คนแจวเรือสันดานหยาบ นิทานสอนใจเรื่องการให้โอกาสคน

คนแจวเรือสันดานหยาบ นิทานสอนใจเรื่องการให้โอกาสคน   มักจะมีคนกล่าวว่า เราสมควรจะให้โอกาสแก่คนอื่น แต่การจะให้โอกาสใคร ก็ควรดูความเหมาะสมว่าคน ๆ นั้นสมควรจะได้รับหรือไม่ เพราะคนบางคนมองไม่เห็นค่า จึงเป็นการสูญเสียโอกาสดี ๆ สำหรับคนที่คู่ควรจะได้รับโอกาสนั้น ดังเช่น คนแจวเรือสันดานหยาบ ที่ไม่ซาบซึ้งกับธรรมโอวาทนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งคิดอยากจะโปรดญาติโยม จึงเข้าไปเที่ยวภิกขาจารในเมืองพาราณสี พระราชาทรงเลื่อมใสแล้วนิมนต์ให้จำพรรษาในสวนหลวงเพื่อถวายทาน โดยพระราชาจะเสด็จไปฟังธรรมวันละครั้ง ฤๅษีมักจะให้โอวาทเป็นประจำว่า “มหาบพิตร พระราชาไม่ควรมีอคติ 4 อย่าง เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยขันติ มีเมตตากรุณา ครองราชย์โดยธรรม ที่สำคัญพระองค์อย่าทรงโกรธเป็นอันขาด ไม่ว่าในสถานที่ใด จะเป็นในบ้านในป่าหรือที่ลุ่มที่ดอนก็ตาม ถ้าทำได้พระองค์จะเป็นที่รักของทวยราษฎร์ตลอดไป” พระราชาทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงถวายหมู่บ้านชั้นดีที่เก็บเงินส่วยภาษีได้ปีละ 100,000 กหาปณะให้ 1 ตำบล แต่ฤๅษีไม่รับเพราะถือเป็นกิเลส จนเวลาผ่านไปได้ 12 ปี ต่อมาวันหนึ่ง ฤๅษีคิดจะเดินทางไปโปรดญาติโยมที่อื่นบ้างจึงไม่ได้เข้าเฝ้าทูลลาพระราชา เพียงบอกให้คนเฝ้าสวนหลวงไปกราบทูลให้ทรงทราบ แล้วก็ออกเดินทางไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา ที่ท่าเรือมี นายอาวาริย์ปิตา เป็นคนแจวเรือไปส่งคนข้ามฟากแล้วค่อยคิดเงินค่าจ้างเอาตามใจชอบ เมื่อลูกค้าไม่ให้ก็มักจะมีเรื่องทะเลาะชกต่อยและขู่เอาเงินค่าจ้างจากผู้โดยสารอยู่เป็นประจำ ฤๅษีเมื่อไปถึงท่าเรือแล้วก็ขอใช้บริการเรือจ้างของนายอาวาริย์ปิตานั้น […]

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์   นิทานธรรมะ เรื่องของ ปูทองรู้คุณ ใช้ปัญญาช่วยผู้มีพระคุณจนรอดชีวิต จากอีกาเจ้าเล่ห์ และงูเห่าที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพอกัน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทำนา วันหนึ่งเขาไปนาพร้อมบริวาร พอไปถึงก็บอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วตนเองไปล้างหน้าที่หนองน้ำปลายนา ในหนองน้ำนั้นมีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มีสีเหลืองอร่ามราวกับทอง พอพราหมณ์ถึงหนองน้ำเขาก็แปรงฟัน แล้วลงไปล้างหน้า ขณะนั้นปูทองก็เดินมาอยู่ใกล้ ๆ เขาเห็นปูก็เกิดความเอ็นดูจึงจับปูทองขึ้นมาวางไว้บนผ้าห่มของเขา พอจะกลับไปทำนาต่อก็ปล่อยมันลงน้ำไป วันต่อมา พอเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้ำ จับปูขึ้นมานอนบนผ้าห่มก่อนแล้วไปทำนาทั้งวัน ตกเย็นก็ปล่อยปูลงน้ำแล้วจึงกลับบ้าน เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน พราหมณ์กับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามพราหมณ์ผู้นี้มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ดวงตาของพราหมณ์จะเป็นวงกลม 3 ชั้นใสแจ๋ว ซึ่งแปลกจากคนทั่วไป ในเวลานั้นที่ปลายนามีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกาเกิดแพ้ท้องอยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา “ถ้าไม่ได้กินฉันคงตายแน่ ๆ เลยล่ะ” สามีเอ่ยตอบด้วยความเซ็งว่า “น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าหวังเลยน้อง” นางกาจึงเสนออุบายว่า “พี่จ้ะ ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าเราใช้งูเห่าให้ไปกัดเขาตายแล้วค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เป็นจริงได้นะ” กาสามีเห็นดีด้วย นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติงูเห่าด้วยการนำอาหารมาให้เป็นประจำ     พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง […]

