วิธีดูแลตับ ฉบับนักดื่มและสายปาร์ตี้ เพื่อตับแข็งแรง ห่างไกลมะเร็งตับ

7 วิธีดูแลตับ

เราต้องมี วิธีดูแลตับ เพราะตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่สุดในร่างกาย และเป็นอวัยวะที่มีชิ้นเดียวในร่างกาย หน้าที่ก็ซับซ้อนที่อวัยวะอื่นทำหน้าที่แทนไม่ได้ และตับสามารถเจ็บป่วยได้เหมือนอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายแต่สามารถซ่อนอาการได้เก่ง มารู้ตัวอีกทีว่าตับป่วยก็อาจจะสายเกินไปแล้ว

แต่ตับสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ โดยไม่ต้องกินยาวิเศษใดๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่นักดื่มหรือสายปาร์ตี้ที่ชอบการดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้นที่จะทำลายตับของเรา ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ก็มีผลด้วยเช่นกัน เช่น การกินของหมักดอง ปิ้งย่าง อาหารหวานมันไขมันสูง

ดังนั้น หากเราไม่เริ่มดูแลตับ แถมยังปล่อยปละละเลยทำร้ายตับด้วยไลฟ์สไตล์ผิดๆ ก็อาจทำให้ตับเสื่อมเร็วและป่วยหนักมากขึ้น  แม้จะเป็นนักดื่ม แต่คุณก็สามารถดูแลตับได้ ด้วย 7 วิธีต่อไปนี้ เพื่อให้ตับได้อยู่กับเราไปนานๆ

 

ดื่มบ่อยๆ น้อยๆ ดีกว่า

ข้อนี้ถือเป็นข้อควรปฏิบัติข้อแรก สำหรับนักดื่มหนักๆ อาจจะไม่ต้องถึงกับงดหรือหายขาดไปเลย แต่ควรดื่มในปริมาณที่ปลอดภัย

สำหรับผู้หญิง คือ 10-13 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับเบียร์ 1 กระป๋อง หรือไวน์ 1 แก้ว

สำหรับผู้ชาย คือ ไม่เกิน 30 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับเบียร์ 2 กระป๋อง หรือไวน์ 2 แก้ว

แม้บางคนจะเลือกดื่มแอลกอฮอล์นานๆ ครั้ง แต่ครั้งทีละมากๆ แบบไม่เมาไม่เลิก นั่นเป็นการทำร้ายตับได้เช่นกัน เพราะตับอาจปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของระดับแอลกอฮอล์ไม่ทัน ทำให้มีความเสี่ยงในการอักเสบเพิ่มขึ้น เหมือนกับการออกกำลังกาย หากเราออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ร่างกายจะไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆ แต่หากนานๆ ครั้งเราจะออกกำลังกายสักครั้งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็จะรู้สึกปวดเมื่อย

 

เลือกกินอาหารดีมีประโยชน์

นอกจากเวลาดื่ม การเลือกกินอาหารในปริมาณที่พอดีนอกจากช่วยป้องกันโรคตับได้แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ที่รุนแรงไม่แพ้โรคตับได้ด้วย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสู เบาหวาน โดยปริมาณการกินนั้นขึ้นอยู่กับสรีระร่างกายของแต่ละคน คือ กินแล้วน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงไปกว่าเดิม แบบนี้เรียกว่ากินอย่างพอดีกับความต้องการในแต่ละวันของร่างกาย และนอกจากเรื่องปริมาณแล้ว คุณค่าทางอาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ สะอาด ถูกหลักอนามัย อาหารต้องไม่มัน ไม่หวานจัดหรือเค็มจัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันพอกตับ

 

ไม่กินยา สมุนไพร อาหารเสริมพร่ำเพรื่อ

ข้อนี้เป็นอีกข้อสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้ยาเกินจำเป็นในระเทศไทยสูงมาก เพราะยาสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป แถมยังมีทางเลือกพวกยาสมุนไพรอีกมากมาย นอกจากนี้นักดื่มหลายคนมักบำรุงสุขภาพด้วยอาหารเสริมหรือวิตามินเสริม หรือแม้แต่หนุ่มสาวคนปกติ  อาหารเสริมบางยี่ห้ออาจมีสรรพคุณเกินจริง ส่งผลให้คนไทยใช้ยาโดยไม่จำเป็น เป็นผลเสียต่อร่างกายและตับด้วย

