คาถาปราบวิญญาณ ที่สถิตอยู่บนเก้าอี้ทำงาน

คาถาปราบวิญญาณ
คาถาปราบวิญญาณ

คุณเชื่อหรือไม่ว่า เก้าอี้ทำงานของคุณมีวิญญาณปีศาจสิงสถิตอยู่ … มารับ คาถาปราบวิญญาณ กันดีกว่า

โอมศิริ วีระกุล นักเขียนชื่อดัง เล่าไว้ในตอนหนึ่งของ หนังสือ “เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน” ถึงเรื่องปีศาจตนนี้ว่า

“เก้าอี้ที่ทำงานของเราต่างมีวิญญาณปีศาจสิงสถิตอยู่ในนั้น มันจะค่อยๆ ปรากฏตัวและโอบกอดอยู่ด้านหลัง โดยที่เราไม่รู้ตัว ยิ่งเราปล่อยเวลาให้เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะลุกขึ้นและหันมามองมัน หรือเดินห่างจากเก้าอี้ตัวนั้น วิญญาณของปีศาจก็จะค่อยๆ ตัวใหญ่ขึ้นๆ จนน้ำหนักของมันค่อยๆ กดทับช่วงเอว หลัง และคอ จนเราเริ่มรู้สึกปวดร้าว

ที่เลือกมาเขียนเพราะผมเพิ่งได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากอาการปวดร้าวไปทั่วบริเวณแผ่นหลังและต้นคอ จึงต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งทำงานเสียใหม่ และเห็นว่า เรื่องนี้คงเป็นภัยใกล้ตัวของคนทำงานทุกอาชีพด้วยเช่นกัน

จากอาการที่เกิดขึ้น ผมขอคำปรึกษาจากพี่ที่ทำงานและมิตรสหาย ส่วนใหญ่มักให้คาถาปราบวิญญาณร้ายตัวนี้ด้วยการแนะนำให้ไปนวดเสียส่วนใหญ่ นวดอย่างเดียวไม่มีอย่างอื่นนะครับ แต่การไปนวดก็เป็นการลงทุนจ่ายยาค่ารักษาอย่างหนึ่ง หากปวดเรื้อรัง ผมคงเดือดร้อนเงินในกระเป๋าแน่ๆ

ทอม แรธ ผู้เขียนหนังสือ กิน หลับ ขยับตัว: เคล็ด (ไม่) ลับเปลี่ยนชีวิตแบบพลิกฝ่ามือ (Eat Move Sleep) ได้อธิบายถึงสาเหตุของการกำเนิดปีศาจที่ซ่อนอยู่ในเก้าอี้ของเราผ่านงานวิจัยว่า

การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์ต้องรับแรงกดดันและทำให้ร่างกายผลิตไขมันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 เมื่อส่วนใดของร่างกายต้องรับน้ำหนักเป็นเวลานาน เนื้อเยื่อไขมันจะสลายตัว การนั่งหลายชั่วโมงติดต่อกันจะทำให้เซลล์ไขมันจับตัวเป็นก้อนบริเวณบั้นท้าย และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้บั้นท้ายของคุณใหญ่ขึ้นด้วย

คาดว่าอ่านจบ ผู้หญิงทุกคนคงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งกันบ้างละครับ

ทอมอธิบายต่อว่า ถ้าคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนั่งวันละหลายชั่วโมงได้ อย่างน้อยให้ลองแบ่งเป็นช่วงๆ เพราะถ้าคุณนั่งหลายชั่วโมงติดกัน ระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินจะพุ่งสูงถึงระดับอันตราย การพักเป็นระยะจะช่วยสร้างความสมดุลได้ ทอมบอกว่า การลุกจากเก้าอี้เพื่อออกไปเดินสบายๆ ยืดเส้นยืดสายเพียง 2 นาที ทุกๆ 20 นาที ก็เพียงพอสำหรับการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเมื่อมองความเป็นไปได้แล้ว ผมคิดว่าวิธีนี้ของทอมอาจจะลำบากสำหรับคนทำงานหน้าเคาน์เตอร์หรืองานที่ต้องอยู่ประจำที่ แต่อย่าเพิ่งกังวลไปครับ เพราะทอมมีอีกวิธีหนึ่ง

ทอมบอกว่า หากไม่ชินกับการลุกทุกๆ 20 นาที ก็ลองหาวิธีที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่เสมอ หรือพยายามหาวิธีให้ร่างกายลุกจากที่นั่งอย่างน้อยชั่วโมงละ 2-3 ครั้งก็ได้ วิธีหนึ่งที่ทอมเสนอคือ การลุกไปดื่มน้ำให้มากขึ้น วิธีนี้จะทำให้เราต้องลุกไปปัสสาวะบ่อยขึ้นด้วย ซึ่งเป็นวงจรบังคับโดยอัตโนมัติของร่างกายที่จะทำให้เราลุกขึ้นจากเก้าอี้

