ฝันร้าย บอกความกลัวที่ตามหลอกหลอน

ฝันร้าย
ฝันร้าย

ฝันร้าย บอกความกลัวที่ตามหลอกหลอน

ความฝันครั้งล่าสุดของคุณเป็นเรื่องอะไรกัน ยังพอจำได้รึเปล่าคะ บางคนอาจฝันดีตื่นมาก็สดชื่นแจ่มใส หรือบางคืนก็ไม่ฝัน (หรือฝันแต่จำไม่ได้) แต่ทว่าคืนไหนที่นอน ฝันร้าย ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกกระสับกระส่าย เราจำได้ว่ามีช่วงนึงชอบฝันว่าตกจากที่สูง บางคราวก็ฝันว่าฟันหัก ตื่นขึ้นมาพลอยใจไม่ดีจนต้องไปเปิดตำราทำนายทายฝันมาอ่านเพื่อตีความความฝันนั้นเลยทีเดียว

ในหนังสือเข็นครกลงเขาได้กล่าวถึง มูลนิธิความฝัน (The Dream Foundation) ในอเมริกา ที่มีสถิติบอกว่า ในแต่ละเดือนมีประชากรโลกมากกว่าครึ่งที่ฝันร้ายและจำได้เมื่อตื่น อีกเกือบครึ่งนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่ฝันร้าย แต่ไม่รู้ตัวเพราะลืมทันทีที่ตื่น คนจำพวกหลังนี้มักจะรู้สึกเครียดอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ทั้งนี้เพราะความขัดแย้งลึกๆ ถูกเก็บกดเอาไว้

ถึงจะไม่ชอบแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝันร้ายเป็นเครื่องชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ซ่อนลึกอยู่ในใจ เช่น ความกลัวตาย กลัวพลัดพราก กลัวสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ กลัวอับอายเพราะขาดความมั่นใจ ดูให้ดีจะเห็นว่าต้นตอของฝันร้ายอยู่ที่ความกลัวทั้งสิ้น

ความกลัวนั้นซ่อนลึกในยามตื่นที่มีสติสัมปชัญญะครบ แต่กลับมาแผลงฤทธิ์ในยามหลับ การที่เอามันมาพลิกพิจารณาหาต้นเหตุ เป็นเหมือนการฉายไฟส่องให้เห็นแมลงสาบตามซอกตามมุม แล้วตะล่อมไล่มันออกไปทีละตัว เจ้าฝันร้ายก็ค่อยๆ ทยอยหายไป ยุทธวิธีที่ว่านี้พิสูจน์ได้แล้วว่าจะช่วยเพิ่มพูนพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งยามหลับยามตื่นอย่างมากมาย

มีเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่เล่าไว้ในเว็บไซต์ของมูลนิธิความฝันว่า เธอฝันซ้ำซากว่าถูกใครคนหนึ่งที่น่ากลัวไล่ล่า แต่เธอไม่เคยกล้าพอที่จะหันไปมองว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร

นักจิตวิทยาให้เธอทบทวนความฝัน ความรู้สึก ฝึกให้เธอซ้อมคิดที่จะหยุดหนีและหันมามองคนไล่ตาม สำคัญที่สุดคือฝึกสติให้รู้ว่าตัวเองกำลังฝัน ตามวิธีที่เรียกว่า Lucid Dreaming หรือ Dream Lucidity  “ความกระจ่างชัดในขณะฝัน” คือการฝึกสติส่วนนี้ในยามตื่นจนช่ำชองและซึมลึกลงไปในจิตสำนึก จนกระทั่งมันให้ผลในยามที่หลับ ให้รู้ตัวขึ้นมาว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นเป็นความฝัน

ในที่สุดเธอก็ฝันว่าขับรถหนีเหมือนอย่างเคย จอดรถลงวิ่งด้วยความกลัวสุดหัวใจและแล้วก็รวบรวมสติ รู้ตัวขึ้นมาได้ว่ากำลังฝัน เธอจึงหยุดวิ่งแล้วหันกลับไปมองคนที่ไล่ตามมาและร้องบอกว่า “อย่าทำร้ายฉันนะ” คนๆ นั้นหยุดและตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ฉันวิ่งตามมาเพื่อบอกว่า ฉันรักเธอ” เขาจับมือเธอไว้แล้วก็สลายเข้ามารวมในตัวเธอ เธอตื่นอย่างสดชื่นผ่อนคลายและไม่กลับมาฝันอย่างนั้นอีกเลย

การหันมาเผชิญหน้ากับความกลัว มีผลให้เธอเป็นมิตรกับตัวเอง เริ่มกล้าที่จะเผชิญหน้ากับคนและสถานการณ์ต่างๆ ที่เคยกลัวเกรง ทำให้สามารถอยู่กับชีวิตประจำวันอย่างหนักแน่นกว่าที่แล้วๆ มา

จะเห็นได้ว่าความกลัวเป็นแค่อาการของใจ อาการที่มาจากความอ่อนแอ หวั่นไหว ไม่คงที่และไม่มีตัวตน

           

ข้อมูลจาก

เข็นครกลงเขา โดยคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ สำนักพิมพ์อมรินทร์


บทความที่น่าสนใจ

พิชิตความกลัว ด้วยความลับ 9 ข้อ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความกลัว บทความน่าคิดจาก พระไพศาล วิสาโล

keyboard_arrow_up