“Dream Ball Project” จุดนัดพบของคนช่างฝัน

“Dream Ball Project” จุดนัดพบ ของคนช่างฝัน 0 เมื่อเอ่ยถึงทวีปแอฟริกา หรือกาฬทวีป ภาพแรก ๆ ที่เรามักจะนึกถึงคือความแห้งแล้ง ความอดอยาก ความเจ็บป่วย ความขัดแย้ง และภัยสงคราม แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึง “ความฝัน” โดยเฉพาะฝันเล็ก ๆของเด็กตัวน้อย ๆ กีฬาฟุตบอล กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กๆ ได้จุดประกายความฝันขึ้น จึงเกิด Dream Ball Project จุดนัดพบ ของคนช่างฝัน 0 ถ้าไม่นับอาหารดี ๆ ขนมอร่อย ๆ น้ําดื่มสะอาด ๆ ที่เด็ก ๆ แอฟริกันใฝ่ฝัน อยากจะลิ้มลองกันถ้วนหน้าแล้ว “การได้เล่นฟุตบอลหรือกีฬาอื่นๆ” เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เด็ก ๆ อยากจะให้เป็นจริงขึ้นมา…บ้าง 0 จะรู้อยู่เต็มอกว่า ฝันเล็ก ๆ นี้อยู่ไกลสุดเอื้อม ถึงอย่างนั้นเด็ก ๆ ก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เมื่อสองมือยังมี สองเท้ายังเดินได้ […]

ตั้งเป้าหมายแล้วก้าวไปให้ถึง ด้วยเทคนิคการ “ทำความฝันให้เป็นความจริง”

ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ด้วยเทคนิค “ทำความฝันให้เป็นความจริง” คุณเคยรู้สึกเคว้งคว้าง ไร้ทิศทาง ไม่รู้ว่าจะก้าวไปทางไหน จะทำอะไรต่อ ไม่รู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร และอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรบ้างไหมคะ? บางครั้งเรามีความฝันมากมาย แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะ ทำความฝันให้เป็นความจริง ได้สักที ด้วยหลายๆ สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น “ความไม่พร้อม” “ไม่มีเวลา” “ไม่มีความสามารถ” หรือบางครั้งเราอาจรู้สึกว่าความฝันนั้นมันช่างสูงส่งเกินไป จนยากที่จะไปถึง เราจึงไม่ประสบความสำเร็จ ดังที่เราต้องการสักที Goodlifeupdate ขอแนะนำเทคนิคดีๆ ในการเริ่มต้นทำความฝันของคุณให้เป็นความจริง เพื่อให้คุณได้ก้าวเข้าใกล้ความฝันของคุณเข้าไปอีกขั้น และสามารถทำความฝันนั้นให้เป้นความจริงได้ในที่สุด   ::: จดบันทึกความฝัน ::: จินตนาการถึงเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม มองให้เห็นภาพลอยขึ้นอย่างชัดเจนในจินตนาการของคุณ แล้วจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่คุณอยากทำ จดทั้งหมดออกมาตามที่คิดออก โดยที่ยังไม่ต้องเรียงลำดับใดใดทั้งสิ้น เขียนสิ่งที่คุณชอบ สิ่งที่คุณอยากทำ สิ่งที่คุณใฝ่ฝัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะง่าย หรือยาก หรือดูเป็นไปไม่ได้สักเพียงไหน ก็เขียนไล่เรียงออกมาให้หมด เมื่อจดได้ครบทั้งหมดแล้ว จึงเริ่มเรียงลำดับจากเรื่องที่ทำง่ายไปสู่เรื่องที่ทำยาก ใส่กำหนดเวลาที่อยากให้ความฝันนั้นสำเร็จ การทำเช่นนี้จะเป็นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับชีวิตของเรา มองเห็นแผนการปฏิบัติตน และ การใช้ชีวิต เพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่เราใฝ่ฝันนั้น และเมื่อเราปฏิบัติตามนั้น ความฝันของเราก็จะกลายเป็นคามจริงค่ะ   […]

