One Day Trip : สะพายกล้อง กินเที่ยว รอบเจริญกรุง

รอบเจริญกรุง
รอบเจริญกรุง

หากใครมีเวลาน้อยเราว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องมองหาที่เที่ยวไกลๆ หรอก เพราะในกรุงเทพเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเยอะมาก ซึ่งจุดหมายของเราวันนี้คือการ กินเที่ยว รอบเจริญกรุง ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

ที่นี่เราสามารถสะพายกล้องเดินเที่ยวได้แบบสบายๆ ชิลๆ เลยแหละ เพราะเดินข้ามถนนไปไม่กี่ก้าว ก็พบกับสถานที่น่าสนใจหลายที่เลย โดยเฉพาะใครที่ชอบงานอาร์ตน่าจะถูกใจ เพราะวันเดียวก็สามารถเต็มอิ่มไปกับการเสพงานศิลป์ ชมงานดีไซน์เก๋ๆ ได้ทั้งวันเลยทีเดียว ไม่รอช้าเอาเป็นว่าตามเราไปเที่ยวพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ประเดิมที่แรกด้วยแลนด์มาร์คสุดฮิปแห่งใหม่ของกรุงเทพกันที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพ หรือ TCDC Bangkok แหล่งค้นคว้าด้านการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย บ้านหลังใหม่ซึ่งย้ายจากห้างเอ็มโพเรียม มาอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก ย่านเจริญกรุงนั่นเอง

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปต้องร้อง เห้ยยย มันใหญ่มากก มีพื้นที่ใช้สอย 8,600 ตารางเมตร มีทั้งหมด 5 ชั้น แยกเป็นโซนๆ ให้เข้าใจง่าย โดยการเยี่ยมชมที่นี่นั้นเจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ขึ้นไปที่ชั้น 5 ก่อนแล้วค่อยไล่ลงมาชมแต่ละชั้น ไหนดูสิ๊ว่าแต่ละชั้นแต่ละโซนจะมีอะไรน่าสนใจกันบ้างไปทัวร์กันเลยจ้า

ชั้น 5 : Creative Space + Rooftop Garden
ชั้นนี้เป็นชั้นยอดนิยมเพราะมีโซนที่คนทั่วไปไม่ได้เป็นสมาชิกสามารถเข้าฟรีได้นั่นเองฮ่าๆ ที่สำคัญใครมาก็ต้องถ่ายรูปเพราะมี Rooftop Garden ให้เรานั่งชมวิวย่านเจริญกรุงนี้ได้แบบพาโนราม่า พร้อมชมรูปปั้นพญาครุฑผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อีกด้วย เดิมเข้ามาข้างในจะพบกับโซน Creative Space ที่มีร้านกาแฟ THE BOX และพื้นที่ส่วนกลางให้คนทั่วไปใช้บริการได้ แต่แนะนำว่าให้สมัครเป็นสมาชิกจะดีกว่าเพราะค่าสมัครแค่ 1,200 บาท / ปี ส่วน นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ผู้สูงอายุ ค่าสมัคร 600 บาท / ปี เท่านั้น สามารถใช้งานได้ทั่วทุกพื้นที่ ทุกชั้น มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกือบ 18,000 เล่ม ให้เราได้ใช้บริการแถมยังมีห้อง Refreshing เอาไว้เล่นเกม กินขนม ผ่อนคลายอีกด้วยนะ

ชั้น 4 : Function Room + Resource Center
เป็นห้องสมุดและห้องค้นคว้าขนาดใหญ่ที่มีหนังสือหายากทั่วโลกมาไว้ที่นี่ เอาจริงๆ แค่เข้ามาอ่านหนังสือก็คุ้มแล้วจริงๆ นะเพราะบางเล่มหายากแถมยังมีราคาแพง แต่ที่นี่ถ้าใครที่เป็นสมาชิกสามารถมาอ่านได้แบบฟรีๆ เลย แถมยังสามารถยืมไปถ่ายเอกสารได้อีกด้วย

ชั้น 3 : Meeting Room + Making Space
จุดเด่นของชั้นนี้อยู่ที่โซนของ FabCafe Bangkok ที่มีเครื่องปริ้น 3D Printing เอาไว้ให้คนที่ออกแบบผลงานได้มาผลิตชิ้นงานตัวอย่างแบบขึ้นเป็นรูปร่างได้จริงๆ เหมาะสำหรับนักทดลอง นักออกแบบรุ่นใหม่ที่อยากลองผลิตชิ้นงานของตัวเองขึ้นมา แต่งบน้อยแนะนำให้มาที่นี่เลยค่ะ เพราะค่าขึ้นแบบ 3D Printing เริ่มต้นราคาแค่หลักร้อยเท่านั้น

