โรครองช้ำ อาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรังที่ไม่ควรละเลย

ใครที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปวดในก้าวแรกที่ย่างเท้าลงเดิน โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าลามไปถึงฝ่าเท้า นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็น โรครองช้ำ หรือ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบอยู่

 

รองช้ำคืออะไร ?

เป็นอาการที่เกิดจากการอักเสบของเอ็นที่มีชื่อว่า Plantar fascia ซึ่งเชื่อมระหว่างกระดูกส้นเท้า ไปยังนิ้วเท้า โดยเอ็นชนิดนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนา มีหน้าที่ในการกระจายแรงบริเวณฝ่าเท้า และเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการส่งเสริมกลไกการเกิดอุ้งเท้า โดยมากมักเกิดกับคนที่อายุ 4o ปีขึ้นไป หรือผู้ป่วยที่มีโครงสร้างร่างกายไม่สมส่วน

 

สาเหตุการเกิดรองช้ำ

  1. ใช้งานบริเวณเท้าและขาเป็นระยะเวลานาน หรือใช้แรงมาก โดยไม่มีการยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นฝ่าเท้า เช่น การวิ่งเป็นระยะทางไกล การวิ่งด้วยความเร็วสูง การปั่นจักรยาน
  2. สวมรองเท้าที่ไม่ทำเหมาะสม ส่งผลต่อแรงตึงของ Plantar fascia โดยเฉพาะรองเท้าพื้นแบนที่ไม่มีบริเวณรองรับฝ่าเท้า
  3. น้ำหนักตัวมาก ส่งผลทำให้พังผืดใต้ฝ่าเท้าเกิดการอักเสบ
  4. โครงสร้างร่างกายไม่สมส่วน เช่น ผ่าเท้าแบนเกินไป เอ็นร้อยหวายยึด หรือ อุ้งเท้าโก่งทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเท้าได้ตามปกติ

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดแรงตึงสะสมและเกิดการฉีกขาดเล็กๆ บริเวณ Plantar fascia และเมื่อทำกิจกรรมเหล่านั้นซ้ำไป ซ้ำมา ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบที่เรื้อรังได้

 

อาการของโรค

จะแสดงอาการปวดเมื่อเราลงน้ำหนักหลังจากที่เท้ามีการค้างท่าเดิมนานๆ เช่นการลุกยืน เดิน หลังจากตื่นนอนในตอนเช้า เนื่องจาก Plantar fascia เกิดการคงค้างในความยาวเดิมเป็นเวลานาน และเมื่อลงน้ำหนักครั้งแรกจะเป็นการยืดออกอย่างกะทันหันทำให้อาการปวดชัดเจนขึ้น นอกจากนี้แล้วการเดินลงน้ำหนักเป็นเวลานานก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้เช่นกัน

 

ทำอย่างไรเมื่อปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง

  1. ทำกายภาพบำบัด โดยทำกายบริหารร่างกาย เช่นการยืดน่องและฝ่าเท้า หรือท่าอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสรีระ และอาการเฉพาะบุคคล
  2. รับประทานยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือฉีด สเตียรอยด์ ควรมีการใช้ท่ากายบริหารร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาอีกครั้ง
  3. ใช้อุปกรณ์ช่วยเสริมเกี่ยวกับกระดูก เช่น อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้าด้านใน อุปกรณ์รองรับส้นเท้า

 

โดยทั่วไปแล้วเราสามารถป้องกันอาการเหล่านี้ด้วยการยืดน่องและฝ่าเท้า หรือปรับการรักษาเพิ่มเติมในส่วนต่างๆ เช่นการทานยา หรือใช้อุปกรณ์ช่วย เนื่องจากอาการเหล่านี้เป็นอาการเฉพาะบุคคล และโครงสร้างของร่างกายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน ทั้งนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คือนักกายภาพบำบัด เพื่อตรวจวินิจฉัยแนะนำทางแก้ที่เหมาะสมต่อไป

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : K&Kbalance

 

keyboard_arrow_up