ความพิการมิอาจต้านความฝัน หนุ่มน้อยบรรเลงเปียโนด้วย 3 นิ้วที่เขามี

ความพิการมิอาจต้าน ความฝัน หนุ่มน้อยบรรเลงเปียโนด้วย 3 นิ้วที่เขามี หนุ่มน้อยผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น เขาพิการมีนิ้วเพียง 3 นิ้วขวา และ 1 นิ้วซ้ายเท่านั้น ฝึกฝนอย่างไม่ลดละ เพื่อได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เป็น ความฝัน คือการเล่นดนตรีที่เขารัก หนุ่มน้อยผิวสีคนนี้มีชื่อว่า  “Darrius Simmons” โพสคลิปตนเองเล่นเปียโนอย่างคล่องแคล่วลงในเฟสบุ็คส่วนตัว มีผู้คนเข้าชมคลิปนี้ถึงสองล้านวิว พร้อมชื่นชมและนำความพยายามของหนุ่มน้อยมาเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของตนเอง ด้วยความคล่องแคล่วที่หนุ่มน้อยบรรเลงเปียโนอย่างพริ้วไหว ทำได้ดีราวกับคนธรรมดาที่ครบ 32 ประการ มันจึงกลายเป็นคลิปที่บันทึกการเล่นดนตรีและบทเพลงที่แสนมหัศจรรย์ สร้างความประหลาดใจ ความสุข รอยยิ้ม และแรงบันดาลใจในแก่ผู้ที่พบเห็นได้ไม่น้อย ในคัมภีร์พุทธศาสนากล่าวถึงพระภิกษุตาบอดรูปหนึ่งที่สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ คือ “พระจักษุปาลเถระ” ความพิการทางกาย มิอาจขวางความสำเร็จทางจิตได้ หนุ่มน้อยคนนี้ก็เช่นกันความพิการทางกาย มิอาจขัดขวางทางความสำเร็จในความฝันของเขาได้ ศักยภาพของมนุษย์สามารถเอาชนะอุปสรรคด้วย ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”     ข้อมูลจาก Darrius Simmons และ WKํYC   บทความน่าสนใจ หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” เรื่องจริงของชายพิการใจสู้ ฮาซาน […]

แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์ 

แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์ แบกความกล้า…ตามหาฝัน กาญจนา รอดประดิษฐ์  “เที่ยวรอบโลก” อาจเป็นฝันฟุ้งในวัยเด็กของใครหลายคน แต่ด้วยวันและวัยที่เดินหน้าไป หลายเหตุหลายปัจจัยเข้ามาย้ำเตือน เราว่าสิ่งที่คิดคงไม่มีวันเป็นจริงได้ หลายคนจึงจำใจต้องพับเก็บความฝันที่เคยคุกรุ่นนั้นไว้ แล้วปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ฝันลอย ๆ 6 ปีกับการเดินทางไปเยือนกว่า 24 ประเทศรอบ โลก อาจฟังดูไม่น่าประหลาดใจ เพราะเพียงแค่มีเงิน ใคร ๆ ก็สามารถไปไหนก็ได้ตามใจต้องการ แต่สำหรับ กาญจนา รอดประดิษฐ์ หรือ กาญจน์ สาวมั่นผู้โด่งดังจากบันทึกการเดินทางในเว็บไซต์พันทิปกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น กาญจนา แบกเป้ตะลุยเดี่ยวไปทั่ว โลก ด้วยเงินเพียงน้อยนิด เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และตามหาฝันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความสำเร็จจากการบินไปสู่ฝันของ กาญจนา มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในวัยเยาว์ของเธอ ซึ่งนับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทาง “เรามาจากครอบครัวยากจนที่สุดของตำบลหนึ่งในนครศรีธรรมราช พ่อเป็นลูกจ้างของกรมการข้าว ส่วนแม่เป็นชาวนา ยากจนขนาดที่ว่าไข่ฟองหนึ่งยังต้องแบ่งกันกินกับพี่น้องอีกห้าคน หรือบางอย่างให้คนนี้กิน อีกคนหนึ่งก็ต้องไม่ได้กิน…” กาญจนา เล่าถึงความคับแค้นในวัยเด็กด้วยแววตาจริงจัง แม้ฐานะทางบ้านจะไม่สู้ดี แต่โชคยังเข้าข้างที่พ่อแม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ถึงขั้นกระเสือกกระสนไปหยิบยืมเงินคนอื่นมาส่งลูกเรียน โดยไม่สนใจสายตาหยามเหยียดของชาวบ้านกาญจนา ได้เข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพดี พร้อมกันนั้นเธอก็ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะไม่ทำนาเหมือนพ่อแม่ และจะไม่ให้ชาวบ้านดูแคลนอีกต่อไป “เราจนแต่เรียนโรงเรียนคนรวย เลยไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะฉะนั้นที่ที่เหมาะสำหรับเราคือห้องสมุด หนังสือช่วยเปิดโลกกว้างให้เรา ทำให้เรารู้จักประเทศนั้นประเทศนี้สั่งสมมาเรื่อยๆ…อยากจะไป แต่ก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้” กระทั่งวันหนึ่งการศึกษาสามารถปูทางไปสู่อนาคตของเธอได้ดังหวัง เธอเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ในกรุงเทพฯ พ่อแม่ก็เปลี่ยนมาทำสวนยางพารา มีรายได้มาใช้จ่ายไม่ขาดมือ ชีวิตครอบครัวเริ่มพลิกผัน กลับกลายมาเป็นครอบครัวที่สุขสบายที่สุดในตำบล แม้แต่ชาวบ้านที่เคยด่าว่า ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้ชีวิตจะเปลี่ยนไป ทว่าสิ่งที่เคยใฝ่ฝันไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอรวบรวมเงินและความฝันแบกเป้ออกตะลอนทุกปิดเทอม ทริปเปิดโลกครั้งแรกของเธอเริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชากับเงินเพียงแค่ห้าพันกว่าบาท เมื่อรู้แล้วว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะออกเดินทางไป รอบโลก ให้ได้ หลังจากนั้นทุกปิดเทอม