ครอบครัวที่ปราศจากหยาดน้ำตา นิทานธรรมะสะท้อนความจริงของโลก

ครอบครัวที่ปราศจากหยาดน้ำตา นิทานธรรมะ สะท้อนความจริงของโลก ทำไมครอบครัวนี้จึงไม่มีหยาดน้ำตาให้กับความทุกข์ จนขนาดเทวดายังสงสัย หาคำตอบได้จาก นิทานธรรมะ เรื่องนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวชาวนาอยู่ครอบครัวหนึ่ง ได้สูญเสียบุตรชายไปเพราะถูกงูพิษกัด พ่อและน้องชายอุ้มร่างไร้วิญญาณมาวางบนกองฟืน แม่ น้องสาว และภรรยาของบุตรชายที่ตายไป มายืนไว้อาลัย แต่ช่างแปลกที่งานศพนี้ไม่มีเสียงร้องไห้เลย รุกขเทวดาที่สถิตในต้นไม้บริเวณนั้นสังเกตครอบครัวนี้มานาน เกิดความสงสัยจึงจำแลงร่างเป็นพราหมณ์เฒ่าเดินเข้าไปหาครอบครัวนี้ “แปลกจริงหนอ งานศพใครกัน ทำไมข้าไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้เลย นี้เป็นงานศพจริงหรือ” พราหมณ์เฒ่าถามพ่อ “เป็นงานศพจริงแท้ท่านพราหมณ์ ศพที่เผานั้นคือร่างของบุตรชายข้าเอง” “เช่นนั้นท่านไม่เสียใจในการจากไปของบุตรชายเลยหรือ” “เราไม่เสียใจเลยท่านพราหมณ์เจ้าขา” แม่ตอบ “มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เราจะรู้สึกเสียใจไปทำไมเล่าเจ้าขา” น้องสาวพูดแทรกขึ้น “ถึงข้าเป็นภรรยาผู้ต่างก็จริง แต่การพรากจากเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง” ภรรยาของบุตรชายพูดเสริมขึ้น พราหมณ์จำแลงถึงกับพูดอะไรไม่ออกเพราะตะลึงในความคิดที่เป็นธรรมะของครอบครัวนี้ “มันเป็นเช่นนี้เอง ข้าเข้าใจแล้ว มันเป็นความจริงที่หนีไม่ได้ สู้ทำใจยอมเราในการมีอยู่ของมันเสียจะดีกว่า ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวบัณฑิตแท้ ๆ ” พราหมณ์จำแลงคืนร่างเดิม และอนุโมทนาในความคิดอันเป็นธรรมของครอบครัวนี้แล้วกลับไปสิงสถิตในต้นไม้ตามเดิม ที่มา : 84000.org บทความน่าสนใจ สุวรรณสาม ดาบสน้อยยอดกตัญญู นิทานธรรมะสอนใจบุตรธิดา นิทานธรรมะ กระต่ายผู้ทรงศีล […]