ชั้น 2 : Material & Design Innovation Center
ศูนย์รวมวัสดุและนวัตกรรมการออกแบบจากไทยและต่างประเทศที่ได้รวบรวมวัสดุต่างๆ ไว้เยอะมากกกก แถมยังมีข้อมูลวัสดุแต่ละชนิดแบบอธิบายละเอียดยิบ คือมาทีเดียวรู้จริง รู้ลึกไปเลย มีแม้กระทั่งแหล่งที่ขายวัสดุต่างๆ ว่ามีขายตรงไหนบ้างที่นี่ก็มีข้อมูลบอกนาจาาา นับถือทีมงานที่ไปรวบรวมมาจริงๆ ข้อมูลแน่นยิ่งกว่า Google อีกจ้า

ชั้น 1 : Lobby + Gallery

ชั้นนี้เราไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเพราะตอนที่ไปงานนิทรรศการจบพอดีเลยไม่สามารถเข้าไปถ่ายข้างในห้องได้ แต่ฝั่งปีกด้านซ้ายของอาคารจะมีเคาท์เตอร์ Information เอาไว้บริการผู้ที่เข้ามาสอบถาม ข้างๆ ก็จะมีร้านขายของฝาก งานดีไซน์เก๋ๆ ที่เราเดินเข้าไปอาจจะเสียเงินได้นาจา ฮ่าๆ

หลังจากพาทัวร์ TCDT เสร็จก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ก่อนจะไปเที่ยวกันต่อเราก็ขอเติมพลังกันสักนิด เพราะได้ยินเสียงร่ำลือมานานว่าย่านเจริญกรุงนี้ มีร้านอาหารจีนเก่าแก่ ราคาไม่แพง ที่ใครมาก็ไม่ควรพลาดอยู่ด้วย นั่นก็คือ “ร้านอาหารนิวเฮงกี่” เพียงข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามของ TCDC แล้วเดินขึ้นไปทางซ้ายมือเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอเลยค่ะ

ความหิวไม่เข้าใครออกใครจริงๆ พอมาถึงร้านไม่มีใครพูดจาอะไรกันเลยตั้งหน้าตั้งตาดูเมนู สั่งอาหารกันแบบไม่คิดชีวิต อะไรที่ว่าดี ที่ว่าดัง สั่งพนักงานเอามาให้หมด! พอสักเสร็จเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้าก็เพิ่งได้สติกันว่า เห้ยย นี่เราสั่งเยอะขนาดนี้เลยหรอ แหม่ สั่งอาหารตอนหิวนี่มันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง ไม่ได้กลัวอ้วนหรือกลัวกินไม่หมดนะคะ กลัวตังค์ไม่พอจ่ายนี่แหละค่ะ ฮ่าๆ

แม้จะเป็นเมนูธรรมดาๆ แต่หน้าตาอาหารและรสชาติไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เชื่อไหมว่าเราให้ผ่านทุกเมนูเลย แต่ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นลูกชิ้นกุ้งผัดผักกาดขาว เนื้อผัดน้ำมันหอย กุ้งทอดกระเทียม และอีกหลายๆ เมนูที่เราจำชื่อได้ไม่หมด เอาเป็นว่าใครผ่านไปแถมนั้นต้องอย่าลืมแวะกันล่ะ

ของคาวจบไปพื้นที่ในท้องยังเหลือให้กับของหวานอยู่จ้าา มาในย่านเมืองเก่าแบบนี้เราก็ต้องกินอะไรที่มีตำนานที่คนแถวนี้เขาแนะนำกัน นั่นก็คือ “ร้านไอศครีม ฮงฮวด” จะอยู่ซอยตรงข้ามไปรษณีย์กลาง(เจริญกรุง43) หรือคนย่านนี้เรียกกันว่า”สะพานยาว” ที่นี่ไอศครีมกะทิเขาดังมาก เพราะที่นี่จะใส่เผือกลงไปด้วย กัดเข้าไปแล้วกรุบๆ ดีค่ะ อร่อย หวานมันกำลังดี ราคาแค่ 20 บาทเท่านั้น ใส่ท็อปปิ้งให้ทั้งเม็ดบัว ข้าวโพด ลูกชิด ที่สำคัญที่นี่มีเยลลี่ให้ใส่ด้วยนะ แต่พอดีเราชอบกินแบบดั้งเดิมเลยไม่ได้ใส่มา

