่อนแอ หุ่นผอมแห้ง 45 กิโลเอง อย่าว่าแต่เต้น แค่ยืนกลางแดดก็เป็นลมแล้ว แถมยังหน้ามืดบ่อยเพราะโรคภูมิแพ้ที่เป็นอีก มีครั้งหนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วหน้ามืดล้มหัวฟาดโต๊ะ โชคดีที่ไม่ได้ไปโดนขอบโต๊ะ หนักที่สุดคือตอนนั่งชักโครก แล้วตอนนั้นภูมิแพ้มันขึ้น พอเราลุกจากชักโครกปุ๊บ เราลงไปชักกับพื้นเลยค่ะ ที่บ้านได้ยินเสียงห้องน้ำดังปังๆๆ ด้วยความที่ขามันไปดีด เราไม่รู้ตัวเลย ณ ตอนนั้น อันนี้จำได้ว่าหนักสุด แต่โชคดีที่ล้มแล้วไม่เป็นอะไร […]

ชีวิตวัยเด็กที่ไม่เคยยอมแพ้ ของ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด

ชีวิตวัยเด็กที่ไม่เคยยอมแพ้ ของ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด – หากเปรียบชีวิตคือละครเรื่องราวชีวิตของ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด คงมีหลายฉากหลายตอนที่เราคาดไม่ถึง แม้ว่าภาพลักษณ์ของเธอดูแรง แต่แท้จริงแล้วเธอคือผู้หญิงแกร่งที่ไม่เคยยอมแพ้แก่โชคชะตาและรักครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใดเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเธอไม่ใช่เงินทอง

โอม ค็อกเทล กับการเรียนรู้ในทุกจังหวะของชีวิต

โอม ค็อกเทล กับการเรียนรู้ในทุกจังหวะของชีวิต – “ชีวิตคือการเรียนรู้ไม่รู้จบ” เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราได้จากการสัมภาษณ์ ปัณฑพล ประสารราชกิจ ที่หลายคนรู้จักในชื่อของ“โอม ค็อกเทล” นักร้องนำและนักแต่งเพลงมาดสุขุมของวงร็อคชื่อดัง

9 เรื่องดี ๆ ที่คุณอ่านแล้วต้องยิ้มตาม

 9 เรื่องดี ๆ ที่ คุณอ่านแล้วต้องยิ้ม ตาม การเสพเรื่องดี ๆ ก็เป็นจิตวิทยาที่ให้เรามีความสุข และเกิดแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจให้เราต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค 9 เรื่องดี ๆ ที่ คุณอ่านแล้วต้องยิ้ม ตาม อาจช่วยให้คุณได้เสพเรื่อง ดี ๆ ตั้ง 9 เรื่อง เพื่อช่วยเสริมพลังใจได้ในวันนี้ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ จะสังเกตได้ว่า กว่าจะสำเร็จได้ ต้องมี แรงบันดาลใจ อย่างศิลปินกว่าจะแต่งบทเพลงเพราะ ๆ ขึ้นมา ก็ต้องอาศัย แรงบันดาลใจ มันคือการที่อยากจะทำสิ่งนั้นด้วยความมุ่งมั่น หากเกิดความท้อแท้ขึ้นในใจ สิ่งเดียวที่ไล่มันไปได้คือ แรงบันดาลใจ การปลุกแรงบันดาลใจให้ตื่นเพื่อช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย นอกจากแรงบันดาลใจจะทำให้คนเราประสบความสำเร็จในสิ่งที่อยากทำแล้ว การทำความดีก็มาจากการมีแรงบันดาลใจ เช่น อยากเป็นครูในชนบทที่ห่างไกล เพราะมีคุณแม่ที่เคยเป็นครูสอนหนังสือที่ต่างจังหวัดเป็นแรงบันดาลใจ ในวันนี้ซีเคร็ตนำภาพที่แชร์ในโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม เป็นภาพที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและการทำความดี รวมไปถึงการเกิดความรู้สึกดี ๆ หลังจากเห็นภาพเหล่านี้แล้ว สำหรับคนที่ประสบปัญหาแล้วรู้สึกท้อแท้ ไม่อยากสู้ต่อ หมดความหวังแล้ว ในฐานะซีเคร็ตที่สร้างแรงบันดาลใจให้สังคมมาเป็นเวลา […]

แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture

กว่าที่ช่างไม้คนหนึ่งจะสร้างบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และดีไซน์ อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยย่อมผ่านเรื่องราวมามากมาย คุณพิเดช ชวาลดิฐ น้องเล็กทายาทธุรกิจรุ่นสอง เล่าถึงเส้นทางธุรกิจกว่าครึ่งศตวรรษของเอสบี เฟอร์นิเจอร์

10 คำสอนให้ข้อคิด โดยท่าน ติช นัท ฮันห์

10 คำสอนให้ข้อคิด โดยท่าน ติช นัท ฮันห์ ซีเคร็ตได้รวบรวมคำสอนของท่าน ติช นัท ฮันห์ มาให้ผู้อ่าน ได้นำกลับไปคิดไต่ตรองและลองปรับใช้กับตัวเองดูค่ะ 1. ขณะที่เราหายใจเข้าและหายใจออก  นั่นหมายถึงว่า เราได้นำสันติภาพมาสู่กายของเราทุกลมหายใจ 2. I have arrived I am home ฉันได้กลับมาบ้านแล้ว ฉันถึงบ้านแล้ว เป็นคำสอนที่สั้นแต่สำคัญที่สุด ซึ่งหมายถึง การน้อมใจกลับมาสู่กายและอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนั้น 3. การปล่อยวางทำให้เราเป็นอิสระ และความอิสระคือเงื่อนไขเดียวสำหรับความสุข ถ้าในจิตใจเรา เรายังคง ยึดติดกับสิ่งต่างๆ  ความโกรธ ความกังวล หรือทรัพย์สมบัติ   เราไม่สามารถเป็นอิสระได้ 4. หากเรารู้ว่าอีกฝ่ายทรมานเพราะความรุนแรง เราจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแห่งความกรุณา 5. มนุษย์ไม่ใช่ศัตรู มนุษย์ทุกคนต่างเป็นเพื่อนกัน เรา “เป็นพี่น้องกัน” เราต้องไม่ฆ่ากันเอง 6. “ระฆังแห่งสติ” เสียงระฆังเปรียบเสมือน เสียงของพระพุทธเจ้าที่เรียกเรากลับไปสู่บ้านที่แท้จริงคือ กายกับใจ ที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบัน 7. ไม่มีใครมอบความไม่กลัวให้แก่เธอได้ […]