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของเทวดากับปุโรหิตขี้โกหก

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของ เทวดา กับปุโรหิตขี้โกหก เทวดา ลงมาเที่ยวเมืองมนุษย์ แต่ด้วยความหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎเป็นเหตุ จึงเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาอยู่พระองค์หนึ่ง เป็นผู้ครองครอบมงกุฎดอกไม้ทิพย์ที่งดงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่สร้างไว้ตอนเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระราชาพระองค์หนึ่งโปรดให้จัดการแสดงขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองชมเพื่อสร้างความรื่นเริง เทวดาพระองค์หนึ่งได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงชวนเพลินเพลิดจึงลงจากวิมานมายังโลกมนุษย์ เทวดาชมการแสดงอยู่ท่ามกลางพูดคน แต่ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น สิ่งหนึ่งที่เทวดาไม่สามารถอำพรางได้คือกลิ่นหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎของตน ปุโรหิตได้กลิ่นดอกไม้ทิพย์ก็อยากครอบครอง จึงตามหาที่มาของกลิ่น เทวดาปรากฏกายให้ปุโรหิตเห็น ปุโรหิตขอมงกุฎดอกไม้ทิพย์ เทวดาจึงถามปุโรหิตว่า “มงกุฎนี้ผู้ที่สามารถสวมใส่มันได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่าง ๆ ” ปุโรหิตผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบพูดเอาดีเข้าตัว ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบดื่มสุรา แต่ด้วยความที่อยากได้ดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎจึงกล่าวเท็จว่า “ข้าแต่เทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ข้านี้มีคุณสมบัติตามนี้ทุกประการ” เทวดาจึงถอดมงกุฎแล้วมอบให้แก่ปุโรหิต เทวดาหายตัวไป ปุโรหิตสวมมงกุฎนั้นก็ได้รับทุกขเวทนา ดอกไม้ทิพย์กลายเป็นใบมีดบาดศีรษะจนเลือดอาบ พระราชาเห็นดังนั้นก็พยายามให้องครักษ์หาทางเกาะมงกุฎนี้ออก แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทราบว่ามงกุฎใบมีดนี้เป็นของเทวดาที่ลงมาชมการแสดงในวันก่อน พระราชาจึงโปรดให้จัดการแสดงขึ้นอีก ปรากฏว่าเทวดาลงมาดูจริง ๆ พระราชาทูลขอร้องเทวดาให้ช่วยแก้มงกุฎนี้ออก เทวดานำมงกุฎดอกไม้ทิพย์มาสวมอีกครั้ง แล้วกลับสู่สวรรค์ไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ที่มา : […]

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ   เมื่อถึงคราวคับขัน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือตั้งสติ แล้วตรึกตรองด้วยปัญญาไหวพริบ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เกิดเป็นคนอย่าให้อายลิง ควรใช้ปัญญาดังเช่น พญาลิงเจ้าปัญญา ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของจระเข้ได้   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตพละกำลังมหาศาล อาศัยอยู่ในราวป่าตรงคุ้งน้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำแห่งนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่งจระเข้ตัวเมียซึ่งกำลังตั้งท้อง มองเห็นพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจพญาลิง จึงขอร้องสามีว่า “พี่ช่วยจับลิงตัวนั้นมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ” สามีตอบว่า “เราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรเล่า” เมียพูดด้วยความน้อยใจว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า” สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตาย พี่จะไปจับมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี พลางถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ” ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร” จระเข้รีบเสนอตัวทันทีว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นหลังของเราไปได้ เราอาสาจะไปส่ง” พญาลิงเชื่อคำพูดของจระเข้จึงกระโดดขึ้นหลังจระเข้ไป พอว่ายไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้ก็ตั้งท่าจะมุดดำน้ำลงไป ลิงจึงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรางั้นหรือ จะให้เราจมน้ำตายใช่ไหม” จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน […]

พระอรหันต์อยู่ไหน?