อิ่มท้องแล้วคราวนี้ก็มีพลังไปลุยเที่ยวต่อละค่ะ แน่นอนว่าที่ๆ เราจะไปนั้นไม่ได้ไกลไปจากบริเวณนี้เลย เพราะเป็น One Day Trip ที่เราเน้นว่าอยากให้ทุกคนสามารถเดินเที่ยวเล่น ถ่ายรูปเล่นกันได้แบบชิลๆ ซึ่งอีกที่ๆ เราจะพาไปก็คือแห่งแฮงเอาท์ “Warehouse 30″ ที่เดินเข้าซอยเจริญกรุง 30 ราวๆ 150 เมตร ก็เจอแล้ว

โดยที่เราไปรู้แค่ว่าโปรเจกต์นี้เริ่มโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค และ คุณรังสิมา กสิกรานันท์ เท่านั้นแต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่ได้เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้ว Warehouse 30 ที่เราเห็นว่าเป็นแห่งแฮงเอาท์ในสไตล์เท่ๆ ดิบๆ นั้นรีโนเวทมาจากโกดังเก่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคุณดวงฤทธิ์เองยังคงคาแรกเตอร์ความเท่แบบดั่งเดิมของโกดังเก่าไว้อยู่ เป็นการผสมผสานกันระหว่างยุคสมัยใหม่และสมัยเก่าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ภายในโครงการประกอบไปด้วย 7 โกดังด้วยกัน ซึ่งแต่ละโกดังก็จะแบ่งพื้นที่การใช้สอยที่แตกต่างกันออกไป โดยบริเวณโกดัง 1 และ 2 เป็นพื้นที่ co-working space ที่ใครก็สามารถเข้ามาใช้ได้ เพียงแค่ติดต่อมาล้วงหน้าไว้ก่อนเท่านั้น จะเอาไว้ประชุมงาน หรือจัดกิจกรรมเวิร์กชอปก็สามารถทำได้หลากหลายค่ะ

ส่วนโกดังที่ 3 เชื่อว่าสาวๆ หลายคนจะหยุดอยู่ที่โกดังนี้เยอะเพราะเป็นที่ตั้งของร้าน Lonely Two Legged Creatures ที่รวบรวมเอาแบรนด์ไทยจากดีไซเนอร์คนรุ่นใหม่มารวมไว้ที่นี่ มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ให้เลือกชมค่ะ รับรองใครเข้ามาต้องได้ของติดไม้ติดมือไปแน่ๆ

อีกโกดังหนึ่งที่คนเข้าออกเยอะมากกก เพราะที่โกดัง 4 มีทั้งร้านกาแฟและร้านเบเกอรี่ไว้บริการ แถมยังมีโต๊ะนั่ง และพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้สำหรับอ่านหนังสือ และพูดคุยกันด้วยค่ะ เสียดายที่ครั้งนี้เราอิ่มจากข้างนอกมาแล้วเลยไม่ได้ลองชิมเมนูในนี้ เห็นว่ามีตัวเด็ดๆ หลายเมนูเลยค่ะ

โกดังที่ 5 เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่รักมอเตอร์ไซค์ เพราะที่นี่รวบรวมสินค้าหลากหลายแบรนด์สำหรับคนรักรถเอาไว้ มีตั้งแต่เสื้อผ้า แอสเซสเซอรี่ และแอสเซสเซอรี่ ส่วนด้านหลังจะมีร้านดอกไม้เล็กๆ ตั้งโชว์อยู่ด้วย ใครผ่านไปผ่านมาต้องหยุดแวะชม แวะถ่ายรูปกันเชียวล่ะ

สุดท้ายคือโกดังที่ 6 และ 7 เป็นโกดังขายสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งสินค้าแต่ละชิ้นที่วางขายที่นี่นั้น ต้องมีสไตลื มีดีไซน์ที่โดดเด่น เรียกได้ว่ามีแต่ของน่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ หากใครที่กำลังมองหาของแต่งบ้านเก๋ๆ หรือแผ่นเสียง หนังสือ หายากที่นี่น่าจะมีเยอะเลยค่ะ

จบไปแล้วสำหรับ One Day Trip สั้นๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความเพลิดเพลินในกลิ่นอายเมืองเก่าแห่งย่านเจริญกรุงแห่งนี้ค่ะ จริงๆ แล้วเจริญกรุงยังมีอีกหลายสถานที่ที่เราอยากจะแนะนำและพาไปชม ซึ่งเอาไว้เจอกันทริปหน้านะคะ ขอไปวางแผนก่อนว่าจะไปที่ไหน อย่าลืมติดตามกันล่ะ

เรื่อง/ภาพ : saipiroon_goodlifeupdate

keyboard_arrow_up