กาญจน์ตัดสินใจแบกเป้ตะลุยเดี่ยวเที่ยว รอบโลก ปิดเทอมหนึ่งครั้งไปหนึ่งประเทศ โดยควานหาที่พักราคาถูกจากทั่วโลก และใช้ชีวิตอย่างประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เราชอบเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนน ไม่นั่งรถเมล์ ไม่ขึ้นรถไฟฟ้า ไม่เคยเปลืองเงินกับเรื่องพวกนั้น เราไปเพื่อให้เห็น เราไม่ได้ไปเพื่อสบาย ถ้าอยากสบายนอนบ้านตัวเองก็ได้ ส่วนเรื่องกินก็กินอะไรเท่าที่เรามีความสามารถจะกินได้ก็พอ… “ตอนไปเนปาล ชาวบ้านที่นั่นเดินไปตรงไหนถ้าอยากถ่ายก็จะถ่ายลงตรงนั้น เราต้องนั่งกินข้าวข้างกองอุจจาระตลอดเวลา ถ้าไม่กินก็ตาย เวลานอนก็ต้องนอนบนลานที่ปูด้วยขี้จามรี นอนท่ามกลางผู้ชายที่เป็นคนนำทาง จากนั้นมา เรากินอะไร นอนที่ไหนได้หมดเลย เพราะที่นั่นลำบากที่สุดแล้ว” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะออกไปโลดแล่น รอบโลก ได้โดยปราศจากอุปสรรคหรือไม่เสี่ยงอันตราย ไม่เพียงแค่ตกรถ ตกเครื่อง หรือหลงทาง บ่อยครั้งที่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ ผิวคล้ำคนนี้ถูกมองว่าเป็นหญิงขายบริการ ถูกหญิงจัณฑาลในอินเดียรุมตีหัวเพราะไปถ่ายรูปพวกเขา ถูกขโมยกระเป๋าทั้งยังถูกจี้จนต้องวิ่งหนีเตลิด …แม้บางครั้งถึงกับต้องเสียน้ำตา ทว่าขาของเธอก็ไม่เคยหยุดก้าวเดิน… จากประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาหลายครั้งหลายคราทำให้เธอต้องหาวิธีป้องกันตัวสารพัด “ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเดินทางคนเดียว เราก็ตัดสกินเฮดเพื่อจะได้ดูเป็นทอม แม้ว่าจะชอบไว้ผมยาวมากก็ตาม ไม่แต่งตัวยั่วยวน ไม่แต่งหน้า ถ้าวันไหนต้องนอนรวมกับผู้ชาย เราจะใส่กางเกงยีนนอน แล้วก็ใส่แหวนนิ้วนางข้างซ้ายตลอด ให้คนคิดว่าเราแต่งงานแล้ว” การแบกเป้ออกเดินทางของ กาญจนา ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสนุกและความสุขของตัวเองเท่านั้น แต่เธอยังได้แบ่งปันประสบการณ์และมีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียนโดยการจัดกิจกรรม หรือจัดบอร์ดรูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมเยือนทุกครั้งที่เดินทางกลับมา “เด็กในโรงเรียนของเราคือเด็กยากจน เราเองก็จน แต่ทำไมเราถึงไปเที่ยวรอบ โลก ได้ล่ะ เราใส่ความคิดนี้ลงไปเพื่อให้เด็ก ๆ เกิดแรงบันดาลใจ กล้าที่จะฝัน แล้วไปให้ถึงฝันนั้น…มีเด็กที่เราไม่ได้สอนเดินมาบอกว่า…‘ครูคะ ๆ รู้ไหมคะว่าครูคือไอดอลของหนู ครูทำให้หนูมีกำลังใจ’…เราจะสอนเขาว่า อย่าดูถูกตัวเอง…เราเชื่อว่าที่เราเป็นแบบนี้ได้เพราะความฝันในวัยเยาว์เช่นกัน” ในวัยนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าเธอควรเก็บเงินไว้เลี้ยงตัวเองยามแก่ชรา แต่นางสาวกาญจนา กลับไม่คิดเช่นนั้น เธอใช้เงินที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแลกกับการออกเดินทางเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง เธอเชื่อว่าชีวิตคนเรานั้น การจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรเป็นเรื่องไม่แน่นอน และความสุขก็อยู่ที่เส้นทางที่เราเลือกเอง “คิดว่าคงจะเดินทางไปจนกว่าขาจะเดินไม่ได้หรือร่างกายจะไปไม่ไหว…ที่ตลกมากคือเดินทางรอบ โลก […]