พระอรหันต์ อยู่ไหน ? เมืองจีนนั้นมีตำนานปรัมปราอยู่เรื่องหนึ่งว่ากันว่า  มีชายหนุ่มคนหนึ่งหลงใหลในเครื่องรางของขลังและผู้วิเศษขุนขลังขมังเวทย์มาก วันหนึ่งเขาได้ข่าวว่ามีพระธุดงค์มาจำพรรษาอยู่บนยอดเขาชาวบ้านเล่าลือกันว่าพระรูปนี้เป็น พระอรหันต์ จึงแตกตื่นพากันไปกราบไหว้วันละเป็นหมื่นคนพอชายหนุ่มได้ข่าว ก็รีบลาแม่เพื่อไปหาพระอริยบุคคลบนยอดเขา ผู้เป็นแม่นั้นรักลูกมาก  แม้จะอายุมากจนหูตาฝ้าฟาง  แต่เมื่อลูกมาขออนุญาตเธอก็ไม่คิดจะห้าม “ไปเถอะลูก  ถ้าเป็นความสุขของลูกแม่อยู่คนเดียวได้ ไม่เป็นไรหรอก” ลูกชายเดินทางเจ็ดวันเจ็ดคืนจึงถึงยอดเขา  เขารอจนพลบค่ำจึงมีโอกาสได้เข้าไปกราบพระธุดงค์ที่มีหนวดเครายาวเฟื้อยเขาถามเข้าประเด็นทันทีว่า “หลวงปู่ครับ  คนเขาลือกันว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์  ผมบุกป่าฝ่าดงมาไกลแสนไกล  เพราะอยากรู้ว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่  ถ้าจริง  ผมจะได้กราบไหว้อย่างสนิทใจ  แล้วจะไปรับแม่ของผมมากราบหลวงปู่ให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสักครั้งหนึ่ง” หลวงปู่ตอบว่า  “โยมเอ๋ย  อาตมาไม่ได้เป็นพระอรหันต์อะไรหรอก  คนเขาลือกันอย่างนั้นเอง” “หลวงปู่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์  แล้วมานั่งให้คนกราบทำไมเล่า” “อาตมาก็ไม่ได้เรียกร้องให้ใครมากราบเขามากราบกันเอง  อาตมาก็สงเคราะห์เขาไป” “ถ้าอย่างนั้นที่ผมเดินทางมาเจ็ดวันเจ็ดคืนนี่ก็เสียเวลาเปล่าน่ะสิครับ” หลวงปู่ตอบว่า  “โยมไม่เสียเวลาหรอกอาตมาไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็จริง  แต่อาตมารู้ว่าพระอรหันต์มีคุณสมบัติอย่างไร  จำไว้นะ  พระอรหันต์มีคุณสมบัติสองประการหนึ่ง  ชอบสวมเสื้อกลับตะเข็บ  เอาด้านในมาไว้ด้านนอก  สอง  ชอบใส่รองเท้ากลับข้างเอาข้างขวามาใส่เท้าซ้าย  เอาข้างซ้ายมาใส่เท้าขวา  ถ้าเจอคนที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ที่ไหนเข้าไปกราบไหว้ได้ทันที  นั่นแหละพระอรหันต์ตัวจริง” ชายหนุ่มเดินทางกลับบ้านด้วยความผิดหวัง  พอใกล้ถึงบ้าน  เขาตะโกนเรียกหาแม่แต่ไกล  แม่ซึ่งกำลังหุงข้าวอยู่ในครัว  พอได้ยินเสียงลูกก็ทิ้งเตาไฟ  รีบคว้าเสื้อเก่า ๆ ขาด ๆ มาใส่  แล้วสวมรองเท้าด้วยความเร่งรีบ  ก่อนจะวิ่งถลันออกมากอดลูกชายด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ  ลูกชายกอดแม่พลางร้องห่มร้องไห้  น้ำตาไหลอาบไหล่ของแม่ “แม่ครับ  ผมรู้สึกแย่มากที่ถูกหลอกให้ขึ้นไปถึงบนยอดเขาไกลแสนไกล  แม่รู้ไหมไม่มีพระอรหันต์ในโลกนี้หรอกครับ  ผมไม่น่าจากแม่ไปเลย” พอผละออกจากอ้อมอกแม่  ลูกชายก็สังเกตเห็นว่าแม่ของตนแก่ลงไปมาก  หนำซ้ำยังมีอาการคล้ายคนเลอะเลือน  เห็นได้จากการที่แม่ใส่เสื้อกลับตะเข็บ  กลัดกระดุมผิดเม็ด  และสวมรองเท้าผิดข้าง  ทั้งหมดเกิดจากอารามรีบร้อนวิ่งออกมารับขวัญลูกชายจึงไม่ได้ดูแลเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย “แม่ดูแก่ไปเยอะเลยนะครับ” แม่บอกว่า  “แม่แก่ขนาดนี้แล้ว  ลูกจะทิ้งแม่ไปไหนอีกหรือเปล่า” “ไม่แล้วครับแม่  ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าโลกนี้มีพระอรหันต์” ว่าแล้วลูกชายก็สวมเสื้อให้แม่ใหม่พลางถอดรองเท้าที่สวมผิดข้างออกให้ด้วยหมายจะสวมให้ถูกข้าง