ตอนอ่านหนังสือของทอม ผมพบความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกครั้งที่ผมและพี่ๆ กำลังช่วยกันระดมความคิดในการสร้างสรรค์โปรเจ็กต์ ช่วงเวลาหนึ่งเราจะคิดกันไม่ออก เสมือนกับขับรถมาเจอทางตัน กระทั่งต่างคนต่างลุกออกไปเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นส่วนใหญ่มักจะมีไอเดียเพิ่มเติมกลับมาเสมอ ดังนั้น เวลาเราคิดอะไรไม่ออก มักจะไล่ให้ไปเข้าห้องน้ำกันครับ

การคิดงานออกระหว่างที่หยุดพัก ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทอมอธิบายว่า การหยุดพักการใช้สมองเป็นช่วงๆ จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงานได้เช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากตะบี้ตะบันใช้สมองหนักจนเกินไป การทำงานของสมองก็ย่อมต้องมีวันอ่อนล้าเช่นกัน

การทำงานของสมองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ แม้เราจะมองไม่เห็นระบบการทำงานของมันเลยก็ตาม ทว่ามันกลับเป็นกลไกสำคัญของคนทำงานทุกอาชีพ การเป็นคนตั้งใจทำงานนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากตั้งใจจนบีบคั้นความคิด ความรู้สึกมากเกินไป ก็ส่งผลร้ายต่อตัวเราได้เช่นกัน

คุณหมออีชีฮยอง แพทย์จิตเวชด้านสมอง ชาวเกาหลีใต้ ผู้เขียนหนังสือ สมองหายล้า ชีวิตก็หายเหนื่อย! ได้มอบคาถาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจพฤติกรรมคนทำงานเอาไว้ปราบวิญญาณปีศาจที่อาจไม่ได้มาจากเก้าอี้ตัวที่เรานั่งทำงานอยู่ แต่กลับเป็นปีศาจที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วยความตั้งใจโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลที่ผมจะนำเสนอนี้ แม้คุณหมอจะอ้างถึงบริบทการทำงานของคนเกาหลีใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวด มีระเบียบ จริงจัง และรับผิดชอบสูง แต่ก็สอดคล้องและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนทำงานได้เช่นกัน

ยิ่งเป็นคนตั้งใจยิ่งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บป่วยง่าย คุณหมอบอกว่า คงไม่มีเหตุผลอะไรย้อนแย้งเท่าเหตุผลดังกล่าวอีกแล้ว แทนที่ยิ่งขยันทำงานก็ยิ่งจะได้รางวัล มีเวลาพักผ่อน แต่กลับกลายเป็นยิ่งสร้างวิญญาณปีศาจให้โตขึ้นๆ จนกดร่างกายและสมองของเราให้เหนื่อยล้าและหมดแรง ซึ่งส่งผลให้เราไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้เลย

คุณหมอบอกว่า มีคนทำงานประเภทหนึ่งที่คิดเล็กคิดน้อยกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าว่างงาน ไม่ทำงาน ก็เลยชอบทำตัวให้ดูยุ่งๆ และพยายามทำให้ตารางงานดูแน่นตลอดเวลา ทั้งๆ ที่หากมีเวลาว่างก็ควรพักผ่อนหรือหาความบันเทิงมาผ่อนคลายสมองที่ใช้มาอย่างหนักหน่วง คุณหมอเรียกโรคของคนทำงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้ว่า “โรคกลัวเวลาว่าง”

ข้อแนะนำของคุณหมอคือ เวลางานติดขัดให้ลุกออกจากโต๊ะเลย จะไปเดินเล่นหรือหลับเสียหน่อยก็ได้ (แต่ในชีวิตจริงคงนอนไม่ได้ นอกจากช่วงพักเที่ยงละครับ) เพราะการฝืนสมองที่กำลังเหนื่อยล้าให้ทำงาน ก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น

สิ่งที่น่ากลัวย่อมเกิดจากความไม่รู้ วิญญาณปีศาจที่เกาะหลังคนทำงานและสร้างความเจ็บปวดพร้อมกับอาการล้าของสมอง ไม่ได้เกิดจากเก้าอี้ปีศาจที่เอ่ยถึงตั้งแต่แรกอีกต่อไป แต่อยู่ข้างในตัวเรานี่แหละครับ มันจะปรากฎตัวทุกครั้งที่เราเผลอ หรือไม่ก็ลืมใช้คาถา 2 นาทีของทอม และเป็นโรคกลัวเวลาว่างของหมออีชีฮยอง”

ขอบคุณบทความ “คาถาปราบวิญญาณ” จากหนังสือ เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน 

ติดตามบทเรียน คำสอน ประสบการณ์ และกำลังใจดีๆ สำหรับเก็บไว้ใช้ในยามทำงานได้ ในหนังสือ เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน เขียนโดย โอมศิริ วีระกุล (ผู้เขียน สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก) สำนักพิมพ์ Springbook สามารถสั่งซื้อออนไลน์หรือทดลองอ่านอีบุ๊คได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/211334

บทความที่น่าสนใจ

เทคนิคง่ายๆ สำหรับรับมือ เจ้านายไร้เหตุผล 

หยุดทำตัวเป็น คนงี่เง่าในที่ทำงาน เถอะนะ!

เคล็ดลับแก้อาการ เบื่องาน เบื่อออฟฟิศ

ค้นหาความสุข ในการทำงาน

keyboard_arrow_up