คำสั่งเสียจากแม่เป็นพลังให้สู้ต่อไป เรื่องเล่าจากเด็กกิจกรรม

“เรื่องเล่า 9 ขวบ” ที่หลายคนเคยได้อ่านกันในโลกโซเชียลเรื่องของ คุณอานนท์ บัวภา ที่สูญเสียครอบครัวตั้งแต่เด็ก ซึ่งทางครอบครัวของคุณอานนท์มีทั้งหมด 6 คน การสูญเสียครั้งแรกคือพี่สาวสองคนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต่อมาคือพ่อและพี่ชายเสียชีวิตในเหตุการณ์เรืองเกิดเพลิงไหมแล้วระเบิด – คำสั่งเสียจากแม่ เป็นพลังให้สู้ต่อไป

ศศิน เฉลิมลาภ ผู้ชายธรรมดาที่เดินดินด้วยสมองกับ “สองเท้า” ที่ไม่ธรรมดา

ศศิน เฉลิมลาภ ผู้ชายธรรมดาที่เดินดินด้วยสมองกับ “สองเท้า” ที่ไม่ธรรมดา แปลก…เรากำลังแปลกใจ ที่การใช้ “สองเท้าเดิน” ของคนคนหนึ่งจากเขื่อนแม่วงก์สู่เมืองกรุง รวมระยะทางทั้งหมด 388  กิโลเมตร โดยมีมือถือและเฟซบุ๊กเป็นอาวุธจะสามารถสร้างกระแสความตื่นตระหนักในเรื่องการสร้างเขื่อนให้คนเมืองได้มากขนาดนี้เปล่า…เขาไม่ได้เป็นคนดัง เขาเป็นเพียงเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่เคยออกมาให้ข้อมูลเรื่องเส้นทางน้ำท่วมเมื่อปี 2554และเป็นผู้ชายเดินดินธรรมดาที่มีชื่อว่า ศศิน เฉลิมลาภ เป็นใคร…เขาคนนี้เป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัว จึงกล้าลงมือทำสิ่งที่ใครๆ มองว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ได้อย่างง่ายๆ เช่นนี้… วันวานกับการแสวงหา“รสชาติของชีวิต”  ภาพของศศิน เฉลิมลาภ ที่หลายคนคุ้นเคยเมื่อมองจากภายนอกคือ ผู้ชายเคราหนา พร้อมแววตามุ่งมั่นเบื้องหลังแว่นสายตาหนาเตอะ แต่ภายในจิตใจที่ไม่มีใครได้สัมผัสนั้น หนุ่มใหญ่ใจกล้าคนนี้ วันวานเป็นเพียงเด็กชายขี้เหงาที่มีคุณแม่เป็นครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล และมีหนังสือตั้งใหญ่กับธรรมชาติรายรอบบ้านเป็นเพื่อน แล้ววันหนึ่งเส้นทางชีวิตของเด็กขี้เหงาก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้ไปค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล และค้นพบหนทางใหม่ที่ทำให้ชีวิตของเขาเริ่มมีความหมาย นั่นคือ  การได้ร่วมทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…ทะเล ต้นไม้ ใบหญ้า ป่าเขา ฯลฯ ให้อยู่คู่โลกต่อไป ด้วยนิสัยที่รักการผจญภัยมาตั้งแต่เด็กคุณศศินจึงเลือกเรียนที่ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระหว่างที่เรียนก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเก็บข้อมูล สำรวจหิน ดิน แร่ ตามป่าเขา และเมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นนักวิชาการทางด้านนี้มากว่า 10 ปี หลายปีต่อมา อาจารย์ศศินมีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือ “หมู่บ้านคลิตี้” ซึ่งประสบปัญหาสารพิษตกค้างในลำห้วย เขาได้เข้าไปศึกษาและตรวจวัดสารตะกั่วในน้ำที่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างจริงจัง และการลงพื้นที่ในครั้งนี้เองที่ทำให้เขาได้เข้าไปร่วมงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ด้วยนิสัยทำงานเกินงาน มูลนิธิสืบฯ จึงชักชวนให้เข้าไปร่วมเป็นเลขานุการและเข้าไปบริหารโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิ อาทิโครงการจอมป่า โดยต้องทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่า บริหารความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในปี พ.ศ. 2554 เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ อาจารย์ศศินก็เริ่มเป็นที่รู้จักของสังคม หลังจากที่ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์แบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่ายก่อนอัพคลิปลงยูทูบให้ได้รับชมกันโดยทั่วถึง กล่าวได้ว่าช่วงนั้นอาจารย์เป็นที่พึ่งทางข้อมูลของผู้ประสบภัยเลยก็ว่าได้ ล่าสุด ผู้ชายที่ไม่เคยออกกำลังกายมีชีวิตชิล ๆ สบาย ๆ คนนี้ ได้ออกมาเดินเท้าเป็นระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อคัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอภิมหาโปรเจ็กต์ป้องกันอุทกภัยของรัฐบาลที่มีวงเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท …และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้คุณรู้จักผู้ชายธรรมดาและการเดินด้วยสมองกับ “สองตีน” ที่ไม่ธรรมดาคนนี้มากยิ่งขึ้น จากการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดอยากทราบว่า เป้าหมายชีวิตของอาจารย์คืออะไรคะ ได้ทำงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรเบื้องหน้าเราได้บ้าง ผมไม่ได้คิดอะไรใหญ่โตถึงขั้นเป็นนักปฏิวัติโลก แต่อยากทำอะไรที่คนอื่นไม่เคยทำ เช่นการเลือกที่จะใช้การเดินเพื่อต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผมต้องการ “เริ่มที่ตัวเอง” เพราะนี่เป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ การเดินของอาจารย์ได้รับความสนใจไปทั่วประเทศ นอกจากความสำเร็จในแง่ที่ทำให้คนหันมาตระหนักเรื่องการสร้างเขื่อนหรือสิ่งแวดล้อมแล้วอยากให้อาจารย์เล่าถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างทางหน่อยค่ะ  ผมประทับใจคนที่มาเดินด้วยแล้วเอาของมาให้ ผมพบว่าขบวนของเราเป็นที่พบปะของนักอนุรักษ์รุ่นพี่ที่ห่างหายกันไปนาน หลายคนได้มาเจอกัน มาอยู่ร่วมกันตลอด 13 วัน โดยไม่มีความขัดแย้งอะไรเลยที่ประทับใจมากก็คือคำพูดของทีมช่วงวันแรก ๆ เขาปรามผมว่า  “อย่าเรื่องมาก เราตกลงกันแล้ว ว่าพี่เป็นตีน ผมเป็นสมอง หน้าที่ของพี่คือเดิน อย่ามีข้อโต้แย้ง พี่แค่เดินตามที่ผมบอกเท่านั้นพอ” (หัวเราะ) หน้าที่ของผมคืออย่าเจ็บ เพราะถ้าเราเจ็บไปคนหนึ่งขบวนต้องล้มเลย อาจารย์ได้บทเรียนอะไรจากการเดินในครั้งนี้บ้างคะ ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เราจะทิ้งไปไม่ได้เลยคือ มิตรภาพ เราเดินไม่ถึงกรุงเทพฯ หรอก ถ้าไม่มีคนให้กำลังใจ ผมมั่นใจในตัวเองและทีมระดับหนึ่ง แต่พอเจอปัญหาคนที่ช่วยเราฝ่าวิกฤติจริง ๆ คือมิตรที่ยื่นมือเข้ามาระหว่างทาง เช่น เราอาจเดินไม่ถึงก็ได้ ถ้าไม่บังเอิญมีเด็กจบใหม่ด้านพลศึกษามานำทำกายบริหารให้ทุกเช้า หรือนักวิ่งมาราธอนที่เห็นวิธีการเดินของเราแล้วทนไม่ได้ ต้องโทร.