สั่งจิตให้ “เจอกันในความฝัน” ปรากฎการณ์ที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์

การที่คนเราฝันถึงเรื่องเดียวกัน หรือนัดเจอกันในความฝัน เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก ที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช กล้าที่จะ”ฝัน”และทำมันให้เป็น “จริง”

ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช กล้าที่จะ”ฝัน”และทำมันให้เป็น “จริง” “มุกใฝ่ฝันอยากเป็นนางงามตั้งแต่จำความได้แล้วค่ะ” ตอนเด็ก ๆ มุก ( ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช ) เป็นเด็กผู้หญิงที่ทั้งตัวดำ  สูง และอ้วน  มุกตัวโตกว่าเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันมาก  จนบางครั้งเพื่อน ๆ ไม่กล้าเล่นด้วย  ทำให้มุกไม่มั่นใจในตัวเองเลย  และรู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ๆ เหลือเกิน  แต่ใครจะรู้ว่า ในใจของเด็กผู้หญิงคนนี้มีความฝันอันแรงกล้าที่จะเป็น “นางงาม” ให้ได้ คุณพ่อคุณแม่ของมุกชอบดูการประกวดนางสาวไทย  มุกมักนั่งดูนั่งลุ้นกับท่านด้วย ทุกครั้งที่ดูการประกวด มุกรู้สึกว่าอยากเป็นผู้หญิงสวย  ฉลาด และมีความสุขอย่างนั้นบ้าง มันเป็นภาพที่ฝังอยู่ในใจและเป็นแรงผลักดันให้คอยปรับปรุงตัวเองให้ดีเท่าผู้หญิงในอุดมคติให้ได้ มุกเริ่มวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าประกวดเป็นนางงามตั้งแต่อายุ 18 ปี ขณะเรียนไฮสกูลปีสุดท้ายที่อังกฤษ  ตอนนั้นสูง 175 เซนติเมตร  แต่ถ้าเทียบกับเพื่อนฝรั่ง แล้วน้ำหนักมุกมากกว่าเพื่อนอยู่มาก  จึงต้องออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทุกวันหลังทำการบ้านเสร็จ  มุกจะเข้าฟิตเนสหรือไม่ก็ไปวิ่ง และว่ายน้ำเพื่อลดน้ำหนักให้ได้  สุดท้ายน้ำหนักตัว 77 กิโลกรัมก็ค่อย ๆ ลดลงเหลือ65 กิโลกรัม  เพราะความมุ่งมั่นที่ว่า “ฉันต้องทำได้” หลังจากเรียนจบไฮสกูล  มุกขอคุณพ่อคุณแม่เข้าประกวดนางงาม  แต่ท่านขอให้เรียนปริญญาตรีจบก่อน  ถึงแม้จะผิดหวัง แต่มุกก็คิดในแง่บวกว่า  “ไม่เป็นไร  ถือว่ามีเวลาในการเตรียมตัวแล้วกัน” ตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย  มุกตั้งใจเรียนเต็มที่  โดยไม่ลืมความฝันสูงสุดในชีวิต มุกเก็บข้อมูลการประกวดทุกอย่างเอาไว้  ดูคลิปการประกวดจากอินเทอร์เน็ตย้อนหลังเป็นสิบปี  เพื่อวิเคราะห์ว่าสาวงามที่เข้ารอบสุดท้ายมีคุณสมบัติอะไรบ้าง  จดคำถามรอบสุดท้ายเอาไว้ทุกคำถาม  เพื่อเป็นแบบฝึกหัดว่าเราควรตอบอย่างไร  นอกจากนี้ยังต้องฝึกเดิน  ฝึกแต่งหน้าทำผมเอง ทุกอย่างไม่มีใครสอน  มุกเรียนรู้ด้วยตัวเองหมดเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางตามฝันที่โดดเดี่ยวมาก  เพราะมุกทำทุกอย่างตัวคนเดียว  โดยไม่ได้ปรึกษาใครเลย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี  มุกยืนยันกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้งว่าอยากประกวดนางงาม คราวนี้ท่านขอให้เรียนจบปริญญาโทก่อน  ซึ่งมุกก็ตามใจ  ระหว่างนั้นมุกพยายามหาโอกาสทำงานเดินแบบ  ถ่ายแบบ  และเข้าประกวดเวทีต่าง ๆ ที่อังกฤษเพื่อ “ลองวิชา” ที่สะสมมามุกเคยประกวด Miss Wimbledon ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1  และ Miss London ได้อันดับที่ 5  ทุกอย่างที่มุกได้ทำถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางความฝันทั้งสิ้น เมื่อมีประสบการณ์จากการประกวดมาบ้าง  มุกคิดว่า “สติ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราไม่ตื่นเวทีและแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี  ดังนั้นทันทีที่เรียนจบและกลับมาประเทศไทย  มุกได้ไปเข้าคอร์สวิปัสสนากรรมฐานของ คุณแม่สิริ  กรินชัยและ ท่านโกเอ็นก้า  เพื่อกวดวิชา “สติ” อย่างจริงจัง  เตรียมความพร้อมทาง “ใจ” ให้มั่นคง วันที่สมัครประกวด Miss Thailand Universe  มุกดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่  เพราะนี่คือวันที่มุกรอคอยมาตลอด 13 ปี  ตลอดการประกวดมุกทำทุกอย่างอย่างสุดชีวิต  ให้สมกับที่เราเตรียมตัวมาเต็มที่  ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับความคิด  ความคาดหวังของตัวเองเยอะมาก  โชคดีที่มี “ธรรมะ” ช่วยเยียวยาจิตใจให้ต่อสู้ไปได้อย่างไม่ท้อถอย วินาทีที่ได้ยินว่าตัวเองได้รับตำแหน่ง Miss Thailand Universe  ปี 2552  มุกมีความสุขที่สุดในชีวิต  การที่ได้มงกุฎมาเหมือนเป็นปริญญาบัตร  เป็นเครื่องยืนยันว่า  ความพยายาม  ความทุ่มเทที่ทำมาตลอด  สามารถเปลี่ยน “ความฝัน” ให้เป็น “ความจริง” ได้สำเร็จ  ถ้าวันนั้นไม่กล้าฝันให้ยิ่งใหญ่  ก็คงไม่รู้ว่าเรามีพลังล้นเหลือแค่ไหนที่จะผลักดันให้ตัวเองมาสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้    Secret BOX กล้าที่จะฝัน  และทุ่มเททุกอย่างให้ “ความฝัน” นั้นเป็น “ความจริง” ไข่มุก – ชุติมา  ดุรงค์เดช   เรื่อง:ชุติมา  ดุรงค์เดช  เรียบเรียง:เชิญพร คงมา  ภาพ: สรยุทธ  พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง 5 เทคนิค เก็บเงิน เที่ยวต่างประเทศ เพื่อทริปในฝันของคุณ ไม่ต้องเพอร์เฟคก็เป็น “ผู้หญิงในฝัน” คุณหมอ ศศธร จากเด็กหญิงเฉียดตายสู่หมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่อังกฤษ ‘หมอบอส’ […]

