“มะเร็งแล้วไง ใช้ชีวิตไปสิ!” คุยกับ น้ำปั่น หญิงสาวผู้เอาชนะ มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านม

“มะเร็งแล้วไง ใช้ชีวิตไปสิ!” คุยกับ น้ำปั่น หญิงสาวผู้เอาชนะ มะเร็งเต้านม

คืนหนึ่งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปี 2559 น้ำปั่น-ภริมธารา ภัทรเทศสกุล พยาบาลสาว ฝันว่าตัวเองถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยการยิงเข้าที่บริเวณหน้าอก ในความฝันนั้นเธอรู้สึกเจ็บปวดมาก เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา น่าแปลกที่ความเจ็บนั้นกลับยังไม่หายไปไหน และเมื่อเธอลองคลำบริเวณหน้าอก จึงได้พบกับก้อนเนื้อประหลาด…นั่นคือเรื่องราวก่อนที่เธอจะรู้ว่าตัวเองเป็น มะเร็งเต้านม

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะทำอย่างไร คุณจะให้เวลาตัวเองฟูมฟายสักกี่วัน คุณจะเตรียมใจอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าวันหนึ่งผมยาวสลวยที่เคยมีนั้นจะค่อยๆ ร่วงหล่นจนแทบไม่เหลือ…สำหรับน้ำปั่น เธอไม่ยอมเสียเวลาให้กับความดราม่านานนัก เพราะเป้าหมายของเธอคือ จะต้องแข็งแรง จะต้องหาย และจะต้องสวย!

ในวันที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง

“ตอนที่คลำเจอก้อน ก็คิดไว้แล้วว่าคงเป็นมะเร็ง เพราะตำแหน่งมันแปลก คืออยู่ตรงเนินอก ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกตกใจนะ รู้สึกชามากกว่า พอไปหาหมอ หมอก็ให้ไปอัลตร้าซาวน์ก้อน เสร็จแล้วก็เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ หลังจากนั้นรอผลสองวัน พอผลสรุปออกมาว่าใช่ ก็นัดวันผ่า แค่อาทิตย์เดียวก็ผ่าเลย ตอนนั้นเราไม่กลัวตายเลยนะ เพราะคิดว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายอยู่แล้ว รู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่ตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ที่กลัวคือการทำคีโม กลัวผมร่วง กลัวไม่สวย”

เมื่อช่วงเวลาแห่งความกลัวเข้ามาถึง

“หลังจากผ่าตัดเสร็จ หมอต้องส่งชิ้นเนื้อไปตรวจที่เมืองนอกสามสัปดาห์ ช่วงนั้นเราซื้อวิกผมมาเตรียมไว้ แต่คิดว่าไม่น่าจะได้ใช้ เพราะหมอที่ผ่าตัดให้บอกว่าผลชิ้นเนื้อดี ไม่น่าจะต้องให้คีโม แต่ปรากฏว่าผลตรวจนี้ต้องนำอายุไปคำนวณด้วย เลยกลายเป็นว่า เกินความเสี่ยงมา 0.21เปอร์เซ็นต์ หมอบอกว่า ถึงจะเกินมาแค่ 0.01 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องให้คีโม พอได้ยินแบบนั้น ความหวังที่เคยมีหายไปหมด รู้สึกเหมือนคนอกหัก โทรศัพท์ไปบอกแม่ แต่ก็ไม่ได้เสียใจให้แม่เห็น เพราะกลัวแม่จะคิดมาก แต่พอโทรหาเพื่อน ก็โฮแตกใส่เพื่อนเลย จากที่ไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง วันนั้นต้องแอบไปร้องไห้อยู่หลังตึก เพราะไม่อยากให้ใครเห็น แต่สักพักก็ฮึด แล้วเดินกลับเข้าไปฟังแผนการรักษาต่อ สองวันต่อมาก็ให้ยาเลย ทุกอย่างมันปุบปับมาก

“ก่อนที่จะให้คีโมผมเรายาวถึงกลางหลัง พอเริ่มให้ยาผมก็เริ่มร่วง นั่งอยู่ตรงไหนก็ร่วง เลยค่อยๆ ไปตัดให้สั้นลง จากผมยาวเป็นผมบ๊อบ จากผมบ๊อบเป็นรองทรง จะได้เป็นการเตรียมใจตัวเอง ค่อยๆ ลดความรู้สึกเป็นเจ้าของ อีกอย่างคือเวลามันร่วงจะได้ไม่ตกใจมาก พอผมร่วงลงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องเริ่มใส่วิกผม แต่ขนาดใส่วิกผมบ๊อบไปทำงาน ผมก็ยังร่วงออกมานอกวิก จนกระทั่งวันหนึ่งเลยตัดสินใจขับรถออกไปหาร้านโกนผม