มาแนะนำให้พักบ่อย ๆ อีกอย่างหนึ่ง ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเดินผมก็ไปไหว้หลวงพ่อโต ไหว้ขอพรแม่…เรื่องแบบนี้ ถ้าคุณมีแต่พลังธรรมดา ๆ คุณไปไม่ถึงหรอก แสดงว่าอาจารย์ก็คาดการณ์ว่าตัวเองมีโอกาสทั้ง “รอด” และ “ล้ม” หรืออาจจะตายก็ได้ แน่นอน แต่เราแลกได้…ถ้าโอกาสตายเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่รอด 70เปอร์เซ็นต์ ผมเอาอยู่แล้ว ไม่กลัวหรือคะว่าจะต้องเจอหรือโดนอะไรสักอย่างจากคนที่ไม่เห็นด้วย นั่นคือการผจญภัย คือรสชาติของชีวิต (หัวเราะ) ผมก็ไม่ได้บ้าบิ่นขนาดนั้น ผมรู้ว่าโอกาสรอดมีเท่าไหร่ ถ้าคำนวณแล้วโอกาสรอดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ถึงจะไป ที่เหลือก็ใช้ดวง เราเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดมาแล้ว ดังนั้น ถ้าเรามีสติ มีความตั้งใจและไม่ประมาท สิ่งที่ต้องเผชิญก็แค่ความกลัว ความไกล ส่วนใหญ่ที่เอาตัวไม่รอดไม่ได้เกิดจากปัญหาข้างนอก แต่มาจากใจเราเอง บางครั้งรู้สึกกลัวเกินไป ประมาทเกินไป แต่จริง ๆ แล้วไม่มีเส้นทางไหนที่มันยากเกินไปหรอก หลังการเดินสิ้นสุดลง และภารกิจเพื่อป่าแม่วงก์เสร็จสิ้นลงแล้ว ชีวิตของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างคะ ผมอยากเดินอีกนะ เพราะช่วงที่เดินเรามีความสุขมากที่สุด เหมือนเราสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา มีแต่มิตรภาพ มีแต่ความสามัคคี มีแต่การแบ่งปัน พูดคุยกันในเรื่องที่มีสาระ ร่วมกันแก้ไขปัญหา เป็นโลกที่ไม่มีประโยชน์ส่วนตน มีแต่การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถามว่า เขื่อนแม่วงก์มีปัญหากับชีวิตผมหรือชีวิตคนที่มาเดินไหม…ไม่มี อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีคนตั้งคำถามสิคะว่า อาจารย์ “เดิน” ไปทำไม  เพราะเราเห็นความไม่ถูกต้องในความเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถทำในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเราได้เราขอประโยชน์ให้ป่า เพื่อเอาไว้ให้สปีชี่อื่นอยู่ ให้สัตว์ป่าได้อยู่อาศัย เป็นที่อภัยทาน…เรื่องแบบนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะทำได้ ผมเป็นคนประเภทที่เวลาทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด คำว่า “ดีที่สุด” คือดีที่สุดในชีวิตของเรา ผมจะทุ่มปัจจัยทั้งหมดที่มี เช่น ดูว่าตัวเองอดนอนพอหรือยัง ถ้ายังก็ต้องอดนอนจนกว่างานจะเสร็จ ถ้าเต็มที่แล้วผลจะออกมาดีหรือแย่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าผมไม่ทำให้ดีที่สุด ผมก็ไม่ทำนะ ตอนมาทำงานที่มูลนิธิสืบฯ ผมจะบอกเขาตลอดว่า ถ้าเจอคนที่ดีกว่าให้เอาเขามาทำได้เลย การที่ต้อง “ดีที่สุด” อยู่ตลอด ทำให้อาจารย์เหนื่อยกว่าคนอื่นไหมคะ ก็เรามีแค่นี้ เราไม่มีอย่างอื่นนอกจากร่างกาย ชีวิต จิตใจ คุณพร้อมจะจนไหม…ผมพร้อม คุณพร้อมจะลดเงินเดือนไหม…ผมเคยมาแล้ว ลดเกือบครึ่ง เพราะเงินในมูลนิธิไม่พอ คุณพร้อมจะไปกู้เงินมาทำโครงการที่อยากทำไหม…ผมทำไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ติดหนี้ก็ค่อย ๆ ผ่อนใช้ไป สักวันก็หมด ที่ผมทำแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ผมไม่มีเป้าหมายในเรื่องวัตถุมาตั้งแต่ต้น ผมไม่รู้จักยี่ห้อรถ เสื้อผ้านาฬิกาเลย ผมใส่เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้นและผมไม่มีภาระอะไรที่ต้องห่วง สิ่งที่ผมทำ ใครจะเห็นไม่เห็นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรามีความสุขที่จะทำ และมันก็มีประโยชน์ งานที่ผมทำแลกมาด้วยการนอนดึก ตื่นเช้า ไม่มีวันหยุด ไม่มีชีวิตส่วนตัว และไม่มีเงิน ถ้าอย่างนั้น ศศิน เฉลิมลาภ “มี”อะไรบ้างคะ ผมมีอดีต ผมมีวันเวลาที่พอมองย้อนกลับไปแล้วทำให้ยิ้มได้ ผมไม่เคยดูถูกตัวเอง และมีมิตรแท้ที่ได้จากการทำงาน… อาจารย์วางแผนอนาคตไว้บ้างหรือเปล่าคะ  ไม่มีเลย ผมมองอนาคตตัวเองไม่ออก ก็คงจะมีช่วงหนึ่งที่เราหายสาบสูญไป ถ้าอะไรต่ออะไรไม่พร้อม ปัจจัยต่าง ๆมันไม่เอื้อต่อการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ก็หลบไปตายเสีย เลือกที่ที่จะสาบสูญ ไปนั่งสักที่ที่เราชอบ เช่น ชายทะเล แล้วก็ค่อย ๆ ตายไป เพราะว่าชีวิตผมไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว จนถึงตอนนี้ แม้ระยะทางเดินเท้าครั้งประวัติศาสตร์ 388 กิโลเมตรจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่หลังจากได้พูดคุยกับผู้ชายคนนี้เราก็มั่นใจเหลือเกินว่า ศศิน เฉลิมลาภ จะยังคง “เดิน” ต่อไปไม่หยุด…เพื่อทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ “ดีที่สุด” ดังที่เขาทำมาโดยตลอด แม้จะออกตัวว่าเป็นคนขี้กลัวแต่เมื่อตอนพาเด็กไปค่ายปลูกป่า เขากลับหนีไปเดินป่าคนเดียวโดยใส่เพียงกางเกงเลกับรองเท้าแตะไม่มีน้ำ ไม่มีอาหารติดตัว สุดท้ายหลังจากหายไปครึ่งวันเขาก็กลับมาพร้อมกับการค้นพบเส้นทางใหม่ที่น่าประทับใจ เมื่อครั้งที่ทำซีเนียร์โปรเจ็กต์และต้องออกไปเก็บข้อมูลภาคสนามเขาไปพักอยู่บ้านพักป่าไม้และเดินป่าคนเดียวนานถึง 10 วัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาผูกพันกับธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น […]