หลายคนอาจคิดว่ายาสมุนไพรไม่น่าจะเป็นอันตรายเพราะเป็นสารี่มาจากธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วสมุนไพรก็อาจมีพิษต่อร่างกายได้หากใช้ไม่ถูกต้อง เช่น เห็ดบางชนิดกินแล้วอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แม้แต่วิตามินที่หลายคิดว่าช่วยบำรุงร่างกาย จึงนิยมกินเพื่อบำรุงสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วิตามินจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อร่างกายขาดแคลนเท่านั้น การกินวิตามินมากไม่ได้ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น แถมยังทำให้ตับทำหน้าที่หนักต้องขับวิตามินส่วนเกินออก ยิ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันอย่าง เอ ดี อี เค ที่ตับขับออกทางปัสสาวะไม่ได้ ก็จะสะสมในร่างกายไปเรื่อยๆ หากกินเป็นเวลานานๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อตับได้ หากไม่อยากให้ตับป่วย กินตามที่แพทย์สั่งก็เพียงพอแล้ว

ไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นเข็มสัก เข็มเจาะ เข็มฉีดสิว ฉีดโบท็อกซ์ต่างๆ เพราะเป็นช่องทางสำคัญของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ทำให้ตับป่วย หรืออาจทำให้ติดเชื้ออื่นๆ ที่อันตรายถึงชีวิต เช่น HIV  ดังนั้นก่อนใช้เข็มควรตรวจกับทางร้านทุกครั้งว่ามีการเลือกใช้เข็มใหม่ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าความสวยงามที่ได้รับมาไม่ได้แถมโรคร้ายทำลายตับมาด้วย

 

มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

การมีเพศสัมพันธ์เป็นอีกช่องทางสำคัญในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ดังนั้น ควรฉีดวัคซีนป้องกันไว้ และควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หากเตรียมตัวแต่งงานควรตรวจสุขภาพให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสชนิดอื่นๆ ด้วย  หากไม่ได้ป้องกันใดๆ เลย เท่ากับว่าคุณกำลังเสี่ยงทำลายตับเพิ่มขึ้น

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

นอกจากเวลาไปดื่มสังสรรค์แล้ว ควรแบ่งเวลามาออกกำลังกายด้วย เพราะการออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลจากหลายๆ โรค อีกทั้งการออกกำลังกายยังส่งผลดีต่อตับด้วย เนื่องจากพฤติกรรมการกินอาหารของคนในยุคนี้ซึ่งเน้นความรวดเร็ว  จึงนิยมกินอาหารที่ง่ายๆ เช่น หมูปิ้ง ไก่ทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนอุดมไปด้วยไขมัน กินมากไปก็สะสมในร่างกาย กินเสร็จแล้วก็ไม่ได้ขยับร่างกายเนื่องจากทำงานแบบนั่งหน้าจอหน้าคอมพิวเตอร์ ทำให้อาหารที่กินเข้าไปยิ่งสะสม เกิดเป็นไขมันในร่างกาย หากมีไขมันมากๆ อาจไปสะสมที่ตับเกิดเป็นโรคไขมันพอกตับตามมา ดังนั้น แม้งานจะยุ่งแค่ไหน ก็ต้องหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์หนึ่ง 150 – 300 นาที  หรือวันละ 25 นาทีก็ได้ เพื่อสุขภาพร่างกายและตับที่แข็งแรง

 

ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปควรตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง หากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ควรตรวจทุก 3 – 6 เดือน เพื่อตรวจเช็คระบบการทำงานของร่างกายว่ายังเป็นปกติหรือไม่ หากมีสิ่งผิดปกติจะได้รักษาทัน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือเป็นมะเร็งจับ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ

 

ข้อมูลจากหนังสือเมื่อตับประท้วงร่างกายก็พ่ายแพ้

เขียนโดย รองศาตราจารย์ นายแพทย์ทวีศักดิ์ แทนวันดี ผู้เชี่ยวชาญ

 

 

keyboard_arrow_up