ระหว่างที่ก้มลงจนหน้าแนบชิดติดเท้าทั้งสองของแม่  เขาก็พลันได้ยินเสียงหลวงปู่แว่วมาเข้าหูว่า… “โยมไม่เสียเวลาเปล่าหรอกนะ  หลวงปู่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์  แต่หลวงปู่รู้ว่าพระอรหันต์มีลักษณะอย่างไร  จำไว้  ถ้าเจอใครที่สวมเสื้อด้านในกลับมาเป็นด้านนอก  และสวมรองเท้ากลับข้าง  กราบได้ทันที  คนนั้นแหละคือพระอรหันต์ตัวจริง” ถอดรองเท้าให้แม่ยังไม่ทันเสร็จลูกชายก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในหัวใจ  คิดว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน  วิ่งระหกระเหินไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมหาสมุทรเพื่อแสวงหาพระอรหันต์  ถูกหลอกมานับครั้งไม่ถ้วนโดยหารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงพระอรหันต์ก็คือพ่อแม่ของเรานั่นเอง พ่อแม่ของเราคือพระอรหันต์ในบ้านถ้าไม่มั่นใจว่าพระที่วัดเป็นพระอรหันต์หรือไม่  เพราะเราไม่ได้อยู่กับท่าน  จึงไม่รู้จักท่านทุกแง่ทุกมุม  ก็จงอย่าเสียใจว่าไม่มีพระอรหันต์ให้กราบไหว้  เพราะยังมีพระอรหันต์องค์จริงอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นพระอรหันต์โดยสมมุติ  คือ พ่อแม่ของเราท่านจำพรรษาอยู่ในชายคาเดียวกันกับเรามาตลอดเวลา  สององค์นี้ให้ชีวิต  กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู  และรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นพระอรหันต์ตัวจริงในชีวิตเรา  แต่คำถามก็คือ  แล้วเราให้เวลากับพระอรหันต์สององค์นี้คุ้มกับที่ท่านเป็นปูชนียบุคคลของเราหรือเปล่า ก่อนจะไปกราบไหว้พระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหน  จงอย่าลืมกราบไหว้พ่อแม่ของเราให้ดีที่สุดเสียก่อน  ปราชญ์ท่านบอกว่า “กราบพระหมื่นองค์แสนองค์ก็ไม่นับว่ามีคุณค่า  หากเธอยังไม่เคยกราบมารดาบิดาของตัวเอง”  พระในบ้านนั้นเป็นพระอรหันต์ตัวจริง  เรากราบได้อย่างสนิทใจ  บำรุงได้อย่างเต็มที่  พ่อแม่เป็นเนื้อนาบุญของเราผู้เป็นลูกเป็นหลาน ระหว่างที่คนกำลังสับสนกันว่าใครเป็นพระอรหันต์จริง  ใครเป็นพระอรหันต์ปลอม  เราอย่าไปเสียเวลาสับสนกับเขา  จงมองกลับเข้าไปในบ้านของเรา  พ่อของเราอยู่ตรงนั้น  แม่ของเราอยู่ตรงนั้น…จงถามตัวเองว่า เรากินอิ่มนอนอุ่น  ท่านกินอิ่มนอนอุ่นเหมือนเราหรือเปล่า เรามีเงินมีทองใช้  ท่านมีเงินมีทองใช้เหมือนเราหรือเปล่า เรามียศมีศักดิ์  ท่านมีศักดิ์เหมือนเราหรือเปล่า เราสุขภาพดี  ท่านสุขภาพดีเหมือนเราหรือเปล่า ทุกครั้งที่ก้มกราบพระรูปไหน  ให้เราลองถามตัวเองว่า  เรากราบพระในบ้านแล้วหรือยัง  ทุกครั้งที่จะบำรุงพระรูปไหน  ให้เราลองถามใจตัวเองว่า  เราบำรุงพระในบ้านของเราแล้วหรือยัง                 ก่อนที่เราจะทำดีกับคนทั้งโลก  อย่าลืมกลับมาทำดีกับคนใกล้ตัวที่สุด  คือพระอรหันต์ของเราเสียก่อน  เป็นการรับประกันได้ว่าเราจะไม่ถูกพระอรหันต์บ่มแก๊สหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป  เรื่อง ว.วชิรเมธี บทความน่าสนใจ ชวนเที่ยวไหว้ 5 พระอรหันต์ กิจกรรมนี้ทำได้ทุกเมื่อ “ พุทธทาส จักไม่ตาย ” ตามรอยพระอรหันต์ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) 7 ขั้นตอนสู่ การนอนอย่างพระอรหันต์ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ ‘ตุ๊กกี้’ตลกหญิงยอดกตัญญู […]

keyboard_arrow_up