“ตอนที่ตัดสินใจไปโกนผมรู้สึกสะเทือนใจมาก และบังเอิญมากที่วันนั้นฝนตก ยิ่งทำให้รู้สึกดราม่าไปกันใหญ่ แต่ระหว่างที่รถติด อยู่ๆ เพลง ชูใจ ของฟักกลิ้ง ฮีโร่ ก็ดังขึ้นมา จากที่น้ำตารื้นๆ อยู่ ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา เลิกร้องไห้ มีกำลังใจขึ้นมาเลย”

ไม่มีผมแล้วไง ใครแคร์

“สิ่งที่ทำให้รู้สึกฮึดขึ้นมาได้ คือการยอมรับความจริง เรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้ามันเกิดอะไรขึ้น เราก็แค่เรียนรู้มันว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ยอมรับมัน จากนั้นก็ปรับตัวเองให้เข้ากับมัน ทฤษฎีเรียนรู้ ยอมรับ ปรับใช้ มันใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆ นะ สมมติว่าคุณมีเพื่อนร่วมงานที่ขี้บ่นมาก นิสัยไม่ดี จะให้ไปเปลี่ยนเขาก็คงทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเรียนรู้ว่าธรรมชาติของเขาเป็นอย่างนี้ ยอมรับว่าเขาเป็นอย่างนี้ แล้วก็หาวิธีที่จะรับมือกับเขา ถึงจะอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างมีความสุข มะเร็งก็เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับโรคยังไง ต้องยอมรับว่าเราเป็นไปแล้ว มองโลกตามความเป็นจริงว่าต้องทำยังไงกับมัน และปรับตัวให้อยู่กับมันให้ได้

“เมื่อก่อนเวลาเราเจอปัญหาก็รู้สึกนอยด์บ่อยๆ นะ แต่พอเจอมะเร็งเข้าไป อะไรเข้ามาก็รู้สึกเฉยๆ นิ่งๆ ได้แล้ว เพราะการมองโลกมันเปลี่ยน สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่มันกลับกลายเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องที่เคยเป็นเรื่องเล็กมันกลับไม่ใช่ปัญหาเลย หรือเวลามีใครมาว่าอะไรเรา เราก็คิดได้ว่า  คนที่มาว่าเราเขาไม่เห็นจะลงทุนอะไรกับเราสักบาท ทำไมต้องไปให้ค่าเขา เขาพูดเสร็จเขาก็จบไป แล้วทำไมเราต้องเก็บมาคิด วิธีมองโลกเรามันเปลี่ยนไปเยอะ รู้สึกไม่ค่อยแคร์กับอะไร เคยลองไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยตอนที่หัวเกรียนๆ มีผมอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ หรืออีกครั้งเคยซ้อมเดินห้างตอนที่ไม่ใส่วิกผม ตอนแรกแม่ห้ามไว้เพราะกลัวคนมอง แต่เราก็ถามแม่กลับไปว่า “แม่อายเหรอ หนูไม่อาย หนูเฉยๆ” จนกระทั่งแม่ยอม ครั้งนั้นเลยได้เดินห้างแบบที่ไม่มีผม ใครมองก็ไม่แคร์ ทำหน้าเฉยๆ ได้”

เหนื่อย…แต่ผ่านมันไปได้

“ช่วงที่ให้คีโมครั้งแรกได้ลางานห้าวัน หลังจากนั้นก็กลับไปทำงานต่อ เวลาทำงานรู้สึกเหมือนจะเดินไม่ไหวเหมือนกันนะ รู้สึกเหนื่อย แต่ก็ไม่อยากบ่นออกมา เพราะรู้ว่ายิ่งบ่นมันจะยิ่งเหนื่อย คนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรก็เหมือนกัน ถ้าคุณแค่คิดว่าตัวเองขี้เกียจหรือเหนื่อย แล้วคอยบ่น คอยพูดตอกย้ำตัวเองตลอดว่า ขี้เกียจ เหนื่อย ไม่มีแรงทำอะไร สุดท้ายมันก็จะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่เป็นไร มันก็จะไม่เป็นไร เวลาจะทนอะไรไม่ไหว เราจะคอยบอกตัวเองตลอดว่า ลองทนดูอีกนิดนึง พอมันผ่านไปได้ แล้วเราหันกลับไปมอง เราจะรู้สึกเลยว่า โอ้โห เราเก่งเนอะ ทนมาได้ตั้งเยอะขนาดนี้”

