ชวนคุยเรื่อง “สุข ทุกข์ และบุญ บาป” กับ ส้มโอ – ชนม์นิภา คนไม่มีศาสนา

คนไม่มีศาสนา
คนไม่มีศาสนา

ชวนคุยเรื่อง “สุข ทุกข์ และบุญ บาป” กับ ส้มโอ ชนม์นิภา คนไม่มีศาสนา

คนไม่มีศาสนาใช้อะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ? เขาเหล่านั้นมีมุมมองต่อความสุข หรือมีวิธีรับมือกับความทุกข์แตกต่างจากคนที่มีศาสนาเป็นที่พึ่งอย่างไร? การใช้ชีวิตโดยไม่มี “บุญ” และ “บาป” จะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดของเราหลายต่อหลายครั้ง และนำพาเราไปทำความรู้จักกับ ส้มโอ ชนม์นิภา โพธิวิจิตร สาวเอเจนซี่โฆษณา ที่กล้าเปิดเผยกับใครต่อใครว่า เธอเป็น ” คนไม่มีศาสนา ” เราอยากให้คุณลองเปิดใจกับบทสัมภาษณ์นี้ และลองเรียนรู้มุมมองชีวิต จากความคิดของเธอ…

ศาสนาพุทธหายไปจากบัตรประชาชนตอนไหน

สมัยเด็กๆ เคยนับถือศาสนาพุทธมาก่อน เพราะโรงเรียนที่เราเรียนมาก็เป็นโรงเรียนพุทธ เราก็สวดมนต์อะไรกับเพื่อนเป็นปกติ ไม่ได้รู้สึกต่อต้าน ไม่ได้มีความคิดว่าจะไม่ทำตามเพื่อน เขาให้ไปวัดก็ไปได้ ไม่ได้ติดว่าไม่อยากไป

จริงๆ ในบัตรประชาชนตอนนี้ก็ยังเป็นพุทธนะ แต่เคยเอาออกไปรอบหนึ่งแล้ว ช่วงนั้นคนถามเยอะมากว่า ไม่มีศาสนาเหรอ ทำไมไม่เข้าวัด ทำไมไม่ไหว้พระ เราก็ขี้เกียจตอบคำถาม เลยเอาใส่ไว้เหมือนเดิมแล้วกัน แต่จริงๆ ไม่ไหว้พระ ไม่ได้นับถือศาสนา ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยากจะไปเข้าวัดเข้าวา ไม่ได้มีความคิดว่าต้องเอาเงินให้วัด รู้สึกว่ามันสูญเปล่า ปกติถ้าจะทำบุญก็ทำกับโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราชอะไรแบบนี้  แล้วก็ไม่ได้อธิษฐานอะไรด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทำบุญแล้วต้องขอนู่นขอนี่ จะให้ก็ให้ แค่นั้น

คิดว่าหลักธรรมจากวิชาพุทธศาสนาที่เคยเรียนจากโรงเรียนมันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตบ้างไหม

ไม่นะ เราคิดว่า เราแค่ทำตัวยังไงก็ได้ที่ไม่ต้องให้คนอื่นเดือดร้อนแค่นั้น พ่อสอนมาแบบนี้

ที่บ้านนับถือศาสนาอะไรกัน

ที่บ้านนับถือศาสนาพุทธ ฝั่งแม่จะเคร่งหน่อย ตื่นเช้าไปทำบุญ ไปปฏิบัติธรรมบ่อยๆ แต่ฝั่งพ่อไม่เคร่งเลย เพราะเขาเป็นคนจีนด้วย ไม่ได้มีทำบุญขึ้นบ้านใหม่อะไรเหมือนที่แม่ทำ ทำแค่พิธีจีนอย่างเชงเม้ง รอบหนึ่งก็จบ พ่อจะเน้นสอนว่า ญาติพี่น้องสำคัญกว่า เวลามีปัญหาอะไร ญาติพี่น้องจะพึ่งพาได้ แต่พอเราเลือกไม่นับถือศาสนาเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้บังคับ ยังไงก็ได้

ลองมองจากมุมคนที่ไม่ได้นับถือศาสนา คิดว่าชาวพุทธเขาปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร

ความสุขของเขามั้ง ที่บ้านไปปฏิบัติธรรมกันบ่อย เราเคยไปแอบดูเขาปฏิบัติธรรมกันครั้งนึง เขาเชื่อกันว่า การปฏิบัติธรรมจะทำให้ได้บุญ หลังจากที่ตายไปแล้วก็จะมีชีวิตที่ดี เราก็เลยต้องสะสมบุญเพื่อให้เรามีความสุข ต้องสวดมนต์เท่านี้จบเราถึงจะอิ่มบุญ ซึ่งบุญคืออะไร เราไม่รู้ ไม่เข้าใจตรงนี้ เมื่อก่อนแอนตี้เลยนะ เราไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาเห็นการปฏิบัติธรรมสำคัญกว่าคนที่บ้าน แล้วก็ไม่เข้าใจว่า ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนปฏิบัติธรรม แต่ทำไมถึงเป็นมีเงื่อนไขอะไรในชีวิตเยอะแยะ เราเลยรู้สึกว่า โตไปเราจะไม่เป็นคนแบบนี้

อีกเรื่องที่ไม่เข้าใจคืออย่างวันก่อนต้องไปวัด เพื่อไปทำงาน เราไปกับอาจารย์ที่เขามีความรู้ด้านสถาปัตยกรรม เขาก็บรรยายให้เราฟังว่า โบสถ์ เจดีย์เป็นทรงอะไร สถาปัตยกรรมแต่ละโซนมีลักษณะยังไงบ้าง เราก็ยังคิดว่า เออ ทำไมเวลาคนที่เขาเข้าไปวัด เขาไม่เห็นสนใจสถาปัตยกรรมพวกนี้ เขาสนใจแค่ว่า ต้องไหว้กี่รอบ สวดกี่รอบ ต้องถวายผ้าอะไรกัน ถึงได้บุญ เราไม่เก็ท