5 อารมณ์ไม่ดี ที่ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก…อย่างเร่งด่วน!

ทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางอารมณ์ หรือการแปรปรวนของจิตยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด ฯลฯ

โคตร…ประหยัด ขจัดทุกข์ แนวคิดสุขๆ ของจอห์น วิญญู

โคตร…ประหยัด ขจัดทุกข์ แนวคิดสุขๆ ของ จอห์น วิญญู เรียนกันตรงๆ ตรงนี้เลยว่า แต่ก่อนผม จอห์น วิญญู ไม่รู้จักคำว่า “ประหยัด” กับเขาหรอก ผมมารู้จักแบบตระหนักและเข้าถึงความหมายของคำคำนี้จริงๆ เมื่อชีวิตเดินทางมาเจอปัญหาใหญ่เบ้อเร่อ ทั้งบ้าแบรนด์ ติดหรู เป็นหนี้สรรพากรเกือบล้าน แถมอยู่ดีๆ ก็กินไม่ยั้งจนน้ำหนักเกินพิกัด กลายเป็นข่าวกอสสิปตามนิตยสารอยู่พักใหญ่ ผมเริ่มทำงานหาเงินใช้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม 3 - 4 เริ่มจากเดินแบบ ถ่ายแบบ เป็นพิธีกรรายการทีวี พอมีรายได้สม่ำเสมอ ทุกเดือน ๆ ผมก็เริ่มผยองใส่พ่อกับแม่ทันที ประมาณว่า ต่อไปนี้พ่อกับแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม - ค่าขนมให้แล้วนะ เพราะตอนนี้ผมมีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว เดือนละตั้ง 70,000 บาท ดูแลตัวเองได้สบาย ๆ ตอนนั้นผมยังมีหลักคิดแปลก ๆ ว่า เมื่ออยู่ในวงการบันเทิง มีชื่อเสียง จะใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ไม่ได้แล้ว ของใช้ของกินทุกอย่างของผมจะต้องดีที่สุด แพงที่สุด และรุ่นใหม่ที่สุด ไม่ให้น้อยหน้าใคร เรียกว่าอยากได้อะไร ก็ซื้อเลย ไม่ต้องคิด พอเข้ามหาวิทยาลัยความผยองก็พุ่งถึงขีดสุด เมื่อผมตัดสินใจแยกออกไปเช่าคอนโดหรูย่านสุขุมวิทอยู่ตามลำพัง พร้อมถอยรถใหม่ป้ายแดงออกมาขับเท่สุด ๆ…สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมโคตรมั่นใจเลยว่า ไม่มีเด็กปี 1 คนไหนทำแบบผมได้แน่ๆ!    อยู่ ๆ วันหนึ่งก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางวันแสก ๆ ขณะที่ผมกำลังกินอาหารในร้านหรูอย่างเพลิดเพลิน ทีมงานก็โทร.มาแจ้งว่า รายการที่ผมเป็นพิธีกรอยู่ถูกยุบไป 1 รายการ! นั่นหมายความว่า  รายได้ผมจะหายไปถึงครึ่งหนึ่ง แล้วผมจะไปหาเงินที่ไหนมารองรับไลฟ์สไตล์สุดหรูที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะทีมงานยังแจ้งต่ออีกว่า สรรพากรแจ้งเก็บภาษีผมย้อนหลังอีกราว ๆ 400,000 บาทด้วย นาทีนั้นผมชาไปทั้งตัว  รีบวางตะเกียบลง เช็กบิลค่าอาหารแล้วตรงดิ่งกลับคอนโดทันที ผมเช็กเงินในสมุดบัญชีธนาคารทุกเล่มที่มีแล้วผมก็ต้องตัวชาอีกครั้ง เพราะผมเหลือเงินอยู่แค่ 200,000 บาท ยิ่งถ้าคิดเทียบกับจำนวนปีที่ผมทำงานมา ผมน่าจะมีเงินมากถึง 3 - 4 ล้านแล้ว แต่ทำไมเงินล้านของผมหายไปไหนหมด! หลังตั้งสติได้ ผมตัดสินใจบอกคืนห้องและเก็บของย้ายออกจากคอนโดหรู ค่าเช่าเดือนละ 30,000 ทันที แล้วหาอพาร์ตเมนต์พอให้ซุกหัวนอนได้ ต่อมาผมก็ติดต่อสรรพากรเพื่อประนอมหนี้ ขอแบ่งชำระเป็นงวด ๆ จากนั้นผมก็หาวิธีลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลงอีก ด้วยการหันมาใช้ชีวิตแบบ“ประหยัดขั้นสุด” กินง่ายอยู่ง่าย ไม่เที่ยว ไม่ช็อปปิ้ง ไม่บ้าแบรนด์อีกแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มรายได้ด้วยการรับงานเพิ่มขึ้น ไม่เลือกงานเหมือนแต่ก่อน อันไหนทำได้ก็ทำหมด ผมทำงานหนักมาก เพราะตั้งใจจะปลดหนี้ให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น พอผ่อนหนี้ก้อนแรกหมดปั๊บสรรพากรก็แจ้งมาอีกว่า ผมยังต้องจ่ายภาษีย้อนหลังรวมทั้งหมด 3 ระลอกด้วยกัน…เบ็ดเสร็จแล้วผมเป็นหนี้สรรพากรเกือบล้าน! ช่วงเวลานั้นผมทุกข์มาก เหนื่อยมากเพราะบางเดือนหมุนเงินไม่ทัน ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟ เมื่อถูกตัดไฟ ผมก็ต้องลงไปนอนบนพื้นกระเบื้องแทนเพื่ออาศัยไอเย็นพอให้สบายตัว รู้สึกสมเพชตัวเองที่สุด ผมใช้ชีวิตประหยัดขั้นสุดอย่างนี้ราว 3 - 4 ปีก็สามารถปลดหนี้ได้สำเร็จ ในวันที่ปลอดหนี้ผมบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้ผมจะต้องวางแผนการเงินให้ดี หันมาใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง และให้เวลากับตัวเองมากขึ้นเพื่ออ่านหนังสือตกผลึกความคิดเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะภาษีที่ผมให้ความสำคัญมากถึงกับเริ่มหาความรู้อย่างจริง ๆ จัง ๆ จนกลายเป็นกูรู (สมัครเล่น) มีคลังข้อมูลส่วนตัวไว้ให้คำแนะนำเพื่อน ๆ ได้ หลังจากปลดระวางเรื่องการช็อปปิ้งผมก็หันมามีความสุขกับการกินแทน  ทำนองว่า ทำงานหนักก็ต้องให้รางวัลตัวเองบ้าง เป็นผลให้สองปีต่อมาน้ำหนักของผมพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จากอวบเป็นอ้วน ช่วงอ้วน ระยะแรกนั้นก็ยังไม่รู้สึกอะไร จะมีก็แต่ทีมงานฝ่ายเสื้อผ้าที่คอยบอกว่า  จอห์นตัวใหญ่ขึ้นนะ เพราะใส่เสื้อผ้าไซส์เดิมไม่ได้เลย  ทั้งคับทั้งปลิ้น ผมก็ยังพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า ผมเป็นลูกครึ่งฝรั่งก็ต้องโครงร่างใหญ่เป็นธรรมดา   ในที่สุดเมื่อน้ำหนักแตะ 100 กิโลกรัม เรียกว่าอ้วนขั้นเกือบสุด คนรอบข้างก็ทักว่าผมอ้วนมาก หนังสือกอสสิปก็เริ่มแซวผมว่าเป็นฝรั่งอ้วน  อย่างหลังนี้ผมรับไม่ได้เลย เพราะรู้สึกว่า การแซวกันออกสื่อนั้นไม่ต่างจากผมกำลังโดนคนทั้งประเทศแซว แต่คิดไปคิดมาอย่าไปโทษใครดีกว่า เพราะการที่ผมอ้วนก็เนื่องมาจากว่า ผมไม่มมีระเบียบวินัยในตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง ดังนั้นคนรอบข้างถึงไม่ให้เกียรติไม่เคารพ และเอาผมไปแซวเล่นกันอย่างนี้ ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง (อีก) แล้ว  เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งวันละ 2 - 3 ชั่วโมง แต่น้ำหนักก็ลงแค่นิดเดียว ไม่ทันใจ ผมจึงเริ่มไปซื้อคอร์สลดน้ำหนัก ทำสารพัดวิธี  ทั้งพันผ้าช็อร์ตไฟฟ้า นวดสลายไขมัน ฯลฯ หมดเงินไปเป็นแสน ๆ แต่สุดท้ายซิกซ์แพ็คก็ไม่มา พุงก็ยังห้อยเหมือนเดิม ถึงตอนนี้ผมเริ่มท้อ เงินก็เสีย ใจก็แป้ว เริ่มคิดว่า […]

5 ข้อคิดง่ายๆ เพื่อเอาชนะใจตนเอง โดย คุณพศิน อินทรวงค์

เอาชนะใจใคร ก็ไม่ยากเท่าเอาชนะใจตัวเองหรอกค่ะ จริงไหม สำหรับผู้ที่ต้องการเอา ชนะใจตนเอง มาดู 5 ข้อคิดนี้ได้เลยค่ะ อ่านจบแล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้กับตัวเองนะคะ