ร่างกายก็เท แฟนก็เท

“ตอนที่ป่วยอยู่ เราบอกเลิกแฟนเลยนะ บอกเขาว่า เผื่อเราตายไว ไม่รู้จะรักษาหายหรือเปล่า เลิกกันเลยก็ได้ เพราะตอนนี้มันชาอยู่ ไม่รู้สึกอะไร ถ้าเลิกกันไปวันนี้ก็จะไม่เสียใจมาก แต่ถ้าไม่เลิก หลังจากนี้ห้ามเลิกแล้วนะ เพราะต่อไปนี้ไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับอะไรแล้ว ร่างกายเราอ่อนแอแล้ว ปรากฏวันนั้นเขาไม่เลิกกับเรา แต่สุดท้ายเขาก็ไปมีคนอื่นแล้วเลิกกันตอนจบอยู่ดี  ครบสูตรเลย ร่างกายก็เท แฟนก็เท แต่เราต้องไม่เทตัวเองนะ

“พอรู้ปุ๊บว่าเขามีคนอื่นเราเฉยๆ นะ ไม่ร้องไห้เลย เพราะใครได้มันไปซวยมากเลยนะ คิดดูสิว่า ถ้าเรามาป่วยตอนแก่ๆ มันไม่ถีบหัวส่งเราเหรอ ดีแล้วที่มันปล่อยเราไป จะได้ไปหาคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม ช่วงนั้นเพื่อนก็เข้ามาปลอบเราว่า อย่าเสียใจนะ เดี๋ยวผมขึ้นแล้วหาแฟนใหม่ เราก็บอกไปว่า ผมไม่ขึ้นก็หาแฟนได้แล้ว (หัวเราะ)

“จริงๆ เป็นอย่างนี้ก็ดีอย่างนะ มันเป็นตัวกรองคนที่เข้ามาคุยกับเราเลย บางคนรับได้ บางคนรับไม่ได้ เงียบไปเลยก็มี คนไข้คนอื่นเป็นกันเยอะ เป็นมะเร็งแล้วแฟนทิ้ง ตอนแรกที่เรายังไม่เจอกับตัว พอเห็นคนอื่นโดน ก็รู้สึกว่าแย่แล้ว ไม่คิดว่าจะมาเป็นกับตัวเอง แต่พอเป็นแล้วก็รับได้ คิดบวก ดีแล้ว หาใหม่ ไฉไลกว่าเดิม”

ในวันที่มะเร็งหาย

“ในกระบวนการรักษา เราต้องทำคีโมทั้งหมด 4 ครั้ง ฉายแสงอีก 20 ครั้ง ช่วงที่ให้คีโมครั้งที่สองร่างกายเริ่มโทรม ผิวเป็นฝ้า ตัวเป็นสีเทาๆ เล็บก็ดำ จนเริ่มรู้สึกจิตตกตอนที่ให้คีโมครั้งที่สาม เพราะมันรู้สึกเหนื่อยแล้ว เซลล์เราถูกทำลายไปเยอะมาก เริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหว วันหนึ่งเลยตัดสินใจเดินไปหาหมอแล้วถามหมอตรงๆ ว่า “หมอ หายป่ะเอาดีๆ ตอบมาเลย ไม่ใช่แกล้งพูดให้ความหวังไปวันๆ ถ้าไม่หายก็บอกเลยว่าไม่หาย จะได้แพลนชีวิตถูก จะได้ลาออกจากงาน จะได้ไปเที่ยว จะได้ใช้เงินให้หมด” หมอมองหน้าเราแล้วมองบน ถอนหายใจ วางปากกากระแทกโต๊ะแล้วบอกว่า “ปั่น อย่าดราม่า เธอหายอยู่แล้ว ไปๆๆๆ ไปทำงาน” (หัวเราะ)”

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เมื่อมะเร็งหาย…จึงส่งแรงบันดาลใจต่อ

