แพท วงเคลียร์ สาวมั่นผู้มาพร้อมความอบอุ่น

วงเคลียร์
วงเคลียร์

แพท วงเคลียร์ สาวมั่นผู้มาพร้อมความอบอุ่น

พูดถึง วงเคลียร์ (Klear) เราจะนึกถึงเพลงเศร้าที่มีเนื้อหาบาดใจ แต่ทำไมฟังแล้วรู้สึกเข้มแข็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หลายคนร้องไห้ให้กับความรักที่ไม่เป็นไปตามที่คิดและคาดหวังเอาไว้ แต่พอฟังเพลงของวงเคลียร์แล้วก็เหมือนได้กำลังใจจากเพื่อนสนิททุกครั้งเวลาที่ฟังเพลงของพวกเขา แม้แต่แพท – รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย นักร้องนำของวงเองก็ยังแปลกใจที่พอไปร้องเพลงที่ไหน คนฟังก็ร้องไห้ทุกที

“ไปเล่นที่ไหนคนฟังร้องไห้ตลอด จริงๆ เราก็สงสัยเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ไปร้องเพลงก็คงมี แต่กลายเป็นว่าหลังๆ มีคนทักบ่อย โชว์ของเรานี่ต้องแจกทิชชู่กันทุกงาน จนหลังๆ เราต้องลงไปหาเค้าไปนั่งกับเค้า”

เราคิดว่าอาชีพนี้สามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้ เพราะการที่พูดอะไรออกไปแล้วมีคนฟัง ก็เหมือนเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้กับพวกเขา เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น มีคนเคยบอกเราว่า “ขอบคุณนะ” ขอบคุณที่ดูแลเด็กสาวในสังคม เพราะเรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่พูดแล้วเขาก็ไม่ฟัง ต้องคนที่เป็นแบบเรานี่แหละเขาถึงอยากฟัง

 

“ร็อคสีขาว” แนวเพลงสไตล์เคลียร์

ยุคแรกหลายคนอาจจำได้ว่าเราเป็นแนวร็อคแบบดาร์กๆ เป็นช่วงอารมณ์วัยรุ่น เราเอาความเครียด ความคิดมาใส่กับเพลง เป็นหนทางระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง แต่ที่เปลี่ยนไปเพราะเรากลับมาถามตัวเองกันว่าจากการที่อัลบั้มแรกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ชอบมัน แต่เราอยากจะรู้จักกับคนมากขึ้น อยากมีฐานผู้ฟังที่กว้างขึ้น การที่เราทำเพลงแล้วคนมาฟังไม่มีความสุข ไม่สนุก เราก็ทบทวนตัวเองนะ

ตอนนั้นได้พี่นิค – วิเชียร ฤกษ์ไพศาล เจ้าของค่าย Genie records ที่แนะนำว่าจริงๆ แล้วมีเพลงในอัลบั้มแรกของเราที่มีคนชอบอยู่นะ คือเพลง “หาย” แล้วมันก็เป็นเสียงของเรา เป็นตัวตนส่วนหนึ่งของเรา พี่นิคมองว่านั่นเป็นส่วนที่ดีที่สุดของวงเคลียร์ เขาอยากจะหยิบเอาส่วนนั้นมานำเสนอให้ทุกๆ คนได้เห็น

หลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น คือเพลง “รักไม่ต้องการเวลา” ที่เป็นการทดลองของวง ลองทำอะไรที่พลิกไปเลย จากแต่ก่อนที่เราเขียนเพลงรักก็ไม่ได้ ร้องเพลงที่มีคำว่ารักก็เขิน  ก็ได้ไปเรียนเขียนเพลงกับพี่นิ่ม สีฟ้า (กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์) ที่มาช่วยสอนวิธีการเขียนเพลง ทำให้เพลงนี้เหมือนเป็นตัวตนใหม่ของวงเคลียร์ขึ้นมา