เก่ง ธชย ประทุมวรรณกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เก่ง ธชย ประทุมวรรณ กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผม (เก่ง ธชย ประทุมวรรณ) ชอบประกวดร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เหนือใต้ออกตกไปประกวดมาแล้วแทบทุกเวทีชนะบ้าง แพ้บ้าง ส่วนใหญ่มักจะแพ้ นี้คือเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะหยุด เพราะนี่คือความสุขของผม ก่อนจะมาเป็น เก่ง เดอะวอยซ์ ผมผ่านเวทีประกวดมากว่าพันเวที ครั้งหนึ่งหมอดูเคยทักว่า ดวงผมไม่เหมาะกับการเป็นนักร้อง แต่ควรเป็นครูอาจารย์และข้าราชการมากกว่า ซึ่งก็อาจจะจริง เพราะผมแทบไม่เคยชนะการประกวดเลย มีเพียงไม่กี่ครั้งจากพันกว่าเวทีเท่านั้นที่ผมชนะ… ไม่นานผมก็ไปประกวดโค้กมิวสิคอวอร์ด ซึ่งมีกติกาว่า คนที่จะเข้าประกวดต้องไม่เคยชนะการประกวดจากเวทีอื่นมาก่อน หลังลงจากเวทีผมก็กลับบ้านไปโดยไม่ได้คาดหวังอะไร อาจเพราะที่ผ่านมาผมก็แทบจะไม่ชนะอยู่แล้ว ไม่กี่สัปดาห์ คณะกรรมการโทร.มาบอกว่าผมชนะ แต่ถูกตัดสิทธิ์เพราะผมเคยชนะการประกวดประเภทวงมาแล้ว ผมฟังด้วยความเสียใจ ไม่นานหลังจากวางหูก็คิดได้ว่า ผมเคยชนะการแข่งประเภทวงก็จริง แต่ครั้งนี้ผมสมัครแข่งขันประเภทเดี่ยว จึงไม่น่าจะใช้กฎเดียวกัน จึงโทร.กลับไปอธิบายเหตุผลกับคณะกรรมการอีกครั้ง โชคดีที่เขายอมรับและตัดสินให้ผมได้ที่ 1 รางวัลที่ผมได้คือเงินสดจำนวนหนึ่งแสนบาท พร้อมกับได้ไปชมเทศกาลดนตรีซัมเมอร์โซนิค (Summer Sonic) ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งได้ร่วมงานกับค่ายสมอลรูม (Small Room) นับเป็นรางวัลก้อนโตมากสำหรับผม ผมนำเงินไปเปิดโรงเรียนสอนดนตรีของตัวเอง ยิ่งกว่านั้นการได้ไปชมเทศกาลดนตรีก็สอนอะไรมากมายกว่าที่ผมคิด ศิลปินทุกวงแสดงได้อย่างดีเยี่ยม เขาไม่ได้แค่ร้องเพลง แต่ยังมีการแสดงบนเวทีที่สะกดคนดูด้วย หลังกลับจากญี่ปุ่นครั้งนั้น ผมได้รับแรงบันดาลใจมาอย่างเต็มเปี่ยม และรางวัลสุดท้ายที่ผมภาคภูมิใจคือ ได้ร่วมงานกับค่าย Smallroom ออกซิงเกิ้ลเพลงชื่อ “กลับไปที่โลก” และยังได้ขึ้นเวทีไปแสดงร่วมกับศิลปินคนอื่น ๆ ของค่ายด้วย ดูเหมือนผมกำลังจะประสบความสำเร็จในอาชีพนักร้องที่ผมรักใช่ไหม แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังชนะการประกวด ผมมีโอกาสได้ทัวร์คอนเสิร์ตแทบทุกภาค ผมต้องร้องเพลงต่อจากวงดังอย่างเดอะริชแมนทอย (The Richman Toy) และมัสคีเทียร์ส (Musketeers) ตอนพิธีกรประกาศเรียก ผมแทบไม่อยากขึ้นเวที เพราะไม่มีใครรู้จักผมจึงแทบไม่มีเสียงกรี๊ดหรือเสียงปรบมือเลย ความรู้สึกตอนนั้นแย่ยิ่งกว่าตอนประกวดเป็นพันครั้งแล้วแพ้เสียอีก ผมทั้งเสียใจ น้อยใจและรู้สึกเหมือนไม่มีใครเห็นคุณค่า หลังกลับจากทัวร์คอนเสิร์ต ผมก็ไม่ได้ร้องเพลงอีกและตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดสงขลา ผมใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกหดหู่และหมดหวัง แล้ววันหนึ่งผมก็เห็นประกาศรับสมัครประกวดร้องเพลงของรายการเดอะวอยซ์ จู่ ๆผมรู้สึกมีหวังขึ้นมาอีกครั้ง การตัดสินใจเข้าประกวดทำให้ผมหันมามองจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเองใหม่ทั้งหมด ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า จากเดิมที่เคยเป็นคนหน้าตาจืดชืด ไม่มีใครจำได้ ก็เปลี่ยนทรงผมใหม่ให้ดูเตะตามากขึ้น เปลี่ยนการแต่งตัวจากที่เคยเป็นร็อคหรือป๊อปจ๋าเป็นสไตล์วินเทจที่ตัวเองชอบ รวมทั้งเปลี่ยนวิธีร้องเพลงจากที่เคยโชว์พลังเสียงเป็นร้องตามสไตล์ของตัวเองอย่างเต็มที่ และเพิ่มดนตรีไทยประยุกต์ที่ผมรักลงไปด้วย ผลตอบรับออกมาดีเกินคาด จากตอนแรกที่ผมแค่อยากร้องเพลงในสไตล์ที่ชอบและมีความสุขเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ชมก็พลอยสนุกไปด้วย จนในที่สุดผมคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศและได้ทำงานเป็นนักร้องที่ผมรักจวบจนทุกวันนี้ หลายคนบอกว่า อีกเหตุผลที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จคือ ผลบุญที่ทำมาตั้งแต่เด็ก เพราะผมชอบเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญถวายสังฆทาน และชอบปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ผมกลับไม่ได้หวังถึงขนาดนั้น เพราะแค่ได้เข้าวัดทำบุญ ผมก็มีความสุขและสบายใจ ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว    Secret BOX ยอมแพ้ได้อย่างไรหัวใจยังเต้น เก่ง – ธชย ประทุมวรรณ   เรื่อง ธชย ประทุมวรรณ เรียบเรียง ชลธิชา แสงใสแก้ว    บทความน่าสนใจ “ชีวิตผมเหมือนเป็นหนี้พระพุทธศาสนา” ฤทธิพร อินสว่าง (1) “ชีวิตผมเหมือนเป็นหนี้พระพุทธศาสนา” ฤทธิพร อินสว่าง (จบ) แสตมป์ - อภิวัชร์ ผู้ชายเรียบง่าย กับธรรมะ ที่เรียบง่ายยิ่งกว่า 10 ศิลปินไอดอลแห่งวงการบันเทิง นิตยสาร Secret เรื่องราวน่ารัก ศิลปินช่างสักใจดี ช่วยหนูน้อยผู้ป่วยกลับมายิ้มแก้มปริได้อีกครั้ง นทีป์ ฅนปากศิลป์ […]

ไอด้า คุณยายทวดยังแจ๋ว ใช้เวลาวิ่งระยะ 60 เมตรไม่ถึง 30 วินาที!?

