3 วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เลิกเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง

สาเหตุที่เราชอบพูดว่า ‘เดี๋ยวก่อน’ เพราะส่วนใหญ่มักเกิดจากเราคิดว่าเรายังไม่มีอารมณ์ที่จะทำ บางคนก็กลัวงานยากๆ เลยยังไม่พร้อมที่จะลงมือทำเพราะกลัวผิดพลาด หลายคนก็คิดว่าอู้งานวันนี้ก็สบายวันนี้ แต่ไม่คิดว่าวันข้างหน้าจะต้องลำบากแน่ๆ  เพราะงานของคุณจะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องมาเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอกจากจะเสียสุขภาพกายและใจแล้ว งานที่ออกมายังด้อยคุณภาพอีกด้วย  ดังนั้น หากไม่อยากเสี่ยงชีวิตการทำงานของตัวเองกับความสบายเพียงชั่ววูบ เราต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนมีสมาธิ ตั้งใจ และเลิกผัดวันประกันพรุ่ง ได้รับงานวันนี้ ก็ต้องเริ่มวันนี้หากทำได้

หากคุณเป็นคนที่ชอบบอกตัวเองว่า ไว้ก่อนก็ได้ ลอง 3 วิธีต่อไปนี้เพื่อเปลี่ยนนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่ทำงานได้ง่ายและสบายใจกว่าเดิม เลิกเป็นคนทำงานแบบไฟลนก้นไปได้เลย

 

แปะโพสต์-อิท ทุกที่ที่ตาเห็น

การแปะกระดาษโน้ต หรือโพสต์-อิทเตือนใจให้ลงมือทำงาน คือวิธีการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วการเห็นข้อความแบบนั้นๆ ซ้ำๆ ตลอดเวลาก็จะช่วยเตือนใจให้เราลงมือทำได้จริงๆ

ถ้าอยากให้วิธีนี้ได้ผลมากๆ ก็ต้องห้ามแกะโน้ตออกเลย ห้ามเปลี่ยนที่แปะจนกว่าจะทำงานเสร็จ เพราะการมองไม่เห็นโน้ตก็เท่ากับการลืม การไม่รับรู้  และโอกาสในการลงมือทำก็คงไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าเรายิ่งเห็นบ่อยๆ ยิ่งโดนย้ำเตือนบ่อยๆ ก็จะทำให้งานประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

วิธีการง่ายๆ คือ  ลิตส์จำนวนงานที่คุณต้องทำลงบนโพสต์-อิท  แยกเป็นหนึ่งงานต่อหนึ่งแผ่น ทำสำเนาไว้หลายๆ แผ่นเลย

จากนั้นก็แปะมันในบริเวณที่คุณต้องเห็นบ่อยๆ เช่น โต๊ะทำงาน ตู้เย็น ตู้เอกสาร คอมพิวเตอร์ แผงหน้าปัดรถก็แปะได้ ในห้องน้ำ ห้องนอน โต๊ะกินข้าว  จะไปไหนก็ต้องเห็นข้อความเตือนใจทั้งวัน สุดท้ายคุณก็จะไม่ลืมและทำมันจนสำเร็จ

เมื่องานชิ้นหนึ่งเสร็จสิ้น ค่อยแกะโน้ตงานที่คุณทำเสร็จออก ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  เท่านี้คุณก็จะไม่ลืมงานที่ต้องทำ แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป

 

ทิ้งนาฬิกาไปก่อน

ถ้ามีนัดหรือต้องไปไหนในเวลาที่กำหนด นาฬิกาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณ แต่ถ้าอยากทำงานอย่างมีสมาธิไม่วอกแวกไม่ผัดวันประกันพรุ่ง คุณอาจจะต้องนำนาฬิกาไปซ่อนก่อน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่คุณไม่ได้สวมนาฬิกาข้อมือ คือ โอกาสในการทำงานตามจังหวะเวลาตัวเองได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับตัวเองตอนที่ทำงานตามเวลา

พนักงานทั่วๆ ไป เวลามาทำงานจะคอยดูเวลาตลอด นาฬิกาบอกเวลา 10.15 แล้ว  แปลว่าเป็นเวลาพักดื่มกาแฟแล้ว ใกล้พักเที่ยงแล้วไว้ค่อยทำต่อตอนบ่ายแล้วกัน ใกล้เลิกงานแล้วค่อยมาทำต่อพรุ่งนี้แล้วกัน

เมื่อเราดูนาฬิกา นิสัยผัดวันประกันพรุ่งของเราก็จะรักษาไม่ได้ เพราะเวลาจะคอยกำหนดการทำงานของคุณเสมอ แต่หากเราไม่ใส่เวลา ไม่ดูนาฬิกา เราก็จะผ่านช่วงเวลา 10.15 ไปได้โดยไม่ต้องไปดื่มกาแฟ เราก็ทำงานต่อไปเรื่อยๆ อย่างมีสมาธิเพราะไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ไม่รู้ว่านี่คือเวลาต้องพัก แต่คุณจะตอบสนองตามสิ่งที่ร่างกายบอกไม่ใช่นาฬิกาบอก ร่างกายอยากจะพักก็จะแสดงออกมาเองโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา

อีกข้อที่สำคัญของนาฬิกาคือ เวลาที่ทำงานไปมองนาฬิกาไป คุณก็จะรู้สึกว่า เวลาผ่านไปนานจัง แต่ถ้าไม่เห็นเวลาคุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมเวลาผ่านไปเร็ว

เราเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ทุกคน เพราะเมื่อคุณไม่ได้มองเวลา คุณจะมีสมาธิดีกว่า ทำงานตามจังหวะเวลาของตัวเองงานใหญ่จะดูไม่ใหญ่เมื่อไม่มีนาฬิกา ดังนั้น  หากทำได้ควรเลี่ยงการสวมนาฬิกาข้อมือในที่ทำงาน พยายามไม่มองเวลา และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตั้งใจทำงานตามจังหวะเวลาตัวคุณเอง ถ้าร่างกายบอกว่าเมื่อยก็พัก ไปเดินเล่น ถ้าร่างกายบอกว่ากระหายน้ำ ก็ดื่มน้ำ ถ้าร่างกายบอกว่าหิวก็ไปกินข้าวซะ การจ้องมองนาฬิกาตลอดไมใช่เวลาพักเที่ยงมาถึงเร็วหรอก

 

เลิกทำงานทีละหลายอย่างได้แล้ว

บางครั้งการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันก็มีข้อดี ทำให้เราเพลิดเพลิน ทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า หลายคนก็เลยชอบที่จะทำอะไรพร้อมกันหลายอย่าง เช่น บางคนดูโทรทัศน์ไปด้วยเล่นมือถือไปด้วย หรืออ่านหนังสือไปด้วยขณะกินข้าว ร้องเพลงไปด้วยขณะอาบน้ำ แต่ถ้าหากเป็นการทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิสูง ขอเถอะ ทำทีละอย่างดีกว่า

เช่น เราไม่ควรขับรถไปด้วยแต่งหน้าไปด้วย เพราะนอกจากอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายแล้ว แม้จะไม่เกิดอะไรขึ้น แต่คุณอาจจะได้คิ้วเบี้ยวๆ มาแทนก็ได้

งานในออฟฟิศก็เช่นกัน  ที่ออฟฟิศมีคนมากมายหลงเข้าใจผิดว่าการทำงานทีละสองอย่างจะช่วยเพิ่มจำนวนงานที่ทำเสร็จและช่วยให้เราดูเหมือนเป็นคนที่ขยันทำงาน แต่นั่นมันไม่จริง

หากลองคิดจากมุมมองเรื่องการลงมือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานทีละหลายๆ อย่างไม่ใช่ความคิดที่ดี คุณควรมีสมาธิกับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่มากกว่าจะวอกแวกไปทำอย่างอื่นด้วย

ถ้าคุณบอกว่าคุณทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้จริงๆ นั่นหมายความว่า งานนั้นอาจจะสบาย คุ้นเคย และง่ายสำหรับคุณ แต่งานแบบนี้อาจจะไม่ทำให้คุณพัฒนาตนเองได้เพราะทำแต่อะไรเดิมๆ  และสาเหตุที่ทำให้คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง อาจเป็นเพราะว่า เวลาทำตัวยุ่งๆ ทำหลายๆ อย่าง เพราะไม่อยากให้คนอื่นโยนงานยากมาให้คุณ ความคิดและการกระทำแบบนี้ทำให้คุณกลายเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งไม่จบไม่สิ้น

บางครั้งเวลาเราผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราอยากไม่อยากทำงานบางอย่าง แต่เราก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ เราเลยไปหางานเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้ตัวเองรูสึกดี บางคนก็ทำงานหลายอย่างพร้อมกันเพื่อให้ตัวเองยุ่ง แต่คุณกำลังหลอกตัวเองต่างหาก สุดท้ายก็ต้องมาทำงานใหญ่ แถมยังรูสึกเหนื่อยกว่าเดิมอีก เพราะทำงานจุกจิกมาตลอดไม่ได้หยุดพักบ้าง

บางคนชอบสลับงานทำไปมา ทำงานนี้ไปถึงเท่านี้ก็พอก่อน แล้วไปทำงานนู้นต่อ แล้วกลับไปมาทำงานนี้ แล้วย้ายไปทำงานนู้น  คุณอาจจะดูเหมือนทำงานมีประสิทธิภาพกว่าอีกคนที่ทำงานเดียว แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพแล้ว คุณมั่นใจไหมว่าการทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันจะได้งานคุณภาพเท่ากับคนที่ตั้งใจทำงานชิ้นนั้นอย่างตั้งใจ

ถึงบางคนจะรับมือได้และค่อนข้างชำนาญ แต่ก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ แม้คนที่ทำงานอย่างเดียวอย่างตั้งใจยังอาจเกิดข้อผิดพลาดได้เลย  ดังนั้นคุณจะเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองไปทำไม

ถ้าคุณเลิกทำทีละหลายๆ อย่าง ระดับความสามารถก็จะเพิ่มขึ้น ทำงานเสร็จไว ใครก็อยากร่วมงานด้วยเพราะทำงานกับคุณปิดจ๊อบได้เร็ว  กลับบ้านไปพักผ่อนได้โดยไม่ต้องกังวลไฟลนก้นอีกต่อไป

 

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ เปลี่ยนเดี๋ยวก่อน เป็นตอนนี้

เขียนโดย เจฟฟ์ เดวิดสัน

keyboard_arrow_up