เรามีความสุขมากขึ้น จากการที่เราไปเล่นดนตรีแล้วมีคนส่งพลังงานบวกให้เรา เราก็อยากส่งกลับให้เค้า จริงๆ มันสะท้อนทัศนคติส่วนตัวต่อชีวิตด้วย เหมือนในตอนอัลบั้มแรกส่วนตัวเราชอบความดาร์ก ณ ตอนนั้นเราชอบร้องไห้ รู้สึกว่าความทุกข์มันเป็นเรื่องที่จี๊ดดีเหลือเกิน เราเชื่อว่าวัยรุ่นทุกคนต้องเคยผ่านช่วงนั้นที่เคยแบบต้องเสพติดดราม่า อกหักแล้วมันจี๊ดดี เสพติดอารมณ์อย่างนั้น แต่พอผ่านช่วงนั้นมาแล้วเราก็รู้สึกว่าบ้ารึเปล่า ที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในความมืดอย่างนั้น เราก็เลยตัดสินใจว่าเราไม่อยากทำเพลงแนวนั้นแล้ว เพราะเราก็ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้นแล้วเหมือนกัน

เราโตขึ้นแล้วรู้สึกว่าการขยับมาอยู่ด้านสว่าง ชีวิตเราดีขึ้นมากเลยนะ กลายเป็นอัลบั้ม 2 ก็เลยชื่อว่า “Brighter Day”  แล้วเราก็สนุกกับการทำอัลบั้มนี้มากๆ

เรามองว่าแนวเพลงของเราเป็นร็อคอยู่ แต่เป็นร็อคที่สว่าง คือมุมมองของวงที่อยากจะถ่ายทอดให้คนฟังได้รู้

การได้เจอคนฟังเพลงของเรา แล้วเค้ารู้สึกดีกับเพลง
ของเรานี่แหละคือความสุขของการเป็นนักดนตรี

 

“เป็นกำลังใจให้ใครบางคน” เป้าหมายของเคลียร์

เราอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม อย่างเพลง “ปม” ในอัลบั้มล่าสุด มันเป็นเพลงที่พูดถึงคนธรรมดา ความธรรมดา เราคือคนกลุ่มนี้เลย อยากเป็นตัวแทนของคนกลุ่มนี้ ทุกคนในวงเคยมีปมกันมาทั้งนั้น อย่างแพทเคยเป็นเด็กเพื่อนน้อย มือกีต้าร์เคยเป็นเด็กที่เพื่อนชอบล้อว่าอ้วน มือกลองนี่ก็เป็นเด็กเนิร์ด เราแค่รู้สึกว่าคนกลางๆ แบบนี้แหละที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่สื่อก็มักจะบอกว่าพวกคุณต้องเป็นซูปเปอร์สตาร์ คุณต้องเป็นเซเลบ คุณต้องเป็น…ใครสักคนก็ได้ที่มีตัวตน อ้าวแล้วคนธรรมดานี่ไม่มีที่ยืนเหรอ หรือคนธรรมดาเค้าโตไม่ได้เหรอ จริงๆ เราว่ามันไม่ใช่ เพราะเราว่าแต่ละคนก็มีความพิเศษเป็นของตัวเอง เราเลยอยากให้กำลังใจคนกลุ่มนี้

“เราอยากเป็นตัวแทนในการให้กำลังใจคนบางคน”

 

เรื่องราวรอบๆ ตัวกับ “คนรอบๆ ข้าง”

แพทเป็นคนแต่งเนื้อเพลงเองทั้งหมด จริงๆ เขียนมาตั้งแต่อัลบั้มแรก แต่อย่างที่บอกว่าเขียนแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง เขียนแบบร้องไห้ไปเขียนไป เราเขียนเหมือนเราระบายอารมณ์ พี่นิคกับพี่นิ่มเป็นคนเปลี่ยนมุมมองของเรา ลองเปลี่ยนตัวเองเป็นนักเล่าเรื่องดูสิ ถ้าเขียนเรื่องตัวเองแล้วฟูมฟายเกินไปให้เขียนเรื่องของคนอื่น เราก็เลยอ่านหนังสือ ดูหนัง เอาเรื่องของคนรู้จัก มาเขียนเป็นแบบเรียงความเลย มีความนำ เนื้อเรื่อง สรุป คือต้องมีครบ

เปิดเรื่องมาเราอยากจะบอกคนฟังว่าอะไร แล้วท่อนฮุกจะขึ้นว่าอะไร ตอนสรุปจบล่ะ มันเปลี่ยนวิธีเขียนเพลงของเราไปเลย ซึ่งเราก็สนุกกับมันมากในอัลบั้ม 2 3 4