“วันหนึ่งมีเพื่อนมาทักว่าทำไมไม่ลองทำเพจ แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับโรคมะเร็งและให้กำลังใจคนป่วย เราก็เลยตัดสินใจทำเพจ “Smoothie’s Diary บันทึกของน้ำปั่น” ขึ้นมา ตั้งแต่ทำเพจมีคนทักมาหลังไมค์เยอะมาก เขาบอกว่าเขาเห็นเราโพสต์แล้วรู้สึกว่า ทำไมเป็นคนมีพลังงานทางด้านบวกเยอะมาก ทำยังไงเขาถึงจะไม่เครียดได้บ้าง บางคนทักมาบอกว่า วันนี้เป็นวันที่สองที่มีชีวิตอยู่ด้วยเต้านมข้างเดียว มันดาร์กมากเลยนะ อ่านดูยังรู้สึกเลยว่าดาร์ก

“จริงๆ คนเป็นมะเร็งเขาไม่ต้องการอะไรมาก เขาแค่ต้องการเห็นคนที่เป็นแล้วหายแล้ว มาบอกคนที่กำลังเป็นอยู่ว่า “หาย” จะได้มีกำลังใจสู้ต่อไป ตอนเราเป็นมะเร็งอยู่ก็เหมือนกัน เราแค่อยากได้ใครสักคนมาบอกหน่อยว่าหาย แต่ตอนนั้นมันไม่มี ตอนนี้ก็เลยขอทำหน้าที่นี้ให้คนอื่นแทน เราว่าการเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นมันช่วยให้เราสตรองขึ้นนะ เพราะเวลาเราคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา เราจะอ่อนแอไม่ได้เลย แล้วเวลาที่ต้องพูดให้กำลังใจเขาบ่อยๆ มันก็เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเองไปด้วย

“ครั้งหนึ่งมีผู้ใหญ่ที่รู้จักแนะนำให้ช่วยคุยกับคุณป้าคนหนึ่งที่เป็นมะเร็ง ป้าไลน์มาคุยกับเราว่า ป้ากลัวมาก ไม่อยากให้คีโม เราก็บอกป้าไปว่า “ป้าคะ ป้าไม่ต้องกลัวค่ะ ปั่นผ่านได้ ป้าก็ผ่านได้” ป้าถามต่อว่า ป้าต้องทำยังไงบ้าง เราก็บอกว่า “อ๋อ ก่อนให้คีโมป้าก็ไปช้อปปิ้งแล้วไปหาอะไรอร่อยๆ ทานนะคะ แล้วไปซื้อวิกเอาไว้” ป้าก็บอกว่า ได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจะทำตามที่หนูบอก หลังจากนั้นเพื่อนของคุณป้าก็ทักมาขอบคุณเรา เพราะหลังจากคุยกันวันนั้นเพื่อนเขาดูมีความสุขมากขึ้น ทั้งๆ ที่เราไม่ได้พูดอะไรเยอะเลย

“หรืออีกครั้งหนึ่ง หมอที่รักษาเราโทรมาเรียกให้ไปคุยกับคนไข้ที่จะให้คีโมวันรุ่งขึ้น คนไข้คนนี้เครียดมาก แล้วยังถูกสามีทิ้ง ครั้งนั้นเราไม่ได้พูดอะไรมากเลยด้วยซ้ำ แต่กลับช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ คนไข้บอกกับเราว่า “โอ้ย ถ้าให้ยาแล้วเป็นแบบนี้โอเคเลยค่ะ ไม่เห็นจะโทรมเลย” เราเลยบอกเขาไปว่า “ไม่ได้นะคะ ถึงจะให้ยา แต่เวลาออกไปข้างนอกยังไงก็ต้องแต่งตัวสวย ห้ามโทรม จะแต่งชุดอยู่บ้านออกนอกบ้านไม่ได้ ต้องเปรี้ยวกว่าเดิมค่ะ” ทำไมต้องคิดว่าคนเป็นมะเร็งแล้วต้องโทรม นอนหัวโล้นห่อเหี่ยว ไม่ หัวโล้นก็สวยได้ เราเป็นคนรักสวย ให้ตายเลยก็ได้ แต่ให้ไม่สวยเนี่ยไม่ไหวนะ

“เราว่าคนเรามีเวลาเท่ากัน ทำไมต้องให้เวลาในวันๆ หนึ่งเสียไปกับเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ เอาเวลามาทำให้มีความสุขดีกว่า เสียเวลาไปกับความทุกข์หนึ่งนาทีเราว่ามันเยอะไป เป็นมะเร็งก็เป็นไป หรือต่อให้เจอในระยะที่ลามจนรักษาไม่หายก็ต้องยอมรับ แล้วใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขให้ได้

