7 เคล็ดลับเพิ่มความ“สมานฉันท์”ในครอบครัว (ฉบับคุณลูกฝากถึงคุณพ่อคุณแม่)

ความสมานฉันท์ในครอบครัว
ความสมานฉันท์ในครอบครัว

7 เคล็ดลับเพิ่ม ความสมานฉันท์ในครอบครัว  (ฉบับคุณลูกฝากถึงคุณพ่อคุณแม่)

ใครอยากมีครอบครัวอบอุ่น มี ความสมานฉันท์ในครอบครัว ต้องอ่านทางนี้…Secret มี 7 เคล็ดลับดีๆ ที่น้อง “น้ำหวาน” เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุเพียงแค่ 12 ปีอยากบอกคุณพ่อ คุณแม่ทั้งหลาย รับรองว่าหากทำตามได้ ครอบครัวมีแต่รอยยิ้มแน่นอน

 

1.เลิกทะเลาะกัน

ลูกๆ ทุกคนไม่มีใครชอบให้พ่อแม่ทะเลาะกันหรอกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรนึกถึงตอนที่คุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าทะเลาะกัน แล้วคุณพ่อคุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้าง…ลูกๆ เองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน

แต่บางทีคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกรับรู้บ้างนะคะว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร เช่น ถ้าขัดสนเงินทอง หากลูกๆ ไม่รู้ เราก็อาจจะใช้เกินตัว ดังนั้นควรให้ลูกๆ รู้ปัญหาของครอบครัวแต่พอดี

 

2. ห้ามทำร้ายจิตใจวัยรุ่น

อย่าหยุดจินตนาการของวัยรุ่น และสนับสนุนสิ่งที่เขาสนใจ สมมุติว่าลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่อยากเป็นศิลปินวาดรูป อย่าไปห้ามเขาแล้วบอกว่าเป็นศิลปินมีแต่ไส้แห้ง…ปล่อยเขาให้ทำให้เต็มที่ดีกว่าค่ะ ถ้า “ไม่ใช่”เดี๋ยวเขาก็หันเหไปทำอย่างอื่นเอง แค่คุณพ่อคุณแม่ตามดูเราห่างๆ อย่างห่วงๆ ก็พอแล้ว

 

3. สร้างเกราะป้องกันใจให้คนในครอบครัวโดยการไปปฏิบัติธรรม

ในอนาคตลูกๆ อาจเสียอนาคตจากใครคนอื่น เช่น จากเพื่อน จากคนต่างเพศ หรือคนอื่นๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลูกๆ เสียอนาคตแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความรู้ควบคู่กับความอบอุ่น

ลองพาทุกคนในครอบครัวไปปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างบุญกุศลให้แก่ครอบครัวและสร้างเกราะคุ้มกันใจให้คนทั้งครอบครัว เพราะการปฏิบัติธรรมจะทำให้ไม่ทุกข์มากเมื่อความทุกข์มาเยือน

 

4. ทำอะไร “พร้อมกัน” ทั้งครอบครัว

  • ไปเที่ยวด้วยกัน : ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพาสมาชิกในครอบครัวไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง บรรยากาศภายในบ้านจะได้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
  • ดูแลบ้านร่วมกัน : หากไม่มีเวลาไปต่างจังหวัด เอาจทำอะไรร่วมกันในบ้านก็ได้… อาทิ

– ปลูกต้นไม้ คุณแม่อาจให้ลูกๆ ช่วยกันเลือกชนิดต้นไม้และสถานที่ปลูกในบ้าน

– เมื่ออยากให้ลูกทำงานบ้าน ลองบอกลูกว่า “วันนี้แม่มีงานบ้านให้เลือกทำอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ เป็นแม่บ้านกวาดบ้านเช็ดบ้าน ล้างถ้วยจาน และซักผ้า ใครจะเลือกทำหรือเล่นอะไรดีเอ่ย”… โดยมีคุณแม่คอยสอนอย่างใกล้ชิด หากเราคิดว่างานที่เราทำเป็นแค่การเล่นชนิดหนึ่งเหมือนเล่นเกมทำอาหารหรือเกมจัดบ้าน จะทำให้เราสนุกกับการทำงานบ้านมากขึ้น