ไอด้า คุณยายทวดยังแจ๋ว ใช้เวลาวิ่งระยะ 60 เมตรไม่ถึง 30 วินาที ! ? ใครว่าอายุมากขึ้นแล้วจะหมดเรี่ยวหมดแรง นั่งๆ นอนๆ อยู่กับที่…ไอด้า คีลลิ่ง (Ida Keeling) คุณยายทวดชาวอเมริกัน วัย 100 กว่าๆ คนนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่จริง เรียกได้ว่า 100 ยังแจ๋ว !    คุณยายไอด้า เล่าว่า สามีของเธอจากไปด้วยโรคหัวใจตั้งแต่อายุ 42 ปี ทิ้งให้เธอเลี้ยงดูลูกทั้ง 4 เพียงลำพัง โชคร้ายที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทั้ง 2 คนต้องจากเธอไปอีกเพราะเข้าไปพัวพันเรื่องยาเสพติด ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับความเศร้าเสียใจ แต่แล้วเธอก็กลับมาตั้งสติได้และมีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง เมื่อ Shelley ลูกสาว ชวนเธอออกมาวิ่งปลดปล่อยความทุกข์ แม้วันนั้นเธออายุ 67 ปีแล้ว แต่ก็ไม่หวั่นเธอออกวิ่ง วิ่งและวิ่งอย่างจริงจัง พร้อมกับลงแข่งขันวิ่งรายการต่างๆ ล่าสุดคุณยายไอด้าคว้าแชมป์นักวิ่ง 60 เมตร ในรุ่นหญิงอายุ 95-99 […]

ขอบคุณ “ทุกคำสบประมาท” ที่ทำให้ผมมีวันนี้ – ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร

