ชวน ล่องเจ้าพระยา กินลมชมเรือพระที่นั่ง สักการะสองอารามหลวง แบบ One day trip !

ล่องเจ้าพระยา กินลมชมเรือพระที่นั่ง สักการะสองอารามหลวง แบบ One day trip !

เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้เอกราชและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี goodlifeupdate เลยขอถือโอกาสอันดีนี้ ติดสอยห้อยตามชาวคณะไปชื่นชมมนต์ขลังกลิ่นอายเก่าของมหานคร และเก็บรายละเอียดดีๆ มาเล่าสู่กันฟังค่า จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาลองดูกันเลย !

 

:: ล่องเรือรื้อความหลัง ที่ท่าเรือราชวรดิษฐ์ ::

เรามาสตาร์ทเครื่องลงเรือกันที่ ท่าเรือราชวรดิษฐ์ ซึ่งเป็นเขตของกองทัพเรือกันค่ะ บอกกันไว้ก่อนว่าที่ท่าเรือราชวรดิษฐ์นี้ไม่มีเรือรับส่งแวะตามท่านะคะ ใครอยากเดินทางไปยังท่าเรืออื่นๆ ให้เดินต่อจากท่าเรือราชวรดิษฐ์ไปอีกนิดและลงเรือที่ ท่าช้าง แทนค่า

ลงเรือปุ๊บเราก็ล่องไปตามเจ้าพระยา ย้อนความหลังด้วยฝีมือการเล่าเรื่องโดยผู้รู้ลึกรู้จริงอย่าง คุณอนุชา เกื้อจรูญ ประธานสถาวัฒนธรรมเขตบางกอกน้อย คุณอนุชาเล่าว่า แต่เดิมบริเวณท่าช้างนี้คือที่อาบน้ำของช้าง และเป็นถิ่นที่อยู่ของเหล่าขุนนาง ต้นตระกูลเก่าแก่ อย่างตระกูลบุนนาค และตระกูลวงศ์อารยะ รวมไปถึง สุนทรภู่ ครูกลอนที่เราๆ รู้จักกันดีด้วยค่ะ

        

คุณอนุชา ไกด์กิตติมศักดิ์ของเรา

 

:: พระราชวังเดิม ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ::

จุดนี้แต่ก่อนคือ ป้อมวิชัยประสิทธิ์ หรือป้อมวิไชยเยนทร์ ปัจจุบันอยู่ในเขตของกองทัพเรือค่ะ

ป้อมวิชัยประสิทธิ์ หรือ พระราชวังเดิมสมัยกรุงธนบุรีค่า

หลังกอบกู้เอกราชสำเร็จ พระเจ้าตากสินได้ทรงสร้างพระราชวังอย่างเรียบง่าย โดยทรงรวม วัดแจ้ง และ วัดท้ายตลาด ไว้ในเขตพระราชวังด้วย อาณาเขตทั้งหมดของพระราชวังนั้น ตะวันออกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศใต้เป็นคลองบางกอกใหญ่ ทิศตะวันตกจรดคลองคูเมือง ทิศเหนือจรดคลองวัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ พระราชวังกรุงธนบุรีแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า พระราชวังเดิม แทนค่ะ

เนื่องจากบริเวณนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์จึงโปรดให้เชื้อพระวงศ์คนสำคัญมาพำนักอยู่ที่นี่ด้วย โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีถึง 3 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าตากสิน ที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นคือ ส่วนท้องพระโรง นั่นเอง

อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินในเขตกองทัพเรือ

เชื่อกันว่าหากมาบนบานขอเลื่อนขั้น ขอตำแหน่งกันที่ อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินริมน้ำแห่งนี้ ส่วนใหญ่มักจะสมหวังกันด้วยนะคะ

 

:: วัดอรุณราชวราราม วัดชั้นเอกที่อยากให้ได้มาเยือน ::

ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นจากเรือกันสักที เฮ้ โดยวัดแรกที่เรามาเยือนคือวัดอรุณ วัดเก่าแก่ที่พูดชื่อไปใครๆ ก็ต้องเคยได้ยิน วัดอรุณราชวราราม แห่งนี้มีชื่อเรียกทั้งหมด 4 ชื่อค่ะ

ชื่อแรกสุดคือ วัดมะกอก หรือ วัดมะกอกนอก สันนิษฐานว่าตั้งชื่อตามสถานที่ตั้ง ชื่อที่สองคือ วัดแจ้ง เป็นที่ชื่อพระเจ้าตากสินทรงเปลี่ยนให้ เพราะพระองค์มาถึงท่าน้ำแห่งนี้ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นนั่นเอง ชื่อที่สามคือ วัดอรุณราชธาราม และสี่คือ วัดอรุณราชวราราม

ครุฑยุดนาค ตราลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) 

เล่าเป็นเกร็ดประวัติกันสักนิดนะคะ วัดอรุณราชวราราม แห่งนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 มีตราลัญจกรรูป ครุฑยุดนาค ประดับอยู่บนรั้วพระปรางและพระอุโบสถ มีตำแหน่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก หรือเอกอุดม คือมีคำว่า ‘ราชวรมหาวิหาร’ ต่อท้าย โดยในประเทศไทยมีอารามหลวงชั้นเอกทั้งสิ้น 6 วัดคือ วัดอรุณราชวราราม วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม วัดโพธิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ และวัดพระพุทธบาทค่ะ

รูปปั้นหินแบบจีนสวยๆ ในวัดอรุณมีให้เห็นเยอะมาก

 

:: ชมอุโบสถงาม พระปรางค์สวย ถิ่นสถิตย์ของเหล่าเทพยดา ::

อุโบสถวัดอรุณราชวราราม อีกจุดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

อุโบสถที่สวยงามประทับในใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติของวัดอรุณนี้ ภายในมี พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุ พระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ค่ะ โดยบริเวณฐานที่มีลักษณะทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ยังบรรจุ พระบรมราชสรีรางคาร(ขี้เถ้า)และพระบรมอัฐิ(กระดูก)ของรัชกาลที่ 2 เอาไว้อีกด้วย นอกจากความสวยของตัวอุโบสถแล้ว ภาพวาดภายในยังวิจิตรตระการตา เป็นจิตรกรรมที่เล่าเรื่อง 10 ชาติภพของพระพุทธองค์ หรือที่เรียกกันว่า ทศชาติชาดก นั่นเอง

 

พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุ

จิตรกรรมที่เล่าเรื่องทศชาติชาดก ซูมดูใกล้ๆ ละเอียดและสวยมากๆ

 

บันไดขึ้นพระปรางค์วัดอรุณที่ถ้ายังไหวก็ควรได้ลองขึ้นไปสักครั้ง !

เอาล่ะ มาถึงวัดอรุณทั้งที จะพลาด พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ไปได้อย่างไร  พระปรางค์แห่งนี้ประกอบไปด้วยปรางค์ประธาน และปรางค์รองอีก 4 องค์ค่ะ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนจะแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 ใช้เวลาสร้างไปทั้งสิ้นรวม 9 ปี องค์ปรางค์ประกอบด้วยเปลือกหอย กระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ ใบไม้ ซึ่งลายส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน

ที่ฐานมีบรรดายักษ์และลิงคอยแบกพระปรางค์ไว้ด้วยล่ะ

ฐานของพระปรางค์ประดับด้วยรูปปั้นกินรี ยักษ์ และลิง มีความเชื่อว่าพระปรางค์นี้คือภูเขา ซึ่งเป็นแหล่งสถิตย์ของเหล่าเทพยดาที่ปกปักษ์รักษาเมือง จึงมีการปั้นเหล่ายักษ์ และ ลิง ไว้ที่ฐานเพื่อคอยพยุงพระปรางค์ไว้ไม่ให้พังทลายง่ายๆ ผ่านมาก็เนิ่นนาน แม้พระปรางค์จะสร้างอยู่ริมน้ำ แต่ก็ยังไม่เอียงไม่ทรุด เพราะที่ฐานล่างมีการสร้างเป็นแพไม้ลอยน้ำช่วยพยุงเอาไว้ นับเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ชาญฉลาดเหนือกาลเวลาจริงๆ !