เด็กๆ ไม่ชอบถูกบังคับให้ทำงานเท่าไรหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีอุบายให้เขาทำงานอย่างมีความสุข อีกหน่อยเมื่อเขาโตขึ้นเขาจะรักการทำงานค่ะ

  • ไปเยี่ยมญาติ : การไปเยี่ยมญาติที่ไม่ได้เจอกันนานทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้นและมีความสุขไปอีกแบบ การได้พบปะผู้คนหลากหลายจะทำให้เราสนุกกับการพูดคุยเรื่องราวของครอบครัวเราเอง
  • รับประทานอาหารพร้อมกัน : เป็นวิธีสร้างความรักในครอบครัวที่ดีมาก แต่โบราณบอกว่าเวลากินข้าวไม่ควรสอนลูกนะคะ เพราะลูกจะรำคาญ ควรสอนลูกหลังไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ซึ่งในขณะนั้นจิตของเด็กๆ จะสงบกว่า

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

5. เข้าใจและเอาอกเอาใจคนในครอบครัว

ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่มีอาการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่สุดๆ ให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มตีความอาการนั้นได้เลยว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เอาใจใส่ลูกเพียงพอ บางท่านอาจจะให้เวลากับเขาแล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราไม่รู้จักการชื่นชมกันและกัน การชื่นชมกันและกันทำให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้นได้ เช่น ลูกกลับบ้านเร็วอาจจะชมเขาว่า “โอ้โห ลูกวันนี้กลับบ้านเร็ว น่าภูมิใจจริงๆทานอะไรมาหรือยังจ๊ะ” ฯลฯ

การพูดอ่อนหวานเป็นอีกวิธีที่ดีในการเอาอกเอาใจลูก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องพยายามเก็บอารมณ์โมโหไว้บ้าง และสอนเขาอย่างใจเย็นด้วยคำพูดที่อ่อนหวานแทน

 

6. วันเกิดลูก คุณพ่อคุณแม่อยู่ที่ไหน

คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจลืมวันเกิดหรือติดงาน ทำให้คนที่รอคุณอยู่ที่บ้านน้อยใจได้ เพราะฉะนั้นแนะนำว่า หากในวันเกิดลูกถ้าไม่ว่างจริงๆ สามารถเขียนบัตรอวยพรให้เขาก็ได้ แต่ทางที่ดี เสียสละเวลาสัก 10 – 20 นาทีมาอวยพรให้ลูกดีกว่า

คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจคิดว่าวันเกิดไม่มีอะไรมากหรอกทำงานหาเงินมาเลี้ยงเขาดีกว่า แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ลูกบางคนมองว่าเงินไม่สำคัญเท่าความอบอุ่นของคุณพ่อคุณแม่หรอกค่ะ แค่ซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้เขา เขาก็ดีใจแล้ว

 

7. ไม่ตำหนิหรือซ้ำเติมกับความผิดที่ผ่านไปแล้ว

บางครั้งลูกอาจมีปัญหาเรื่องการเรียน เกรดของเขาอาจไม่สวยนัก คุณพ่อคุณแม่อย่าไปต่อว่าเขาเลย สู้เอาเวลามาช่วยกันติวในสิ่งที่ลูกขาดไปดีกว่าค่ะ ทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่ไม่อยากให้ใครตำหนิหรือกล่าวซ้ำเติมกันทั้งนั้น เวลาลูกทำอะไรหกหรือทำถ้วยจานแตก คุณพ่อคุณแม่อาจบอกแค่ว่า “ไม่เป็นไร เก็บซะนะลูก” เท่านี้ก็เพียงพอ

ช่วงวัยรุ่นตอนต้นเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ควรให้ความรักแก่ลูกๆ ให้มากๆ เพราะทั้งเขาและเราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแค่ช่วงนี้ ถ้าเขาเริ่มโตกว่านี้โดยที่เราไม่เคยเอาใจใส่เขาเลย เขาจะเริ่มมีโลกของตัวเอง และ คุณพ่อคุณแม่อาจกลายเป็นแค่โลกที่สามของเขา โลกแรกคือตัวเขาเอง โลกที่สองคือเพื่อนและอินเทอร์เน็ต

            คุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นแค่โลกที่สาม โลกที่เขาไม่ใส่ใจและไม่สนใจใช่ไหมคะ

 

เรื่อง ธันยชนก กสิผล/เรียบเรียงโดย ณัฐนภ ตระกลธนภาส

keyboard_arrow_up