จงรักงานที่ทำ แต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

จงรักงานที่ทำ แต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน

บทความเรื่อง จงรักงานที่ทำ แต่ไม่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงาน ทำให้เรานึกถึงเวลาอ่านหนังสือวัยรุ่น มักจะเจอคำพูดที่ว่า มาเปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานกันเถอะ” คำพูดนี้อาจดูดีแต่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่ เรามาดูเหตุผลกันดีกว่าว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่สนันสนุนให้เราเปลี่ยนสิ่งที่รักมาเป็นงาน ซึ่งคนที่ให้เหตุผลกับเรานี้ก็คือคุณ นะโอยุกิ ฮนดะ ผู้เขียนหนังสือ สำเร็จได้สไตล์คนขีี้เกียจ นั่นเองค่ะ

อันดับแรก คนที่คิดว่าจะเปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานจำนวนมากกว่าครึ่งต้องเจอหนทางที่แสนคับแคบ ถ้าคิดจะทะลุผ่านออกไปโลดแล่นในฐานะมืออาชีพเต็มขั้นก็ต้องมานะบากบั่นจนแทบหมดแรง แถมคงต้องอาศัยโชคชะตาด้วย ผมคิดว่าคนที่เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานได้จริงๆ อาจมีอยู่แค่หนึ่งในหลายหมื่นคนเลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ต่อให้เปลี่ยนสิ่งที่รักให้เป็นงานได้ ก็ยังมีปัญหาที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้าอีก

ตัวอย่างเช่น งานอดิเรกของผมคือการเล่นกระดานโต้คลื่น ซึ่งผมชอบมากถึงขั้นที่สนุกกับมันได้ทุกวันตอนอยู่ฮาวาย แต่ถ้าวันหนึ่งการเล่นกระดานโต้คลื่นกลายเป็นงานขึ้นมา ผมต้องเบื่อแน่นอน ผมกล้สพูดเลยว่า ที่รักการเล่นกระดานโต้คลื่นก็เพราะมันยังอยู่ในขอบข่ายที่เป็นงานอดิเรกนั่นเอง

ต่อให้รักมากแค่ไหน ถ้ากลายเป็นงานขึ้นมาเราก็สนุกับมันจากใจจริงได้ยาก การเสียสิ่งที่ใจรัก ที่เราอุส่าต์ค้นพบอย่างการเล่นกระดานโต้คลื่น ถือเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงสำหรับผม ดังนั้นแทนที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน ผมขอปล่อยมันไว้แบบนั้นจะมีความสุขมากกว่าหลายเท่าเลยครับ

อีกเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความชอบเป็นเกณฑ์ นั่นเพราะการเลือกงานจากความรู้สึก “ชอบ” อย่างเดียว สุดท้ายจะกลายเป็นการจำกัดขีดความสามารถของตัวเอง เช่น บางคนเข้าทำงานในสำนักพิมพ์เพราะอยากทำงานบรรณาธิการ แต่ได้โยกย้ายไปฝ่ายขาย จนปัจจุบันกลายเป็นผู้เชียวชาญด้านการขายที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมไปในที่สุด

ลำพังตัวเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองเหมาะกับงานนั้นๆหรือเปล่า และการที่ตัดสินใจโดยใช้ความชอบ ซึ่งเป็นความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว ก็ถือเป็นพฤติกรรมที่ตัดดอกาสพัฒนาตัวเองทิ้งไป

.

.

ขอบคุณหนังสือสำเร็จได้สไตล์คนขี้เกียจ

keyboard_arrow_up