เราว่าพวกเราเป็นวงร็อคที่เป็นมิตรกับทุกคนในครอบครัว คนฟังมีตั้งแต่รุ่นอาม่าไปจนถึงเด็กประถมเลย เพราะเราเคยเจอกับแฟนเพลงกลุ่มนี้ตอนไปเล่นต่างจังหวัด ส่วนตอนเล่นในร้าน (กลางคืน) คนฟังก็จะออกแนวเป็นเด็กขี้เขิน เป็นคนสุภาพ เพราะถ้าเป็นร้านนั่งฟัง แพทก็ชอบลงไปหาคนฟัง พอเราบอกพวกเขาว่าเราจะลงไปหาแล้วนะ อย่าดึงเราไว้นะ เค้าก็เปิดทางให้เราเดินเลย ทุกคนให้ความร่วมมือดีมาก

แพท วงเคลียร์

ตัวตนอีกด้านกับการเป็น “สถาปนิก”

ถ้าถามเราว่าความรักคืออะไรเมื่อก่อนเราอาจตอบว่า ความรักคือโลกของเรา คำว่าเนื้อคู่นี่คือชีวิตของชั้นเลย แต่มาวันนี้วันที่เราโตขึ้น ความหมายของคำว่ารักก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคำว่า “อิสรภาพ” การเชื่อใจและไว้ใจซึ่งกันและกัน ต่างคนสามารถทำฝันของตัวเองไปได้พร้อมๆ กัน

การทำให้คนที่เรารักมีความสุข ซึ่งตอนนี้คนที่เรารักมีมากมายเหลือเกิน ทั้งครอบครัว แฟน และแฟนเพลง การที่ทำให้พวกเขามีความสุขได้นั่นก็คือความสุขของเราเหมือนกัน

มีช่วงนึงที่เราพักเบรกจากการร้องเพลงไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Design Management เพราะเราเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มา แล้วเราทำงานออกแบบสถาปัตย์ควบคู่กับงานร้องเพลงมาตลอด พอดีกับช่วงที่เรากำลังสับสนกับการเป็นนักดนตรี คือมีคนรู้จักมากขึ้น เราไม่คุ้นเคยกับการที่คนรู้จักเรา เรายังไม่เข้าใจคำที่รุ่นพี่ศิลปินบอกว่า “เราเป็นศิลปินตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน” จริงๆ เราเป็นคนพวกชอบเก็บตัว 555 เลยยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับตัวเองตรงนี้

เราเลยไปทำความฝันอีกอันนึงให้เป็นจริงก่อนคือการไปเรียนต่อ พอย้อนกลับไปก็รู้เลยว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้วที่ไปเรียนก่อน เพราะตอนนี้ธงเราเปลี่ยนทิศแล้ว เราสามารถทุ่มเทให้กับงานเพลงได้อย่างเต็มที่ เราจะอยู่บนเส้นทางนี้ไปให้นานที่สุด ตราบใดที่แฟนเพลงยังคงติดตามพวกเรา

“วันนี้แพทพร้อมแล้วที่จะก้าวออกจากบ้านแล้วรู้ว่าตัวเองเป็นใคร จะไม่หลบ ไม่หนีแฟนเพลงอีกแล้ว”

แต่เราก็ยังมีเรื่องที่อยากทำให้กับครอบครัวดูแลคุณแม่และคุณป้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะคุณพ่อเสียไปแล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่ ทั้งเรื่องเวลาและเรื่องเงิน เค้าไม่เคยเรียกร้องอะไร แต่เป็นตัวเราที่คิดว่าถ้าพ่อยังอยู่คงดูแลแม่ได้ดีกว่านี้ สังเกตได้ว่าพ่อแม่ของพวกเราเค้าไม่เคยขอให้ลูกๆ ทำอะไรให้อยู่แล้ว ก็แค่มีเวลาให้กับเค้าบ้าง

สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้อยากได้อะไร แต่เราอยากทำให้เค้าเอง ถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยมากหากเทียบกับตอนที่พ่อยังอยู่


บทความที่น่าสนใจ

มน Room 39 สาวห้าวกับมุมธรรมะในหัวใจ

ชวนคุยเรื่อง “สุข ทุกข์ และบุญ บาป” กับ ส้มโอ ชนม์นิภา คนไม่มีศาสนา

keyboard_arrow_up