ถ้าให้เดา คิดว่าบุญหมายถึงอะไร

หมายถึงสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

แล้วอะไรที่เป็นบุญของส้มโอ

ได้กินอะไรอร่อยๆ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรที่มันประสาทเสีย ถือเป็นบุญแล้ว

เรื่องที่ประสาทเสียหรือเครียดที่สุดในชีวิตคืออะไร

เรื่องงาน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เครียด แต่ก็เครียดอยู่แค่แป๊บเดียว เพราะมันก็มีวันหยุดเข้ามาพอดี ทุกสุดสัปดาห์เราจะไปเที่ยว ก็เลยหาย หรืออย่างช่วงที่มีปัญหาเรื่องงานเยอะแยะมาก ก็จบลงได้เพราะวันศุกร์ที่ออฟฟิศมี Friday Beer พอดี เรากินเยอะมาก หลังจากนั้นก็กลับบ้านนอน ตื่นมาแฮงค์ ชีวิตมันก็มีแค่นี้แหละ

คิดว่าทำไมศาสนาพุทธต้องห้ามกินเหล้า

มันทำให้ไม่มีสติ แต่บางทีเราก็ต้องการให้สติมันหลุดออกไปบ้าง คนเรามันไม่จำเป็นต้องมีสติตลอดเวลารึเปล่า (หัวเราะ)

 

เวลามีปัญหาในชีวิต เอาอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

มันไม่ได้ทุกข์เบอร์นั้น ทุกเรื่องมันต้องมีทางออก เรามีอย่างอื่นให้ทำเยอะแยะ ถ้ามีเรื่องนอยด์ๆ ก็อาจจะโทรหาเพื่อน โทรหาพ่อ ทำกับข้าว ทำขนม ไปติ่ง (ติดตามผลงานนักร้องเกาหลี) ไปหาอะไรกิน มันไม่ได้รู้สึกว่า ชีวิตแย่แล้วต้องไปทำบุญ ไม่ใช่ อาจจะเป็นเพราะที่บ้านมีกิจกรรมให้ทำเยอะด้วยมั้ง เลยทำให้ไม่ได้เศร้าขนาดที่ว่าจะต้องดิ่งมาก

อย่างตอนเด็กๆ เวลาทุกข์ก็อยู่กับเพื่อน แล้วสมัยนั้นเราอยู่ที่สงขลา อยู่ติดทะเล พอเป็นบ้าอะไรมาก็ไปทะเล มันก็จบ หาย ไม่เครียดนาน  พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน เรายังอยู่ใกล้เพื่อนตลอด พอช่วงวัยทำงาน ก็มีเครียดเรื่องงานบ้าง แต่พอไปเที่ยว ไปติ่ง มันก็ช่วยได้นะ เวลานอยด์ๆ ก็ฟังเพลงเกาหลี อ่านการ์ตูนเกาหลีไป พออ่านแล้วมันก็ต้องแปล พอมานั่งแปลเราก็ต้องใช้เวลากับตรงนั้น ไม่มีเวลาไปเครียดแล้ว

เรียกง่ายๆ ว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกทุกข์ เราจะจัดการมันโดยการหาความสุขมาเติม อย่างนั้นใช่ไหม

ใช่ ประมาณนั้น

สมมติว่าอายุมากว่านี้ เลยวัยทำงาน คงไม่ใช่วัยที่ต้องไปติ่ง เพื่อนๆ ก็คงแก่กันไป มีครอบครัว แล้วถึงเวลานั้นถ้าเรามีความทุกข์จะจัดการมันยังไง

ก็ไปทำอย่างอื่น ไปหาธุรกิจทำ เคยคิดไว้แล้วว่าถ้าไม่ติ่งจะทำอะไร ก็คงช่วยที่บ้านขายของ ปลูกผักอะไรก็ว่าไป เคยถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งแก่กว่านี้จะเข้าวัดมั้ย จะสวดมนต์ สมาธิไหม เราก็ตอบตัวเองได้ว่า ไม่ คือรู้ว่าไม่ได้ ไม่ใช่ทาง

แล้วถ้าไม่มีแรงทำอะไรแล้วล่ะ

ยังไงก็ไม่สวดมนต์แน่ๆ (หัวเราะ) ถ้าถึงวันนั้น ก็คงนั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ เพราะเพลงคือสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว มันก็ยังไม่เปลี่ยน มันคงอยู่กับเราไปจนแก่แหละ ก็คงเหมือนพ่อมั้ง พ่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย พ่อชอบทำสวน สอนเสร็จก็กลับมาทำสวน จนบัดนี้ก็ยังอยู่กับมันได้เรื่อยๆ เขาคงชอบมันมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็แก่ไปกับมัน เราก็จะเป็นอย่างนั้น

เราคงตอบไม่ได้ว่า สรุปแล้ว การมีศาสนาหรือไม่มีศาสนา แบบไหนดีกว่ากัน สุดท้ายแล้ว คงอยู่ที่คุณเลือกเองว่า ความสุขของคุณ คุณจะสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีใด


บทความน่าสนใจ

เปิดตัวตนคนก๊อปปี้ “ ตูน จีนแดง ” มีอะไรซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก ตูน บอดี้สแลม

รู้จักกับ ศร ศวัส มลสุวรรณ เจ้าของเพจ คิดมากชายผู้สนิทกับความเศร้า

ดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยตาย สไตล์ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน

จะสุขหรือทุกข์ คุณเกิดมาเป็นผู้เลือก อาจารย์ ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์

keyboard_arrow_up