ขอบคุณ “ทุกคำสบประมาท” ที่ทำให้ผมมีวันนี้ – ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ผม ( ดีเจพีเค  ปิยะวัฒน์  เข็มเพชร) ย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่จบชั้น ป.6 ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่เป็นแค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร คุณแม่จึงสอนเสมอว่า “ถ้าอยากได้ก็ต้องหาเอาเอง เพราะพ่อกับแม่ให้ได้แค่การศึกษา” ความที่คุณแม่อยากให้ผมมีอนาคตที่ดี ได้ทำงานนั่งโต๊ะ ใส่สูท ผูกไท ท่านจึง “เคี่ยวเข็ญ” ผมเป็นการใหญ่ ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิต ถ้าผมอยากทำงานพิเศษท่านก็ไม่ห้าม เพียงแต่ต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ผมจึงใช้ชีวิตกึ่งเด็กอเมริกันกับเด็กไทยมาโดยตลอด พอเข้าสู่วัยรุ่น ผมก็เริ่มมีความรัก ซึ่งเกิดขึ้นแบบ love at first sight ด้วยความที่ผมกับเธออยู่ต่างรัฐ การเดินทางไปมาหาสู่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องติดต่อกันด้วยการเขียนจดหมายหรือไม่ก็ใช้โทรศัพท์บ้าน ซึ่งอย่างหลังผมต้องทำงานเก็บเงินเยอะ เพราะค่าโทรศัพท์ที่นั่นถือว่าค่อนข้างแพง หลังจากเราติดต่อกันแบบนี้อยู่ราว 1 ปี วันหนึ่งผมก็มีโอกาสได้เจอเธออีกครั้งในงานกีฬา ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก อยากเอาของขวัญไปให้และอยากชวนเธอไปกินไอติม แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะทันทีที่เจอกันเธอก็บอกผมว่า         “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ เพราะฉันรักคนอื่นไปแล้ว อย่าเสียใจนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” พูดจบเธอก็เดินสวย ๆ เชิด ๆ ไม่ไยดีผมสักนิด แล้วไปขึ้นรถสปอร์ตสีดำที่ติดเครื่องจอดรออยู่ ผมรู้สึกถึงอาการอกหักที่เพื่อน ๆ เคยเล่าให้ฟังทันที ความรู้สึกที่ทั้งชา เสียใจ และปวดร้าวปน ๆ กัน จากนั้นผมก็เริ่มคิดว่า เหตุที่เธอไม่รับรักผมก็คงเพราะผมไม่รวย ไม่มีรถสปอร์ต ดังนั้นวันหนึ่งผมต้องมีรถสปอร์ตแบบนี้ให้ได้ นั่นคือเหตุการณ์ที่ฝังอยู่ในใจผมมาตลอดตั้งแต่ชั้นไฮสกูล อย่างที่บอกว่าช่วงไฮสกูลผมแทบไม่เคยได้รับอิสระจากคุณแม่ ดังนั้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมจึงตั้งใจไปยื่นคะแนนกับมหาวิทยาลัยตามรัฐไกล ๆ เพื่อจะได้ลองใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น ๆ ดูบ้าง แล้วผมก็ทำได้จริง ๆ แถมยังได้ทุนจากมหาวิทยาลัยด้วย ถึงอย่างนั้นแม่ ก็แนะให้ผมเลือกลองไอแลนด์ เพราะเป็นรัฐที่ใกล้บ้านมากที่สุด…ซึ่งผมก็ยอมที่ลองไอแลนด์ผมใช้ชีวิตแบบเด็กใจแตก เป็นตัวของตัวเองสุด ๆ ออกเที่ยวทุกคืน แต่พอเกรดเทอมแรกออกมาผมแทบช็อกเพราะผมได้เกรดเฉลี่ยแค่ 1.86 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับนักเรียนทุน ทางมหาวิทยาลัยจึงสั่งระงับทุนการศึกษาทั้งหมดทันที แน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามให้แม่รู้เด็ดขาด ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียน International Business แทน Computer Engineer เพื่อให้มีเวลามากพอที่จะหางานพิเศษทำได้มากขึ้น เพราะจากนี้ไปผมต้องจ่ายค่าเทอมเองแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำงานแล้วก็เรียน เรียนแล้วก็ทำงาน โดยที่ยังไม่มีเป้าหมายอื่นในชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น มุมมองในชีวิตผมก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที     เรื่องมีอยู่ว่า กลางดึกคืนหนึ่งผมกับเพื่อน ๆ อีกสามคนตัดสินใจ ว่าจะไปแมนแฮตตันด้วยกัน โดยมีเพื่อนใหม่รับอาสาขับรถพาพวกเราไป วันนั้นฝนตกหนักมาก ประกอบกับเพื่อนใหม่ก็ยังไม่ชินทางสายนี้ด้วย เป็นเหตุให้รถเสียหลักแหกโค้งออกไป ด้วยความเร็วและแรงทำให้เพื่อนสองคนที่นั่งด้านหลังหลุดออกจากรถทันที ส่วนผมกับคนขับติดแหง็กกันอยู่ในรถอย่างนั้น มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่หน่วยกู้ภัยกำลังใช้เครื่องมือตัดหลังคาเพื่อนำร่างของผมและคนขับออกมา ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมาก แต่มาเอะใจตอนที่เห็นสีหน้าของคุณแม่ เพราะผลปรากฏว่า กระดูกซี่โครงซีกซ้ายของผมแตกทั้งหมดและกระดูกบางส่วนก็เบี้ยว ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลราว 1 เดือน ส่วนเพื่อนสองคนมีแค่รอยฟกช้ำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นอะไรมาก แต่ที่ช็อกที่สุดคือคนขับครับ เขาเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในรถ! ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ “ฉิบหายแล้ว ชีวิตคนเรามันสั้นแค่นี้เองเหรอ” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าเราต้องอยู่บนโลกนี้ไปนานแสนนาน พอแก่แล้วถึงตาย แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่าจากนี้ไปคิดจะทำอะไรต้องรีบทำ อย่ามัวรอนั่นรอนี่ อย่ามาคิดว่า “ถ้า” หรือ “What if” ตั้งแต่นั้นผมจึงเริ่มคิดถึงความฝันของตัวเอง ฝันที่อยากเป็นนักร้อง รวมถึงฝันเก่า ๆ ที่คิดอยากจะมีรถสปอร์ต…ผมบอกตัวเองว่าพอหายดีแล้วผมจะรีบทำมันทันที เมื่อชีวิตมีเป้าหมาย ผมก็เริ่มทำงานมากขึ้นเพื่อที่จะเก็บเงินให้ได้มาก ๆ ราว 2 ปีต่อมาผมก็เรียนจบจึงไม่มีภาระเรื่องค่าเทอมมากวนใจอีก ผมเริ่มมองหารถสปอร์ตสีดำรุ่นนั้นทันที และนำเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อหามาจนได้ ตอนนั้นผมดีใจมาก โคตรภูมิใจในตัวเองเลย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า จากนี้ไปถ้าตั้งใจจะทำอะไร ผมก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของเราจริง ๆ หลังจากนั้นผมย้ายกลับมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เหมือนเดิมแล้วก็ไปสมัครงาน จนได้งานใส่สูทผูกไทอย่างที่คุณแม่ต้องการ แต่ทำไปได้สักระยะผมก็รู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่ตัวตนของผม ผมไม่มีความสุขเอาเสียเลย ที่สุดผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าบอกคุณแม่ว่า          “แม่ครับ ผมจะกลับเมืองไทยไปเป็นนักร้องอย่างที่ฝัน” ความรู้สึกตอนนั้นมันแย่มากนะครับ เพราะผมเหมือนคนที่กำลังตัดความหวังของคุณแม่ ท่านดูทุกข์ใจ ร้องไห้ตลอด แต่ผมต้องใจแข็ง เพราะความฝันของผมก็ยิ่งใหญ่เหมือนกัน ผมอยากลองทำดู จะได้รู้ว่า “ทำได้หรือไม่ได้” จะได้ไม่เสียใจว่าไม่มีโอกาสได้ลอง ส่วนคุณแม่ท่านน่ารักนะครับ ถึงจะไม่เห็นด้วย แต่ท่านไม่เคยดูถูกความฝันของผมเลย จะมีก็แต่เพื่อนของคุณแม่คนหนึ่งที่เคยพูดเปรย ๆ ให้ผมได้ยินว่า “เคยส่องกระจกดูตัวเองไหม” แม้ผมจะโกรธมาก แต่ก็รู้สึกฮึดขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้น เรายิ่งต้องทำให้เห็นว่าเราทำได้” หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ผมก็จัดแจงขายสมบัติที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทุกชิ้น เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินทุนสำหรับใช้ที่ประเทศไทย ที่นี่ชีวิตของผมต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ เน้นหนักเอาเบาสู้ ในที่สุดราว 4 ปีต่อมาฝันของผมก็เป็นจริง เมื่อผมมีโอกาสได้เป็นนักร้องออกอัลบั้มเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ในการทำงานทำให้ผมรู้ว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคง เมื่อเทียบกับงานดีเจและพิธีกรที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางงานดีเจและพิธีกรที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายผมต้องเจอบททดสอบ คำสบประมาทหลายครั้ง แต่ผมไม่ยอมแพ้อะไรทำไม่ได้ก็หาความรู้เพิ่ม แล้วฝึกฝน ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าเห็นความสามารถและจ้างผมตลอด ในที่สุดผมก็ทำได้ และยืนหยัดบนเส้นทางนี้มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งที่ผมมีวันนี้ได้ต้อง “ขอบคุณ” ทุกคำสบประมาทรวมทั้งความผิดหวังต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งช่วยผลักดันให้ผมไม่ยอมแพ้และฮึดสู้ครับ   Secret BOX ทำตัวให้เป็น “น้ำ” เพราะน้ำสามารถปรับตัวเข้าได้กับภาชนะ […]

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม  “ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตทั้งนั้น ไม่จากตัวเองก็จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบ” สำหรับผม ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาสี่สิบกว่าปี ผมก็มั่นใจว่าจุดเปลี่ยนทั้งหมดมาจากตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับหรือกำกับให้เป็นไปทั้งนั้น ผมเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน มีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเป็น ลูกคนกลาง หรือ Wednesday Child พอดีเป๊ะ แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่หลายทฤษฎีตีความไว้ เพราะในช่วงป. 1 – ป. 2 ผมก็เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี ไม่มีปัญหาอะไร จะมาเริ่มเละเทะก็ช่วงขึ้นป. 3 นี่แหละครับ แต่จะว่าไปความเกเรของผมมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่รู้สึกว่าตัวเอง “มีไม่ครบ” เพราะหลังพ่อกับแม่แยกทางกัน ลูกๆ สามคนก็อยู่ในความดูแลของแม่ ส่วนพ่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นานๆ ทีถึงจะมาเยี่ยม แถมพอขึ้นป. 3 ครูประจำชั้นก็พูดจาไม่ดี ชอบดุว่าและตีผมโดยไม่มีเหตุผล นั่นทำให้ผมเริ่มแอนตี้การเรียน โดดเรียนแทบทุกวัน […]

keyboard_arrow_up