ฝืนอารมณ์โกรธ ฝึกไว้ช่วยเพิ่มกำไรในชีวิต

ฝืนอารมณ์โกรธ
ฝืนอารมณ์โกรธ

ฝืนอารมณ์โกรธ ฝึกเอาไว้ช่วยเพิ่มกำไรในชีวิต

บางครั้งเราก็ตามอารมณ์ของตัวเองไม่ทัน เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเรื่องที่บ้าน ที่ทำงาน มีปัญหากับคนรัก ฯลฯ แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองได้ อย่างที่ใน เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน บอกเอาไว้ให้เราลองฝึก ฝืนอารมณ์โกรธ กันดู

โอมศิริ วีระกุล  ผู้เขียนหนังสือเปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน กล่าวถึงเรื่องที่ว่าหากเรารู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของตัวเอง ก็จะสามารถหาทางปลดปล่อยให้กายและใจผ่อนคลายไปได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้ ในทางตรงกันข้าม หากเราสะสมความโกรธก็คงไม่ต่างอะไรกับการตั้งระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายล้างทุกคนที่อยู่ตรงหน้าได้ทุกเมื่อไม่เว้นกระทั่งตัวเราเอง การขาดทักษะการควบคุมอารมณ์จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเหนือคาดคิด

หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ได้อธิบายการทำงานระหว่างสมองกับอารมณ์ไว้ว่า

“ชีวิตเราถูกควบคุมด้วยสมองซึ่งจะมีส่วนเล็กๆ ลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ซ่อนอยู่ เราเรียกว่า “อมิกดาลา” ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่เคยหยุดทำงานและเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการประเมินข้อมูลจากประสาทรับรู้ต่างๆ ของสมองในบริเวณ คอร์ติคัล คอร์เท็กซ์ (Cortical Cortex) กับการแสดงออกด้านพฤติกรรมของอารมณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าสู่ภาวะอันตราย อมิกดาลาก็จะเกิดภาวะไฮแจ็ค คือการเอาพลังงานทั้งก้อนมาใช้ทั้งหมดเพื่อให้เราตัดสินใจรับมือต่อสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว”

นอกจากนี้เธอยังอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องเวลาของการเกิดและดับของอารมณ์โกรธว่า หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกโกรธมากๆ ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 นาที เราจะสามารถโกรธในระดับสูงสุดได้เลย

เมื่อถึงจุดนั้น เราอาจทำสิ่งที่ไม่คาดคิดออกไปก็ได้ ความโกรธในระดับสูงสามารถสร้างเราให้เป็นนักล่าในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะในสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการกระทบกระทั่งกันได้จากความไม่เข้าใจกันทางความคิดและความรู้สึก

 

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน หลายครั้งที่เรานำความเชื่อและสัญชาตญาณดิบที่ปราศจากการคัดกรอง หรือการพกต้นทุนที่ไม่ดีหรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า “อคติ” มาเป็นเครื่องมือในการทำงานด้วยนั้น ย่อมไม่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทว่ากลับเป็นการฉุดรั้งและดึงให้สถานการณ์มีแต่ความตึงเครียดแทน คำถามคือ ทางออกของการอยู่ร่วมกันจะลงเอยอย่างไร

นิ้วกลมผู้เขียนหนังสือ หากความเข้าใจยังมีอยู่จริง ได้กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมผ่านประโยคเล็กๆ ได้อย่างน่าคิดว่า “เราไม่จำเป็นต้องรักกันก็ได้…ขอแค่เคารพกันก็พอ”

เป็นคำกล่าวที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าเราจะอยู่ในพื้นที่ตารางเมตรไหน ก็ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียดชังเหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะปรับตัวและแสดงอารมณ์ออกมาจากพื้นฐานแบบใด หากเริ่มต้นที่ความเคารพในความคิดและผลของงาน ไม่ว่าผู้อื่นจะมองเราอย่างไร เพียงแค่เราเปิดใจกว้างรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และยังเดินออกจากห้องด้วยมิตรภาพที่คงเดิม ก็คงเป็นภาพที่สวยงาม

การเคารพความคิดและอารมณ์เหล่านี้ คงไม่ต่างจากแรงลมที่ช่วยกันเป่าให้เรือที่เราอยู่ในลำเดียวกันแล่นไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วและมีทิศทางมากยิ่งขึ้น แต่หากเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น แถมยังมีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ในจิตใจ หนูดีอธิบายเพิ่มเติมว่า ให้หายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง เพื่อที่จะยับยั้งภาวะอารมณ์โกรธที่กำลังจะระเบิดขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าโกรธแล้วต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะหาย คำตอบที่เธอให้คือ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงกว่าสารเคมีที่สร้างอารมณ์โกรธจะหายไปจากสมอง ซึ่งหากเราควบคุมอารมณ์ได้ เวลา 6 ชั่วโมงก็มากพอที่เราจะนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกตั้งมากมายเหมือนคำที่หลวงพ่อผู้มาให้พรผู้เขียนถึงที่ทำงานท่านพูดไว้ว่า

“ฝึกฝืนได้กำไร ตามใจคือขาดทุน” ดูท่าหลักพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์คงเป็นความจริงที่เดินทางมาบรรจบกันพอดี

 

ติดตามอ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์และบทเรียนดีๆ ในชีวิตการทำงานต่อได้ใน เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน โดย โอมศิริ วีระกุล สำนักพิมพ์ Springbook


บทความที่น่าสนใจ

7 ปลายทาง ที่ความโกรธจะทําร้ายคุณได้

ยา ระงับความโกรธ นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

7 วิธี สลายความโกรธ

keyboard_arrow_up