ร้อนนี้อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ มาดูวิธีดื่มน้ำคลายร้อนอย่างถูกวิธี

อย่าปล่อยให้ร่างกาย ขาดน้ำ

น้ำในร่างกายมาจากระบบเผาผลาญอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และได้รับน้ำส่วนใหญ่จากการดื่มและจากอาหารที่กิน ร่างกาย ขาดน้ำ ไม่ได้ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย รวมทั้งน้ำเลือด น้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร น้ำลาย น้ำคร่ำ และน้ำปัสสาวะ โดยน้ำจะสร้างความชุ่มชื้นให้แก่เนื้อเยื่อร่างกาย เช่น ในปาก ตา จมูก ช่วยในการขับถ่าย และยังเป็นตัวรองรับอวัยวะในร่างกาย เช่น ข้อต่อต่างๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน และน้ำยังช่วยขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปทั่วร่างกาย และยังกำจัดของเสียออกจากร่างกายเพื่อไม่ให้หมักหมมในร่างกายนานจนอาจเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็ง

เราสามารถอดอาหารได้นานถึง 6 สัปดาห์ แต่ไม่สามารถอดน้ำได้เกินกว่า 1 สัปดาห์ หากร่างกายขาดน้ำแม้เล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบใหญ่โตต่อร่างกายได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันอากาศร้อนๆ การขาดน้ำจะทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง และอาจช็อกเป็นลมแดดได้ และเมื่อร่างกายขาดน้ำมากกว่า 20% ของน้ำหนักตัว ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ดื่มน้ำอย่างไรไม่ขาดน้ำ 

โดยปกติ ผู้ใหญ่ต้องการน้ำ 1 – 1.5 มิลลิตรต่อพลังงานที่ใช้ 1 แคลอรี เท่ากับน้ำประมาณ 8 แก้ว สำหรับวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการำลังงานวันละ 2,000 แคลอรี

แม้คำแนะนำที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำคือ ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วหรือ 2 ลิตร บางคนจะรอให้กระหายน้ำก่อนค่อยดื่ม หรือดื่มบ่อยๆ แต่ควรดูระดับกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับร่างกายด้วย เช่น ต้องใช้แรงงาน อากาศ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การรักษาโรค ดังนั้น ต้องควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรดื่มน้ำมากขึ้น และต้องดื่มเท่าไหร่ ต้องดื่มให้พอดี เพราะดื่มมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดีต่อร่างกาย

 

น้ำมากไป = น้ำเป็นพิษ

ถ้าสุขภาพดี ร่างกายสามารถรับมือกับปริมาณน้ำที่มากเกินไป หากมีปริมาณเกลือแร่มากพอ โดยเฉพาะโซเดียม แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไป มากผิดปกติ มากจนกระทั่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ เพราะหากน้ำเข้าไปในเซลล์มากเกินไป ทำให้เซลล์บวมและเสียสมดุลของโซเดียมในเซลล์และในเลือด ทำให้เกิดปัญหา “น้ำเป็นพิษ”  (Water  Intoxication) ได้  เพราะระดับโซเดียมในเลือดต่ำนั่นเอง

อาการน้ำเป็นพิษ

หากเกิดกับเซลล์สมองจะทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ปวดหัว และง่วงซึม และอาจหายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระตุกหรือเป็นตะคริว  หัวใจและชีพจรเต้นช้าลง หากเซลล์สมองขยายตัวมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดถูกบีบ ทำให้สมองบวม และอาจเสียชีวิตได้ โดยอาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่ร่างกายมีปัญหาเรื่องการกำจัดของเหลวในร่างกาย  นักกีฬาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เสียโซเดียมเกินกว่าได้รับ และผู้มีปัญหาโรคไต

 

น้ำน้อยเกินไป = ขาดน้ำ 

เช็กด่วน! อาการเตือนร่างกายขาดน้ำ

  • ปากคอแห้ง
  • น้ำลายเหนียว
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน
  • เพลีย
  • หัวใจเต้นแรง
  • ปวดหัว
  • เวียนหัว
  • ปัสสาวะน้อยตลอดวัน มีกลิ่นแรง สีเข้มผิดปกติ

 

ป้องกันอาการขาดน้ำ

ผู้สูงอายุมักขาดน้ำได้ง่าย เพราะความรู้สึกกระหายน้ำลดลง กว่าที่จะรู้สึกอยากดื่มน้ำร่างกายก็สูญเสียน้ำไปถึง 2 – 3 แก้วแล้ว ดังนั้น ควรดื่มน้ำสะอาดตลอดทั้งวัน หรืออาจดื่มนม น้ำผลไม้บ้าง รวมแล้วให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

ถ้าร่างกายขาดน้ำในระดับอ่อนๆ บ่อยๆ เช่น  เสียเหงื่ออย่างหนัก อาเจียน ท้องเสีย อาจเสี่ยงต่อปัญหาเรอเปรี้ยว ท้องผูก นิ่วในไต และไตวาย

การขาดน้ำอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายหยุดทำงานและช็อกได้ ดังนั้นควรเรียนรู้สัญญาณการขาดน้ำ จะได้ป้องกันได้ทันท่วงที

หากมีอาการเตือนขาดน้ำ 2 อาการขึ้นไป นั่นหมายความว่าคุณอาจกำลังมีอาการขาดน้ำ  ดังนั้นอย่ารอให้รู้สึกคอแห้งและกระหายแล้วจึงดื่มน้ำ

วิธีแก้ไขอาการขาดน้ำที่ดีที่สุดคือการป้องกัน หากต้องออกกำลังกายหรืออยู่ในที่อากาศร้อนจัดและแห้งเป็นเวลานาน ควรดื่มน้ำไว้ก่อนหรือติดขวดน้ำไป และคอยสังเกตอาการตัวเองเสมอ

หากกระหายน้ำแต่ยังไม่มีอาการขาดน้ำ อาจดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ ไม่เติมน้ำตาลช้าๆ จนกระทั่งอาการหายไป หรืออาจกินผักผลไม้วันละ 2 – 3 ส่วน เพื่อฟื้นฟูเกลือแร่ที่สูญเสียไป เพราะผักผลไม้มากมายมีน้ำอยู่ในตัว ใช้แทนการดื่มน้ำได้  แม้จะเป็นของแข็งแต่มีน้ำมากกว่า 90% ของน้ำหนัก เช่น ผักสลัด มะเขือเทศ แตงโม บรอกโคลี เป็นต้น

แต่ไม่ควรดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์แทนน้ำ เพราะเครื่องดื่มเหล่านั้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น

 

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ อาหารต้านวัย ต้านโรค

keyboard_arrow_up