สิ่งที่ควรทำเมื่อตรวจเจอก้อนเนื้อ

“ต่อให้ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง แค่คลำเจอก้อนก็ตาม ข้อแรกเลยคืออย่าหลอกตัวเอง ให้รีบไปหาหมอ ถึงคนรอบตัวเราจะปลอบว่าไม่เป็นอะไร ก็ต้องไป อย่าละเลย อย่ากลัว สมมติว่าไปตรวจแล้วเจอว่าเป็น ก็ต้องยอมรับการรักษา บางคนเลือกที่จะไม่รักษา เพราะมีทางเลือกอื่น เช่น รักษาโดยสมุนไพร แต่เอาจริงๆ ถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ นั่นเท่ากับเราเสียโอกาสในการรักษาไปเยอะมากเลยนะ เพราะฉะนั้นยอมรับการรักษาเถอะ เขามีการวิจัยทางการแพทย์แน่นอนว่ารักษาหาย

“ขั้นต่อไปคือช่วงการรักษา ต้องเตรียมทั้งร่างกายและใจให้พร้อม ก่อนให้คีโมออกไปช้อปปิ้งซะ เพราะจะไม่ได้เดินห้างอีกหลายเดือน หลังจากนั้นทำร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรักษา ถ้าใจพร้อมแต่กายไม่ไหว มันก็ไม่ไหว หรือถ้ากายพร้อม ใจไม่พร้อม มันก็ไม่ไหวเลยเหมือนกัน

“ลองตื่นเช้ามามองหน้าตัวเองในกระจก แล้วบอกตัวเองว่า “ฉันรักเธอนะ ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ไม่มีใครดูแลเธอได้ดีเท่าฉัน” จากนั้นยิ้มให้ตัวเอง มองหาข้อดีในตัวเองให้เจอ ตอนให้คีโม เห็นหัวตัวเองมันหดหู่นะ แต่ลองมองหาข้อดีในตัวเองดูสิ ลองชมตัวเองว่า หัวสวยดีเนอะ เป็นอย่างนี้ก็ดี ผอม ใส่เสื้อผ้าแล้วสวย ชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ทุกคนบนโลกสวยนี้สวยหล่อในโลกส่วนตัวของเราที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่ชอบตัวเองใครจะชอบเราล่ะ”

อย่าพูดแบบนี้กับคนเป็นมะเร็ง

“ถ้าเห็นใครก้ำกึ่งว่าใส่วิก ขอเลยว่าอย่าไปทัก ให้ทำกับเขาเหมือนปกติ อย่าไปทักว่าตัดผมอกหักเหรอ ทำไมผอมแบบนี้ ทำไมดำ ทำไมหน้าบวม ต่อให้ไม่ป่วยก็ไม่ควรทักใครแบบนี้นะ มันเป็นมารยาท แล้วยิ่งถ้าเขาป่วยอยู่ คุณก็เหมือนไปซ้ำเติมเขา เขากำลังต่อสู้กับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ มันก็แย่อยู่แล้ว ไปทักแบบนี้เขายิ่งแย่ลงอีก ถ้าอยากทักเขาลองพูดว่า ดูสดใส หุ่นดีนะ  แต่ต้องชมตามความเป็นจริง ปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ แค่สังเกตว่าวันนี้เขาโอเคใช่ไหม แค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องโอเวอร์มากๆ หรือทำเหมือนกับเขากำลังจะตาย”

วิธีให้กำลังใจตัวเองที่ดีที่สุด

“เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลคนที่เรารัก เราต้องดูแลพ่อแม่ ตอนนี้ยังตายไม่ได้ ถ้ารู้ว่าต้องสู้เพื่อคนที่เรารัก มันจะมีกำลังใจเอง พ่อแม่เสียใจไม่ได้ ถ้าเกิดเราเครียดมันก็จะส่งความรู้สึกเครียดออกไปให้คนรอบข้าง แล้วความเครียดมันก็จะวนกลับมาที่เราอยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องไม่เครียด ดีที่สุด”

ภาพ Smoothie’s Diary บันทึกของน้ำปั่น


เรื่องราวน่าสนใจ

วิธีเช็คความผิดปกติ เต้านม ก่อนเป็นมะเร็ง

รู้ทัน ‘มะเร็ง’ ยอดฮิต ฉบับมนุษย์ออฟฟิศ

น้ำผักผลไม้ต้านมะเร็ง ทำวิธีไหนปังสุด

เจลลี่โภชนา อาหารพระราชทาน เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

keyboard_arrow_up