 

:: ตำนานยักษ์วัดแจ้ง ตีกันอิรุงตุงนัง ที่แท้ก็เรื่องตังค์ ::

เพื่อนๆ นักอ่าน ใครเคยเจอเคสโดนยืมตังแล้วอีกฝ่ายไม่ใช้คืนบ้างเอ่ย รายนี้ก็ไม่ต่างกัน ผิดกันก็แค่ทั้งสองฝั่งไม่ใช่มนุษย์แค่นั่นเอง ! ที่ตีหน้าดุเฝ้าอยู่หน้าประตูวัดนี้สีเขียวคือคือ ทศกัณฐ์ เจ้ากรุงลงกาซึ่งมีสิบพักตร์ ยี่สิบมือ สีขาวคือ ท้าวสหัสเดชะ เจ้าเมืองปางตาลซึ่งมีสองพันมือค่ะ

ทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา

ท้าวสหัสเดชะ เจ้าเมืองปางตาล

ตำนานเล่าว่า ยักษ์สองตนนี้มีเรื่องกับยักษ์วัดโพธิ์ เพราะยักษ์วัดโพธิ์ดันไปขอยืมเงินแล้วไม่มีใช้ ยักษ์ทั้งสองตนเลยเหาะข้ามน้ำไปตีกับยักษ์วัดโพธิ์จนต้นไม้แถวนั้นพังราบ เป็นที่มาของชื่อ ท่าเตียน บางตำนานเล่าว่าทะเลาะกันจนหนีไปถึงวัดพระแก้ว ยักษ์วัดพระแก้วจึงเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เพื่อความสงบร่มเย็นของบ้านเมืองค่ะ แหม่ ทะเลาะกันเรื่องเงินเนี่ยมีมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้วนะเนี่ย

 

:: สักการะศาลพระเจ้าตาก สะเดาะเคราะห์ ด้วยการลอดใต้พระแท่น ::

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินในวัดอรุณราชวราราม

รูปสำริดแสดงวีรกรรมการกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ก่อนจะล่องเรือไปต่อ เราก็มากราบลาพระเจ้าตากสินที่ศาลของท่านก่อนค่ะ ภายในศาลประดับด้วยวัสดุจากจีน และสำหรับใครที่มีเรื่องไม่สบายใจ เรื่องทุกข์เรื่องเศร้า หรืออยากเสริมดวง แนะนำให้ลองมาสะเดาะเคราะห์ ลอดใต้พระแท่น ที่วัดอรุณกันดูค่ะ

มาถึงที่ทั้งทีต้องสะเดาะห์เคราะห์เสริมดวงกันสักหน่อยแล้ว

แน่นอนว่าชาว goodlife อย่างพวกเราก็ไม่พลาด ลอดกันมาเรียบร้อย เรื่องของความเชื่อลองดูไม่เสียหาย อย่างน้อยๆ ที่ได้มาก็คือความสบายใจ จริงมั้ยคะ อิอิ

 

:: วัดระฆังโฆสิตาราม ระฆัง 5 ใบ ท่านได้แต่ใดมา ::

ลงเรือล่องต่อมาถึง วัดระฆังโฆสิตาราม มีไกด์กิติมศักดิ์อย่าง คุณอนุชา คอยเล่าเกร็ดประวัติให้พวกเราฟังกันอยู่เรื่อยๆ วัดโบราณแห่งนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาค่ะ

