4 สัญญาณของอาการปวดเมื่อยที่นำไปสู่โรคร้ายแรงถึงชีวิต!

ปวดศีรษะ คอ หลัง บ่า ไหล่ เอว สะโพก จนถึงต้นขา อาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” ที่หลายคนคิดว่า แค่นวดแผนไทยสัก 2 ชั่วโมงก็คลายปวดได้แล้วล่ะ บางคนนวดแล้วก็ใช่ว่าจะหายดีต้องไปนวดซ้ำแก้อาการเป็นประจำ แต่นวดเท่าไหร่ก็ไม่ทำให้อาการปวดเมื่อยหายสนิท ซ้ำร้ายอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระดูกทับเส้นประสาท ฯลฯ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน หรือบางคนอาจจะนั่งจนเคยชินมาตลอดชีวิตเลยก็ได้

การนั่งหลังงอ ห่อไหล่ ไขว่ห้าง เท้าคาง และก้มคอ (วัฒนธรรมก้มหน้ามองจอมือถือ) เป็นเวลานานๆ และทำซ้ำจนกลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชินโดยไม่รู้ตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิตและการไหลเวียนของออกซิเจนในร่างกาย แม้แต่ท่าทางในขณะขับรถก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพและอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน เรามี 4 สัญญาณของอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการนั่งผิดท่ามาฝาก เพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงและรับมือกับการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต

4 สัญญาณของอาการปวดเมื่อยที่นำไปสู่โรคร้ายแรงถึงชีวิต!

ปวดศีรษะเรื้อรัง:

หากคุณมีอาการปวดศีรษะตื้อๆ และปวดร้าวลามไปบริเวณท้ายทอยหรือต้นคอ อาจมีจุดกดเจ็บหรือปวดมากหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางคนมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด สาเหตุมักเกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนักอย่างต่อเนื่องหรือความเครียดสะสม ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียบริเวณกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและขาดออกซิเจน ซึ่งอาจเกิดจากการนั่งก้มหน้าและจ้องคอมฯ เมื่อมองด้านข้างแล้วจะคล้ายรูปตัว C แนะนำให้ปรับท่านั่งเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสม

ปวดคอ บ่า ไหล่:

โรคยอดนิยมของคนเมือง ที่มักจะเกิดจากการนั่งยกไหล่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากการวางคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในระดับความสูงที่ไม่เหมาะสมกับความสูงของเก้าอี้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอหดเกร็ง นานวันเข้าก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ และตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงบ่า ไหล่ สะบัก และแผ่นหลัง ส่วนใหญ่พบว่า กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแผ่นหลังซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายมักจะยกสูงกว่าอีกซีกไปโดยปริยาย

ปวดหลัง สะโพก และบั้นเอว:

ท่านั่งไขว่ห้างยอดนิยมของผู้หญิงนั่นละ ที่นำไปสู่อาการเจ็บปวดด้วยภาวะหมอนรองกระดูกได้เลยทีเดียว เพราะขณะไขว่ห้างน้ำหนักจะเทลงไปที่ขาและฝ่าเท้าข้างใดข้างหนึ่ง บวกกับการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนบริเวณส่วนล่างของร่างกายที่ไม่ดี ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เอว และแผ่นหลังผิดรูป กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง จนถึงขั้นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือกระดูกทับเส้นประสาท

ปวดขาและหัวเข่า:

คนที่มักจะนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ทำงาน หรือชอบนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้าไม่ดีพอ นอกจากจะทำให้เป็นเหน็บชาบ่อย ปวดหัวเข่า และเมื่อยขาเรื้อรัง คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรืออายุมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ายึดหรือหดตัวผิดปกติได้

หากคุณกำลังอดทนกับอาการปวดเรื้อรังของกล้ามเนื้ออยู่ละก็ ขอให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่านั่งโดยด่วน เพราะอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงในอนาคต โดยเฉพาะคนที่นั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานอาจส่งผลให้อัตราการเผาผลาญไขมันลดลง เกิดการสะสมตัวของอินซูลินจากตับอ่อนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน สมองทำงานช้าลง เพราะการขยับร่างกายบ่อยๆ ในระหว่างวันนอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ แล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตและอ็อกซิเจนทำงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การมีอุปกรณ์เสริมสำหรับการนั่ง (Sitting Device)  ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมตามหลักสรีระศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้จริงทั่วโลกว่า บรรเทาอาการปวดหลังและปวดเมื่อยระหว่างนั่งทำงานได้อย่างดี พกพาสะดวก ทั้งยังช่วยเสริมบุคลิกภาพและเพิ่มความรู้สึกสบายในระหว่างวัน โดยไม่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

 

ข้อมูลและรูปภาพจาก www.facebook.com/BackJoyThailand

 

keyboard_arrow_up