‘ หมอบอส ’ คุณหมอนักปรุง กับความชอบและความฝันที่เดินไปพร้อมกัน

คุณหมอนักปรุง หรือหมอบอส นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ เป็นนักเรียนทุนคนไทยที่ศึกษาต่อระดับป.เอกในมหาวิทยาลัย อ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้สามารถสานความฝันและความชอบไปพร้อมกันได้

พัชรมณฑ์ เสวะนา หญิงผู้วาดความฝันด้วยเท้าทั้งสองข้าง

พัชรมณฑ์ เสวะนา หญิงผู้วาดความฝันด้วยเท้าทั้งสองข้าง พัชรมณฑ์ เสวะนา หญิงผู้วาดความฝันด้วยเท้าทั้งสองข้าง ปัจจุบันเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนห้วยลึก และล่าสุดได้สำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรมหาบัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง รับปริญญาจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ     เธอสูญเสียแขนทั้งสองตั้งแต่เกิด เนื่องจากยารักษาโรคเบาหวานที่แม่รักษานั้นมีผลข้างเคียงต่อเด็กในครรภ์ แม้เธอจะปราศจากแขนทั้งสองข้าง แต่เธอก็วาดความฝันของเธอด้วยเท้าทั้งสองข้างด้วยความเพียรจนสำเร็จ     พัชรมณฑ์  หรือคุณครูคูน ไม่ได้รับการศึกษาตั้งแต่เด็ก โรงเรียนปฏิเสธเธอเพราะความพิการ แม่จึงเป็นครูคนแรกของเธอ สอนให้เธอจับปากกาเขียนด้วยเท้า จนกระทั่งเข้าเรียนได้เมื่ออายุได้ 23 ปี เพราะมีกฎหมายออกมาให้โรงเรียนรับเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ เมื่อเรียนจนระดับมัธยมศึกษาแล้ว จึงศึกษาต่อระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตหนองบัวลำภู แล้วสานฝันเป็นนักกฎหมายด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาโท     เธอกล่าวว่า อุปสรรคในการเรียนคือการทำข้อสอบให้เสร็จทันเวลา เพราะการเขียนด้วยเท้าไม่สามารถเร่งรีบได้ บางทีเธอก็ตกวิชานั้น เพราะทำข้อสอบไม่ทัน แต่ในที่สุดเธอก็สามารถรับปริญญามหาบัณฑิตมาครองจนได้     ความเพียรของคุณครูคูน ทำให้นึกถึงคำตรัสของพระมหาชนกที่ทรงตอบนางมณีเมขลา ขณะทรงแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรว่า “บุคคลผู้กระทำความเพียรอยู่ แม้จะตาย ก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ คือไม่ถูกติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ เทวดาและพรหมทั้งหลาย อนึ่งบุคคลเมื่อกระทำกิจของบุรุษอยู่ ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง”  […]

ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะ คำสาป จากความฝันตามหลอกหลอน

คำสาป จากความฝัน ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจว่ามันหลอน น่ากลัวเพียงใด “เมื่อไหร่จะมารับลูกไปเสียที ฝากฉันไว้นานแล้วนะ” หญิงผิวคล้ำร่างผอมเกร็งตวาดใส่หน้าฉัน สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งมองตรงมา แต่นั่นก็ไม่น่าหวาดหวั่นเท่าสายตาของเด็กชายที่หญิงคนนั้นอุ้มอยู่ สายตาคู่นั้นทำให้ฉันต้องสาวเท้าออกวิ่ง วิ่ง วิ่ง…อย่างไม่คิดชีวิต แต่สายตาไร้เดียงสาคู่นั้นก็ยังตามติดฉันมาไม่ห่าง นึกถึงครั้งใดก็ให้เสียวสันหลัง หลายคืนมาแล้วที่ฉันฝันเป็นซีรี่ส์แบบนี้…ฝันว่าท้อง ฝันว่ามีลูก ฝันว่าจูงมือเด็กผู้ชาย ฝันว่ามีเด็กมากระชากมือฉันออกจากมือของคนรัก แล้วสักพักก็สะบัดมือวิ่งหนีไป ในความฝัน เรามีความสัมพันธ์คล้ายแม่ลูก แต่ติดที่ว่าเด็กคนนี้มักมองฉันด้วยแววตาอาฆาต เจ็บปวด เกลียดชัง นี่ถ้าฉันเคยทำแท้งแม้สักครั้ง ฉันคงคิดว่าเด็กคนนี้เป็นลูกที่ฉันตัดสินใจฆ่าไปแล้วแน่ๆ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคย… ฉันทนความพิศวงในใจไม่ไหว และที่พึ่งของฉันก็คือวัด ฉันกราบพระประธานในโบสถ์ ถวายสังฆทานให้หลวงพ่อรูปหนึ่ง หลวงพ่อถามฉันว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ประโยคเปี่ยมเมตตานั้นเองที่ทำให้ฉันเล่าความฝันให้ท่านฟัง และท่านก็ให้สติฉันว่า “คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ยังไม่เลิกแล้วต่อกัน เวลาทำบุญทำกุศล โยมอย่าลืมส่งบุญให้เขาบ้าง แล้วก็คิดดี ทำดี พูดดี เท่านั้นละลูก พระคุ้มครอง” เรียบๆ ง่ายๆ แต่ทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาพอสมควร ฉันกราบลาพระประธานด้วยจิตใจที่สงบ ไม่กลัวที่จะต้องฝันอะไรแบบนั้นอีก แต่เงื่อนงำของความฝันยังคงค้างคาอยู่ในใจฉันเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่ง โทรศัพท์สายหนึ่งที่เข้ามาก็เหมือนจะช่วยคลี่คลายความฝันของฉัน เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเงินห้าพันบาทที่ฉันให้เพื่อนยืมไป โดยไม่ถามไถ่ว่าทำไมนักศึกษาปีหนึ่งอย่างเขาถึงได้มีเรื่องร้อนเงินขึ้นมากะทันหัน ฉันจำได้เพียงว่าจู่ๆ เพื่อนที่เคยร่าเริงก็มีอาการเงียบ ซึม […]

keyboard_arrow_up