เจอระฆังทองใบใหญ่ตั้งตะหง่านอยู่หน้าวัดหนึ่งใบด้วย

โบราณมีความเชื่อว่าแม่ทัพออกศึกจะยกบ้านถวายวัด เมื่อรบชนะกลับมาจะสร้างเรือนใหม่ สมัยนั้น รัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพไปปราบหัวเมืองโคราช จึงโปรดให้นำบ้านเดิมของพระองค์ไปถวายวัดระฆัง (ในขณะนั้นยังชื่อวัดบางหว้าใหญ่) ทำเป็นหอไตร เมื่อท่านปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์จักรีวงศ์แล้ว ท่านจึงให้พระราชโอรสคือรัชกาลที่ 2 มาบูรณะเรือนเก่า

นี่ละ ระฆัง 5 ใบที่ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างถวายวัดระฆังโฆสิตารามค่ะ

ระหว่างการบูรณะมีการขุดสระไปเจอระฆังใบหนึ่ง ตีแล้วเสียงดังไพเราะมาก รัชกาลที่  1 จึงทรงขอเอาไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ความเชื่อของไทย จะเอาของไปจากวัดเขาถือว่าบาปค่ะ จะต้องทำของชดใช้ถึง 5 เท่าเรียกว่า ‘ผาติกรรม’ ท่านจึงทรงหล่อระฆังไปให้วังระฆังใหม่ 5 ใบแล้วโปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดจาก วัดบางหว้าใหญ่ เป็น วัดระฆัง ตั้งแต่นั้นมา

 

:: หอพระไตรปิฏก หอแฝดสาม งดงามอย่าบอกใคร ::

เดินลึกเข้ามาในเขตวัดหน่อย เราจะพบ หอพระไตรปิฏก โบราณสถานมีลักษณะเป็นอาคารไม้ฝากระดานสามหลังแฝด ภายในมี ตู้เก็บพระไตรปิฎกลายรดน้ำ ขนาดใหญ่สองหลังประดิษฐานอยู่ที่หอฝั่งเหนือหนึ่งหลัง หอฝั่งใต้หนึ่งหลัง นอกจากนี้บริเวณหอกลางยังมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 1 และพระบรมรูปปั้นของเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี พระพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ ในรัชกาลที่ 1 ประดิษฐานอยู่ด้วยค่ะ

ตู้เก็บพระไตรปิฎกในหอฝั่งเหนือ
ตู้เก็บพระไตรปิฎกในหอฝั่งใต้
พระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 1 และพระบรมรูปปั้นของเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี

 

 :: ชมเรือพระที่นั่ง มนต์ขลังบนธารน้ำจากอดีตกาลถึงปัจจุบัน ::

ล่องเรือกันต่อมาถึง กองเรือเล็ก นอกจากวัดวาอารามที่มีความสวยงามคู่บ้านควรเมืองแล้ว พวกเรายังได้มีโอกาสแวะชมความงดงามที่มีชื่อเสียงดังขจรไกลไปถึงต่างแดน อย่างเรือพระที่นั่ง ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าสวยงามเลอค่ากันด้วยค่ะ ต่างชาติยังประทับใจขนาดนี้ เราคนไทย อยู่ใกล้ๆ ต้องหาโอกาสมาชมกันให้ได้นะคะ

หัวเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชที่สวยวิจิตรด้วยลวดลายเเสนละเอียด

เรือทั้ง 8 ลำ ได้แก่ เรือเอก คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรืออสุราวายุภักษ์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรือเอกไชยเหินหาว

สำหรับใครที่อยากจะมาสัมผัสกับความงดงามของเรือพระที่นั่งทั้ง 8 ลำแล้วละก็ ที่ กองเรือเล็ก เขาเปิดให้เข้าชมได้ตลอด ยกเว้นช่วงปีใหม่แล้ววันสงกรานต์ค่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ บอกเลยว่าภาพที่พวกเรา goodlifeupdate เก็บมายังไม่ได้ครึ่งความตระการตาของสถานที่จริงเลยน้า เพราะฉะนั้นใครมีเวลาเมื่อไรอย่ารอช้า แวะมาเที่ยวกันให้ได้นะคะทุกคนน

 

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง

 

keyboard_arrow_up