8 วิธีพูดต้องห้ามที่ ทำร้ายความรู้สึก คนฟังอย่างแรง !

8 วิธีพูดต้องห้ามที่ ทำร้ายความรู้สึก คนฟังอย่างแรง !

 

วิธีการพูดที่ใช้เราบ่อยๆ สื่อถึงความเป็นตัวเราได้ดีที่สุด บางวิธีก็ช่วยกระชับความสัมพันธ์ ขณะที่บางวิธีอาจยิ่ง ทำร้ายความรู้สึก ให้ย่ำแย่ไปกว่าเก่า มาลองดูกันว่าคุณหรือคนรอบข้างคุณ กำลังพูดแบบนี้จนเป็นนิสัยอยู่หรือเปล่า หากใช่ ก็ขอให้ลดละเลิกเพื่อประคองความรู้สึกที่ดีระหว่างกันเอาไว้

 

:: พูดถึงเรื่องในอดีตที่ผิดพลาดของคนอื่น ::

การยกความผิดพลาดของคนอื่นขึ้นมาพูดถึงซ้ำๆ ทั้งที่หากคิดโดยใช้หลักเหตุผลก็รู้ว่าพูดบ่อยไปก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือยกความผิดพลาดนั้นมาพูดต่อหน้าคนอื่นๆ การกระทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คนพูดดูเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น ยังถือเป็นการบ่มเพาะทั้งความขุ่นเคืองและความอับอายให้แก่คนฟัง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อทั้งความสัมพันธ์และประสิทธิภาพในการทำงานอย่างแน่นอน

 

:: พูดแชร์ความลับของอีกคนให้คนอื่นฟัง ::

ความไว้ใจไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างกันได้ในชั่วข้ามคืน กว่าเราจะเปิดใจพูดเรื่องลับๆ หรือเรื่องที่ตัวเราไม่สบายใจและไม่อยากให้คนอื่นรู้ให้ ‘ใครสักคน’ ฟังได้ก็ต้องมีความไว้ใจกันพอสมควร ลองคิดดูว่าหากความลับที่ว่าถูกคนอื่นที่เราไม่ได้สนิทใจรู้เข้า จะรู้สึกแย่แค่ไหน หากไม่อยากเปลี่ยนจากคนดีๆ เป็นคนแย่ๆ ก็อย่าเอาเรื่องที่คนอื่นไม่อยากให้ใครรู้ไปพูดต่อ

 

:: พูดปัดความรับผิดชอบ ::

‘อ๋อ ฉันไม่รู้เรื่องนะ อีกคนต่างหากที่ดูแลจัดการเรื่องนี้’ การพูดปัดหรือโยนความรับผิดชอบ นอกจากจะกระทบไปถึงคนที่เราโยนความรับผิดชอบไปให้แล้ว ยังทำให้ตัวเราถูกมองว่าขาดความน่าเชื่อถือและพึ่งพาไม่ได้ไปด้วย โดยเฉพาะหากความรับผิดชอบนั้นเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่การของเรา

 

:: พูดเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน ::

ในระหว่างบทสนทนาเราควรตั้งใจฟังให้ดีด้วยว่าคนอื่นเขาพูดเรื่องที่คุยค้างอยู่จบหรือยัง การตัดบทเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นกระทันหัน นอกจากจะทำให้คนอื่นๆ เสียอารมณ์แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไร้กาลเทศะและความไม่ใส่ใจผู้อื่นของเราด้วย

 

:: พูดถึงความจำเป็นของตัวเองฝ่ายเดียว ::

‘ทำเรื่องนี้ให้พี่หน่อย พี่ทำคนเดียวไม่ไหวแล้ว ภาระพี่เยอะ’ ยกเอาความจำเป็นของตัวเองมาก่อน ชักแม่น้ำสามสิบแปดสายเพื่อโยนภาระของตัวเองให้คนอื่น การพูดจาทำนองนี้อาจเรียกความเห็นใจได้ในระยะสั้น แต่หากทำจนเคยตัว จะกลายเป็นน่าเอือมระอาไป ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่เป็นของตัวเองทั้งนั้น ควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและนึกถึงความจำเป็นของคนอื่นก่อนพูดด้วย

 

:: พูดเปรียบเทียบคนอื่นกับคนฟัง ::

เปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นที่เรียนเก่งกว่า เทียบลูกน้องอีกคนกับลูกน้องตัวเอง เปรียบเทียบคนอื่นกับแฟนตัวเอง จริงอยู่ที่คนเรามีความแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะอยากโดนเปรียบเทียบ ไม่ว่าคนพูดจะหวังดี อยากพูดเพื่อเป็นแรงผลักดัน หรือพูดเพื่อกดคนอื่นลงต่ำ สุดท้ายแล้วหากพูดแบบนี้จนเป็นนิสัยไม่ว่ากรณีไหนก็ไม่น่าฟังอยู่ดี

 

:: พูดเรื่องไม่จริงที่ทำคนอื่นเดือดร้อน ::

จะมีอะไรแย่ไปกว่าการพูดโกหกจนคนที่ถูกพูดถึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจอีก การพูดกลับดำเป็นขาว ตีไข่ใส่สีจนเรื่องต่างๆ แย่ลงกว่าเดิมนั้นไม่ใช่การกระทำของคนที่หวังดีต่อกันแน่ๆ หากยังอยากมองหน้ากันติด และมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ก็ควรเลิกพฤติกรรมแบบนี้ก่อนที่จะไม่เหลือใครให้คบ

 

:: เมินสิ่งที่อีกคนพูดกับเรา ::

ข้อนี้แม้ไม่ใช่วิธีพูดแต่กลับเป็นการแสดงออกที่ทำร้ายจิตใจคู่สนทนามากที่สุด หากเราไม่ได้กำลังทำธุระอื่น ควรรับฟังสิ่งที่คู่สนทนาพูด หรือหากเรากำลังอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวก็ควรจะตอบไปตามสมควรบ้าง เพื่อรักษาน้ำใจของกันและกันเอาไว้ ไม่มีใครหรอกที่อยากถูกเมิน คุณเองก็เช่นกัน

 

 

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 แนวทางที่ควรยึดไว้เพื่อปูทางไปสู่ ชีวิตที่ดี ในอนาคต

‘ยอมรับและจัดการอารมณ์’ รับมือคำวิจารณ์แง่ลบด้วยแนวคิดเผชิญหน้าความตาย

6 คำพูดติดปาก ที่ควรคิดก่อนใช้เพื่อ รักษาความสัมพันธ์

เพื่อน 7 ประเภทที่ควร unfriend ทิ้งไปจากชีวิต

วิธีรับมือกับความผิดหวัง อย่างสตรอง! ล้มได้ ก็ลุกขึ้นได้

 

keyboard_arrow_up